‘กรมส่งเสริมการเกษตร’คว้ารางวัลเลิศรัฐ ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนร่วมใจแก้จน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601919

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’คว้ารางวัลเลิศรัฐ  ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนร่วมใจแก้จน

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’คว้ารางวัลเลิศรัฐ ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนร่วมใจแก้จน

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

กสก. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชน ภายใต้แปลงใหญ่ ร่วมใจแก้จนชุมชนผู้ปลูกกาแฟน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะทำงานตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน จากสำนักงาน ป.ย.ป ได้มีมติมอบรางวัลเลิศรัฐฯบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัล ร่วมใจแก้จน ประจำปี พ.ศ.2564 ระดับดีเด่น ให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร จากผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนภายใต้แปลงใหญ่ ร่วมใจแก้จน ชุมชนผู้ปลูกกาแฟน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความครบถ้วนในด้านการมีส่วนร่วม ได้แก่ การร่วมพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมพัฒนากระบวนการคิดของกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน อำเภอน้ำหนาว จำนวน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนป่าอุ่นคนอิ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้าและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟน้ำหนาว ซึ่งดำเนินการร่วมกันภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา และเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทำให้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มาจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สามารถทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน มีรายได้เพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบดีขึ้น และนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs)

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบันไดสู่ความสำเร็จของโครงการวิสาหกิจชุมชนภายใต้แปลงใหญ่ ร่วมใจแก้จน ชุมชนผู้ปลูกกาแฟน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เข้าไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผ่านการจัดเวทีชุมชน ตามแนวทางส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เพื่อให้เกิดการนำศักยภาพของชุมชนมาใช้จัดการกับปัญหาจริงที่ชุมชนกำลังประสบ เช่น การพังทลายของหน้าดินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปัญหาการต่อรองราคาผลผลิต เป็นต้น ทำให้เกษตรกรในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา วางกระบวนการ และกำหนดเป้าหมายตามความต้องการที่แท้จริงของชุมชนร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดความรู้ กระบวนการ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ให้กับกลุ่มเกษตรกร ได้แก่ การบริหารจัดการในรูปแบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ การ
ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นผสมผสานกับการปลูกกาแฟ การส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน การแปรรูปสินค้าเกษตร และการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นผู้จัดการแปลงที่มีศักยภาพ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) และเกษตรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) สามารถจัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายที่เข้มแข็ง เกิดอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิตของกลุ่ม ขจัดปัญหาการถูกกดราคาผลผลิตจากพ่อค้าคนกลางและปัญหาการเกษตรต่าง ๆ ของชุมชนได้สำเร็จ และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรหรือชุมชนอื่นต่อไป

ทั้งนี้ รางวัลเลิศรัฐฯ บริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัล ร่วมใจแก้จน ประจำปี พ.ศ.2564 เป็นรางวัลที่ ก.พ.ร. มอบให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการบนพื้นฐานความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีศักยภาพมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และสังเคราะห์ต้นแบบ (Prototype) ในการแก้ไขปัญหาความยากจน สามารถเป็นต้นแบบประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นได้ รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูหน่วยงานที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง โดยใช้การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601934

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.24 น.

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65

13 กันยายน 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ถึงการแก้ปัญหาปุ๋ยแพง ว่า ที่ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากแม่ปุ๋ย เช่น ยูเรีย ฟอสเฟต และโพแทสเซียม ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ผลิตรายใหญ่ คือ ประเทศจีน มีนโยบายที่ส่งออกน้อยลง ขณะที่อินเดียไปประมูลซื้อจากจีนมาจำนวนมาก เมื่อพ่วงกับค่าขนส่งสินค้าทางเรือที่มีค่าระวางสูงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการแล้วคือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมผู้ผลิตปุ๋ย ได้จัดโครงการพาณิชย์ลดราคาปุ๋ยช่วยเกษตรกร ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและขยายไปจนถึง31สิงหาคมนี้ โดยจำหน่ายผ่านสถาบันเกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการตรึงราคาปุ๋ยไม่ให้เป็นภาระกับเกษตรกร คือสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร ขณะนี้มีปุ๋ยเคมีที่ร่วมโครงการ 84 สูตร ปริมาณ4.5 ล้านกระสอบ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้

“รัฐบาลขอเชิญชวนเกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์กับรัฐบาล ที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์ในปี 2565 ถึง 1.3 ล้านไร่ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณในปี 2564 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกเกษตรอินทรีย์ เพราะดีต่อสุขภาพ และเฉลี่ยทั่วโลกสินค้าเกษตรอินทรีย์โตขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์” น.ส.รัชดา กล่าว

กรมชลฯใช้โครงข่ายเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำให้EEC ผันจากพื้นที่น้ำหลากเติมอ่างฯบางพระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601639

กรมชลฯใช้โครงข่ายเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำให้EEC ผันจากพื้นที่น้ำหลากเติมอ่างฯบางพระ

กรมชลฯใช้โครงข่ายเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำให้EEC ผันจากพื้นที่น้ำหลากเติมอ่างฯบางพระ

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกสูบน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตและแม่น้ำบางปะกง เติมให้อ่างฯบางพระ จ.ชลบุรี ลดปริมาณน้ำหลากในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ผันมาช่วยเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC มั่นใจสิ้นฤดูฝนอ่างฯบางพระมีปริมาณสำรองไม่น้อยกว่า 80 ล้านลบ.ม.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่4 แห่ง คือ อ่างฯขุนด่านปราการชล อ่างฯหนองปลาไหล อ่างฯประแสร์ และอ่างฯนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 70 ของปริมาณการเก็บกักก็ตาม แต่อ่างฯบางพระ จ.ชลบุรี ปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ กรมชลประทานจึงใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกที่มีอยู่ผันน้ำมาเติมน้ำให้กับอ่างฯบางพระ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)

ทั้งนี้ สภาพฝนตกหนักใน จ.สมุทรปราการ ทำให้มีน้ำปริมาณจำนวนมากหลากลงสู่คลองพระองค์ไชยานุชิต ขณะเดียวยังช่วยเจือจางค่าความเค็มของน้ำให้อยู่ในระดับ 0.4 กรัมต่อลิตร เหมาะสมในการนำไปใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ นายทินกร เหลือล้นผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 จึงสั่งการให้ใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก สูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตในปริมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ร่วมกับการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงในปริมาณ 200,000 ลบ.ม.ต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2564 มาเติมให้กับอ่างฯ บางพระจนถึงปัจจุบันสามารถนำน้ำเข้าอ่างฯบางพระได้แล้วจำนวนไม่น้อยกว่า 6 ล้านลบ.ม. ผนวกกับน้ำท่าที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ทำให้ขณะนี้อ่างฯบางพระ มีปริมาณน้ำ 46 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณการเก็บกัก

“กรมชลประทานจะดำเนินการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต ก่อนน้ำไหลลงทะเลมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เป็นอย่างน้อย คาดว่าจะสูบน้ำมาเติมให้อ่างฯบางพระ ได้รวมประมาณ40 ล้านลบ.ม. ส่วนการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างฯบางพระคาดว่าจะได้ปริมาณ 15 ล้านลบ.ม.” นายทินกรกล่าว

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าวต่อว่า เมื่อสิ้นฤดูฝนคาดการณ์จะมีน้ำในอ่างฯบางพระประมาณ 85 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 73 ล้านลบ.ม. ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เพียงพอที่จะจัดสรรให้กับทุกกิจกรรมการใช้น้ำไปจนกว่าจะถึงรอบการสูบผันน้ำใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2565 โดยจะจัดสรรให้การประปาชลบุรี 46 ล้านลบ.ม. การอุตสาหกรรม 3.4 ล้านลบ.ม. และจัดเก็บเป็นน้ำสำรองต้นฤดูฝนปี 2565 จำนวน 13 ล้านลบ.ม. โดยคาดว่าจะมีปริมาณที่ระเหยไปประมาณ 10 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ในอนาคตกรมชลประทานมีแผนการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งมีสภาพน้ำสมบูรณ์ มาเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ ผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก อีกปีละไม่ต่ำกว่า 80 ล้านลบ.ม. ซึ่งเพิ่มความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และการอุตสาหกรรมให้กับจังหวัดชลบุรีอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำในภาพรวมของภาคตะวันออกนั้น ฝนที่ตกในขณะนี้ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเกือบทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำตาม
Rule Curve ที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการรับประกันความเสียหายจากภัยทางน้ำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด พร้อมทั้งได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำมากกว่า 100 หน่วย ไว้รองรับกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย

เตือนเกษตรกรระวังโรคเน่าในผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601637

เตือนเกษตรกรระวังโรคเน่าในผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักตระกูลกะหล่ำ และผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว และผักกาดหัว ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคเน่าเละ สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชอาการเริ่มแรกจะพบบนใบหรือบริเวณลำต้นมีแผลเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเนื้อเยื่อบริเวณแผลจะยุบตัวลง และจะมีเมือกกลิ่นเหม็นฉุนเยิ้มออกมาภายนอก จากนั้น ต้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้นโรคเน่าเละจะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชทั้งในสภาพแปลงปลูกและในโรงเก็บ

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคเน่าเละในแปลงปลูก ให้รีบขุดต้นที่เป็นโรคและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที หลีกเลี่ยงการทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผลซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เกิดเชื้อเป็นสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย รวมถึงควรดูแลไม่ให้พืชขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน เพราะจะทำให้พืชเกิดแผลจากอาการปลายใบไหม้และไส้กลวง อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้ง เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ก่อนการปลูกพืช เกษตรกรควรไถกลบเศษพืชผักและไถพรวนพลิกหน้าดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตร ทิ้งตากแดดไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และไถกลบพลิกหน้าดินอีกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช และป้องกันการสะสมของเชื้อสาเหตุโรคในดิน กรณีที่พื้นที่เคยมีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน อาทิถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด ส่วนในฤดูปลูกถัดไปเกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีการระบายน้ำที่ดี และเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อนหลีกเลี่ยงการปลูกพืชแน่นจนเกินไป เพื่อไม่ให้มีความชื้นสูงสะสม และลดการระบาดของโรค

ชายคาพระพิรุณ : 13 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601638

ชายคาพระพิรุณ : 13 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการระบาดของโรคโรคลัมปี-สกิน ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลล่าสุด (7 กันยายน 2564) พบการระบาดสะสม รวม 65 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ 268,371 ราย โค-กระบือ ป่วยสะสม 581,747 ตัว รักษาหายแล้ว 441,543 ตัว อยู่ระหว่างการรักษา 90,879 ตัว ป่วยตายสะสม 51,073 ตัว ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหาวัคซีนและประกาศแผนการกระจายวัคซีน 5 ล้านโดสให้ครอบคลุม 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี- สกิน โดยได้รับการเปิดเผยจาก นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ว่า สถานการณ์ความคืบหน้าการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคลัมปี-สกิน (LSDV) 5 ล้านโดสที่นำเข้ามานั้น วัคซีนลอตแรกกว่า 1 ล้านโดสมาถึงประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2564 และจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

โดยขณะนี้กรมปศุสตว์ได้จัดทำแผนการจัดสรรวัคซีนสำหรับกระจายวัคซีน 5 ล้านโดส ให้กับ 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี-สกิน เรียบร้อยแล้ว ดั้งนี้ พื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสระบุรี มีประชากรโค-กระบือ รวม 463,803 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 224,100 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก และจังหวัดสระแก้ว มีประชากรโค-กระบือ รวม 269,287 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 130,100 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 3 จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดอำนาจเจริญ มีประชากรโค-กระบือ รวม 3,359,880 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 1,623,300 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 4 จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร มีประชากรโค-กระบือ รวม 2,334,733 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 1,127,900 โดส

พื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีประชากรโค-กระบือ รวม 839,412 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 405,600 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 6 จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชากรโค-กระบือ รวม 779,635 ตัวได้รับการจัดสรรวัคซีน 376,600 โดส พื้นที่ปศุสตว์ เขต 7 จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีประชากรโค-กระบือ รวม 1,166,145 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 563,400 โดส พื้นที่ปศุสัตว์ เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง และจังหวัดพัทลุง มีประชากรโค – กระบือ รวม 706,502 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 341,300 โดส และพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 9 จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส มีประชากรโค-กระบือ รวม 429,852 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 207,700 โดส โดยเมื่อได้รับวัคซีนทั่วถึงแล้ว คาดว่าสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี-สกิน จะจบลงภายในสองเดือนนี้

