“สุดารัตน์” นำทีม ไทยสร้างไทย ลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดงแจก ATK #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482127

“สุดารัตน์” นำทีม ไทยสร้างไทย ลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดงแจก ATK

05 ก.ย. 2564

“สุดารัตน” นำทีมไทยสร้างไทยลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดง ยกเป็นชุมชนตัวอย่างแก้ปัญหาโควิด ชี้ หัวใจสำคัญ แก้ไขโควิด-19 ต้องกระจายชุดตรวจ ATK และเร่งสร้างศูนย์พักคอย (CI)

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2564  พรรคไทยสร้างไทย นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ,นางสาวพัสวี ไกรเดชอุดมไพศาล สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เขตบางซื่อ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สปสช. เตรียมกระจาย ATK 8.5 ล้านชุด ให้กลุ่มเสี่ยง “ตรวจโควิด” เช็กรายละเอียด

ชุดตรวจโควิด “ATK” เตรียมกระจายร้านขายยา แจกฟรีประชาชนกลุ่มเสี่ยง

พบชุดตรวจ”ATK” ขายเกลื่อนออนไลน์ ผิดเงื่อนไข อย. ต้องขออนุญาตก่อนหรือไม่

และนายเจนณรงค์ ซาก้า อาสาไทยสร้างไทย เขตบางซื่อ ลงพื้นที่รับฟังปัญหา และพบปะ พูดคุยกับประชาชนผู้พักอาศัยชุมชนหัวรถจักรตึกแดง 1,2,3 เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

"สุดารัตน์" นำทีม ไทยสร้างไทย ลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดงแจก ATK“สุดารัตน์” นำทีม ไทยสร้างไทย ลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดงแจก ATK

 และเยี่ยมชมศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิดชุมชน (CI) พร้อมกับมอบอาหารกล่อง หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือให้กับผู้ป่วยและผู้กักตัวในชุมชน โดยมีประธาน และกรรมการเป็นตัวแทนรับมอบ และเยี่ยมมอบของให้ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเพียงลำพังจำนวน 3 หลัง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่าจากการลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดง 1,2,3 และศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิดชุมชน พบว่าชุมชนหัวรถจักรตึกแดง มีความเข้มแข็ง และเป็นชุมชนตัวอย่างที่ เนื่องจากประธานทั้ง 3 ชุมชน ได้มีการบูรณาการร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ป่วยโควิด-19 

"สุดารัตน์" นำทีม ไทยสร้างไทย ลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดงแจก ATK“สุดารัตน์” นำทีม ไทยสร้างไทย ลุยฝน เยี่ยมชุมชนหัวรถจักรตึกแดงแจก ATK

โดยจากเดิมที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนหลักร้อย และลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางชุมชนได้มีการคัดกรอง และนำศูนย์การเรียนรู้เด็กเล็กของชุมชน มาสร้างเป็นศูนย์พักคอย (CI) ให้กับผู้ติดป่วยโควิดของชุมชนได้ถึง 44 เตียง ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย ได้เข้าร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่อสร้างศูนย์พักคอยชุมชนหัวจักรตึกแดงให้แล้วเสร็จ

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังเป็นปัญหาของอีกหลายชุมชน อีกทั้งการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิดในปัจจุบันมีน้อยลงทุกวัน จากวันละเกือบแสนราย เหลือเพียงวันละ 5หมื่นกว่าราย ซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงอยู่ที่ประมาณ 16,000 -18,000 ราย ยังไม่นับรวมกับชุดตรวจ ATK อีก

“หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ของชุมชน คือ รัฐต้องเร่งกระจายชุดตรวจ ATK เพื่อให้ชุมชน ได้มีการตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อ และสร้างศูนย์พักคอย (CI)ผู้ป่วยสำหรับแต่ละชุมชนให้มากที่สุด เพื่อเร่งแยกผู้ติดเชื้อออกจากบ้าน และชุมชนมาศูนย์พักคอยชุมชน (CI) ได้

ไม่เช่นนั้นการระบาดก็จะยังไม่จบ เพราะเป็นการระบาดในระดับชุมชน ติดกันยกบ้าน และกระจายไปติดในชุมชน แม้จะมีการคลายล็อคดาวน์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังจะกระทบกับ สุขภาพชีวิต และเศรษฐกิจ หากไม่ดำเนินการควบคุมเชื้อให้ได้อย่างแท้จริง”คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ปากเป็นเหตุ เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบ วิสาร “ปมเงิน 5 ล้าน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482129

ปากเป็นเหตุ เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบ วิสาร “ปมเงิน 5 ล้าน”

05 ก.ย. 2564

ปากเป็นเหตุ เรืองไกร ร้อง ป.ป.ช. สอบวิสาร”ปมเงิน 5 ล้าน” อ้างเกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม 3 ส่วน นายวิสาร นายกรัฐมนตรี และ ส.ส.

