หนุนศูนย์เรียนรู้ข้าวสืบทอดภูมิปัญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/723981

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังตรวจศูนย์เรียนรู้ด้านข้าวและการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ว่าได้จัดทำแหล่งเรียนรู้ด้านข้าว เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ ตลอดจนเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจในวิถีชีวิตชาวนา เทคโนโลยีด้านข้าว การปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล การเลี้ยงปลาชนิดต่างๆรวมไปถึงการใช้ทรัพยากรในนาข้าวให้เกิดประโยชน์ เช่น การอัดฟางข้าว เพื่อเป็นการลดการเผาตอซังในนาข้าวที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกส่งผลกระทบต่อโลก ยกระดับข้าวรักษ์โลก ให้สอดคล้องกับ BCG Model เพื่อจะได้ให้เห็นถึงการลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี การใช้สารชีวภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลถึงการลดรายจ่ายได้

“ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ผมเห็นว่านอกจากเป็นแหล่งความรู้แล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนทั่วไปได้แวะเวียนมาพักผ่อนแถมไม่ไกล สามารถเข้ามาได้ตลอดเวลา ไม่เว้นวันหยุดราชการ นอกจากนี้โรงเรียนหรือสถานศึกษา สามารถแจ้งความประสงค์เข้ามาเยี่ยมชมได้ ศูนย์แห่งนี้ยินดีต้อนรับ” นายณัฏฐกิตติ์ กล่าว

สำหรับพื้นที่แปลงนาทดลอง จัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการพระราชดำริ โรงเรียนข้าวและชาวนา ซึ่งได้แบ่งเป็นสถานีเรียนรู้ต้นแบบการสาธิตการปลูกข้าวตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเกษตรตามแนวพระราชดำริ พื้นที่ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย และเผยแพร่ความรู้ข้อมูลด้านข้าวให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งนับเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับข้าวแห่งเดียวใน กทม.

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ส่งเสริมปลูกผักบุ้งขายเมล็ดพันธุ์ ทดแทนข้าวในฤดูนาปรังสร้างรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/724054

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ส่งเสริมปลูกผักบุ้งขายเมล็ดพันธุ์ ทดแทนข้าวในฤดูนาปรังสร้างรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.49 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริม สนับสนุน โครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร กิจกรรมเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เสริมสร้างรายได้แก่เกษตรกร

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก และผลผลิตอาจได้รับความเสียหายจากสภาพแห้งแล้งที่เกิดขึ้น กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัดสุโขทัย มีการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง โดยมีการปลูกพืช ประเภทพืชผัก ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชที่มีอายุไม่เกิน 120 วัน โดยเฉพาะอำเภอศรีนคร ซึ่งเป็นอำเภอที่มีการปลูกผักบุ้งมากที่สุดของจังหวัดสุโขทัย ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกข้าวนา

DOAE ตอนที่ 1 ปลูกผักบุ้งขายเมล็ดพันธุ์ ทดแทนข้าวในฤดูนาปรัง สร้างรายได้ดีให้เกษตรกรชาวสุโขทัย https://youtu.be/5V0AAW82PbU

– 006

เปิดเวทีสานฝันสู่เชฟมืออาชีพ ‘Gourmet & Cuisine Young Chef 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723946

เปิดเวทีสานฝันสู่เชฟมืออาชีพ ‘Gourmet & Cuisine Young Chef 2023’

เปิดเวทีสานฝันสู่เชฟมืออาชีพ ‘Gourmet & Cuisine Young Chef 2023’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง! สำหรับเวทีประชันฝีมือแข่งขันทำอาหารสู่เส้นทางการเป็นเชฟ นิตยสาร Gourmet & Cuisine ร่วมกับ “The Food School Bangkok” โรงเรียนสอนทำอาหารชั้นนำระดับโลกเพื่อมุ่งสู่เชฟมืออาชีพโดยเฉพาะ ชวนนิสิต นักศึกษา ผู้ที่มีใจรักในการทำอาหาร ลงสนามแข่งขันทำอาหารระดับอุดมศึกษา “Gourmet & Cuisine Young Chef 2023” เพื่อสานฝันเยาวชนรุ่นใหม่สู่เชฟมืออาชีพมาประดับวงการอาหารเมืองไทย ร่วมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ ประกาศนียบัตรและรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน – 9 มิถุนายน 2566 ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Gourmet & Cuisine

นางสาวภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Gourmet & Cuisine เปิดเผยว่า จากกระแสตอบรับที่ดี ของการจัดการแข่งขันทำอาหาร “Gourmet & Cuisine Young Chef 2022” ที่ผ่านมา ประกอบกับกระแสการทำอาหารของคนรุ่นใหม่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางนิตยสาร Gourmet & Cuisine ก็ได้ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการก้าวเข้าสู่การเป็นเชฟมาโดยตลอด จึงได้จัดการแข่งขันทำอาหาร “Gourmet & Cuisine Young Chef 2023” ขึ้นเป็นปีที่สอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจได้แสดงฝีมือในทำอาหารและต่อยอดบนเส้นทางวงการเชฟ

“จากการจัดกิจกรรมในปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำในแวดวงอาหาร ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยกันผลักดันให้เยาวชนไทยมีโอกาสเติบโตสู่เชฟมืออาชีพในวงการอาหารไทย และก้าวสู่เวทีระดับโลก เห็นได้จากผู้ที่ผ่านเข้ารอบแต่ละทีมนั้น ต่างก็มีแพชชั่นและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งการครีเอทเมนู ความคิดสร้างสรรค์ การจัดลำดับการทำงานในครัว รวมไปถึงการพรีเซนต์ออกมาได้เทียบเท่ากับเชฟระดับมืออาชีพ ซึ่งศักยภาพเหล่านี้สามารถทำให้ซึ่งผู้ประกอบการเล็งเห็นความสำคัญและพร้อมที่จะผลักดันเยาวชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านอาหาร อุตสาหกรรมโรงแรม หรือผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหาร ต่อไปได้ในอนาคต อีกทั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องการเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจร้านอาหารเองอีกด้วย”

การแข่งขันในปีนี้ยังคงความเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา โดยใช้คอนเซ็ปต์ “Fusion Borderless” อาหารฟิวชั่นไร้พรมแดน ซึ่งเป็นเทรนด์การทำอาหารที่มาแรงต่อเนื่องในปีนี้และเชฟหลายคนได้ให้ความสนใจ ด้วยการนำเอาวัตถุดิบของไทยและจากทั่วมุมโลก มาใส่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานให้อยู่ในจานเดียวกันจนกลายมาเป็นเมนูสุดพิเศษแบบไร้ขีดจำกัด

สำหรับรายละเอียดจัดการแข่งขันการทำอาหารในระดับอุดมศึกษา “Gourmet & Cuisine Young Chef 2023” มีดังนี้ เปิดรับสมัครและส่งผลงาน วันที่ 17 เมษายน – 9 มิถุนายน 2566 ประกาศรายชื่อ 10 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือก วันที่ 15 มิถุนายน 2566 เปิดโหวตผลงานผู้ผ่านเข้ารอบ 10 ทีม รางวัล Popular Vote วันที่ 19 – 30 มิถุนายน 2566 ประกาศรางวัล Popular Vote วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Gourmet & Cuisine และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 6 สิงหาคม 2566 ที่ The Food School Bangkok

