‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ถึงผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599545

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ถึงผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.44 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพรถึงผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน ในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐซานมารีโน

3 กันยายน 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐซานมารีโน ซึ่งตรงกับวันที่ 3 กันยายน 2564 ความว่า

ฯพณฯ นายจัน การ์โล เวนตูรีนี ที่ ๒ และนายมาร์โก นีโกลีนี ที่ ๑ ผู้ครองสาธารณรัฐซานมารีโน ซานมารีโน ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐซานมารีโน ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีเพื่อท่านมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวซานมารีโน

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สนั่นวงการครู! ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ. รร. เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599442

สนั่นวงการครู!ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ.รร.เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน

สนั่นวงการครู!ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ.รร.เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.48 น.

สนั่นวงการครู!ศาลอุดรสั่งจำคุกอดีตประธานอ.ก.ค.ศ.-พวก ย้ายผอ.รร.เหลืออายุราชการแค่ 3 วัน

2 กันยายน 2564 จากกรณีเมื่อเดือนกันยายน 2559 คณะกรรมการศึกษาธิการ (กศจ.) อุดรธานี มีมติให้โยกย้าย นายสุรพล สุขประเสริฐ ไปเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านคำกลิ้ง อ.เมือง และให้นายพยัคฆ์ รัตนปกรณ์ ผอ.โรงเรียนบ้านตาด อ.เมือง ย้ายมาเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านหมากแข้ง โดย ผอ.ทั้ง 2 รายจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2559 ซึ่งเหลือเวลาทำงานอีกเพียงอีก 3 วันเท่านั้น ท่ามกลางความมึนงงของวงการข้าราชการครูใน จ.อุดรธานี ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ระบุความเป็นมาและข้อเท็จจริงสำหรับการได้รับแต่งตั้งของนายพยัคฆ์ เกิดจากการย้ายผู้บริหารตามคำขอปี 2553 ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และคณะกรรมการประเมินขอย้ายให้ตนได้คะแนนสูงสุด แต่กลับให้บุคคลอื่นส่งเอกสารเพิ่มเติม

ต่อมานายพยัคฆ์ เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 1 นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง อดีตประธานอนุกรรมการและบุคลากรครูทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) , จำเลยที่ 2 นายสุรพล สุขประเสริฐ อนุกรรมการฯและอดีต ผอ.โรงเรียนบ้านหมากแข้ง กับพวกรวม 10 คน ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ต่อมาศาลจังหวัดอุดรธานีพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน (จำเลยที่ 3 และที่ 10 เสียชีวิตระหว่างพิจารณา)

จนกระทั่งวันนี้ (2 กันยายน 2564) ศาลจังหวัดอุดรธานีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษากลับว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง จำเลยที่ 1 , นายสุรพล สุขประเสริฐ จำเลยที่ 2 , จำเลยที่ 4 และที่ 7 คนละ 8 เดือน ส่วนจำเลยที่เหลือ จำคุกคนละ 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท รอการลงโทษจำคุก

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ 1 อุดรธานีในขณะนั้น ย่อมต้องมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมการประชุมไม่ให้มีการปฏิบัติโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด จำเลยที่ 2 เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการกระทำความผิด จำเลยที่ 4 และที่ 7 นอกจากจะเป็น อ.ก.ค.ศ. แล้วยังเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายฯ ซึ่งทราบมูลเหตุที่เกิดขึ้น แต่ยังคงกระทำความผิด จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ส่วนจำเลยอื่น ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เห็นควรให้โอกาสรอการลงโทษ

‘ดรุณวรรณ’ ขอบคุณนายกฯ หลังชี้แจงในสภาฯ ให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า Coding For All – Project 14-เรียนประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599405

'ดรุณวรรณ' ขอบคุณนายกฯ หลังชี้แจงในสภาฯ ให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า Coding For All - Project 14-เรียนประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย

‘ดรุณวรรณ’ ขอบคุณนายกฯ หลังชี้แจงในสภาฯ ให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า Coding For All – Project 14-เรียนประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.40 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ขอบคุณนายกรัฐมนตรี หลังกล่าวชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (2 กันยายน 2564) ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ พร้อมพูดถึงนโยบายคุณหญิงกัลยา ทั้ง Coding For All – Project 14 การเรียนออนไลน์ ที่มีความเหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมทั้งนโยบายการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย ที่จะช่วยให้เยาวชนตระหนักถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศ

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในส่วนของนโยบายที่สำคัญที่ริเริ่มโดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ทั้งนโยบาย Coding ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่ามีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักคิด วิเคราะห์เป็น สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งการเรียนและการทำงานในอนาคต

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโครงการ Project 14 ที่พัฒนาโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี (สสวท.) หน่วยงานในกำกับของคุณหญิงกัลยา ซึ่งการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ภายใต้โครงการนี้เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา กำหนดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เน้นความเข้าใจเชื่อมโยงชีวิตจริง และตรงตามหลักสูตรที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้เทียบเท่าในห้องเรียน เหมาะสมกับการเรียนในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงการปรับวิธีการเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนซึ่งทั้งหมดถือเป็นแนวทางในการวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาโดยตรงถึงเยาวชนไทย

“ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (2 กันยายน 2564) ถึงการปฏิรูปการศึกษา ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด เยาวชนคืออนาคตของชาติ รัฐบาลต้องดูแลทั้งครูและนักเรียนให้ดี วันนี้เรากำลังทำในสิ่งใหม่ๆ ทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และวัดผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน อาทิ หลักสูตร Coding โครงการ Project 14 และการเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เป็นต้น “นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า สำหรับนโยบายทั้ง 3 ส่วนนั้นได้ถูกริเริ่มโดยดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้มีการขับเคลื่อนนโยบาย Coding For All โดยมีเป้าหมายที่ต้องการเร่งกระจายการเรียนรู้ Coding ไม่เฉพาะแต่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่ต้องกระจายไปสู่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัยให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่า Coding คือ ทางรอดของทุกวิกฤต หากเยาวชนมีพื้นฐานความรู้เรื่อง Coding ก็จะสามารถให้รองรับการแข่งขันในโลกอนาคตได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับโครงการ Project 14 ซึ่งจัดทำโดย สสวท. เป็นการเปลี่ยนบทเรียนจากหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้มาเป็นบทเรียนออนไลน์ที่ประกอบด้วยวีดีโอการสอนที่ครอบคลุมทุกวิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ทุกชั้นปี ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ประมาณกว่า 2,000 คลิป มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ส่วนการเรียนประวัติศาสตร์ โดยผ่านการสื่อสารร่วมสมัย นั้นได้มีการพัฒนารูปแบบสื่อการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย ในรูปแบบสื่อเทคโนโลยี พร้อมขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลายหลายช่องทาง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ โดยปัจจุบันได้เริ่มปรับใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่เปิดการเรียนการสอนแบบสมบูรณ์ 100% จำนวน 11 แห่ง โดยมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบวิพากษ์ร่วมสมัย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

อาชีวะอุบลฯลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด-ฝึกสอนอาชีพ นร.-ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599397

อาชีวะอุบลฯลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด-ฝึกสอนอาชีพ นร.-ผู้ปกครอง

อาชีวะอุบลฯลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด-ฝึกสอนอาชีพ นร.-ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.23 น.

อาชีวะอุบลฯ ทำดีลงพื้นที่แจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฝึกสอนอาชีพฟรี แก่กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี

2 กันยายน 2564 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยนายลือชัย ทาทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นางสมจิตร บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ นายวีระพิศ แฝงจันทร์ หัวหน้างานโครงการพิเศษและการบริการชุมชน นำตัวแทนคณะครู บุคลากร ร่วมพิธีเปิดในโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการค่ายทักษะชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” ณ โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง ตำบล หนองเมือง อำเภอ ม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายสุรสิทธิ์ สมสิน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายปฏิคม พงษ์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง และคณะร่วมให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้ให้บริการแจกน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ได้แก่ น้ำยาล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาล้างพื้น ให้กับโรงเรียนและชาวบ้านกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง ฟรี เพื่อลดรายจ่ายให้กับในครัวเรือนในสถานการณ์ยุคโควิด -19

