ศาลปกครองกลาง สั่ง “ป.ป.ช.” เปิดเผยผลสอบ คดีนาฬิกาเพื่อน ของ “บิ๊กป้อม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483862

ศาลปกครองกลาง สั่ง “ป.ป.ช.” เปิดเผยผลสอบ คดีนาฬิกาเพื่อน ของ “บิ๊กป้อม”

15 ก.ย. 2564

ศาลปกครองกลาง สั่ง “ป.ป.ช.” เปิดเผยผลสอบ คดีนาฬิกาเพื่อน และคำเเจง ”บิ๊กป้อม”ทั้ง 4 ครั้ง ชี้การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแสดงให้เห็นว่าโปร่งใสและตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน2564 ที่สำนักงานศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 2557/2562 คดีหมายเลขแดงที่ 1327/2564 ในคดีที่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. กรณีไม่เปิดเผยข้อมุลข่าวสารเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรูของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติไม่รับคดีนี้ไว้ไต่สวนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2561 

โดยศาลปกครองกลาง ได้พิพากษาให้ ป.ป.ช.ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จำนวน 2 รายการที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ให้กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER ประกอบด้วย 1.) รายงานสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งคณะทำงานรวบรวมเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ในวันที่มีมติเกี่ยวกับคดีนี้ รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 2.) คำชี้แจงของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ในคดีนี้ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง 

ทั้งนี้ ให้ปกปิดข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะของบุคคล และให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเผยใน 15 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โดยเหตุผลในคำพิพากษาบางส่วนระบุว่า
“การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและศรัทธาในการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. อีกทั้งผู้ฟ้องคดีสมควรจะได้รับความคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องเปิดเผย ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 41 และ 59 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย ตามหลักการและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และเพื่อให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ให้สิ้นสงสัย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจ ที่ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลยพินิจ” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีกสิ่งที่น่าสนใจในคดีนี้ นอกจากผลของคำพิพากษาที่สั่งให้ ป.ป.ช.ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารคดีนาฬิกาหรูของ “พล.อ.ประวิตร” ข้างต้นแล้ว ยังมีข้อต่อสู้ทางกฎหมายจาก ป.ป.ช. ที่ศาลปกครองกลางปัดตก คำอ้างของ ป.ป.ช. ในหลายๆ กรณี 

อาทิ ป.ป.ช.อ้างว่าตัวเองเป็น องค์กรอิสระ ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการทำหน้าที่ควรถูกเก็บไว้เป็นความลับ และกฎหมาย ป.ป.ช.เองก็ออกมาใช้ในปี 2561 หลังจาก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ที่ออกมาใช้ในปี 2540 ซึ่งตามหลักหากมีบทบัญญัติกฎหมายขัดกัน จะต้องยึดตามกฎหมายที่ออกมาภายหลัง โดยศาลชี้ว่า กฎหมาย ป.ป.ช. โดยเฉพาะมาตรา 36 ไม่ใช่บทยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ แต่อย่างใด และ ป.ป.ช.เองก็เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามนิยามของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ มาตรา 4 จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้

ศาลปกครองกลาง ยังยกกฎหมายหลายฉบับมายืนยัน หน้าที่ ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของ ป.ป.ช. และ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจาก ป.ป.ช. ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 3 วรรคสอง (องค์กรอิสระต้องปฏิบัติตามกฎหมาย) มาตรา 41 (รับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ) มาตรา 59 (รัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ) มาตรา 215 (องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ), กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 36 (คดีที่ ป.ป.ช.มีมติแล้วให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้) มาตรา 180 (กำหนด “ข้อยกเว้น” โทษในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของ ป.ป.ช.) และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ มาตรา 15 ที่เขียนถึงการให้เจ้าหน้าที่มีดุลยพินิจในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยจะต้องพิจารณาถึง 3 ปัจจัย คือ การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานรัฐ ประโยชน์ของสาธารณะ และประโยชน์ของเอกชน

ส่วนที่ ป.ป.ช.อ้างว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ ที่มีข้อหาเรื่องการไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน จะถูกนำไปใช้กับสำนวนคดีอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น ข้อหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์เกิน 3,000 บาท และข้อหาร่ำรวยผิดปกติ ศาลปกครองกลางก็ปัดตกคำอ้างนี้เช่นกัน โดยระบุว่า เป็นคนละกรณีกัน

อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ช.ยังสามารถอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

ภาพรวมข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล จาก นร.วปอ.63 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483857

ภาพรวมข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล จาก นร.วปอ.63

15 ก.ย. 2564

ภาพรวมข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล จาก นร.วปอ.63

เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ชาติให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะกำไรเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของโลกยุคใหม่นักศึกษา วปอ.63 จึงได้ทำการวิเคราะห์ ยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้ความสำคัญใน 2 มิติ

การจัดทำข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลโดยทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ เดิมที่มีอยู่ เพิ่มเติมประเด็นที่จำเป็นผลักดันประเด็น ที่ต้องให้ความสําคัญสร้างตัวชี้วัดที่เป็นมาตรฐานรวมทั้งการนำเสนอหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เหมาะสมเพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ในห้วงที่สอง (พ.ศ. 2566 – 2570) เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษา วปอ.63 จึงได้ทำการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติโดยให้ความสำคัญใน 2 มิติ 

1. มิติความมั่นคง สร้างเสถียรภาพ จากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
2. มิติการพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


มิติความมั่นคง 
มุ่งเน้นสองด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการความมั่นคงและด้านประเด็นความมั่นคง

ด้านการบริหารจัดการความมั่นคง – เพิ่มบทบาทของคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงเพื่อประสานงานลดความซ้ำซ้อนเปิดโอกาสให้ ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

ด้านประเด็นความมั่นคง – เร่งรัดแก้ไขปัญหาประเด็นความมั่นคงที่สำคัญดังนี้

1. การรักษาความสงบภายในประเทศ
1.1 การเมืองและความแตกแยกทางสังคม

2. การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง
2.1 ด้านไซเบอร์
2.2 สื่อสังคมออนไลน์
2.3 ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
2.4 ด้านสิ่งแวดล้อม
2.5 ปัญหายาเสพติด
2.6 แรงงานต่างด้าว

3. การบรูณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ
3.1 ความมั่นคงระหว่างประเทศ

มิติการพัฒนาประเทศ 
การเกิดอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อมนุษย์และสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ส่งผลให้เกิดการไหลผ่านของข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) ที่สามารถประมวลผลข้อมูล(Data Analytics) ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อประโยชน์ ในการเพิ่มผลผลิตและการบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นโอกาสสามารถนำมาใช้ให้เกิดการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด การที่จะแสวงประโยชน์จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจำเป็นต้องปรับทุกองคาพยพให้มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการใช้ เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจึงควรกำหนด แนวการพัฒนาด้านดังต่อไปนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหัพภาค
2. ด้านเศรษฐกิจฐานราก และ SMEs 
3. เทคโนโลยีและนวัตกรรม
4. การปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐ
5. การบริหารการเงินการคลัง
6. ปรับปรุงกฎหมาย
7. ด้านการท่องเที่ยว
8. ด้านอุตสาหกรรมและบริการ
9. ด้านการเกษตร
10. ด้านโลจิสติกส์
11. ด้านพลังงาน
12. ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ภาพรวมข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล จาก นร.วปอ.63ภาพรวมข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล จาก นร.วปอ.63
 

ที่มาข้อมูล: ข้อเสนอนักศึกษา วปอ.63

พรรคเล็ก โว ล่าชื่อเกินครึ่งเตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ “แก้ รธน.” ศุกร์นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483854

พรรคเล็ก โว ล่าชื่อเกินครึ่งเตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ “แก้ รธน.” ศุกร์นี้

15 ก.ย. 2564

หมอระวี โว พรรคเล็กล่าชื่อเกินครึ่งแล้ว เตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ”แก้ รธน.” ศุกร์นี้ ยกเนื้อหา 3 ข้อไม่สมบูรณ์ กระบวนการลุกลี้ลุกลน

นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ แถลงความคืบหน้าการดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ”ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” (ฉบับที่…) แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ภายหลังรัฐสภามีมติเห็นชอบในวาระที่3 ว่า  ขณะนี้ได้มีการรวมรวบรายชื่อส.ส. ได้เกินครึ่งแล้ว คาดว่าจะสามารถยื่นรายชื่อได้ภายในวันที่ 17 กันยายนนี้