คุณสมบัติของผู้สมัคร 1.นิสิต-นักศึกษา ชั้นปีที่ 1-4 ที่มีความสามารถหรือความสนใจด้านการทำอาหาร อาทิ นักศึกษาคณะคหกรรมศาสตร์ การโรงแรม คณะเทคโนโลยีอาหารและการบริการ วิชาธุรกิจอาหาร การจัดการการท่องเที่ยว ศิลปะการประกอบอาหาร หรือคณะที่เกี่ยวข้อง 2.ผู้สมัครจะต้องเป็นผู้ดำรงสถานะ นิสิต-นักศึกษาของสถาบันการศึกษาชั้นอุดมศึกษา โดยต้องแสดงใบรับรองสถานภาพนักศึกษาที่ออกโดยสถาบันการศึกษาเท่านั้น (ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ) 3.ผู้สมัครจะต้องสมาชิก 2 ท่านต่อทีม และจะต้องศึกษาในสถาบันเดียวกันเท่านั้น

วิธีส่งผลงานและหลักฐานการสมัคร 1.กรอกใบสมัครและส่งผลงานโครงการฯ ที่ http://bit.ly/3U0CkfJ 2.สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง 3.สูตรอาหาร (ตามแบบฟอร์มที่ทางโครงการฯกำหนด) 4.ภาพถ่ายผลงาน คลิปวีดีโอพร้อมไฟล์ให้ทางโครงการฯ

การแข่งขันมีจำนวน 11 รางวัล ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2, รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล, รางวัลชนะเลิศ Popular Vote และรางวัลปลอบใจ จำนวน 5 รางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ ประกาศนียบัตรและรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดโครงการฯ และเงื่อนไขการประกวดได้ที่ : http://bit.ly/3KmEkeZ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมทางเพจ เฟซบุ๊ก Gourmet & Cuisine และ www.gourmetandcuisine.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมช่องทาง Line : @youngchef2023

เริ่มแล้ว‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า…วิถีไทย’13-16 เมษายน นี้ สนุกอย่างดีงาม ก้าวข้ามปีใหม่ไทย‘ชื่นอุรา น่าสบาย’พร้อมกันทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723965

เริ่มแล้ว‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า…วิถีไทย’13-16 เมษายน นี้  สนุกอย่างดีงาม ก้าวข้ามปีใหม่ไทย‘ชื่นอุรา น่าสบาย’พร้อมกันทั่วประเทศ

เริ่มแล้ว‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า…วิถีไทย’13-16 เมษายน นี้ สนุกอย่างดีงาม ก้าวข้ามปีใหม่ไทย‘ชื่นอุรา น่าสบาย’พร้อมกันทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สืบสานประเพณีดีงามต้อนรับปีใหม่ไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการพร้อมกันทั้ง 4 ภาค ใน 6 จังหวัดหลักของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน นี้ ด้วยการผสานความร่วมมือขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทุกมิติจากหลายภาคส่วน โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวเรือใหญ่และผู้สนับสนุนหลัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร เครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน และชุมชนแต่ละท้องถิ่นเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรมตามแบบแผนประเพณีอันดีงามของไทย

จัดเต็มไฮไลท์กิจกรรมที่น่าสนใจในแต่ละพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย และความเป็นอัตลักษณ์ประจำพื้นถิ่น จัดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทยภาคกลาง จัดที่ กรุงเทพมหานคร กับ 11 ท่าน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ท่ามหาราช, ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ก, เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น,สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และศาลเจ้ากวนอู คลองสาน โดยมีกิจกรรมเสริมสิริมงคล คือ กิจกรรมแห่พระพุทธรูปประจำพระอารามทางน้ำ จาก 5พระอารามหลวง ลอดอุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์ สักการะและสรงน้ำพระพุทธรูปประจำวัด ช้อปสินค้าชุมชนในตลาดโบราณ และกิจกรรมมหรสพความบันเทิงอีกมากมาย โดยมีเรือด่วนให้บริการรับส่งฟรี ทั้ง 11 ท่าน้ำ

ไฮไลท์ที่สำคัญคือการแห่พระทางน้ำ จะเป็นการแห่พระพุทธรูปสำคัญประจำ 5 พระอารามหลวงชื่อดัง ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, โดยขบวนแห่พระทางน้ำจะมีขึ้นใน วันที่ 13 เมษายน 2566 เริ่มต้นที่ท่าเรือวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานยัง 5 พระอารามหลวง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำวันสงกรานต์ และแห่พระไปตามเส้นทาง ร่วมอัญเชิญพระพุทธรูปประจำพระอาราม ขึ้นยังท่าน้ำของแต่ละวัด

ถือเป็นการเริ่มต้นเทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย อย่างเป็นทางการ เสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ไทย นอกจากกิจกรรมแห่พระทางน้ำ ที่จะเกิดขึ้นภายในงาน “Water Festival 2023 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ยังมีกิจกรรมเสริมสิริมงคลอีกมากมาย อาทิ สักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด อุโมงค์น้ำมนต์ และยังมีกิจกรรมสนุกอย่างดีงาม ช้อปสินค้าตลาดโบราณ ณ 11 ท่าน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Water Festival Thailand

ภาคเหนือ ณ บ้านโบราณเชียงใหม่ ถนนเจริญประเทศ จ.เชียงใหม่ กิจกรรมมงคล และกิจกรรมดีงามเพื่อความยั่งยืน อาทิ กราบไหว้พระพุทธรูปและประพรมน้ำมนต์ / สรงน้ำพระพุทธรูปจากวัดตามทักษาเมืองทั้ง 9 / รับพรล้านนารับปีใหม่ รดน้ำดําหัวพ่อเฒ่าแม่แก่เพื่อรับสิริปีใหม่ไทย /Workshop งาน Craft ล้านนากับแหล่งเรียนรู้อารยธรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านต้นน้ำ สล่าแดง เรียนรู้การปั้นดินเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เครื่องประดับล้านนาลูกปัดดิน ถ้วยกาแฟ / กาดหมั้ว ซุ้มกาดหมั้วครัวฮอม อาหารพื้นเมืองล้านนาต้นตำรับ ผสมผสานอาหารร่วมสมัยจากเชฟชุมชน / ช้อปผลิตภัณฑ์สินค้าประชารัฐ / ชมการแข่งขันตำบะหนุนโดยชาวบ้านชาวชุมชน และการแข่งขันพูดจาประสาล้านนาโดยเยาวชน เป็นต้น ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2566

รอบเมืองลำพูน จ.ลำพูน คอนเสิร์ต จากเหล่านักร้องประสานเสียง โรงเรียนจักรคำคณากร และดนตรีร่วมสมัย จากคนรุ่นใหม่..ที่จะมาบรรเลงเพลง ในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัยการแสดงวงดนตรีเครื่องเป่า Windensemble และรถแห่วง Windensemble รอบเมืองลำพูน และจุดแลนด์มาร์คต่างๆ จัดพื้นที่ขายของชุมชน community market ณ ถนนอินทยงยศ ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2566

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดที่จังหวัดอุดรธานี ณ วัดสระแก้ว และลานวัฒนธรรมมรดกโลกบ้านเชียง สืบสานวัฒนธรรมประเพณีชุมชนไทพวน ร่วมกิจกรรมมงคล สรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำขอพรพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ไทพวนบ้านเชียง ประเพณีที่สืบทอดมาในการรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ และขบวนแห่ทางวัฒนธรรมซึ่งจัดทำโดยชุมชน ระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน 2566 และ จ.ขอนแก่น ณ วัดไชยศรี ร่วมสืบสานประเพณีบุญสงกรานต์อีสานดั้งเดิมวัดไชยศรี ทำบุญตักบาตรหน้าสิมอิ่มบุญสาวะถีวิถีสุข เจริญพระพุทธมนต์ บายศรีพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ก่อพระเจดีย์ทราย พิธีสะเดาะเคราะห์วิถีดั้งเดิมของชาวอีสาน กิจกรรมไฮไลท์ของประเพณีสงกรานต์อีสานแบบดั้งเดิมของวัดไชยศรี ชมศิลปกรรมและวัฒนธรรมบ้านสาวะถี การแสดงหมอลำสาวะถี ทั้งการแสดงจากหมอลำสินไซน้อยร้อยปีที่แสดงหมอลำเล่าเรื่องสินไซ พร้อมการแสดงหุ่นเชิดประกอบ การแสดงหมอลำพันปี ที่มีพ่อแม่หมอลำชั้นครู มาร่วมถ่ายทอดการแสดง รวมทั้งการแสดงหมอลำที่มีชื่อเสียงของบ้านสาวะถี ระเบียบวาทะศิลป์ก็นำส่วนหนึ่งของการแสดงมาร่วม ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2566

