โปรดเกล้าฯ “ปิดประชุมรัฐสภา” สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483506

โปรดเกล้าฯ “ปิดประชุมรัฐสภา” สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2564

13 ก.ย. 2564

ราชกิจจานุเบกษา พระราชกฤษฎีกา พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “ปิดประชุมรัฐสภา” สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2564

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา “ปิดประชุมรัฐสภา” สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2564 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2564 ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 นั้น บัดนี้ จะสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 135 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ : – เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 121 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน และได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2564 กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งจะสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564 สมควรที่จะกำหนดให้ “ปิดประชุมรัฐสภา” สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ปิดประชุมรัฐสภา, ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ปิดประชุมรัฐสภา, ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

เคาะแล้ว 28 พ.ย. “วันเลือกตั้ง อบต.”ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483508

เคาะแล้ว 28 พ.ย. “วันเลือกตั้ง อบต.”ทั่วประเทศ

13 ก.ย. 2564

กกต.เคาะแล้ว 28 พ.ย. นี้กำหนด “วันเลือกตั้ง อบต.”ทั่วประเทศและกำหนดวันรับสมัครระหว่าง 11 – 15 ต.ค. เตรียมแจ้งผอ.กกต.จังหวัด ออกประกาศต่อไป

คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีมติเห็นชอบแผนจัดการเลือกตั้งและประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ “อบต.” โดยกำหนด”วันเลือกตั้ง”วันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 พร้อมกำหนด”วันรับสมัครเลือกตั้ง”ระหว่างวันจันทร์ที่ 11 ถึงวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : ครม. เคาะแล้ว “เลือกตั้ง อบต.”ก่อน กทม.-พัทยา

                            มหาดไทย ชง ครม. ไฟเขียว “เลือกตั้งท้องถิ่น” 

                            ส่อง “ทรงชัย” นายก อบต.ราชาเทวะ

                             สภาผู้แทนฯ ฉลุย ผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 65”

                          จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” 

โดยหลังจากนี้ กกต. จะประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2564 อย่างเป็นทางการตามแผนจัดการเลือกตั้ง โดยผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำ “อบต.” จะประกาศแจ้งให้ทราบถึง”วันเลือกตั้ง”และ”วันสมัครรับเลือกตั้ง”ต่อไป

นายกฯ ควงคู่ พล.อ.ประวิตร “โชว์หวาน” ออกสื่อ บอกกอดกันทุกวันตั้งแต่เด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483478

นายกฯ ควงคู่ พล.อ.ประวิตร “โชว์หวาน” ออกสื่อ บอกกอดกันทุกวันตั้งแต่เด็ก

13 ก.ย. 2564

นายกฯ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควงคู่ บิ๊กป้อม พล.อ. ประวิตร “โชว์หวาน”ออกสื่อฯ บอกกอดกันทุกวันตั้งแต่เด็ก ย้ำ ไม่ต้องเคลียร์ใจเพราะมองหน้าก็รู้ใจอยู่แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ กนช. ครั้งที่ 2 / 2564 ว่า เป็นการประชุมที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลพยายามทำให้เกษตรกรนั้นมีสิทธิ์ที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรจะต้องผลิตบนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย

โดย กนช.มีการตั้งมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนที่เป็นการแก้ไขที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งต้องเดินหน้าให้ประชาชนนั้นมีที่ดินทำกินพร้อมกับการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการที่มีโครงสร้างขึ้นมาใหม่ โดยขณะนี้รอเพียงการโปรดเกล้าฯ เพื่อการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้ครบทั้ง 76 จังหวัดให้ได้โดยเร็ว ทั้งฮาร์ดแวร์ อย่างที่ดินทำกิน และ ซอฟต์แวร์การค้าขายออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : นายกฯเปิด “กระเป๋า” โชว์สื่อ

                        : นายกฯ เดินหน้าปฏิรูป”ตำรวจ”

                     :  “ธรรมนัส” ไม่ขอรับใช้คนบางกลุ่ม

พล.อ.ประยุทธ์  ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ในช่วงนี้ว่า มีการเตรียมการไว้ตั้งแต่ในช่วงที่ผ่านมาแต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด ได้มีการพูดคุยผ่านระบบออนไลน์และสั่งการได้อยู่แล้ว