โดยเนื้อหาที่จะยื่นเนื่องจากเห็นว่าการแก้ไขไม่สมบูรณ์ คือ

1.การแก้ไขวาระ 3 เกินกว่าวาระ 1 ที่รับหลักการไปคือ เสนอแก้ไขเพียง มาตรา 83 และ 91   แต่วาระ 3 กลับมีการแก้ไขเพิ่มมาตรา 86 ด้วย จึงคิดว่าเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์

2.เป็นการแก้ไขเจตนารมณ์ที่สำคัญของรัฐธรรมนูญ ทำลายระบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำลายระบบส.ส.พึงมี และทำลายคะแนนเสียงตกน้ำ

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า 3.กระบวนการจัดทำแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำในลักษณะลุกลี้ลุกลนลวก ๆ เห็นได้จากเช้าวันที่จะพิจารณาวาระ 2 ญัตติที่จะเสนอสภาฯของกมธ.ฯมีประมาณ 9 หน้ากระดาษ แต่เมื่อพิจารณาจริง กมธ.กลับตัดออก 4-5 มาตรา โดยที่ไม่มีการขอถอนร่างเดิมออกไป ทั้งๆที่การพิจารณาหากมีการแก้ไข กมธ.ฯต้องถอนร่างเดิมออกไปก่อน

รวมทั้งเอกสารวาระที่ 2 ในหลักการเขียนถึงส.ส.จำนวน 400 คน แต่เนื้อหาด้านในเขียนเนื้อหา 500 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการทำที่ลุกลี้ลุกลน

อย่างไรก็ตามขอเรียกร้องไปยังนายกฯให้ทำการตรวจสอบคู่ขนาน เพราะกฎหมายเป็นเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ที่นายกฯจะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ จึงเห็นว่านายกฯควรปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคสอง

“ปริญญ์” ผนึกกำลัง ทีมปชป เขตบึงกุ่ม เดินหน้าโครงการ “เรียนจบพบงาน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483819

“ปริญญ์” ผนึกกำลัง ทีมปชป เขตบึงกุ่ม เดินหน้าโครงการ “เรียนจบพบงาน”

15 ก.ย. 2564

“ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ผนึกกำลังทีมงานพรรคประชาธิปัตย์เขตบึงกุ่ม เดินหน้า โครงการ “เรียนจบพบงาน” ให้โอกาสชุมชน เพิ่มรายได้ เสริมทักษะยุคใหม่ให้เยาวชน

นาย “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายพันธ์พิสุทธิ์ นุราช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตบึงกุ่ม และนายปพนชัย สุวรรณทศ ว่าที่ผู้สมัครส.ก. เขตบึงกุ่ม ปชป. พบปะหารือกับผู้บริหารโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 เพื่อหารือการจัด โครงการเรียนจบพบงาน เตรียมพัฒนาแรงงานฝีมือยุคใหม่ หลังโควิด-19 คลี่คลาย พร้อมแจกของอุปโภคบริโภคแก่ทีมงานของโรงเรียนและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

"ปริญญ์" ผนึกกำลัง ทีมปชป เขตบึงกุ่ม เดินหน้าโครงการ “เรียนจบพบงาน”“ปริญญ์” ผนึกกำลัง ทีมปชป เขตบึงกุ่ม เดินหน้าโครงการ “เรียนจบพบงาน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

​​​​​​​

นาย “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” กล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างแรงงานฝีมือ เพื่อสามารถประกอบอาชีพแห่งโลกยุคใหม่มาโดยตลอด เพราะจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อน “โครงการเรียนจบพบงาน” ช่วยเสริมสร้างทักษะ สมรรถนะ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงงานยุคใหม่ ทั้งการเรียนรู้นอกห้องเรียน การฝึกงาน การทํางานพาร์ทไทม์ เป็นการให้โอกาสกับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ตกงาน ให้มีรายได้เพิ่มพร้อมกับการพัฒนาฝีมือและความรู้ในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี 

"ปริญญ์" ผนึกกำลัง ทีมปชป เขตบึงกุ่ม เดินหน้าโครงการ “เรียนจบพบงาน”“ปริญญ์” ผนึกกำลัง ทีมปชป เขตบึงกุ่ม เดินหน้าโครงการ “เรียนจบพบงาน”

โครงการเรียนจบพบงานสอดคล้องกับหนึ่งในนโยบายหลักของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจโดยการใช้เทคโนโลยีทันสมัยและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านโครงการ Gen Z to be CEO เทรนนิ่งออนไลน์ให้กับคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ

“เพื่อเป็นการสานต่อนโนบายดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทีมเศรษฐกิจทันสมัย ปชป. จึงเตรียมจัดโครงการเรียนจบพบงานนี้ร่วมกันกับโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 บึงกุ่ม และสถานการศึกษาที่สนใจทั่วประเทศรวมถึงคนที่หางานอยู่เพื่อเสริมสร้างทักษะเพิ่มสมรรถนะในยุคดิจิทัลผ่านการฝึกงานและการอบรมนอกห้องเรียนรูปแบบต่างๆทั้งออนไลน์และออฟไลน์รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่และคนที่กําลังหางานได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพยุคใหม่ เพราะเมื่อโควิดผ่านพ้นไป จะมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นอีกมากมาย และเราต้องพร้อมที่จะคว้าโอกาสทองนี้” นายปริญญ์กล่าว

ฝนหลวงนครสวรรค์ เร่งขึ้นบินทำฝน ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602943

ฝนหลวงนครสวรรค์ เร่งขึ้นบินทำฝน ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ

ฝนหลวงนครสวรรค์ เร่งขึ้นบินทำฝน ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ​นายภักดี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการฝนหลวง เปิดเผยว่า แม้ว่าจะมีฝนตกในหลายพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่พบว่ายังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้การ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรบังคง ร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 13 หน่วยปฏิบัติการ ทั่วประเทศ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย ร่วมไปถึงการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ยังคงมีความต้องการน้ำสำหรับพืช โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกข้าว และพื้นที่การเกษตรอื่นๆ

ซึ่งวานนี้ (16 ก.ย.) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี ได้วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ที่กำลังอยู่ในช่วงระยะตั้งท้องออกรวง ทำให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรของ อ.ท่าตะโก ไพศาลี หนองบัว ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีปริมาณน้ำฝน 0.1 – 35.0 มิลลิเมตร ที่พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีความต้องการน้ำจนถึงเดือนตุลาคม และทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี จะยังคงติดตามสถานการณ์และวางแผนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวงวานนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 7 หน่วยได้ปฏิบัติการฝนหลวง ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี พัทลุง ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ อ่างเก็บน้ำกระเสียว และบึงบอระเพ็ด

ทั้งนี้ ในของส่วนการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงเช้าวันนี้ จากผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาห์ฝนหลวงทั่วประเทศ พบว่า ยังไม่เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง ในช่วงเช้านี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 13 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ จึงยังคงติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากมีการเปลี่ยนแปลงเข้าเงื่อนไขจะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที โดยจะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือพื้นที่ที่ไม่มีความต้องการน้ำเพิ่มเติมแล้ว – 006

ปลัดเกษตรฯย้ำเดินหน้า‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602687

ปลัดเกษตรฯย้ำเดินหน้า‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’

ปลัดเกษตรฯย้ำเดินหน้า‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลัดเกษตร เน้นย้ำ ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงเกษตรกร รอปรับสภาพน้ำก่อนปล่อยพันธุ์ปลา

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบประชุมทางไกลออนไลน์ Application Zoom ว่า โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 28,224 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรทั่วไป 27,026 ราย เกษตรกรจากโครงการ 5 ประสาน 1,198 รายจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล 13,649 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กันยายน 2564)

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการฯนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดอบรมเกษตรกร ในส่วนของการจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 1 ได้ดำเนินการจัดอบรมแล้วทั้ง 70 จังหวัด การจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 2 อบรมแล้วเสร็จ 30 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการ 40 จังหวัด การจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 3 อบรมแล้วเสร็จ 26 จังหวัดอยู่ระหว่างการดำเนินการ 44 จังหวัด การจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 4 อบรมแล้วเสร็จ 16 จังหวัด อยู่ระหว่างการดำเนินการ 54 จังหวัด การอบรมแต่ละกระบวนการนั้น มีการอบรมเกษตรกรในรูปแบบปกติ โดยยึดตามหลักมาตรการป้องกันการระบาดของโคโรนาไวรัสอย่างเคร่งครัด และในรูปแบบออนไลน์ ทั้งนี้ คาดว่าการอบรมเกษตรกรในทุกกระบวนการเรียนรู้ จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2564

