ปธ.”ศาลฎีกา”เตรียมเรียกประชุมใหญ่หากประทับฟ้อง 3 ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483669

ปธ.”ศาลฎีกา”เตรียมเรียกประชุมใหญ่หากประทับฟ้อง 3 ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่

14 ก.ย. 2564

เปิดขั้นตอนข้อกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลัง “อัยการสูงสุด” ยื่นฟ้องกฎหมายบัญญัติให้ประธาน “ศาลฎีกา” เรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งองค์คณะโดยเร็ว หากประทับฟ้อง 3 ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่เว้นมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 64  ภายหลังพนักงานอัยการสำนักงานปราบปราบทุจริตยื่นฟ้อง “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ กับพวกรวม 87 คน เป็นจำเลยในคดีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เเล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ 

ตาม พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ.2560มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยเร็ว เพื่อเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวนเก้าคน เป็นองค์คณะผู้พิพากษา โดยให้เลือกเป็นรายคดี

ในกรณีมีเหตุสมควร ผู้พิพากษาคนใดอาจขอถอนตัวจากการได้รับเลือกเป็นองค์คณะผู้พิพากษาได้ โดยให้แถลงต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก่อนการลงคะแนน และให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติว่าจะให้มีการถอนตัวหรือไม่ มติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นที่สุด

การเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแต่ละคดีให้ใช้วิธีการลงคะแนนลับ ให้ผู้พิพากษาซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบจำนวนเก้าคนเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นองค์คณะผู้พิพากษาสำหรับคดี ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกินจำนวนดังกล่าว ให้ประธานศาลฎีกาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้พิพากษาซึ่งได้รับเลือกเป็นองค์คณะผู้พิพากษามีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีจนกว่าจะสิ้นสุดหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาผู้นั้นไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกา

ในกรณีที่ผู้พิพากษาคนใดในองค์คณะผู้พิพากษาพ้นจากหน้าที่ตามมาตรา 12หรือมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษานั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ดำเนินการเลือกผู้พิพากษาเข้ามาแทนที่ให้ครบจำนวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งได้รับเลือกนั้น ให้มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้พิพากษาอื่นในองค์คณะผู้พิพากษาที่ตนเข้าแทนที่และมีอำนาจตรวจสำนวน ทำความเห็นในการวินิจฉัยคดี และลงลายมือชื่อในคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือคำพิพากษาได้

ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาคนใดในองค์คณะผู้พิพากษาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในวันนัดเป็นการชั่วคราว และผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาคงเหลือไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ให้ถือว่าผู้พิพากษาเท่าที่มีอยู่เป็นองค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาคดีต่อไปได้ เว้นแต่การทำคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือคำพิพากษา

การเปลี่ยนแปลงสถานะของผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกเป็นองค์คณะผู้พิพากษาไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่ผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์คณะผู้พิพากษาต่อไป

มาตรา 14 ให้องค์คณะผู้พิพากษาเลือกผู้พิพากษาคนหนึ่งในจำนวนเก้าคนเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน
ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีอำนาจดำเนินการตามมติขององค์คณะผู้พิพากษา และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาอีกสองคน มีอำนาจออกคำสั่งใด ๆ ที่มิได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้

มาตรา 17 เมื่อศาลประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งตามมาตรา 10(1) (ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ) กรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง หรือคำพิพากษานั้นมีผลให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์ตามหมวด 6 อุทธรณ์ หรือไม่ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกได้เเก่ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 235 วรรค 1 (2) ยังบัญญัติไว้ว่า

ในกรณีที่มีการฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวแล้วแต่กรณี หากศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น  และหากศาลมีคำพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ผู้ต้องคำพิพากษาต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และให้อำนาจศาลที่จะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้ และผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็น ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ด้วย

และในกรณีที่ศาลพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ให้ริบทรัพย์สินที่ผู้นั้นได้มาจากการกระทำความผิด รวมทั้งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน

สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนักการเมือง (ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ) 
ประกอบด้วย “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยา ,นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ  ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ

ภายหลังอัยการยื่นฟ้อง ศาลฎีกาฯนักการเมืองนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอลหรือไม่วันที่ 20 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

ครม. ตั้ง”พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม”นั่งเลขาฯสภาความมั่นคงแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483658

ครม. ตั้ง”พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม”นั่งเลขาฯสภาความมั่นคงแห่งชาติ

14 ก.ย. 2564

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม ” เสนาธิการทหารนั่งเลขาฯสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)

วันนี้(14 ก.ย.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” เสนาธิการทหาร ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ตามที่เสนอทั้งนี้ตั้งแต่
วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นต้นไป

สำหรับ “พล.อ.สุพจน์” เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 22 (ตท.22) ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นับเป็นนายทหารคนที่ 5 แล้ว ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ในยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง:ไม่พลิกโผ ตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม”

                         เห็นชอบขยาย “พรก.ฉุกเฉิน” ต่อไปอีก 3 เดือน 

                        บิ๊กตู่ ดัน “เสธ.ไก่ ” นั่งเก้าอี้ “เลขาธิการสมช.”