แต่วันนี้เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็จะเริ่มลงพื้นที่ซึ่งทุกคนก็ต้องปลอดภัยรวมถึงตนก็ต้องปลอดภัยเพราะไม่ได้อยากจะป่วยและไม่อยากกักตัว จึงต้องระมัดระวังอย่างดีที่สุด และตนยินดีที่จะไปเยี่ยมประชาชนโดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีปัญหาน้ำท่วม แต่ยังมีภารกิจอยู่จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีได้ลงไปในพื้นที่แล้วเพื่อดูแลประชาชน

ยืนยันว่ารัฐบาลทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ส.ส.ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและรับฟังปัญหาความต้องการจากประชาชนและต้องทำงานร่วมกันให้ได้ ส่วนเรื่องใดเป็นเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของสภาก็ให้เป็นเรื่องของส.ส.กับในสภาว่ากันไป

ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันเมื่อสักครู่ก็มีคนดักไปถามว่าผมเคลียร์กับพี่ป้อมแล้วหรือยัง ผมไม่จำเป็นต้องเคลียร์เพราะเห็นหน้ากันก็รู้ใจ ต่างคนต่างรู้ใจซึ่งกันและกัน ยืนยันไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นในการทำงาน

และขอให้การดำเนินการอะไรก็ตาม ขอให้เป็นเรื่องกติกาของระบอบประชาธิปไตยก็แล้วกัน อันไหนที่เป็นอำนาจนายกฯ ที่ผมสามารถทำได้ผมก็ทำของผม ซึ่งไม่มีวันที่จะไม่เข้าใจกัน ยืนยันอีกครั้ง

ถามว่าการลงพื้นที่ในช่วงนี้เตรียมพร้อมจะมีการเลือกตั้งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้เตรียม เพียงแต่ต้องการไปดูว่าในช่วงที่ผ่านมาเมื่อเราได้กำหนดนโยบายและอนุมัติงบประมาณแผนงานโครงการไปแล้ว ก็จะติดตามว่างบประมาณต่าง ๆ ลงไปสู่พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด

และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ยังต้องการตรงไหนบ้างผ่านส.ส.ทุกพรรค ยืนยันว่าเวลาตนไปไหนยินดีพบกับส.ส.ทุกพรรค เพราะถือว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นไม่ได้แยกว่าเป็นพรรคใดเพราะประชาชนเป็นคนเลือกทุกคนเข้ามาส่วนตนก็ต้องสนองตอบต่อประชาชน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเมืองให้เป็นเรื่องการเมืองส่วนการบริหารเป็นเรื่องนายกฯ

เมื่อถามว่าหมายความว่าต้องแยกกับเรื่องพรรคใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้แยก จะแยกกันได้อย่างไร ซึ่งตนก็ต้องฟังสภาและนโยบายก็ตอบสนองกับการเมืองอยู่แล้ว เพราะตอนตั้งรัฐบาลขึ้นมาก็มีนโยบายของภาครัฐออกไปรับฟังความคิดเห็นมาจากบรรดา ส.ส.ทั้งหมดรวมทั้งส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และนำไปสู่การขับเคลื่อน ดังนั้นในทางปฏิบัติแยกกันไม่ได้อยู่แล้ว

ส่วนจะไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเองหรือไม่  นายกฯกล่าวว่า ยังไม่คิดถึงตรงนั้น

เมื่อถามย้ำว่าไม่ได้ปฏิเสธใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงก็อย่าถามอะไรที่ดักหน้าดักหลังกับตน เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้นเวลานี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมมีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร ได้เข้าไปห้องพักรับรองโดยหารือกันประมาณ 10 นาทีก่อนพล.อ.ประยุทธ์ จะเดินจูงแขนออกมาส่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีถึงรถ

ซึ่งผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประยุทธ์  ถึงการโอบกอดโชว์หวานออกสื่อ นายกฯ กล่าวว่า ตนกอดทุกวันตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ส่วนที่ตัดชุดข้าราชการชุดใหม่นั้น เนื่องจากผอมลงไม่ได้เครียด จะเครียดเรื่องอะไรก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

“ทบ.”แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483429

“ทบ.”แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี

13 ก.ย. 2564

“ทบ. “แจงอีก มีกำหนดก”เคลื่อนย้ายกำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์” และยานพาหนะ ภายในวันที่ 14– 26ก.ย. 64 รอบนี้ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5  กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 เพื่อออกทำการฝึก

