พปชร.ประเมินพลาด “เลือกตั้งบัตร2ใบ” เพื่อไทยไม่เคยแพ้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483028

พปชร.ประเมินพลาด “เลือกตั้งบัตร2ใบ” เพื่อไทยไม่เคยแพ้

10 ก.ย. 2564

อดีต กกต.เชื่อ พปชร.เสียท่า พรรคเพื่อไทยจะกลับมายิ่งใหญ่ หากมีการ “เลือกตั้งบัตร2ใบ” ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พปชร.ประเมินพลาด "เลือกตั้งบัตร2ใบ" เพื่อไทยไม่เคยแพ้พปชร.ประเมินพลาด “เลือกตั้งบัตร2ใบ” เพื่อไทยไม่เคยแพ้

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊ควิเคราะห์ผลากระทบหลังรัฐสภาโหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสามมีเนื้อหาว่า วิเคราะห์เสียงที่สนับสนุนจาก ส.ว. จะมาจาก สาย คสช. ที่มีตำแหน่งยศเป็นพลเอกทั้งหลาย ในขณะที่ ส.ว. พลเรือน ในปีกที่เคยต้านระบอบทักษิณ จะลงมติในทางงดออกเสียง การลงมติทั้งสองแบบ มาจากการมองภาพทัศน์การเมืองและการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งเป็นบัตรสองใบที่แตกต่างกัน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-“โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย

“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

“ธรรมนัส” ผู้มากบารมี สู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ก่อนปิดฉาก2ปี เสนาบดี สีเทา

ฝ่ายทหาร เชื่อว่า พรรคที่อยู่ฝ่ายตนเองจะเป็นพรรคใหญ่  เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเป็นบัตรสองใบจะได้เปรียบ  นำไปสู่การสืบทอดอำนาจในรอบใหม่หลังเลือกตั้งได้ ฝ่ายพลเรือน เชื่อว่าการเปลี่ยนเป็นบัตรสองใบ จะส่งเสริมพรรคใหญ่และฟื้นคืนระบอบทักษิณ เพราะเชื่อว่า พรรคที่ตรงข้ามรัฐบาลจะมีโอกาสกวาดคะแนนทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ จนทำให้แม้อีกฝายจะมี ส.ว. ในมือ 250 เสียง ก็ไม่อาจต้านทานผลการเลือกตั้งแบบฟ้าทะลายได้ 

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ระบุเพิ่มเติมว่า วันนี้ หาก พปชร. ยังเหมือนวันก่อน สิ่งที่ทหารคิดคงเป็นจริง  แต่วันนี้สถานการณ์ที่ ความได้เปรียบของการเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงเทไปที่พรรคเพื่อไทย น่าเสียดายทหารไทยที่แปรผันตัวเป็นนักการเมือง ไม่รู้จักคำว่า “รู้เขารู้เรา”  

พปชร.ประเมินพลาด "เลือกตั้งบัตร2ใบ" เพื่อไทยไม่เคยแพ้พปชร.ประเมินพลาด “เลือกตั้งบัตร2ใบ” เพื่อไทยไม่เคยแพ้

“คาร์ม็อบ” แนวร่วมราษฎรถึงจุด one stop service ศาลอาญาไร้ปะทะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/483021

“คาร์ม็อบ” แนวร่วมราษฎรถึงจุด one stop service ศาลอาญาไร้ปะทะ

10 ก.ย. 2564

“คาร์ม็อบ” แนวร่วมราษฎรถึงจุด one stop service ศาลอาญาไร้ปะทะ พร้อมยื่นหนังสือขอศาลปล่อย 7 แกนนำ ชี้ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์

เมื่อเวลา 13.55 น. วันที่ 10 กันยายน 64 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ขบวนคาร์ม็อบของกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี, กลุ่มทะลุฟ้า, แนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุม และกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก เดินทางมาจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงบริเวณด้านหน้าศาลอาญา เพื่อยื่นหนังสือร้องขอให้ศาลอาญามีคำสั่งปล่อยชั่วคราวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขัง อาทิ นาย “พริษฐ์ ชิวารักษ์” หรือ “เพนกวิน” นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงษ์ จาดนอก หรือไมค์ พร้อมพวกรวม 7 คน โดยขบวน “คาร์ม็อบ” มีการปราศรัยเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำตลอดเส้นทาง มีการบีบแตร พร้อมชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว สำหรับบรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีการปะทะกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

​​​​​​​

จากนั้นนายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูน ทะลุฟ้า ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าหมายเลข 8 ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปยื่นหนังสือ ว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อให้ตระหนักถึงการนำผู้บริสุทธิ์มากักขัง การจำกัดอิสรภาพ สิทธิ เสรีภาพทั้งที่ยังไม่มีการพิพากษาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นแล้วจึงหวังว่าศาลจะพิจารณาให้ประกันตัวชั่วคราวแกนนำทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ เพื่อให้ได้ออกมาสู้คดี เพราะตอนนี้ผู้ที่ถูกฝากขังทั้งหมดยังเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีใครจะทำความผิด 
 