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 64 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า ตามที่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย  กล่าวหา  ในลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จ่ายเงินให้ ส.ส. หัวละ ” 5 ล้านบาท”  ที่อาคารรัฐสภา ชั้น 3 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น

นายเรืองไกร  กล่าวว่า คำกล่าวหาดังกล่าว พูดถึงการกระทำที่เกิดขึ้นนอกห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร แม้ผู้พูดจะอยู่ในห้องประชุม แต่น่าจะไม่ได้รับความคุ้มครองรัฐธรรมนูญ มาตรา  124 วรรคหนึ่ง เพราะอาจเป็นการพูดใส่ร้ายที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมข้อ
69 วรรคสอง

นายเรืองไกร กล่าวว่า ตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีข้อกำหนดไว้หลายข้อ ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงตามที่นายวิสาร กล่าวหา เรื่องนี้จะเป็นความผิดทางอาญาตามมาได้ ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาว่าให้เงิน และตัว ส.ส. ที่
ถูกกล่าวหาว่ารับเงินคนละ” 5 ล้านบาท”

ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะพูดโดยไม่รับผิดชอบ โดยอ้างเอกสิทธิ์ หาได้ไม่ เพราะกระทบความน่าเชื่อถือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมาได้

นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้ย่อมมีผลกระทบและเสียหายมาก หากไม่มีการไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่งแม้แต่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องรีบตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบข้อกล่าวหาของนายวิสาร 

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า หากพิจารณาคำกล่าวหาของนายวิสาร แล้ว จะเห็นได้ว่า องค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนเรื่องนี้ คือ ป.ป.ช.เพราะคำกล่าวหาดังกล่าว มีทั้ง พ.ร.ป.ป.ป.ช. และมาตรฐานทางจริยธรรม เข้ามาเกี่ยวข้อง

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในเบื้องต้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างน้อย 3 ข้อ คือ 

1.หากคำกล่าวหาของนายวิสาร ไม่เป็นความจริง มีการบิดเบือน ใส่ร้ายอาจผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 15  และหาก ป.ป.ช. เห็นว่า เป็นกรณีร้ายแรง ย่อมชี้มูลความผิด และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาได้ 

2. หากนายกรัฐมนตรีมีการจ่ายเงินให้ ส.ส. คนละ “5 ล้านบาท” จริง ก็อาจเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 17 ซึ่งควรเป็นเรื่องร้ายแรง ป.ป.ช. ก็ต้องชี้มูลและส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิจารณาพิพากษาได้เช่นกัน

3.หากมี ส.ส. รับเงินคนละ” 5 ล้านบาท” จากนายกรัฐมนตรี จริง ส.ส. ก็อาจจะผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 9 และถือเป็นเรื่องร้ายแรงทันที ป.ป.ช. ต้องชี้มูลและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาเช่นกัน

นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้จึงมีความสำคัญ ที่ ป.ป.ช. ต้องรีบเข้ามาไต่สวนตามหน้าที่และอำนาจโดยเร็ว ซึ่งตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ป.ป.ช. ต้องไต่สวนต้นเรื่อง คือนายวิสาร ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่
เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อนายกรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ที่ถูกกล่าวหา หากไม่มีมูลความจริง และเป็นการใส่ร้าย บิดเบือน ก็ควรดำเนินการกับนายวิสาร ตามมาตรฐานทางจริยธรรมต่อไป

แต่หากมีมูล ก็ต้องดำเนินการกับนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. ที่เกี่ยว
ข้อง ตามมาตรฐานทางจริยธรรม และดำเนินการทางอาญา ด้วย

นายเรืองไกร สรุปว่า ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงจำเป็นต้องร้องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงจาก นายวิสาร ก่อนเป็นลำดับแรก ตนจึงจะส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. ในเช้าวันที่ 6 ก.ย. ศกนี้ ทางไปรษณีย์ EMS

สว.เล็งสอบถี่ยิบ ว่าที่ 7 “กสทช.” ลือหึ่งบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482119

สว.เล็งสอบถี่ยิบ ว่าที่7″กสทช.” ลือหึ่งบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวด

05 ก.ย. 2564

ลือหึ่ง ว่าที่ 7 “กสทช.” อดีตบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวด ด้านส.ว.เตรียมสอบประวัติละเอียดยิบก่อนโหวตเหตุหวั่นตกเป็นเครื่องมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 4 และ 5 ก.ย.  64  คณะกรรมการสรรหา “กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ” ซึ่งมีนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ในฐานะประธานกรรมการสรรหาฯ  ได้ประชุมหารือ เพื่อคัดเลือกผู้สมัครกรรมการ กสทช. จากทั้งหมด 78 คน ในช่วงวันที่ 31สิงหาคม วันที่ 1และ 3 กันยายนที่ผ่านมา

ล่าสุดคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้ประกาศผลพิจารณาการคัดเลือกผู้สมัครให้เป็นผู้สมควรได้รับเลือก เพื่อเป็นกรรมการ กสทช.