                         ไทยสร้างไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งบัตร 2 ใบ

                         ครม. เคาะแล้ว “เลือกตั้ง อบต.” 

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เคยโอนย้ายนายทหารมาดำรงตำแหน่งนี้ถึง 5 คนติดต่อกัน ได้แก่ พลเอกทวีป เนตรนิยม พลเอกวัลลภ รักเสนาะ พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา พลเอกณัฐพล และล่าสุดคือ พลเอกสุพจน์ มาลานิยม หรือ เสธ.ไก่

พลิกปูมคดีฟ้อง “วิรัช” กับพวกคดีทุจริตสนามฟุตซอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483630

พลิกปูมคดีฟ้อง “วิรัช” กับพวกคดีทุจริตสนามฟุตซอล

14 ก.ย. 2564

คดีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนที่จังหวัดนครราชสีมาเดินทางมาถึงจุดสำคัญของคดี เมื่ออัยการสูงสุดยื่นฟ้อง “วิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาลพร้อมพวก รวม 87 ราย ย้อนรอยคดีนี้อีกครั้ง

คดีทุจริตสนามฟุตซอล เดินมาถึงจุดสำคัญของคดี เมื่ออัยการสูงสุดยื่นฟ้อง “นายวิรัช รัตนเศรษฐ”ประธานวิปรัฐบาลกับภรรยานางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.เพื่อไทยพร้อมพวก 87 รายคดีร่วมกันทุจริตสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนที่โคราช  

โดยวันนี้มีผู้ต้องหามารายงานตัว 81 ราย ขาด 6 คน ซึ่งรวมถึง”นายวิรัช” กับภรรยา ยังไม่รายงานตัว อ้างติดสมัยประชุมสภา

พลิกปูมสำนวคดีคดีนี้ระบุถึงการกล่าวหา”นายวิรัช” กับพวก เริ่มต้นที่การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบประมาณปี พ.ศ. 2555 (งบแปรญัตติ)ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือและภาคอีสาน รวม 18 จังหวัด วงเงินงบประมาณ 4,459.42 ล้านบาท 

ในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณปีงบประมาณ 2555 “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในขณะนั้น

และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ นายกเทศมนตรี ตำบลห้วยแถลงขณะนั้น (ปัจจุบันเป็น ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ) ซึ่งเป็นน้องสาวนางทัศนียา รัตนเศรษฐ ได้สั่งการให้พวกของตนเข้าไปประสานกับผู้อำนวยการโรงเรียนต่าง ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เพื่อจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลให้โดยเข้าไปครอบงำ บงการ การใช้จ่ายงบประมาณ
ในวงเงินดังกล่าวโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย

ซึ่งเข้าข้อต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 168 ซึ่งบัญญัติว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : “วิรัช” ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

                           ยื่นฟ้อง “วิรัช รัตนเศรษฐ”คดีทุจริตก่อสร้าง

                           14 ก.ย.นำตัว”วิรัช”กับพวก ฟ้องศาลฯ

                           จ่อฟ้องประธานวิป รบ.”วิรัช รัตนเศรษฐ”

                           ป.ป.ช. ชี้ปม”วิรัช” ทุจริตฟุตซอล

ใน 2 โครงการหลัก คือโครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอล รวมถึงมีการวางแผนทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกหลายประการเพื่อให้กลุ่มเอกชน พรรคพวกของตนเองได้เข้าเป็นคู่สัญญา และการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอลไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

6 ส.ค.2562 ป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 เสียง ชี้มูลความผิด “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” กับพวกรวม 24 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ 

1.กลุ่มนักการเมือง และผู้ประสานงาน 6 ราย ได้แก่ “วิรัช รัตนเศรษฐ” ,  ทัศนียา รัตนเศรษฐ , สัมฤทธิ์ ปลั่งกลาง , กุลธิดา วีรตานนท์, ประภัสร์ ลิมานันท์ และทัศนาพร เกษเมธีการุณ 

2.กลุ่มข้าราชการ 9 ราย  ได้แก่  ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาฯสพฐ. ,  รังสรรค์ มณีเล็ก ผอ.สำนักนโยบายและแผน สพฐ , ประยงค์ ตั้งเจริญ ผอ.ส่วนการงบประมาณ , นิเวศน์ อุดมรัตน์ ผอ.เขต 2

,วิโรจน์ เลิศพงษ์ ผอ.ร.ร.บ้านพระพุทธ, อนันต์ สุวรรณะ ผอ.ร.ร.บ้านตูม ราษฎร์บูรณะ , ทองอินทร์ ไปเจอะ ผอ.ร.ร.บ้านหนองพลอง , พูนพิสมัย เปี่ยมสุวรรณ ผอ.ร.ร.บ้านหัวทำนบ , อ้อย สงึมรัมย์ ผอ.ร.ร. วัดหนองนา 

3.กลุ่มเอกชน 9 ราย   ได้แก่  เบญจพันธ์ บุญบงการ ,  บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด ,  ยี พณิชยา , มานัส ชาวนา, หจก. เอ็มเอไอ เอ็นเตอร์ไพร์ส,บริษัท วอเตอร์ฮีล แลนด์ จำกัด ,  ฐิติรัตน์ ทันหาบุรุษ , รัตนา มงคลสกุล  ,วิธิวัสส์ ภูชัสส์วุฒิกุล