จากนั้นได้ให้ความรู้ด้านวิชาชีพแก่นักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับการทำน้ำยาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและการเพ้นท์กระถางต้นไม้ เพื่อพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมการมีงานทำในท้องถิ่น ทั้งนี้ต่างได้รับความสนใจจากกลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง ที่เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างมาก โดยสถานศึกษามีกำหนดให้บริการวิชาชีพดังกล่าวในระหว่างวันที่ 2 – 3 กันยายน 2564 เวลา เวลา 09.00 – 16.00 น.

สำหรับโรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 230 มีผุ้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 23 คน เป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงเรียนประชารัฐ(ดีใกล้บ้าน) และโรงเรียน 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ

HAC. ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก้าวออกจากรั้วการศึกษาสู่การใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599050

HAC.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  ก้าวออกจากรั้วการศึกษาสู่การใช้งานจริง  เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยี

HAC.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก้าวออกจากรั้วการศึกษาสู่การใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นที่ยอมรับกันว่าเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้แก้โจทย์ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการและยังคงมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์

Hospital Automation Research Center หรือ HAC เป็นศูนย์ที่มุ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ที่นำไปใช้ในโรงพยาบาล จัดตั้งขึ้นภายใต้สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เมื่อเดือนธันวาคม 2563 วัตถุประสงค์เพื่อต้องการขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในห้องแล็บจากรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ โดยการผูก partner ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐและโรงพยาบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 70 แห่ง มีเป้าหมายหลักคือไปสู่การผลักดันเทคโนโลยีให้เข้าสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ ปัจจุบัน HAC ถือเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาชั้นนำด้านนวัตกรรมระบบอัตโนมัติของโรงพยาบาล แห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และผู้ก่อตั้งศูนย์ กล่าวถึงที่มาของศูนย์ Hospital Automation Research Center ว่า HAC เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มอาจารย์ในฟีโบ้ที่ทำ Robot Automation หรือ AI งานที่เกี่ยวกับการแพทย์ สุขภาพ และ Healthcare และมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลทั้งในและต่างประเทศกว่า 30 แห่งมีผลงานสะสมมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอาจารย์ที่มีแนวคิดคล้ายกันในการที่จะผลักดันองค์ความรู้และ Technology จากมหาวิทยาลัยออกไปขยายผลต่อสู่การใช้จริงในเชิงพาณิชย์รวมถึงการผลักดันให้เกิด Start-ups ให้มากขึ้น

“ฟีโบ้ นอกจากหลักสูตรการเรียนการสอนแล้ว ยังมีงานวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ทุกแขนง ซึ่งในขณะนี้อาจมองได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มบริการภาคอุตสาหกรรม กลุ่มการศึกษา และกลุ่มทางการแพทย์ ซึ่งมีผลงานอยู่มากมาย ทางกลุ่มอาจารย์ที่ทำ Robot Automation หรือ AI ที่เกี่ยวกับ Medical และ Healthcare เองจึงได้ทดลองมารวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นศูนย์ HAC ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์ต้นแบบ และต้องการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของเราให้ไปสู่การใช้งานจริง โดยการผูกพันธมิตรกับทุกภาคส่วนทั้งระดับสากลและระดับประเทศเข้าด้วยกัน” ผศ.ดร.สุภชัย กล่าว

ปัจจุบัน HAC มีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐภาคเอกชน และโรงพยาบาล รวมกันกว่า 70 แห่ง โดยมีภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นพันธมิตรในด้านการทำตลาด การลงทุนและสนับสนุนด้านการผลิต ส่วนหน่วยงานภาครัฐ ให้การสนับสนุนเรื่องของแหล่งทุนและเรื่องของมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศร่วมเป็นพันธมิตรทั้งจากเยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และภาคที่สำคัญคือ โรงพยาบาลในฐานะผู้ใช้และส่วนของการขยายผล โดยมีเครือข่ายความร่วมมือกับโรงพยาบาลกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็น eco system แบบครบวงจร โดยมี HAC เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนระบบดังกล่าวให้เกิดขึ้น