โดยได้ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามและให้เสนอรายชื่อดังกล่าวไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 15 และมาตรา 16 วรรค1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีรายชื่อในแต่ละด้าน ดังนี้

สว.เล็งสอบถี่ยิบ ว่าที่7"กสทช." ลือหึ่งบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวดสว.เล็งสอบถี่ยิบ ว่าที่7″กสทช.” ลือหึ่งบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

1. ด้านกิจการกระจายเสียง คือ พลอากาศโท ดร. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ

2. ด้านกิจการโทรทัศน์ คือ ศาสตราจารย์ ดร. พิรงรอง รามสูต

3. ด้านกิจการโทรคมนาคม คือ นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ

4. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค คือ ศาสตราจารย์ คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

5. ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ นายต่อพงศ์ เสลานนท์  

6. ด้านอื่น ๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ดังนี้   ด้านกฎหมาย คือ ร้อยโท ดร. ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ ด้านเศรษฐศาสตร์ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย

สว.เล็งสอบถี่ยิบ ว่าที่7"กสทช." ลือหึ่งบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวดสว.เล็งสอบถี่ยิบ ว่าที่7″กสทช.” ลือหึ่งบิ๊กตำรวจ-เอกชนยักษ์ส่งประกวด

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช.เตรียมจะส่งชื่อผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกให้แก่สมาชิกวุฒิสภา ในวันจันทร์ที่ 6 ก.ย นี้เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯนั้น

รายงานข่าวจากส.ว. แจ้งว่า  การสรรหาดังกล่าวนั้น อดีตกสทช.รายหนึ่งสนับสนุนว่าที่กรรมการกสทช.รายหนึ่งให้ได้รับการสรรหา โดยเป็นอดีตนายตำรวจระดับสูงที่ใกล้ชิดผู้ใหญ่บางคนในรัฐบาล และตอนนี้นายตำรวจคนนี้เข้าไปมีอิทธิพลทางลับกับหลายวงการ

ครั้งนี้นายตำรวจคนดังกล่าว ได้ส่งผู้สมัครกรรมการ กสทช.และผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ 3-4 คน รวมทั้งบริษัทใหญ่ด้านพลังงานของไทยที่กำลังขยายและแตกเครือข่ายธุรกิจไปยังกิจการอื่นๆ และสนับสนุนบางพรรคในรัฐบาล ส่งผู้สมัครกรรมการกสทช.และผ่านการพิจารณาสองคน โดยส.ว.บางส่วนได้หาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับว่าที่กรรมการกสทช.ทั้ง 7 รายแล้วเพื่อประกอบการลงมติ

“ว่าที่กรรมการกสทช.บางคนนั้นไปค้นข้อมูลจะพบความสัมพันธ์กับเอกชนบางราย และคนในครอบครัวยังใกล้ชิดกับอดีตผู้ใหญ่ในแวดวงตุลาการที่ตอนนี้ไปทำหน้าที่บอร์ดให้เอกชนแห่งหนึ่ง ทางพลังงานที่กำลังขยายธุรกิจมาด้านโทรคมนาคม  ว่าที่กรรมการกสทช.บางคนก็ทราบว่าใกล้ชิดอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และได้การสนับสนุนในครั้งนี้ 

ตรงนี้ส.ว.ต้องพิจารณาให้ดีก่อนลงมติ เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางฝ่ายเพราะตอนนี้การทำงาน ของส.ว.ก็โดนบางฝ่ายตำหนิเสมอ  ดังนั้นส.ว.ต้องพิจารณาในเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน”ส.ว.รายนี้กล่าวและว่าส.ว.ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะลงมติและเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีต่อไป

สำหรับ การคัดเลือกผู้สมควรได้รับการพิจารณาเป็นกสทช.กเกิดขึ้นในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.และจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ที่ 6 ก.ย.นี้

อนึ่ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (อังกฤษ: National Broadcasting and Telecommunication Commission) หรือ กสทช. (NBTC) เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารความถี่วิทยุเพื่อกิจการโทรคมนาคม และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม 

เพื่อไทย เตรียมลงโทษ “7 ส.ส. งูเห่า” โหวตสวนมติพรรค จ่อขับพ้นพรรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482118

เพื่อไทย เตรียมลงโทษ “7 ส.ส. งูเห่า” โหวตสวนมติพรรค จ่อขับพ้นพรรค

05 ก.ย. 2564

คณะกรรมการจริยธรรมพรรคเพื่อไทย ประชุมหาข้อเท็จจริงจันทร์ที่ 6 กันยายนนี้เพื่อลงโทษ “7 ส.ส.งูเห่า” ที่โหวตสวนมติพรรค ทั้งที่หัวหน้าพรรคได้กำชับไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หากพบว่ามีเจตนาเตรียมขับออกจากพรรค

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคและนายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี แถลงข่าวถึงผลการลงมติและการขยายผลของพรรคเพื่อไทยจากการเปิดการอภิปรายฯ ไม่ไว้วางใจรัฐบาล 6 รัฐมนตรี 

นางสาวอรุณี เปิดเผยว่า คณะกรรมการจริยธรรมพรรคจะจัดประชุมหาข้อเท็จจริงในวันจันทร์ที่ 6 กันยายนนี้เพื่อลงโทษ “ส.ส.งูเห่า”ที่ขาดประชุมและโหวตสวนมติพรรค หากพบว่ามีเจตนา พรรคจะขับออกจากสมาชิกพรรคตามที่หัวหน้าพรรคได้ออกหนังสือถึง ส.ส. ไปก่อนหน้านี้

