‘โครงการปันลมปราณ’ จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวแบบ Home Isolation และ Community Isolation #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600013

‘โครงการปันลมปราณ’จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด  เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวแบบ Home Isolation และ Community Isolation

‘โครงการปันลมปราณ’จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวแบบ Home Isolation และ Community Isolation

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยผู้แทน “โครงการปันลมปราณ” และ มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ร่วมงานแถลงข่าว “โครงการปันลมปราณ” เพื่อจัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด ไปมอบแก่โรงพยาบาลหลักโรงพยาบาลสนาม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวแบบ Home Isolation และ Community Isolation เมื่อวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 ณ ห้องประชุม 101 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา โดย มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ จะเป็นผู้ดำเนินการพิจารณาส่งมอบแก่โรงพยาบาล กลุ่มจิตอาสา และผู้ป่วยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับต่างจังหวัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดต่างๆ จะเป็นผู้ดูแลต่อไป

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุมัติให้ชมรมผู้รับพระราชทานทุน มูลนิธิอานันทมหิดลสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มวิศวกรรวมใจต้านภัยโควิด-19 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมโครงการจัดหาเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด และเครื่องผลิตออกซิเจนภายใต้ชื่อ “โครงการปันลมปราณ” โดยร่วมกับ “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ)”ดำเนินโครงการดังกล่าว

เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปันลมปราณ เติมน้ำใจ แบ่งปันลมหายใจ ให้คนไทยพ้นจากวิกฤตโควิด-19 โดยบริจาคสมทบทุน “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ)”ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 067-300487-3 ระบุชื่อ “โครงการปันลมปราณ”ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กก.และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยผู้แทน “โครงการปันลมปราณ” มอบ เครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด แก่ มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กก.และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยผู้แทน “โครงการปันลมปราณ” มอบ เครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด แก่ มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กก.และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กก.และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทรศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทรดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นตัวแทนมูลนิธิฯ รับมอบเงิน 10,000,000 บาท จาก พิเชษฐ
สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เพื่อสมทบทุนเข้า “โครงการปันลมปราณ”ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นตัวแทนมูลนิธิฯ รับมอบเงิน 10,000,000 บาท จาก พิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เพื่อสมทบทุนเข้า “โครงการปันลมปราณ”

The Art of Masterpiece ศิลปะในการดูแลรักษางานชิ้นเอกให้คงคุณค่ายืนยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600051

The Art of Masterpiece  ศิลปะในการดูแลรักษางานชิ้นเอกให้คงคุณค่ายืนยาว

The Art of Masterpiece ศิลปะในการดูแลรักษางานชิ้นเอกให้คงคุณค่ายืนยาว

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภาพวาดหัวหมี อายุกว่า 500 ปี ผลงานชิ้นเล็กๆ ของลีโอนาร์โด ดาวินชี ทุบสถิติการประมูลด้วยมูลค่า 395 ล้านบาทเมื่อเร็วๆ นี้ สร้างกระแสและแรงบันดาลใจให้ศิลปินและผู้หลงใหลงานศิลปะไม่น้อยผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงยิ่งผ่านวันเวลาคุณค่าก็ยิ่งมากขึ้นมูลค่าของชิ้นงานก็สูงมากขึ้นไม่แพ้กัน กระบวนการสร้างสรรค์ สะสม และรักษาผลงานเหล่านั้นให้คงคุณค่ายืนยาว…ทำอย่างไร

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้รวบรวมเคล็ดลับในหัวข้อ “The Art of Masterpiece ศิลปะในการดูแลรักษางานชิ้นเอกให้คงคุณค่ายืนยาว” ผ่าน 3 มุมมองของนักสร้างสรรค์ นักสะสม และนักอนุรักษ์ ได้แก่ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร (นักสร้างสรรค์) ธีระ วานิชธีรนนท์ (นักสะสม) และขวัญจิต เลิศศิริ (นักอนุรักษ์) เอกอุแห่งแวดวงศิลปะของไทยในมิติที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อให้ความรู้และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเลือกสรรวัสดุ การจัดเก็บรักษา และการซ่อมแซมผลงานชิ้นเอกที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกให้คงคุณค่ายืนยาว

อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ศิลปินผู้สร้างสรรค์จิตรกรรมไทยโดยผสมผสานศาสตร์แห่งตะวันตกเป็นคนแรกๆ ในประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า “เยาวชนรุ่นใหม่ๆ มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงมาก เพราะมีข้อมูลเยอะ มีโอกาสเรียนรู้ในวงกว้างได้ภายในระยะเวลาอันสั้น อยากให้ศิลปินยุคใหม่ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ ศึกษาการเคลื่อนไหวของวงการนี้เพื่อที่จะหาจุดแตกต่างของตัวเองให้เจอ”

อาจารย์ปัญญา เป็นผู้หนึ่งที่สร้างสรรค์งานศิลปะแบบไม่จำกัดเทคนิคและให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดงานจนถึงคุณภาพของงาน เพื่อให้ชิ้นงานคงทนเมื่อถูกส่งต่อไปยังผู้ชื่นชอบผลงาน ทั้งนี้ คุณค่าของงานศิลปะเป็นเรื่องที่มากกว่าความสวยงาม หากงานศิลป์มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรสามารถมาทดแทนได้ ก็จะเป็นที่ต้องการของนักสะสม

ธีระ วานิชธีรนนท์ นักสะสม/เจ้าของ 333 Gallery จากวิศวกรไฟฟ้ามาสู่นักสะสมผลงานศิลปะชั้นแนวหน้าของไทย ได้กล่าวไว้ว่า “ผมเก็บประวัติศาสตร์ งานที่สะสมเป็นผลงานที่เป็น signature ของศิลปิน ผมให้ความสำคัญกับการเก็บรักษา ผู้ที่รักในการสะสมผลงานศิลปะควรต้องศึกษาวิธีคงสภาพผลงานให้ยาวนาน” ซึ่งนักสะสมอย่างธีระ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ชิ้นงานที่สมบูรณ์ แม้แต่รูปสเกตซ์ (งานร่าง)ก็มีคุณค่าเป็น masterpiece เพราะเป็นลายแทงสู่ความสำเร็จของศิลปิน

ปัจจุบันโลกเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงผลงานอย่างเท่าเทียมในโลกออนไลน์ ศิลปินมีโอกาสได้พบและซื้อขายกับนักสะสมโดยตรง แต่แม้ว่าศิลปะดิจิทัลจะมีบทบาทมากขึ้น ก็ยังมีศิลปินจำนวนไม่น้อยและนักสะสมจำนวนมากที่ยังชื่นชอบความสร้างสรรค์และสะสมชิ้นงานจิตรกรรม งานประติมากรรม รวมถึงต้องการอนุรักษ์ผลงานชิ้นที่ครอบครองให้ยั่งยืนเพื่อคงคุณค่าของงานศิลป์และเป็นประวัติศาสตร์ให้แก่คนรุ่นต่อๆ ไป

ขวัญจิต เลิศศิริ นักอนุรักษ์ ชั้นครู อีกหนึ่งตำนานแห่งการอนุรักษ์ผลงานศิลปะของไทย มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าศิลปินสามารถซ่อมแซมผลงานของตนเองได้ อันที่จริงแล้วงานอนุรักษ์ต้องใช้ความเข้าใจในผลงานชิ้นนั้นๆ และต้องอาศัยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความสามารถในงานศิลป์ จึงจะสามารถสืบสานลมหายใจของผลงานศิลปะ โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปแทรกแซงชิ้นงานดั้งเดิม

ขวัญจิต กล่าวว่า “ทุกการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปินต้องคำนึงถึงปัจจัยภายใน คือ “คุณภาพของวัสดุ” และปัจจัยภายนอก คือ “สภาวะแวดล้อม” ไม่ว่าจะเป็นแมลงความชื้น เชื้อรา รวมถึงวิธีการเก็บรักษาล้วนส่งผลต่อชิ้นงาน เมื่อผลงานป่วยจนเกิดความเสียหาย หน้าที่ของนักอนุรักษ์ไม่ใช่การทำให้ผลงานกลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง แต่จะเป็นการทำให้งานคงสภาพเดิมให้มากที่สุด เพราะหากเติมแต่งเข้าไป “คุณค่า” ดั้งเดิมของชิ้นงานจะหายไป”

งานศิลปะที่ทำวันนี้ จะไม่ได้จบแค่วันนี้ แต่อาจจะเป็นอีกหน้าของประวัติศาสตร์ ใครจะรู้ วันนี้เราอาจจะเป็นแค่นักศึกษาศิลปะ อาจจะ
ไม่ดัง แต่ศิลปินที่ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืนก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ งานชิ้นแรก งานร่าง ล้วนมีคุณค่าที่ส่งผลต่อศิลปินในอนาคต จึงควรเก็บรักษาผลงานให้ดีในทุกๆ ชิ้น

“Ars Longa, Vita Brevis ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ส่วนโอกาสจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับการเปิดใจและลงมือทำ จะเป็นผู้สร้างผู้สะสมหรือผู้รักษา วงการศิลปะมีพื้นที่ให้เลือกยืนและฝันมากกว่าที่ตาเห็น

คุณแหน : 6 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600049

คุณแหน

คุณแหน : 6 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ll วันเกิดปีนี้ครบ 95 ปี ของ ท่านผู้หญิงอิศรา บูรณศิริ ด้วยสุขภาพแข็งแรงแจ่มใส งานนี้ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์,ภัทธิรา หาญสกุล เป็นตัวแทนชาวคณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิส ไปกราบอวยพรที่บ้านพักซอยอารีย์…

ll วุฒิสภามอบโล่ประกาศเกียรติคุณตามโครงการ “ทำดีมีคนรู้” ให้ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ผู้ทำความดีต่อสังคมและประเทศด้านการสาธารณสุข…

ll มัลลิกา พุฒิชาติ พร้อมเหล่ากาชาด จ.ศรีสะเกษ ออกหน่วยรับบริจาคโลหิตร่วมกับคลังเลือด รพ.จ.ศรีสะเกษ เพื่อเก็บไว้ช่วยเหลือผู้ป่วยอุบัติเหตุ…

ll เพื่อนๆ ชาว ปธพ.1 ร่วมแสดงความยินดีกับ นพ.เพชรพงษ์ กําจรกิจการที่ได้เป็น รอง ผอ.สำนักการแพทย์ กทม. …

ll ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการ กฟผ. และ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี ม.ขอนแก่น ร่วมลงนาม MOU โครงการวิจัยและพัฒนา Engywall เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์เป็นระบบสำรองพลังงานไฟฟ้า…

ll ด้วย อยู่ในช่วงเวลากักตัวใน รร. เพราะเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมหลานชายคนแรกที่อังกฤษ ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร ได้ฉลองวันเกิดปีนี้กับหวานใจ พิเชฐ แบบสองต่อสองโดยไม่มีใครมากวน…

ll อนุโมทนาบุญกับ วิเชียร เอมประเสริฐสุข ที่ร่วมบริจาคเครื่องให้ยาระงับความเจ็บปวด แก่ศูนย์บริรักษ์ รพ.ศิริราช และบริจาคเงินช่วยเหลือผู้พิการที่โดนผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย…

ll ยินดีกับผู้บริหารหนุ่มไฟแรงณัฐพล วิมลเฉลา ได้เป็น ซีอีโอ ป้ายแดงของ บมจ.สยามราชธานี (SO) ผู้นำด้านธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร เพื่อรองรับเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น…