นายธนพัฒน์ กล่าวอีกว่า ระบบตุลาการที่เป็นหลักของประเทศไทยจะต้องให้ความยุติธรรมกับแกนนำรุ่นพี่ จึงออกมาเรียกร้อง ส่วนที่ผ่านมาที่ประชาชนมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นการทำภายใต้การดูแลตัวเอง สวมหน้ากากดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มผู้ทำกิจกรรม จะเป็นผู้เผยแพร่เชื้อ และทุกครั้งที่มีการออกมาชุมนุมก็แสดงว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ของตัวเอง และเชื่อว่าทุกครั้งที่ประชาชนออกมาสู้จะไม่แพ้แน่นอน 

ส่วนนายชนินทร์ วงษ์ศรี หรือบอล จากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวถึงกรณีที่มีข้อมูล ว่า มีการทำร้ายร่างกายแกนนำในเรือนจำว่า ถึงแม้ว่าจะมีความผิดหรือไม่มีความผิดก็ไม่มีใครสมควรถูกทำร้าย และขอให้สังคมพิจารณาถึงเรื่องนี้ 


จากนั้น 14.05 น. ตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ จำนวน 4 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือภายในพื้นที่ศาลอาญา ที่จุด one stop service ที่หน้าประตูทางเข้าศาลอาญา โดยทางฝั่งผู้ยื่นหนังสือต้องการให้มีผู้รับมอบหนังสือ แต่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้นำเอกสารดังกล่าวหย่อนไว้ในกล่อง Box Thru
ซึ่งเป็นตู้รับหนังสือ โดยยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวจะนำส่งถึงผู้บริหารศาลอาญาอย่างแน่นอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ศาลอาญาได้จัดจุดให้บริการรับคำคู่ความเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) โดยใช้กล่อง Box Thru รับเอกสารคำคู่ความต่างๆ  ที่บริเวณหน้ามุกศาลอาญา เพื่อให้คู่ความและประชาชนได้รับความสะดวกในการยื่นคำร้องและเอกสารต่างๆอย่างรวดเร็ว และเพื่อการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อตามนโยบายของประธานศาลฎีกา 

ให้ไปดู “ม.171” นายกฯปัดตอบปลด ร.อ. ธรรมนัส-นฤมล พ้นตำแหน่ง รมต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482997

ให้ไปดู “ม.171” นายกฯปัดตอบปลด ร.อ. ธรรมนัส-นฤมล พ้นตำแหน่ง รมต.

10 ก.ย. 2564

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปัดตอบปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าและนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นตำแหน่งรัฐมนตรี บอกสื่อขอให้ไปดู “ม. 171” ตามรัฐธรรมนูญ แจงเป็นเรื่องที่นายกฯต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดผลดีกับการบริหารราชการแผ่นดิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามว่าได้คุยกับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่ในการปรับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่าและนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากรัฐมนตรี พร้อมย้อนถามสื่อว่าจะคุยเรื่องอะไร พร้อมบอกให้ไปดู”มาตรา 171″ 

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าสบายใจขึ้นแล้วหรือไม่หลังมีการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวสั้น ๆ ว่า สบายใจมาโดยตลอด แต่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดผลดีกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้ชัดเจนแล้วให้ไปดูใน”มาตรา 171″

สำหรับ”มาตรา 171″ ในรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น บัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : “#ธรรมนัส” แซ่ดว่อนเน็ตดีลมีนัยกุมความลับ

                            “ธรรมนัส”ผู้มากบารมี สู่ รมต.ก่อนปิดฉาก   

                             :ปราบพยศ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์”

ทั้งนี้ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 9 มิ.ย.2562 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 10 ก.ค.2562 และประกาศครั้งสุดท้าย ลงวันที่ 22 มี.ค.2562 นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรให้รัฐมนตรีบางคนพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์แก่ราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีดังต่อไปนี้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

1.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

2.นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 8 กันยายน พุทธศักราช 2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เฮ “ราชกิจจาฯ” ประกาศ กระทรวงมหาดไทยขยายเวลาทำ “บัตรประชาชน” ช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482989

เฮ “ราชกิจจาฯ” ประกาศ กระทรวงมหาดไทยขยายเวลาทำ “บัตรประชาชน” ช่วงโควิด-19

10 ก.ย. 2564

เว็ปไซต์ “ราชกิจจาฯ” เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทยขยายเวลาทำ “บัตรประชาชน” ในช่วงสถานการณ์แแพรระบาดไวรัสโควิด-19 ออกไปอีกจนถึงสิ้นปี

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564  “ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) (เพิ่มเติม ครั้งที่ 2)

ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศ เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 29 เมษายน 2564 เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะต้องเดินทางไปขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่ หรือขอเปลี่ยนบัตร ในทุกท้องที่จังหวัดและกรุงเทพมหานคร จากภายในกำหนดหกสิบวันนับตั้งแต่วันที่ ต้องมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตร เป็นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 นั้น

เฮ "ราชกิจจาฯ" ประกาศ กระทรวงมหาดไทยขยายเวลาทำ "บัตรประชาชน" ช่วงโควิด-19เฮ “ราชกิจจาฯ” ประกาศ กระทรวงมหาดไทยขยายเวลาทำ “บัตรประชาชน” ช่วงโควิด-19

อ่านข่าวที่เกี่ยวของ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ในปัจจุบันยังคง ทวีความรุนแรงและขยายขอบเขตการแพร่ระบาดของโรคออกเป็นวงกว้างกระจายไปทุกท้องที่จังหวัด และกรุงเทพมหานคร และการตรวจพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่

โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการติดเชื้อ ภายในประเทศมีจำนวนสูงขึ้นในแต่ละวัน จึงมีความจำเป็นที่ต้องกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อร่วมแก้ไขและระงับยับยั้งสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 เบญจ แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

จึงออกประกาศให้ขยายกำหนดเวลาการขอมีบัตร การขอมีบัตรใหม่ หรือการขอเปลี่ยนบัตรในทุกท้องที่จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติม จากภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 เป็นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564

ประกาศ ณ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. ๒๕64

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เพจเพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารัก แฉ “เพนกวิน” ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482963

เพจเพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารัก แฉ “เพนกวิน” ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้น

10 ก.ย. 2564

เพจเพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารัก แฉ “เพนกวิน” ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้น เพื่อนๆร้องถามหาความยุติธรรมเกี่ยวกับความรุนแรง

ข้อความทางเพจเขียนดังนี้ 

วันนี้ราชทัณฑ์จะพาตัว “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ออกจากโรงพยาบาลในช่วงที่ทนายกำลังจะเข้าเยี่ยม เพนกวินจึงขอรอพบทนายก่อน แต่ผู้คุมไม่ยอม ผู้คุมกว่าสิบคนเข้ามาล็อกตัวและพยายามลากเพนกวินออกไป ทั้งยังผลักเพนกวินล้มหัวฟาดพื้น โดยบอย ธัชพงศ์ แกดำ ที่อยู่ในเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย แต่กลับโดนผู้คุมใช้กำลังพร้อมกับด่าว่า “อย่าเสือก”

เพจเพนกวิน - พริษฐ์ ชีวารัก แฉ "เพนกวิน" ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้นเพจเพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารัก แฉ “เพนกวิน” ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไมราชทัณฑ์ต้องใช้ผู้คุมกว่าสิบคนในย้ายตัวเพนกวินออกไปก่อนที่จะได้พบทนาย ทั้ง ๆ ที่ทนายรอเยี่ยมอยู่ที่รพ.ราชทัณฑ์ตั้งนานแล้ว หรือ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม – Department of Corrections พยายามจะทำอะไรนอกเหนือกฎหมายกับเพื่อนของเรา
 

12.30 เพนกวิน-ไมค์-บอย ถูกควบคุมตัวออกจากรพ.ไปเรือนจำธัญบุรีแล้ว

#ปล่อยเพื่อนเรา

เพจเพนกวิน - พริษฐ์ ชีวารัก แฉ "เพนกวิน" ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้นเพจเพนกวิน – พริษฐ์ ชีวารัก แฉ “เพนกวิน” ถูกผู้คุมกว่าสิบคนผลักล้มหัวฟาดพื้น

เจ้าหน้าที่วางกำลังรักษาความปลอดภัย “ศาลอาญา” เข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482955

เจ้าหน้าที่วางกำลังรักษาความปลอดภัย “ศาลอาญา” เข้ม

10 ก.ย. 2564

เจ้าหน้าที่วางกำลังรักษาความปลอดภัย “ศาลอาญา” เข้ม หลังม็อบเตรียมบุกยื่นหนังสือร้องปล่อยนักกิจกรรมชั่วคราว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 64 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ร่วมกับ กลุ่มทะลุฟ้า, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก จัดกิจกรรม ยืน หยุด ขัง เพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้แก่นักกิจกรรมที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยจะเริ่มกิจกรรมเวลา 11.30 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเคลื่อนขบวนมายื่นหนังสือร้องขอให้ศาลอาญามีคำสั่งปล่อยชั่วคราวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สำหรับบรรยากาศบริเวณศาลอาญา ตั้งแต่ช่วงเช้า มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (คฝ.) จำนวน 150 นาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.พหลโยธิน 80 นาย เจ้าพนักงานตำรวจศาล 11 นาย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอกภัยศาล 30 นาย โดยจะรักษาความลอดภัยภายในพื้นที่ศาล มีการเตรียมรถฉีดน้ำจีโน่ 1 คัน รถดับเพลิง 1 คัน และรถควบคุมผู้ต้องหา 1 คัน 

โดยจะมีการปิดประตูทางเข้าหมายเลข 8 ของศาลอาญา และจะอนุญาตให้ส่งตัวแทนเข้ามายื่นหนังสือภายในศาลได้ไม่เกิน 3 คน  

“ปชป” เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการ ฟิตเนสยื่นข้อเรียกร้องถึง “รัฐสภา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482947

“ปชป” เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการ ฟิตเนสยื่นข้อเรียกร้องถึง “รัฐสภา”

10 ก.ย. 2564

“ปชป” เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการฟิตเนสยื่นข้อเรียกร้องถึง “รัฐสภา” เน้นเสนอแนะสร้างสรรค์ ไม่ฟ้องร้อง หวังรบ.พิจารณาเยียวยาให้ตรงจุด เร่งคืนชีวิตปกติให้ผู้ประกอบการทันที

