ฝ่ายค้านเปิด “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” จวกแหลก ลุงตู่ไร้น้ำยา-ทำชาติพัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481602

ฝ่ายค้านเปิด”อภิปรายไม่ไว้วางใจ” จวกแหลก ลุงตู่ไร้น้ำยา-ทำชาติพัง

02 ก.ย. 2564

แชร์ข่าว

นภาพร เพ็ชร์จินดา จากเสรีรวมไทย เปิด”อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ซัด พล.อ.ประยุทธ์ไม่โง่ ไม่เช่นนั้น”ค่าโง่”ไม่จบในยุคนี้หลายอย่าง

เข้าสู่วันที่สาม ( 2  ก.ย. 64 ) ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยส.ส.พรรคฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  ถึงการบริหารงานที่ล้มเหลว 

ฝ่ายค้านเปิด"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" จวกแหลก ลุงตู่ไร้น้ำยา-ทำชาติพัง

น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า   ไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ตามญัตติเพราะบริหารประเทศผิดพลาด ลุแก่อำนาจ ไร้ภูมิปัญญา  สั่งปราบประชาชนที่มาชุมนุมด้วยความรุนแรงจนประเทศโดนขับเคลื่อนด้วยความคับแค้นเกลียดชัง

ปัญหาโควิด-19  มีคนตายเกินหมื่นคน เพราะพลเอกประยุทธ์บริหารผิดพลาด จนบางคนตั้งฉายาให้ว่า”ยุทธ หมื่นศพ”ที่จะติดตัวพลเอกประยุทธ์ไปตลอด

สงสัยว่า การรวบอำนาจมาบริหารช่วงโควิด-19เป็นเพราะเห็นช่องทางบริหารประโยชน์หรือไม่ เพราะการตรวจโควิด-19 เชิงรุกมีเพียงโรงพยาบาลใหญ่ๆบางแห่งที่ไม่เกี่ยวกับสปสช.ได้สิทธิเข้าตรวจ และโรงแรมเอกชนบางแห่งให้เป็นสถานที่กักตัวก็ไม่มีประสิทธิภาพ พลเอกประยุทธ์เก่งแต่กู้ไม่เก่งหารายได้  จนเศรษฐกิจดิ่งหัวและทำอะไรไม่ถูก ยุคนี้เมืองไทยเกิดคำว่ากู้จนตัวตายเพราะต้องการรักษาเก้าอี้ 

การกู้เงิน1.5 ล้านล้านบาทของพลเอกประยุทธ์นั้น คิดว่าควรเปลี่ยนผู้นำ เพราะพลเอกประยุทธ์ทำบ้านเมืองติดหล่ม หาทางออกไม่ได้ และใช้เงินไปซื้ออาวุธที่ไม่มีความจำเป็น หากจะซื้ออาวุธควรไปดูว่าการตรวจสอบการซื้อGT200ไปถึงไหนแล้ว และวันนี้โลกกับสงครามสมัยใหม่นั้นใช้การค้าแทนอาวุธ และยังทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งใหม่ในสังคม จนหลายคนขอย้ายประเทศหากพลเอกประยุทธ์ยังเป็นผู้นำประเทศ
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา  อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่รักษาคำพูด เห็นจากไม่เคยทำตามนโยบายพรรคที่หนุนให้เป็นนายกฯ  แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยทำตามนโยบายพรรคนั้นเลย และอย่าอ้างว่าไม่ใช่คนของพรรคนั้น   และพลเอกประยุทธ์คลั่งอำนาจตั้งแต่การใช้ม.44จนถึงพรก.ฉุกเฉิน ที่ใช้จัดการกับประชาชนที่เห็นต่าง และไม่ได้ใช้ในการควบคุมโควิด-19เลย

“อำนาจต้องมากับความรับผิดชอบ แต่ตนมองว่าพล.อ.ประยุทธ์หลงตัวเอง เห็นจากการเวิร์กฟอร์มโฮมของพล.อ.ประยุทธ์ที่ถ่ายภาพลงสังคมออนไลน์ จะเห็นว่าใครจะใส่สูทและใส่แมสก์ถ่ายภาพลงตัวเอง ชอบแก้ตัวไม่แก้ไข เห็นชัดจากการชอบตำหนิโครงการจำนำข้าว

พล.อ.ประยุทธ์ยังเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและเครือญาติ ทุจริตเชิงโครงสร้างอำนาจ เพราะค่ายทหารใดมีงาน ลูกหลานพล.อ.ประยุทธ์ไปซื้อซองประมูล ใครจะกล้าแข่งขัน รวมทั้งการไม่แสดงบัญชีทรัพย์สิน  สปิริตของพลเอกประยุทธ์ในการทำหน้าที่หากเทียบผู้นำชาติอื่นๆนั้น  ผู้นำชาติอื่นๆเวลาบริหารผิดพลาด พวกเขาขอโทษประชาชนและออกจากตำแหน่ง ไม่เคยได้ยินคำขอโทษจากพลเอกประยุทธ์ที่บริหารประเทศผิดพลาดหลายเรื่อง และมักโยนลูกน้อง แต่หากอะไรดีก็อ้างเป็นผลงานตัวเอง

แม้พล.อ.ประยุทธ์อ้างว่ามีประสบการณ์บริหารประเทศมากกว่าพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคของตน หัวหน้าพรรคตนไม่เคยทำสิ่งที่ผิด  แต่พล.อ.ประยุทธ์มาจากการยึดอำนาจหัวหน้าของตัวเอง ตำแหน่งนายกฯที่พลเอกประยุทธ์ได้มาทั้งสองครั้งน่าภูมิใจหรือไม่

“ค่าโง่ตามญัตติที่ฝ่ายค้านเขียนไว้ ตนขอเถียงว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้โง่ เพราะหลายโครงการเกิดในหลายรัฐบาล แต่มักจบในยุคนี้ เช่นการต่อสัมปทานเพื่อยุติปัญหาค่าโง่   หรือมีไอ้โม่งที่สนิทกับคนในรัฐบาลไปซื้อสิทธิจากบริษัทเหล่านั้นมาบริหารแล้วรอได้ค่าโง่ในยุคนี้  ขอย้ำว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่โง่ ไม่เช่นนั้นค่าโง่ไม่จบในยุคนี้หลายอย่าง”น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา กล่าว 