นายยุทธพงศ์ ยังสรุปตัวเลขการลงมติรัฐมนตรีว่ามีคะแนนใกล้เคียงกัน แต่คนที่น่าห่วงคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนรองบ๊วย สะท้อนให้เห็นว่าผู้แทนราษฏรในสภาไว้วางใจพลเอกประยุทธ์น้อยลงไปทุกวัน และเชื่อว่าพลเอกประยุทธ์จะอยู่ได้อีกไม่นานซึ่งหลังจากนี้น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยมี “7 ส.ส.งูเห่า” โหวตสวนมติพรรค พรรคมีโทษสูงสุดคือขับออกจากพรรค ซึ่งก่อนที่จะมีการประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เรียกส.ส.ทุกคนมาประชุมเพื่อกำชับในเรื่องของการเข้าประชุมและการโหวตตามมติพรรคโดยย้ำว่าไม่มีล้อเล่นเพราะถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง

อย่างไรก็ตามจะต้องให้ ส.ส.ทุกคนมาชี้แจงในที่ประชุมก่อน หากพบว่ามีความผิดแต่ยังไม่มีใครกล้าเสนอให้ขับออกจากพรรค นายยุทธพงศ์จะเป็นคนเสนอด้วยตัวเองในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ยังรวมไปถึง ส.ส. ที่ไปแถลงข่าวต่อว่าพรรคก็จะดำเนินการด้วย
 

นายยุทธพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีการแถลงข่าวชี้แจงการจัดซื้อเรือดำน้ำเมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมปี 63 ของกองทัพเรือ โดยนำภาพมาตัดต่อแอบอ้างนายสีจิ้นผิง ผู้นำของจีน มีส่วนร่วมในการซื้อขายเรือดำน้ำระหว่างกองทัพเรือไทยกับบริษัทของจีนที่ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจผิดคิดว่าประธานาธิบดีจีนมาร่วมเป็นสักขีพยาน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ 

นายยุทธพงศ์ ยังเปิดเผยถึงการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ที่ไม่มีการเลือกตั้งมานานกว่า 3 ปีแล้ว ถึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรีบจัดการเลือกตั้ง 

ชูแนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482090

ชูแนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกง

05 ก.ย. 2564

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เตรียมจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 6 ก.ย.นี้ ชูแนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” ร่วมสร้างชาติไทยไร้คอร์รัปชันกับคนรุ่นใหม่ พร้อมชวนหน่วยงาน องค์กรทั้งรัฐ เอกชน ร่วมติดแฮชแท็ก  #ชื่อหน่่วยงาน #วันต่อต้านคอร์รัปชัน2564 #คบเด็กสร้างชาติ  

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2564  “ดร.มานะ นิมิตรมงคล” เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ร่วมกับองค์กรสมาชิก และเครือข่าย กำหนดให้วันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชัน  และได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่อต้านคอร์รัปชันต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตื่นตัว พร้อมปรับเปลี่ยนค่านิยมที่ไม่ยอมรับการโกงทุกรูปแบบ การไม่ยอมให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม  

ชูแนวคิด "คบเด็กสร้างชาติ" องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกงชูแนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกงดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT

สำหรับปีนี้ได้กำหนดจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2564 ภายใต้แนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” ในวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2564  เวลา 14.00 -16.00 น. โดยจัดรูปแบบ Online Event ผ่าน Facebook Live ทางเฟซบุ๊กองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(https://www.facebook.com/act.anticorruptionThailand

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

การจัดงานในครั้งนี้ สืบเนื่องจากในปีนี้ ACT ได้จัดงาน ACTkathon: Anti-Corruption VIRTUAL HACKATHON 2021 เพื่อหาไอเดียสร้างเครื่องมือต้านโกงจากคนรุ่นใหม่  และได้คัดเลือก 3 ทีมผู้ชนะของกิจกรรมไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เห็นไอเดียเครื่องมือต่อต้านคอร์รัปชันที่สร้างสรรค์ จากเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ และพลังของคนรุ่นใหม่ จึงเป็นที่มาของงานในปีนี้
                                                                                       ชูแนวคิด "คบเด็กสร้างชาติ" องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกงชูแนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกง                                                                             

ภายในงานประกอบด้วย  การนำเสนอไอเดียเครื่องมือพลิกเกมโกงจาก 3 ทีมผู้ชนะจากงาน ACTkathon 2021 ได้แก่ ทีม กินยกแก๊ง ผลงาน  “Corruption Analysis” ,ทีม ขิงบ้านเรา ผลงาน “ตรวจสอบในระดับท้องถิ่น” และทีม PICA ผลงาน “เรดาร์จับโกง”  การพูดคุยหัวข้อ แผนการต่อยอดเครื่องมือ – What’s next for ACTkathon? เพื่อต่อยอด และสนับสนุนให้ไอเดียพลิกเกมโกงทั้ง 3 ไอเดีย เกิดขึ้นจริง โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผอ.สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi), ดร.อนุวรรณ วงศ์พิเชษฐ์  รองผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ), ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA),  ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ  ผอ.สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และ ดร.มานะ 