ภาคใต้ จ.ภูเก็ต ณ วัดไม้ขาว และ Phuket Old town สนามหน้าชาร์เตอร์ (เมืองเก่าภูเก็ต) กิจกรรมตักบาตรข้าวสุกริมทะเลการออกร้านค้าชุมชน และถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ตที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านเมืองเก่า Art installation ชุมชนออกร้าน เรือนจำขายเครื่องดื่ม ศิลปินสอน Workshop แสดงงานศิลปะนางกวักของเด็กโรงเรียนบ้านไม้ขาว ดนตรี แสง สี เสียง โรงเรียนวัดเทพนิมิตร เรือนจำ และ Yamaha Phuket และ Pila Dance

สนุกอย่างดีงาม ก้าวข้ามปีใหม่ไทย “ชื่นอุรา น่าสบาย ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น พร้อม “บอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก” กับเทศกาล “Water Festival 2023 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook : Water Festival Thailand

ไอเทม เซรั่มกันแดดรุ่นสปอร์ตใหม่ล่าสุดจาก MizuMi

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723952

ไอเทม เซรั่มกันแดดรุ่นสปอร์ตใหม่ล่าสุดจาก MizuMi

ไอเทม เซรั่มกันแดดรุ่นสปอร์ตใหม่ล่าสุดจาก MizuMi

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าร้อนนี้ หลายๆ คนคงกำลังมองหาไอเทมกันแดด เพื่อเตรียมพร้อมก่อนลุยกิจกรรมกลางแจ้งท้าแดดต้อนรับซัมเมอร์กันอยู่ MizuMi แบรนด์สกินแคร์ชั้นนำสำหรับผิวแพ้ง่ายที่ครองใจผู้ใช้และบิวตี้กูรูการันตีรางวัลมากมายหลายเวที เตรียมเสิร์ฟ “UV Water Active Sport SPF 50+ PA++++” ไอเทมเซรั่มกันแดดรุ่นสปอร์ตใหม่ล่าสุด ที่แรกใน LazBEAUTY แหล่งรวมบิวตี้ไอเทมของแท้จากแบรนด์ดังบนลาซาด้า มาพร้อมนวัตกรรมและประสิทธิภาพการป้องกันแดดที่ล้ำไปอีกขั้น เอาใจสายสปอร์ตให้ออกไปสนุกเริงร่าท้าลมร้อนแบบไม่ต้องกลัวแดดตลอดซัมเมอร์นี้ โดยมีแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อย่าง “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” นักแสดงสาวคนดังมาร่วมเผยเคล็ดลับดูแลผิวให้สวยปังพร้อมสู้แดดอยู่เสมอ

“UV Water Active Sport SPF 50+ PA++++” เป็นไอเทมกันแดดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาหรือสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย มาพร้อมคุณสมบัติกันเหงื่อ-กันน้ำแบบ Very Water Resistant กันน้ำได้ยาวนาน 80 นาที เนื้อเซรั่มแบบ Serum-to-Silk นุ่มสบายผิว ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ผสานการป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB ปราศจากสารระคายเคืองผิว พร้อมประสิทธิภาพการป้องกันแดดที่ล้ำลึก ไม่ว่าจะเป็น

● Hybrid Sunscreen SPF50+ PA++++ ผสานพลังปกป้องผิวสูงสุด ด้วยสารกันแดดแบบเคมีและแบบฟิสิคอล ลดโอกาสการเกิดฝ้าแดด จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และริ้วรอยก่อนวัย

● สารแอนตีออกซิแดนท์ถึง 11 ชนิด ประกอบด้วยสารสกัดจาก Butterfly Bush, Matcha Green Tea, Vitamin E และสารสกัดแอนตีออกซิแดนท์จากญี่ปุ่นอีก 8 ชนิด ช่วยลดโอกาสผิวถูกทำร้ายจากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัย

● SPF50+ PA++++ การันตีผลการทดสอบทั้งแบบ In Vitro และ In Vivo European Standard ปกป้องผิวจากรังสี UV ได้มากกว่า 98% เมื่อเทียบกับการไม่ทาครีมกันแดด

 ด้านนักแสดงสาว ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ MizuMi ยังได้แชร์เคล็ดลับผิวสวยใสและคงความอ่อนเยาว์อยู่เสมอว่า “ปกติเวลาไปออกกองหรือถ่ายโฆษณา ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอแดดหรือแสงไฟเราก็ต้องดูแลตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ ซึ่งขั้นตอนแรกๆ ในการดูแลผิวที่ใบเฟิร์นทำก็คือ การทาครีมกันแดด ซึ่งถือเป็นเรื่องเบสิกที่สำคัญกับผิวเรามาก และการเลือกครีมกันแดดที่ดีเหมาะกับผิวเราก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าง MizuMi ที่ใบเฟิร์นมั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพการกันแดด ที่สำคัญคือใช้แล้วเราไม่แพ้ เนื้อเบาบาง ซึมง่าย ยิ่งเวลาต้องออกกองกลางแจ้ง ยิ่งมั่นใจว่าผิวเราจะไม่ถูกทำร้ายจากแสงแดด ช่วยให้เรามั่นใจและเต็มที่พร้อมลุยทุกงานทุกบทบาทค่ะ”

พิเศษสำหรับสาวกแบรนด์MizuMi และผู้ที่สนใจอยากลองสัมผัส “UV Water Active Sport SPF 50+ PA++++” ก่อนใคร เตรียมรับโปรโมชั่นเปิดตัวสุดพิเศษเฉพาะที่ LazBEAUTY ซื้อ 1 แถม 1 ในราคาเพียง 890 บาท จากปกติ 1,780 บาทตั้งแต่วันที่ 1–14 เมษายนนี้ พร้อมจุใจกับของขวัญสุดพิเศษจากแบรนด์และส่งฟรีเมื่อช้อปครบ 500 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://s.lazada.co.th/s.76zOC

นักกีฬาขี่ม้าโปโล 7 ทีม ตบเท้าเข้าแข่งขัน ‘ดิ แอมบาสเดอร์ คัพ 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723938

นักกีฬาขี่ม้าโปโล 7 ทีม ตบเท้าเข้าแข่งขัน ‘ดิ แอมบาสเดอร์ คัพ 2023’

นักกีฬาขี่ม้าโปโล 7 ทีม ตบเท้าเข้าแข่งขัน ‘ดิ แอมบาสเดอร์ คัพ 2023’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมฯ พร้อมด้วย เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธาน กก.กลุ่ม บ.คิง เพาเวอร์ มอบรางวัลชนะเลิศให้ทีมคิง เพาเวอร์

สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย (Thailand Polo Association) จัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลรายการ “The Ambassador Cup 2023” (ดิ แอมบาสเดอร์ คัพ 2023) การแข่งขันแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศเพื่อชิงชัยสู่ความเป็นหนึ่ง ในปีนี้จัดขึ้นในคอนเซ็ปต์ “Summer on the Field” ต้อนรับซัมเมอร์ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน โดยมีนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากนานาชาติพร้อมแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน ณ วีเอสสปอร์ตคลับ แอนด์ สยามโปโล ปาร์ค อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