ในส่วนของการขุดสระกักเก็บน้ำให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องดำเนินการทั้งหมด 28,011 ราย ขณะนี้ดำเนินการขุดเสร็จแล้ว 23,720 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการ 4,291 ราย กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการขุดสระกักเก็บน้ำนั้น คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2564 ทั้งนี้ มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้การขุดสระไม่เป็นไปตามแผนที่คาดการณ์ไว้ อาทิ ปัญหาน้ำท่วมขัง แปลงเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกไปแล้ว และปริมาณของฝนที่ตกในพื้นที่ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2564)

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการรายงานความก้าวหน้าการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการสนับสนุนวัสดุบำรุงดินให้แก่เกษตรกรแล้ว 67 จังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างและมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร กรมประมง ดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรไปแล้ว 2 รอบ เกษตรกรจำนวน 3,286 ราย แบ่งเป็น พันธุ์ปลานิล 2,300,200 ตัว และอาหารสัตว์น้ำ 3,286 กระสอบ ในพื้นที่ 26 จังหวัด และกรมปศุสัตว์ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรแล้ว จำนวน 1,195 ราย

“จากรายงานของกรมประมง พบว่าเกิดกรณีปลาตายหลังจากที่เกษตรกรบางรายได้ซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยลงบ่อเอง โดยที่สภาพความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำในบ่อยังไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ต้องชี้แจงกับเกษตรกรว่า เนื่องจากบ่อที่เพิ่งขุดจะต้องมีการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดย ต้องมีค่า pH อยู่ที่ 6.5-9.0 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของกรมประมงในพื้นที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และปรับค่าให้เหมาะสมก่อนที่จะปล่อยพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯในบางพื้นที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับสภาพ ดังนั้น ต้องขอให้พี่น้องเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รอให้กรมประมงเข้าดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น”ดร.ทองเปลว กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางไตรมาสสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602685

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางไตรมาสสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์ยางพารากำลังเดินเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ราคา ณ วันที่ 13 กันยายน 2564 ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ราคายางแผ่นดิบ อยู่ที่ 51.89 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 50.22 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสดหน้าโรงงานอยู่ที่ 47.00 บาทต่อกิโลกรัม

ทิศทางราคายางในไตรมาสสุดท้ายจะเป็นอย่างไร?

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งสนทนากับผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) “นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท”

ผู้ว่าฯกยท.เล่าว่า ในช่วงเดือนกันยายนของทุกๆ ปีผลผลิตออกค่อนข้างเยอะ แต่ปีนี้มีสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้จะมีแนวโน้มการระบาดจะลดลงแต่ก็ยังอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้ทิศทางราคายางยังไม่แน่นอน สวิงตัวในลักษณะที่เป็น side way

“ตลาดระหว่างผู้ใช้กับผู้ผลิตยางยังมีความกังวลในสถานการณ์ขณะนี้ แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วจะมีทิศทางที่ดี” ผู้ว่าฯณกรณ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

ขณะนี้ผลผลิตยางเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ในขณะที่โรงงานที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบก็ยังเดินเครื่องไม่เต็มกำลังการผลิต ราคาจึงยังทรงๆตัว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการระบาดของโควิด-19 แต่ถ้าหากสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลงราคายางจะพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะโรงงานผลิตยางล้อยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของยางพารา จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อมาชดเชยในส่วนที่ขาดหายไปในช่วงการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ราคาก็ไม่น่าจะลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ราคาจะทรงตัว เพราะไม่มีปัจจัยอื่นๆมากดดัน การระบายยางในสต๊อกของ กยท. ดำเนินการสิ้นสุดไปแล้วไม่มีผลใดๆกระทบต่อราคาในตลาดเลย

ส่วนตลาดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง แม้การระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดเติบโตขึ้นก็ตาม แต่ถ้าเทียบปริมาณยางที่ใช้ผลิตถุงมือยางแล้วจะมีปริมาณไม่มากเท่่ากับการผลิตยางล้อยานยนต์ และตลาดถุงมือยางส่วนหนึ่งก็ถูกยางสังเคราะห์แชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดได้ด้วย

ดังนั้น ตลาดใหญ่ของยางมากกว่า 60% ก็ยังเป็นอุตสาหกรรมยางล้อยานยนต์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของราคายาง แต่เเชื่อว่าในอนาคตสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะต้องคลี่คลายลงอย่างแน่นอน เพราะมีการฉีดวัคซีนในสัดส่วนมากกว่า 70% ของจำนวนประชากร

เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ความต้องการใช้รถยนต์น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะการระบายของโควิด-19 ทำให้คนหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวเพิ่มขึ้น เพื่อเว้นระยะห่าง ซึ่งจะส่งต่อความต้องการของยางล้อก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19นั้นผู้ว่าฯณกรณ์ บอกว่า ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมที่จะดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3หลังจากประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยจะเริ่มตั้งแต่ ตุลาคม 2564-มีนาคม 2565

อย่างไรก็ตามจะต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งจะมียาง 3 ชนิดที่จะประกันรายได้ คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดีราคา 60 บาท/กก. น้ำยางสด(DRC 100%) ราคา 57 บาท /กก. และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ คือ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวนไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวนไม่เกิน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

นอกจากนี้ กยท. เตรียมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางทำการเกษตรผสมผสานแบบใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือยางพาราอย่างเดียว และยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งจะสร้างความมั่นคงในการทำสวนยางอย่างยั่งยืน

ถ้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3 และมาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน…ราคายางในอนาคตน่าจะสดใสมีเสถียรภาพแน่นอน….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

มกอช.รุก’เกษตรอินทรีย์’ ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602648

มกอช.รุก'เกษตรอินทรีย์' ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย

มกอช.รุก’เกษตรอินทรีย์’ ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.43 น.

มกอช.รุก”เกษตรอินทรีย์” ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย ผ่านกูรูมากประสบการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน ส่งผลให้กระแสความนิยมการทำเกษตรกรรมในเมืองเกิดขึ้น และกระจายตัวอยู่ในพื้นที่เมืองทั่วไป โดยเริ่มตั้งแต่การปลูกผักในสวนกระถางตามคอนโดมิเนียม สวนผักหลังบ้าน สวนผักของหมู่บ้านหรือชุมชน สวนผักตามโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย สวนผักตามหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน สวนผักตามร้านอาหาร โรงแรม หรือ ศูนย์การค้า เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจทำเกษตรกรรมในเมือง เนื่องจากห่วงสุขภาพตนเอง จึงแสวงหาการปลูกผักด้วยตนเองเพื่อลดการบริโภคผัก และผลไม้ในท้องตลาด ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากสารเคมีปนเปื้อน และเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย ดังนั้น การเกษตรกรรมในเมืองจึงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผนวกกับการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการผลิตเกษตรอินทรีย์ สอดคล้องกับบริบทของชุมชนเมือง ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีภูมิคุ้มกัน เกิดความเข้มแข็ง ต้นทุนการผลิตลดลง มีแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ สินค้ามีคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีตลาดและช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตมากขึ้น และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างสมดุลและยั่งยืน

มกอช.โดยกองส่งเสริมมาตรฐาน (กสม.) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน จะทำให้มีอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดูแลสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดสัมมนา “เกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง”ภายใต้โครงการการสัมมนาเกษตรกรรมยั่งยืนภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ขึ้น ในรูปแบบการบรรยายออนไลน์ โดยหัวข้อการสัมมนา ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน โดยวิทยากรคือ นายนคร ลิมปคุปตถาวร หรือเจ้าชายผัก 2.เกษตรวิถีในเมืองยุค New Normal โดยนางสาวเพ็ญศรี โตสะอาด จากสำนักงานเขตหลักสี่ และ 3.สมุนไพรเพื่อคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพ โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ

“การจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อให้คนปลูกผักในเมืองมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ในเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้สถานการณ์ COVID-19 รวมถึงส่งเสริมความรู้ เทคนิคและวิธีการ การทำเกษตรอินทรีย์ในเมือง หรือมีพื้นที่จำกัดไว้บริโภคในครัวเรือนให้มีอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ” รองเลขาธิการ มกอช.กล่าว

– 006

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : สินค้าเกษตรหลังโควิดระบาด ตลาดจีนยังเป็นที่พึ่งของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602160

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : สินค้าเกษตรหลังโควิดระบาด ตลาดจีนยังเป็นที่พึ่งของไทย

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาทิตย์ที่แล้ว “หนุ่มยูโร” มีโอกาสได้ต้อนรับ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส นายสาราหุดิน อาบู ประธานสภาอบจ.นราธิวาส นายมูหามัดรอซากี รองนายกสมาคมผู้ส่งออกผลไม้ภาคใต้ และทีมงาน ที่เดินทางมาเยี่ยมบูธ Queen Frozen Fruit ในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ซึ่งเป็นบริษัทที่รับซื้อทุเรียนจากชาวสวนในจังหวัดนราธิวาส และผลไม้จากภาคใต้ มาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ในกรุงเทพฯ

นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส เล่าว่า จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศ ที่เป็นทั้งภูเขาและทะเล ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่มีรสชาติที่ดีเพราะได้รับอากาศเย็น
ทั้งปีสำหรับทุเรียนบางนรา เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ปลูกอยู่ในเส้นแม่น้ำ ที่มีน้ำแร่ทองธรรมชาติไหลผ่านมาจากภูเขาทอง ทำให้เกิดแม่น้ำสองสาย นั่นคือแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำสุไหงโก-ลก เกษตรกรจึงสามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ 2 สายนี้ ในการทำไร่ทำสวน ทำให้รสชาติของผลไม้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่มีรสชาติที่ดีและสิ่งที่สำคัญเกษตรกรในพื้นที่จะไม่ใช้สารเคมีในการฉีดพ่นทุเรียน ทำให้ทุเรียนของเรายังคงความเป็น organic ได้เกือบ 100%

ลักษณะสายพันธุ์และจุดเด่นของทุเรียนบางนรา มีหนามเรียงสวยงาม เนื้อหนาสีเหลืองทอง เนื้อละเอียดเส้นใยน้อย เม็ดลีบรสชาติหอมหวาน มีกลิ่นอ่อนๆคล้ายกระดังงา“ทุเรียนบางนราจึงได้รับฉายาว่า Gold durian ทุเรียนสายแร่ทอง” หรือชื่อทางการตลาดว่า “ทุเรียนทองคำ” อัตลักษณ์ที่จะจดจำของผู้บริโภค ส่งมาอร่อยถึงเมืองกรุงทุเรียนหมอนทองบางนรา หรือ“ทุเรียนทองคำ” ยังละมุนลิ้นเสมอมา

ผลไม้ของไทยโดยเฉพาะทุเรียน ส่งไปประเทศจีนมากที่สุด และด่านที่ผ่านแดนข้ามไปจีน คือ ด่านจังหวัดมุกดาหาร เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาก็เชียงของ จ.เชียงราย หนองคาย และนครพนม

“หนุ่มยูโร” เชื่อว่าหลังโควิดจบลง การค้าขายไทยจีนจะเพิ่มสูงขึ้นอีกไม่นานรถไฟความเร็วสูงของจีนจากคุนหมิงมาถึงเวียงจันทน์ใกล้แล้วเสร็จและจะเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์ในวันชาติลาว
2 ธันวาคม 2564 รถไฟเหล่านี้จะพาคนจีนมาสู่อินโดจีน สู่อาเซียน สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา ซึ่งปัจจุบันคนจีนไม่ได้มาตัวเปล่าแล้ว ไม่เหมือนในอดีตเสื่อผืนหมอนใบ เจ้าสัวจีนยุคนี่มาพร้อมเงินหยวน ด้วยกระเป๋าที่มีสตางค์ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ มาแสวงหาโอกาสใหม่ๆ มาลงทุน ส่วนหนึ่งมาท่องเที่ยวก็ต้องเอาเงินมาใช้จ่าย พักผ่อน เราเปิดประเทศเมื่อไหร่ คนจีนจะมาเพิ่มอีกหลายเท่าตัว ด้วยการคมนาคมที่สะดวกขึ้น

เราหวังว่ารถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงมาถึงเวียงจันทน์ และจากเวียงจันทน์มาถึงกรุงเทพฯ จะส่งผลให้เศรษฐกิจ การค้าขาย การท่องเที่ยวของเราจะดีขึ้น เราต้องทำตลาดอย่างจริงจังว่า ประชากรจีนต้องการบริโภคสินค้าอะไรจากไทยบ้าง เรามีสินค้าอะไรบ้างที่จะส่งไปขายให้จีน ตัวเด่นๆ ก็มี ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด มะพร้าวและยางพารา

ทุเรียนเปิดขายราคาส่งไม่ต่ำกว่า 100 บาททุกปี ปีต่อไปเชื่อว่าราคายิ่งร้อนแรง เพราะทุเรียนไทยไปทั่วทุกภาคของจีนนอกจากนี้สินค้าทางการเกษตรเกือบทุกตัว ก็เป็นที่ต้องการของตลาดจีนทั้งกล้วย มังคุด ไก่ เนื้อ หมู ออเดอร์หมด แต่ต้องมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ มีใบอนุญาตตามหลัก คนจีนติดใจข้าวหอมมะลิของไทยมากๆโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ เราต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวของเราเรื่อยๆเพื่อให้กลับมาเป็นเบอร์ 1 ของโลก