ป.ป.ช. ส่งสำนวนแรกให้อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมือง 

26 พ.ย.63 อัยการสูงสุด เห็นควรสั่งฟ้อง “วิรัช” กับพวก สำนวนที่ 1

8 ธ.ค. 2562 ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเพิ่ม และส่งสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่ม อีก 6 สำนวน โดยสำนวนที่ 2 ถึง 6 “นายวิรัช” ถูกกล่าวหา พร้อมบริษัทเอกชน และผู้บริหารสถานศึกษาประถมศึกษาเขต 1 เขต 3 เขต 4 เขต 5 เขต 7 และสำนักงานมัธยมเขต 31 จำนวนโรงเรียนถูกตรวจสอบ กว่า 50 แห่ง งบประมาณการทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล จ.นครราชสีมา 7 สำนวน มูลค่ากว่า 180 ล้านบาท

มีเพียงสำนักงานประถมศึกษาเขต 6 นครราชสีมา เขตเดียว ที่ไม่มีสนามฟุตซอลจากงบประมาณนี้ จึงไม่ถูกสั่งฟ้อง

รายละเอียดพฤติกรรมในสำนวนคดี

1.ชินภัทร เลขาฯสพฐ. ทำคำขอเพิ่มเติมงบประมาณ กว่า 7,000 ล้านบาท ไม่มีรายละเอียด

2. “วิรัช”ขณะสังกัดเพื่อไทยและทัศนาพร เป็นนายกอบต.ห้วยแถลง ให้พรรคพวกไปประสานผอ.รร. เพื่อขอจัดสรรงบประมาณ

3.ส.ส.แปรญัตติค่าก่อสร้างซ่อมแซมอาคารเรียน ที่ประสบอุบัติภัย ทั้งสิ้น 4,459 ล้านบาท

4.เลขาฯสพฐ. แจ้งจัดสรรงบประมาณ 

5. “วิรัช” สั่งการให้ผู้ประสานงาน ร่วมกับตัวแทนบริษัทที่เข้ามาเป็นคู่สัญญา ประสานผอ.รร. นำมาซึ่งความเสียหายต่อรัฐ ดังนี้

-สนามฟุตซอลที่ก่อสร้างเสร็จแล้วใช้งานไม่ได้

-ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่เรียกผู้รับจ้างมาแก้ไข และไม่ยึดหลักประกันสัญญาเพื่อบรรเทาความเสียหาย

 2 มิ.ย. 2564 นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด พิจารณาใน 7 สำนวนคดีฟุตซอล แล้ว มีความเห็นควรสั่งฟ้อง”นายวิรัช” กับพวก และนำมาซึ่งการยื่นฟ้อง”นายวิรัช” กับพวกในวันนี้

ที่มาข้อมูล -เนชั่นทีวี

“ทางด่วน” ขอร้อง โปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483624

“ทางด่วน” ขอร้อง โปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

14 ก.ย. 2564

“การทางพิเศษ”แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ วอนกลุ่มป่วนเมืองโปรดอย่าทำลายสร้างความเสียหาย ด้านอดีตผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ตั้งโต๊ะรับร้องเรียนผลกระทบแฟลตดินแดง

เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มมวลชนต่างๆ บริเวณแยกดินแดง  ไม่ว่าจะมาจากการตั้งชื่อ “ม็อบทะลุแก๊ส”  “ม็อบ 12 กันยายน” หรือ “ม็อบรายวัน” ที่มาพร้อมอาวุธหลากหลายชนิด หวังก่อเหตุสร้างความรุนแรง

โดยเฉพาะพื้นที่ของทางพิเศษเฉลิมมหานคร ด่านฯดินแดง ที่มีผู้ชุมนุมเข้าไปก่อเหตุบุกเข้าไปกีดขวางเส้นทางจราจร รวมถึงการเผาทำลายทรัพย์สินให้เกิดความเสียหาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 64  เพจ”การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” หรือ กทพ. ได้เผยแพร่ภาพและข้อความเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุ ได้“โปรดอย่าทำลาย”ทรัพย์สินของ“การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” 

ทั้งนี้ กองประชาสัมพันธ์ สำนักผู้ว่าการทางพิเศษประเทศไทย (กทพ.) ระบุว่า  เมื่อวานนี้ (13 กันยายน 2564) เวลา 10.45 น. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้มอบหมายให้ผู้แทนเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลดินแดง จากกรณีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2564 มีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของทางพิเศษเฉลิมมหานคร ด่านฯดินแดง

และทำการเผาทำลายซุ้มตกแต่ง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของ กทพ. ที่อยู่บริเวณทางขึ้นทางด่วนดินแดงมุ่งหน้าบางนา เวลาต่อมา ผู้ชุมนุมยังได้ทำการเผาซุ้มตกแต่งบริเวณทางลงทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ฝั่งตรงข้าม) ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของ กทพ.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ทางด่วน" ขอร้อง โปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย“ทางด่วน” ขอร้อง โปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

กทพ.จึงขอความกรุณาโปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของทางพิเศษ ซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม หากเกิดความเสียหายไม่สามารถเปิดใช้บริการได้ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็คือประชาชนผู้ใช้รถทุกคน



​ "ทางด่วน" ขอร้อง โปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย“ทางด่วน” ขอร้อง โปรดอย่าทำลายทรัพย์สินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

วันเดียวกัน เวลา 14.00 น.นายอดิศร โพธิ์อ่าน อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขตดินแดง พรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิ​ผสาน​วัฒนธรรม​เดินทางมาที่แฟลต 1 ข้างซอยราชประสงค์​ เพื่อตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการชุมนุม และสลายการชุมนุม ที่แยกดินแดง

จากนั้น เวลาประมาณ 15.00 น.จะรวมกันไปแจ้งความ ที่ สน.ดินแดง และประสานให้ กรมคุ้มครองสิทธิ​เสรีภาพ​ กระทรวงยุติธรรม มารับเรื่องต่อไป

อัยการยื่นฟ้อง “วิรัช รัตนเศรษฐ”คดีทุจริตก่อสร้าง “สนามฟุตซอล”โคราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483606

อัยการยื่นฟ้อง “วิรัช รัตนเศรษฐ”คดีทุจริตก่อสร้าง “สนามฟุตซอล”โคราช

14 ก.ย. 2564

อัยการยื่นฟ้อง “วิรัช รัตนเศรษฐ” กับพวก 87 คน คดีทุจริตก่อสร้างสนาม “ฟุตซอล” โคราช มีผู้ต้องหารายงานตัว 81 คน เจ้าตัวกับเมียไม่มาอ้างติดสมัยประชุมสภา ลุ้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งองค์คณะสั่งประทับฟ้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 กันยายน 64  ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก นายสายัน จันทะรัง พนักงานอัยการสำนักงานปราบปราบทุจริต 2 และคณะทำงาน นัดส่งตัวยื่นฟ้องในคดีที่ อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ กับพวกรวม 87 คน เป็นจำเลยในคดีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 คดีนี้ทาง ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมชี้มูลความผิดนายวิรัช สมัยเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมกันกับพวกรวม 87 คน ทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ.2555 จัดสร้าง “สนามฟุตซอล”ให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา 18 จังหวัด มูลค่า 4,459 ล้านบาท รวมทั้งโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 จ.นครราชสีมาด้วย แต่ปรากฏว่า การสร้างสนามฟุตซอล ใน จ.นครราชสีมา กลับสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถใช้งานได้
โดยช่วงเช้าวันนี้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตสร้าง “สนามฟุตซอล”โรงเรียน ในจังหวัดนครราชสีมา ทยอยเดินทางเข้ามารายงานตัวตามนัดของพนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต 2 จำนวน 81 คน ไม่มารายงานตัวและขอเลื่อนอ้างเหตุผลว่าอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 6 คน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า  ภายหลังป.ป.ช.ส่งสำนวนมาให้แล้ว อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการปราบปรามทุจริต 2 เป็นคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบสำน นาย “วิรัช รัตนเศรษฐ” ผู้ต้องหาที่ 1 และมีจำนวนผู้ต้องหาทั้งหมด 87 คน โดยแต่ละคนจะข้อหาไม่เหมือนกัน แต่ในภาพรวม 14 ข้อหาด้วยกัน ประกอบด้วย เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐทุจริตในการร่วมกันออกแบบ กำหนดเงื่อนไขอันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม , เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยรัฐ หรือกระทำการใดๆโดยมิได้มุ่งหมายแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม, เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองร่วมกระทำความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ , เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติพิจารณาหรือดำเนินการใดๆที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาครั้งใด รู้หรือมีพฤติการณ์แจ้งชัดว่าควรรู้ว่าการเสนอราคาในครั้งนั้นมีการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยรัฐ เพื่อให้มีการยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับเสนอราคาในครั้งนั้น,เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยทุจริต 

,เป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ,เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ, เป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ทำเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารในการปฏิบัติการตามหน้าที่รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น หรือว่ากระการอย่างใดต่อหน้าที่ของตนอันเป็นเท็จ,ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสได้เสนอราคาอย่างเป็นธรรม,ตกลงร่วมกันเสนอราคาเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นผู้มีสิทธิในการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม,ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม,ร่วมกันปลอมเอกสาร,ร่วมกันใช้เอกสารปลอม ,สนับสนุนเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าพนักงานของรัฐในการทำหน้าที่โดยทุจริต,พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10,11,12,13 , พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151,157,162,264,265,268 ,83,86, 91 
 