ด้านผลงานศูนย์ HAC-FIBO แม้จะเพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ แต่มีผลงานวิจัยอยู่มากมาย มีทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมากกว่า 30 ฉบับ มีผลงานทางด้านวิชาการมากกว่า 60 ผลงาน มีผลงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติอีกกว่า 10 รางวัล ที่สำคัญ มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและถูกนำมาใช้จริงแล้วอีกหลายผลงาน ได้แก่ CARVER หุ่นยนต์ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ สำหรับผู้ป่วยในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาล พร้อมฟอกอากาศและฆ่าเชื้อไวรัส และ CARVER-Mini หุ่นยนต์ขนอาหารและยา สำหรับโรงพยาบาลสนาม เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ช่วยอำนวยความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19, Sensible Series หุ่นยนต์ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติมากขึ้น เช่น การเดิน การเคลื่อนไหวแขน, NEF ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวบนเตียง ช่วยบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นอยู่บนเตียง ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ประเมินความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เช่น พลัดตกเตียง รวมทั้งการเกิดแผลกดทับ โดยการแจ้งเตือน, ระบบจัดการและลำเลียงยาอัตโนมัติในโรงพยาบาล เพิ่มความแม่นยำด้านเภสัชกรรมและความรวดเร็วในการบริการ, และ การใช้ AI วินิจฉัยโรคจากฟิล์ม X-ray ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้ได้เข้าไปใช้จริงในโรงพยาบาลแล้วทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ ระบบ AI คัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการที่แสดงออกถึงความผิดปกติของตับ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเจ็บตัว เป็นผลงานที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นกับภาคเอกชน FREAK Lab มจธ. และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, หุ่นยนต์ถือกล้องในการผ่าตัดกระดูกที่กำลังพัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลตำรวจ และระบบหุ่นยนต์ช่วยในการจัดการและทำความสะอาดเครื่องมือผ่าตัด เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานของแพทย์และพยาบาล ระบบ PharmaHome, ระบบจ่ายยาส่วนบุคคลที่จะช่วยในการติดตามการกินยาของผู้ป่วยที่บ้านเพื่อลดความผิดพลาดในการรับประทานยาและทำให้การรักษามีประสิทธิผลสูงสุด เป็นต้น

ผศ.ดร.สุภชัย กล่าวเสริมว่า กรณีโรคตาเหลือง หรือโรคที่เกี่ยวกับตับนั้นในต่างประเทศยังไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับการนำระบบ AI มาใช้ เนื่องจากโรคตาเหลืองถือเป็นโรคประจำถิ่นในแถบภูมิภาคเอเชีย คนไทยหรือคนเอเชียจึงมักจะมีปัญหาเรื่องตับกันเยอะมาก ขณะที่พบน้อยมากในประเทศตะวันตก จึงไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งปกติการวินิจฉัยโรคนี้จะต้องเจาะเลือดไปตรวจในห้องแล็บ และการติดตามผลค่อนข้างยาก แต่ตอนนี้เรามีการพัฒนา AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ โดยร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน FREAK Lab มจธ. และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งจะมีประโยชน์มากเพราะจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคสะดวกรวดเร็วขึ้นและง่ายต่อการติดตามผล

รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ FIBO กล่าวยอมรับว่า “การรวมกลุ่มหุ่นยนต์ทางการแพทย์เอาไว้ในศูนย์ HAC@FIBO จะช่วยให้คนภายนอกได้เห็นว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรมและศักยภาพอย่างไรบ้าง ซึ่งก็จะทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น และการรวมผลงานเฉพาะกลุ่มยังช่วยเรื่องของการหาแหล่งทุน และมี impact มากขึ้น เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่เคยมีการจัดตั้งศูนย์ลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเน้นงานวิจัย แต่ HAC เน้นการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์นำไปใช้ในโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยเน้นการร่วมพัฒนากับโรงพยาบาลและพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งแม้แต่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือในเอเชียก็ยังไม่มีที่ไหนทำเหมือนเรา”