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยน.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส. สมุทรสงคราม ปชป. และนายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ส.ส. สุราษฎร์ธานี ปชป. นำกลุ่มตัวแทนผู้ประกอบการสถานออกกำลังกายและผู้ฝึกสอนการออกกำลังกายยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ผ่านนายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา และถึงพรรคประชาธิปัตย์เพื่อช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

​​​​​​​

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า การที่ศบค. สั่งปิดกิจการสถานออกกำลังกายและฟิตเนสตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้ง 3 รอบนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ ลูกจ้างประจำ กลุ่มอาชีพอิสระ รวมถึงคนออกกำลังกายทั้งหมด ซึ่งการคลายล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการได้ ทำให้คนจำนวนมากตกงาน และสร้างความเสียหายต่อมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ผู้ฝึกสอนออกกำลังกายบางท่านสามารถปรับไปสอนออนไลน์แต่รายได้โดยรวมของกลุ่มอาชีพและธุรกิจฟิตเนสลดลงอย่างมากแต่ค่าใช้จ่ายยังคงอยู่  อีกทั้งการส่งเสริมการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะสร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 ความเดือดร้อนดังกล่าวของพี่น้องประชาชนไม่สามารถรอได้อีกต่อไป รัฐบาลควรเร่งพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการภาครัฐแต่กลับได้รับผลกระทบเชิงลบหนัก และฟื้นฟูเศรษฐกิจให้พร้อมรับการเปิดประเทศที่จะถึงนี้ ทั้งนี้นายปริญญ์เสนอให้มีการเรียกร้องและเสนอแนวทางคลายล็อกอย่างสร้างสรรค์ และไม่คิดว่าควรจะมีการฟ้องร้องเพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาและการออกกำลังกายระยะยาว 

ด้านนายธันย์ปวัฒน์ เตขภูวดลวิทิต ตัวแทนกล่มุผู้ประกอบการสถานออกกําลังกายและผู้ฝึกสอนการออกกําลังกายกล่าวเพิ่มเติมว่า อยากเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจได้ใคร่ครวญพิจารณาถึงมาตรการต่างๆ ตามข้อเสนอ ดังนี้
 

1. ยกเลิกคำสั่งปิดสถานออกกำลังกายและฟิตเนสแบบเหมารวม โดยให้ปิดเฉพาะสถานประกอบการที่พบผู้ติดเชื้อหรืออยู่ในบริเวณพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเป็นระยะ 14 วัน โดยสถานประกอบการที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อต้องทำความสะอาดร้านตามาตรฐานที่กรมอนามัยและกรมควบคุมโรควางไว้ และให้เจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาตรวจเช็คก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ เช่นเดียวกับธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร 

2. ขอให้มีคำสั่งให้สถานออกกำลังกายและฟิตเนสได้กลับมาเปิดบริการ และสามารถจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยให้คงการปฏิบัติตามมาตรการคำสั่งของศบค. อย่างเคร่งครัด เช่น ควบคุมจำนวนผู้เข้าใช้บริการ มีการตรวจคัดกรองอุณหภูมิพนักงานและมีการใช้ชุดตรวจ ATK มาคัดกรองผู้ใช้บริการทุกคน ผู้ใช้บริการต้องโชว์เอกสารการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มหรือมีผลตรวจเชื้อที่เป็นผลลถึงจะเข้าใช้บริการ ได้พนักงานและผู้ประกอบการจะต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือมีผลการตรวจเป็นลบทั้งหมดก่อนการเปิดให้บริการ จัดให้มีบริการเจลแอลกฮอล์ล้างมือตามจุดต่างๆ เป็นต้น 

3. พิจารณาจัดสรรฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุดให้กับผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ และ/หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานประกอบการธุรกิจสถานออกกำลังกายและฟิตเนส  

4. พิจารณาให้มีนโนบายที่ชัดเจนเรื่องการเขียวยา การพักชำระหนี้ และ/หรือ การกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำโดยไม่มีหลักทรัพย์คำประกัน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจและรักษาการจ้างงานพนักงาน จากการปิดธุรกิจชั่วคราว 

5. เปิดช่องทางสื่อสารเพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนที่เดือดร้อน เพื่อให้ทราบถึงมุมมอง ผลกระทบ ความยากลำบากของผู้มีอาชีพในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ก่อนที่ทางรัฐจะออกคำสั่ง 

6. พิจารณานโยบายเรื่องภาษีส่วนบุคคล ในส่วนของการสมัครสมาชิก สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อย่างน้อย 2-3 เท่า 

7. พิจารณาการเปิดให้บริการสถานออกกำลังกาย ตามความพร้อมของผู้ประกอบการเป็นรายๆไป โดยต้องไม่ผิดกฎหรือข้อกำหนดในการดำเนินกิจการจากการออกคำสั่งจากทางภาครัฐ

สภาฯรับทราบรายงาน “กองทุนสื่อ”เดินหน้าสู้เฟกนิวส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482935

สภาฯรับทราบรายงาน “กองทุนสื่อ”เดินหน้าสู้เฟกนิวส์

10 ก.ย. 2564

สภาผู้แทนราษฎรรับทราบรายงานประจำปี 2563 ของกองทุนสื่อ พร้อมให้ข้อเสนอแนะดำเนินการเรื่อง”เฟกนิวส์” และข้อมูลโควิด 19 รวมถึงการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนุนเดินหน้าสร้างสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะช่วงโควิด 19 หลังข่าวปลอมระบาด กระทบประชาชน พร้อมฝากเรื่องการปลูกฝังเยาวชนคนไทยให้มีความรักความปรองดองในชาติ ขณะที่ผู้จัดการกองทุนย้ำร่วมมือกับหลายหน่วยงานป้องกันและตรวจสอบข่าวปลอม
 