นับเป็นการรวมตัวแห่งมิตรภาพครั้งสำคัญของวงการกีฬาขี่ม้าโปโลที่มีนักกีฬาขี่ม้าโปโลมืออาชีพจากนานาประเทศเข้าร่วมการแข่งขันฯโดย นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลรายการ The Ambassador Cup 2023 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม-1 เมษายน ที่ผ่านมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของนักกีฬาขี่ม้าโปโลและพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขี่ม้าโปโลของไทยให้มีโอกาสแข่งขันในรายการระดับสากล โดยได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ ได้แก่ ไทย บรูไน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และอาร์เจนตินา เข้าร่วมการแข่งขัน 7 ทีม ได้แก่ ทีมคิง เพาเวอร์, ทีมอาห์มิบาห์ บรูไน, ทีมอาห์มิบาห์ บรูไน 2, ทีมลอรีอัล ปารีส, ทีมอัลฟ่า ซีเคียวริตี้, ทีมเต่าบิน และทีมเอสพีพี พัทยา โดยมีนักกีฬาขี่ม้าโปโลทีมชาติไทย ได้แก่ อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา,พลอย ปิ่นแสง พร้อมด้วยสองพี่น้องนักกีฬาขี่ม้าดาวรุ่งชาวไทย ชนม์นฤทธ์-ศศิร์รัช โตมงคล เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้”

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย เป็นผู้โยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่าง ทีมคิง เพาเวอร์ พบกับทีมเต่าบินโดยในช่วงพักครึ่งการแข่งขันแขกผู้มีเกียรติต่างมาร่วมประเพณี “สตอมปิ้งเดอะ ดิวอทส์” (Stomping the Divots) การย่ำสนามเพื่อกลบดินและหญ้าให้เรียบ และเป็นโอกาสให้แขกและผู้ร่วมงานได้พบปะพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กันก่อนดำเนินการแข่งขันในช่วงครึ่งหลังต่อไป โดยการแข่งขันเป็นไปด้วยความตื่นเต้น เร้าใจ ก่อนที่ ทีมคิง เพาเวอร์ จะเอาชนะไปด้วยคะแนน 3 ต่อ 2.5 คะแนน คว้าแชมป์รายการ “ดิ แอมบาสเดอร์คัพ 2023” ในครั้งนี้ไปครองได้สำเร็จ โดยมี เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ มอบรางวัลให้กับทีมชนะเลิศนอกจากนี้ ยังมี ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบรางวัล BEST PONY AWARD BY SCB ให้แก่ Muneca และ โรจน์ เมืองครุธ ผู้อำนวยการสายนวัตกรรมทางธุรกิจ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด มอบรางวัล MVP AWARD BY SINGHA ให้กับ อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา จากทีมคิง เพาเวอร์ ปิดท้ายค่ำคืนด้วยความประทับใจกับโชว์ชุดพิเศษ Garrocha Show ศิลปะการบังคับม้าของสเปน ผสานความเป็นหนึ่งเดียวของ “ผู้ขี่” ด้วยจังหวะที่มีชีวิตชีวาของดนตรี ผสานการเต้นรำ และการเคลื่อนไหวที่สง่างามของ “ม้า” นำแสดงโดย Maile Lavilla และ Shayan Richet

ทีมนักกีฬาขี่ม้าโปโลทั้ง 7 ทีม ได้แก่ ทีมคิง เพาเวอร์, ทีมอาห์มิบาห์ บรูไน, ทีมอาห์มิบาห์ บรูไน 2, ทีมลอรีอัล ปารีส, ทีมอัลฟ่า ซีเคียวริตี้, ทีมเต่าบิน และทีมเอสพีพี พัทยา

ทีมนักกีฬาขี่ม้าโปโลทั้ง 7 ทีม ได้แก่ ทีมคิง เพาเวอร์, ทีมอาห์มิบาห์ บรูไน, ทีมอาห์มิบาห์ บรูไน 2, ทีมลอรีอัล ปารีส, ทีมอัลฟ่า ซีเคียวริตี้, ทีมเต่าบิน และทีมเอสพีพี พัทยา

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย มอบรางวัล Best Pony Award ได้แก่ ม้า Muneca

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย มอบรางวัล Best Pony Award ได้แก่ ม้า Muneca

โรจน์ เมืองครุธ มอบรางวัล MVP
Award ให้แก่ อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา
จากทีมคิง เพาเวอร์

โรจน์ เมืองครุธ มอบรางวัล MVP Award ให้แก่ อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา จากทีมคิง เพาเวอร์

อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา

อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา

เอมอร ศรีวัฒนประภา พร้อมด้วย นันทวรรณ สิงห์สมบุญ,วาสนา ลีกาญจนากร,ปัญจพร โชติจุฬางกูร,วนาลี ลีกาญจนากร และ สรชัย
โชติจุฬางกูร

เอมอร ศรีวัฒนประภา พร้อมด้วย นันทวรรณ สิงห์สมบุญ,วาสนา ลีกาญจนากร,ปัญจพร โชติจุฬางกูร,วนาลี ลีกาญจนากร และ สรชัย โชติจุฬางกูร

เอมอร ศรีวัฒนประภา กับลูกสาว อรุณรุ่ง-
วรมาศ ศรีวัฒนประภา และหลาน

เอมอร ศรีวัฒนประภา กับลูกสาว อรุณรุ่ง- วรมาศ ศรีวัฒนประภา และหลาน

ณัชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ, วิไลพร พยับเดชาชัย,
เอมอร-วรมาศ-อรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และ พลอยนภัส เรืองศิริวรากุล

ณัชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ, วิไลพร พยับเดชาชัย, เอมอร-วรมาศ-อรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และ พลอยนภัส เรืองศิริวรากุล

วรมาศ ศรีวัฒนประภา และ รวิ อิทธิระวิวงศ์

วรมาศ ศรีวัฒนประภา และ รวิ อิทธิระวิวงศ์

กรณ์-ศรีริต้า ณรงค์เดช และ น้องกวินท์

กรณ์-ศรีริต้า ณรงค์เดช และ น้องกวินท์

ชนม์นฤทธ์-ศศิร์รัช โตมงคล สองพี่น้องนักกีฬาขี่ม้าโปโลดาวรุ่ง
ชาวไทย

ชนม์นฤทธ์-ศศิร์รัช โตมงคล สองพี่น้องนักกีฬาขี่ม้าโปโลดาวรุ่ง ชาวไทย

พลอย ปิ่นแสง และทีมเต่าบิน

พลอย ปิ่นแสง และทีมเต่าบิน

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโล “The Ambassador Cup 2023”

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโล “The Ambassador Cup 2023”

การแสดงโชว์ม้า นำโดย Maile Lavilla และ Shayan Richet

การแสดงโชว์ม้า นำโดย Maile Lavilla และ Shayan Richet

ไอคอนสยาม สืบสานประเพณีสงกรานต์สุดมหัศจรรย์ริมแม่นํ้า อลังการขบวนแห่นางสงกรานต์‘อแมนด้า-ชาลิสา ออบดัม’13 เมษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723933

ไอคอนสยาม สืบสานประเพณีสงกรานต์สุดมหัศจรรย์ริมแม่นํ้า อลังการขบวนแห่นางสงกรานต์‘อแมนด้า-ชาลิสา ออบดัม’13 เมษา