สินค้าเกษตรไม่ต้องส่งไปไกลหรอกครับ แค่ตลาดจีนตลาดเดียวเราก็ยืนอยู่ได้แล้ว สายสัมพันธ์ความเป็นบ้านพี่เมืองน้องจะยืนนาน ขอให้เราผลิตสินค้าที่มีคุณภาพก็พอครับ

‘หนุ่มยูโร’

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602165

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าที่พัฒนาจุดท่องเที่ยว กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลก เน้น 2 กิจกรรมส่งเสริม กับ 6 แนวทางพัฒนาเบื้องต้น มุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน

นายคมกริช เศรษบุบผา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 44เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ผ่านระบบทางไกล โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ได้มีมติขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ หรือ 4,089 ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร

จากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตนิเวศอินโดมาลายันซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภูมิศาสตร์ย่อยของพืชพันธุ์สัตว์ป่าหลายเขตมาประจบกัน อีกทั้งยังเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย และยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีคุณค่า
โดดเด่นระดับโลก

“สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะเน้นรูปแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเสริมรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นจากของเดิมที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ก็ได้รับความร่วมมือสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งจากประชาชน ชุมชน องค์กรภาคีต่างๆ โดยในช่วงรับฤดูการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ จะเน้นดำเนินการใน 2 กิจกรรมสำคัญ คือ1) พัฒนาพื้นที่กางเต็นท์ กิจกรรมล่องแพ และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเรียง) มีสำนักอุทยานแห่งชาติ รับผิดชอบดำเนินการ และ2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ของชุมชนชาวบ้านบางกลอยล่าง โดยจะมีสถาบันที่มีการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นผู้ดำเนินการ”ทั้งนี้เพื่อให้มีแผนการดำเนินการซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว

นายคมกริชกล่าวต่อไปว่า “สำหรับแนวทางดำเนินการนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ โดยส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ และส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนแผนงาน ได้มีการลงพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยล่าง เป็นที่เรียบร้อย พร้อมสรุปผลรายงานเบื้องต้น ใน 6 แนวทางดำเนินการสู่การพัฒนาตามแผน ประกอบด้วย 1) กำหนดแผนงานโครงการ โดยการกำหนดกิจกรรม ระยะเวลา พร้อมงบประมาณ ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบและภาพรวมดำเนินงาน 2) การหาแนวร่วม ภาคีเครือข่าย เตรียมความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น การฝึกฝีมือและอาชีพต่างๆ การให้บริการการท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น”

แนวทางที่ 3) การประกอบกิจกรรมล่องแพซึ่งต้องประสานกับชุมชน รวมถึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการ เพื่อกระจายรายได้และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 4) การให้บริการพื้นที่ลานกางเต็นท์ จะต้องมีการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม หรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ที่มีอยู่ให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้ตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติได้ลงพื้นที่สำรวจ และวางแผนในการออกแบบก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว5) จัดระบบป้ายสื่อความหมาย ซึ่งส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ กำลังดำเนินการกำหนดและออกแบบป้ายสื่อความหมายทั้งในส่วนของการติดตั้งบริเวณพื้นที่ลานกางเต็นท์ และบริเวณหมู่บ้าน และ 6) ก่อนที่เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยว จำเป็นต้องจัดประชุมชาวบ้านเพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวร่วม ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการล่องแพ การนำเที่ยวชมหมู่บ้านดูงานจักสาน ดูงานเกษตรตามแนวพระราชดำริ เยี่ยมสวนผลไม้ เป็นต้น

“จากเป้าหมายสำคัญ คือ ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดังนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ จึงเน้นยึดหลัก การคัดสรร “ของเดิมที่มีอยู่”แล้วสื่อสารกับชาวบ้าน ชุมชน ให้พยายามคิดค้น สร้างสรรค์ สินค้าและบริการเพื่อปูทางสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชิงนิเวศที่มาช่วยเพิ่มรายได้ และนำผลตอบแทนนั้นมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือ ความรัก หวงแหนและเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว” นายคมกริช กล่าวในที่สุด