(9 กันยายน 2564) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณารับทราบรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2563 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยนายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ชี้แจงสรุปภาพรวมผลการดำเนินงานของกองทุนว่ามุ่งเน้นให้สอดรับกับวัตถุประสงค์ 7 ด้าน ดังนี้

สภาฯรับทราบรายงาน "กองทุนสื่อ"เดินหน้าสู้เฟกนิวส์สภาฯรับทราบรายงาน “กองทุนสื่อ”เดินหน้าสู้เฟกนิวส์

1.) การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
2.) การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต
3.) มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กเยาวชนและครอบครัวมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อและปรับใช้องค์ความรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน
4.) ส่งเสริมการศึกษาวิจัยพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
5.) การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง 
6.) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและเผยแพร่สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อมุ่งหมายให้เกิดผลลัพธ์ในข้อสุดท้ายคือ
7.) สังคมมีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ภายใต้ระบบนิเวศของสื่อที่ดี ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้นำมาจัดเป็นแผนในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกองทุนฯ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การดำเนินการในปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 กองทุนได้มีการสนับสนุนการบริหารจัดการภาครัฐในการแก้ไขปัญหาโดยผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เผยแพร่สู่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายมีผลงานกว่า 50 ชิ้นงาน มีการเข้าถึงหลายสิบล้านในสื่อสังคมออนไลน์โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
 

ขณะที่การดำเนินงานภายใต้การประเมินผลของกองทุนตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายปีที่ผ่านมาผลการดำเนินงาน   ในภาพรวมอยู่ที่ 4.7 จากคะแนนเต็ม 5.0 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ขณะที่การประเมินผลด้านคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ในปี 2564 ได้คะแนน 93.05 ซึ่งอยู่ในระดับที่ดี
 

“กองทุนได้ดำเนินงานในรูปคณะกรรมการกองทุนฯ ประกอบด้วย อนุกรรมการชุดต่างๆ และสำนักงานกองทุนฯ เพื่อเชื่อมต่อการดำเนินการ โดยพร้อมน้อมรับข้อสังเกตข้อคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำไปพัฒนาการดำเนินงานให้มีความก้าวหน้าต่อไป” นายธนกร กล่าว 
 


นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ในช่วงโควิด อยากฝากกองทุนเกี่ยวการให้ข้อมูล การตรวจสอบข่าวจริง ข่าวปลอมให้กับประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของยา เรื่องของสมุนไพรไทย ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันต้องยอมรับว่าประชาชนอาจจะเกิดความสับสน เรื่องเหล่านี้อยากให้ทางกองทุนได้มีการคัดกรองและขยายผลข้อมูลที่มีความจริงให้มากยิ่งขึ้น 
 สภาฯรับทราบรายงาน "กองทุนสื่อ"เดินหน้าสู้เฟกนิวส์สภาฯรับทราบรายงาน “กองทุนสื่อ”เดินหน้าสู้เฟกนิวส์

นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์และการเผยแพร่ต่างๆ ทั้งเรื่องของการปลูกฝังให้เยาวชนคนไทย         มีความรู้สึกรักประเทศ รักถิ่นเกิด สร้างความรัก ความสามัคคีปรองดอง โดยเฉพาะเรื่องการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นเสาหลักของประเทศไทย ดังนั้นในฐานะสื่อสร้างสรรค์ก็อยากจะให้เน้นในประเด็นนี้ส่วนการต่อยอดในคลิปต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในโลกโซเชียลก็ถือเป็นเรื่องที่ดี 
 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ว่างงานเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็จะใช้ช่องทางของโซเชียลมีเดียเข้าไปค้นหาข้อมูลการใช้ชีวิตการประกอบอาชีพต่างๆ เป็นจำนวนมาก จึงอยากให้กองทุนพิจารณาในประเด็นนี้ เพื่อให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ทุกเพศทุกวัย ซึ่งยอมรับว่าสื่อสร้างสรรค์ถือว่ามีความสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าได้
 สภาฯรับทราบรายงาน "กองทุนสื่อ"เดินหน้าสู้เฟกนิวส์สภาฯรับทราบรายงาน “กองทุนสื่อ”เดินหน้าสู้เฟกนิวส์

ขณะที่ นายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงการชี้แจงตัวชี้วัดและรายละเอียดที่ยังไม่ค่อยเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนจึงอยากให้ดำเนินการในส่วนนี้  ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าวันนี้ประชาชนสับสนจากสื่อที่ไม่มีคุณภาพ

“การปล่อยข่าว Fake News ข่าวปลอมซึ่งเป็นการสร้างความสับสนของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงของการระบาดของโควิด 19 การจัดการวัคซีน การใช้สมุนไพร จึงขอฝากให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์      มีความตระหนักและมีแนวคิดในเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องของการให้ความรู้ในเรื่องการใช้สมุนไพรต่อประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน 
 

