ไทยสร้างไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ชู “หญิงหน่อย” บัญชีนายกฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483182

ไทยสร้างไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ชู “หญิงหน่อย” บัญชีนายกฯ

11 ก.ย. 2564

โภคิน พลกุล ประกาศพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ชู “หญิงหน่อย” บัญชีนายกฯของพรรคไทยสร้างไทย ชี้ ยังไม่มีปัจจัยใดที่นายกฯจะยุบสภา แต่ประชาชนจะเสื่อมศรัทธาลง ศรัทธาลง

ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พรรคไทยสร้างไทย รศ.โภคิน พลกุล ยืนยันความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งไม่ว่าระบบเลือกตั้งเป็นอย่างไร

หลังรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่าง รธน.บัตรเลือกตั้งบัตร2ใบ ส.ส.เขต 400 เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปประชาชนจะให้บทเรียนกับคนที่คิดแบบเก่าว่า พรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบเพราะมีอำนาจ มีเงินอิทธิพลบารมี แต่ประชาชนจะเลือกคนที่ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชน

พร้อมกล่าวถึงระบบเลือกตั้งในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามร่างที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม อาจทำให้พรรคการเมืองพรรคเล็กลำบาก และไม่ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร เช่น หากแต่พรรคเล็กได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดเอาไว้

นายโภคิน ได้เปิดเผยถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือ”หญิงหน่อย”

และหลังจากนี้พรรคพร้อมเปิดรับบุคคลทุกรุ่นทุกกลุ่มเข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยสร้างไทย ทั้งคนรุ่นใหม่ สตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบการเมืองรุ่นใหม่ 
 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง :”คุณหญิงสุดารัตน์ “เสนอ 3 ข้อสู้โควิด

                           :พรรคไทยสร้างไทย ยื่นฟ้องรัฐบาล 

                          :ไชยันต์ ท้า “นายกฯ” เปิดบัญชีทรัพย์สิน

ทั้งนี้นายโภคิน ปฏิเสธให้ความเห็นกรณีเสถียรภาพรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกปลดจากตำแหน่ง ซึ่งไม่มีการหารือการร่วมงานกันทางการเมือง

แต่เชื่อว่าขณะนี้รัฐสภามีความมั่นคง ยังไม่มีปัจจัยใดทางการเมืองที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ขณะเดียวกันประเมินว่าความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนในการบริหารประเทศจะเสื่อมลง 

ไชยันต์ ท้า “นายกฯ” กล้าปลด 2 รมช. ก็ต้องกล้าเปิดบัญชีทรัพย์สินตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483157

ไชยันต์ ท้า “นายกฯ” กล้าปลด 2 รมช. ก็ต้องกล้าเปิดบัญชีทรัพย์สินตัวเอง

11 ก.ย. 2564

อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ไชยันต์ ไชยพร เรียกร้องให้ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกฯ” และ รมว.กลาโหม เปิดบัญชีทรัพย์สินฯ เพื่อความสง่างามและได้ใจประชาชน กฎหมายไม่บังคับให้เปิดแต่เปิดเองเลย นักเลงตัวจริง เปรียบเทียบ กล้าปลด 2 รมช. ก็ต้องกล้าเปิดบัญชีทรัพย์สินตัวเอง

ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล้าเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯ หลังจากดำรงตำแหน่ง “นายกฯ” มา 2 สมัย โดยเปรียบเทียบว่า กล้าที่จะปลดรัฐมนตรีช่วยถึง 2 คน บัญชีทรัพย์สินของตัวเองก็ต้องกล้าเปิด

ทั้งนี้อาจารย์ไชยันต์  พาดหัวในข้อความที่โพสต์ว่า  กล้าปลดก็ต้อง กล้าเปิด  

ลุงตู่ “กล้า” ปลด รมช ถึง 2 คน ทั้งที่การทำงานของทั้งสองไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
                                                                   

ถ้าเช่นนั้นเพื่อความสง่างามและได้ใจพี่น้อง ลุงตู่ ควรกล้าและ สมัครใจเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีจริยธรรมทางการเมือง กฎหมายไม่บังคับให้เปิดแต่เปิดเองเลย ใจนักเลงตัวจริง

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ  มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ให้ความสำคัญมากกับเรื่องนี้ มีการศึกษาอนุกฎหมายและปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 กับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ อาจจะไม่ตรงกัน

สำหรับกฎหมาย ป.ป.ช.การบอกให้ยื่นเป็นหลักฐานคือ ให้ยื่นเป็นหลักฐาน แม้แต่กรรมการ ป.ป.ช. จะไปตรวจยังทำไม่ได้ เพราะเมื่อยื่นเป็นหลักฐาน เรามีหน้าที่เก็บ แต่ถ้ามีคนมาร้องเมื่อไหร่จึงจะเข้าไปตรวจได้