นอกจากนี้ยังมี การนำเสนอแนวทางพัฒนาเครื่องมือ ACT Ai ให้รองรับและเชื่อมต่อกับทุกเครื่องมือต้านโกง โดย นายกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค, นายณัฐภัทร เนียวกุล  ผู้ดูแลโปรเจ็กต์ ACT Ai  และ คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 ทีมเจ้าของไอเดียเครื่องมือพลิกเกมโกง ACTkathon 2021 และปิดท้ายด้วยการพูดถึงความหวัง ความตั้งใจในการสร้างชาติของคนรุ่นใหม่ ทั้ง 5 ทีมเจ้าของไอเดียเครื่องมือพลิกเกมโกง ACTkathon 2021 


   ชูแนวคิด "คบเด็กสร้างชาติ" องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกงชูแนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดงานวันปราบโกง                                                                                 

ดร.มานะ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19  จำเป็นต้องลดการรวมตัวจัดงานแสดงพลัง ดังนั้นจึงเปลี่ยนรูปแบบการแสดงพลัง ด้วยการเชิญชวนหน่วยงาน องค์กรทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ร่วมรับชมกิจกรรมผ่านทาง facebook องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2564 และแชร์ Live หรือรูปถ่ายขณะทำกิจกรรม พร้อมติด hashtag #ชื่อหน่วยงาน #วันต่อต้านคอร์รัปชัน2564 #คบเด็กสร้างชาติ

วิชา มหาคุณ ชี้ผลสอบวินัย “เนตร นาคสุข” คดีบอส กระทิงแดง พอคาดเดาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482083

วิชา มหาคุณ ชี้ผลสอบวินัย “เนตร นาคสุข” คดีบอส กระทิงแดง พอคาดเดาได้

05 ก.ย. 2564

วิชา มหาคุณ อดีตป.ป.ช.ชี้ผลสอบเอาผิดวินัย “เนตร นาคสุข”คดีสั่งไม่ฟ้อง บอส กระทิงแดง พอคาดเดาได้ แต่ยังมั่นใจดาบสอง ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 64  ภายหลังมีกระแสข่าว กรณีคณะกรรมการสอบสวนขั้นต้น ชุดที่มี นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ เป็นประธาน ที่สรุปผลสอบสวนว่า “นายเนตร นาคสุข” อดีตรองอัยการสูงสุด มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง กรณีสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” คดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต จนทำให้ “บอส รอดทุกข้อหา” นั้น

นายวิชา มหาคุณ  อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)  และอดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดี “บอสรอดทุกข้อหา”  ออกมาเปิดเผยว่า ทราบจากข่าวที่นำเสนอออกมาแล้ว ซึ่งก็พอคาดเดาได้ เนื่องจากหน่วยงานสอบสวนกันเอง ก็จะมีความเกรงใจกัน มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้อง (เนื่องจากประธานคณะกรรมการสอบสวนฯเป็นอดีตอัยการ) 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

อย่างไรก็ตาม จากกระแสข่าวดังกล่าวที่สรุปว่า ไม่ผิดวินัยร้ายแรงนั้น ก็ไม่อยาก “ติเรือทั้งโกลน” เพราะยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. จึงอยากให้สังคมรอดูการพิจารณาของ ก.อ.ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ก่อน หลังจากนั้นจึงจะวิจารณ์ได้ตรงประเด็น เพราะขั้นตอนนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวนขั้นต้น ซึ่งต้องเสนอ ก.อ.พิจารณาอีกขั้นหนึ่ง

นอกจากนั้นยังมีการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. )ซึ่งต้องรอดูผลว่าจะออกมาสวนทางกับการสอบวินัยหรือไม่ โดยส่วนตัวเชื่อมั่นการทำงานของ ป.ป.ช.
 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวแจ้งว่า การสอบสวน “นายเนตร นาคสุข” อดีตรองอัยการสูงสุดกรณีมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส คดีขับรถชนผู้อื่นถึงความตายว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ กรรมการอัยการ (ก.อ.) ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธาน ได้สรุปสำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว

โดยเห็นว่า “นายเนตร” มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรงเพราะไม่พบการทุจริต แต่เป็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการ (ก.อ.) ในวันที่ 10  ก.ย.นี้ จะมีวาระการพิจารณาผลการสอบสวนดังกล่าว

ถ้าคณะกรรมการ ก.อ.เห็นด้วยกับคณะกรรมการสอบสวน อาจพิจารณางดบำเหน็จหรือไม่เลื่อนขั้นเป็นระยะเวลา 2 ปี และไม่เสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอัยการอาวุโส ซึ่งส่งผลต้องพ้นจากราชการก่อนอายุ 70 ปี  