นอกจากนี้ สมาชิกฯ ยังฝากกองทุนในเรื่องการบริหารจัดการกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเรื่องการส่งเสริมและเฝ้าระวัง       จึงต้องดำเนินการในเชิงรุกโดยจะต้องดูทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน สื่อโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก โดยอาจมีปรับในเรื่องของวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของกองทุนให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงกองทุนต้องเน้นในเรื่องการสร้างสื่อในเรื่องของความกตัญญู การสร้างจิตใจให้มีความอ่อนโยน ความมีเมตตา คุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้เด็กและเยาวชนเป็นเกราะป้องกันในการรับสื่อต่างๆ
 

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ขอบคุณทุกข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของสมาชิก โดย   จะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนข้อห่วงใยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับโควิด 19 และวัคซีน ที่ผ่านมากองทุนมีการดำเนินการในเรื่องของสถานการณ์ข่าวปลอม ซึ่งได้มีการร่วมมือในหลายโครงการกับหลายหน่วยงานทั้งทางการแพทย์ ที่มีโครงการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอมของวัคซีนและโควิด และขณะนี้กำลังดำเนินการส่วนข่าวปลอมเกี่ยวกับสมุนไพร โดยได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในเรื่องของการให้ความรู้ความเข้าใจการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับยาและสมุนไพรต่างๆ 
 

“การจัดสรรทุนในปี 2564 มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งดำเนินการโดยยึดกลุ่มเป้าหมายเป็นที่ตั้ง” นายธนกร กล่าว

ยังไม่จบ บิ๊กตู่”เช็กบิล”ต่อ หลังเชือด”ธรรมนัส” -นฤมล ฟาดอีกพวกแอบอ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482894

ยังไม่จบ บิ๊กตู่”เช็กบิล”ต่อ หลังเชือด”ธรรมนัส” -นฤมล ฟาดอีกพวกแอบอ้าง

10 ก.ย. 2564

วงในพปชร.เผยลุงตู่ยึดประโยชน์ชาติ ปลด”ธรรมนัส” – เเหม่ม” เผยเตรียม”เช็กบิล”ต่อ หลังปรากฎตัวละครลับ ระดับบิ๊กตำรวจนอกราชการ ต้องฟาดไม่เลี้ยงพวกเเอบอ้าง

” สงครามไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร ”   

ยังยังไม่จบและสงบเพียงเท่านี้ ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์  และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งรมช.แรงงาน

ทว่าปฏิบัติการเช็กบิลยังต้องดำเนินต่อไป โดยวงในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เเถลงหลังมีพระบรมราชโองการปลดออกจาก รมช.เกษตรเเละสหกรณ์พร้อมนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.เเรงงาน โดยร.อ.ธรรมนัสออกมาเเถลงเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 9 ก.ย.  ว่าลาออกเองโดยระบุไม่สามารถทำงานกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ พร้อมไปตั้งพรรคใหม่เเละพร้อมรับการตัดสินใจจากพรรคพลังประชารัฐนั้น

“การที่ร.อ.ธรรมนัสเเละนางนฤมล โดนปลดนั้นเพราะพล.อ.ประยุทธ์หารือกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯเเละหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เเละพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เมื่อหลายวันก่อนหลังมีกระเเสข่าวการลงมติไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์จากร.อ.ธรรมนัส เเม้ร.อ.ธรรมนัสจะกราบขอโทษเเล้วก็ตาม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ สรุปตรงกันว่าปล่อยไว้ไม่ได้เพราะทำลายรัฐบาลเเละทำลายพรรค เเต่ยังให้เกียรติอดีตรมช.ทั้งสองคน โดยพล.อ.ประยุทธ์ลงนามปลดหลังประชุมครม.วันที่7ก.ย.ยุติ  


” 3ป.ทราบว่า นอกจากร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ยังมี พล.ต.อ.นอกราชการนายหนึ่ง ร่วมกับ พล.ต.อ. คนหนึ่งร่วมมือดำเนินการเเอบอ้างเเกนนำ 3ป.คนหนึ่งหลายเรื่อง พยายามเเทรกเเซงการทำงานหลายอย่างในหลากวงการ จนเกิดผลเสียกับรัฐบาล

มีความพยายามจับมือขั้วตรงข้ามตั้งรัฐบาลโดยให้”พล.ต.อ.นอกราชการ”รายนี้ ขึ้นเป็นรมว.มหาดไทยและวาง ร.อ.ธรรมนัสเป็นรมว.กระทรวงหนึ่ง เเละให้พลเอกประวิตรเป็นนายกฯ

โดยอ้างพล.อ.ประยุทธ์บริหารงานผิดพลาดในช่วงโควิด-19 รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ไม่ช่วยส.ส.ในพรรคเลย หากปล่อยไว้พรรคพลังประชารัฐไปไม่รอด เเต่พล.อ.ประวิตรไม่เห็นชอบ ซึ่งพล.ต.อ.นายนี้ มีอำนาจล้นมือเพราะคุมองค์กรอิสระด้วย