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 64  สำนักงานเลขานุการกองทัพบก แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์  ทบ. แจ้งเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และยานพาหนะ ภายในวันที่ 14– 26ก.ย. 64

"ทบ."แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี“ทบ.”แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี

กองทัพบก ชี้แจงว่า มีกำหนดการเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และยานพาหนะ ของกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน โดยกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5  กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 เพื่อออกทำการฝึกเป็นหน่วยกองร้อยทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ประจำปี 2564 ณ พื้นที่ฝึก ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี (ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19) ในวันที่ 14 ก.ย. 64 เวลา 06.00 น.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ทบ."แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี“ทบ.”แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี

โดยเป็นการเคลื่อนย้ายทางรถยนต์จาก กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 – ถ.แจ้งวัฒนะ – ถ.วิภาวดีรังสิต – ถ.พหลโยธิน – ถ.เลี่ยงเมืองสระบุรี ปลายทาง พื้นที่ฝึกศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี และเคลื่อนย้ายกลับ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1  ตามเส้นทางเดิม ในวันที่ 26 ก.ย. 64 

จึงขอแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ และขออภัยในความไม่สะดวก

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 64  สำนักงานเลขานุการกองทัพบกแผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์ ออกเอกสารแถลงการ เคลื่อนย้ายกำลังพล 

"ทบ."แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี“ทบ.”แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี

โดยระบุว่า  กองทัพบก กำหนดแจ้งเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และยานพาหนะ ของกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน โดยกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4  กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2เพื่อออกทำการฝึกเป็นหน่วยกองร้อยทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ประจำปี 2564 ณ พื้นที่ฝึกศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี (ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19)

"ทบ."แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี“ทบ.”แจงอีก เคลื่อนย้ายกำลังพล นำกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปฝึกที่ลพบุรี

กำหนดเคลื่อนย้าย ในวันที่ 14 ก.ย. 64 เวลา 05.00 น. เคลื่อนย้ายทางรถยนต์และทางรถไฟจาก กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 – ถ.ทหาร – สี่แยกประดิพัทธ์  – ย่านสินค้าพหลโยธิน – ถ.พหลโยธิน – ถ.เลี่ยงเมืองสระบุรี – สี่แยกพุทธบาท จ.สระบุรี

“จาตุรนต์” ยื่นฟ้อง “สนธิ” กับพวก 10 ล้าน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483420

“จาตุรนต์” ยื่นฟ้อง “สนธิ” กับพวก 10 ล้าน

13 ก.ย. 2564

“จาตุรนต์” มอบอำนาจนายกสมาคมทนายความยื่นฟ้องเเพ่งเรียก10ล้าน “สนธิ” กับพวก คดีละเมิดถูกกล่าวหาเป็นคนสั่ง กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ต้องสอนประวัติศาสตร์ ส่วนคดีอาญาเเจ้งความ ปอท.เเล้ว

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 64 นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าวันนี้ที่ศาลเเพ่ง ถนนรัชดาภิเษกตนได้ส่งทีมทนายความไปยื่นฟ้องในคดีที่ นาย “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบให้ตน และคณะทนายความยื่นฟ้อง นาย “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ 1, บริษัท เอนิวซัน จำกัด ที่ 2, นายกฤษณ์พงศ์ เกียรติศักดิ์ ที่ 3, บริษัท บลู สกาย แชนแนล จำกัด ที่ 4 ในข้อหาหรือฐานความผิด ละเมิด ไขข่าว พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท สืบเนื่องจากกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ดำเนินรายการ SONDHI TALK กล่าวหานาย “จาตุรนต์ ฉายแสง” ว่า “เป็นคนที่สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ต้องสอนวิชาประวัติศาสตร์อีกต่อไป” ซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้มีบุคคลอีกหลายกลุ่ม นำคลิปคำพูดของนายสนธิ ไปตัดต่อและเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย กล่าวหาโจมตีแพร่หลายเป็นวงกว้าง ซึ่งทำให้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้รับความเสียหาย ทั้งชื่อเสียงและความเชื่อถือทางการเมือง 

โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่   พ.4192/2564

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายนรินท์พงศ์ยังระบุอีกว่าในส่วนคดีอาญานั้น ก่อนฟ้องคดีแพ่งนี้นั้น เมื่อวันที่ 26ส.ค. ที่ผ่านมานาย “จาตุรนต์ ฉายแสง” ได้มอบให้ทนายความดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และพนักงานสอบสวน (บก.ปอท.) เพื่อให้ทำการสืบสวนสอบสวน

 ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ทำคลิปวีดีโอของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดังกล่าวออกเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย ในข้อหาหรือฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แล้ว ซึ่งคดีอาญาอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญากับบุคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต่อไป

ศุกร์นี้รู้กัน “ล่ารายชื่อ” ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแก้ไขรธน.ได้หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483423

ศุกร์นี้รู้กัน “ล่ารายชื่อ” ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแก้ไขรธน.ได้หรือไม่

13 ก.ย. 2564

ความพยายามในการ “ล่ารายชื่อ” ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่คืบหน้า หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ คาดวันศุกร์นี้ รู้ว่าจะส่งตีความได้หรือไม่

ศุกร์นี้รู้กัน "ล่ารายชื่อ" ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแก้ไขรธน.ได้หรือไม่ศุกร์นี้รู้กัน “ล่ารายชื่อ” ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแก้ไขรธน.ได้หรือไม่

นายแพทย์ ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เปิดเผยความคืบหน้า การล่ารายชื่อส.ส. เพื่อส่งประธานสภา พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ภายในวันพุธนี้ การร่างเงื่อนไขในการส่งตีความจะแล้วเสร็จ สามารถนำให้สมาชิกพิจารณาร่วมลงชื่อ เสนอประธานสภา พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-ประชุม “พลังประชารัฐ” ลุ้นปรับโครงสร้างพรรค 15กันยายนนี้

-“แก้รัฐธรรมนูญ”สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน

การรวบรวมรายชื่อส.ส. ต้องใช่เสียงสนับสนุน 48คน ขณะนี้ได้ประสานงาน ไปยังพรรคภูมิใจไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ และพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่นๆ โดยมีเสียงสนับสนุนในขณะนี้ มากกว่าสิบเสียงแล้ว เชื่อว่าภายในวันศุกร์นี้ จะทราบว่า มีเสียงสนับสนุน ตามเงื่อนไข 1ใน10 ของ ส.ส. หรือ ไม่

ในส่วนของวุฒิสภา หากจะมีการล่าชื่อ ในทำนองเดียวกัน ใช้เสียงน้อยกว่า ส.ส. เพราะ1ใน10 ของสว.ต้องการรายชื่อเพียง25คน เท่านั้น  

25 เเกนนำ “ไทยไม่ทน” ถูกส่งอัยการศาลเเขวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483414

25 เเกนนำ “ไทยไม่ทน” ถูกส่งอัยการศาลเเขวง

13 ก.ย. 2564

สน.นางเลิ้ง นำ 25 เเกนนำกลุ่ม”ไทยไม่ทน” ส่งอัยการศาลเเขวงยื่นฟ้องความผิด 4 ข้อหา เลขาฯครป.เผยยื่นร้องขอความเป็นธรรมเป็นการใช้สิทธิตาม รัฐธรรมนูญ คดีถูกฝ่ายการเมืองเร่งรัด ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ ยื่นขออัยการสั่งสอบเพิ่มไม่ฟ้องคดี

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 กันยายน 64 ที่สำนักงานอัยการพิเศษ คดีศาลแขวง 3 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน  

       พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ส่งตัวพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง  25 แกนนำ “ไทยไม่ทน”  ให้อัยการพิเศษศาลแขวง ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 15) ข้อ 3 ,ร่วมกันวาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นกีดขวางการจราจร ตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ.2522  ,ร่วมกันตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนพื้นถนน ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 รวมทั้งสิ้น 4 ข้อหา

สืบเนื่องจากการจัดชุมนุมสะพานผ่านฟ้า-ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 24, 26 มิถุนายน และ 3, 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

โดยรายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมดประกอบไปด้วย นายวีระ สมความคิด ,นายเมธา มาสขาว ,นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ,น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ ,นายจำนงค์ หนูพันธ์ ,นายไทกร พลสุวรรณ์ ,นายยศวริศ ชูกล่อม ,นายนันทพงษ์ ปานมาศ ,ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี ,นายณัทพัช อัคฮาด ,นายธนเดช ศรีสงคราม (ม่อน อาชีวะ) ,นายจอมพล รุ่งเรืองชูเลิศ ,นายเศวต ทินกูล ,นายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ,น.ส.กัญญารัตน์ บุญรีบส่ง, นายพราหมศักดิ์รพี พรหมชาติ ,นายวันเฉลิม กุนเสน ,นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง ,นายวรพล แกมขุนทด นายสุรเดช นาจำปา ,นายคุณานนท์ คุณานุวัฒน์ น.ส.วรัญญา ศิริปัญญา ,นายสุวรรณ์ อันสังข์ ,นายธนยศ ชินพันธุ์ และ น.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ 
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

​​​​​​​

นายเมธา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และแกนนำ “ไทยไม่ทน”ฯ กล่าวว่า ผมได้หนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการว่า หลังจากปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้ว ได้ให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรแก่พนักงานสอบสวนลงวันที่ 9 กันยายน2564 รวมถึงแนบภาพถ่ายการชุมนุมในวันดังกล่าวประกอบที่แสดงถึงข้อขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนโดยสิ้นเชิง และได้ขอให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 4 คน เพื่อประโยชน์แก่ผู้ต้องหา ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ให้เห็นความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมตามคำให้การ รวมถึงขอให้สอบหาข้อเท็จจริงว่าในการชุมนุมดังกล่าวมีประชาชนผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการชุมนุมตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงผู้ร่วมชุมนุมทั้งหมดในวันดังกล่าวมีมาตรการป้องกันการแพร่หรือการติดเชื้อโควิด-19เป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันก็ไม่พบว่าการชุมนุมนั้นเป็นเหตุให้มีการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19แต่อย่างใด  ทั้งยังเป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามรายละเอียดในคำให้การเพิ่มเติมที่อ้างถึง

แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบพยานเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ให้เห็นความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาแต่กลับเร่งรีบยื่นส่งสำนวนสอบสวนที่ขาดการพิสูจน์ความผิดให้พนักงานอัยการในวันนี้ รวมถึงในคดีอาญาเดียวกันทั้งหมดนั้น มีผู้ถูกตั้งข้อหาทั้งสิ้น 32 คน แต่พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ยังสอบผู้ต้องหายังไม่แล้วเสร็จและนำส่งสำนวนคดีทั้งสิ้นเพียง 25 คนเท่านั้น อีก 7 คนที่เหลือประกอบไปด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ,นายสมบูรณ์ ทองบุราณ นายเสกข์สืบพงศ์ วงศ์สมัก ,นายธนชาติ ไชยทองพันธ์ ,พ.ท.แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ,นายพงษ์พิสิษฐ์ คงเสนา และนายอานนท์ แม้นเพชร 

ซึ่งการเร่งรัดนำส่งคดีดังกล่าวทั้งที่ยังไม่แล้วเสร็จ น่าจะถูกฝ่ายการเมืองกดดันเร่งรัดดำเนินคดีประชาชน จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ครบถ้วนตามหลักการว่าด้วยการสอบสวนและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้ง ๆ ที่พนักงานสอบสวนยังสามารถรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ได้อีกมากเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันจะพิสูจน์ให้เห็นความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาได้ สมควรสั่งการให้สอบให้เสร็จสิ้นครบทุกคนเสียก่อนเพื่อรวมเป็นคดีเดียวกัน จึงขอความเป็นธรรมให้พนักงานอัยการได้ชะลอเวลาออกไปเพื่อความสมบูรณ์ของสำนวนสอบสวน และสั่งพนักงานสอบสวนให้สอบพยานเพิ่มเติมด้วย เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ถูกกล่าวหาโดยมิชอบ และพิสูจน์ว่าการพิจารณาการแจ้งความโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง อาจถือเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ผู้ร่วมชุมนุมทั้งหลายนั้น ไม่มีผู้ใดติดเชื้อโควิด -19 และไม่มีการสอบสวนหาผู้ติดเชื้อโควิด 19 ในที่ชุมนุมดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่า การร่วมชุมนุมและจัดการชุมนุมไม่ได้มีลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดหรือเป็นสาเหตุที่ก่อเกิดโรคโควิด-19 ดังที่ตั้งข้อหา รวมถึงการจัดให้มีการตรวจคัดกรองอุณหะภูมิ การนั่งรักษาระยะห่าง ตามภาพที่มอบให้พนักงานสอบสวนนั้น ขัดแย้งกับการตั้งข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การตั้งข้อหาต่อของคณะฯ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว และมีลักษณะที่เจตนาและจงใจที่จะให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้ต้องหาเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่นโดยมิชอบ และทำให้เสียเวลาพนักงานอัยการในการพิจารณาคดีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน  การสอบไม่ครบถ้วนกระบวนความ สอบผู้ต้องหาไม่ครบทุกคนและแยกสำนวนนำส่ง ทำให้คดีรกศาล รกสำนักงานอัยการ  เป็นภาระมากเกินจำเป็นในกระบวนการยุติธรรมทั้งในเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายของราชการที่มาจากภาษีของประชาชน 