ll สุปราณี ป้องปัด ปลื้มที่ได้ฉลองวันเกิดปีนี้แบบ e-Birthday เป็นเซอร์ไพรส์จากน้องๆ ที่ทำงานได้ส่งเค้กมาให้เป่าถึงบ้านพร้อมอวยพรออนไลน์ก่อนมีประชุมงานต่อ…

ll พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง พร้อมลูกหลาน ญาติสนิทมิตรสหาย เตรียมทำบุญเลี้ยงพระครบรอบ5 ปีที่จากไปของ พลเอกสุทิน จันทร์กระจ่าง 5 ต.ค. 07.30 น. ถวายภัตตาหารเช้า พระสงฆ์ 220 รูป ถวายสังฆทาน พระสงฆ์ ที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่…

ll ทันทีที่ ได้รับโทรศัพท์จากศูนย์บริจาคโลหิตเพราะขาดแคลนมาก เนตรนภิส ตั้งตรงวัฒนารีบขับรถด้วยตนเองไปบริจาคที่สภากาชาดทันที…

ll 1 ก.ย. ที่ผ่าน  รศ.เกษมศานต์ โชติชาครพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งผอ.ใหญ่ บมจ. อสมท ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารและวางแผนกลยุทธ์ รวมถึงศักยภาพด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พร้อมชูวิสัยทัศน์ “สร้างความร่วมมือสู่การเปลี่ยนแปลง”…

ll 6 ก.ย. สวดพระอภิธรรม ปราโมทย์ จันทรสาขา ที่จากไปด้วยโรคหัวใจวาย ณ ศาลา 7 เวลา 18.00 น. วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร…ส่วนวันเผานั้นจะเก็บไว้ 100 วัน คอยให้ ปานจิตต์ ภรรยาที่ผ่ากระดูกสะโพกวันเดียวกันเดินได้ก่อน..ll

คุณแหน

ยอดนักกีฬาหญิงพาราลิมปิก ‘เอ๋-อรวรรณ บุตรโพธิ์’ เผยทริคออกกำลังกาย ‘แค่ร่างกายไม่พอ จิตใจต้องแข็งแกร่ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599998

ยอดนักกีฬาหญิงพาราลิมปิก ‘เอ๋-อรวรรณ บุตรโพธิ์’  เผยทริคออกกำลังกาย ‘แค่ร่างกายไม่พอ จิตใจต้องแข็งแกร่ง’

ยอดนักกีฬาหญิงพาราลิมปิก ‘เอ๋-อรวรรณ บุตรโพธิ์’ เผยทริคออกกำลังกาย ‘แค่ร่างกายไม่พอ จิตใจต้องแข็งแกร่ง’

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปิดฉากลงแล้วสำหรับมหกรรมกีฬาพาราลิมปิก โตเกียวเกมส์ 2020 เชื่อว่าใครที่ได้ติดตามดูการแข่งขันคงจะได้รับพลังใจดีๆ จากเหล่านักกีฬาคนพิการที่ร่วมเข้าแข่งขันอย่างแน่นอน หรืออย่างน้อยก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น เพราะพวกเขาเหล่านี้ล้วนได้แสดงให้คนทั้งโลกเห็นว่าไม่ว่าใครจะมีร่างกายอย่างไร ก็สามารถออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้ ยิ่งหากมีความตั้งใจด้วยก็สามารถทำทุกอย่างและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

ซิตี้แบงก์จะพาทุกคนไปชมทริคการออกกำลังกายง่ายๆของนักกีฬาหญิงคนแกร่ง เอ๋-อรวรรณ บุตรโพธิ์ นักกีฬายกน้ำหนักคนพิการทีมชาติไทย หนึ่งในนักกีฬาคนพิการจากทั่วโลกที่ซิตี้ให้การสนับสนุน ที่เธอบอกว่า ต้องพยายามทำให้ตัวเองมีวินัยกับในทุกๆ เรื่องโดยเฉพาะการออกกำลังกายและการซ้อมกีฬา

การรู้จักร่างกายของตัวเองก่อนออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ : แน่นอนว่าไม่มีใครรู้จักร่างกายของตัวเองดีไปมากกว่าตัวเราเอง ดังนั้นก่อนออกกำลังกายในแต่ละครั้ง อันดับแรกคือควรเช็คและตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายของตัวเองให้ดีว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ร่างกายมีอาการ หรือเป็นโรคอะไรที่ต้องควรระมัดระวังอยู่หรือไม่ รวมถึงการตรวจอวัยวะว่ามีส่วนไหนกำลังเป็นปัญหาด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะที่เป็นพวกข้อต่อ เช่น แขน ขา ข้อ คอ หรือเข่า ฯลฯ เพราะการเช็คร่างกายก่อนที่จะออกกำลังกายทุกครั้งจะทำให้เราสามารถเลือกเล่นกีฬา หรือเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อตนเองได้นั่นเอง

อย่าละเลย “วอร์มอัพ” และ “คูลดาวน์” ด้วยทุกครั้ง : เพราะร่างกายเราประกอบไปด้วยทั้ง เซลล์ เส้นประสาท กระดูก และข้อต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีการเชื่อมต่อกัน ดังนั้นการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจทำให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บได้ ถึงแม้จะเจ็บแค่เพียงส่วนเดียวแต่ก็อาจทำให้ส่วนอื่นๆ ในร่างกายที่มีการเชื่อมต่อกันเกิดปัญหาตามมาได้ ดังนั้นก่อนออกกำลังกายทุกครั้งจึงควรมีการอบอุ่นร่างกาย หรือการวอร์มอัพ (Warm-up) ที่ทุกคนรู้จักกันดีเพื่อให้ร่างกายได้การเรียนรู้และเตรียมพร้อมเสียก่อน รวมถึงหากออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ควรให้ร่างกายได้ คูลดาวน์ (Cool-down) หรือการยืดเหยียดร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ค่อยๆ ปรับตัวเพื่อกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