อย่างไรก็ตามการงดบำเหน็จหรือการไม่เลื่อนขั้น ไม่มีผลในทางปฏิบัติเพราะ“นายเนตร”เทียบเท่าอัยการอาวุโส ไม่มีขั้นให้เลื่อนสูงขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่อาจทำให้เสียประวัติการรับราชการเท่านั้น  

สำหรับ“นายเนตร นาคสุข” รองอัยการสูงสุด ที่ผ่านมา ยืนยันว่า สั่งคดีตามสำนวนที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาทั้งหมดซึ่งได้พิจารณาสำนวนอย่างละเอียด ตามดุลพินิจที่ระบุในเอกสารสั่งคดี 


วิชา มหาคุณ  ชี้ผลสอบวินัย "เนตร นาคสุข" คดีบอส กระทิงแดง พอคาดเดาได้วิชา มหาคุณ ชี้ผลสอบวินัย “เนตร นาคสุข” คดีบอส กระทิงแดง พอคาดเดาได้

สำหรับคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนคนตาย เหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนก.ย. 2555  เมื่อนายวรยุทธ หรือบอส ลูกชายคนเล็กของนายเฉลิม อยู่วิทยา ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สน.ทองหล่อ ที่ขี่รถจักรยานยนต์ตราโล่อยู่จนเสียชีวิต บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 จากนั้นนายวรยุทธ หลบหนี ออกจากประเทศไทยหลังได้รับการประกันตัว 

หลังจากนั้นมีกระแสทวงถามความคืบหน้าของคดีเพื่อให้นำตัวนายวรยุทธ กลับมาดำเนินคดีที่ไทย แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถนำตัวนายวรยุทธ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งข้อหานี้มีอายุความ 15 ปี โดยจะหมดอายุความ ในเดือนกันยายน 2570 และข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือโคเคน

ปากเป็นเหตุ “เรืองไกร” ร้อง ป.ป.ช. สอบวิสาร ปมเงิน 5 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482056

ปากเป็นเหตุ “เรืองไกร” ร้อง ป.ป.ช. สอบวิสาร ปมเงิน 5 ล้าน

05 ก.ย. 2564

ควันหลง อภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อปากเป็นเหตุ “เรืองไกร” ยื่นหนังสือร้อง ป.ป.ช. สอบวิสาร ส.ส. เชียงราย ปมเงิน 5 ล้าน

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2564 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตามที่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวหาในลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จ่ายเงินให้ ส.ส. หัวละ 5 ล้านบาท ที่อาคารรัฐสภา ชั้น 3 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องงูเห่า เย้ย “ทักษิณ” ไผเป็นไผ 6 ส.ส.เพื่อไทย

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

พี่น้อง 3 ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์-ประยุทธ์

นายเรืองไกร กล่าวว่า คำกล่าวหาดังกล่าว พูดถึงการกระทำที่เกิดขึ้นนอกห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร แม้ผู้พูดจะอยู่ในห้องประชุม แต่น่าจะไม่ได้รับความคุ้มครองรัฐธรรมนูญ มาตรา 124 วรรคหนึ่ง เพราะอาจเป็นการพูดใส่ร้ายที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม ข้อ 69 วรรคสอง

นายเรืองไกร กล่าวว่า ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีข้อกำหนดไว้หลายข้อ ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงตามที่นายวิสาร กล่าวหา เรื่องนี้จะเป็นความผิดทางอาญาตามมาได้ ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาว่าให้เงิน และตัว ส.ส. ที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงิน คนละ 5 ล้านบาท

“ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะพูดโดยไม่รับผิดชอบ โดยอ้างเอกสิทธิ์ หาได้ไม่ เพราะกระทบความน่าเชื่อถือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมาได้”นายเรืองไกร ระบุ

นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้ย่อมมีผลกระทบและเสียหายมาก หากไม่มีการไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่งแม้แต่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องรีบตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบข้อกล่าวหาของนายวิสาร

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า หากพิจารณาคำกล่าวหาของนายวิสาร แล้ว จะเห็นได้ว่า องค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนเรื่องนี้ คือ ป.ป.ช. เพราะคำกล่าวหาดังกล่าว มีทั้ง พรป.ปปช. และมาตรฐานทางจริยธรรม เข้ามาเกี่ยวข้อง

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในเบื้องต้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างน้อย 3 ข้อ คือ

1. หากคำกล่าวหาของนายวิสาร ไม่เป็นความจริง มีการบิดเบือน ใส่ร้าย อาจผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 15 และหาก ป.ป.ช. เห็นว่า เป็นกรณีร้ายแรง ย่อมชี้มูลความผิด และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาได้

2. หากนายกรัฐมนตรีมีการจ่ายเงินให้ ส.ส. คนละ 5 ล้านบาท จริง ก็อาจเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 17 ซึ่งควรเป็นเรื่องร้ายแรง ป.ป.ช. ก็ต้องชี้มูล และส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิจารณาพิพากษาได้เช่นกัน

3. หากมี ส.ส. รับเงินคนละ 5 ล้านบาท จากนายกรัฐมนตรี จริง ส.ส. ก็อาจจะผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 9 และถือเป็นเรื่องร้ายแรงทันที ป.ป.ช. ต้องชี้มูลและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาเช่นกัน

นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้ จึงมีความสำคัญ ที่ ป.ป.ช. ต้องรีบเข้ามาไต่สวนตามหน้าที่และอำนาจโดยเร็ว ซึ่งตาม พรป.ปปช. มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ป.ป.ช. ต้องไต่สวนต้นเรื่อง คือนายวิสาร ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อนายกรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ที่ถูกกล่าวหา หากไม่มีมูลความจริง และเป็นการใส่ร้าย บิดเบือน ก็ควรดำเนินการกับนายวิสาร ตามมาตรฐานทางจริยธรรมต่อไป แต่หากมีมูล ก็ต้องดำเนินการกับนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. ที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรฐานทางจริยธรรม และดำเนินการทางอาญา ด้วย

“ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงจำเป็นต้องร้องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงจาก นายวิสาร ก่อนเป็นลำดับแรก ตนจึงจะส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. ในเช้าวันจันทร์ที่ 6 กันยายนนี้ ทางไปรษณีย์ EMS”นายเรืองไกร กล่าวสรุป

Mandatory self-testing for migrant workers in Singapore dorms from Sept 13 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005805

Mandatory self-testing for migrant workers in Singapore dorms from Sept 13


SINGAPORE – From next Monday (Sept 13), all migrant workers living in dormitories here will need to test themselves for Covid-19 regularly using antigen rapid test (ART) kits.

This is in line with a broader push to encourage more people to carry out self-testing, and could signal the long-awaited lifting of movement curbs that have kept workers largely confined to their dorms.

The new mandatory self-testing regimen is on top of the existing rostered routine testing (RRT) that the workers are subjected to every seven or 14 days, the Ministry of Manpower (MOM) said in an advisory to employers on Aug 27.

MOM said testing and detecting Covid-19 cases quickly remain critical to preventing potential infections from spreading widely in migrant worker dorms.

ARTs are more convenient, comfortable, and give faster results than the polymerase chain reaction tests used for RRT, MOM said.

Under the new regimen, workers who are swabbed every seven days must test themselves three days after each RRT appointment.

This applies to both vaccinated and unvaccinated workers.

For workers who are swabbed every 14 days, those who are vaccinated must test themselves seven days after each RRT appointment, and those unvaccinated must test themselves on the third, seventh and 11th day after each RRT date.

Workers can carry out the self-tests in their rooms at their own convenience, but must be supervised by MOM’s Forward Assurance and Support Teams, the dorm operator or a designated worker in charge of the room. They must then submit their test result using the FWMOMCare application.

Workers are also required to take a video of themselves doing the ART, and must keep the video in their phones for seven days.

Random checks will be conducted, and action will be taken if workers fail to test themselves as required or do not conduct the tests properly, MOM said.

Since Aug 30, workers have been able to collect their ART kits after completing their most recent RRT.

From Thursday (Sept 9), they will receive their self-testing schedules and be notified of their test dates.

The ART kits will be fully subsidised by the Government until further notice.

Mandatory self-testing for migrant workers in Singapore dorms from Sept 13Mandatory self-testing for migrant workers in Singapore dorms from Sept 13

Dorm operators said MOM has been helping to train workers over the past two weeks to use the ART.

Mr Kong Chee Min, chief executive of Centurion Corporation, which manages eight dorms under the Westlite brand, said his firm supports the new measure, and has more than 85 staff who are qualified to supervise the tests.

All dorm residents have been taught to use the ART at least once, and almost every room has a worker who is trained to be a supervisor.

“While it is more demanding for operators to coordinate and manage, it is not too onerous once the workers get used to it,” he said.

Mr Johnathan Cheah, managing director of S11 Dormitories, agreed: “All parties involved understand the importance of self-testing as Singapore prepares for the endemic stage of Covid-19.”

Associate Professor Jeremy Lim of the National University of Singapore’s Saw Swee Hock School of Public Health said the new self-testing regimen is a small price to pay if it is tied to a larger plan to allow migrant workers into the community.

He and other infectious disease experts have said that the high vaccination rate among dorm residents – more than nine in 10 are fully vaccinated – makes it hard to justify restricting their movements.

This is especially given the impact that prolonged confinement has had on mental health.

Manpower Minister Tan See Leng said last week that his ministry has plans to loosen these restrictions.

The only thing left is to find a “safe window”, he said.

At Wee Chwee Huat Scaffolding and Construction, which has a factory-converted dorm in Woodlands, eight workers have been trained to use the ART and will guide the company’s 150-plus workers until all are able to do the tests properly.

The firm’s managing director Edward Wee, 62, said he is prepared to factor the cost of ART kits into the firm’s business expenses if he has to pay for them in the long run.

The cost of a Covid-19 outbreak in the dorm is far greater, he said.

Migrant workers interviewed said they are used to getting swabbed and the ART kits are easy to use once they get the hang of it.

Logistics coordinator Asaduzzaman, 35, prefers the ART as there have been technical issues at the RRT centres that have led to long waits for test results. He said: “We can do (the test) and easily get the result… It is a good thing for us.”