แองเจลินา โจลี เปิดตัวหนังสือ “หนังสือที่ผู้ใหญ่อาจไม่อยากให้เด็กอ่าน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481596

แองเจลินา โจลี เปิดตัวหนังสือ “หนังสือที่ผู้ใหญ่อาจไม่อยากให้เด็กอ่าน”

02 ก.ย. 2564

แชร์ข่าว

“แองเจลินา โจลี” ร่วมแอมเนสตี้เปิดตัวหนังสือ Know Your Rights and Claim Them “หนังสือที่ผู้ใหญ่อาจไม่อยากให้เด็กอ่าน”

แองเจลินา โจลี และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลร่วมกันจัดทำสื่อ เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิของตนเอง เป็นการตีพิมพ์หนังสือใหม่เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เด็กและเยาวชน ช่วยให้พวกเขากล้าพูดต่อต้านความอยุติธรรม  และย้ำเตือนให้ทั้งโลกรำลึกถึงพันธกิจที่มีต่อสิทธิเด็ก 

แองเจลินา โจลี เปิดตัวหนังสือ "หนังสือที่ผู้ใหญ่อาจไม่อยากให้เด็กอ่าน"
หนังสือเรื่อง “Know Your Rights and Claim Them” อธิบายว่าสิทธิเด็กคืออะไร ช่วยให้เยาวชนมีความรู้ที่จำเป็น เพื่อคุ้มครองตนเองและบุคคลอื่น และชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามพันธกิจที่มีต่อสิทธิเด็กอย่างไรบ้าง เป็นหนังสือที่เขียนโดยความร่วมมือกับศาสตราจารย์ เจเรอดีน ฟาน บูเรน หนึ่งในผู้ร่วมจัดทำร่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แองเจลินา โจลี  กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองพูด และถ้าผู้ใหญ่ทุกคนเคารพสิทธิเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เด็กมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และควรมีอำนาจและสามารถตัดสินใจเรียกร้องสิทธิได้ด้วยตนเอง   

“Know Your Rights and Claim Them เป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่บางคนอาจไม่ต้องการให้เด็กอ่าน เพราะจะทำให้พวกเขามีความรู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและคนอื่น   

“รัฐบาลได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กตั้งแต่ปี 2532 แต่รัฐบาลหลายประเทศกลับไม่รับฟังเสียงเด็ก ในบางประเทศ เด็กผู้หญิงอายุเพียงเก้าขวบถูกบังคับให้ต้องแต่งงาน

ในระดับโลก มีเด็กกว่า 61 ล้านคนซึ่งไม่ได้เข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา และในปี 2562 เด็กหนึ่งในหกคน อยู่ในภาวะยากจนสุดโต่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดโรคระบาด ถึงเวลาที่ต้องเตือนให้โลกตระหนักถึงพันธกิจที่มีต่อสิทธิเด็ก” 


หนังสือเล่มนี้จะวางจำหน่ายตามร้านหนังสือในสหราชอาณาจักรตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถพรีออเดอร์ได้ในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และกรีซ และจะตามมาด้วยเกาหลีใต้ เดนมาร์ก และเยอรมนีในเร็วๆ นี้

ผู้แต่งหนังสือมีเป้าหมายให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในทุกภาษาและทุกประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนหลายล้านคนให้ตระหนักถึงและเรียกร้องสิทธิของตนเองได้   

ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งสัญญาณเตือนอย่างหนักว่า ปัญหาสิทธิมนุษยชนหลายประการส่งผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะต่อเยาวชน และแม้พวกเขาจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่คนอื่นก็ไม่ได้ยินหรือไม่รับฟังเสียงของพวกเขา

หนังสือ “Know Your Rights and Claim Them” มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เยาวชนมีความรู้ที่จำเป็น เพื่อยืนหยัดและแสดงความเห็นของตน

  
หนังสือเล่มนี้เล่าถึงแนวคิดของสิทธิเด็ก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เด็กสามารถแสดงความเห็น และเข้าร่วมในการตัดสินใจทั้งปวงที่กระทบต่อตน

ทั้งยังให้ข้อมูลในเชิงแนวทางปฏิบัติ มีการเล่าเรื่องของนักกิจกรรมเยาวชนที่มีผลงานอย่างโดดเด่นหลายคน พวกเขาเป็นแนวหน้าที่ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ตั้งแต่การรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เรียกร้องการเข้าถึงการศึกษา หรือการประณามการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและความรุนแรงจากอาวุธปืน เยาวชนหนุ่มสาวที่สร้างแรงบันดาลใจเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงพลังที่จะยืนหยัดต่อสิ่งที่ตนเองเชื่อ

……………….

ไครียะห์ ระหมันยะ อายุ 19 ปี เกิดในครอบครัวชาวประมงใกล้กับทะเลในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย ทะเลใกล้บ้านเธอเป็นแหล่งทรัพยากรอาหารทะเลอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในทะเลที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ รวมทั้งเต่าทะเลและปลาโลมาสีชมพูที่หายาก ในปี 2563

ขณะที่อายุได้ 17 ปี ไครียะห์ได้เริ่มการรณรงค์ต่อต้านแผนของรัฐบาลเพื่อพัฒนาหมู่บ้านที่อำเภอจะนะให้เป็นนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้รัฐบาลระงับการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการนี้ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยกเลิกโครงการ และชุมชนของเธอยังคงต่อสู้ต่อไป   

“หนูพูดไม่ถูกจริงๆ ว่ารู้สึกยังไงที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้” ไครียะห์กล่าว เธอเคยปักหลักรอฟังคำตอบจากรัฐบาลเป็นเวลาหลายชั่วโมง เดินทางกว่า 1,000 กิโลเมตรไปที่ทำเนียบรัฐบาลที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้เขายุติการพัฒนาครั้งนี้   

“หนูรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของชุมชน หนูเติบโตมาพร้อมกับการต่อสู้เรียกร้องเพื่อปกป้องบ้านของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่ต้องอยู่กับความจริงแบบนี้ หนูจึงไม่ต้องการให้คนรุ่นต่อไปมีชีวิตเช่นนี้อีก ในฐานะที่เป็นเด็ก เราควรสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิของตนเอง ผู้ใหญ่มีหน้าที่ต้องส่งเสริม สร้างความเข้มแข็ง และสนับสนุนพวกเรา” 