และกรณีนี้ไม่ได้มีแค่ของพล.อ.ประยุทธ์ และนายวิษณุ แต่มีคนยื่นเป็นหลักฐานลักษณะนี้อีกจำนวนมากโดยเจ้าหน้าที่เก็บไว้  ป.ป.ช. ไม่สามารถเปิดเผยได้ ถ้าเปิดเผยเราอาจถูกดำเนินคดีได้เหมือนกัน

ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติว่าเราไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะไปเปิดเผยสำหรับกรณียื่นเป็นหลักฐาน และมีมติให้แจ้งไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยฯเพื่อให้ทราบว่า การตีความกฎหมายของคณะกรรมการวินิจฉัยฯกับกฎหมายของ ป.ป.ช. มีบทบัญญัติที่แตกต่างกัน และเรามีความรับผิดชอบทางอาญาที่เกี่ยวข้อง

จุรินทร์ ปัดตอบส่ง ดร.สุชัชวีร์ ชิง “ผู้ว่า กทม.” เคาะชื่อมาแล้ว 6 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483139

จุรินทร์ ปัดตอบส่ง ดร.สุชัชวีร์ ชิง “ผู้ว่า กทม.” เคาะชื่อมาแล้ว 6 เดือน

11 ก.ย. 2564

จุรินทร์ ปัดตอบส่ง ดร.สุชัชวีร์ ชิง “ผู้ว่า กทม.” บอกยังไม่ถึงเวลา เผย เคาะชื่อมาแล้ว 6 เดือน มั่นใจ เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่กว่าทุกคนที่เคยเปิดชื่อ ย้ำ มีศักยภาพนำพาชาว กทม.มีความสุข

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึง กระแสข่าวพรรคประชาธิปัตย์ ดึง ดร.เอ้-ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ลงสมัคร “ผู้ว่า กทม.” ในนามพรรคว่า

พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสำคัญกับพื้นที่ กทม. และยืนยันว่าส่งผู้สมัครแน่นอน พร้อมตัดสินใจเลือกตัวผู้สมัครแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มีข้อตกลงกับผู้สมัครเสร็จสิ้นแล้วแต่ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการ เพราะขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการเลือก”ผู้ว่า กทม.” 


ทั้งนี้ย้ำว่า ไม่ใช่ความลับอะไร ส่วนชื่อที่ออกมาตนยังไม่ขอตอบ ขอรอเวลาที่เหมาะสม และขณะนี้ได้มอบหมายให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและทีมงานหารือข้อสรุปร่วมกันว่า ควรประกาศตัว เมื่อไหร่ อย่างไร 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง:นิด้าโพล ชู”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั่ง”ผู้ว่าฯกทม.”

                        : “ชัชชาติ” ปฏิเสธข่าวลือถอนตัวชิงผู้ว่าฯกทม.   

                        :จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.”

นายจุรินทร์ ย้ำอีกว่า “ผู้สมัครผู้ว่า กทม.”ของพรรค เป็นนักบริหารรุ่นใหม่กว่าทุกคนที่เคยประกาศชื่อมาและมั่นใจได้ว่าเป็นคนที่มีศักยภาพ มีผลงานด้านการบริหารจัดการเป็นที่ประจักษ์ มีศักยภาพที่จะนำพากรุงเทพไปสู่เมืองที่ทันสมัยและทำให้ประชาชนชาวกรุงเทพมีความสุข 

โพลชี้ สาเหตุคนเบื่อ”ม็อบ”รายวัน หนุน ตร. ใช้กม.จัดการเด็ดขาด เอาผิด ไอ้โม่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483116

โพลชี้ สาเหตุคนเบื่อ”ม็อบ”รายวัน หนุน ตร. ใช้กม.จัดการเด็ดขาด เอาผิด ไอ้โม่ง

11 ก.ย. 2564

โพลชี้คนส่วนใหญ่เบื่อหน่าย”ม็อบ”ชุมนุมรายวันใช้แต่ความรุนแรง หนุนตร.ใช้กม.จัดการเด็ดขาดเอาผิดผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา  ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล(SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “เสียงประชาชนต่อม็อบที่รุนแรง”
กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน1,002 ตัวอย่าง

ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-10 ก.ย.64 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.0 ระบุการชุมนุมเริ่มไม่มีความชัดเจนและไม่เห็นมีประโยชน์อะไรต่อส่วนรวม