ไอคอนสยาม สืบสานประเพณีสงกรานต์สุดมหัศจรรย์ริมแม่นํ้า อลังการขบวนแห่นางสงกรานต์‘อแมนด้า-ชาลิสา ออบดัม’13 เมษา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน THE ICONIC SONGKRAN FESTIVAL 2023 สืบสานประเพณีสงกรานต์สุดมหัศจรรย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดพื้นที่ริเวอร์ พาร์คชวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศร่วมเล่นน้ำวิถีใหม่ สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม พร้อมร่วมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน ด้วยภาชนะรักษ์โลกจากกากกาแฟ สร้างสรรค์เป็นถังน้ำรีไซเคิลพร้อมให้ทุกคนได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ชมไฮไลท์สุดพิเศษขบวนแห่นางสงกรานต์ ในวันมหาสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน 2566 ที่มีความงดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา นำโดย อแมนด้า-ชาลิสา ออบดัม แต่งกายด้วยชุดไทยอันวิจิตรสวยงาม พร้อมสวมใส่เครื่องประดับไทยโบราณหาชมได้ยากร่วมสรงน้ำสักการะขอพรพระพุทธรูปเกสรดอกไม้องค์จำลอง จากวัดสารพัฒนึก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อความสิริมงคล และการแสดงดนตรีของศิลปินชั้นนำ ครบทั้งสายมูที่มองหาความเป็นมงคล สายกิน สายช้อป ณ รัษฎา ฮอลล์ ชั้น 1 และสืบสานวัฒนธรรมไทย 4 ภาค ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G โดยงานจะมีจนถึงวันที่ 17 เมษายน นี้

ไฮไลท์ของปีนี้คือขบวนแห่นางสงกรานต์ในวันมหาสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน 2566 นำโดย อแมนด้า-ชาลิสา ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปี 2563 และผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายการประกวดมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 69 เผยโฉมในเครื่องแต่งกายเสมือนนางกษัตริยาสมัยสุโขทัย ออกแบบโดย ดร.สุรัตน์ จงดาประดับด้วยเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ทองคำล้ำค่า และสนุกสุดมันส์ไปกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ อาทิ Three Man Down, Tilly Birds, ATLAS และอีกมากมายที่จะมาสร้างสีสันภายในงานเป็นประจำทุกวัน อีกทั้ง ยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมของไทย ผสานความสนุกสนานจากการสาดน้ำสงกรานต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งวันภายใต้มาตรการความปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งดอกไม้นานาชนิดสีสันสดใส

นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังคงมุ่งมั่นและให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม หนึ่งในพันธกิจที่ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาโดยรอบ จึงได้ร่วมมือกับร้านกาแฟภายในไอคอนสยาม นำผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากกากกาแฟ มาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์บรรจุน้ำ และเก้าอี้ที่ใช้ภายในงานด้วย

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนรับความสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่ไทย สรงน้ำพระพุทธรูปเกสรดอกไม้องค์จำลอง จากวัดสารพัฒนึก จังหวัดอุบลราชธานี ตามตำนานพระพุทธรูปเกสรดอกไม้องค์จริง เป็นพระโบราณสมัยรัชกาลที่ 5ที่สร้างเพียง 5 องค์ ในประเทศไทย โดยสร้างจากดอกไม้ที่ประชาชนนำมาถวายพระแก้วมรกต มีความศักดิ์สิทธิ์ในการขอความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และโชคลาภ นอกจากนี้ขอเชิญร่วมทำบุญพระพุทธรูปประจำวันเกิด ซึ่งได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ รัษฎา ฮอลล์ ชั้น 1 ตลอดจนเพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้อสินค้าจากร้านดัง ทั้งของใช้ของฝากมากมายพร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อป ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม วิถีไทย วิถีชุมชน สืบสานวัฒนธรรมไทย 4 ภาค ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G กับกิจกรรม “สุขสยาม สราญสุข ชื่นอุรา น่าสบาย” ไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2566 ร่วมสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ชมลีลาการชกมวยทะเล และการแสดงทางวัฒนธรรม อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารจานเด็ด จากร้านค้าชุมชน กิจกรรมเวิร์กช็อปเอกลักษณ์ความเป็นไทย รวมถึง “ไอซีเอส” Lifestyle Complex แห่งใหม่ย่านฝั่งธนบุรี ยังได้จัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ในงาน ICS Songkran Festival ณ Event Space ชั้น M พบกับการออกร้านจำหน่ายขนมไทยแสนอร่อย ไม่ว่าจะเป็นร้านขนมครองแครง ขนมบ้าบิ่น สินค้าและของสะสมมากมาย พบกับกิจกรรมเวิร์กช็อป และการแสดงรื่นเริงแบบจัดเต็มตลอดช่วงวันสงกรานต์อีกด้วย

เที่ยวสงกรานต์อย่างสนุกและปลอดภัย ในงาน “THE ICONIC SONGKRAN FESTIVAL 2023” ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com และ Facebook : ICONSIAM

นักวิจัยจุฬาฯค้นพบ‘แอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19’ สู่นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูก‘โควิแทรป’ปลอดภัย ใช้งานง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723951

นักวิจัยจุฬาฯค้นพบ‘แอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19’ สู่นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูก‘โควิแทรป’ปลอดภัย ใช้งานง่าย

นักวิจัยจุฬาฯค้นพบ‘แอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19’ สู่นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูก‘โควิแทรป’ปลอดภัย ใช้งานง่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 ได้รับการผ่อนปรนขึ้นมากจนสามารถถอดหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะบางพื้นที่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อโควิด-19 หายไปจากโลกนี้แล้ว อันที่จริง ยังคงมีผู้ป่วยและการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 อยู่ การเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจึงยังเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาสุขภาพ การฉีดวัคซีน รวมถึงการสวมใส่หน้ากากอนามัย

แต่จะดีแค่ไหน หากเรามีตัวช่วยที่สามารถยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้ตั้งแต่โพรงจมูก ก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจในร่างกาย

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานวิจัยและการค้นพบ “แอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นสเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ด้วยแอนติบอดี ว่า “ช่วงการระบาดโรคโควิด-19 ระลอกแรกเดือนเมษายน 2563 เรากังวลกันว่าจะรับมือการระบาดไหวไหม มีคนไข้ที่อาการรุนแรงและเสียชีวิตด้วย ก็เลยหารือกัน ขณะนั้นทางทีมวิจัยของศูนย์ฯ กำลังศึกษาและทำยารักษามะเร็งอยู่ เราจึงเห็นว่าองค์ความรู้และความสามารถที่เรามีในการพัฒนายาจากแอนติบอดี น่าจะช่วยในการรับมือโรคโควิดได้”

และด้วยความร่วมมือของ 5 ภาคี ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.),องค์การเภสัชกรรม และ บริษัท ไฮไบโอไซจำกัด ทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ ได้นำองค์ความรู้จากการค้นพบ “แอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” มาต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “โควิแทรป-สเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมแรกในโลก ที่นำแอนติบอดีมาสร้างเป็นสเปรย์พ่นจมูกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ให้เป็นเครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 4 เพื่อดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ในโพรงจมูก

โดยอ.นพ.ไตรรักษ์ ย้อนเล่าถึงการวิจัยและค้นพบ “แอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” ว่าทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่หายดีแล้วจำนวนกว่า 300 คน แล้วนำเลือดที่ได้มาตรวจหาบีเซลล์ (B cells) เพื่อค้นหาเซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่สามารถสร้างแอนติบอดีที่จัดการเชื้อโควิด-19 ได้