เด็กมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด มีศักดิ์ศรี และมีสุขภาพดี มีสิทธิเข้าถึงอัตลักษณ์ ความเท่าเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติ มีสิทธิอยู่อาศัยในสถานที่อันปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองจากอันตราย สามารถเข้าร่วม (รวมทั้งสิทธิที่จะทำให้บุคคลอื่นรับฟังความเห็นของตน) มีสิทธิเลือกและตัดสินใจในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงจากอาวุธ สามารถเข้าถึงความยุติธรรมและเสรีภาพ มีความเป็นส่วนตัว มีสิทธิในฐานะเป็นชนกลุ่มน้อยและชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิทางการศึกษา การเล่น มีสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก รวมทั้งสิทธิในการเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบด้วย   

โลกเรามีเด็กอยู่ประมาณ 2.3 พันล้านคน หรือเกือบหนึ่งในสามของประชากรโลก สืบเนื่องจากผลกระทบร้ายแรงจากภาวะระบาดครั้งใหญ่ที่มีต่อเด็กและเยาวชน จึงสำคัญอย่างยิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับความรู้ที่จำเป็น เพราะนั่นเป็นสิทธิของพวกเขา ถึงเวลาที่ทั้งโลกต้องรับรู้และลงมือทำ 

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมกับมองไปยังอนาคต โดยตระหนักถึงความรับผิดชอบที่มีต่อโลกในปี 2573 เราไม่เพียงต้องถามตัวเองว่า ‘สิ่งที่เราทำส่งผลกระทบต่อเด็กในวันข้างหน้าอย่างไร?’

แต่ยังต้องสนับสนุนให้เด็กเป็นผู้กำหนดวาระสำหรับอนาคตของพวกเขาได้ด้วย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเขาตระหนักถึงสิทธิของตนเอง และรู้ว่าจะเรียกร้องสิทธิได้อย่างไร  

 
“ถ้าเด็กไม่รู้ถึงสิทธิของตนเอง และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิได้ พวกเขาเสี่ยงที่จะถูกปฏิบัติมิชอบ ถูกเลือกปฏิบัติ และถูกแสวงหาประโยชน์ มักตกเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ พวกเขายังเสี่ยงที่จะถูกมองข้าม ไม่สามารถเข้าร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวกับโลกที่พวกเขาอาศัย หรือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลรณรงค์เพื่อให้รัฐบาลจัดให้สิทธิเด็กเป็นวาระเร่งด่วนทั่วโลก

  
“ด้วยเหตุดังกล่าว นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว เรายังจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนออนไลน์ โดยนำเสนอเรื่องราวของเยาวชนนักกิจกรรม และจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังเพื่อช่วยให้เยาวชนและบุคคลอื่นเข้มแข็งขึ้น และสามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้ทั่วโลก เมื่อเยาวชนได้รับการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง พวกเขาจะมีความเข้มแข็งและปกป้องสิทธิได้ สามารถยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตนเองและบุคคลอื่นได้ด้วย ความรู้จึงเป็นกุญแจสำคัญ ที่พวกเราทุกคนต่างจะได้รับประโยชน์จากโลกที่มีการคุ้มครองสิทธิเด็ก”   


หนังสือ “Know Your Rights and Claim Them” จะเริ่มวางจำหน่ายที่สหราชอาณาจักรในวันที่ 2 กันยายนนี้ ตามมาด้วยออสเตรเลีย กรีซ นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม ทั้งยังมีการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ทางออนไลน์ และร้านหนังสือชั้นนำทุกแห่ง ส่วนการจัดอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนทางออนไลน์ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จะเริ่มขึ้นในวันที่ 2 กันยานี้เช่นกัน     

“โหวตล้มนายกฯ” กระแสแรง จับตา บิ๊กตู่ จะอยู่หรือไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481547

“โหวตล้มนายกฯ”กระแสแรง จับตา บิ๊กตู่ จะอยู่หรือไป

02 ก.ย. 2564

แชร์ข่าว

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ รมต.รายบุคคลผ่านไป 2 วัน ฝ่ายค้านยังไม่มีหลักฐานเด็ด แต่กระแสข่าวล็อบบี้”โหวตล้มนายกฯ”ซึ่งเกิดจากฝ่ายรัฐบาลเอง ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย การลงมติญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนี้ น่าจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ไปต่อหรือไม่

ผ่านไปแล้วกับการอภิรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคคลเป็นวันที่สองและย่างเข้าสู่การอภิปรายวันที่สาม

ภาพรวมในการอภิปรายวันที่สอง ส่วนใหญ่ฝ่ายค้านเน้นหนักไปที่การบริหารงานของรัฐบาลล้มเหลวจากการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ระบาดของโควิด 19 ที่มีคนเจ็บป่วย ล้มตายจำนวนมาก

และส่งผลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความเหลื่อมล้ำ จีดีพีตกต่ำ คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว  การบริหารจัดการวัคซีนมีปัญหา

โดยยังพุ่งเป้าไปที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้นำรัฐบาล

และในการอภิปรายวันที่สองมีประเด็นที่  พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯถึงกรณีนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กระทรวงกลาโหม ในการอภิปรายฯช่วงค่ำวันแรก

โดยนำเสนอข้อมูลเรื่องปฏิบัติการ IO ของกองทัพบก โดยอ้างถึงเอกสารกองทัพภาคที่ 2 นั้น พล.อ.ชัยชาญ ยืนยันว่า ในการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ไม่เคยมีนโยบายสั่งการให้กองทัพ หรือ กอ.รมน. ปฏิบัติการด้านข่าวสารในลักษณะบิดเบือนหรือให้ร้ายใครทั้งสิ้น

และทางกองทัพได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเอกสารที่นายณัฐชา นำมาอภิปรายนั้น ไม่ใช่เอกสารจริง  

ทำให้ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.เขตบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้อภิปรายในประเด็นดังกล่าว ขอใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงต่อที่ประชุมสภาโดยบอกว่าพร้อมเข้าสู่การตรวจสอบและไปสู้ต่อในศาล 

ในด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจง ยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเท็จ ได้มีการปลอมแปลง รูปแบบไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ รวมทั้งการลงลายมือชื่อไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จึงได้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เป็นหลักฐานแล้ว
 

ส่วนช่วงค่ำของการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่สอง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ถึงคิวอภิปรายของ”ดาวสภา”อย่างนายจิรายุ  ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย

แต่บรรยากาศในที่ประชุมสภา มี ส.ส.โหรงเหรงมาก ทำให้นายจิรายุ ไม่อยากอภิปรายสักเท่าใด

โดยบอกประธานในที่ประชุมว่าให้  “รัฐมนตรี” ที่ถูกอภิปรายชี้แจงก่อนก็ได้

แต่ประธานฯในที่ประชุม บอกว่า ไม่สามารถบังคับให้รัฐมนตรี ชี้แจงได้และปรากฏว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดลุกขึ้นชี้แจง สุดท้ายนายจิรายุ ก็ต้องอภิปรายตามคิวไม่สามารถเลื่อนได้

โดยนายจิรายุ ได้อภิปรายถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปรียบเป็นนายกฯ 5 บาป 

บาปแรก คือการขโมยความสุขของประชาชน โดยอ้างคำว่าเราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แต่ทำให้ประชนหลอนจนปีที่ 8 มากไปกว่านั้นคือการกู้เงิน 3.28 ล้านล้าน จนมีฉายานักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 

บาปที่ 2 คือมีพฤติกรรมค้าความตาย บนคราบน้ำตาของประชาชน โดยนายจิรายุ อภิปรายถึงมาตรการคลายล็อกต่าง ๆ ของประชาชน ที่ออกกฎกติกาที่สร้างความสับสนให้กับประชาชน

พร้อมเปิดวีดีทัศน์ภาพการเสียชีวิตคาบ้านและตามท้องถนน รวมถึงความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

บาปที่ 3 คือปัญหาการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนไทย ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคนเมื่อติดโควิด-19 

บาปที่ 4 คือการโกหกประชาชนเพื่อจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลานาน ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการปฏิรูปที่ชัดเจน หรือเรียกว่า การปฏิรูปในคืนหลอกหลวง 

และ บาปที่ 5  นายกฯ ยังเมามันในอำนาจปล่อยข้าราชการชั่วทุจริต 

และไฮไลต์สำคัญอีกช่วงหนึ่งก็คือ ระหว่างการอภิปรายของนาย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้นำ ส.ส.ของพรรคพร้อมใจกันชูป้ายรูปหน้า พล.อ. ประยุทธ์ นายกฯ  ในลักษณะที่ถูกคาดตาสีดำพร้อมเขียนข้อความทับด้วยอักษรสีแดงว่า
‘หยุดยุทธ์’ กลางสภา 

แต่กระแสการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ไม่ใช่เนื้อหาซักฟอกในสภาฯ แต่เป็นเรื่องของการมีข่าวที่ว่ามีการล็อบบี้ รวมหัวกัน เพื่อโหวตล้ม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แม้กระทั่ง นายกฯ ยังตั้งใจพูดถึงเรื่องนี้เอง( ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในลักษณะเช่นนี้)ว่า หากข่าวโหวตคว่ำนายกฯเป็นจริง ก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษ ไม่ใช่เวลาที่จะมาทำอย่างนั้น ทำไปเพื่ออะไร

ด้าน ร.อ. ธรรมนัส  ซึ่งถูกพาดพิงว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ บอกว่า ขบวนการมีหรือไม่มี ต้องไปถามคนที่เต้าข่าวเรื่องนี้ว่าต้องการอะไรแน่ และไม่ใช่พรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นพรรครัฐบาล ไอ้ห้อย ไอ้โหน ทั้งหลายชอบเลียแข้งเลียขา เดี๋ยวเจอกัน

สนิมเกิดแต่เนื้อในพรรคพลังประชารัฐเป็นจริง สะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาล

ดังนั้นการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ต้องมีอะไรแน่นอนน่าจับตา และ พล.อ. ประยุทธ์ จะอยู่หรือไป 

ปลัด สธ. แถลงโต้ฝ่ายค้าน ฉีด “วัคซีนสูตรไขว้” ปลอดภัย จ่อส่งวิจัยตีพิมพ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481531

ปลัด สธ. แถลงโต้ฝ่ายค้าน ฉีด “วัคซีนสูตรไขว้”ปลอดภัย จ่อส่งวิจัยตีพิมพ์

01 ก.ย. 2564

แชร์ข่าว

ปลัด สธ. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต นำทีมยัน”วัคซีนสูตรไขว้”ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ เผย เตรียมส่งงานวิจัยตีพิมพ์

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงหลังฝ่ายค้านอภิปรายกรณีที่มีความกังวลในการฉีดวัคซีนไขว้

โดย นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า กรณีที่มีการอภิปรายว่าการไขว้วัคซีน คือ เข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค และเข็มที่ 2 เป็นแอสตราเซเนกา งานวิจัยยังไม่ได้ตีพิมพ์ แต่กำลังส่งตีพิมพ์ ดังนั้น การบริหารในสถานการณ์เช่นนี้ หากจะรอให้มีการตีพิมพ์งานวิจัยก่อนแล้วถึงนำมาบริหารจัดการถือว่าโง่มาก

ส่วนที่ว่าทำไมเราถึงยังต้องซื้อวัคซีนซิโนแวค นั้น ผลวิจัยบอกว่าการสู้กับเดลต้าในปัจจุบัน  การใช้ซิโนแวค 1 เข็มบวกแอสตราเซเนกา 1 เข็มให้ผลพอ ๆ กับการฉีดแอสตราเซเนกา 2 เข็ม

ซึ่งหากจะรอแค่แอสตราเซเนกาอย่างเดียว ต่อให้ได้มาเดือนละ 10 ล้านโดสก็สามารถฉีดได้เพียงแค่เดือนละ 5 ล้านคน แต่หากฉีดแบบสูตรไขว้จะสามารถฉีดคนได้มากกว่าเดิมสองเท่า  จึงมีความจำเป็นที่ต้องซื้อวัคซีนซิโนแวคมาเพิ่ม

ยืนยันว่าการฉีดไขว้มีความปลอดภัยและอย่าพูดให้ประชาชนเกิดความสับสน ทั้งนี้ในการตัดสินใจของกระทรวงสาธารณสุขในยุคที่มีวิกฤตต้องเร็ว หากจะลีลาและต้องรอเอกสารอาจจะทำให้ชีวิตประชาชนเสียหายมากกว่า