แข็งแรงแค่ร่างกายไม่พอ จิตใจก็ต้องแข็งแกร่งด้วยเหมือนกัน : แม้เธอจะเป็นนักกีฬา การออกกำลังกายและซ้อมกีฬาเป็นกิจวัตรปกติที่เธอต้องทำ แต่เธอก็ยอมรับว่าก็มีความขี้เกียจและรู้สึกท้อเหมือนทุกๆ คนเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงพยายามทำให้ตัวเองมีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ และตั้งเป้าหมายในชีวิตอยู่เสมอ เพราะถ้าแค่ร่างกายแข็งแรงแต่จิตใจไม่เข้มแข็งพอก็อาจไม่สามารถทำให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ดังนั้นในด้านของจิตใจ ทุกๆ วันเธอจะเริ่มต้นที่ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก และค่อยรับกำลังใจจากคนรอบๆ ตัวเอามาเป็นแรงผลักดันให้กับตนเองเพิ่มเติม เพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจมีความแข็งแกร่งในการทำสิ่งต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ ซิตี้ในฐานะองค์กรชั้นนำระดับโลกที่ตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม ไม่แบ่งแยก และการเคารพในความหลากหลาย ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล หรือ IPC ในการเป็นพันธมิตรระดับนานาชาติ พร้อมให้การสนับสนุนคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งชาติ (NPC) ใน 23 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ผ่านการดำเนินงานด้านแคมเปญการสื่อสารระหว่างประเทศ การโปรโมทกิจกรรม ตลอดจนการสนับสนุนทุนทรัพย์สำหรับนักกีฬาพาราลิมปิก เพื่อสร้างความรับรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของการมีส่วนร่วมในสังคมของผู้พิการให้กับสังคมโลกผ่านความสามารถ ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจที่สะท้อนผ่านนักกีฬาพาราลิมปิก ซึ่งการแข่งขันพาราลิมปิก โตเกียวเกมส์ 2020 มีนักกีฬาพาราลิมปิกจากทั่วโลกที่ซิตี้ให้การสนับสนุนเข้าร่วมการแข่งขันจำนวนทั้งหมด 41 คน จาก 27 ประเทศ พร้อมกันนี้ ซิตี้ทั่วโลกได้ให้พนักงานมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งตลอดระยะเวลาการแข่งขัน โดยเชิญชวนให้พนักงานร่วมเชียร์นักกีฬาซิตี้พาราลิมปิกได้ง่ายๆ ด้วยการใช้พื้นหลังแบบใหม่สำหรับโปรแกรม Zoom Meeting หรือติดตามร่วมเชียร์นักกีฬาผ่านโซเชียลมีเดียโดยใช้ #StareatGreatness

Lotus Arts de Vivre ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้ของขวัญ คัดสรรคอลเลคชั่นพิเศษ The Art of Gifting บนออนไลน์สโตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600006

Lotus Arts de Vivre ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้ของขวัญ  คัดสรรคอลเลคชั่นพิเศษ The Art of Gifting บนออนไลน์สโตร์

Lotus Arts de Vivre ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้ของขวัญ คัดสรรคอลเลคชั่นพิเศษ The Art of Gifting บนออนไลน์สโตร์

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ (Lotus Arts de Vivre) ผู้เชี่ยวชาญการเลือกของขวัญที่เข้าใจผู้มีรสนิยม ได้เลือกเฟ้นและรวบรวมของขวัญชิ้นพิเศษที่มีเอกลักษณ์ งดงาม ประณีตละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงงานฝีมือและงานออกแบบ ไว้ในคอลเลคชั่น The Art of Gifting บนออนไลน์สโตร์ www.lotusartsdevivre.com ที่จะช่วยทำให้การเลือกสรรของขวัญเพื่อส่งมอบความรัก ความปรารถนาดี และกำลังใจให้กับคนสำคัญของคุณในช่วงเว้นระยะห่างนี้ สะดวกสบายเพียงปลายนิ้ว

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านชื่อก้องโลก โดยช่างฝีมือชั้นสูงสัญชาติไทยมาตรฐานระดับสากล เข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกของขวัญให้เหมาะสมกับรสนิยมของผู้รับ โดยเริ่มต้นจากการที่ มร.รอล์ฟ วอน บูเรน ได้ออกแบบเข็มขัดและรองเท้าสำหรับใส่เอง เพราะไม่สามารถหาซื้อแบบที่ถูกตาต้องใจตามรสนิยมของตัวเอง เขาได้เสาะแสวงหาวัสดุชั้นเลิศและช่างฝีมือที่มากความสามารถ เพื่อผลิตชิ้นงานที่เขาออกแบบเอง และเมื่อได้สวมใส่ไปที่ใด ก็ได้ความนิยมชมชอบจากคนพี่พบเห็นและเพื่อนฝูงที่ล้วนอยากหามาสวมใส่บ้าง จึงเกิดการผลิตเพื่อมอบเป็นของขวัญแก่คนใกล้ชิด และต่อมาก็ผลิตเพื่อขายให้กับลูกค้าผู้ต้องการของขวัญที่มีความพิเศษแตกต่าง จนกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่ารังสรรค์ชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ และความโดดเด่น ทั้งวัสดุ งานฝีมือและดีไซน์