ล่าสุด พล.อ.อนุพงษ์จะโดนองค์กรอิสระเรียกมาไต่สวนเรื่องเอื้อประโยชน์เอกชนด้วย ทั้งที่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรมว. มหาดไทย เลยเพราะมีข้อผิดพลาดของข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยไม่ส่งข้อมูลที่เเท้จริงเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวทุกสิ่งที่ระบุว่านี้3ป.รู้เเละอ่านเกมออกเเค่ไหนเเละรู้จริงหรือไม่ เเต่สุดท้าย พล.อ. ประยุทธ์ประมวลผลรอบด้าน เเละตัดสินใจเด็ดขาดเพื่อรักษาประโยชน์ชาติ รักษาชื่อเสียงของผู้นำประเทศ 


แหล่งข่าว กล่าวว่า เเรงต่อรองทางการเมืองช่วงที่ผ่านมาหลังทราบว่าร.อ.ธรรมนัสเเอบอ้างเเละเดินเกมใต้ดินหลายเรื่องนั้น พล.อ.ประยุทธ์ติดตามเป็นระยะเเละสอบถามส.ส.หลายคนในพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งครม.บางส่วนเเละหลายภาคส่วนในสังคมเพื่อหาข้อมูลก่อนตัดสินใจด้วยความยุติธรรม  เเละการตัดสินใจครั้งนี้ถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจถูกต้อง

“ตัวอย่างในอดีตคือพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ทำตามคำเเนะนำของจปร.7ในหลายเรื่อง เเม้จะโดนจปร.7ก่อกบฏ พล.อ.เปรมลงโทษผู้ก่อการตามกระบวนการเเละไม่อาฆาต ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ยึดหลักนึ้มาใช้ เเต่วันนี้ร้อยเอกธรรมนัสกลับทำเเบบนี้นั้นไม่สมควรเลย”


ซุ่มเสียงจากการวิเคราะห์ในวงพปชร. เชื่อว่ากระเเสนิยมของพล.อ.ประยุทธ์จากสังคมจะเพิ่มขึ้นเพราะการดำเนินการครั้งนี้ถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ยึดประโยชน์ชาติ ยึดหลักสุจริต เป็นธรรม ไม่ยอมรับเเรงบีบทางการเมืองจากคนกันเองที่บีบให้3ป.คล้อยตามเพื่อประโยชน์ของตัวเองเเละเตรียมสอบสวนการเเอบอ้างจากบุคคลข้างต้นในทุกกรณีเพื่อลงโทษ

ส่องเกม “แก้รัฐธรรมนูญ” ลุ้นถึงนาทีสุดท้ายกำหนดอนาคตประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482900

ส่องเกม “แก้รัฐธรรมนูญ” ลุ้นถึงนาทีสุดท้ายกำหนดอนาคตประเทศ

10 ก.ย. 2564

การประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติร่าง”แก้รัฐธรรมนูญ”ดำเนินมาสู่การโหวตวาระ 3 ซึ่งปรากฎว่า ความเห็นของสองสภาเเตกเป็นสองทางคือ แก้เเละไม่เเก้  ในเเนว”เบียดกันยิ่ง ต้องลุ้นถึงนาทีสุดท้ายวันนี้ คว่ำหรือไปต่อ

ชั่งน้ำหนักเเละวิเคราะห์โอกาสการลงมติการ”แก้ไขรัฐธรรมนูญ” วันนี้ (10 ก.ย.64 ) ของที่ประชุมร่วมรัฐสภา

โดยส.ส.เเละส.ว.พิจารณาเรื่องด่วนคือ การลงมติในวาระ 3 ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) เรื่องบัตรเลือกตั้ง  ส.ส. 2 ใบ

การเลือกตั้งใหญ่-การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เกิดความ อลหม่านเพราะระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม”  ออกฤทธิ์ทำให้ระบบปั่นป่วนจนเกิดการ          เสนอเเก้ไข


ตอนนี้ส.ส.ในรัฐสภาเหลืออยู่479คนจากตัวเลขปัจจุบันคือ482คน  (ล่าสุดส.ส.สามคนจากพรรคร่วมรัฐบาลยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามคำสั่งของศาลฎีกาฯ คือ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ และนายภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ในคดีเสียบบัตรแทนกัน ในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563เเละน.ส. ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในคดีเสียบบัตรเเทนกัน ในการลงมติ ร่างพ.ร.บ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่10)

ส่องเกม "แก้รัฐธรรมนูญ" ลุ้นถึงนาทีสุดท้ายกำหนดอนาคตประเทศส่องเกม “แก้รัฐธรรมนูญ” ลุ้นถึงนาทีสุดท้ายกำหนดอนาคตประเทศ

ยังต้องอาศัยเสียง  1 ใน 3 สภาสูง 250 คน( 84เสียง )ขึ้นไปลงมติเห็นชอบกับสภาผู้เเทนฯเพื่อเเก้กติกาสูงสุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความเห็นของสองสภาเเตกเป็นสองทางคือ “แก้เเละไม่เเก้”  ในเเนว“เบียดกันยิ่ง” เเละลุ้นว่าผลสุดท้ายจะออกมาเเบบใด…

พรรคร่วมรัฐบาลคือพปชร.ให้ฟรีโหวตกับส.ส.เเม้ทางลับแกนนำพรรคกำชับเเล้วให้ส.ส.เห็นชอบกับจังหวะการเมืองยามนี้ /