ร้อยละ 96.1 ระบุมีกลุ่มการเมืองเชื่อมโยงแกนนำ แตกกลุ่มย่อยสาขาชักชวนคนมาเคลื่อนไหว สร้างเงื่อนไขความรุนแรงและขยายผลปั่นกระแสผ่านเครือข่าย

ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ต้องการให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการเด็ดขาดหยุด”ม็อบ”รุนแรง ละเมิดคุกคามเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเดือดร้อน ส่งผลผู้ไม่เกี่ยวข้องบาดเจ็บ ทำลายทรัพย์สินส่วนรวม

ร้อยละ 97.0 ต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงเห็นความสำคัญกับการรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองและความปลอดภัยของประชาชนส่วนรวมมากกว่าโดยให้เด็ดขาดจับกุมต้นตอผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุน อาวุธ และปลุกปั่นม็อบ

ร้อยละ 96.5 รู้สึกเบื่อหน่าย”ม็อบ”ปิดพื้นที่และปิดถนนใช้ความรุนแรง สร้างความเดือดร้อนประชาชนรายวัน

ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 ระบุ ควรเปิดพื้นที่รับฟัง พูดคุยกับ”กลุ่มม็อบ”ที่ชุมนุมอย่างสงบ ร่วมแก้วิกฤตชาติในทางสร้างสรรค์

ร้อยละ 97.9 ระบุมีความพยายามใช้ความรุนแรงของ”ม็อบ”และขยายผลบิดเบือนปั่นกระแสทำลายความรู้สึก ความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน

ร้อยละ 97.6 ขอให้กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลัง“ม็อบ” หยุดทำลายความเชื่อ
มั่นของประชาชน ที่ต้องการเห็นการเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

ร้อยละ 96.7 สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเต็มรูปแบบ

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง: “เตือนภัยสื่อ”รายงานข่าวม็อบดินแดง 

                           “ม็อบ”ทะลุฟ้า ปาสีชมพูใส่ป้ายตร. 

                          “ม็อบ”สิบทิศ ไล่ประยุทธ์-ทุบเพดาน

โพลชี้ สาเหตุคนเบื่อ"ม็อบ"รายวัน   หนุน ตร. ใช้กม.จัดการเด็ดขาด เอาผิด ไอ้โม่งโพลชี้ สาเหตุคนเบื่อ”ม็อบ”รายวัน หนุน ตร. ใช้กม.จัดการเด็ดขาด เอาผิด ไอ้โม่ง

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ภาพรวมโพลสะท้อนชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและเบื่อหน่ายกับการเคลื่อนไหวรวมกลุ่มชุมนุมที่เริ่มไม่มีความชัดเจน มีการแตกกลุ่มสาขาย่อยใช้อาวุธนำสู่ความรุนแรง สร้างเงื่อนไขปั่นกระแสทำลายภาพลักษณ์รัฐบาลและประเทศ สร้างความเดือดร้อนรายวันกระทบประชาชนในพื้นที่และผู้สัญจรไปมา

โดยส่วนใหญ่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ขณะเดียวกันส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟัง พูดคุยร่วม
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจปากท้อง ไม่ต้องการให้ใครมาทำลายความหวังความเชื่อมั่น โดยสนับสนุนและต้องการให้รัฐบาล เดินหน้าแก้ปัญหาวิกฤตโควิดอย่างจริงจังและตรงจุด นำสู่การเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจและปากท้องเต็มรูปแบบ

“กห.” สั่งทหาร-ตำรวจ เตรียมปรับแผนหนุนมาตรการเชิงรุกควบคุมโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483113

“กห.” สั่งทหาร-ตำรวจ เตรียมปรับแผนหนุนมาตรการเชิงรุกควบคุมโรค

11 ก.ย. 2564

“กระทรวงกลาโหม” สั่งทหาร-ตำรวจ เตรียมปรับการสนับสนุนมาตรการเชิงรุกควบคุมโรค และรับกับสถานการณ์ชายแดนหลังฤดูฝน ที่อาจมีความซับซ้อนมากขึ้น

พล.ท.คงชีพ  ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่าตามที่ พล.อ.ชัยชาญ  ช้างมงคล รมช.กห.และ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัด กห. ประชุมติดตามการสนับสนุนรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ร่วมกับ กอ.รมน. นขต.กห. เหล่าทัพ และ ตร. ผ่านระบบ VTC ณ ศาลาว่าการกลาโหม นั้น โดย พล.อ.ชัยชาญ ย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้แสดงความขอบคุณฝ่ายความมั่นคง ทหารและตำรวจ ที่สนับสนุนการแก้ปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างแข็งขัน พร้อมกำชับนโยบาย นายกรัฐมนตรี และ รมว.กห.ให้ กอ.รมน. รวมทั้งทุกเหล่าทัพและตำรวจ ยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์และไม่ประมาทในการทำหน้าที่  

