Science Update : ดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนตัวเฉียดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707321

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนตัวเฉียดโลก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนตัวเฉียดโลก

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศยืนยันว่า ดาวเคราะห์น้อยที่มีชื่อว่า 2023 บียู ซึ่งมีลักษณะเหมือนก้อนหินขนาดมหึมาในอวกาศ เคลื่อนตัวผ่านเข้าใกล้โลกมากที่สุดที่บริเวณปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้เมื่อเวลาประมาณ 00.29 น. วันศุกร์ตามเวลามาตรฐานสากล หรือตรงกับเวลา 07.29 น. เช้าวันศุกร์ตามเวลาในประเทศไทย ในจุดที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดนั้น ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อยู่ห่างจากโลกเพียง 3,600 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก หรือเท่ากับ 1 ใน 4 ของความสูงของดาวเทียมหลายๆ ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกสำหรับการใช้งานด้านการโทรศัพท์และระบบนำทางรถยนต์

เกนนาดี บอริซอฟ นักดาราศาสตร์สมัครเล่น แจ้งเตือนเรื่องดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเร่งคำนวณว่า ดาวเคราะห์น้อยกำลังมุ่งหน้าไปในเส้นทางใดและจำเป็นต้องเตรียมแผนอพยพแบบกะทันหันหรือไม่แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วลงความเห็นว่าไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แม้จะถือว่าเป็นวัตถุในอวกาศที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้โลกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ดาวเคราะห์น้อย2023 บียู มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5-8.5 เมตร ซึ่งเล็กเกินกว่าที่จะสร้างความเสียหายรุนแรงและน่าจะถูกเผาไหม้หมดหากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านทรายขาว’ ชุมชนต้นแบบสองวิถีไทยพุทธ-มุสลิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707316

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านทรายขาว’ ชุมชนต้นแบบสองวิถีไทยพุทธ-มุสลิม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านทรายขาว’ ชุมชนต้นแบบสองวิถีไทยพุทธ-มุสลิม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยามเช้าบนยอดเขารังเกียบ

อาทิตย์นี้ตามรอยชุมชนต้นแบบไปที่บ้านทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบของกระทรวงวัฒนธรรมที่นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะได้ไปทำพิธีเปิดและแสดงความยินดีในการเป็นชุมชนหนึ่งในจำนวน ๑๐ แห่งทั่วประเทศของปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เดิมชุมชนแห่งนี้เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เรียกว่า “บ้านที่พลู” เนื่องจากเป็นสวนพลูที่ผู้คนจากไทรบุรีกลุ่มแรกได้ปลูกพลูไว้กินกับหมาก ต่อมาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบริเวณวัดทรายขาวจึงเรียก “บ้านทรายขาวออก” ตามชื่อทิศอยู่ระยะหนึ่ง จากสภาพที่เป็นป่าและทุ่งหญ้านั้นได้กลายเป็นสวนยางพารา สวนผลไม้ และนาข้าวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ติดกับเชิงเขาสันกาลาคีรีทำให้เกิดวิถีชุมชนของสองวัฒนธรรมระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมร่วมกันมาแต่บรรพบุรุษจนมีภาษาพื้นถิ่นเป็นสำเนียงชาวบ้านทรายขาวโดยเฉพาะสร้างกติกาการดำรงอยู่ร่วมกันด้วยความไว้วางใจ ให้ความเคารพนับถือและให้เกียรติซึ่งกันและกันโดยสลับการขึ้นเป็นผู้นำชุมชนระหว่าง ไทยพุทธและไทยมุสลิม นับเป็นพหุวัฒนธรรมที่มีความเด่นชัดในด้านการบริหารและสืบสานประเพณีที่มีการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันใน ประเพณีลากพระขึ้นเขา สรงน้ำระลึกถึงพระครูศรีรัตนากร (พ่อทวดศรีแก้ว) อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว ผู้พบและทำทางเข้าน้ำตกทรายขาว วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ ทุกปีประเพณีพระผิงไฟ ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ประเพณีวันว่าง ประเพณีตักบาตรเขารังเกียบ ประเพณีรับเทวดา ประเพณีทำบุญทางใหญ่ ประเพณีแห่ผ้าพระมหามุนินทโลกนาถในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ โดยมีวัดทรายขาว เป็นศูนย์กลางของชุมชน ด้วยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวิหารสามทวด คือ หลวงปู่ทวด หลวงพ่อทวดศรีแก้ว พระครูธรรมกิจโกศล หรือพ่อท่านนอง อดีตเจ้าอาวาส วัดทรายขาว และมีมัสยิดนัจมุดดีน หรือ มัสยิดควนลังงา ซึ่งเป็นมัสยิดโบราณสมัยอยุธยา ที่มีอายุมากกว่า ๓๐๐ ปี นับเป็นมัสยิดหนึ่งเดียวที่นำสถาปัตยกรรมไทย-มุสลิมมาประยุกต์สร้างเป็นศาลาการเปรียญที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเมืองปัตตานี อีกทั้ง ยังสามารถท่องเที่ยวไปยังสถานที่สำคัญของปัตตานี เช่น มัสยิดกลางปัตตานี, ศาลเจ้าเล่งจูเกียง สถานที่ประดิษฐานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ย่านเมืองเก่าปัตตานี บริเวณถนนอาเนาะรู และถนนปัตตานีภิรมย์ ตลาดเก่า “กือดาจีนอ” ย่านการค้าชาวจีนโบราณมัสยิดกรือเซะ และ วัดช้างให้ หรือ วัดราษฎร์-บูรณะ เป็นวัดเก่าของหลวงปู่ทวดริมหาดทรายขาวที่สร้างมากว่า ๓๐๐ ปี ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านทรายขาวประมาณ ๕ กิโลเมตร