ด้านอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  ยืนยันว่าเมื่อเจอสายพันธุ์เดลต้าทุกวัคซีนประสิทธิภาพลดลงหมด แต่เราก็อยากทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพจึงเป็นที่มาของการฉีดไขว้ ซึ่งการค้นพบของแพทย์ไทยพบว่าภูมิคุ้มกันสูงกว่าปกติที่ใช้กัน และทำให้เราฉีดวัคซีนได้เร็วขึ้น

ส่วนข้อกังวลว่าจะปลอดภัยหรือไม่  ยืนยันว่าวัคซีนที่ใช้ 4-5 ยี่ห้อในประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ อย. ซึ่งตอนนี้ฉีดไปแล้ว 32 ล้านโดส ยังไม่มีการเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว

ขณะที่การฉีดสูตรไขว้  ต่อไปเราจะใช้เป็นสูตรหลัก คือ เข็มแรกซิโนแวค เข็มสองแอสตร้าเซเนก้าฉีดไปแล้วมากกว่า 1.5 ล้านคนยืนยันปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเช่นกัน

ส.ป.ก. Kick Off “ฟ้าทะลายโจร” 1 ล้านต้นสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481519

ส.ป.ก. Kick Off ” ฟ้าทะลายโจร” 1 ล้านต้นสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

01 ก.ย. 2564

แชร์ข่าว

ส.ป.ก. Kick Off “ฟ้าทะลายโจร ” 1 ล้านต้นสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน มุ่งหวังให้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรที่ใหญ่และมีคุณภาพที่สุดในประเทศให้ได้ในอนาคต

 1 ก.ย. 64 ณ ศูนย์ส่งเสริมและขยายพันธุ์พืชในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “Kick Off ฟ้าทะลายโจร 1 ล้านต้น สู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน”   

ส.ป.ก. Kick Off " ฟ้าทะลายโจร" 1 ล้านต้นสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประเทศไทยในขณะนี้

ส.ป.ก. Kick Off " ฟ้าทะลายโจร" 1 ล้านต้นสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

รัฐบาลนำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกระดับและทุกมิติ และเล็งเห็นความสำคัญของการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค

ส.ป.ก. Kick Off " ฟ้าทะลายโจร" 1 ล้านต้นสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

รวมถึงสนับสนุนให้มีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์

ตลอดจนเป็นการส่งเสริม พัฒนา และต่อยอดให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจนำไปปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้แนวนโยบายดังกล่าวสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมาย  

จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและพืชสมุนไพรอื่นและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามที่ได้กำหนดไว้ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสมุนไพรไทยทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านสุขภาพและความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ

สำหรับการจัดงาน “Kick Off ฟ้าทะลายโจร 1 ล้านต้น สู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน” ในวันนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกลไกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร

โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่จะได้รับต้นฟ้าทะลายโจรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นการเตรียมการของเกษตรกรและเครือข่ายเพื่อยกระดับการพัฒนาฟ้าทะลายโจรสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อไป
 

ขณะที่ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการขับเคลื่อนสมุนไพรฟ้าทะลายโจรต้านภัยโควิค-19 ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า (รมช.กษ.)

โดยมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ทำการจัดหาและกระจายพันธุ์ ฟ้าทะลายโจรให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อสร้างการพึ่งตนเองในระดับครัวเรือนและชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นรายได้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ส.ป.ก.

จึงดำเนินโครงการขับเคลื่อนสมุนไพรฟ้าทะลายโจรต้านภัยโควิด-19ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนกล้าพันธุ์ องค์ความรู้ในการปลูก และใช้ประโยชน์สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งจังหวัด 72 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 1,000,000 ต้น แก่เกษตรกร จำนวน 100,000 ราย

และขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและขยายพันธุ์พืชในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างครบวงจร 5 ศูนย์ 5 ภูมิภาค เพื่อเป็นหน่วยสนับสนุนองค์ความรู้การปลูกและการใช้ประโยชน์ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรได้นำไปใช้ต่อยอดสร้างรายได้ในอนาคต

โดยมีเป้าหมายการแจกจ่ายฟ้าทะลายโจรให้กับเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2564 นี้ 

หากดำเนินการเสร็จสิ้นคาดว่าพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีศักยภาพในการผลิตกล้าพันธุ์พืชสมุนไพร จำนวน 50,000 กล้า/ศูนย์/ปี สนับสนุนแก่เกษตรกรปีละ 5,000 ราย นำไปปลูกในแปลงตนเองเพื่อสร้างรายได้ เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 6,000,000 บาท/ศูนย์/ปี รวมมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้ง 5 ศูนย์ สูงถึง 30,000,000 บาท/ปี

นอกจากนี้ ส.ป.ก. มีแผนที่จะส่งเสริม สนับสนุนการประกอบการฟ้าทะลายโจรเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม กับสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพ ทั้งปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการ และกระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐานการผลิต (GAP)มุ่งเน้นสร้างและพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการสมุนไพร 24 จังหวัด

โดยในระยะเริ่มแรกจะนำร่องในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร น่าน อุทัยธานี และฉะเชิงเทรา จำนวน 80 ตัน:แห้ง รวมไปถึงความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนด้านนวัตกรรม การแปรรูปในระดับพื้นที่ที่มีคุณภาพมาตรฐาน

โดยให้การสนับสนุนโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ต้นทุนต่ำแบบพาราโบลาโดม งบประมาณ 95,000 บาท/หลัง เพื่อต่อยอดแก่สถาบันเกษตรกร เตรียมขยายผล ปี 2565 จำนวน 40 หลัง 32 จังหวัด และให้การสนับสนุนแก่สถาบันเกษตรกรที่ขับเคลื่อนเรื่องสมุนไพร

รวมทั้งสินค้าเกษตรอื่นอีกปีละ 40 หลัง ภายในปี 2570 เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทั้ง 72 จังหวัด จะได้รับการสนับสนุนโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวนทั้งสิ้น 200 หลัง 

ในการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะมีกิจกรรมการส่งมอบฟ้าทะลายโจรแก่ตัวแทนเกษตรกร ณ สถานที่จัดงาน แล้วยังมีการจัดแสดงนิทรรศการการขับเคลื่อนงานสมุนไพรในเขตปฏิรูปที่ดิน

พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องการพัฒนาสมุนไพรในเขตปฏิรูปที่ดิน ระหว่าง ส.ป.ก. กับ กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (พท.) อันจะเกิดความร่วมมือการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง ส.ป.ก.กับ พด.เป็นการร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัจจัยการผลิตพืชสมุนไพรในเขตปฏิรูปที่ดิน คือ ดินและน้ำ รวมไปถึงการสนับสนุนงานด้านวิชาการ งานวิจัยองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี หรือเครื่องมือต่าง ๆ ในการพัฒนาดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชสมุนไพรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงพอและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

สำหรับความร่วมมือระหว่าง ส.ป.ก. กับ พท. ซึ่งจะร่วมมือในการพัฒนาและสนับสนุนสมุนไพรไทยอย่างครบวงจร เช่น การผลิตและแปรรูปสมุนไพรประเภทต่าง ๆ แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ

การสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรของเกษตรกรให้มีความหลากหลายและมีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งประเภทยา อาหาร อาหารเสริม เวชสำอาง และสินค้าบริการต่าง ๆ ให้เป็นที่ยอมรับการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการสมุนไพร สามารถบริหารจัดการสมุนไพร เชื่อมโยงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การสนับสนุนงานด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือต่าง ๆ แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

นอกจากนั้นยังส่งเสริม สนับสนุนการสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญา แนวคิด ประสบการณ์ องค์ความรู้ และการบริหารจัดการสมุนไพรทั้งระบบของเกษตรกร ชุมชน สภาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

“การมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจรในวันนี้ นอกจากจะเป็นการขยายพันธุ์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของ ส.ป.ก. ทั่วประเทศแล้ว ยังมุ่งหวังให้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรที่ใหญ่และมีคุณภาพที่สุดในประเทศให้ได้ในอนาคต และหากนับเวลาไปอีก 3 เดือนข้างหน้า ต้นกล้าเหล่านี้ก็จะเติบโตพร้อมนำไปจำหน่ายหรือแปรรูป ซึ่งเปรียบเสมือนของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สามารถสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ได้อย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

“ราชทัณฑ์” เผยอาการ 5 แกนนำม็อบ ยัน มีเวชภัณฑ์เพียงพอตามมาตรฐานโรงพยาบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481515

“ราชทัณฑ์” เผยอาการ 5 แกนนำม็อบ ยัน มีเวชภัณฑ์เพียงพอตามมาตรฐานโรงพยาบาล

01 ก.ย. 2564

แชร์ข่าว

“กรมราชทัณฑ์” เผยอาการป่วยโควิด 5 แกนนำม็อบ ยืนยัน มียาและเวชภัณฑ์เพียงพอ พร้อมแจงการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลทางการแพทย์ ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ต้องขังเท่านั้น

1 ก.ย.2564 นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เผย กรณีผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จำนวน 5 ราย  ประกอบด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน , นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือ ฟ้า , นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ,นายชาติชาย แกดำ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน 

ซึ่งวันนี้แพทย์ประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เข้าตรวจร่างกาย พบว่า ทั้งนายพริษฐ์ และนายพรหมศร รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจไม่มีอาการหอบเหนื่อย  รับประทานอาหารได้ นอนหลับพักผ่อนปกติ สัญญาณชีพเป็นปกติ 

เช่นเดียวกับนายภาณุพงศ์ อาการทั่วไป รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจปกติ ไม่มีเจ็บแน่นหน้าอก ไม่หอบเหนื่อย ไม่มีไข้ รับประทานอาหาร และนอนหลับพักผ่อนได้ ส่วนนายจตุภัทร์  อาการทั่วไป ปกติ แต่อ่อนเพลียเล็กน้อย มีอาการปวดหู หูอื้อ ซึ่งล่าสุดแพทย์ ได้ประเมินอาการปวดหูลดลงแล้ว 

ด้านนายชาติชาย อาการทั่วไปเป็นปกติ ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีหายใจเหนื่อย สัญญาณชีพ ของทั้ง 3 ราย เป็นปกติ

ส่วนกรณีที่ มารดาของนายพริษฐ์ ระบุว่า ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีปัญหาขาดแคลนยารักษาโรคนั้น นายธวัชชัย ชี้แจงว่า นายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน มีโรคประจำตัว คือ โรคหอบ ซึ่งแพทย์จ่ายยาพ่น Ventolin Aerobidol inhaler แต่ผู้ป่วยต้องการใช้ยาพ่นที่เคยใช้เป็นประจำชื่อ  Ventolin Evohaler ซึ่งเป็นยาเดียวกันแต่ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีของบริษัทนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่าเป็นยาตัวเดียวกัน แต่ผู้ป่วยก็ยังยืนยันว่าจะขอใช้ยาตัวเดิม จึงให้มารดาจัดหามาให้พร้อม แต่อย่างไรก็ตาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มียาและเวชภัณฑ์ครอบคลุมตามมาตรฐานของโรงพยาบาลรวมถึงมีระบบการสำรองยาและเวชภัณฑ์อย่างเพียงพอ 

"ราชทัณฑ์" เผยอาการ 5 แกนนำม็อบ ยัน มีเวชภัณฑ์เพียงพอตามมาตรฐานโรงพยาบาล

ส่วนประเด็นการเผยแพร่หลักฐานทางการแพทย์ หรือภาพผู้ต้องขัง ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ต้องขัง ทางกรมราชทัณฑ์ จึงจะนำมาเผยแพร่ได้ มิเช่นนั้นจะมีการละเมิดสิทธิ ของผู้ต้องขัง

"ราชทัณฑ์" เผยอาการ 5 แกนนำม็อบ ยัน มีเวชภัณฑ์เพียงพอตามมาตรฐานโรงพยาบาล

[Japan] Princess Mako to marry this year #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005598

[Japan] Princess Mako to marry this year


Princess Mako, the eldest daughter of Crown Prince Akishino, will marry Kei Komuro this year, sources have said. The princess, 29, and Komuro are not planning to hold engagement or wedding ceremonies.

If these events ultimately do not take place, it would be the first time in postwar history for a marriage involving a member of the Imperial family.

The princess has also expressed her intention to refuse the financial settlement she would normally receive when leaving the Imperial family upon her marriage, according to the sources. The government is expected to discuss whether it is legally possible for her to not receive the money.

Prince Akishino has approved the marriage, and the couple plans to submit their marriage registration to the local government this year, according to the sources. However, they might postpone this until next year depending on the situation with the pandemic.