พร้อมทั้งให้เตรียมปรับการสนับสนุนตามมาตรการควบคุมโรคเชิงรุกของ ศบค.ที่กำหนด และให้ประสานเตรียมวางแผนสนับสนุน กระทรวงสาธารณสุขเมื่อมีการปรับใช้กฎหมายปกติในการควบคุมโรค หากยกเลิกกฏหมายพิเศษควบคุมโรคปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังให้คงความเข้มงวดติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนที่ยังมีการลักลอบเข้าเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ในสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดรุนแรงในภูมิภาค โดยเฉพาะเตรียมรับกับสถานการณ์ชายแดนด้านประเทศเมียนมา ที่อาจมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสิ้นฤดูฝน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ พล.ท.คงชีพ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามชายแดน ว่า จากปัญหาเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านและความต้องการแรงงานเถื่อนของผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคง ทหารตำรวจ ยังคงตรวจพบและจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองตามชายแดนและพื้นที่ชั้นในได้ต่อเนื่อง ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 4,500 ราย โดยตั้งแต่ 1- 9 ก.ย.64 จับกุมได้ 2,182 ราย ส่วนใหญ่พบชาวกัมพูชาและลาวมากขึ้น 

การสนับสนุนป้องกันและควบคุมโรค ฝ่ายความมั่นคง ยังคงบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับขอความร่วมมือประชาชน ร่วมปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่ ศบค.กำหนดในการควบคุมการเคลื่อนย้ายและรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ทั้งการตั้งจุดตรวจตามเส้นทางและการตรวจเชิงรุกตามชุมชน โดยยังพบความเสี่ยงการรวมกลุ่มดื่มสุรา มั่วสุมเสพยาและเล่นการพนันต่อเนื่อง 

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่พบปริมาณผู้ติดเชื้อลดลงและผู้ป่วยหายกลับบ้านมากขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลหลักและ โรงพยาบาลสนามของทุกเหล่าทัพ 38 แห่ง 7,578 เตียงมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเริ่มมีเตียงว่างพอสำหรับผู้ป่วยในระดับต่างๆมากขึ้น ส่วนรพ.สนามศูนย์คัดกรองในพื้นที่สโมสรของทุกเหล่าทัพและ ตำรวจยังคงเปิดบริการตรวจคัดกรองและรักษาประชาชน พร้อมทั้งยังคงสนับสนุนจัดตั้งจุดบริการดูแลประชาชนในชุมชนและจัดสร้างพื้นที่แยกกักตัวในชุมชน ( CI )  จำนวน 51 แห่ง รวม 3,178 เตียงในหน่วยทหาร ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม ทุกเหล่าทัพ

“นิพนธ์” สั่งทำแผนแม่บท แก้ปัญหาน้ำท่วม จังหวัดสงขลา ทั้งระบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483111

“นิพนธ์” สั่งทำแผนแม่บท แก้ปัญหาน้ำท่วม จังหวัดสงขลา ทั้งระบบ

11 ก.ย. 2564

“นิพนธ์” ระดมสมองแก้ปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา พร้อมสั่งทำแผนแม่บท แก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบ ก่อนลงพื้นที่ดูปภ.เคลียร์เส้นทางระบายน้ำรับมือมรสุม ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมของทุกปี

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 โดยมีนายวงศกร นุ่นชูคันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายนิพนธ์ กล่าวว่า จังหวัดสงขลาถือเป็นจังหวัดที่มีฝนตกค่อนข้างดีจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของภาคใต้ และได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย ทำให้จังหวัดนี้มีฝนตกมากและยาวนาน 

โดยเฉพาะเดือนตุลาคมถึงธันวาคม การเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในห้วงระยะเวลาดังกล่าวโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา ตั้งแต่พื้นที่ราชภัฏสงขลา และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนแนวกาญจนวนิชไปจนถึงห้าแยกน้ำกระจาย อำเภอเมืองสงขลา และพื้นที่เกี่ยวข้อง 

นายนิพนธ์ บุญญามณี  ลงพื้นที่ดูปภ.เคลียร์เส้นทางระบายน้ำรับมือมรสุม ที่เทศบาลตำบลพะวง จ.สงขลานายนิพนธ์ บุญญามณี ลงพื้นที่ดูปภ.เคลียร์เส้นทางระบายน้ำรับมือมรสุม ที่เทศบาลตำบลพะวง จ.สงขลา

“จึงมีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และจากการติดตามความคืบหน้าในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินแผนการขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะสามารถรองรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝนได้เป็นอย่างดี”นายนิพนธ์ กล่าว