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601640

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดินหน้าพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ด้วยระบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน นำไปสู่ Smart Officer ถ่ายทอดเกษตรกรสู่ Smart Farmer ภายใต้วิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal)

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก. 3) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการพัฒนาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ให้เป็น “นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ” โดยเฉพาะการปรับระบบความคิด และทัศนคติในการทำงานส่งเสริมการเกษตร นักส่งเสริมการเกษตรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีความพร้อมในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

สสก.3 จ.ระยอง จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2564” ขึ้น เพื่อสร้างนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความเป็นมืออาชีพ มีศักยภาพในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ในรูปแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักส่งเสริมการเกษตร มืออาชีพผ่านระบบ “พี่เลี้ยง” และ “น้องเลี้ยง”

“เพื่อให้นักส่งเสริมการเกษตร มีความรู้ ความสามารถ มีทัศนคติเชิงบวก และทักษะในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นที่ยอมรับ และสามารถปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดผล นำไปสู่การเป็น Smart Officer และนำไปพัฒนาให้แก่เกษตรกร สู่การเป็น Smart Farmer ต่อไป”นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว

ผอ.สสก. 3 จ.ระยอง เผยเพิ่มเติมด้วยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ต้องปรับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal) ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการทำงาน และการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ สสก.3 จ.ระยอง จึงดำเนินโครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2564 ขึ้นโดยผ่านระบบออนไลน์ มีกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือ ครั้งที่ 1 เป็นการจุดไฟการเรียนรู้ เน้นการฝึกอบรมให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าอบรม ให้เกิดความมั่นใจ พร้อมกระตุ้น ให้เกิดแรงบันดาลใจ และมีความภาคภูมิใจในการเป็นนักส่งเสริมการเกษตร เรียนรู้ถึงการปรับตัว ปรับรูปแบบการทำงาน ให้เข้ากับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal

ในครั้งที่ 2 จะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ในเรื่องแนวทางการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เทคนิคการเป็นวิทยากรกระบวนการในการจัดเวทีชุมชน และให้ผู้เข้าอบรม ฝึกปฏิบัติโดยการเรียนรู้เป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ศักยภาพ สถานการณ์ของพื้นที่นั้น และกำหนดเป้าหมายร่วมของการพัฒนาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรของชุมชนที่เป็นรูปธรรมและเกิดการพัฒนาจริงในพื้นที่ ดำเนินการพื้นที่กลุ่มเกษตรกร 8 จังหวัด ในเขตภาคตะวันออก กลุ่มจังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน ตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม

กลุ่มจังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ ศพก.อำเภอพนมสารคาม ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรผู้ปลูกผักปลอดภัย ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี กลุ่มจังหวัดนครนายก ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ ตำบลศีรษะกระบือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก กลุ่มจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพลูกินหมาก ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มจังหวัดระยอง ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ลงพื้นที่กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ตำบลศีรษะจระเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ และกลุ่มจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ทั้งนี้เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีบุคลากรภาคการเกษตรครอบคลุมอยู่ทุกระดับในทุกพื้นที่ โดยมีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริม และพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตการแปรรูป การเพิ่มมูลค่าการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ โดยการศึกษา วิจัย พัฒนา กำหนดมาตรการและแนวทางในการส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร และการให้บริการเพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การพัฒนานักวิชาการส่งเสริมการเกษตรให้เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับเกษตรกรและภาคีเครือข่ายจนเป็นที่ยอมรับให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้จัดการการเกษตรในพื้นที่ได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินการ

‘กรมปศุสัตว์’มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601601

'กรมปศุสัตว์'มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก

‘กรมปศุสัตว์’มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.51 น.