นายประยุทธ กล่าวต่อว่า ส่วนผู้ต้องหาที่ขอเลื่อนจำนวน 6 คน นั้น แบ่งเป็นบุคคล 5 คน และนิติบุคคล 1 แห่งด้วย ส่วนใหญ่อ้างประเด็นสถานการณ์โควิด-19 แต่ไม่ได้ป่วยหรือติดเชื้อโควิด-19  โดยนายวิรัชและนางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยา ผู้ต้องหาที่ 1-2 ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ้างว่าอยู่ในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร อัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ได้เป็นข้อห้ามในการยื่นฟ้องต่อศาล  จึงแจ้งกลับไปว่า ไม่อนุญาตให้เลื่อน ส่วนกระบวนพิจารณาของศาลจะดำเนินไปได้เพียงใดนั้น เป็นขั้นตอนที่ทางศาลฎีกาฯ จะได้เป็นผู้พิจารณา

“เมื่อถึงกำหนดนัดหมายแล้วผู้ต้องหาทั้ง 77 คน มารายงานตัวกับพนักงานอัยการแล้ว  พนักงานอัยการจะนำคำฟ้อง สำเนาคำฟ้องพร้อมกับสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช.ไปยื่นต่อศาล และขั้นตอนของกฎหมายบัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 กำหนดไว้ในมาตรา 26 ว่าการฟ้องโดยหลักต้องฟ้องส่งตัว แต่กรณีถ้าหากไม่สามารถฟ้องส่งตัวได้ จะเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่ไม่มีการส่งตัว ตามมาตรา 21 ซึ่งเป็นกรณี หลบหนี หรือ ประวิงคดี  หรือ อ้างเหตุขอเลื่อนโดยไม่มีเหตุอันสมควรทางอัยการก็จะยื่นฟ้องทั้งหมด เมื่ออัยการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาก็จะมีขั้นตอนตามมาตรา 11 ของ ป วิ.อม. ที่จะกำหนดวันนัดประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อเลือกองค์คณะ ทั้ง 9 คน ซึ่งแต่ละคนจะต้องเป็นผู้พิพากษาระดับชั้นศาลฎีกาเพื่อรับผิดชอบสำนวนคดี และออกหมายเรียกให้จำเลยมาตามกำหนดนัดพิจารณา โดยจะนำผู้ต้องหาทั้งหมดไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาในช่วงเช้าวันนี้” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าว 
 เมื่อถามว่าคดีจำเลยเป็นนักการเมือง พนักงานอัยการมีความรู้สึกหนักใจหรือไม่ 

นายประยุทธ กล่าวยืนยันว่า อัยการทำสำนวนคดีตามพยานหลักฐาน ไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด เรื่องนี้ไม่มีประเด็นนอกสำนวน หรือ การเมือง ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังยื่นฟ้องวันนี้ ทางศาลฎีกาฯ นักการเมืองจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อส่งเข้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดำเนินการคัดเลือกองค์คณะประจำคดีทั้ง 9 คน  เเละเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน โดยองค์คณะในคดีดังกล่าวจะเป็นผู้มีคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่ รวมถึงคำสั่งเกี่ยวกับการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ต้องหาที่ถูกนำตัวไปยื่นฟ้องวันนี้ก็จะต้องยื่นประกันตัวต่อศาล

พรรคกล้าชู “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/blogs/news/483582

พรรคกล้าชู “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

14 ก.ย. 2564

“เศรษฐกิจดิจิทัล” แนวทางการดำเนินเศรษฐกิจใหม่ที่พรรคกล้าเชื่อว่าจะสามารถปรับประเทศไทยให้มีการเติบโตได้อย่างทันสมัย

คุณกรณ์ จาติกวณิช
นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “คุณกรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าพรรคกล้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ออกมาพูดถึงปรากฏการณ์ MV เพลง LALISA ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า

…เพลง MV เพลงนี้มีการนำเสนอความเป็นไทยออกไปให้คนทั่วโลกได้เห็นเป็นประจักษ์…

แต่นอกจากนี้อีกประเด็นที่น่าสนใจของพรรคกล้าก็คือการที่พรรคกล้าต้องการปรับให้ประเทศไทยมีความทันสมัยผ่านการการขับเคลื่อนประเทศ    ไทยสู่ยุค “เศรษฐกิจดิจิดอล”

เศรษฐกิจดิจิดอล (Digital Economy)
จากทัศนะของคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่ได้บอกเล่าผ่านคลับเฮ้าส์เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมาในหัวข้อ ‘คลื่นลูกใหญ่ในทศวรรษหน้า: ประเทศไทย ไปทางไหนดี?’ ทำให้เราได้เข้าใจว่าการที่ประเทศไทยจะเติบโตทางเศรษฐกิจได้เราต้องเน้นการนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาช่วยเพื่อให้ประเทศมีการเติบโตได้เทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์  และนี่จึงเป็นที่มาของการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) หรือการที่ประเทศ ไทยจะทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว 

พรรคกล้าชู "เศรษฐกิจดิจิทัล" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตพรรคกล้าชู “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต


พรรคกล้าชู "เศรษฐกิจดิจิทัล" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตพรรคกล้าชู “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