โดยจังหวัดสงขลาได้ดำเนินโครงการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา อาทิ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ราชภัฏสงขลา และบริเวณใกล้เคียง ตลอดแนวถนนกาญจนวนิชไปจนถึงห้าแยกน้ำกระจาย และพื้นที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้กลุ่มแผนงาน/โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น : ระดับพื้นที่ของจังหวัดสงขลา, โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำเดิมบนทางหลวงหมายเลข 407 (หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา)

 โดยเพิ่มขนาดท่อระบายน้ำและก่อสร้างอาคาร ระบายน้ำเชื่อมต่อกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในซอยกาญจนวนิช 13 เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองสำโรง, โครงการปรับปรุงคลองสิ่งแวดล้อมบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อระบายน้ำในช่วงฤดูฝน โครงการขุดลอกคลองตอเตี้ย คลองน้ำกระจาย คลองบางดาน และคลองหมู่ที่ 5 สายกลางบ้าน (พะวง) 

การสูบโคลนจากบ่อพักอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการล้างท่อ/คูระบายน้ำบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดแนวถนนกาญจนนิชไปจนถึงห้าแยกน้ำกระจาย และพื้นที่เกี่ยวข้อง, การสำรวจท่อลอดทางเข้าสำนักงาน/อาคารบ้านเรือนให้ได้มาตรฐานกรมทางหลวงเพื่อรองรับการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ นายนิพนธ์ ยังได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้จัดทำแผนแม่บทเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดสงขลาทั้งระบบ อีกด้วย

จากนั้นนายนิพนธ์ รมช.มหาดไทย  และคณะลงพื้นที่สำรวจและเตรียมความพร้อมในการขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำในคูคลองในพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลพะวง พื้นที่บริเวณห้าแยกน้ำกระจาย และพื้นที่ใกล้เคียง

โดยมี ผอ.ปภ เขต12 หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยแขวงทางหลวงสงขลาที่ 1 ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

 สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อป้องกันอุทกภัยในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง และบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่งมขังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำระบายลงสู่คลองสายหลักได้ยาก 

จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จึงต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อให้น้ำระบายลงสู่คลองสายหลักได้ง่าย รวดเร็ว และพร้อมรับกับฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

ต่อ “เคอร์ฟิว” คง 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ถึง 30 ก.ย. ราชกิจจานุเบกษาประกาศแล้ว #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483080

ต่อ “เคอร์ฟิว” คง 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ถึง 30 ก.ย. ราชกิจจานุเบกษาประกาศแล้ว

10 ก.ย. 2564

ราชกิจจานุเบกษา ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 33) ต่อ “เคอร์ฟิว” คง 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ถึง 30 ก.ย.

ต่อ “เคอร์ฟิว” คง 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ถึง 30 กันยายน 2564 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 33) ความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นคราวที่ 13 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 นั้น

เพื่อเป็นการบังคับใช้บรรดามาตรการตามข้อกำหนดที่ได้ประกาศไว้แล้วต่อเนื่องไปให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่รัฐบาลและพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าควบคุมและบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ฝ่ายสาธารณสุขและหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงได้ประเมินผลและความเหมาะสมของมาตรการต่าง ๆ เสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เพื่อพิจารณา

โดยพนักงานเจ้าหน้าที่คงจำเป็นต้องติดตามกำกับดูแลทั้งบุคคล สถานที่ การดำเนินกิจการและกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนบริการวัคซีน รวมทั้งการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติตนสำหรับการดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคในระยะยาว เช่น มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 แนวใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย (Smart Control and Living with COVID-19) มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID-19)  หรือมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID-Free Setting) ที่จะบังคับใช้ในอนาคต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลายตามคำแนะนำของ ศบค. ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การกำหนดพื้นที่สถานการณ์จำแนกตามเขตพื้นที่จังหวัด ให้การกำหนดระดับของพื้นที่สถานการณ์เพื่อการบังคับใช้มาตรการควบคุมแบบบูรณาการ จำแนกเป็น พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และ พื้นที่ควบคุม ตามบัญชีรายชื่อจังหวัดแนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 11/2564 ลงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ยังคงบังคับใช้ต่อไป

เคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

เคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

เคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ข้อ 2 การขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเพื่อการควบคุมสถานการณ์ของการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดตามการประเมินของฝ่ายสาธารณสุข จึงให้บรรดามาตรการ ข้อห้าม ข้อยกเว้น และข้อปฏิบัติสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามที่กำหนดที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า ได้แก่ การห้ามออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00 นาฬิกา ถึง 04.00 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค มาตรการควบคุม
แบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด การใช้เส้นทางคมนาคมเพื่อการเดินทางข้ามจังหวัด การขนส่งสาธารณะ และการปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำการของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและเอกชนอย่างเต็มความสามารถที่จะทำได้ รวมถึงบรรดามาตรการ หลักเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้กำหนดขึ้นภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าวยังคงใช้บังคับต่อไป จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

เคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเคอร์ฟิว, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

โพสต์เจ็บ”เอ่ยถึงใคร”อดีตรองหน.”พรรคกล้า”ชี้บทเรียนคนพ้นตำแหน่งรมต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483058

โพสต์เจ็บ”เอ่ยถึงใคร”อดีตรองหน.”พรรคกล้า”ชี้บทเรียนคนพ้นตำแหน่งรมต.

10 ก.ย. 2564

พงศ์พรหม ยามะรัต”โพสต์”เจ็บ “เอ่ยถึงใคร” ขอให้ดูกรณีสองรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งทำให้นึกถึงบุคคลหนึ่งมีดีกรีนักวิชาการประจบสอพลอชอบแทงหลังคนมีบุญคุณ

ควันหลง.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์  พ้นตำแหน่งรมช.แรงงาน ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ทั้งอนาคตทางการเมืองของคนเหล่านี

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 10 กันยายน  64  นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า ได้โพสต์ข้อความลงเพจส่วนตน Pongprom Yamarat  ด้วยการสะท้อนมุมมองเรื่องราวของคน “โดนไล่ออก” และ “กฏแห่งกรรม” มีจริง 

โพสต์เจ็บ"เอ่ยถึงใคร"อดีตรองหน."พรรคกล้า"ชี้บทเรียนคนพ้นตำแหน่งรมต.โพสต์เจ็บ”เอ่ยถึงใคร”อดีตรองหน.”พรรคกล้า”ชี้บทเรียนคนพ้นตำแหน่งรมต.นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า

ทั้งนี้ นายพงศ์พรหม โพสต์เนื้อหาไว้อย่างมีนัยยะดังนี้ 

ขอพูดถึงความในใจถึง “คนโดนไล่ออก”
สิ่งที่ผมเห็นคือ “กฏแห่งกรรมมีจริง”
แล้วผมไม่ได้พูดถึง “ผู้ชาย” นะครับ ผมพูดถึง “ผู้หญิงคนนึง”

ผมว่า “ผู้ชาย” เป็นนักการเมือง ก็ต้องว่ากันไปตามเกมส์การเมืองแบบไทยๆไป ที่ผมเองก็ไม่เห็นด้วยนัก
แต่ “ผู้หญิงคนนึง” นี่สิครับ ที่ผม “ถอนหายใจ” และ “อโหสิกรรม” ให้

นายพงศ์พรหม โพสต์ข้อความต่อไปว่า 

เน้นนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงใครเป็นพิเศษ
ผมแค่พูดถึงผู้หญิงคนนึงที่ชอบ “หักหลัง” และ “เหยียบหัว” พวกพ้อง แค่ให้ตัวเองเป็นใหญ่
ปกติผมไม่ว่าใครเป็นการ “ส่วนตัว” บนโซเชียลมีเดีย
แต่ผมเคยพูดถึง “ผู้หญิง” คนนี้มาแล้วครั้งนึง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ผู้หญิงคนนึงที่ชอบทรยศคนรอบข้าง
โจรเดินมาแล้วบอกว่าโจร ผมรับได้
คนดีเดินมาบอกว่าจะไม่ทำชั่ว ก็ยิ่งดี
ทำงานไป ขอเงินไป ผมโอเคนะ คนต้องอยู่ต้องกิน ขอแค่โปร่งใส พูดตรงๆ

แต่คนเดินมา พูดอย่างทำอย่าง
กูอยากดีอยากเด่น ไม่สนหัวใครถ้าไม่ใหญ่โต
คนเก่ง คนดี คนไม่มีเงิน กูไม่เห็นหัว


ยิ่งคนจนนี่ ไม่เห็นในสายตา


นั่งประชุมกัน ถ้าไม่จบ Harvard ถ้าไม่ใช่นายพล ถ้าไม่ใช่เจ้าของธุรกิจพันล้าน กูไม่ยิ้ม กูไม่ฟัง กูไม่สนหัว


แต่ถ้าใหญ่โตมา ท่าทางมีผลประโยชน์ให้ กูพร้อมจะเอาดีกรีนักวิชาการไปหลอกประจบสอพลอเพื่อความก้าวหน้าตัวเอง
แทงหลังคนมีบุญคุณ ทรยศสิ่งที่บอกว่าจะช่วยกันพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้คนไทยได้เท่าเทียม