The prince said at a press conference in November 2018 that he believed the engagement ceremony could not take place “unless there is a situation in which many people are content [with the marriage] and happy [for the couple],” apparently a reference to the financial trouble between Komuro’s mother and her former fiance. He then urged Komuro’s side to take “appropriate measures.”

Komuro released statements in January 2019 and in April this year, explaining the circumstances of the financial trouble. However, the situation has not necessarily reached a point where many people would celebrate the marriage.

Given this and the pandemic, it is now being discussed whether to skip the Nosai-no-Gi (Ceremony of Betrothal), a wedding ceremony and other related rituals.

Princess Mako is said to have informed people around her of her intention to decline the money due to public criticism over the financial problems involving Komuro’s mother.

The Imperial Household Finance Law stipulates that a member of the Imperial family receives a one-time payment upon leaving, to help them maintain their dignity.

Since the end of World War II, all female members of the Imperial family have received such a sum upon their marriage — judging by past examples, Princess Mako would receive about ¥137 million.

The specific amount to be paid has so far been determined by the committee on the Imperial household’s finances, consisting of eight people including the prime minister, the speaker of the lower house and the president of the upper house. But the committee has never discussed whether the money should be paid in the first place.

“Declining the money is unprecedented. We may have to change the interpretation of the Imperial Household Finance Law,” said an official of the Imperial Household Agency.

Princess Mako and Komuro were classmates at International Christian University, and after five years of dating, their engagement was unofficially confirmed in September 2017. However, they postponed their marriage in February 2018 after a weekly magazine reported on the financial problems, saying they “did not have enough time to make sufficient preparations” for the wedding events and life after marriage.

Komuro enrolled in a law school in New York State in August 2018. He completed his studies in May and took the bar exam in the state in July. His test results will be announced by mid-December.

Komuro is in the process of getting a job at a law firm in the U.S., and it is believed that the economic foundation of his life, which had been a bottleneck, is now in place.

After the marriage, Princess Mako will leave the Imperial family and is expected to start a new life in the United States.

In a statement released in November 2020, Princess Mako reiterated her strong desire to marry, saying, “Marriage is a necessary choice for us to live.”

In response, Prince Akishino expressed his intention to approve the marriage. Speaking at a press conference held the same month, the prince cited Article 24 of the Constitution, which stipulates, “Marriage shall be based only on the mutual consent of both sexes.”

Published : September 02, 2021

Korea becomes 14th in world to legislate carbon neutrality act #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005597

Korea becomes 14th in world to legislate carbon neutrality act


National Assembly passes bill outlining goal to cut down harmful emissions in 2030 by 35 percent or more from 2018 levels

Korea became the 14th country in the world to legislate a carbon neutrality act after the National Assembly on Tuesday passed the related bill.

The other countries that have legislated commitments to reduce carbon dioxide emissions include Canada, France, Germany, Ireland, Japan, New Zealand, Spain, Sweden and the UK.

The bill, which requires the government to cut greenhouse gas emissions in 2030 by 35 percent or more from the 2018 levels, was approved with 109 lawmakers voting in favor and 42 against during the plenary session. The legislation will become law once it is signed by President Moon Jae-in.

Article 7 of the carbon neutrality act says the government has a national vision to achieve carbon neutrality by 2050 and to promote harmonious development of the environment and economy.

Carbon neutrality means producing net-zero carbon dioxide emissions. Balancing emissions by removing or eliminating emissions altogether are two ways to achieve carbon neutrality.

In October 2018, the Intergovernmental Panel on Climate Change, established by the United Nations and the World Meteorological Organization to provide scientific assessments on climate change, announced that the entire world would have to achieve carbon neutrality by 2050 to limit global warming of 1.5 degrees Celsius above preindustrial levels.

Article 8 of the act stipulates that the government has to slash national greenhouse gas emissions in 2030 by 35 percent or more from 2018 levels. With the minimum figure set in stone, the article says the law can be amended by a presidential decree for more aggressive targets.

The 2030 reduction goal is internationally dubbed as the nationally determined contribution, or NDC, which indicates each country’s efforts in cutting down greenhouse gas emissions in accordance with the 2015 Paris Agreement to achieve carbon neutrality by 2050.

“The enactment of the carbon neutrality act laid the foundation for Korea’s carbon neutral policy for the next 30 years,” Environment Minister Han Jeoung-ae said after the bill was passed Tuesday evening.

“We will confirm the mid- to long-term goal for greenhouse gas reduction within the range set by the law through social discussions and we will also make every effort to prepare for the implementation of newly enforced systems such as climate change impact assessment.”

The Ministry of Environment said the act will serve as a basis for drafting practical policies such as a greenhouse gas reduction cognitive budget system and a climate response fund.

Under the law, Korea will have to axe greenhouse gas emissions to at least 472.9 million metric tons by 2030, down from the 727.6 million tons recorded in 2018.

The estimated greenhouse gas emissions for 2020 reached 648.6 million tons, down 10.9 percent from 2018, according to the Greenhouse Gas Inventory and Research Center under the Ministry of Environment.

The carbon neutrality act, however, has faced severe criticism since it was endorsed by the National Assembly’s Environment and Labor Committee on Aug. 19.

Business associations expressed concerns that new green compliances would hurt the competitiveness of the country’s major industries, which heavily rely on the manufacturing sector, and put too much burden on the economy.

Civic groups denounced the minimum goal of cutting down greenhouse gas emissions by 35 percent by 2030, saying the target is too low to cope with the climate crisis.

The Presidential Committee on Carbon Neutrality is working on coming up with a first draft of Korea’s 2030 NDC goal to reduce greenhouse gas emissions by 35 percent of more on the basis of the carbon neutrality act before mid-September, according to the Environment Ministry.

After receiving feedback and having discussions with stakeholders in October, the government plans to publicly reveal its final goal for the country’s 2030 NDC at the 26th United Nations Climate Change Conference of the Parties slated to be held in Glasgow, Scotland, in November. 

Published : September 02, 2021

China urges investigation of massacre of Afghans by US #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005595

China urges investigation of massacre of Afghans by US


BEIJING – Although the US military has withdrawn from Afghanistan, the massacre of civilians by the US military and its allies in Afghanistan in the past 20 years must be investigated thoroughly, and the murderers brought to justice, a Chinese Foreign Ministry spokesperson said Wednesday.