หากพนักงานอัยการได้สั่งให้ทำการสอบสวนพยานบุคคลและพยานหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นโดยครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะได้ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ชี้ได้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และการดำเนินคดีนี้มิได้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะแต่ประการใด  ขอพนักงานอัยการได้โปรดมีคำสั่งไม่ฟ้องต่อไป

นอกจากนี้การเร่งรัดดำเนินคดีโดยอ้างจำนวนวันผลัดฟ้องไม่ถูกต้อง เพราะความจริงแล้ว พนักงานสอบสวนไม่ได้ถูกจำกัดโดยกำหนดเวลาผลัดฟ้องแต่อย่างใด เพราะตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. พิจารณาคดีศาลแขวง ใช้กับผู้ต้องหาที่ถูกจับเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหาดังกล่าวไม่ให้พนักงานสอบสวนถ่วงคดี อันเป็นการจำกัดอิสระเสรีภาพของผู้ต้องหา ไม่ใช้ผู้ต้องหาที่มอบตัวและไม่อยู่ในการควบคุมตัวเช่นพวกเรา และผู้จ้องหาคดีการเมืองแบบนี้ทุกคนจะต้องได้รับการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมขั้นพื้นฐาน อย่าผลักใสให้ผู้บริสุทธ์ต้องไปติดโควิด-19 ในคุก โดยรัฐยัดเยียดโรคติดต่อร้ายแรงให้ ทั้งๆ ที่พวกเขาป้องกันตนเองตลอดเวลาเพราะพึ่งพานโยบายรัฐบาลที่ล้มเหลวของรัฐบาลไม่ได้ จะต้องให้ประกันตัวแกนนำประชาชนทุกกลุ่มโดยเร็ว 

นอกจากนี้ ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พรก.ฉุกเฉินฯ ที่ใช้เป็นข้ออ้างละเมิดสิทธิ์ประชาชนโดยเฉพาะกับประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองโดยเร็วที่สุด ก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะถูกทำลายไปมากกว่านี้ และประกาศใช้เพียง พ.ร.บ.โรคติดต่อก็เพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขใหม่โดยแอบยัดใส้การนิรโทษกรรมความผิดฝ่ายการเมืองในการใช้อำนาจบริหารจัดการผิดพลาดด้วย เพราะจะต้องมีการรับผิดชอบทางกฎหมายในอนาคตตามระบบนิติธรรม

“พล.อ. ประวิตร” เผย คุย นายกฯ-อนุพงษ์ จบเเล้ว ยัน ไม่น้อยใจ ไม่ลาออก ทำงานต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483360

“พล.อ. ประวิตร” เผย คุย นายกฯ-อนุพงษ์ จบเเล้ว ยัน ไม่น้อยใจ ไม่ลาออก ทำงานต่อ

13 ก.ย. 2564

“พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เผย คุย นายกฯ-อนุพงษ์ จบเเล้ว ยัน ไม่น้อยใจ ไม่ลาออก ทำงานต่อ ส่วน ธรรมนัส ลาออกจากเลขา พปชร. หรือไม่ ให้สื่อถามเอง

“พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเนชั่นทีวี กรณีความขัดแย้งกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ได้พูดคุยกับ พลเอก ประยุทธ์ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามปกติทุกวัน เข้าใจกันดี ไม่มีความขัดแย้ง แตกแยก