พอไปหานายใหม่ เจอพรรคพวกใหม่ๆ เห็นโอกาสใหม่ สันดานเดิมก็กลับมาอีก


คราวนี้เล่นใหญ่จะไปแทงหลังคนใหญ่ขึ้นไปอีก
เลยโดนซะ

ความไม่ลงรอยทางการเมืองของ “ผู้ชายคนนึง” ผมกลับไม่ว่าอะไรเลย นักเลงต่อยกันมันเป็นเรื่องธรรมดา
แต่การ “แทงหลังคน” “ซ้ำๆ” ของผู้หญิงคนนึง แบบนี้ไม่ใช่นักเลง

แต่เป็นคนเลว สันดานทรยศ เป็นงูพิษ
สมน้ำหน้าครับ

ปล.เน้นนะครับว่าผมไม่ได้พูดถึงใครเป็นพิเศษ อย่าโยงไปเรื่องคนโดนปลดเมื่อวานนะ

โพสต์เจ็บ"เอ่ยถึงใคร"อดีตรองหน."พรรคกล้า"ชี้บทเรียนคนพ้นตำแหน่งรมต.โพสต์เจ็บ”เอ่ยถึงใคร”อดีตรองหน.”พรรคกล้า”ชี้บทเรียนคนพ้นตำแหน่งรมต.

อนึ่ง นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า เป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ  เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเทคโนโลยี ที่พาบริษัทไทยไปคว้ารางวัลระดับโลก พร้อมผลักดันนวัตกรรมไทย ให้เกิดขึ้นจริง 

ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม”ยื่นลาออก”ประจำสำนักเลขานายกฯตาม”ธรรมนัส” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483034

ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม”ยื่นลาออก”ประจำสำนักเลขานายกฯตาม”ธรรมนัส”

10 ก.ย. 2564

“ธรรมนัส”โดนปลด จุ๊บจิ๊บจึงต้องขอลา เตรียม”ยื่นลาออก”จากตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตาม”ธรรมนัส “อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ (ชมภาพ)

ภายหลังมีราชกิจจานุเบกษาให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นางนิรมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งรมช.แรงงาน 

ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม"ยื่นลาออก"ประจำสำนักเลขานายกฯตาม"ธรรมนัส"ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม”ยื่นลาออก”ประจำสำนักเลขานายกฯตาม”ธรรมนัส”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ น.ส.ธนพร ศรีวิราช หรือ “จุ๊บจิ๊บ” ศรีภรรยาคนสวย 

แน่นอน การพันตำแหน่งทางการเมืองครั้งนี้ ยังมีผลไปถึงคนหลังบ้านผู้ติดตาม ร.อ.ธรรมนัส ไปทุกหนแห่ง 

โดยล่าสุด มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า  น.ส.ธนพร ศรีวิราช หรือ “จุ๊บจิ๊บ” ศรีภรรยาคนสวยของ ร.อ.ธรรมนัส เตรียมยื่นหนังสือลาออกจากข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เช่นกัน 

ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม"ยื่นลาออก"ประจำสำนักเลขานายกฯตาม"ธรรมนัส"ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม”ยื่นลาออก”ประจำสำนักเลขานายกฯตาม”ธรรมนัส””ธรรมนัส – จุ๊บจิ๊บ” เป็นอีกคู่ชีวิตโลดแล่นอยู่บนสนามการเมือง 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ธรรมนัส” ผู้มากบารมี สู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ก่อนปิดฉาก2ปี เสนาบดี สีเทา

“ธรรมนัส” ไม่จ๋อย ผนึกชาดา เพื่อนตายสหายศึก

ยังไม่จบ บิ๊กตู่”เช็กบิล”ต่อ หลังเชือด”ธรรมนัส” -นฤมล ฟาดอีกพวกแอบอ้าง

ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม"ยื่นลาออก"ประจำสำนักเลขานายกฯตาม"ธรรมนัส"ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม”ยื่นลาออก”ประจำสำนักเลขานายกฯตาม”ธรรมนัส”น.ส.ธนพร ศรีวิราช หรือ “จุ๊บจิ๊บ” ภรรยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ 

ก่อนหน้านี้  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 63 มีมติแต่งตั้ง น.ส.ธนพร ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม"ยื่นลาออก"ประจำสำนักเลขานายกฯตาม"ธรรมนัส"ขอลาด้วย จุ๊บจิ๊บ เตรียม”ยื่นลาออก”ประจำสำนักเลขานายกฯตาม”ธรรมนัส”
“จุ๊บจิ๊บ” ติดตามภารกิจสามี ชนิดไปไหนไปด้วย และหลังจากร.อ.ธรรมนัส พ้นตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ “จุ๊บจิ๊บ” ก็คงถึงคราวต้องอำลาตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ตามสามีไปด้วย 