“กรมปศุสัตว์”มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

เมื่อวันที่​ 12 กันยายน 2564​ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมาย นายวิวัฒน์​ ไชยชะอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ เป็นผู้แทนในนามศูนย์อำนวยการป้องกันและ แก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุนทร นาดี หัวหน้ากลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ มอบหญ้าพระราชทานให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายฉัตรพล พรหมเศรณี หน.กลุ่มยุทธศาสตร์ฯ ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย นายภูดิท คงจำนงค์ และนายนพดล ไชยวงศา ปศุสัตว์อำเภอหล่มสัก นายคำนวณ อุ่นจันทึก ผู้แทนศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ ปลัดอำเภอหล่มสัก ฝ่ายความมั่นคง พร้อมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ณ บริเวณลานหน้าสำนักงานปศุสัตว์อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ ได้มอบหญ้าหญ้าแห้งพระราชทาน จำนวน 5,000 กิโลกรัม พร้อมด้วยวิตามิน และเวชภัณฑ์ปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ในโซนใต้ตลอดแนวลุ่มน้ำป่าสัก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย – 006

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อาสาสมัครขับเคลื่อนงานชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601068

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อาสาสมัครขับเคลื่อนงานชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานได้กำหนดการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด RID TEAM หรือ “เราจะก้าวไปด้วยกัน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดี สืบสาน พัฒนา ต่อยอด จากแนวคิด RID No.1 Express ที่ดำเนินการมาก่อน โดยได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานไว้ 3 ประเด็นหลัก

โดยเฉพาะประเด็นที่ 3 คือ เพิ่มคุณค่าการบริการ ซึ่งได้กำหนดกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตามเมื่อกำหนดแนวคิดการทำงานแล้ว จำเป็นจะต้องขับเคลื่อนให้เป็นจริง กรมชลประทานจึงได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าวขึ้นมา โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด RID TEAM ในประเด็นที่ 3ดังกล่าวนั้น คณะทำงานฯ ได้เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน และอาสาสมัครชลประทาน

คณะกรรมการ JMC และกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กรมชลประทานจะจัดตั้งให้เต็มพื้นที่ชลประทาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีศักยภาพ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ กรมชลประทานได้แนะนำให้จดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตามกฎกระทรวง ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ 2561 เพื่อจะได้มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ รวมทั้งมีสิทธิ์ที่จะได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) เพื่อบริหารจัดการน้ำระดับชาติ

ส่วนอาสาสมัครชลประทาน กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานชลประทานในพื้นที่

อาสาสมัครชลประทาน มาจากเกษตรกรหรือบุคคลที่ีจิตอาสา มีความเสียสละ ไม่จำกัดเพศ อายุ และได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ชลประทานในการประสานงานกับกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในการส่งน้ำและบำรุงรักษาแบบมีส่วนร่วมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการส่งน้ำ

จุดเริ่มต้นของอาสาสมัครชลประทาน มีมาตั้งแต่ปี 2552 หรือเมื่อ 12 ที่ผ่านมา โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ได้จัดงาน “ชลประทานอาสา ประชาร่วมใจ” เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552 ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็นวันแรกของการจัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน กลุ่มแรกจำนวน 70 คน

ล่าสุดคณะทำงานฯ ยังได้กำหนดให้วันที่ 25 เมษายน ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครชลประทาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันแรกที่มีการจัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน ต้องการให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการมีจิตอาสาในการร่วมพัฒนางานชลประทาน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้อาสาสมัครชลประทาน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดโครงการหรือกิจกรรมต่างๆของกรมชลประทานอีกด้วย

จากวันนั้นถึงวันนี้อาสาสมัครชลประทานได้เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกรมชลประทานมีอาสาสมัครชลประทานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชลประทานที่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานแล้ว จำนวน 4,300 คน

“กรมชลประทานมีเป้าหมายจะต้องจัดตั้งอาสาสมัครชลประทานใหม่เพิ่มขึ้นให้เต็มพื้นที่ชลประทาน ให้ได้จำนวนทั้งสิ้น 9,400 คน เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าการบริการ อันจะเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนตามนโยบาย RID TEAM” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นี่แหละคือ ส่วนหนึ่งของ RID TEAM ที่จะนำกรมชลประทานสู่เป้าหมายการเป็น “องค์กรสู่ความอัจฉริยะด้านน้ำ”ภายในปี 2580


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601070

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการร่วมใจแก้จนชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด จังหวัดตาก 1 ใน 4 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดีส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว ทำเกษตรแบบปลอดภัยมาตรฐาน GAP ลดใช้สารเคมี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ลดหนี้สิน บริหารจัดการคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูล และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อขอรับรางวัลเลิศรัฐ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างหรือกระตุ้นให้หน่วยงาน
เกิดการพัฒนาการให้บริการ การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกรมฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด คัดเลือกผลงานที่ปฏิบัติและมีความโดดเด่น มีผลสำเร็จ
ของงานที่เป็นรูปธรรม เข้าประกวด อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 เรื่อง