ต่อยอดด้านการศึกษาเพื่อเด็กพิการ ดร.คุณหญิงกัลยาปรับรูปแบบ เน้นปฏิบัตจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599048

ต่อยอดด้านการศึกษาเพื่อเด็กพิการ ดร.คุณหญิงกัลยาปรับรูปแบบ เน้นปฏิบัตจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าพบท่านองคมนตรี พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อจุดประสงค์ที่จะสืบสานต่อยอดพระราโชบายด้านการศึกษา เพื่อเด็กด้อยโอกาสและผู้พิการ สืบสานจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10 โดยจะปรับรูปแบบการเรียนการสอนเน้นปฏิบัติจริง ครบทุกพื้นที่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ พร้อมเตรียมการเรียนการสอนแบบทวิหรือไตรภาคี โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, อาชีวะ และเอกชน เพื่อต่อยอดสู่การเสริมทักษะการใช้ชีวิตประจำวันและอาชีพเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองสู่สมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วางรากฐานเยาวชน สู่อนาคตของชาติอย่างทันสมัย บนพื้นฐานหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในรูปแบบร่วมสมัยและเชิงวิพากษ์แบบเเลกเปลี่ยนด้วยคำถามคำตอบ ด้วยเหตุด้วยผล อย่างให้เกียรติกันและกัน โดยครูและศิษย์ได้ร่วมออกแบบการเรียนการสอนร่วมกัน รวมไปถึงเตรียมการเรียนการสอนเเบบทวิภาคีหรือไตรภาคี คือ โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, อาชีวะและเอกชน เพื่อต่อยอดสู่การเสริมทักษะการใช้ชีวิตประจำวันและอาชีพเฉพาะทาง

สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ สังกัด สพฐ. ประกอบด้วย โรงเรียนราชาประชานุเคราะห์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ศูนย์การศึกษาพิเศษและผู้พิการในโรงเรียนการเรียนร่วมอีกกว่า 20,000 โรงเรียนพร้อมสนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาทของพระเจ้าแผ่นดินในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสและผู้พิการและได้รับความเดือดร้อนเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ในการสืบสานและต่อยอดพระราโชบายด้านการศึกษาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่ในหลวงรัชกาลที่ 10 สำหรับการดำเนินงานดังกล่าวจะเริ่มรูปแบบในโรงเรียนประจำ สังกัดสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ สพฐ. ที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนไปเเล้ว 100% ใน 20 โรงเรียนประจำ แต่จะดำเนินการให้ครบทุกพื้นที่ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19 โดยการเรียนการสอนจะประยุกต์รูปแบบต่างๆ ผ่านวิธีการสอน ผ่านหลักสูตรและวิชาเลือก ที่เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันและภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้นๆจนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะอยู่บนฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA) เป็นหลัก

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบโอกาสการศึกษาให้กับเด็กที่ผู้ปกครองเสียชีวิตจากโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่เดือดร้อนไม่มีผู้อุปการะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ตั้งอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือและมีที่พักอาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เลขาฯ สพฐ.เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599210

เลขาฯ สพฐ.เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน

เลขาฯ สพฐ.เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เลขาฯ สพฐ.ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามบางบัวทอง จ.นนทบุรี เผยใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนาม แล้วรวมทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามบางบัวทอง ณ โรงเรียนบางบัวทอง จ.นนทุบรี เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและการบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามที่ใช้สถานที่ภายในสถานศึกษา รวมถึงการดำเนินงานตามมาตรการด้านความปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุข ภายในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมทั้งส่งมอบอุปกรณ์หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือสู้ภัยโควิด-19 ให้แก่โรงพยาบาลสนามบางบัวทอง โดยมีผู้บริหารโรงเรียนบางบัวทอง คณะครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้การต้อนรับ