ไม่เพียงเท่านั้น โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ ยังค้นหาพันธมิตรคู่ใจ ผู้มีปรัชญาการทำงานลักษณะเดียวกัน ในเรื่องของงานฝีมือชั้นสูงชิ้นงานเชิงศิลปะ และความประณีตบรรจงทุกขั้นตอนการผลิต อย่าง Obsidian จากประเทศอังกฤษ โดย มร.แฮรี่ เฟน เจ้าของแบรนด์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของโลกในเรื่องชิ้นงานคาร์เทียร์ย้อนยุค และงานประณีตศิลป์อื่นๆ ร้านของเขาซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน Bond Street ในกรุงลอนดอน จะต้อนรับเฉพาะลูกค้าตามที่นัดหมายเท่านั้น โดยแบรนด์ Obsidian ได้รังสรรค์ชิ้นงานที่ใครๆ ก็ต่างปรารถนาจะได้รับเป็นของขวัญแม้แต่ผู้ที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมอยู่แล้ว อาทิ ถ้วยลงรัก, นาฬิกาตั้งโต๊ะทำด้วยหนังสีต่างๆ, หีบใส่ของจำลองรูปหนังสือทำจากไม้ปุ่ม (burl wood), ถาดใส่กุญแจทำด้วยหนังหรือหินชนิดต่างๆ, ถ้วยแก้วมูราโนสีขลิบเงินแท้ และที่ทับกระดาษหินคริสตัล ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกรวบรวมไว้ในคอลเลคชั่นของขวัญ โดย โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ เช่นกัน และยังเพิ่มความพิเศษขึ้นไปอีกขั้นให้กับของทุกชิ้นด้วยการสลักชื่อผู้รับได้อีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาของขวัญชิ้นพิเศษเพื่อคนสำคัญ สามารถเลือกชมและช้อปปิ้งไอเทมส์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ที่หล่อหลอมและสร้างสรรค์ด้วยความตั้งใจจากจิตวิญญาณของทีมนักออกแบบและช่างฝีมือของ โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้ของขวัญตัวจริง ได้ที่เว็บไซต์ www.lotusartsdevivre.com ได้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีบริการลงทะเบียนของขวัญสำหรับงานแต่ง (Wedding Registry) และ Gift Card ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเลือกของขวัญให้ถูกใจผู้รับที่สุดอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.089-6676077 Facebook : www.facebook.com/LotusArtsdeVivre, Instagram :
http://www.instagram.com/lotusartsdevivre

ผู้เข้าแข่งขัน ‘SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ’ ทุ่มสุดตัว เตรียมผลิตชิ้นงาน สร้างมูลค่า เพื่อให้ขายได้จริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600001

ผู้เข้าแข่งขัน‘SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ’  ทุ่มสุดตัว เตรียมผลิตชิ้นงาน สร้างมูลค่า เพื่อให้ขายได้จริง

ผู้เข้าแข่งขัน‘SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ’ ทุ่มสุดตัว เตรียมผลิตชิ้นงาน สร้างมูลค่า เพื่อให้ขายได้จริง

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ใกล้ถึงโค้งสุดท้ายเข้ามาเรื่อยๆ กับเรียลิตี้โชว์ “SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ” โดย สศท. หรือ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้เข้าแข่งขันต้องเจอบททดสอบอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ความกดดันเวลาที่จำกัด และยังต้องแข่งกับทีมอื่นๆที่มากด้วยฝีมือ

สัปดาห์ที่ 5 นี้ ผู้เข้าแข่งขันได้อยู่ในรอบ Final Design กับผลงาน 3 ชิ้น จาก 3 หัวข้อ ได้แก่ จักสานแฟชั่น จักสานเครื่องใช้และของตกแต่ง
และจักสานนวัตกรรมใหม่ ที่นอกจากจะต้องสวยงามและใช้งานได้จริงแล้ว ครั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันและพี่เลี้ยงจะต้องระดมไอเดีย เพิ่มมูลค่างานจักสานที่ออกแบบ และยังต้องทำให้สามารถขายได้จริง โดยมีสุดยอดกูรูแห่งวงการการตลาดอย่าง รศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเติมความรู้และเทคนิคแบบตัวต่อตัวให้กับผู้เข้าแข่งขันทุกคน มาดูกันว่าทีมไหนจะประสบความสำเร็จกับการแก้ไขโจทย์ปัญหาในครั้งนี้ได้ ก่อนเวลาของการขึ้นร่างชิ้นงานจะหมดลง พวกเขาจะต้องเร่งปิดจุดบกพร่องของแบบให้ได้ก่อนผลิตจริง ทีมไหนจะเป็นอย่างไร ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามชมรายการ “SACICT WAR CRAFT สงครามทำมือ” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 16.30-17.00 น. ทางอมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 หรือติดตามและรับชมย้อนหลังได้ทาง www.sacict.or.th หรือ Facebook : www.facebook.com/sacict และ YouTube : JSLGlobalMedia

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติเหนือกาลเวลา Rado True x Great Gardens of the World #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600005

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติเหนือกาลเวลา  Rado True x Great Gardens of the World

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติเหนือกาลเวลา Rado True x Great Gardens of the World

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Rado จับมือกับ Grandi Giardini Italiani เปิดตัวนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้การออกแบบอันยอดเยี่ยม ธรรมชาติเหนือกาลเวลาและวัสดุแห่งอนาคต ภายใต้ชื่อคอลเลคชั่น Rado True x Great Gardens of the World ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความประณีตและความกลมกลืนของทุกส่วน สะกดสายตาตั้งแต่แรกเห็น มีใบโอ๊คส่งเสียงกระซิบแสดงพลังของธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็มีไม้หอมอย่างดอกมะลิดึงดูดเราเข้าสู่โลกแห่งเวลาใบใหม่ที่แสนมหัศจรรย์อีกด้วย

การที่ Rado จับมือกับ Grandi Giardini Italiani มาตั้งแต่ปีค.ศ.2017 นั้น นับว่าเป็นโอกาสสุดพิเศษที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกากับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสวนได้นำความสนใจของตน ทั้งเรื่องงานออกแบบ ความงาม และธรรมชาติมาผสานเข้าด้วยกันจนได้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งคุณค่าของมุมมองจากสองฝั่งที่ต่างกันนี้ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ และพลังสร้างสรรค์สุดยิ่งใหญ่ที่ทั้งกว้างไกลและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ในตอนนั้นพลังงานดีๆ จากการทำงานร่วมกันครั้งแรกจุดประกายให้เกิดคอลเลคชั่นใหม่ขึ้นมาในชื่อ Rado True Thinline Nature ซึ่งตลอดหลายปีหลังจากนั้นนาฬิการุ่นนี้ก็ได้เติบโต ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่เรากล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าถึงเวลาผลิบานออกดอกออกผลเต็มที่อีกครั้งกับนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้การออกแบบอันยอดเยี่ยม ธรรมชาติเหนือกาลเวลา และวัสดุแห่งอนาคต ภายใต้ชื่อคอลเลคชั่น Rado True x Great Gardens of the World