Spokesperson Wang Wenbin made the remarks at a daily news briefing in response to a question on the recent civilian killings by US troops during their withdrawal from Afghanistan.

According to reports, on Aug 26, a terrorist attack near Kabul’s airport caused hundreds of casualties. Some wounded people claimed that the US military fired at people after the explosion, causing more casualties.

Reports also said that on Aug 29, the US military in Afghanistan used drones to attack a residential building in Kabul on the grounds of anti-terrorism actions, killing ten civilians, the youngest of whom was only two years old.

Wang said that China noticed these reports. He said reports show the killing of civilians by the US military in Afghanistan occurred frequently. For instance, in 2002, a US military airstrike hit a wedding banquet in Uruzgan province, causing dozens of deaths and more than 100 injuries.

These attacks continued. A US military airstrike in 2008 hit a village in Herat province, killing nearly 100 civilians, including 50 children and 19 women.

In 2010, a NATO (North Atlantic Treaty Organization) airstrike hit Dekundi province, killing at least 33 people.

In 2012, the British Daily Telegraph released a video showing four US soldiers assaulting the remains of Taliban personnel in a reprehensible manner.

In 2015, the Afghan anti-narcotics police force was attacked by NATO fighters during its mission, and 15 policemen were killed.

In 2019, US drones launched an attack in Nangarhar province, killing at least 30 Afghan farmers.

Wang said that the number of civilian deaths in Afghanistan caused by US airstrikes far exceeds the official US government announcement. Statistics show that as of April 2020, at least 47,245 Afghan civilians have been killed in the war in Afghanistan launched by the United States.

He stressed that although US troops exited Afghanistan, its massacre of civilians must be investigated thoroughly.

“The lives and the human rights of the Afghan people should be safeguarded. This is about the international rule of law, justice, and the progress of human rights,” said the spokesperson. 

Published : September 02, 2021

[Singapore] Greater vaccine manufacturing capacity ahead of pandemics is key: Tharman Shanmugaratnam #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005594

[Singapore] Greater vaccine manufacturing capacity ahead of pandemics is key: Tharman Shanmugaratnam


SINGAPORE – To overcome the fragmented global health security system, a new global mechanism is needed to mobilise and govern health financing.

How to do this without adding to the complexity and fragmentation of the system is an important challenge that can be overcome, said Senior Minister and Coordinating Minister for Social Policies Tharman Shanmugaratnam on Wednesday (Sept 1).

Mr Tharman, who is also chairman of the Group of 30, a global council of economic and financial leaders, was speaking on the topic Resolving Today’s Global Health Crisis And Avoiding Future Pandemics at a virtual discussion organised by European economic think-tank Bruegel.

Other panellists included Indonesian Finance Minister Sri Mulyani Indrawati, Bruegel director Guntram Wolff, Wellcome Trust director Jeremy Farrar, and Centre for Global Development executive vice-president and senior fellow Amanda Glassman.

They discussed, among other issues, the recommendations of the Group of 20 (G-20) High Level Independent Panel (HLIP) on Financing the Global Commons for Pandemic Preparedness and Response, which Mr Tharman co-chairs with World Trade Organisation director-general Ngozi Okonjo-Iweala and former United States Treasury secretary Lawrence Summers.

The panel in July released its recommendations – including setting up a US$10 billion (S$13.5 billion) Global Health Threats Fund with contributions from the international community, as well as an inclusive G-20-plus board comprising health and finance ministers – which are now being actively considered ahead of the G-20 ministerial meetings and summit in October.

Noting the sharp deterioration in global trust and increase in protectionism since the pandemic started, Mr Tharman said the world does not have a system that can adequately supply – on a global scale and within a short time – the vaccines, therapeutics or protective equipment the world needs.

“That kind of supply chain had to be invented in the middle of a pandemic, and when you start in the middle of a pandemic, it takes a long time,” he said, adding that this is a new public policy challenge.

“You’re not going to be able to change nation-state democracies in either the rich world or the rest of the world… They will give extra attention to their own, everywhere in the world. But we do want to tackle the pandemic everywhere because it’s in everyone’s interests.

“How we reconcile these two objectives, and avoid the tension between the two leading to what we saw in the last year and a half… is by building up global supply capacity in advance of a pandemic, not in the middle of one.”

This means having an ever-ready manufacturing capacity of multiple vaccine candidates. But without knowing which vaccine will be successful, the private sector has no commercial incentive to make advance investments, he said.

“It requires public investment together with the private sector… so that we have an over-supply of capacity in advance of a pandemic.”

International R&D is also needed in new, lower-cost and modular manufacturing technologies that will allow for interchangeable manufacturing facilities – so that if one vaccine is not going to work out, repurposing can be quickly done to manufacture the successful vaccine at scale.

This requires global capacity and global financing that will be everyone’s interests, added Mr Tharman. “That’s the only way we’re going to bring trust back.”

Dr Sri Mulyani, whose country has just begun to ease restrictions following a surge in cases in July, said Covid-19 is a “perfect example” of a global problem without borders.

“The virus is changing, and its mutations are also overwhelming all countries, regardless of whether (their people) are vaccinated or not,” she said.

Indonesia will hold the presidency of the G-20 in 2022, taking over from Italy.

Dr Sri Mulyani added that global collaboration and coordination are essential, and so are good national health systems that provide access to large segments of the population.

There is also a need for countries to discuss how to set up early warning systems for future pandemics, she said, adding that this can be tricky, as it involves sensitivities over sovereign jurisdiction.

“There is always a tense relationship between sovereignty versus the global governance that needs to be established – whether it exists in the form of resources, the governance or decision-making process, or information sharing, but failure to do that will lead to catastrophic damage, as we can see from this pandemic.”

Wellcome Trust’s Mr Farrar said pandemics can no longer be considered a purely health-related issue, as they lead to economic disruption in the form of opportunity loss in education, trade, and travel.

“We are living in a new era of politics where your domestic agenda and international agenda are absolutely, intricately linked.

“Sometimes, as with Covid-19, that will pull you in different directions – where your domestic political agenda may be, for instance, to offer vaccines to your population before anybody else. But your international commitment, and actually your enlightened self-interest, would be to offer those vaccines around the world as well.

“This is also true of climate change, energy and clean water access, and many issues we face in the 21st century. And I don’t think international financial and other multilateral institutions have really grasped this challenge,” Mr Farrar said.

Published : September 02, 2021