นายอัมพร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามที่โรงเรียนบางบัวทองวันนี้ พบว่าสามารถบริหารจัดการสถานที่ได้ดี มีการดำเนินงานตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัด ซึ่งนอกจากครูและบุคลากรภายในโรงเรียนแล้ว ชุมชนโดยรอบโรงเรียนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียง จึงให้ความร่วมมือและช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบใครที่มีอาการป่วยหรือเข้าข่ายว่าจะติดเชื้อก็ทำการแจ้งให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เข้ามาตรวจหาเชื้อโดยเร็ว รวมถึงขาดเหลืออะไรก็ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ ทางด้านหน่วยงานสาธารณสุขก็ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลมาประจำที่โรงพยาบาลสนาม และแนะแนวปฏิบัติให้ทางโรงเรียนสามารถดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ จากการรายงานข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 กันยายน 2564 พบว่าในขณะนี้มีการอนุญาตใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.เพื่อทำเป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัวหรือสถานที่พักคอย รวมถึงหน่วยบริการด้านสาธารณสุข รวมทั้งสิ้น 1,821 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงพยาบาลสนาม 133 โรง โรงพยาบาลสนามสำรอง 26 โรง โรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว 82 โรง สถานที่กักตัว 808 โรง สถานที่พักคอย 755 โรง สถานที่แวะเข้าห้องน้ำ 16 โรง และหน่วยคัดกรอง (Swab) 1 โรง ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 47,822 เตียง

ศธ.กดปุ่มแจกแล้วเงินเยียวยานร. คนละ 2 พันบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599155

ศธ.กดปุ่มแจกแล้วเงินเยียวยานร.คนละ 2 พันบาท

ศธ.กดปุ่มแจกแล้วเงินเยียวยานร.คนละ 2 พันบาท

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.37 น.

“ตรีนุช” กดปุ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ เริ่มแจกเงินเยียวยานักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ คนละ 2,000 บาท ตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ กรณีไม่ได้รับเงิน โทร. 1579 , 1693 ทบทวนนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันการอาชีวศึกษาได้รับด้วย

1 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการโอนเงินงบประมาณตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รวมประมาณ 10.8 ล้านคน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท ไปยังหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัด ศธ.เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สามารถรับเงินคนละ 2,000 บาทได้ ทั้งในรูปแบบการรับเงินโอนเข้าบัญชี หรือ รับเงินสดที่โรงเรียน โดยรับเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1-7 กันยายน 2564 ส่วนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะได้รับเงิน วันที่ 6-10 กันยายน 2564

“สถานศึกษาทุกแห่ง เมื่อได้รับการจัดสรรเงินตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้วขอให้เร่งดำเนินการโอนเงินหรือจ่ายเงินสดให้ถึงมือผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เต็มจำนวนโดยเร็ว ห้ามสถานศึกษาหักเงินนี้ เพราะรัฐบาล ต้องการให้เงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ เป็นต้น” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ นักเรียน สังกัด สพฐ.สามารถตรวจสอบสิทธิ์ ได้ที่เว็บไซต์ https://student.edudev.in.th นักเรียน สังกัด สช.ตรวจสอบสิทธิ์ ได้ที่ https://opec.go.th และ นักศึกษา สังกัด สอศ. ตรวจสอบสิทธิ์ ได้ที่ https://www.vec.go.th สำหรับ นักศึกษา กศน.ตรวจสอบสิทธิ์ที่สำนักงาน กศน.จังหวัด/อำเภอ และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน สำหรับกรณีไม่ได้รับเงินในช่วงเวลาที่กำหนด สามารถติดตามสอบถามได้ที่ สถานศึกษาต้นสังกัด หรือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือ ส่วนราชการต้นสังกัด หรือโทร. 1579 , 1693 ซึ่งอาจจะมีนักเรียนบางคนได้รับเงินล่าช้า เพราะมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ นักเรียนย้ายโรงเรียนหลังวันที่ 25 มิถุนายน 2564 โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร และสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามยืนยันว่านักเรียน นักศึกษา ทุกคนที่มีสิทธิ์ต้องได้รับเงินเยียวยาเต็มจำนวน