 4 มิติหลักเศรษฐกิจดิจิตอล ได้แก่ 
1. Fully digital คือสังคมไร้เงินสดร้อยเปอร์เซ็นต์ 
2. Paperless คือ เอกสารทุกอย่างอยู่ในมือถือ ปลอดภัย ปลอมยาก เพราะทุกอย่างทำเป็นดิจิทัลพิสูจน์ตัวตนได้ โดยไม่ต้องจำเป็นต้องพกบัตรมากมาย ไม่ต้องถ่ายเอกสารให้ยุ่งยากในการทำธุรกรรมทุกอย่างเชื่อมโยงได้ตั้งแต่ต้นทาง  
3.Peopleless หรือองค์กรอัตโนมัติ (DAO model) ธุรกิจบริการที่ไม่จำเป็นต้องใช้คน 
4.Borderless แพลตฟอร์มที่มีข้อมูลมากขึ้น คนใช้มากขึ้น ต่อยอดไปธุรกิจอื่น ๆ ในทันที ด้วยแพลตฟอร์มที่มีลักษณะที่คล้าย ๆ เช่น Grab ที่ขยายการบริการ จากแท็กซี่ เป็น อาหาร เอ็กซ์เพรสและอื่น ๆ


พรรคกล้าชู "เศรษฐกิจดิจิทัล" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตพรรคกล้าชู “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ความท้าทายในการผลักดันแนวคิดนี้
หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า

“ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยี วันนี้คนไทยใช้เฟซบุ๊ก ไลน์ อันดับต้น ๆ ของโลก แต่ปัญหาขึ้นอยู่กับหลักคิดของ ผู้บริหารประเทศ                          ด้านเศรษฐกิจ เรามีแอปเป๋าตังที่ดึงคนเข้าระบบได้กว่า 30 ล้าน คนภายใน 1 ปี 

เพราะประชาชนเข้าถึงง่ายและได้ประโยชน์จากการใช้แอป ปัญหาอาจจะมี ในระยะแรกเพราะเป็นของใหม่แต่สุดท้ายก็มีการปรับตัว ปัญหาตอนนี้คือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าประเทศไทยรอไม่ได้แล้วต้องเร่งปรับตัว ถ้าผู้ นำไม่เข้าใจและให้ความสำคัญ ก็จะทำให้เกิดเป็นกระแสหลักได้ยาก”


ที่มาข้อมูลและรูปภาพ:
https://siamrath.co.th/n/279566
https://www.facebook.com/klaparty
https://www.facebook.com/KornGoThailand

ลุ้นวันนี้ ครม.เคาะ “ลดส่งเงินสมทบ” ต่ออีก 3 เดือน ผู้ประกันตน ม.33 และม.39 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483545

ลุ้นวันนี้ ครม.เคาะ “ลดส่งเงินสมทบ” ต่ออีก 3 เดือน ผู้ประกันตน ม.33 และม.39

14 ก.ย. 2564

ลุ้นวันนี้ ครม.เคาะ “ลดส่งเงินสมทบ” ต่ออีก 3 เดือนผู้ประกันตน ม.33 และม.39 ด้านคลัง ชงลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่ซื้อ ATK ตรวจให้พนักงาน โดยนำใบเสร็จมาแสดงลดได้ 1.5 เท่า

ภายหลังสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประกันตนมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 จากที่ ครม.อนุมัติให้”ลดอัตราเงินสมทบ” นายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 5%เหลือ 2.5% และผู้ประกันตนมาตรา 39 เหลือ 4.5%  เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค.2564  ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสุดโครงการแล้ว

ส่งผลให้ตั้งแต่เดือน ก.ย.2564 เป็นต้นไปนายจ้าง และผู้ประกันตนมาตรา 33 และ มาตรา 39 ต้องส่งเงินประกันสังคมเท่าเดิม(มาตรา 33 สูงสุด 750 บาท , มาตรา 39 สูงสุด 432 บาท )

ล่าสุดบอร์ดประกันสังคม ได้มีมติเห็นชอบลดอัตราเงินสมทบ ปี 2564 อีก 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2564 โดยกำหนด”ลดอัตราเงินสมทบ” ฝ่ายนายจ้าง ในอัตราร้อยละ 2.5 และลูกจ้างผู้ประกันตน มาตรา 33 ในอัตราร้อยละ 2.5 วงเงินรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันนี้(14 ก.ย. )

สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 คือ ผู้ที่เคยทำงานในบริษัทหรืออยู่ในมาตรา 33 มาก่อน แต่ว่างงานหรือลาออกไม่เกิน 6 เดือน และเคยส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนขึ้นไป

แต่ยังอยากได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมอยู่ รัฐบาลจึงกำหนดให้ส่ง”เงินสมทบ” จะลดจ่ายเหลือเดือนละ 4.5% จากเดิม 9%

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการจ้างงานจากการได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด19 และบรรเทาภาระของลูกจ้างผู้ประกันตนในสถานการณ์ปัจจุบัน

ส่วนอีกเรื่องกระทรวงคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาการลดหย่อนภาษีผู้ประกอบการที่ซื้อชุดตรวจATKและนำมาให้พนักงานในองค์กรได้ตรวจ สามารถนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการดูแล สนับสนุนผู้ประกอบการได้ซื้อชุดตรวจ ATK ให้กับพนักงานในองค์กร
 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง:“ลดส่งเงินสมทบ”ต่ออีก 3 เดือน “ผู้ประกันตน” 

                          เปิดวิธีรับ “ATK” 