สำหรับ “โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด” ที่กรมฯ ส่งเข้าประกวด มีจุดต้นเริ่มจากปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ซึ่งใช้วิถีชีวิตแบบชนเผ่า มีความเกี่ยวพันกับยาเสพติด เกิดปัญหาเชื่อมโยงต่อความมั่นคงชายแดน และทำกินด้วยการบุกรุกป่า ทำไร่เลื่อนลอย ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว แม้ต่อมาจะมีการปลูกพืชแบบเกษตรพันธสัญญา แต่ต้นทุนก็ยังสูง ถูกกดราคา และผูกขาดจากนายทุน เกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้รายได้ไม่เพียงพอ เกิดหนี้สินพอกพูน สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงผลักดันให้ชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหา เพื่อหาทางออก โดยรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ พร้อมกับนำแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน ประสานและอำนวยความสะดวก สนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณและบุคลากรในการขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จนทำให้สมาชิกปรับเปลี่ยนแนวความคิดการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกวิธีจัดหาตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด ถูกยกให้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจน พร้อมทั้งขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องด้วยมีการนำศักยภาพในชุมชนมาสร้างรายได้ผ่านสหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยยังคงไว้ซึ่งสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น การรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืนส่งผลต่อรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกร ปลดวงจรหนี้ และยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม จนอาจกล่าวได้ว่า แก้จนได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายนิรันดร์ มูลธิดา สหกรณ์จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ในพื้นที่ดังกล่าว ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ 4 ชนเผ่า คือ จีนฮ่อ ม้ง ลีซอ และกะเหรี่ยง มีการทำเกษตรในรูปแบบที่ค่อนข้างผิดวิธี ไม่มีการรวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าได้ ทำให้ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2558 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทั่งเกิดการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกเฮมพ์พบพระ จำกัดส่งเสริมและพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอย่างกัญชงหรือเฮมพ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ต่อมาจึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชชนิดต่างๆ และต่อมาในปี พ.ศ.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด

ด้านนางสินีนาถ อ่อนนวลผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ทำหน้าที่เชื่อมประสานทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ทำงานอย่างมีกระบวนการที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากให้ปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรกรรม เลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ปลูกพืชแบบทำน้อยได้มาก เลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้และบริโภคในครัวเรือน จากนั้นให้ชาวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การเพิ่มพื้นที่ป่าในชุมชน เน้นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ จนเกิดเป็นการทำงานในลักษณะของภาคีเครือข่าย

นายทรงพล อาชาวัฒนกุล ประธานกรรมการสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เปิดเผยว่า ระบบสหกรณ์ทำให้ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆโดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยวางแผนการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ ช่วยวางแผนการผลิตสินค้าและการตลาด ซึ่งเป็นสินค้าอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถไปต่อรองราคากับพ่อค้าให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาตลาดทั่วไปได้

ณ วันนี้ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เป็นเสมือนศูนย์กลางของชุมชนในตำบลคีรีราษฎร์และตำบลรวมไทยพัฒนา เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่าอย่างยั่งยืนวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์นิรันดร์ มูลธิดานิรันดร์ มูลธิดาสินีนาถ อ่อนนวลสินีนาถ อ่อนนวลทรงพล อาชาวัฒนกุลทรงพล อาชาวัฒนกุล