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ ร.อ.ธรรมนัสเข้ามาทำงานทางการเมือง ก็ได้ศรีภรรยา ติดตามภารกิจ ร่วมลงพื้นที่ต่างๆ 

ขอบคุณภาพจาก : เพจธรรมนัส พรหมเผ่า 

โคราช เปิดลงทะเบียน เข้ารับการฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” แล้วในวันนี้ เช็คที่นี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483030

โคราช เปิดลงทะเบียน เข้ารับการฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” แล้วในวันนี้ เช็คที่นี่

10 ก.ย. 2564

เฮ ! เทศบาลนครโคราช จัดซื้อซิโนฟาร์ม 22,000 โดส จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดให้ประชาชน 8 กลุ่มลงทะเบียนฉีดวัคซีน”ซิโนฟาร์ม” แล้วในวันนี้ นายกเล็กฯ ยัน ไม่ให้ VIP เข้ามาสวมสิทธิ์แน่นอน

วันที่ 10 กันยายน 2564 เทศบาลนครนครราชสีมา เปิดแถลงข่าวที่ ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา เกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนสำหรับประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โดยมี นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีกิติมศักดิ์ ,นายไกรสีห์ หล่อธราประเสริฐ รองนายกเทศมนตรีฯ และนายทวีศักดิ์ พันธ์วิเศษศักดิ์ ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมาร่วมแถลงข่าว

นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่าเนื่องจากในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ประกอบกับ จังหวัดนครราชสีมา อยู่ใน 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายพื้นที่

ทางเทศบาลนครฯ จึงได้ตระหนักเห็นความสำคัญเร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด 19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ล่าสุด ได้ดำเนินการจัดซื้อวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อมาฉีดฟรี ให้กับประชาชน 8 กลุ่มเป้าหมายตามเกณฑ์ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ฯ กำหนดไว้

ซึ่งราชวิทยาลัยฯ ได้พิจารณาจัดสรรวัคซีนมาให้ จำนวน 22,000 โดส สำหรับฉีดฟรีให้กับประชาชน 11,000 คน ในวันนี้ เทศบาลนครฯ จะได้โอนเงิน 15,371,000 บาท ไปให้ราชวิทยาลัยฯ 

และจะเร่งลงนามความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างเทศบาลนครนครราชสีมา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา เพื่อบริหารจัดการส่งวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชน ในเขตเทศบาลนครฯ ทั้ง 8 กลุ่มที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แล้ว

ทั้งนี้ ประชาชน 8 กลุ่มเป้าหมายที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กำหนด ประกอบด้วย

1.องค์กรการศึกษา

2.บุคลการทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกสายวิชาชีพ รวมทั้ง สายสนับสนุน และ อสม.

3.องค์กรการกุศล เช่น มูลนิธิ กู้ชีพกู้ภัย อปพร. ตำรวจบ้าน จิตอาสา กลุ่มสตรีแม่บ้าน

4.ผู้พิการ

5.ผู้ด้อยโอกาส/ ชุมชนแออัด

6.ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป / ผู้ป่วยติดเตียง

7.พระและนักบวช

8.กลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในพื้นที่ระบาด ภาคธุรกิจค้าขาย การท่องเที่ยว หรือการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งทั้ง 8 กลุ่มนี้ ยืนยันว่า จะไม่ให้ VIP เข้ามาสวมสิทธิ์อย่างแน่นอน

โดยเทศบาลนครฯ ได้เปิดช่องทางการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มแล้วในวันนี้ ผ่านทางเพจเฟสบุ๊ค เทศบาลนครนครราชสีมา http://www.koratcity.go.th หรือทางแอพพลิเคชั่น koratcity หรือสแกน QR Code หรือ ลงทะเบียนผ่านหน่วยบริการสาธารณสุขในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ทั้ง 15 แห่ง

 โดยจะต้องเป็นประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และจะต้องเป็นบุคคลที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิดใดมาก่อน ซึ่งในเขตเทศบาลนครฯ มีประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปอยู่ประมาณ 97,748 คน ยังเหลือไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อยู่ราว 33,000 คน

“การจัดซื้อวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในครั้งนี้ จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดูแล ให้เข้าถึงวัคซีนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ครอบคลุมโดยเร็ว เดินหน้าคู่ขนานกับมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมการจำกัดวงแพร่ระบาดให้ได้ เพื่อลดการติดเชื้อรายใหม่ และลดการเสียชีวิตจากโควิด 19 ลงให้ได้ ” นายกฯ ประเสริฐ กล่าวในที่สุด