                         เช็กสิทธิประโยชน์ “ผู้ประกันตน ม.39” 

                        ผล “ATK” เป็นบวก รักษาฟรี 

                      “ผู้ประกันตนมาตรา 40” เช็กด่วน 3 ทางเลือก

ทั้งนี้รัฐบาลมีเป้าหมายกระจายชุดตรวจ ATK  ฟรี ให้กับประชาชน 8.5 ล้านชุด ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะเปิดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงลงทะเบียนกรอกข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง

ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยต่าง ๆ ที่ร่วมกระจายชุดตรวจ  ATK จำนวน 5.5 ล้านชุด ใน 12 เขตทั่วประเทศ

หากประชาชนกรอกข้อมูลแล้วพบเป็นกลุ่มเสี่ยงก็สามารถไปที่คลินิกที่เข้าร่วมโครงการ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือศูนย์สาธารณสุขทั่วไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังขับเคลื่อนมาตรการ COVID free setting ในสถานที่ทำงานให้ผู้ประกอบการต่างๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดจากโควิด 

เพื่อไทย เอาจริง ที่ประชุม คกก.จริยธรรม ขับ “2 ส.ส.” งูเห่า พ้นพรรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483533

เพื่อไทย เอาจริง ที่ประชุม คกก.จริยธรรม ขับ “2 ส.ส.” งูเห่า พ้นพรรค

13 ก.ย. 2564

เพื่อไทย เอาจริง ที่ประชุม คกก.จริยธรรม มีมติขับ “2 ส.ส.” งูเห่าพ้นพรรค ศรัณย์วุฒิ-พรพิมล ภาคทัณฑ์อีก 3 คน เตรียมชง กก.บห. พิจารณา ต่อไป

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการจริยธรรมพรรคเพื่อไทย ที่ได้มีการพิจารณาบทลงโทษสำหรับ ส.ส. โหวตสวนมติพรรคในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา

ผลปรากฏที่ประชุมมีมติขับ 2 ส.ส. ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ประกอบด้วย ส.ส.อุตรดิตถ์ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ โดยอ้างอิงจากที่มีพฤติการณ์พูดกล่าวร้ายให้พรรคเพื่อไทยในทางเสื่อมเสีย

และ ส.ส.ปทุมธานี นางพรพิมล ธรรมสาร ซึ่งที่ผ่านมาระยะเวลา 2 ปี ไม่เคยร่วมประชุมและทำกิจกรรมกับทางพรรครวมถึงมักจะโหวตสวนมติพรรคอยู่เป็นประจำ 


ส่วนอีก 3 ส.ส. ที่ถูกภาคทัณฑ์ และใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาส่งลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า ประกอบด้วย ส.ส.ศรีสะเกษ นายธีระ ไตรสรณกุล ,นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์และส.ส.ปทุมธานี นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ 

ขณะที่ ส.ส. ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน 1 คนคือ ส.ส.อุบลราชธานี นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ

อีกทั้งผู้ที่ยังไม่สามารถพิจารณาในตอนนี้ได้ เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะติดโควิด-19 คือ ส.ส.นครนายก นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :เพื่อไทย เตรียมลงโทษ “7 ส.ส. งูเห่า”

                          :ตีกันเอง”ศรัณย์วุฒิ”ลั่นกลางสภาโวยเพื่อไทยกีดกัน

                          กฎเหล็ก 4 ห้าม เพื่อไทย สกัด “งูเห่า” 

                        เพื่อไทยปราบ “งูเห่า” โฟกัส 2 ส.ส. รอลงดาบ

                         ทีมพรพิมล ลาก่อนเพื่อไทย

ขณะที่การประชุมในวันนี้ได้มีประธานกรรมการจริยธรรม นายชัยเกษม นิติสิริ ทำหน้าที่ประธานการประชุม

ซึ่งโดยสรุปในการพิจารณากรณีดังกล่าว ที่ประชุมได้มีมติวางไว้ 4 แนวทาง ดังนี้

คือ 1. ขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค 2 ราย  

2. ภาคทัณฑ์และใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาส่งลงสมัครส.ส.สมัยหน้า 3 คน

3. ว่ากล่าวตักเตือน 1 คน

และ 4. ยังไม่สามารถพิจารณาใด ๆ ได้ เนื่องจากป่วยยังอยู่โรงพยาบาลอีก 1 คน

หลังจากนี้คณะกรรมการจริยธรรมจะส่งเรื่องให้คณะ กก.บริหารพรรคเพื่อไทย และที่ประชุม ส.ส. พรรค พิจารณาจะดำเนินการขับ 2 ส.ส.ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ โดยใช้เสียง ส.ส. 3 ใน 4 ในการขับออกจากพรรค

แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพิจารณาจะนัดประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อขับ ส.ส. 2 รายดังกล่าวเมื่อใด

ข่าว-เนชั่นทีวี

“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483523

“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

13 ก.ย. 2564

“เช็คเลย” ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในองค์กรมหาชน กองทุน รวมถึงพนักงานของรัฐ รองผอ. -รองเลขาฯ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ถ้วนหน้า

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.64  “ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับเรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จำนวน 2 ฉบับด้วยกัน

ตามประกาศดังกล่าว เป็นการกำหนดตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ /เจ้าพนักงานของรัฐ ที่สังกัด “องค์กรมหาชน”  “กองทุน”  ในระดับผู้อำนวยการ  ผู้จัดการ เลขาธิการ และระดับรองผู้อำนวย รองผู้จัดการ รองเลขาธิการ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อป.ป.ช. 