น้ำตกทรายขาว

บ้านทรายขาว ปัจจุบันได้ร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้มากมายจากการรวมกลุ่มสตรีทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่นำวัตถุดิบผลิตผลทางการเกษตรของชุมชนมาแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มส้มแขกแปรรูป, กลุ่มกล้วยเส้นปรุงรส, กลุ่มผ้าทอมัดหมี่ลายจวนตานี, กลุ่มจานกาบหมาก กลุ่มลองกองแปลงใหญ่, กลุ่มทำปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพเป็นต้น ล้วนเป็นสินค้าที่นำรายได้สู่ครอบครัวและชุมชน โดยเฉพาะ ทุเรียนหมอนทองทรายขาว นั้นมีรสชาติหวานมันแตกต่างจากที่อื่น มีความอร่อย หวานมัน เป็นรู้จักไปทั่วประเทศ จากความร่วมมือของผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่ร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งเดินป่า นั่งรถจิ๊ปสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชมสวนผลไม้ตามฤดูกาล ทำให้มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการเชิงคุณภาพได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยว Tourism Award 2007 นับเป็นชุมชนที่รักษาเอกลักษณ์ของสองวัฒนธรรมไทยพุทธ-ไทยมุสลิมไว้ด้วยกัน และสร้างการมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่มีอุทยานแห่งชาติบ้านทรายขาวและผาน้ำตกสูง ๔๐ เมตร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นประตูเชื่อมสัมพันธ์สองวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนานตามรอยหลวงปู่ทวดจนถึงปัจจุบัน

ผ้าจวนตานี

ผ้าจวนตานี

พิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ

พิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ

อาหารจากส้มแขก

อาหารจากส้มแขก

สักการะหลวงปู่ทวด หลวงพ่อทวดศรีแก้ว หลวงพ่อนอง

สักการะหลวงปู่ทวด หลวงพ่อทวดศรีแก้ว หลวงพ่อนอง

วัดทรายขาว

วัดทรายขาว

วัดช้างให้ หลวงปู่ทวด

วัดช้างให้ หลวงปู่ทวด

รถจิ๊ปรุ่นสงครามนำชมสวน

รถจิ๊ปรุ่นสงครามนำชมสวน

มัสยิดเก่าสมัยอยุธยาและหลังใหม่

มัสยิดเก่าสมัยอยุธยาและหลังใหม่

โซไซตี้ : หนุนเด็กไทยก้าวทันโลกศตวรรษที่ 21 CPF สานต่อภารกิจยกระดับการศึกษา ‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ปี 8

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707328

โซไซตี้ : หนุนเด็กไทยก้าวทันโลกศตวรรษที่ 21  CPF สานต่อภารกิจยกระดับการศึกษา ‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ปี 8

โซไซตี้ : หนุนเด็กไทยก้าวทันโลกศตวรรษที่ 21 CPF สานต่อภารกิจยกระดับการศึกษา ‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ปี 8

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การพัฒนาทักษะความรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะ ความรู้ เป็นการเรียนรู้ด้วยการส่งเสริมให้คิดและต่อยอด เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน    

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ภาคเอกชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา เป็นพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นสานต่อภารกิจขับเคลื่อนโครงการสานอนาคตการศึกษา “คอนเน็กซ์ อีดี”(CONNEXT ED) เข้าสู่ปีที่ 8 โดยในปี 2566 นี้จะเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิชาการนำทักษะใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21 มาใช้ อาทิ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบโค้ด (Coding)การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learningและ STEM เพื่อบูรณาการความรู้ระหว่างวิชาต่างๆ ควบคู่กับต่อยอดทักษะวิชาชีพพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะบริหารโครงการสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ เป็น 1 ใน 12 องค์กรเอกชนที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี เพื่อร่วมยกระดับความเท่าเทียมทางการศึกษา โดยปีนี้ จะเน้นส่งเสริมการนำทักษะใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ 21มาใช้ อาทิ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบโค้ด (Coding) การจัดการเรียนการสอนภายใต้โครงการ Proactive teacher for active learning และโครงการ STEMEducation

บริษัทยังได้สนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและวิชาชีพ โดยนำโมเดลองค์ความรู้ (Best Practice) โครงการ “โรงเรือนจําลองฟาร์มไก่พันธุ์ไข่” ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ เพิ่มทักษะอาชีพ ลดปัญหาด้านโภชนาการของเด็กนักเรียน และเป็นแหล่งเรียนรู้อุตสาหกรรมแปรรูปไก่ไข่ขนาดย่อมนำมาถอดบทเรียนของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการ เป็น 1 ใน 17 โมเดลต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ส่งเสริมโครงการด้านวิชาชีพอื่นๆ อาทิ โครงการอัจฉริยะยุวเกษตรโครงการร้านกาแฟเด็กน้อย โครงการขนมและเบเกอรี่ เป็นต้น      

“ซีพีเอฟ มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนโครงการคอนเน็กซ์ อีดี ทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานร่วมกับสถานศึกษา เราจะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นและอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเราชาวซีพีเอฟ ซึ่งเป็นไปตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ คือ คำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนและมองประโยชน์ขององค์กรเป็นลำดับสุดท้าย” พิมลรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2566 ซีพีเอฟ มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partnerซึ่งเป็นพนักงานของซีพีเอฟที่สมัครใจเข้ามาทำงานวางแผนพัฒนาการศึกษาร่วมกับโรงเรียนในความดูแลของซีพีเอฟ 298 โรงเรียน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี โดยจะเพิ่มจำนวนผู้นำรุ่นใหม่เป็น 150 คน จากปัจจุบันมีผู้นำรุ่นใหม่แล้ว 4 รุ่น รวม 83 คน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของผู้นำรุ่นใหม่ที่ดูแลโรงเรียนปรับจาก 1 : 4 เป็น 1 : 2  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเป็นเพื่อนคู่คิดกับผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครู มุ่งสู่เป้าหมายในการยกระดับผลการประเมินคุณภาพโรงเรียน (School Grading)จากระดับดีสู่ระดับยอดเยี่ยม ทั้งด้านผู้เรียนด้านการมีส่วนร่วม ด้านผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษาด้านหลักสูตรและการสอน และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามเป้าหมายของโครงการที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กดีและเด็กเก่ง 