เมื่อถามว่าไม่มีน้อยใจใช่หรือไม่ “พลเอก ประวิตร” ย้ำว่า ไม่มีน้อยใจอะไร

พร้อมระบุว่า สื่อเลิกออกข่าวสักทีว่า พี่น้อง 3 ป. ขัดแย้งกัน หรือตนน้อยใจจะลาออก ขอยืนยันว่าไม่มี ไม่ลาออกและทำงานต่อ

ถามย้ำว่าจะไม่ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ “พลเอกประวิตร” กล่าวว่า ไม่ลาออกแน่นอน ทำงานต่อ

ถามต่อว่า ได้คุยกับร้อยเอกธรรมนัส กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ แล้วหรือยัง “พลเอกประวิตร “กล่าวว่า คุยหมดแล้วไม่มีอะไร

ส่วนร้อยเอกธรรมนัส  จะลาออกจากเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ ขอให้ไปถาม ร้อยเอกธรรมนัส เอง
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :”พล.อ.ประวิตร”สั่งด่วนเร่งช่วยปชช.น้ำท่วม

                            “พล.อ.ประวิตร” ปัดนัดกินข้าว ส.ส.บอกไม่หิว

                           อย่าประมาท “3ป” สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นความจริง

“พลเอก ประวิตร” กล่าวย้ำว่า ตัวเองยังปกติดีทุกอย่าง เมื่อวันเสาร์ ก็ทานข้าวกลางวันกับเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 ได้ปกติ ซึ่งไม่ได้ทานข้าวด้วยกันนานแล้วตั้งแต่โควิดระบาดกินแล้วแล้วก็แยกย้ายกัน ไม่มีถามเรื่องการเมือง

ข่าว-เนชั่นทีวี

พท.เตรียมยื่นร่างกฎหมายลูกสมัยประชุมหน้า ชง”คนกับพรรคเบอร์เดียวกัน ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483356

พท.เตรียมยื่นร่างกฎหมายลูกสมัยประชุมหน้า ชง”คนกับพรรคเบอร์เดียวกัน “

12 ก.ย. 2564

เพื่อไทยเตรียมยื่นร่างกฎหมายลูกสมัยประชุมหน้าชง”คนกับพรรคเบอร์เดียวกัน “เชื่อกฎหมายเสร็จ นายกฯ ยุบสภา เพราะ พปชร. แตก-และแก๊งธรรมนัส พร้อมโหวตคว่ำกฎหมายการเงิน

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงมติวาระ 3 ของที่ประชุมร่วมรัฐสภาว่า เมื่อเปิดประชุมสภาสมัยที่ 2 ตั้งแต่ 1 พ.ย. 64 พรรคเพื่อไทย จะเสนอแก้ไขกฎหมายลูก หรือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้”คนกับพรรคได้เบอร์เดียวกัน”ทั่วประเทศ จะทำให้สะดวก ง่ายต่อการลงคะแนนของประชาชน ไม่เกิดความสับสน และบัตรเสียจะได้น้อยลง

ทั้งนี้ คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะใช้เวลาอย่างเร็ว 2-3 เดือน ในการกำเนินการ จากนั้นน่าจะมีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งต้นปีหน้า 

การวิเคราะห์นี้เป็นเพราะรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศต่อไปไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่มีเงินบริหารประเทศ เพราะเงินกู้ใกล้จะหมดแล้ว หากกู้เพิ่มต้องแก้กฎหมาย แล้วเสนอ พ.ร.ก. มาให้สภาเห็นชอบ

แต่ด้วยรัฐบาลมีเสียงไม่น่าเกิน 270 เสียง และเชื่อว่ากลุ่มกบฏที่นำโดยร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องคว่ำแน่นอน เนื่องจากมีเสียงในมือราว 40 เสียง และเมื่อเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน พลเอก ประยุทธ์ ต้องลาออกหรือยุบสภา แต่เชื่อว่าจะเลือกการยุบสภา

นอกจากนี้ การปรับร้อยเอกธรรมนัสและนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากรัฐมนตรี ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐ นายกฯ ต้องชี้แจงว่าปลดทำไม ซึ่งจากการร่วมงานในกรรมาธิการงบปี 65 ตนเห็นว่านางนฤมล เป็นคนเก่ง

ขณะเดียวกันขอให้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พิจารณาตัวเองด้วยการลาออก เพราะไม่สามารถปกป้องเลขาพรรคและเหรัญญิกพรรคได้ แต่ถ้ายังอยู่ต่อ ตนจะยื่นอภิปรายเรื่องเรือดำน้ำอีก

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : เพื่อไทย เตรียมลงโทษ “7 ส.ส. งูเห่า”

                      :จุรินทร์ ย้ำ นายกฯยังไม่ส่งสัญญาณ”ปรับ ครม.”