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฉบับแรก ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา ๑๐๒ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๔ มีรายละเอียดดังนี้ 

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน
 

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

ฉบับที่สอง ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา ๑๐๓ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๔

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

"เช็คเลย" ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน“เช็คเลย” ป.ป.ช.ประกาศให้ผู้บริหารสูงสุดองค์กรมหาชน กองทุน ยื่นทรัพย์สิน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา ๑๐๒ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๔

ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา ๑๐๓ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๔

ยืนหยุดขังวันที่ 29 “พันศักดิ์”ยกเหตุผลให้ประกันกับไม่ให้ประกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483511

ยืนหยุดขังวันที่ 29 “พันศักดิ์”ยกเหตุผลให้ประกันกับไม่ให้ประกัน

13 ก.ย. 2564

ยืนหยุดขังวันที่ 29 “พันศักดิ์” ยกเหตุผล เปรียบเทียบกัน ระหว่างให้ประกันกับไม่ให้ประกัน กลับอยู่ที่ดุลพินิจผู้พิพากษา

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 13กันยายน 64 ที่บริเวณหน้าศาลฎีกา สนามหลวง กลุ่มพลเมืองโต้กลับ วันนี้นำโดย นาย “พันธ์ศักดิ์” ศรีเทพ เเกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ดำเนินกิจกรรม พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 30 คน เข้าร่วมกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง 1.12 ชั่วโมง” เป็นวันที่ 29โดยยืนเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที พร้อมห้อยป้าย ปล่อยเพื่อนเราเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่โดนจับกุม 

โดยภายหลังยืนครบเวลา นาย “พันธ์ศักดิ์” กล่าวว่าวันนี้เป็นวันที่ 29 ของการดำเนินกิจกรรม
ตอนนี้ผู้ต้องขังทางการเมืองถูกขังระหว่างการดำเนินคดี รอบสิงหาคม 64 อย่างน้อย 12 คน ติดโควิดแล้ว 7 คน (ได้ประกันตัว 4 คน) เหลืออยู่ในเรือนจำ 8 คน เรื่องจากทนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ตามที่ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ฟ้า พรหมศร, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก, บอย ชายชาติ แกดำและณัฐชนน ไพโรจน์ ที่ ศาลจังหวัดธัญบุรี

ศาลจังหวัดธัญบุรี ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยให้เหตุผลคล้ายกันทำนองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว ข้ออ้างตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

หลายท่านจึงอาจจะสงสัยว่าคดีนี้มีความเป็นมาอย่างไรตนจึงขอสรุปคร่าว ๆ ดังนี้เดิมคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 9 คน ทนายความได้ยื่นขอประกันหลายครั้งศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ประกัน
ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาวันที่ 13 ส.ค. 64 ศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัวผู้ต้องหา 1 คน คือ ปูน ธนพัฒน์ กาเพ็ง
ทนายความยื่นประกันต่อศาลจังหวัดธัญบุรีอีกครั้ง ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

จนมา 25 ส.ค. 64 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 3 คน ได้แก่ ฮิวโก้ สิริชัย นาถึง, แซม สาแมท, ต๋ง ปนัดดา ศิริมาศกุล (เหลือที่ยังไม่ได้ประกัน 5 คน)

ทนายความยื่นประกันต่อศาลจังหวัดธัญบุรีอีกครั้งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

เเละเมื่อ 3 ก.ย. 64 ศาลอุทธรณ์ภาค 1
มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน

คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่เคยอนุญาตให้ประกันตัว สรุปเหตุผลได้ว่า คดีที่ถูกกล่าวหาโทษไม่สูง ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธต่อสู้คดี แม้จะถูกดำเนินคดีหลายคดีแต่ก็ยังไม่มีคดีใดที่ศาลพิพากษาว่าผิด ส่วนพนักงานสอบสวนคัดค้านประกัน ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่เคยสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวสรุปเหตุผลได้ว่า
ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีอื่นอีกหลายคดีในหลายท้องที่ พิจารณาประกอบพฤติการณ์ในคดีนี้แล้ว หากอนุญาตให้ประกันตัวน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เคยสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวมาแล้ว

จะเห็นได้ว่าคดีเดียวกันผู้ต้องหาชุดเดียวกัน
คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ประกัน
กับคำสั่งไม่ให้ประกันให้เหตุผลค่อนข้างต่างกัน
คงเป็น ดุลพินิจ ของผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะ สะท้อนว่าไม่ยึดโยงกับหลักการของกฎหมายแต่อย่างใด

จึงขอร่วมกันทวงถามมโนสำนึกแห่งความยุติธรรมกับ เดินหยุดขัง ที่ลานอากง สนามราษฎร์ (สนามหลวง)ทุกวัน เวลา 17.00 น.