Health News : นักวิจัยจีนพัฒนา‘เทคนิคยืดอายุ’วัคซีน mRNA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707322

Health News : นักวิจัยจีนพัฒนา‘เทคนิคยืดอายุ’วัคซีน mRNA

Health News : นักวิจัยจีนพัฒนา‘เทคนิคยืดอายุ’วัคซีน mRNA

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ผ่านวารสารเซลล์ ดิสคัฟเวอรี (Cell Discovery) ในสัปดาห์นี้เปิดเผยว่ากลุ่มนักไวรัสวิทยาจีนได้พัฒนาเทคนิคช่วยเก็บรักษาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่ระดับอุณหภูมิปกติได้นานกว่าครึ่งปี จากปัจจุบันวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอส่วนใหญ่จำเป็นต้องเก็บที่อุณหภูมิ -20 ถึง -70 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีความคงตัวต่ำทำให้ความพร้อมใช้งานจำกัด

ผลการศึกษาพบว่าวัคซีนอนุภาคนาโนชนิดไขมัน (LNP) ระเหยแห้งเยือกแข็ง ที่จัดเตรียมผ่านเทคนิคการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (lyophilization) พร้อมการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำและปริมาณน้ำตกค้างที่ต่ำกว่า สามารถคงความเสถียรทางเคมีฟิสิกส์ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสนานกว่า 6 เดือน ควบคู่กับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสารน้ำและระดับเซลล์ที่มีศักยภาพในหนู กระต่าย หรือลิงแสม การทดลองในมนุษย์พบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอน แบบใหม่เป็นโดสกระตุ้น ยังสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง โดยค่าไตเตอร์ (Titer) หรือแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์โอมิครอน หลายสายพันธุ์ย่อย เพิ่มขึ้นอย่างน้อย253 เท่าตัว หลังจากฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นนี้ต่อจากวัคซีนชนิดเชื้อตายเชิงพาณิชย์ 2 โดส

คณะนักวิจัยกล่าวว่าเทคนิคใหม่เอาชนะความไม่เสถียรของวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของวัคซีน และเพิ่มการเข้าถึงได้อย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคห่างไกล

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707315

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะและมีโอกาสมาเยือนสิงคโปร์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรมาให้ได้ก็คือ National Gallery Singapore หอศิลป์แห่งนี้อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ไม่ยากจากสนามบิน เพราะอยู่ตรงตำแหน่งจอดรถของ MRT สายสีเขียวที่ป้าย City Hall อันเป็นจุดเชื่อมสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนจากรถสายสีเขียวไปสายสีแดงที่จะไป orchard ถนนช้อปปิ้งโดยเฉพาะของ brand name ที่สำคัญที่สุดของเมือง 

National Gallery Singapore หรือที่คนสิงคโปร์เรียกว่า National Gallery นี้เป็นสถาบันและเป็นหอศิลป์ที่อุทิศให้กับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ หอศิลป์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหอศิลป์ที่จัดแสดงผลงานพื้นเมืองของชาวตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดโดยเฉพาะชาวตะวันออกเฉียงใต้นี้มีของจัดแสดงมากถึง 9 พันชิ้น เป้าหมายในการจัดตั้งหอศิลป์ก็คือ เพิ่มความเข้าใจและความสนใจในด้านศิลปะและวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆ โดยเน้นไปที่วัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์และสมบัติชาติ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์ชาติอาเซียนด้วยกันในระดับนานาชาติหอศิลป์นี้จัดตั้งจากอาคาร 2 ส่วนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งศาลสูงสุดและศาลาว่าการเมืองจึงมีพื้นที่มากถึง 64,000 ตารางเมตร ส่งผลให้ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเพื่อให้เป็นหอศิลป์มากถึง 532 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 13,300 ล้านบาท

อาคารศาลสูงเก่านี้ตั้งอยู่บนตำแหน่งที่เคยเป็น Grand Hotel de I’Europe โรงแรมที่โอ่อ่าที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกรื้อทิ้งในปี 1936 Frank Dorrington Ward สถาปนิกหัวหน้าแผนกออกแบบโครงสร้างของรัฐบาลเป็นผู้ออกแบบอาคารศาลสูงใหม่ และเปิดทำการได้ในวันที่ 8 สิงหาคม 1939 สำนักงานศาลสูงสิงคโปร์ ได้ย้ายเข้าสู่ตึกใหม่ในปี 2005ส่วนศาลาว่าการเมืองที่สร้างระหว่างปี 1926-29 ได้รับการออกแบบโดย A.Gordon และ S.D.Meadows ระหว่างปี 1963-91ที่นี่เป็นที่ทำการของสำนักงานหลายแผนกของรัฐบาลรวมทั้งศาลด้วยก่อนที่จะย้ายไปในปี 2006