รุ่นแรกในคอลเลคชั่นหรือ “Chapter 1” คือ นาฬิกาเรือนงามที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ตัวเรือนและสายนาฬิกาทำจากเซรามิกสีเทอร์ควอยซ์ ซึ่งเป็นวัสดุที่อยู่เหนือกาลเวลาและให้ความรู้สึกที่หลากหลายในคราวเดียว ตัวเรือนสีสว่างที่หล่อขึ้นมาเป็นแบบชิ้นเดียว มีหน้าปัดเปลือกหอยมุกที่เฉดสีเข้ากันอย่างลงตัว ตกแต่งอย่างประณีตด้วยเทคนิคพิเศษอย่างการประดับเส้นเงินและใช้เทคนิคที่เรียกว่าคลัวซองเน่ (Cloisonné) ในการรังสรรค์ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และดอกมะลิ ฝังตัวอยู่หลังเข็มนาฬิกาสีโรสโกลด์ เติมความละเอียดอ่อนให้ตัวบอกเวลาในแต่ละตำแหน่งด้วยเพชร Top Wesselton ที่อยู่ด้านหลังคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ตัวเรือนด้านหลังทำจากไทเทเนียม และมีคริสตัลแซฟไฟร์รมดำที่เปิดให้เห็นกลไกการของสุดยอดเทคโนโลยีอย่าง Rado คาลิเบอร์ R763

นาฬิการุ่นที่สอง หรือ “Chapter 2” ให้ความรู้สึกลึกลับยิ่งขึ้น ราวกับเสียงดนตรีในป่ายามเย็นเหมือนคนพิเศษมาเยี่ยมเยียนยามค่ำคืน ตัวเรือนทำจากไฮเทคเซรามิกสีดำ เข้ากันเป็นอย่างดีกับหน้าปัดเปลือกหอยมุก และดอกมะลิที่ช่วยเพิ่มความสดใส เข็มนาฬิกาเป็นสีโรสโกลด์ โดยมีเพชร Top Wesselton ประดับบนดัชนีบอกเวลา ราวกับส่องประกายแห่งความสุขให้ท้องฟ้ายามคํ่าคืน ส่วนด้านหลังเป็นไทเทเนียมเคลือบ PVD สีดำ พร้อมคริสตัลแซฟไฟร์รมดำสำหรับเจ้าของนาฬิกาที่มีความสนใจใคร่รู้และอยากสำรวจเบื้องลึกด้านใน ซึ่งใช้กลไก Rado คาลิเบอร์ R763 เช่นเดียวกับรุ่นอื่น ที่มาพร้อมแฮร์สปริง NivachronTM ช่วยป้องกันสนามแม่เหล็ก ทำให้บอกเวลาได้อย่างแม่นยำ

รุ่นสุดท้ายคือ “Chapter 3” รุ่นแห่งความลึกลับซับซ้อนในตนเอง ให้บรรยากาศหรูหราเหมือนอยู่ในตัวเมือง ได้เดินเล่นอย่างมีความสุขขณะไปร่วมรับประทานอาหารคํ่าอันอบอุ่น หรือได้อยู่ในสวนศักดิ์สิทธิ์กับคอนเสิร์ตฮอลล์ที่สวยงามตราตรึง นอกจากนี้ยังมีเพชรที่ส่องประกายระยิบระยับยามบนหน้าปัดเปลือกหอยมุกที่เปรียบเสมือนท้องฟ้ายามราตรี บ่งบอกถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า บริเวณหน้าปัดแกะสลักลายใบโอ๊คขึ้นอย่างประณีตบรรจง สะท้อนภาพธรรมชาติในชีวิตมนุษย์ ส่วนเข็มนาฬิกาที่ปัดผ่านตัวเรือนเซรามิกสุดเรียบเนียนจะมอบความสุขเหนือกาลเวลาให้ทุกคน ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เราเห็นถึงความสามารถของมนุษย์ทั้งเรื่องของนวัตกรรม เสน่ห์ และการปรับตัวได้ตลอดเวลา

Rado True x Great Gardens of the World คือเครื่องยืนยันถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ตลอดหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่มนุษย์ถูกท้าทาย แต่ด้วยสองมือที่มีก็ยังแก้ไขได้อย่างราบรื่นด้วยความเอาใจใส่และความกล้าหาญ และมือคู่เดียวกันนี้เองที่ขึ้นรูปและแกะสลักชิ้นส่วนเล็กๆ อย่างเชี่ยวชาญจนเกิดเป็นนาฬิกาอันวิจิตรงดงาม และสวนสวยตระการตาที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นต่อไป

ความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ยิ่งรักษาไว ผลลัพธ์การรักษาจะยิ่งดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599996

ความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ยิ่งรักษาไว ผลลัพธ์การรักษาจะยิ่งดีขึ้น

ความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ยิ่งรักษาไว ผลลัพธ์การรักษาจะยิ่งดีขึ้น

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy : SMA) เป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ อุบัติการณ์ โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงพบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คน ในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40-1:60 คนแม้โรคนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก ประกอบกับจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีอยู่อย่างจำกัด แต่การสร้างความตระหนักต่อโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและขยายโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น รวมทั้งได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม

ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแขนขาอ่อนแรง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยขยับได้น้อย เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก บางคนอาจมีกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง มีปัญหาทางระบบปอด จนอาจถึงขั้นหายใจล้มเหลวได้ทำให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น รถเข็น เครื่องช่วยหายใจ ท่อเจาะคอ เป็นต้น ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงและอาการจะแตกต่างตามช่วงอายุที่เกิดโรค

สำหรับอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ คงคติธรรม อาจารย์หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเป็นทางการ ทว่าจากการคาดคะเนตัวเลขผู้ป่วยโดยอ้างอิงจากอัตราพาหะของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 ของจำนวนประชากร จึงประมาณการว่าในไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่ระหว่าง 10,000-20,000 คน ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในวัยทารกและเด็กเล็ก และมีโอกาสเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที 

ในอดีตโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องอาศัยการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทรมานจากความเจ็บป่วย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีทางการแพทย์และการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพันธุศาสตร์และโรคทางพันธุกรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก จึงทำให้โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงกลายมาเป็นโรคที่รักษาได้ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงการรักษา เนื่องจากต้องอาศัยงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา คัดกรอง วินิจฉัย และรักษา

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านแนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุดหน้าขึ้นโดยลำดับ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ได้ขยายความว่าวิธีการแรก คือ การให้ยาทางไขสันหลัง ออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier เพื่อช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยสามารถผลิตโปรตีน SMN (Survivor Motor Neuron) ที่จำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ วิธีถัดมาคือการให้ยาทางหลอดเลือดดำ เป็นการรักษาด้วยการทดแทนยีน (gene replacement หรือ gene therapy) ใช้อะดิโนไวรัสชนิดที่ 9 (AAV-9) ซึ่งเป็นเวกเตอร์ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด เพื่อส่งมอบทรานส์ยีน SMN1 ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสร้างโปรตีน SMN ได้ และวิธีล่าสุดนับได้ว่าสะดวกกับผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการให้ยาแบบรับประทาน ซึ่งออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier เพิ่มการสร้างโปรตีน SMN ที่ทำหน้าที่ได้ (full-length SMN protein) ทั้งนี้ แนวทางการรักษาที่กล่าวมายังคงเป็นการทดลองใช้ในกลุ่มผู้ป่วยขนาดเล็กเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยาในระบบการดูแลสุขภาพของประเทศไทย หากได้รับการพิจารณาเข้าไปอยู่ในสิทธิเบิกจ่ายจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและแพทย์อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อยากให้กระทรวงสาธารณสุขควรพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดสรรด้านทรัพยากรและงบประมาณเพื่อการตรวจยีนในคู่สมรสหรือเด็กแรกเกิด เนื่องจากช่วยให้ประเทศลดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ตามมา ส่วนแนวทางการจัดการโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเน้นไปที่การเข้าถึงการวินิจฉัยให้เร็วที่สุด เพื่อที่แพทย์จะได้มอบการรักษาให้แก่ผู้ป่วยได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมีแนวโน้มจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ดังนั้น ประเทศไทยจึงยังต้องการขยายตัวเลือกการรักษาและผลักดันโอกาสการเข้าถึง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดกับผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเริ่มต้นจากการตระหนักถึงความจำเป็นและความร่วมมือกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาวิชาหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชน

มร.ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมา กัมพูชา และลาว กล่าวว่า โรช ตระหนักถึงความท้าทายของโรคหายากที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญ เราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้านประสาทวิทยาและด้านพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การสนับสนุนการทำวิจัยทางคลินิกในกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ซึ่งรวมถึงโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในหลายประเทศและในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะต้องไม่มีผู้ป่วยโรคหายากคนใดถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนไม่มาก โรช พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำงานร่วมกับผู้ป่วย ผู้ดูแล ชมรมผู้ป่วย และแพทย์ที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นและผลักดันการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น

ทั้งนี้ ในประเทศไทยมี มูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease : FEND) และมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก (Thai Rare Disease Foundation : TRDF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและผู้ดูแล โดยทำหน้าที่เป็นช่องทางแบ่งปันข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรค ให้คำแนะนำด้านการดูแลรักษาแบบองค์รวมทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงจัดกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ค เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความต้องการทางการแพทย์ที่จำเป็นแต่ผู้ป่วยยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษา ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นและสามารถดำรงชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ บริจาค 1 ล้านบาทสร้าง รพ.สนามแสงแห่งใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600000

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ บริจาค 1 ล้านบาทสร้าง รพ.สนามแสงแห่งใจ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ บริจาค 1 ล้านบาทสร้าง รพ.สนามแสงแห่งใจ

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ ผู้นำธุรกิจเครื่องประดับเพชรอันดับหนึ่งของเมืองไทย เดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสร้างโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจ ถนนบางนา-ตราด กม.5 เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย 

นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทยทุกวัน โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมาเรายังพบว่ายอดผู้ติดเชื้อมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งส่งผลให้จำนวนเตียงในโรงพยาบาลเอกชนและรัฐบาลไม่เพียงพอ เราเล็งเห็นความสำคัญของและความจำเป็นของการสร้างโรงพยาบาลจึงได้เดินหน้าร่วมสนับสนุนสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจจำนวนเงิน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงกำลังสำคัญในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องการเตียงและเข้ารับการรักษา

สำหรับโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจเป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 450 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยระดับสีเขียวและสีเหลือง ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ของทางที่ว่า พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน จุดแสงสว่าง คนละเล็กคนละน้อย เพื่อจุดประกายความหวังให้ประเทศไทย เดินก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ โดยบริการในโรงพยาบาลสนามจะประกอบไปด้วย พยาบาลดูแล24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบ telemedicine tablet “ไข่ต้มฮอสพิทอล” โดยมีการนำเทคโนโลยีในด้านเครื่องปรับอากาศ all fresh air ซึ่งจะไม่มีการหมุนเวียนอากาศซ้ำ รวมถึงการใช้หุ่นยนต์ปิ่นโตในการส่งมอบอาหาร พร้อมด้วยอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็นต่างๆ สำหรับผู้ป่วย โรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจ พร้อมเปิดรับผู้ป่วยที่ลงทะเบียนผ่าน Website หรือ Call Center เท่านั้น โดยทางโรงพยาบาลได้ทำ Work Flow ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ในการที่จะติดต่อประสานกับผู้ป่วย ที่ตั้งโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจ ซอยวัดคลองปลัดเปรียงถนนบางนา-ตราด กม.5 โดยเปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่9 สิงหาคม เป็นต้นไป

“ยูบิลลี่ ไดมอนด์ ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องประดับเพชรอันดับหนึ่งของเมืองไทยที่มีอายุยาวนานกว่า 92 ปี เรามุ่งมั่นที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้คนไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเราเชื่อว่าการสนับสนุนสร้างโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจในครั้งนี้ด้วยความร่วมมือของทีมผู้บริหาร พนักงานและลูกค้ายูบิลลี่ไดมอนด์ทุกท่าน จะเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งที่พาคนไทยก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”  นางสาวอัญรัตน์ กล่าว

บำรุงราษฎร์ชูเทคโนโลยีใหม่รักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/599993

บำรุงราษฎร์ชูเทคโนโลยีใหม่รักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ

บำรุงราษฎร์ชูเทคโนโลยีใหม่รักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถิติในประเทศไทย พบว่าเพศชายที่อายุ 40 ปี ขึ้นไป มีโอกาสเกิดโรคต่อมลูกหมากโตถึง 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 และพบได้ถึงร้อยละ 50 ในชายวัย 60 ปีขึ้นไป และยิ่งพบสูงขึ้นเป็นร้อยละ 90 ในชายที่อายุยืนยาวถึง 80 ปี ขึ้นไป โดยอุบัติการณ์ของโรคจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุ 50 ปี ขึ้นไป และเป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ โดยโรคต่อมลูกหมากโตมักจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ ปัสสาวะสะดุด ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจจะทำให้ปัสสาวะไม่ออกได้ อาการเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก

ทีมแพทย์ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นำโดย นายแพทย์วิโรจน์ ชดช้อย หัวหน้าศูนย์ทางเดินปัสสาวะ และแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ศูนย์ทางเดินปัสสาวะซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) ของบำรุงราษฎร์ ที่ให้การดูแลรักษาโรคเฉพาะทางได้อย่างครอบคลุม ได้นำเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งเกิดจากโรคต่อมลูกหมากโต(benign prostatic hyperplasia: BPH) โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดผ่านท่อปัสสาวะ เข้าไปยังต่อมลูกหมาก หลังจากนั้นแพทย์จะฉีดไอน้ำที่มีอุณหภูมิ 103 องศาเซลเซียสเข้าไปในต่อมลูกหมากประมาณ 4-6 ครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดของต่อมลูกหมาก การฉีดแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 9 วินาที ไอน้ำจะกระจายเข้าไประหว่างเซลล์ของต่อมลูกหมาก ทำให้เซลล์ที่อุดตันท่อทางเดินปัสสาวะตายไป (Apoptosis) และร่างกายจะกำจัดเซลล์ที่ตายออกไปตามธรรมชาติ และในที่สุดต่อมลูกหมากจะหดตัวมีขนาดเล็กลงและท่อปัสสาวะจะกว้างขึ้น ทำให้ปัสสาวะได้เป็นปกติ ซึ่งวิธีนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ และส่วนใหญ่หายเป็นปกติภายใน 6 สัปดาห์ ภายหลังการรักษา

(ซ้าย) นพ.วิโรจน์ ชดช้อย และทีมแพทย์ที่ทำการรักษา

อย่างไรก็ตาม การรักษาต่อมลูกหมากโตที่นิยมกันทั่วไป คือ การใช้ยาและการผ่าตัด แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการผ่าตัดและไม่ต้องการกินยาเพราะกลัวผลข้างเคียง มีทางเลือกมากขึ้น โดยเทคโนโลยีการรักษาต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ ได้มีผลงานวิจัยรองรับว่ามีประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2558 และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย ข้อดีที่สำคัญ คือ เป็นการรักษาที่ไม่มีบาดแผลภายนอก (minimally invasive treatment) และมีความปลอดภัยกว่าวิธีการรักษาอื่นๆที่มีการรุกล้ำอวัยวะมากกว่า เพราะใช้เพียงไอน้ำในการรักษาและใช้เวลาในกระบวนการรักษาประมาณ 10-15 นาที มีผลข้างเคียงต่อสมรรถภาพทางเพศน้อยมากหรือไม่มีผล มีการใช้ยาระงับความรู้สึกน้อย สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยที่ไม่ต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล รวมถึงสามารถบรรเทาอาการของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญและยาวนาน ทำให้อัตราการไหลของปัสสาวะดีขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปี และติดตามผลทุก 2-5 ปี”

ทั้งนี้ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะจะเป็นผู้พิจารณาสภาวะโรคของผู้ป่วย ได้แก่ อาการ ลักษณะการไหลของปัสสาวะขนาดและรูปร่างของต่อมลูกหมาก ว่าเหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ โดยศูนย์ทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางผู้ชำนาญการด้านทางเดินปัสสาวะ และปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง มีการวิเคราะห์ที่ถูกต้องแม่นยำ ทันท่วงที พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความชำนาญและใส่ใจในการรักษา โดยเน้นวิธีการรักษาที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อย และหากต้องทำการผ่าตัดก็จะเป็นเพียงการผ่าตัดเล็กๆ แต่ให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะโรงพยาบาลราษฎร์ ชั้น 16 อาคาร A (คลินิก) หรือโทร.02-0668888, 061-4093943 (Hotline) หรือโทร.1378