ซอกแซกอาเซียน : 9 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600811

ซอกแซกอาเซียน  : 9 กันยายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 9 กันยายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับก่อนพูดถึงว่า หลายคนวิจารณ์ว่า ข้าว earmarked ของแอปเตอร์จำนวน 787,000 ตัน ประชาชนอาเซียนบวกสามกินกันเพียงวันสองวันก็หมดแล้ว มีคำถามว่าแล้วจะพอหรือ หากเกิดปัญหาข้าวขาดแคลนจริง ประเด็นนี้ในความเห็นผมเองก็ว่าน่าคิดคำนึงอยู่ แต่ทว่าเหตุการณ์ Worst Case แบบที่ว่าทุกประเทศขาดแคลนหมด ไม่มีข้าวกินเลย เข้าใจว่าคงจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เป็นแน่ หรือหากแม้จะเกิดขึ้นจริง ผมว่าทุกอย่างก็คงจะล่มสลายไปก่อนที่ทุกประเทศจะหันมาพึ่งพิงระบบแอปเตอร์มากกว่า ดังนั้นแนวคิดหรือระบบของแอปเตอร์จึงเป็นจินตนาการของการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปจนขนาดแบบสุดโต่งอย่างที่ว่าแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้ ระบบของแอปเตอร์จึงเป็นหลักประกันในยามปกติว่า แม้ประเทศใดที่เผอิญประสบภัยพิบัติจนผู้คนอดอยาก ก็ยังมีที่พึ่งแหล่งสุดท้ายที่สามารถนำมาเจือจุนเยียวยาความอยู่รอดของประชาชนผู้หิวโหยได้ อีกทั้งในการช่วยเหลือ เราก็คงจะดูว่าใครหนักกว่าใคร และแน่นอนว่าเราควรจะต้องช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาที่หนักกว่าก่อนคนอื่น ทั้งนี้เนื่องจากเรามีระบบการประเมินที่ชัดเจน โดยคนตัดสินใจสุดท้ายก็คือผู้แทนสมาชิกทุกประเทศที่ประกอบเป็นมนตรีแอปเตอร์ หรือ Council นั่นแหละครับ

อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า รูปแบบการดำเนินงานของแอปเตอร์ได้ถูกศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและออกแบบอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและองค์การระหว่างรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี อาศัยประสบการณ์ที่เคยจัดตั้ง ASEAN Emergency Rice Reserve หรือ AERR ที่เคยมีการลงนามก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1979 หรือ 42 ปีมาแล้ว และได้วิวัฒนาการมาบวกรวมประเทศเอเชียตะวันออก คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้ามาและเปลี่ยนเป็น EAERR หรือ East Asia Emergency Rice Reserveการดำเนินงานก็ได้มีการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างได้ชัด จนในที่สุด ทั้ง 13 ประเทศ ก็ได้มีฉันทานุมัติให้จัดตั้งเป็นองค์การระหว่างชาติถาวรภายใต้ชื่อ ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve หรือ APTERR ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมกล่าวเรื่องนี้มาหลายครั้ง เพราะต้องการจะเล่าต่อไปว่า ด้วยชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ที่บรรดาสมาชิกแอปเตอร์ได้รับในห้วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศทั่วโลกได้ให้ความสนใจในรูปแบบและการทำงานของแอปเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศที่ยากจนและขาดแคลนอาหารบริโภคในแถบทวีปแอฟริกา ซึ่งต่างสนใจที่จะดำเนินการจัดตั้งองค์กรแบบนี้บ้างในกลุ่มประเทศเหล่านั้น

แต่ในที่สุดก็ยังจัดตั้งไม่ได้ เพราะอะไรผมเองก็ไม่ทราบเหตุผลชัดๆ ประการหนึ่งที่ผมวิเคราะห์เอาเอง ก็คือ ในบรรดาสมาชิกที่จะประกอบขึ้นเป็นองค์กรแอปเตอร์นี้ ส่วนหนึ่งต้องเป็นประเทศที่สามารถผลิตพืชอาหารได้อยู่บ้าง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจผลิตไม่ได้ทว่าก็ยังเป็นประเทศที่มีรายได้จากทางอื่นได้ตามสมควร เสมือนหนึ่งว่ามีความสมดุลในด้านศักยภาพเพื่อการแสวงหาอาหารอยู่บ้าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในส่วนของประเทศอาเซียน คือ เรามีกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตข้าวอยู่ 3-4 ประเทศขณะเดียวกันเราก็มีประเทศผู้ขาดแคลนข้าว แต่มีรายได้จากด้านอื่น ในทางตรงกันข้ามหากกลุ่มประเทศที่จะมารวมเป็นองค์กรแบบนี้ ถ้าทุกประเทศไม่มีศักยภาพการผลิตพืชอาหาร หรือไม่มีพื้นที่เพาะปลูกพืชดังกล่าวเลย ก็เป็นการยากยิ่งที่ความร่วมมือรูปแบบนี้จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้ นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากเราจะมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนแล้ว เรายังมีประเทศบวกสามที่ร่ำรวยๆ มาช่วยค้ำจุนอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org