Published : September 07, 2021

Duterte lacks sense of urgency in COVID-19 response – Robredo #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005804

Duterte lacks sense of urgency in COVID-19 response – Robredo


MANILA, Philippines — If his weekly, late-night presidential addresses are any indication, President Rodrigo Duterte appears to lack a sense of urgency and attention to the details in the country’s pandemic response, Vice President Leni Robredo said on Monday.

Robredo made the statement in a rare direct criticism of the chief executive who had repeatedly sidelined and dismissed her recommendations.

Specifically, she said the president’s last two addresses — both of which were spent disparaging the Commission on Audit (COA) and Senators Panfilo Lacson and Richard Gordon, as well as coming to the defense of Health Secretary Francisco Duque III and his former economic adviser Michael Yang — “were really quite frustrating,” she added in an interview with ANC’s “Headstart.”

“We’re in the middle of a pandemic where you need all hands on deck and yet the greater part of those conferences were spent berating our senators and COA,” she said.

‘Blanket authority’

Last week, Robredo admitted to having been tempted to ask for “blanket authority” to take charge of the country’s pandemic response, which she has repeatedly slammed as directionless and ineffective.

If she had her way, Robredo said she would have redirected available funds to the healthcare system. Unfortunately, “I am not privy to what is happening at the top so I don’t know what the exact problem is.”

“The government keeps saying we have no money and yet we keep seeing COA reports saying so much are not being utilized,” she noted. “There seems to be a disconnect at the top [but] all the more reason to need someone on top of all this.”

Manila City Mayor Francisco “Isko Moreno” Domagoso, for his part, on Monday hit the national government for spending billions on face shields, saying the money should have gone instead to stocking up COVID-19 medicines.

Depleted stocks of meds

But since August, hospitals have been sounding the alarm on the depleting stocks of tocilizumab and remdesivir as the number of infections continued to rise. (See related story on Page A2.)The DOH said a global shortage of investigational drugs to treat severe COVID infection might last until the end of the year.

“My appeal to this government agency [is to] buy remdesivir. Buy tocilizumab. Not just face shields.

These are what the people need,” Domagoso said Monday at the groundbreaking of a city housing project.

“We were surprised [that the government] spent billions and billions [of pesos] on face shields. It’s not even backed by science,” he added.

Published : September 07, 2021

China to further open up capital market #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005803

China to further open up capital market


China is considering launching a new round of capital market opening-up measures while seeking closer international cooperation in supervising overseas-listed Chinese companies, the head of the countrys top securities regulator said on Monday.

“We will provide more equitable, efficient and convenient services for overseas institutions and investors to participate in China’s capital market,” said Yi Huiman, chairman of the China Securities Regulatory Commission.

Yi said the CSRC is working on measures to increase the securities that are eligible for connect programs between mainland and Hong Kong exchanges, expand and improve the Shanghai-London Stock Connect, make more commodity and financial futures products available to foreign investors, and facilitate the recognition of international practitioners’ qualifications.

The commission is also striving for greater progress in international regulatory cooperation regarding the supervision of overseas-listed Chinese companies, cross-border audit oversight and the enforcement of laws and regulations, Yi said.

Global financial hubs “should not become platforms and tools for governments to suppress and sanction other countries”, Yi said, adding that any “zero-sum game” mindset should be forgone, as global financial communities have become intertwined with common interests.

Yi made the remarks via video link at the opening of the 60th World Federation of Exchanges General Assembly & Annual Meeting, during which leaders from 91 global securities and futures exchanges and clearing institutions will discuss major issues of the industry. The meeting, hosted by the Shenzhen Stock Exchange, will last through Thursday.

His remarks also came amid a dispute between China and the United States surrounding the oversight of audit work for US-listed Chinese companies, as well as China’s continuous reform and opening-up of the capital market.

President Xi Jinping announced on Thursday that China will set up a stock exchange in Beijing and build it into a major base for serving innovative small and medium-sized enterprises.

Meanwhile, the Hong Kong exchange will launch its first A-share index futures product on Oct 18, providing a new risk management tool for global investors trading in A shares.

The commission will take the new exchange’s launch as a chance to build a comprehensive set of arrangements to support SMEs, Yi said.

He added that the CSRC will remain vigilant against any risks of asset bubbles created by the circulation of liquidity within the financial system diverting funds from the real economy.

Wang Jianjun, chairman of the Shenzhen Stock Exchange, said at the meeting that the registration-based public offering reform that took effect last year on ChiNext, a Shenzhen board heavy with growth enterprises, has encouraged innovative enterprises to get listed and has funneled more resources into technological innovation.

More than 180 enterprises have floated shares on ChiNext since the reform took effect, up from 52 in all of 2019, Wang said.

The exchange has also pressed ahead with high-level opening-up, having signed memorandums of understanding with 52 global exchanges and market institutions, he added.

Meng Lei, an A-share strategist at UBS Securities, said the recent policy signals of capital market opening-up have reassured global investors after market fluctuations.

China’s A-share market ended in an upbeat note on Monday, with the benchmark Shanghai Composite Index up 1.12 percent to 3,621.86 points, the highest closing level in three months.

Published : September 07, 2021