พรรคประชาธิปัตย์ไฟเขียวเพราะเป็นร่างแก้ไขกฎหมายซึ่งพรรคสีฟ้าผลักดัน  ขณะที่ พรรคภูมิใจไทยสั่งงดออกเสียงเพราะไม่เห็นด้วย

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาหนุนเต็มสูบให้เเก้ไข   พรรคขนาดเล็กบนเรือเหล็กออกมาแถลงก่อนหน้านี้แล้ว รวมหัวกันไม่เห็นด้วยโดยอ้างสารพันเหตุผล

มาที่ซีกฝ่ายค้าน  “พรรคเพื่อไทย” คือพรรคที่เห็นชอบกับบัตรสองใบ  ส่วน”พรรคก้าวไกล”ไม่เอาด้วยซึ่งหลายพรรคฝ่ายค้านก็ไม่เห็นชอบเพราะโอกาสสูญพันธุ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าสูง

มองย้อนไปเมื่อคราวพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง 6ก.พ.2548 ด้วย จำนวน 377 ส.ส.ทั้งระบบเขตเเละบัญชีรายชื่อ สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งเเรกในประวัติศาสตร์!

ส่วนส.ว.นั้นเเตกเป็นสองขั้วคือเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ เเละอีกส่วนที่เเสดงเเนวโน้ม“งดออกเสียง”

เอากันตรงๆเกมนี้ เเกนนำครม.ดำเนินการให้เสนอเเก้ไขกติกาหลักของบ้านเมืองตามนโยบายรัฐบาลที่เเถลงต่อรัฐสภา

เเม้ใจจริง ค่ายพปชร.ไม่เอาด้วยกับบัตรสองใบเพราะชั่งน้ำหนัก ผลดีผลเสียของบัตรสองใบ พบว่าผลเสียมหาศาลหากบังเกิดในคูหาเลือกตั้งนั้น  119 ส.ส.ในสังกัดพปชร.หายไปเพียบเเน่นอน

เเต่พปชร.ต้องเล่นตามกระเเส หากเกมนี้โดนคว่ำพปชร.ก็รอดตัวเเละเเนวโน้มรอดตัวมีสูง เพราะล่าสุดกระเเสคว่ำมีมากจากสภาสูง โดยพปชร.อ้างได้ว่าทำตามนโยบายรัฐบาลที่เเถลงต่อรัฐสภาเเล้ว เเต่เสียงส่วนใหญ่ของสองสภาไม่เห็นชอบในการเเก้ไขบัตรเลือกตั้ง

ค่ายสีฟ้าอยากใช้บัตรสองใบ โดยอ้าง”เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ “เพราะภาวะสูญพันธุ์ในการเลือกตั้งคราวที่เเล้ว พื้นที่กทม.นั้นส.ส.หายหมด   อีสานเเละเหนือร่อเเร่  ปักษ์ใต้ก็เสียไปหลายเก้าอี้ !เเบบนี้ปชป.ไม่ยอมเสี่ยงกับกติกาบัตรใบเดียว

ค่ายสีน้ำเงินเเละค่ายสีส้มใหม่ รวมทั้งพรรคร่วมฝ่ายค้านเเละพรรคจิ๋วบนเรือเหล็กที่รับผลบุญจากการคำนวณปัดเศษก็ชอบบัตรใบเดียวมากกว่าบัตรสองใบ…เพราะมองอดีตกับบัตรสองใบนั้น บทเรียนมีคำตอบบัตรสองใบให้ล่วงหน้าเเล้ว…เเบบนี้จะฝืนไปเพื่ออะไร?

ค่ายเพื่อไทยเข็ดกับบัตรใบเดียวเพราะส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หายหมดจากระบบคะแนน ส.ส.พึงมี ที่นำคะแนนโหวตทั่วประเทศมาหาสัดส่วน ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองควรได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในการหย่อนบัตรครั้งล่าสุด จนทำให้เกิดแผน”แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ตั้งพรรคเล็ก ๆ ขึ้นมากวาด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แทน(พรรคเพื่อธรรมเเละพรรคไทยรักษาชาติรวมทั้งพรรคเครือข่าย) เเละตอนนี้ก็พบว่าคนจากเพื่อไทยเเยกไปตั้งพรรคไทยสร้างไทยเเละพรรคเส้นทางใหม่เช่นกัน


ส่วนส.ว.นั้นส่วนใหญ่มองว่าหากบัตรสองใบบังคับใช้อีกคราว เกมจะอยู่ในมือ”โทนี วู้ดซัม” จากคนแดนไกล เเละอาจเกิดปัญหาเผด็จการรัฐสภาขึ้นได้ เเละการคำนวณส.ส.พึ่งมีนั้น หากปัญหาเยอะจริงก็วางเเนวคำนวณส.ส.ใหม่น่าจะเวิร์กกว่ามารื้อให้ระบอบทักษิณคัมเเบ็ก!

สรุป เกมอยู่ที่1 ใน 3 ของส.ว.ว่าจะลงมติเห็นชอบกับการเเก้กติกาหลักในคราวนี้หรือไม่  มาถึงนาทีนี้ ถือว่าสูสียิ่งนักสำหรับมติ 250ส.ว. โดยต้องตามกันจนนาทีสุดท้ายเเล้วความจริงจะปรากฏ