ในวันชาติสิงคโปร์ที่ 21 สิงหาคม 2005 นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ได้เกริ่นไว้ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะเปลี่ยนอาคารศาลสูงและศาลาว่าการเมืองเป็น National GalleryMuseum วันที่ 2 กันยายนปี 2006นาย Lee Boon Yang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและศิลปะ จึงได้ประกาศจัดตั้ง National Gallery Singapore อย่างเป็นทางการในงาน Singapore Biennale 2006 และได้แจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องระดมความคิดในการนำเสนอแผนการเกี่ยวกับโครงการนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007 รัฐบาลร่วมกับสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งชาติจัดการประกวดแบบเพื่อหาบริษัทสถาปนิกที่เหมาะสมที่สุด โดยมีบริษัทเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 111 แห่ง จาก 29 ประเทศทั่วโลก

คณะกรรมการที่ตัดสินการประกวดยืนยันว่า อาคารหลายส่วนห้ามแตะต้องและต้องคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ อีกทั้งยังต้องนำเสนอแผนการปรับปรุง
ภายใต้งบประมาณ 320 ล้านเหรียญสิงคโปร์เท่านั้น ในการประกวดรอบสุดท้ายที่เหลือผู้ออกแบบเพียงแค่ 5 ราย คณะกรรมการได้จัดการแสดงผลงานเพื่อรับคำติชมจากประชาชนด้วย เมื่อประกาศผลในปี 2008 คณะกรรมการได้แสดงเหตุผลของการเลือกผู้ชนะการประกวดเพื่อแสดงความโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานสำหรับการประกวดแบบในอนาคตด้วยโดยได้ผู้ชนะประกวดคือ Studio Milou Singapore บริษัทลูกของบริษัทสถาปนิกจากฝรั่งเศสที่เป็นหุ้นส่วนกับ CPG Consultants ที่มีประสบการณ์ในการปรับปรุงอาคารเก่าในสิงคโปร์หลังจากคณะกรรมการได้แบบที่ถูกใจแล้ว พวกเขาก็ได้จ้าง Takenaka-SingaporePiling Joint Venture เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2011 และหอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ครั้งแรกในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2015

นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนหอศิลป์แห่งนี้สามารถประทับใจตั้งแต่อาคารภายนอกที่มีความโอ่อ่าสง่างาม บรรยากาศภายในมีความเรียบหรูไม่ต่างจากห้องภาพของชาติยุโรป ข้อดีเหนือห้องภาพของยุโรปก็คือชาวสิงคโปร์สามารถเข้าฟรีส่วนชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากบัตรเครดิตที่ชาวต่างชาติใช้มี promotion ร่วมกับทางหอศิลป์ อาทิ Citibank ก็สามารถเข้าชมฟรีได้ด้วยไม่ต่างจากชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกสำหรับบัตรเครดิตของชาวต่างชาติเลยทีเดียว  

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707314

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ส่องบรรยากาศ ‘อินเดีย’ ฉลอง 74 ปี วันชาติ

บรรยากาศงานเฉลิมฉลอง 74 ปี วันชาติอินเดีย (Republic Day) ซึ่งจัดขึ้นในเมืองบังกาลอร์ของอินเดีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีการแสดงหลากหลายรูปแบบ เช่น โชว์สุดตื่นเต้นจากทีมรถจักรยานยนต์ผาดโผน การแสดงศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมที่ชื่อว่าคาลาริปยัตตุ (Kalaripayattu) โดยทหารกลุ่มวิศวกร และการแสดง
เต้นรำโดยนักเรียนนักศึกษา โดยอินเดียเฉลิมฉลองวันชาติในวันที่ 26 ม.ค. ของทุกปีนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญของประเทศมีผลบังคับใช้ในปี 1950

(ภาพทั้งหมด จากสำนักข่าวซินหัว)

โครงการสมทบทุนซื้อบิโอเร การ์ด มอส มอบแก่ รพ.ในการป้องกันผู้ป่วยจากไข้เลือดออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707329

โครงการสมทบทุนซื้อบิโอเร การ์ด มอส  มอบแก่ รพ.ในการป้องกันผู้ป่วยจากไข้เลือดออก

โครงการสมทบทุนซื้อบิโอเร การ์ด มอส มอบแก่ รพ.ในการป้องกันผู้ป่วยจากไข้เลือดออก

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยูจิ ชิมิซึ ประธาน กก.บจ.คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย)

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ชูความสำเร็จในแคมเปญเพื่อคนไทยปลอดภัยจากไข้เลือดออก จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง บิโอเร การ์ด มอส บล็อก เซรั่ม*1 หลอด จาก 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศทั้งช่องทาง เซเว่น เดลิเวอรี่ และ ALL ONLINE เท่ากับบริจาค 5 บาท เพื่อสมทบทุนซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงหลอดใหม่ให้แก่โรงพยาบาล โดยหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ ได้นำผลิตภัณฑ์จำนวน 10,000 หลอด มูลค่า 690,000 บาท มอบให้แก่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เมื่อเดือนที่ผ่านมา

ยูจิ ชิมิซึ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของคาโอ ที่รณรงค์ในการปกป้องชีวิตผู้คนจากการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก และโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่มียุงเป็นพาหะ เราจึงได้ร่วมกับเซเว่น-อีเลฟเว่น ในการทำแคมเปญสมทบทุนซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงเพื่อบริจาคแก่โรงพยาบาลในการป้องกันผู้ป่วยจากไข้เลือดออก โดยความร่วมมือกันครั้งนี้ส่งผลให้เราได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์จำนวน 10,000 หลอด มูลค่า 690,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เราทั้งสองบริษัทได้ช่วยเหลือสังคมโดยเราได้นำไปมอบให้แก่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เพื่อให้โรงพยาบาลจัดสรรใช้ประโยชน์ต่อไป

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่นฯ

ด้วยสถิติของกรมควบคุมโรคพบว่า สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2565 พบมากในเด็กวัยเรียนช่วงอายุ 5-14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเด็กมักชอบเล่นนอกบ้านและอาจจะไม่รู้วิธีการป้องกันตัวเองจากยุงซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อไข้เลือดออกได้โดยไม่รู้ตัว เราจึงอยากส่งมอบ ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง บิโอเร การ์ด มอส บล็อก เซรั่ม* ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะที่สามารถกระจายตัวในวงกว้างและปกปิดผิวเสมือนเกราะป้องกันแก่ผิว อ่อนโยน และสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ให้นำไปช่วยป้องกันให้เด็กเล็กห่างไกลยุงและภัยร้ายจากไข้เลือดออก”

ด้าน ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น-อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า “มีความยินดีที่ได้ร่วมกับคาโอฯ ในการปกป้องคนไทยให้ห่างไกลจากไข้เลือดออกซึ่งนับเป็นภัยคุกคามทางสุข ภาพอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ไม่เพียงผ่านโครงการบริจาคครั้งนี้ แต่ก่อนหน้านี้ยังได้ร่วมขยายฐานการรับรู้สร้างความตระหนักตื่นตัวเพื่อดูแลสุขภาพด้วยการเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่น “รู้ทัน” แอปพลิเคชั่นแจ้งเตือนภัยสุขภาพรอบตัวเข้ากับแอปพลิเคชั่น “7-Eleven TH” ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านคน เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพที่ดีของคนไทย โดยเฉพาะการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้เลือดออก ตามปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน”

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707313

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การกราบไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกราบไหว้คารวะพระพุทธรูป รวมถึงรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คือการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ทำให้ผู้กราบไหว้มีสติ และระลึกถึงคุณความดีต่างๆ ของรูปเคารพบูชา 

เราทุกคนคงเคยไปไหว้พระและไหว้เจ้ากันมาแล้วใช่ไหม บางคนไหว้เป็นประจำ บางคนไม่ค่อยได้ไหว้ แต่ไม่ว่าจะไหว้เป็นประจำหรือไม่ค่อยได้ไหว้ คุณๆ ก็คงรู้อยู่แก่ใจว่าสังคมไทยของเรานั้นมีความเชื่อถือเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกราบไหว้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา 

ดังนั้นสังคมของเราจึงมีประเพณีทั้งตรุษและสารทต่างๆ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตาของคนรุ่นหลังที่มีต่อบรรพชนและผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมถึงเพื่อกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในสากลโลก

เราเพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ หลายคนทำพิธีไหว้วันตรุษจีนอย่างเคร่งครัด และทำตามขนบประเพณีทุกสิ่งอย่าง แต่บางคนก็ทำพิธีไหว้แบบย่นย่อพอสังเขป ตามความสะดวกและตามเศรษฐสถานะของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่าสังคมไทยนั้นยังมีการไหว้พระไหว้เจ้าเป็นประจำ 

วันนี้จะชวนคุณไปไหว้เจ้าที่ศาลเจ้านาจา หรือหน่าจาซาไทจื้อ ที่อ่างศิลา ชลบุรี 

เทพเจ้านาจาคือใคร ตามตำนานจีนกล่าวว่า นาจาคือเทพบนสวรรค์ที่จุติ แล้วไปเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อปราบผีร้าย ในช่วงที่นาจาเป็นเด็กน้อย มีความซุกซนมาก แต่ก็มีฤทธิ์มากเช่นกัน ด้วยความซุกซนตามประสาเด็ก จึงทำให้นำไปสู่การกระทำอันไม่เป็นที่พอใจของเจ้าสมุทร จนในที่สุดนาจาก็ต้องแล่เนื้อตัวเองคืนให้มารดา แล้วคืนกระดูกให้กับบิดา (สรุปคือตายนั่นเอง) แต่เมื่อตายแล้วก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่ เพื่อให้กลับไปปราบผีร้ายบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีภาพเขียนและรูปปั้นเทพนาจาเป็นเด็กชาย เหยียบวงล้อไฟ มีหอกและห่วงเป็นอาวุธประจำกาย ภายหลังนาจาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพแห่งสวรรค์โดยเง็กเซียนฮ่องเต้

ในเมืองไทยมีศาลเจ้านาจาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองอ่างศิลา ชลบุรี ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณปี 2532 แต่ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมในเรื่องเมตตามหานิยมอย่างสูง จึงทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้สามารถขยายพื้นที่ศาลเจ้า จากศาลเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางวา จนมีพื้นที่เพิ่มเป็นหลายสิบไร่ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ในศาลเจ้านาจามีเทพองค์ใดบ้าง ตอบได้ว่ามีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ประดิษฐานอยู่ในชั้นต่างๆ ของอาคารในศาลเจ้า ดังนี้ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทำหน้าที่โปรดสัตว์ เทพนาจา เทพแห่งความสำเร็จสมปรารถนาเง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นองค์กษัตริย์แห่งทวยเทพทั้งปวง และพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี 

นอกจากนี้ในอาคารด้านข้างยังมีเทพเจ้าสำคัญคือไท้ส่วยเอี๊ย 60 องค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เชื่อกันว่าช่วยแก้ความเลวร้ายของคนที่มีปัญหาปีชงได้ โดยเทพไท้ส่วยเอี๊ยแต่ละองค์จะลงมาทำหน้าที่แก้ทุกข์ร้อนให้คนที่มีปัญหาปีชงในแต่ละปี แล้วเวียนกันไปจนครบจำนวน 

ส่วนอาคารเดียวกันแต่คนละปีกจะมีเจ้าแม่กวนอิมปางต่างๆ หลายร้อยปางประดิษฐาน อาทิ กวนอิมพันกร และกวนอิมปางเสวยสุข เป็นต้น 

การไหว้พระไหว้เจ้าคือการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ เป็นการกระทำของผู้เจริญ ก่อให้เกิดสิริมงคล ความสุขความเจริญแก่ผู้ประพฤติ ทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส แต่บางคนเชื่อว่าไหว้แล้วโชคดี มีความร่ำรวยรุ่งเรือง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการกราบไหว้เคารพในสิ่งที่ควรกราบไหว้เป็นเรื่องที่มนุษย์ผู้เจริญกระทำกันเป็นประจำ การกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการเตือนใจตัวเองให้ระลึกเสมอว่า เราต้องเคารพบูชาความดี และต้องมีสติในการดำรงชีวิตตลอดเวลา เพราะเทพเจ้าจะให้ความช่วยเหลือใครก็ตามที่ประพฤติดี ซื่อสัตย์ สุจริต และมีความกตัญญูกตเวทิตา 

หากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวเมืองอ่างศิลากับMr.Flower เพื่อสัมผัสเมืองเก่า ดูวิถีชุมชนดั้งเดิมของชาวอ่างศิลา ไปดูแหล่งหินสำหรับผลิตครกหินอ่างศิลา (ปัจจุบันอนุรักษ์ไว้ ห้ามขุดและตัดหิน) ไปไหว้พระไหว้เจ้าไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรับประทานอาหารทะเลสดๆ คุณภาพดีราคามิตรภาพ และนอนพักสบายๆ สักหนึ่งคืน โปรดติดต่อ Mr.Flower หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

หนังสือเด่น : รู้จักโรคซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ) สังเกตอาการ ดูแลรักษา ก่อนจะสายเกินแก้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707320

หนังสือเด่น : รู้จักโรคซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ)  สังเกตอาการ ดูแลรักษา ก่อนจะสายเกินแก้

หนังสือเด่น : รู้จักโรคซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ) สังเกตอาการ ดูแลรักษา ก่อนจะสายเกินแก้

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากผลวิจัยระบาดวิทยาสุขภาพจิต สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2012  พบว่าอัตราการผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ) มีจำนวนสูงกว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแบบปกติถึง 1.6 เท่า และพบว่าผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ปกติส่วนใหญ่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นผู้หญิง มีสาเหตุมาจากความกังวลในการใช้ชีวิตในสังคมที่มีปัญหาที่ต้องเผชิญมากมาย อาการของโรคปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนและเกิดขึ้นได้ง่าย และมักวางแผนฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง และแสดงอาการอารมณ์สองขั้วร่วมด้วย มีแนวโน้มจะมีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆทั่วโลกในปัจจุบัน

หนังสือ ฉันเป็น “โรคซึมเศร้า” ไหมนะ ผู้เขียน Hisanobu Kaiya (ไคยะ ฮิซาโน) ผู้แปล วิลาศิณี คู่ปัถพี  ผู้เขียนเป็นผู้อำนวยการสมาคมการแพทย์ญี่ปุ่น ที่ได้ทำการค้นคว้าการรักษาศึกษาโรคซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ)มานานพอสมควร จนค้นพบวิธีรักษาและรับมือกับโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โรคนี้ในปัจจุบันยังไม่มียาใดรักษาให้หายขาดได้ และในเล่มได้อธิบายถึงโรคนี้3 ส่วนด้วยกัน คือเริ่มอธิบายถึงความหมายโรคซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ)ว่ามีลักษณะแบบไหน สาเหตุการเกิดโรค ลักษณะอาการของโรคมี 8 ลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ Type เอ- เอช  มีแบบเช็คลิสต์ทดสอบอาการ   อาการซึมเศร้า (ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ)ต่างจากซึมเศร้าปกติอย่างไรบ้าง   โรคนี้แฝงอยู่ในโรคซึมเศร้าแบบปกติอยู่ประมาณ28 %  และมักแฝงตัวอยู่ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางอารมณ์เช่นโรคอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง มีอาการร่วมด้วยอยู่ประมาณ50 %   โรคอารมณ์2ขั้วชนิดที่ 2 แฝงอยู่ 53.7 %

อาการของโรคมักถูกคนภายนอกมองแบบเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยขี้เกียจเท่านั้นไม่ได้เจ็บป่วย สาเหตุการเกิดโรคซึมเศร้า(ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ) มาจากปัจจัยหลักๆคือ ความเครียดสะสมจากสภาพแวดล้อม  ครอบครัว ที่ทำงาน การเลี้ยงดูที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่หรือใช้ความรุนแรง ความสารถรับมือและจัดการความเครียด และการการรักษาด้วยยาและการรักษาด้านจิตใจ  จิตบำบัดโดยการปรับพฤติกรรม ปรึกษาแพทย์ ด้วยการใช้ยารักษา การปรับตัวให้อยู่กับโรคโดยนอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืน ปรับนาฬิกาชีวิตในร่างกาย การนั่งสมธิ ออกกำลังกายเบาๆเพื่อกระตุ้นสมอง และอาการทางจิตใจที่เกิดร่วมและการรักษาเช่นโรควิตกกังวล อารมณ์สองขั้ว  โรคตื่นตระหนก โรคกลุ่มอาการล้าเรื้อรัง โครซึมเศร้าตามฤดูกาลเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสถานที่รักษาแจ้งไว้ในเล่มอีกด้วย

หนังสือมีประโยชน์ เนื้อหาครอบคลุม อธิบายเรื่องยากๆให้เข้าใจได้ง่าย และยังมีนำการ์ตูนสวยงามไว้ประกอบคำอธิบาย อ่านเข้าใจง่าย เป็นหนังสือที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า(ที่ไม่เป็นตามรูปแบบปกติ) และผู้ใกล้ชิดสามารถนำมาใช้เป็นคู่มือในชีวิตประจำวัน  ใช้เป็นแนวทางในการสังเกตอาการ เพื่อเช็คอาการของตัวเองและคนใกล้ชิด  เพื่อเตรียมดูแลรักษาให้ถูกวิธีก่อนและเข้าใจจะสายเกินแก้ หนังสือจำหน่ายในรูปแบบหนังสือราคา 165 บาท มีจำหน่ายในรูปแบบ e-book ด้วย จัดจำหน่ายโดยซีเอ็ด ยูเคชั่น

เทคนิคความสำเร็จในแบบฉบับคนสำเร็จ

ทั้งด้านการเรียนและการทำงาน

หนังสือ ไม่ต้อง “หัวดี” แค่รู้ “วิธี” ก็สำเร็จได้ ผู้เขียน Takenori Inomata (ทาเกโนริ อิโนมาตะ) ดีกรีคุณหมอนักวิจัยแห่งห้องปฏิบัติการ Harvard Medical School และเจ้าของปริญญา Executive MBA จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ผู้แปล ช่อลดา เจียมวิจักษณ์  ผู้เขียนเป็นคนธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรโดดเด่นไม่ได้เรียนเก่งอะไร แต่สามารถประสบผลสำเร็จอย่างสูงได้ด้วยความมีระเบียบวินัย สม่ำเสมอและวางแผน จึงได้มาแชร์เทคนิคความสำเร็จของตนเอง ให้คนทำงานที่ต้องต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆด้วยเพื่อพัฒนาตนเองหรือเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆให้ทันเหตุการณ์และตรงกับความต้องการองค์กร  นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะทำงาน  นักธุรกิจที่ตั้งใจก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือแม้แต่คนที่วางแผนจะมีครอบครัวหรือมีลูกและจะเรียนไปพร้อมกัน  ถึงแม้ทุกคนอาจมีงานยุ่งและทำหลายสิ่งหลายอย่างในแต่ละวัน  แต่ก็สามารถบาลานซ์ ชีวิตและประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายได้ โดยทำตามเทคนิคและทักษะที่แนะนำในหนังสือ อาทิ แน่วแน่ในเป้าหมายและทำภารกิจเดิมของตนเอง  มุ่งมั่นในสิ่งที่ควรทำ การสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียน  การตั้งเป้าหมาย วิธีการทำเป้าหมายหรือภารกิจในชีวิตให้เป็นจริง การบริหารเวลา เคล็ดลับเรียนและทำงานให้เกิดประสิทธิผล ตลอดจนเผยความลับที่ทำให้คนสำเร็จเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  เป็นต้น เป็นหนังสือหนังสือราคา 245 บาท

เจาะลึกการทำงานที่ไม่เหมือนใคร

จากคนเคยทำงานที่ Amazon

หนังสือ คนเก่งใน Amazon เขาทำงานกันแบบไหน : I Saw the Future at Amazon ผู้เขียน Park JungJoon (พักจ็องจุง) ผู้แปล ผศ.ดร. สิรินาถ ศิริรัตน์     ผู้เขียนเคยทำงานเป็นนักพัฒนาแอปพลิเคชั่น นักวิเคราะห์การตลาด วิศวกรด้านระบบธุรกิจอัจฉริยะที่ บริษัทเอมะซอน สำนักงานใหญ่ในซีแอตเทิลนานกว่า12ปี ดังนั้นเขาจึงถือว่าเป็นคนวงในที่รู้ลึกรู้จริงในทุกๆด้านในบริษัท หนังสือจะเจาะลึกวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนใครของชาว Amazon ให้ผู้อ่านได้ไปรู้จักวัฒนธรรมธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ และหลักการต่างๆที่ที่แฝงอยู่ในการเติบโตของเอมะซอน  กฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ ระบบการทำงานแบบสกรัม (Serum Process) ที่ช่วยสร้างผลิตภาพให้องค์กร รวมถึงเทคนิคต่างๆที่เป็นแบบเฉพาะตัว อาทิ ยืนคุยงานวันละ 10 นาที การระดมความคิดโดยใช้โพสต์อิด 1 แผ่น กลยุทธ์ประชุมด้วยกระดาษ A4 จำนวน 6 หน้า แทนการใช้ Power Point ไปจนถึงการเอาตัวรอดในที่ทำงานสไตล์แอมะโซเนียน (Amazonian) หนังสือราคาเล่มละ 239 บาท

พูดคุยสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถรับมือกับคนได้ทุกประเภท

หนังสือ พูดดี พูดอย่างไร ให้ได้ใจคนทุกสถานการณ์ เขียนโดย Takashi Saito (ทากาชิ ไซโต) ผู้เชียวชาญด้านการสื่อสาร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเมจิ ผู้แปล : สุภัทร จันทร์ตะลิ หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมแก่นความรู้ต่างๆ ที่สามารถใช้เป็นคู่มือเพื่อให้การสื่อสารกับทุกเพศทุกวัย ทุกสถาณะ อย่างสัมฤทธิ์ผล อาทิ พัฒนาศักยภาพในการเข้าสังคม  การสื่อสารกับผู้อื่นอย่างได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ฝึกทักษะ ของการต่อรอง ร้องขอที่ได้ผล เทคนิครับมือกับคนที่ไม่ถูกชะตาหรือขัดแย้งกันให้ไม่มีปัญหา วิธีแก้ปัญหาและสื่อสารอย่างได้ผล การสื่อสารด้วยอีเมลล์อย่างไร้ข้อผิดพลาด ฯลฯ เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาในการสื่อสารพูดคุย เข้าสังคมไม่เป็น ไม่กล้าเอ่ยปากสนทนา เครียดเมื่อสื่อสารกับคนอื่น  สื่อสารกับหัวหน้าหรือลูกน้องไม่เป็น อธิบายเรื่องราวต่างๆแล้วผู้ฟังไม่เข้าใจ สั่งงานลูกน้องไม่เคยได้งาน  ถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการไม่ได้ กลัวการเจรจาต่อรอง ให้สามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และสามารถสื่อสารเก่งได้ผลลัพธ์ที่ดีทุกสถานการณ์ ทุกเวลา หนังสือราคาเล่มละ 245 บาท

ฝึกสมอง กระตุ้นรหัสสมองทั้ง8 ด้าน

ป้องกันอัลไซเมอร์ด้วยการทำงานบ้าน

หนังสือ ฝึกสมองด้วยงานบ้าน เขียนโดยผู้เชียวชาญด้านสมองชื่อดังของญี่ปุ่น  Toshinori Kato (โทะชิโนะริ คะโตะ)ผู้แปล อังคณา รัตนจันทร์    เป็นหนังสือคู่มือฝึกฝนสมองด้วย 65 วิธี เพื่อกระตุ้นรหัสสมองทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ รหัสสมองด้านการจดจำ รหัสสมองด้านการมองเห็น รหัสสมองด้านอารมณ์ รหัสสมองด้านความคิด รหัสสมองด้านความเข้าใจ รหัสสมองด้านการได้ยิน รหัสสมองด้านการสื่อสาร และรหัสสมองด้านการเคลื่อนไหว ให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ โดยผ่านการทำงานบ้านที่หลายคนคิดว่าไม่มีประโยชน์และแสนจะน่าเบื่อ  พร้อมทั้งบอกเล่าผลสำเร็จของการทำงานบ้านกระตุ้นสมอง ผ่านประสบการณ์จริงโดย “คุณฮิซะโกะ โยะชิซะวะ” นักวิจารณ์หญิงชื่อดังของญี่ปุ่นในวัยใกล้หลักร้อยที่ยังแข็งแรง สดใส และเมื่อรหัสสมองทั้ง 8 ด้านแข็งแรงแล้ว สมองก็จะอ่อนเยาว์ ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ และห่างไกลอาการหลงลืมหรืออัลไซเมอร์ อย่างแน่นอน หนังสือราคา 185 บาท

คุณแหน : 29 มกราคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707327

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll “บทบาทของผมต้องเปลี่ยนตามวาระที่ไป อันไหนที่เป็นเรื่องของรัฐบาลก็รัฐบาล ผมมีหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องดูแลคนทั้งประเทศทุกจังหวัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ มีปัญหาตรงไหนก็ไปแก้ตรงนั้น ผมต้องกำหนดบทบาทตัวเองให้ชัดเจน”วาทะของนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา..

ll “สิ่งที่ทำวันนี้จะบันทึกว่าใครเข้าใจข้อบังคับกฎหมายอย่างไร ใครฉลาดมากฉลาดน้อยเพียงใด เมื่อเป็นญัตติก็ต้องขออนุมัติจากที่ประชุม”คำกล่าวของประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย ในวันประชุมรัฐสภา(สส.และสว.)ที่สุดยุติการประชุม และจะมีประชุมใหม่ เดือนกุมภาพันธ์..

ll เลขาธิการ กกต. แสวง บุญมี“มีความกังวลอยู่เหมือนกันว่าเราจะมีเวลา ๔๕ วัน ก่อนครบวาระสภาฯ หรือยุบสภาหรือไม่ หากจะให้การเลือกตั้งปลอดภัยต้องนับจากวันที่ ๒๓ มีนาคมย้อนขึ้นมา ๔๕ วัน และหากยุบสภา ก็จะเร็วขึ้นกว่าเดิม ถ้ากฎหมายมีผลบังคับแล้วยุบสภาเลย เราจะไม่มีเวลาในการทำงาน เพราะหลังยุบสภา ๕ วัน ต้องเปิดรับสมัคร เรายังไม่มีเวลาแบ่งเขต และพรรคการเมืองเองจะไม่มีเวลาทำไพรมารีโหวต”ถามท่าน กกต.ไม่มีแผนในการทำงานล่วงหน้าหรือคะ???..

ll ส่วนหัวหน้าพรรครวมแผ่นดิน พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พูด“เป็นเรื่องธรรมดาที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร จะขับเคี่ยวกันในสนามการเมืองกันอย่างเข้มข้น แต่สุดท้ายความเป็นพี่น้องไม่มีวันจืดจาง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ๒ ป. หรือพี่น้อง ๓ ป. เพราะรู้จักมานาน ทำงานร่วมเป็นร่วมตายกันมาในชายแดน ไม่มีใครทิ้งใคร ความเป็นผู้นำความเป็นทหารมีสายโลหิตเต็มตัว”…

ll เชียร์กันเข้าไป เหรัญญิกพรรค พปชร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กล่าว “พล.อ.ประวิตรเป็นผู้นำที่มีลักษณะพิเศษ ไม่ขัดแย้ง ไม่โกรธให้อภัยทุกคนตลอด กวาดตาออกไปคนที่เป็นเช่นนี้มีไม่มากในประเทศไทยที่จะมาเป็นผู้นำให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้นำที่นำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งหมดได้จริงๆ ฯลฯ” เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์?..

ll คริส ฮิปกินส์วัย ๔๔ ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี จาซินดาอาร์เดิร์น ที่ลาออกจากตำแหน่งโดยให้เหตุผล เธอหมดไฟในการทำงานในหน้าที่แล้ว..

ll คงจะต้องดูกันต่อไปว่าพรรคสร้างอนาคตไทย มาร่วมกับ พลังประชารัฐจะมั่นคงตามที่เป็นข่าวหรือเปล่า ขอให้โชคดี..ll

น้องนิ่ง….นิ่ง…