“จากบีเซลล์นับล้านตัว เรานำมาผ่านกระบวนการ High-Throughput Screening จนพบบีเซลล์ที่ผลิตแอนติบอดีที่สามารถต้านเชื้อโควิด-19 ได้อย่างดีเยี่ยม จากนั้นก็นำบีเซลล์นี้ไปทำการถอดรหัสพันธุกรรมของยีนแอนติบอดี(Immunoglobulin Gene) แล้วนำเข้าสู่การผลิตแอนติบอดีโดยกระบวนการทางอุตสาหกรรมเพื่อให้ได้แอนติบอดีปริมาณมาก”

อ.นพ.ไตรรักษ์ อธิบายว่า เมื่อแอนติบอดีดังกล่าวถ้าเข้าไปอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ก็จะช่วยดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ที่เข้ามาในบริเวณนั้นๆ อย่างกรณีที่ใช้วิธีฉีดแอนติบอดีเข้าไปในร่างกาย แอนติบอดีก็จะเข้าไปป้องกันส่วนต่างๆ ในร่างกาย เช่น กระแสเลือด ปอด ลำไส้เยื่อบุต่างๆ ส่วนวิธีการพ่นแอนติบอดีเข้าไปในจมูก แอนติบอดีก็จะเคลือบอยู่บนผิวเยื่อบุของโพรงจมูก ป้องกันไม่ให้ไวรัสจับกับเซลล์เยื่อบุโพรงจมูกแล้วเข้าไปในร่างกายจนเกิดการติดเชื้อในร่างกาย

แต่แม้โควิแทรปจะมีแอนติบอดีที่ยับยั้งเชื้อโควิดได้ แต่ไม่อาจทดแทนวัคซีนได้ เพราะมีคุณสมบัติและการทำงานที่ต่างกัน จึงไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้” 

“การทำงานของวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีและเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมากำจัดเชื้อโรคที่อาจเข้ามาในร่างกายของเรา ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้สำเร็จต้องใช้เวลาระยะหนึ่งหลังการฉีดวัคซีน เมื่อภูมิคุ้มกันขึ้นแล้วภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่กับร่างกายได้นาน แต่การกระตุ้นภูมิคุ้มกันก็อาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ได้ ส่วนแอนติบอดีที่อยู่ในโควิแทรปนั้นเป็นเสมือน “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป” ที่ถูกผลิตจากโรงงาน เมื่อพ่นเข้าในโพรงจมูกแล้ว จะสามารถยับยั้งเชื้อโควิดในบริเวณนั้นได้เลย โดยที่แอนติบอดีจะไม่เข้าไปในร่างกายและไม่มีการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตแอนติบอดีขึ้นมา ทำให้มีโอกาสเกิดอาการแพ้ต่ำกว่าการฉีดวัคซีน แต่ก็มีข้อเสียคืออยู่ได้ไม่นาน (ราว 6 ชั่วโมง) เนื่องจากร่างกายไม่ได้ถูกกระตุ้นให้ผลิตแอนติบอดีออกมาเหมือนวัคซีน ทำให้แอนติบอดีสำเร็จรูปที่เข้าไปในโพรงจมูกถูกขับทิ้งไปตามธรรมชาติโดยไม่มีการผลิตเพิ่ม”

และจำเป็นหรือไม่เมื่อเราได้รับวัคซีนแล้ว สวมใส่หน้ากากแล้ว ทำไมเราจึงต้องใช้สเปรย์พ่นจมูก? อ.นพ.ไตรรักษ์ ตอบว่า “โควิแทรปและหน้ากากอนามัยทำหน้าที่เสริมกัน ถ้านำทั้งสองอย่างมาใช้ร่วมกันก็จะมีประสิทธิภาพในการรับมือกับเชื้อโควิด-19 มากกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ใช้อะไรปกป้องเลย” พร้อมยกตัวอย่างการใช้สเปรย์พ่นจมูกในการดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19

“หากเราอยู่ในพื้นที่แออัดแล้วต้องถอดหน้ากากอนามัย การป้องกันของเราก็หายไปแล้ว การใช้โควิแทรปก็จะช่วยทำหน้าที่ปกป้องเราจากเชื้อโรคได้ โควิแทรปเหมาะกับคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เช่นอยู่ในพื้นที่แออัด พื้นที่ปิด หรืออยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องถอดหน้ากากอนามัยในที่ๆ มีคนเยอะๆ”

“โควิแทรปเป็นสเปรย์พ่นจมูกที่มีแอนติบอดีประสิทธิภาพสูงที่ค้นพบมาจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่หายดีแล้ว มีความปลอดภัยสูง การพ่นแอนติบอดีเข้าไปไม่ใช่เพื่อกระตุ้นภูมิในร่างกาย และไม่ได้เข้าไปในระบบต่างๆ ของร่างกาย ตัวแอนติบอดีเคลือบอยู่บนผิวเยื่อบุโพรงจมูกเท่านั้น และสามารถดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้ราว 6 ชั่วโมงก่อนที่จะถูกขับทิ้งไปตามธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม อ.นพ.ไตรรักษ์ แนะนำว่าควรใช้สเปรย์ “โควิแทรป” เท่าที่จำเป็น หากใช้แล้วมีอาการผิดปกติ ก็ไม่ควรใช้ต่อ และควรใช้กับเด็กที่โตพอที่จะสื่อสารได้เท่านั้น เพื่อที่จะได้ทราบว่าเด็กมีอาการผิดปกติหรือไม่

นอกจากนี้ อ.นพ.ไตรรักษ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าโควิแทรปเป็นนวัตกรรมที่มีความยืดหยุ่นสูง นอกจากการนำตัวแอนติบอดีประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19 มาพ่นจมูกแล้ว ยังสามารถนำแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆ มาพัฒนาต่อยอดเป็นสเปรย์พ่นจมูกเพื่อรับมือกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ได้อีก

“ในอนาคตหากเชื้อโรคโควิด-19 เกิดการกลายพันธุ์ หรือมีโรคอื่นๆ เกี่ยวกับการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ เชื้อ RSV ทีมวิจัยของศูนย์ฯ ก็สามารถพัฒนาแอนติบอดีให้สามารถดักจับและยับยั้งเชื้อตัวใหม่ได้”

“เราจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปตลอดชีวิต มันไม่มีทางที่จะหมดไปในปีสองปีนี้อย่างแน่นอน และในอนาคตอาจจะมีเชื้ออื่นๆ เกิดขึ้นมาอีกก็ได้ ซึ่งเราต้องรับมือกับมันในระยะยาวให้ได้”

โควิแทรปผ่านการทดสอบตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา และขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีวางจำหน่ายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป สนใจสามารถอ่านงานวิจัย นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งโควิด-19 ด้วยแอนติบอดี ได้ที่ https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2022.10.04.22280574v1

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

เคทีซี จับมือ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ มอบส่วนลดพิเศษกับ 7 ห้องอาหารชั้นนำของโรงแรมฯ ตลอดปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723932

เคทีซี จับมือ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ มอบส่วนลดพิเศษกับ 7 ห้องอาหารชั้นนำของโรงแรมฯ ตลอดปี

เคทีซี จับมือ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ มอบส่วนลดพิเศษกับ 7 ห้องอาหารชั้นนำของโรงแรมฯ ตลอดปี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดตัวกิจกรรม KTC DINNING AROUND : Grand Dining Journey in Bangkok at Grand Hyatt Erawan Bangkok บัตรเครดิต “เคทีซี”จับมือกับ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ชวนนักชิมสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภท มาเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารจาก 7 ห้องอาหารและบาร์ชั้นนำของโรงแรมฯ ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 30% ตลอดปี 2566 โดยไม่ต้องใช้คะแนนแลก เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเหล่านักชิมสมาชิกบัตรเคทีซี

นางสาวปริม ปัญญาเสรีพรผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ นายพีรเดช เจริญดิเรกทรัพย์ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เปิดตัวกิจกรรม KTC DINNING AROUND : Grand Dining Journey in Bangkok at Grand Hyatt Erawan Bangkok โดยมอบส่วนลดสูงสุดถึง 30% ตลอดปี 2566 โดยไม่ต้องใช้คะแนนแลก ให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภท ได้อิ่มอร่อยกับอาหารไทยและอาหารนานาชาติจาก 7 ห้องอาหารชื่อดังภายในโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ได้แก่ บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่ห้องเดอะ ไดนิ่ง รูม (The Dining Room), อาหารฝรั่งเศส ที่ห้องกาสตง (Gaston), อาหารอิตาเลียนที่ห้องซาลเวีย (Salvia), อาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นที่ร้านยู แอนด์ หมี่ (You & Mee), ขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสที่ห้องเอราวัณเบเกอรี่ (Erawan Bakery), เครื่องดื่มที่บาร์ แอท โฟร์นายโฟร์ (Bar@494) และอาหารไทยต้นตำรับ ที่ห้องเอราวัณ ที รูม (Erawan Tea Room) ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

เดอะ ไดนิ่ง รูม (The Dining Room) ตั้งอยู่ชั้นล็อบบี้ (Lobby) ของโรงแรมฯ อร่อยเต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่ดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร พร้อมความตระการตาจากรายการอาหารที่ดีที่สุด คัดสรรและบรรจงปรุงด้วยทีมคัลลินารีมากความสามารถ เพื่อนำเสนอหลากหลายรสชาติจากทั่วทุกมุมโลกแบบต้นตำรับ มื้อกลางวัน ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00-14.30 น. ราคาท่านละ 1,650++ บาท (จันทร์ถึงศุกร์) 2,150++ บาท (เสาร์) และ 2,450++ บาท (อาทิตย์) มื้อค่ำให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. ราคาท่านละ 2,050++ บาท (ทุกวัน) และเดอะ แกรนด์ ซันเดย์ บรันช์ ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลา 12.00-15.00 น. ราคาท่านละ 3,250++ บาท (ทุกวัน)

ซาลเวีย Salvia ตั้งอยู่ ชั้นเมสซานีน (Mezzanine) ห้องอาหารอิตาเลียนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากห้องอาหารอิตาเลียนสไตล์ออสเตอเรีย (Osteria) นำเสนอเอกลักษณ์ความอร่อยในเมนูตำรับดั้งเดิมของแคว้นซาร์ดิเนียจากเชฟโรเบอร์โต พาเรนเทล่า ผ่านเทคนิคในการปรุงจนถึงการนำเสิร์ฟ ออกมาเป็นเมนูจานพิเศษที่มีรสชาติอร่อยในแบบเฉพาะตัว เติมเต็มมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ ให้บริการทุกวันสำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

กาสตง (Gaston) ตั้งอยู่ชั้นโลเวอร์ ล็อบบี้ (Lower Lobby) ห้องอาหารฝรั่งเศสแนวบิสโทรกับมื้อสบายๆ ราวกับจำลองบิสโทรใจกลางปารีสมาไว้ในกรุงเทพมหานคร ที่ใครมาแล้วก็อยากกลับมาอีกครั้ง พร้อมเสิร์ฟเมนูเลื่องชื่อยอดนิยมอย่าง “สเต๊กฟริตส์” (Steak Frites) หรือสเต๊กพร้อมมันฝรั่งทอดและอีกหลายจานอาหารฝรั่งเศสแท้จากตำรับดั้งเดิมของแต่ละภูมิภาค สร้างสรรค์โดย เชฟเดวิด เซนญา อีกทั้งยังมีรายการไวน์และค็อกเทลยอดนิยม ให้บริการสำหรับมื้อค่ำทุกวัน และมื้อกลางวันในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ยูแอนด์หมี่ (You&Mee) ตั้งอยู่ ชั้นโลเวอร์ ล็อบบี้ (Lower Lobby เติมเต็มความอร่อยทุกมื้อเคล้ากลิ่นอายไทย-เอเชีย ในเมนูอาหารจาน “ก๋วยเตี๋ยว”ที่โดดเด่นหลากหลาย และอีกหลายรายการอาหารยอดนิยม ของว่างขึ้นชื่อ และเครื่องดื่มสดชื่น ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นคัดสรรอย่างดีเยี่ยม นำเสิร์ฟอย่างเต็มที่ในบรรยากาศสบายๆ ของห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30 ถึง 21.00 น.

เอราวัณ เบเกอรี่ (Erawan Bakery) ตั้งอยู่ชั้นโลเวอร์ ล็อบบี้ (Lower Lobby) นำเสนอหลากหลายรายการของหวาน ขนมอบ เพสทรี และเบเกอร์รี่นานาชนิด เสิร์ฟพร้อมสูตรลับความอร่อยจากเพสทรี โดยเชฟชาวฝรั่งเศสมากความสามารถจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดผสานเทคนิคการอบขนมแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม ทั้งยังมีรายการอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มพิเศษ ชาและกาแฟคุณภาพเยี่ยม ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น.

บาร์ @ 494 (Bar @494) ตั้งอยู่ชั้นโลเวอร์ ล็อบบี้ (Lower Lobby) หนึ่งในบาร์ที่ได้รับรางวัล “ไวน์บาร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร” ต้อนรับนักดื่มด้วยหลากตัวเลือกเครื่องดื่มชั้นนำและรายการไวน์คุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันจากแหล่งผลิตชั้นเยี่ยม เปรียบเสมือนสวรรค์ใจกลางกรุงเทพมหานครสำหรับคนรักไวน์ตัวจริง รวมถึงเครื่องดื่มจิน (Gin) แปลกใหม่ 10 รสชาติจากทั่วโลกให้ได้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่ ให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-00.00 น.

เอราวัณ ที รูม (Erawan Tea Room) ตั้งอยู่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก ห้องอาหารแนะนำของมิชลิน ไกด์ เสิร์ฟอาหารไทยแท้ตำรับดั้งเดิมและรายการอาหารไทยขึ้นชื่อจากแต่ละภูมิภาค รวมทั้งประสบการณ์จิบชาขึ้นชื่อระดับสากลจากชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษสไตล์ตะวันออกที่แฝงกลิ่นอายความเป็นไทย ในบรรยากาศอบอุ่นด้วยการตกแต่งร่วมสมัยอย่างไทย ผสานกับความมีชีวิตชีวาของใจกลางย่านราชประสงค์และพระพรหมเอราวัณ พร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02-1235000 หรือที่เว็บไซต์  https://www.ktc.co.th/promotion/dining/hotel-dining สมัครบัตรเครดิตได้ที่ศูนย์บริการสมาชิกเคทีซี ทัชทุกสาขาทั่วประเทศ หรือคลิกลิงก์ http://bit.ly/apply-ktc

‘เดวิด เมอร์เซอร์’ แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังบินลัดฟ้ามาไทย เผย 7 อุปนิสัยสำคัญสร้างธุรกิจซาลอนให้ประสบความสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723945

‘เดวิด เมอร์เซอร์’ แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังบินลัดฟ้ามาไทย เผย 7 อุปนิสัยสำคัญสร้างธุรกิจซาลอนให้ประสบความสำเร็จ

‘เดวิด เมอร์เซอร์’ แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังบินลัดฟ้ามาไทย เผย 7 อุปนิสัยสำคัญสร้างธุรกิจซาลอนให้ประสบความสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธีรศักดิ์ ไตรทิพย์

บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้นำด้านธุรกิจเกี่ยวกับเส้นผมระดับโปรเฟสชั่นแนลชั้นนำระดับโลก แบรนด์ “ชวาร์สคอร์ฟ โปรเฟสชั่นแนล” และ “ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล” จัดงานฉลองความสำเร็จ “KOL Summit 2023” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “TOGETHER A PASSION FOR BEAUTY CREATION OUT OF THOUSANDS, YOU ARE THE ONE” เชิญแฮร์สไตลิสต์ระดับตำนาน มร.เดวิด เมอร์เซอร์ TONI & GUY International Director ผู้ก่อตั้งโทนี่ แอนด์ กาย อะคาเดมี่ และเจ้าของอาณาจักรซาลอน TONI & GUY กว่า 25 สาขาในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดผ่านประสบการณ์แก่กลุ่มเจ้าของธุรกิจซาลอนในหัวข้อ “อุปนิสัย 7 ประการสู่ความเป็นเจ้าของธุรกิจซาลอนที่ประสบความสำเร็จ” เสริมแนวคิดและสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง เพิ่มความมั่นใจในการร่วมเดินทางไปข้างหน้ากับ ชวาร์สคอร์ฟ โปรเฟสชั่นแนล และ ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล

ธีรศักดิ์ ไตรทิพย์ ผู้จัดการทั่วไป เฮงเค็ล คอนซูมเมอร์ แบรนด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีการควบรวมธุรกิจในฝั่ง Asia-Pacific ทำให้เราเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจแฮร์โปรเฟสชั่นแนล โดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในประเทศไทย ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่น่าตื่นเต้นและดีที่สุดทั้งในฝั่งยุโรปและเอเชีย เพื่อการสร้างแนวพัฒนาที่จะยกระดับไปอีกขั้น เราจึงจัดกิจกรรมเรียนเชิญกลุ่ม Key Opinion Leaders เหล่าบรรดาแบรนด์แอมบาสซาเดอร์แบรนด์อินฟลูเอ็นเซอร์ จากทั้งสองฝากแบรนด์ มาเปิดเผยเคล็ดลับสำคัญ โดยมีเป้าหมายหลักคือการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธุรกิจช่างผมระดับมืออาชีพให้เติบโตไปอีกขั้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับกลุ่มลูกค้าในตลาดที่เราจะนำพาสิ่งที่ดีที่สุดสู่ช่างทำผมชาวไทย

มร.เดวิด เมอร์เซอร์ TONI & GUY International Director ผู้ก่อตั้งโทนี่ แอนด์ กาย อะคาเดมี่ และเจ้าของอาณาจักรซาลอน TONI & GUY กล่าวว่า สิ่งที่เจ้าของซาลอนควรทำ คือ การบริหารเวลาในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นโดยควรจะโฟกัสที่การบริหารธุรกิจและการสร้างทีมให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการวางวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายธุรกิจที่ชัดเจน และวางแผนการทำงานเพื่อไปสู่เป้าหมายอย่างมีระบบหรือเรียกว่า Mission System โดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบและให้อำนาจในการตัดสินใจกับทีมงานอย่างเหมาะสมเพื่อการสร้างทีมให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะธุรกิจซาลอนไม่สามารถเติบโตได้ด้วยคนเพียงคนเดียวแต่ต้องมีทีมงานที่ดีที่จะจับมือกันไปสู่ความสำเร็จได้ นอกจากนี้ เจ้าของซาลอนต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ต้องก้าวทันเทรนด์ต่างๆ ที่ปัจจุบันข่าวสารเชื่อมถึงกันอย่างรวดเร็วจากโซเชียลมีเดียและโลกออนไลน์ ทำให้ลูกค้ามีความคาดหวังว่าซาลอนจะมอบบริการที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากในอดีต

สำหรับอุปนิสัย 7 ประการ สู่ความเป็นเจ้าของธุรกิจซาลอนที่ประสบความสำเร็จ ของ เดวิด เมอร์เซอร์ ประกอบด้วยอุปนิสัยที่ 1 : เปี่ยมด้วย Passion รักในสิ่งที่ทำเสมอ ความรักและการมี Passion ในสิ่งที่ทำ จะช่วยให้เกิดแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พร้อมที่จะเรียนรู้และเตรียมตัวเพื่อไปให้ถึงความสำเร็จที่วางไว้อยู่เสมอ อุปนิสัยที่ 2 : เป็นนักสร้างความแตกต่าง ต้องเป็นนักสร้างสรรค์ที่พร้อมสร้างความแตกต่าง รู้จักมองหาเส้นทางสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องตามแบบอย่างใคร และต้องมีความกล้าที่จะเชื่อและกล้าที่จะทำ 

อุปนิสัยที่ 3 : ไขว่คว้าเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด เป็นคนมีฝีมืออย่างเดียวอาจไม่พอในยุคนี้ ต้องรู้จักวิธีการโปรโมทตัวเองและร้านของตัวเอง ผ่านความเข้าใจในเรื่องการตลาด การสร้างธุรกิจ และการใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจให้มากที่สุด อุปนิสัยที่ 4: ใส่ใจสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ นอกเหนือจากการบริการที่เป็นสิ่งพื้นฐานแล้ว ต้องใส่ใจในการสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์อันดีกับลูกค้าในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน บรรยากาศและการตกแต่ง การพูดคุยกับพนักงาน ตลอดจนการดูแลและบริการ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างลูกค้ากับ  ซาลอนให้มากขึ้น

อุปนิสัยที่ 5: คิดให้ใหญ่และกล้าออกจากกรอบเดิมๆ ต้องกล้าที่จะมีความฝันอันยิ่งใหญ่ และพร้อมที่จะเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นความจริง การเริ่มลงมือทำต้องไม่รีรอเวลาหรือโอกาส แม้ในบางครั้งอาจรู้สึกไม่พร้อมและเจออุปสรรคในระหว่างทาง แต่สิ่งเหล่านี้จะสอนและทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อเป็นสะพานไปสู่ความสำเร็จ อุปนิสัยที่ 6:เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ ความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ธุรกิจแฮร์ซาลอนต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์และธุรกิจของตัวเองอย่างแท้จริง และต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะไม่ย่อท้อต่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและปรับตัวให้อยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ทั้งปัจจุบันและต่อไปในอนาคต

อุปนิสัยที่ 7: วางแผนการจัดการซาลอนให้ดี การวางแผนการจัดการซาลอนให้มีระบบที่ดี ต้องเริ่มจากมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสื่อสารเป้าหมายที่ต้องการให้คนในองค์กรรับรู้และมองเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ต้องสร้างแผนเพื่อกำหนดทิศทางขึ้นมาว่าแต่ละทีมจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ยังไง โดยแต่ละคนจะมีตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPI ที่ชัดเจนสำหรับทุกคนและทุกทีม พร้อมมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานตื่นตัวและมีแรงกระตุ้นในการทำงานเสมอ รวมทั้งต้องเข้าใจความต้องการของพนักงานเพื่อสร้างแรงจูงใจกับพนักงานได้อย่างเหมาะสม

เพราะการเป็นช่างผมที่เก่งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าจะสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น เฮงเค็ลคอนซูมเมอร์แบรนด์ พร้อมเดินหน้าจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ช่างผมไทย นำไปต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ด้วยประสบการณ์ระดับโลกอันทรงคุณค่าในการบริหารธุรกิจซาลอนจนประสบความสำเร็จ 

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมดีๆ จาก “ชวาร์สคอร์ฟ โปรเฟสชั่นแนล” และ “ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล” ที่ Official page  www.facebook.com/SchwarzkopfProfessionalThailand และ www.facebook.com/ShiseidoPro.Thailand

เดวิด เมอร์เซอร์

เดวิด เมอร์เซอร์