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองและนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัด สอศ.จำนวน 23 แห่ง ร้องเรียนว่าไม่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับเงินเยียวยา คนละ 2,000 บาท นั้น ที่ผ่านมา สอศ.ได้จัดทำตัวเลขข้อมูลนักศึกษา ในสังกัด สอศ.ที่จะได้รับการเยียวยาครอบคลุมทุกระดับ และเสนอไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา แต่เมื่อสภาพัฒน์ฯ พิจารณาและส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลับตัดกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีของ สอศ.ออกไป

ทั้งนี้ เมื่อตนทราบเรื่องจึงได้หารือกับ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และ ได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ประสานไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาทบทวนและขยายเพดานการเยียวยาเงินคนละ 2,000 บาท ให้ถึงกลุ่มนักศึกษาปริญญาตรีแล้ว และเมื่อผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนของสภาพัฒน์ฯ ก็ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป หากผ่านมติ ครม.แล้ว สอศ.จะเร่งดำเนินการโอนงบประมาณให้แก่สถาบันการอาชีวศึกษาทันที ทั้งนี้ สอศ.ได้จัดทำตัวเลขข้อมูลนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 10,538 คน ที่จะได้รับการเยียวยาเงินคนละ 2,000 บาท เพื่อเสนอให้สภาพัฒน์ฯ พิจารณาแล้ว

ศธ.ลดการสอบ-การบ้าน-เวลาเรียนหน้าจอ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599142

ศธ.ลดการสอบ-การบ้าน-เวลาเรียนหน้าจอ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน

ศธ.ลดการสอบ-การบ้าน-เวลาเรียนหน้าจอ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.08 น.

“ตรีนุช”ชี้ ศธ.ลดการสอบ-ลดการบ้าน-ลดเรียนหน้าจอนานๆ เพื่อลดความเคลียดผู้เรียน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการจีน ประกาศเด็กอายุ 6 – 7 ปี หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ไม่ต้องสอบข้อเขียน และห้ามไม่ให้มีการบ้านเด็กประถม 1 ว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้พยายามลดการสอบ วันและประเมินผลผู้เรียนไปหลายอย่างแล้ว เช่น ลดการประเมินความสามารถด้านภาษาไทยและความสามารถด้านคณิตศาสตร์ (การประเมิน NT) ,  การประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและอ่านรู้เรื่อง (การประเมิน RT) และการสอบโอเนต โดยดูตามบริบทของประเทศไทยเราเป็นหลัก สิ่งที่ ศธ.ทำได้ตอนนี้ในเรื่องขบวนการสอบ ได้มีการปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์โควิด ซึ่งจากเดิมเด็กต้องสอบ ศธ.ก็ให้โรงเรียนเปลี่ยนวิธีวัดและประเมินผล โดยให้ครูมอบเป็นชิ้นงาน โครงงาน โปรเจ็คงาน เขียนงาน ให้นักเรียนไปทำ แล้วประเมินดูว่าเด็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างไรมากกว่าเน้นให้เด็กทำข้อสอบเพียงอย่างเดียว

“แต่ละประเทศก็มีบริบทไม่เหมือนกัน และประเทศไทยก็มีสภาพแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันด้วย บางพื้นที่เปิดเรียนที่โรงเรียน (Onsite) ได้ ดังนั้น ศธ.จึงได้ปรับไปตามสถานการณ์และบริบทของแต่ละพื้นที่ ปรับทั้งรูปแบบการเรียน ขบวนการวัดและประเมินผลผู้เรียน เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น โดยให้ลดการบ้าน ลดการเรียนหน้าจอเป็นเวลานานๆ เรียนเท่าที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อลดความกังวลและความเคลียดของผู้เรียน ทั้งหมดนี้ ศธ.ได้ให้เป็นหลักการกับโรงเรียนไปพิจารณาแล้ว” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘มฟล.’ ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599094

‘มฟล.’ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม

‘มฟล.’ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.10 น.

‘มฟล.’ขับเคลื่อนแนวคิด ปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG) เขตวัฒนธรรมเมืองเก่าน่านและเชียงแสน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG) 

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิต ความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน

ในส่วนของการดำเนินงานนั้น นักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง 2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค ‘เชื่อม รัด มัด ร้อย’  http://www.facebook.com/EPISG.MFU