                   : “ทักษิณ” สะเทือน “ก้าวไกล” หักเพื่อไทย

ส่วนอนาคตพรรคเพื่อไทยจะจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่นั้น นายยุทธพงศ์ บอกว่า ส่วนตัวยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. มาเป็นอันดับ 1 อย่างน้อย 200 เสียง ซึ่งเรามีสิทธิเลือกจับมือกับใคร และมีความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนพรรคเพื่อไทย จะรับร้อยเอก ธรรมนัส กลับมาอยู่กับพรรคหรือไม่นั้น ขณะนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ยังไม่ติดต่อมา จึงยังพูดอะไรไม่ได้ อีกทั้ง พลเอก ประวิตรบอกว่า ร้อยเอก ธรรมนัส ยังเป็นเลขาฯพลังประชารัฐ อยู่ 

คลัง รับคำสั่ง นายกฯ เปิดลงทะเบียน”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”รอบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483337

คลัง รับคำสั่ง นายกฯ เปิดลงทะเบียน”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”รอบใหม่

12 ก.ย. 2564

โฆษกรัฐบาล เผย คลังตอบรับข้อสั่งการนายกฯ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”รอบใหม่ ครอบคลุม กลุ่มตกหล่น ขณะที่ยอดใช้จ่ายมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐหลังปรับมาตรการพุ่งเกือบ 7.5 หมื่นล้าน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทบทวนโครงการ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนให้ทั่วถึง

โดยความคืบหน้ากระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)อยู่ระหว่างวางหลักเกณฑ์ เปิดลงทะเบียน”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมพิจารณาก่อน

โดยการลงทะเบียนรอบใหม่ จะเปิดให้ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์เข้ามาลงทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะมีกลุ่มตกหล่นจากมาตรการของรัฐที่ผ่านมาที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น กรณีไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถเข้าร่วมบัตรคนจนได้อีกกว่า 2 ล้านราย

ขณะเดียวกันผู้ได้รับสิทธิ์เดิมมี 13.65 ล้านคน ยังต้องมาลงทะเบียนใหม่ เพราะกระทรวงการคลังจะมีการปรับเงื่อนไขผู้ได้รับสิทธิ์ ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่นี้ จะช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง: เช็กวิธีลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

                       :”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม่ 

                      : ครม. สั่งเร่งจ่ายเงิน”เยียวยานักเรียน 2,000″ 

สำหรับมาตรการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งโครงการคนละครึ่งเฟส 3 เพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษนั้น

หลังจากผู้ประกอบการเริ่มทยอยเปิดกิจการร้านอาหาร รวมถึงร้านค้าต่าง ๆ ตามเงื่อนไข COVID-Free Setting ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นที่จะออกมาใช้จ่ายมากขึ้นภายใต้การป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาล Universal Prevention อย่างระมัดระวังสูงสุด

ทำให้ยอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม รวม 38.77 ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 74,910.1 ล้านบาท

แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 24.08 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 64,660.8 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 32,877.1 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 31,783.8 ล้านบาท

2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 73,464 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 1,986 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 70 ล้านบาท

3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.52 ล้านคนยอดใช้จ่ายสะสม 7,668.6 ล้านบาท

และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.10 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 524.7 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังพร้อมโอนวงเงินคนละครึ่งรอบที่ 2 1,500 บาทในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเชื่อมกับระบบ Platform Delivery ได้ต่อไป

โดยผู้ที่ใช้จ่ายวงเงิน 1,500 บาทในรอบแรก ( 1 ก.ค.-30 ก.ย. 2564)ไม่หมด สามารถนำไปทบในรอบ 2 ได้ ไม่ถูกตัดสิทธิ์และใช้จ่ายได้จนถึง 31 ธ.ค. 2564

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนทุกกลุ่ม เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนโดยตรงและเร็วที่สุด เร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทยทุกคนอย่าให้ตกหล่น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลัง