ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721425

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หัวลำโพงคือสถานีรถไฟเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยที่ยังคงมีชีวิตชีวาแม้วันนี้หัวลำโพงจะไม่ได้ให้บริการผู้โดยสารรถไฟสายยาวๆ เหมือนเช่นในอดีต แต่หัวลำโพงยังคงมีประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ

ใครที่ได้ไปร่วมสนุกสุขใจในงาน Unfolding Hua Lam Phong (คลี่ขยายหัวลำโพง) ซึ่งจัดเมื่อ 18-26 มีนาคม 2566 ต้องยอมรับตรงกันว่า หัวลำโพงมีเสน่ห์มากจริงๆ เพราะเมื่อคลี่ขยายหัวลำโพงให้เห็นในมุมต่างๆ แล้ว ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากจะเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามตามแบบของตะวันตกที่มีอายุนับศตวรรษแล้ว สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนผสมเรอเนสซองส์  แล้วยังผสมผสานความงดงามแบบไทยไว้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสยามประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ด้วยการนำระบบขนส่งทางรางจากตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศ

หัวลำโพงในอดีตนับได้ว่าเป็นย่านธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของประเทศ และเป็นสถานที่หรูหราอันดับต้นๆ ของสยาม เพราะมีโรงแรมสุดหรูของยุคสมัยนั้นตั้งอยู่ คือโรงแรมราชธานี เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ที่คาดว่าเป็นฝีมือการออกแบบของสถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ มาริโอตามัญโญ ผู้ออกแบบสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในช่วงยามค่ำที่จัดงาน Unfolding Hua Lam Phong นั้น หัวลำโพงเจิดจรัสด้วยแสงสีที่สวยงามของไฟประดับ แถมยังมีดนตรีหลากหลายสไตล์ขับกล่อม แต่มีคืนหนึ่งที่หัวลำโพงคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะในคืนนั้นมีคนสูงอายุกลุ่มใหญ่รวมตัวกันไปลีลาศแบบ Ballrom Danceกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ หลายคนที่ไปร่วมงานบอกว่าเมื่อมางานนี้แล้วทำให้คิดถึงหัวลำโพงมากขึ้น แล้วเรียกร้องให้จัดงานลีลาศในหัวลำโพงอีก 

อันที่จริงขอบอกว่า Mr.Flowerพาคุณผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเดินเที่ยวชมความงามของหัวลำโพงมาโดยตลอด พร้อมๆ กับพาเดินเที่ยวตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงเทพฯในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันเสาร์ หลายคนบอกว่า แม้จะเคยเข้าไปใช้บริการของหัวลำโพงเป็นประจำเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยซึมซับความงามวิจิตรของหัวลำโพงเลย เนื่องจากเร่งรีบตลอดเวลาเมื่อไปใช้บริการ แต่เมื่อได้กลับมาชมความงดงามของหัวลำโพงแล้ว ทำให้ต้องบอกกับตัวเองว่าใกล้เกลือกินด่าง มาโดยตลอด 

วันหน้าเราจะไปเที่ยวชมความงามวิจิตรของหัวลำโพง และเดินเที่ยวชุมชมรอบๆ หัวลำโพง รวมถึงย่านตลาดน้อยด้วยกันครับ

สนในร่วมทริปเดินท่องกรุงเทพฯกับ Mr.Flower เพื่อสัมผัสความงามของพระนครที่ซ่อนอยู่ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ขอบอกว่า หากคุณได้สัมผัสความงามของกรุงเทพฯแล้ว คุณจะรักกรุงเทพฯมากกว่าเดิม

Health News : ตรวจเส้นผมบีโธเฟน

Health News : ตรวจเส้นผมบีโธเฟน

Health News : ตรวจเส้นผมบีโธเฟน

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นับตั้งแต่ ลุดวิก ฟอน บีโธเฟน นักแต่งเพลงชื่อก้องโลก เสียชีวิต ในปี ค.ศ.1827 ก็เกิดคำถามถึงอาการเจ็บป่วยและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง 7 ปีสุดท้ายของชีวิต บีโธเฟนประสบกับอาการตัวเหลืองอย่างน้อยสองครั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคตับ ทำให้เชื่อว่าเขาเสียชีวิตจากโรคตับแข็ง

ล่าสุดนักวิจัยได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอของบีโธเฟนจากเส้นผมที่เก็บรักษาไว้ และจัดลำดับจีโนมของเขาเป็นครั้งแรก โดยตัวอย่างเส้นผมทั้งห้าตัวอย่าง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติครอบครัว ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และปัจจัยที่อาจมีส่วนทำให้เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 56 ปีเพราะนอกจากการสูญเสียการได้ยินแล้ว นักแต่งเพลงคลาสสิกชื่อดังคนนี้ยังมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารซ้ำๆ ตลอดชีวิตของเขา เช่นเดียวกับโรคตับขั้นรุนแรง

โจฮานเนส เคราส์ ผู้ร่วมวิจัยจากสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อมานุษยวิทยาวิวัฒนาการในเมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี ระบุว่า นักวิจัยไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนสำหรับอาการหูหนวกหรือปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารของบีโธเฟนได้ แต่สามารถค้นพบปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่สำคัญหลายประการสำหรับโรคตับ และยังพบหลักฐานของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในช่วงหลายเดือนก่อนที่เขาจะป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะมีส่วนทำให้เขาเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่า บีโธเฟนดื่มไวน์อย่างน้อยหนึ่งลิตรพร้อมอาหารกลางวันในแต่ละวันจึงเชื่อว่าการดื่มแอลกอฮอล์ บวกกับปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับโรคตับและการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของบีโธเฟนทรุดโทรมอย่างมากในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดถ้ำกลองเพล’ ภูมิวิปัสสนาจารย์จากธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721431

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดถ้ำกลองเพล’ ภูมิวิปัสสนาจารย์จากธรรมชาติ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดถ้ำกลองเพล’ ภูมิวิปัสสนาจารย์จากธรรมชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รูปหล่อหลวงปู่ขาว

ด้วยเหตุที่ วัดถ้ำกลองเพล เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งถูกเล่าความว่าเดิมนั้นเป็นสถานที่เก่าแก่มาแต่โบราณ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ธรรมชาติที่เป็นเชิงเขามีถ้ำ และหลืบเขาที่มีแสงสว่างลอดเข้ามาได้นั้น จึงมักเป็นถูกใช้เป็นที่พระเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรประจำ จึงมีชื่อเรียกในเบื้องต้นว่า ถ้ำบำเพ็ญ หรือวัดบำเพ็ญ โดยตั้งตามเหตุที่มีพระภิกษุธุดงค์มาใช้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร เช่นเดียวกับการใช้พื้นที่ธรรมชาติของภูพระบาท ในจังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรจึงเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะเกิดขึ้นแต่ครั้งโบราณสมัยขอมมีอำนาจ และร่วมสมัยกันกับอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำกลองเพลนั้น ด้วยในสมัยก่อนมีกลองโบราณสองหน้าอยู่ในถ้ำ

เมื่อถึงวันพระจะได้ยินเสียงกลองดังสนั่นหวั่นไหว หากเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าอัศจรรย์ที่เป็นปรากฏการณ์ก่อนที่จะมีวัดเกิดขึ้น หรือจะมีพระธุดงค์มาสร้างกลองโบราณสองหน้าทิ้งไว้แต่เดิมไม่มีใครรู้ประวัติแน่นอน แต่เสียงกลองนี้แหละที่ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกให้รู้จักสถานที่แห่งนี้ว่า ถ้ำกลองเพล จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๐๑ นั้น หลวงปู่ขาว อนาลโยพระวิปัสสนาศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเถระ พระอริยสงฆ์รูปสำคัญที่ยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้เดินธุดงค์มาอยู่และบูรณะ
สถานที่แห่งนี้ให้เป็นวัดจากการใช้ธรรมชาติสร้างธรรม แล้วเรียกชื่อวัดตามชาวบ้านว่าวัดถ้ำกลองเพล บริเวณของสถานที่แห่งนี้ใช้หลืบผาหน้าเขา ชะโงกหินที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ ๓-๔ ก้อนนั้นมาก่อเป็นหลังคาคอนกรีตเชื่อมถึงกัน จนกลายมาเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้กว่าร้อยคนห้องโถงใหญ่ธรรมชาตินี้จึงเป็นเสมือนโบสถ์ซึ่งปัจจุบันได้ประดิษฐานรูปปั้นของหลวงปู่ขาว อนาลโยผู้สร้างสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่วิปัสสนากรรมฐานและพำนักจำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๑ จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖

เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ขาว อนาลโย

ส่วนด้านหลังห้องโถงใหญ่มีบันไดขึ้นลัดเลาะตามซอกหินนั้นมีห้องที่สมมุติให้เป็นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลายขนาดหลายองค์ ประกอบด้วย พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปปัญฑรนิมิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่จำหลักลงในก้อนหิน และด้านหน้าได้ประดิษฐานพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ ซึ่งต่อไปมีถนนทอดยาวลัดเลาะไปตามแนวป่า ที่มีหมู่ก้อนหินรูปทรงต่างๆ เป็นระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร จนถึงอนุสรณ์สถานของหลวงปู่ขาว ซึ่งมีกุฏิเก่าของหลวงปู่ขาวเป็นเรือนไม้หลังเล็กอยู่กลางดงไม้ และกุฏิใหม่ สร้างเป็นเรือนทรงไทยหลังใหญ่ ปัจจุบันนี้ได้สร้างเจดีย์ใหญ่ เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมเครื่องอัฐบริขาร และรูปหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ขาว ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อพ.ศ.๒๕๓๑ เพื่อให้เป็นสถานที่เคารพบูชา “ปูชา จปูชนียานํเอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ด้วยเหตุที่วัดถ้ำกลองเพลมีบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบ กว้างขวาง รอบล้อมไปด้วยป่าไม้สีเขียว และสวนหินธรรมชาติขนาดใหญ่มากมายอยู่บนเนื้อที่กว่า ๑,๐๐๐ ไร่ จึงเป็นวัดป่าที่ร่มรื่นจากเพิงผาหน้าถ้ำธรรมชาติและหินธรรมชาติ ด้านหลังมีอ่างเก็บน้ำ ชื่อ อ่างอาราม ซึ่งเป็น โครงการชลประทานในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ดังนั้น ชุมชนบ้านวัดถ้ำกลองเพลที่อยู่โดยรอบวัด ในหมู่ที่ ๔ ตำบลโนนทันอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภูจึงเป็นชุมชนคุณธรรมที่มีวิถีความเป็นอยู่เรียบง่าย รักษาประเพณีและวิถีวัฒนธรรมตามบรรพบุรุษสืบต่อมาโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบกายนั้นมาใช้ประโยชน์ทุกอย่าง ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมของ “ชุมชนวิถีพุทธ” และ “เกษตรสายบุญ”โดยมี หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล พระวิปัสสนาจารย์ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนบ้านถ้ำกลองเพลและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

หลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้สร้างวัด

หลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้สร้างวัด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก

ธรรมจากหลวงพ่ออินทร์ถวาย

ธรรมจากหลวงพ่ออินทร์ถวาย

ห้องโถงใหญ่ของวัดถ้ำกลองเพล

ห้องโถงใหญ่ของวัดถ้ำกลองเพล

แสดงธรรมวันพระ

แสดงธรรมวันพระ

ภายในถํ้ากลองเพล

ภายในถํ้ากลองเพล

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.เปิดชุมชนต้นแบบ

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.เปิดชุมชนต้นแบบ

เที่ยวเกษตรสายบุญ

เที่ยวเกษตรสายบุญ

สวนเกษตรที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกิน

สวนเกษตรที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกิน

พระอัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว

พระอัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว

ผ้าทอจากบ้านถ้ำกลองเพล

ผ้าทอจากบ้านถ้ำกลองเพล

ผลิตผลจากสวนเกษตรชาวบ้าน

ผลิตผลจากสวนเกษตรชาวบ้าน

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721429

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทิวทัศน์ และมีกำลังทรัพย์ค่อนข้างมาก ประเทศหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีชื่อเสียงไม่เพียง นาฬิกา และการเงินแต่ยังมีชื่อเสียงมากในเรื่องการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเรื่องทิวทัศน์หรือความสะดวกสบายในการใช้รถไฟ แม้สวิสจะมีความมั่นคงทางการเงินสูงแต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการธนาคารของสวิสเริ่มมีปัญหา จวบจนกระทั่งต้นเดือนมีนาคมนี้ที่ธนาคารอันดับสองของประเทศเกิดปัญหา Bank Run จนถึงขั้นล้มละลาย และต้องให้ธนาคารชาติสวิสและธนาคารอันดับหนึ่งของสวิสมาอุ้ม ถึงกระนั้นก็ดี ค่าเงินสวิสก็ไม่ลด ทำให้การไปเที่ยวสวิสยังคงแพงอยู่ดี แต่การไปเที่ยวสวิสก็ยังเป็นเป้าหมายที่คนส่วนใหญ่อยากไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

การเดินทางเข้าสวิสก็ต้องมีวีซ่าที่เรียกว่าเชงเก้นเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก นักท่องเที่ยวที่มีวีซ่าเชงเก้นระยะยาวจากประเทศในยุโรปตะวันตกอยู่แล้วสามารถเดินทางเข้าสวิสได้เลยแม้สวิสจะมิใช่สมาชิก EU ก็ตาม แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีวีซ่าเชงเก้น ก็สามารถไปขอจากสถานทูตสวิสได้ซึ่งปัจจุบันสวิสมีแนวโน้มจะให้วีซ่าเชงเก้นระยะยาวกับนักท่องเที่ยวด้วยจึงทำให้นักท่องเที่ยวที่ไปขอวีซ่าจากสวิสมีโอกาสที่จะไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ที่ใช้วีซ่าเดียวกันนี้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าใหม่

การเตรียมเอกสารขอวีซ่าเชงเก้นของสวิสก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่ต้องมีก็คือ ใบจองคิววีซ่าผ่านทางอินเตอร์เนต แบบฟอร์มการขอวีซ่า ใบรับรองเงินเดือน ใบรับรองสถานะการเงิน หรือสำเนาสมุดบัญชีที่มีชื่อธนาคารอยู่ด้วย ควรมีเงินค้างในบัญชีไม่ต่ำกว่า 3 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางครั้งนั้นๆ ยิ่งมากยิ่งดี ใบจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และประกันเดินทางที่ครอบคลุมจำนวนวันเดินทาง รวมทั้งแผนการเดินทางให้เรียบร้อยโดยเอกสารทุกชิ้นต้องเป็นภาษาอังกฤษหากต้องการวีซ่าระยะยาว นักท่องเที่ยวก็ควรส่งแผนการเดินทางในยุโรปครั้งต่อๆ ไปให้ไปด้วยเลยในคราวเดียวก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวได้วีซ่าเชงเก้นระยะยาวได้ง่ายขึ้นด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องมีประกอบก็เหมือนๆ กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งประกันเดินทางในการเดินทางครั้งต่อๆ ไปเพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่า แผนที่เขียนไปเป็นแผนการเดินทางที่แท้จริง แต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางบ่อยอยู่แล้ว อาจซื้อประกันเดินทางแบบอายุ 1 ปีไปเลย ก็สะดวกดีโดยแผนประกันต้องเป็นแผนที่มีวงเงินไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทหรือแผน B ของทุกบริษัทประกันเป็นอย่างต่ำ

สายการบินที่บินตรงเข้าสวิสจากกรุงเทพฯ มี 2 สายการบิน คือ สวิสแอร์ และการบินไทย นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเปลี่ยนเครื่องสามารถเลือกสายการบินทั้งสองนี้ได้ แต่เวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายจะต่างกัน อย่างไรก็ดีแม้สายการบินไทยดูเหมือนจะมีราคาค่าตั๋วสูงกว่า แต่นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวได้เลยเมื่อเดินทางไปถึงเพราะการบินไทยไปถึงซูริคในตอนเช้า แต่สายการบินสวิสไปถึงซูริคตอนเย็นแต่หากรวมค่าโรงแรมและเวลาที่เสียไปแล้ว การเดินทางโดยเสียค่าตั๋วต่างกันอาจแทบไม่ต่างกันเลยก็ได้ หากนักท่องเที่ยวต้องการเลี่ยงค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงก็สามารถนั่งเครื่องแบบต่อได้ ซึ่งมีให้เลือกมากมายก่ายกองแล้วแต่ความสะดวก และเวลาที่ต้องการ โดยทั่วไปการบินเข้าและออกจากประเทศในวันอังคารหรือพุธ ค่าตั๋วเครื่องบินมักจะต่ำกว่า แต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางในช่วงพีคหรือเทศกาล หรือวันหยุดยาวของไทย อาทิ สงกรานต์ ปีใหม่ วันหยุดราชการยาวอื่นๆ อย่างไรเสียค่าตั๋วจะสูงแน่นอน แม้จะจองล่วงหน้านานหลายเดือน

หลังจากเตรียมการเรื่องวีซ่า และตั๋ว รวมทั้งแผนการเดินทางพร้อมทุกอย่างแล้ว หากนักท่องเที่ยวไม่ได้ไปกับทัวร์ และไม่ชอบขับรถเอง สิ่งที่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีก็คือ ตั๋วรถไฟที่เรียกว่า Swiss pass ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบขึ้นกับจำนวนวันเดินทางโดยตั๋วรถไฟของสวิสนี้มีข้อดีเหมือนตั๋วรถไฟของชาติอื่นในยุโรปก็คือ ผู้ถือสามารถเข้ามิวเซียมได้ฟรี แม้ตั๋ว Swiss pass จะมีราคาค่อนข้างแพงและใช้เป็นเพียงแค่ส่วนลดสำหรับการขึ้นเขาเท่านั้น แต่การได้เข้ามิวเซียมฟรี ก็ถือว่าเป็นตั๋วที่มีข้อดีค่อนข้างมากแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวสายศิลปะ ทั้งนี้เพราะค่าเข้ามิวเซียมของสวิสค่อนข้างสูงโดยเฉพาะมิวเซียมที่เกี่ยวกับศิลปะ เมืองที่คนนิยมเที่ยวในสวิสนอกจากซูริคแล้วก็มี Interlaken, Lucerne, Thun, Lausanne, Bern, Zermatt โดยบางเมืองนักท่องเที่ยวมักเดินทางผ่านหรือไปนอนพักเพื่อขึ้นเขาต่างๆ อาทิ Jung Frau, Matterhorn เป็นต้น

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721446

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายนพ.ศ.2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า“นางแก้ว” อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐและมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า “ทูลกระหม่อมน้อย”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงได้รับความสำเร็จในการศึกษาอย่างงดงาม และทรงได้บำเพ็ญพระราชกิจจานุกิจนานัปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินและราษฎร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สถาปนาพระราชอิสริยยศ และพระราชอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2520 นับเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรก ที่ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ที่ “สยามบรมราชกุมารี” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ ก็ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวงเป็นอเนกประการ ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในหลายวาระ และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามฐานะแห่งพระบรมราชวงศ์ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระนามาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระเกียรติยศที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า โดยยังทรงพระอิสริยยศ กรมสมเด็จพระ และ สยามบรมราชกุมารี ตามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย ซึ่งทรงนำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยผู้หนึ่ง โดยทรงเครื่องดนตรีไทยได้ทุกชนิด แต่ที่โปรดทรงอยู่ประจำ คือ ระนาด ซอ และฆ้องวง โดยเฉพาะระนาดเอก

ในขณะที่ทรงพระเยาว์ เครื่องดนตรีที่ทรงสนพระทัยนั้น ได้แก่ ระนาดเอกและซอสามสาย ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มเรียนระนาดเอกอย่างจริงจัง เมื่อปีพ.ศ. 2528 หลังจากการเสด็จฯทรงดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนิน ซึ่งเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์โดยมี สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ เป็นพระอาจารย์ พระองค์ทรงเริ่มเรียนตั้งแต่การจับไม้ระนาด การตีระนาดแบบต่างๆ และท่าที่ประทับขณะทรงระนาด และทรงเริ่มเรียนการตีระนาดตามแบบแผนโบราณ กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยเพลงต้นเพลงฉิ่งสามชั้น แล้วจึงทรงต่อเพลงอื่นๆ ตามมา ทรงทำการบ้านด้วยการไล่ระนาดทุกเช้า หลังจากบรรทมตื่นภายในห้องพระบรรทม จนกระทั่งพุทธศักราช 2529 พระองค์จึงทรงบรรเลงระนาดเอกร่วมกับครูอาวุโสของวงการดนตรีไทยหลายท่านต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 17 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเพลงที่ทรงบรรเลง คือ เพลงนกขมิ้น (เถา) นอกจากดนตรีไทยแล้วพระองค์ยังทรงดนตรีสากลด้วย โดยทรงเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา แต่ได้ทรงเลิกเรียนหลังจากนั้น 2 ปี และทรงฝึกเครื่องดนตรีสากล ประเภทเครื่องเป่า จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จนสามารถทรงทรัมเปตนำวงดุริยางค์ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาดฝรั่งนำวงดุริยางค์ในงานกาชาดคอนเสิร์ต

ในด้านอักษรศาสตร์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดการอ่านหนังสือและการเขียนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รวมกับพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนั้น จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือประเภทต่างๆ ออกมามากกว่า 100 เล่มซึ่งมีหลายหลากประเภททั้งสารคดีท่องเที่ยวเมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ทรงใฝ่เรียนรู้วิทยาการหลากสาขา การทรงรู้รอบกว้างไกลด้านจีนวิทยาเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัด เมื่อผสานกับการทรงมีพรสวรรค์ในการประพันธ์และพระวิริยะหมั่นฝึกฝนการเขียน ก่อเกิดเป็นรัตนสารด้านจีนวิทยาจำนวนมาก ทั้งสารคดีเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนพระราชนิพนธ์แปลบทกวีนิพนธ์จีนนวนิยาย เรื่องสั้น บทละครพูด ความเรียงร้อยแก้ว อาทิ บทละครพูดร้านน้ำชาผีเสื้อ, เมฆเหินน้ำไหล, หมู่บ้านเล็กตระกูลเป้า, ไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ, นารีนครา, ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน, รอยยิ้มของน้ำตาและหัวใจ, เมื่อข้าพเจ้าเขียนย่ำแดนมังกร,มุ่งไกลในรอยทราย ฯลฯ มรกตพระราชนิพนธ์แปลเล่มล่าสุด รวมทั้งสารคดีวิชาการ ปาฐกถาทรงบรรยาย และอื่นๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ เกล็ดหิมะในสายหมอก ลาวใกล้บ้าน ทัศนจากอินเดีย มนต์รักทะเลใต้ ประเภทวิชาการและประวัติศาสตร์ เช่น บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ กษัตริยานุสรณ์ หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแก่นแก้วจอมซน หนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่น สมเด็จแม่กับการศึกษา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับพระราชกรณียกิจพระราชจริยาวัตรด้านการศึกษา ประเภทพระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใสร่ายคำ ความคิดคำนึง เก็จแก้วประกายกวี และหนังสือทั่วไป เช่น นิทานเรื่องเกาะ (เรื่องนี้ไม่มีคติ) เรื่องของคนแขนหัก เป็นต้น และมีลักษณะการเขียนที่คล้ายคลึงกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ นอกจากจะแสดงพระอารมณ์ขันแล้ว ยังทรงแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่างๆ เป็นการแสดงพระมติส่วนพระองค์

นอกจากพระนาม “สิรินธร” แล้วสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงใช้นามปากกาในการพระราชนิพนธ์หนังสืออีก 4 พระนาม ได้แก่ “ก้อนหินก้อนกรวด” เป็นพระนามแฝงที่ทรงหมายถึง พระองค์และพระสหาย สามารถแยกได้เป็น ก้อนหิน หมายถึง พระองค์เอง ส่วนก้อนกรวด หมายถึง กุณฑิกา ไกรฤกษ์ พระองค์มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า “เราตัวโตเลยใช้ว่า ก้อนหิน หวานตัวเล็ก เลยใช้ว่าก้อนกรวด รวมกันจึงเป็น “ก้อนหิน-ก้อนกรวด” นามปากกานี้ทรงใช้ครั้งเดียวขณะประพันธ์บทความ “เรื่องจากเมืองอิสราเอล” เมื่อปี พ.ศ.2520 ขณะที่พระนามแฝง “แว่นแก้ว” เป็นชื่อที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเอง ทรงมีรับสั่งว่า “ชื่อแว่นแก้วนี้ตั้งเอง เพราะตอนเด็กๆ ชื่อลูกแก้วตัวเองอยากชื่อแก้ว ทำไมถึงเปลี่ยนไปไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ชอบเพลงน้อยใจยานางเอกชื่อ “แว่นแก้ว” โดยพระนามแฝง“แว่นแก้ว” นี้ พระองค์เริ่มใช้เมื่อปีพุทธศักราช 2521 เมื่อทรงพระราชนิพนธ์และทรงแปลเรื่องสำหรับเด็ก ได้แก่ แก้วจอมซน แก้วจอมแก่นและขบวนการนกกางเขน

ส่วนพระนามแฝง “หนูน้อย” ทรงมีรับสั่งว่า “เรามีชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัวว่า น้อย เลยใช้นามแฝงว่าหนูน้อย” โดยพระองค์ทรงใช้เพียงครั้งเดียวในบทความเรื่อง “ป๋องที่รัก” ตีพิมพ์ในหนังสือ 25 ปีจิตรลดา เมื่อปีพุทธศักราช 2523 และ พระนามแฝง“บันดาล” ทรงมีรับสั่งว่า “ใช้ว่า บันดาลเพราะคำนี้ผุดขึ้นมาในสมอง เลยใช้เป็นนามแฝง ไม่มีเหตุผลอะไรในการใช้ชื่อนี้เลย” ซึ่งพระองค์ทรงใช้ในงานแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยที่ทรงทำให้สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปีพุทธศักราช 2526 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงเป็นจำนวนมาก โดยบทเพลงที่ดังและนำมาขับร้องบ่อยครั้ง ได้แก่ เพลง ส้มตำ รวมทั้งยังทรงประพันธ์คำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้แก่ เพลง รัก และ เพลง เมนูไข่

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศมาจัดแสดงใน “นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์” มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2550 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ร่วมตามรอยเสด็จพระราชดำเนินและชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ รวมทั้งเพื่อเป็นความรู้แก่นิสิต นักศึกษา เริ่มตั้งแต่นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“แสงคือสี สีคือแสง” ในปี 2550 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง” ในปี 2551นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ในปี2552 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“สี แสง แสดงชีวิต” ในปี 2553 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อุปบัติ ณ โลกี”ในปี 2554 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ควงกล้องท่องโลก” ในปี 2555 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“รูปยาตรา ภาพทัศนาจร” ในปี 2556 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“อันมีทิพเนตรส่องไป” ในปี 2557นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“อยู่มานาน กาลเวลามีสุข” ในปี 2558นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ทัศนียมรรคา” ในปี 2559 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “กาวยประภา” ในปี2560 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“สวัสดีปีจอหมา มาคอยท่าปีกุนหมู” ในปี 2562 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “มหัศจรรย์พรรณภาพ”ในปี 2563 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“ชีวิตยามอยู่บ้าน” และในปี 2564 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ธรรมดาแบบใหม่ : New Normal”

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2523 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตัดสินพระทัยเข้ารับราชการในกองทัพบก ทรงเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าซึ่งเป็นสถาบันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งขึ้นด้วยพระบรมราชปณิธานที่จะให้การศึกษาอบรมและดำเนินการฝึกนักเรียนนายร้อย เพื่อออกไปรับราชการเป็นนายทหารของกองทัพบก ดังเห็นได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง “10 ปี ในรั้วแดงกำแพงเหลือง” ความตอนหนึ่งว่า “…พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์และเป็นคนคุ้นเคยกับข้าพเจ้าเข้าดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียน จปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ในขณะนั้นข้าพเจ้าเพิ่งสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าพเจ้ายังมีใจรักที่เป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่ได้ดำเนินการเรื่องเอกสารการสมัครเข้าทำงานครบตามระเบียบปฏิบัติที่ได้รับคำแนะนำ…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งอาจารย์สอนในสายวิชาประวัติศาสตร์ ทรงวางแนวการสอนและทรงปรับปรุงเนื้อหาวิชาให้ทันสมัย และเหมาะสมกับนักเรียนนายร้อยอยู่เสมอ เช่น วิชาประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ให้ความรู้พื้นบ้าน รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงของไทย ที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับไทย ทั้งทางด้านการเมืองและการทหาร จึงเป็นวิชายอดนิยมที่นักเรียนให้ความสนใจเลือกศึกษาเป็นอันมาก นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเป็นที่ปรึกษาในสายวิชาสังคมวิทยาและวิชาพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมนโยบายยุทธศาสตร์พัฒนา ทรงเป็นประธานในการจัดทำตำรา และทรงสนับสนุนการนำนักเรียนนายร้อยไปศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อให้ได้สัมผัสสถานที่จริงที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ในแง่ต่างๆ แล้วยังทรงสอดแทรกในเรื่องของความเป็นอยู่ของชุมชน การเจริญเติบโตของชุมชนในด้านต่างๆ ตามยุคตามสมัยไว้ด้วยทุกครั้งไป ปัจจุบันทรงเกษียณจากการสอนแล้ว พร้อมทั้งพระราชทานเงินเดือนที่ทรงได้รับตลอด 35 ปี คืนให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทั้งพระราชกรณียกิจที่ทรงสืบสานต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระราชกรณียกิจเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชสมัยปัจจุบัน, พระราชกรณียกิจเยือนต่างประเทศ, พระราชกรณียกิจประจำวัน และพระราชกรณียกิจทางด้านการศึกษา ด้านการพัฒนา ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา ด้านสาธารณกุศล ด้านสาธารณสุขและโภชนาการ ด้านการต่างประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และด้านเกษตรกรรม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเริ่มต้นนั้นมุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดารและพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์

โครงการตามพระราชดำริฯ ในระยะต่อมาและในปัจจุบันเน้นในด้านการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า “…การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ให้บุคคลดำรงตนอยู่ในสังคมและในโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสงบร่มเย็นได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน ทรงห่วงใยในความด้อยโอกาสทางการศึกษาของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทั้งชนกลุ่มน้อย และประชาคมเมือง ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษาได้รับบริการจากภาครัฐโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการด้านอาหารและโภชนาการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่17 สิงหาคม พุทธศักราช 2548 ความตอนหนึ่งดังนี้

“…ให้คนทุกคนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะรับสิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะเอาอะไรมาให้ก็ได้ หรือว่าผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเมือง หรือดูแลชุมชนต่างๆ ก็ต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็มีสิทธิเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น คนด้อยโอกาส หรือบุคคลชายขอบ ที่เรียกกันตอนนี้ว่าคนที่อยู่ในภาวะวิกฤต ก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือได้รับการดูแล…

…ถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิ เราก็จะพูดถึงในแง่ว่าคนเรามีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะอยู่อย่างดี ควรจะได้รับการศึกษา การศึกษานี้เพื่ออะไร เพื่อให้สามารถที่จะพยุงตัวเองและดำเนินชีวิตไปได้อย่างสุขสบาย จะได้เอาความรู้นั้นไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นหรือชุมชนได้อีก…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงาน โดยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความชำนาญ จัดทำเป็นโครงการต่างๆ ที่นำแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งมีหลักการสำคัญในสองแนวทาง คือ แนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ หรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาจนสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ ได้พระราชทานข้อคิดในการดำเนินงานแก่นักพัฒนา ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการดังกล่าวข้างต้น ความตอนหนึ่งว่า

“…ที่จริงศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติงานเรื่องการพัฒนา ถ้าเราจะเรียกตัวเองเป็นนักพัฒนา หรือว่าจะเป็นการพัฒนาด้านอาหารโภชนาการหรือด้านอื่นๆ เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์น่าจะเป็นไปได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิ ประการแรก คือให้คนที่เราจะพัฒนาได้กระทำด้วยตัวเอง และอยากเอง ทำเองก็เป็นศักดิ์ศรีของเขา ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นฝ่ายรับอยู่ร่ำไป ถ้าเราไปทำให้ถูกในจุดนี้ได้ก็เป็นเรื่องการส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ประการที่สอง ต้องคิดว่าเวลาไปพัฒนา ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนที่สูงเด่นกว่าเขา หรือเป็นคนที่ศักดิ์ศรีสูงกว่าเขา อุตส่าห์ก้มตัวลงไปทำงานกับเขา ถ้าคิดอย่างนั้นก็อย่าไป คือเราไปทำแล้วเห็นคนอื่นใครๆต่ำกว่าหมด ทุกคนต่ำกว่าหมด ทุกคนโง่กว่าหมด อย่างนั้นก็คบกันไม่ได้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ จะไปทำงานกับใครก็ต้องช่วยกัน เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียกว่าไปพัฒนาไปช่วย เขาเรียกว่าความร่วมมือกันทั้งนั้น…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานสำคัญๆ อันเป็นประโยชน์หลักของบ้านเมืองเกือบทุกด้านนอกเหนือจากพระราชภารกิจในหน้าที่ราชการ และทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงปฏิบัติตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย โดยเฉพาะการทรงงานด้านการบริหารองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล อาทิ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เป็นต้น รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งรวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยปัจจุบัน

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงขยายความร่วมมือไปยังโครงการระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จังหวัดกำปงธม ราชอาณาจักรกัมพูชา, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหภาพเมียนมาในการพัฒนาเด็กและเยาวชน,ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน,ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและมองโกเลีย, การพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก, ทุนการศึกษาพระราชทานสำหรับนักเรียนไทยศึกษาต่อในต่างประเทศ, ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น

จากพระวิริยะอุตสาหะในการทรงศึกษาหาความรู้และบำเพ็ญพระราชกิจนานัปการ พระเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งทั้งในราชอาณาจักรและนานาชาติ จึงทรงรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ อีกทั้งเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่างๆ มาโดยตลอด จึงมีบุคคล หน่วยงาน สมาคม และองค์กรต่างๆทั้งในราชอาณาจักรและในต่างประเทศ ขอพระราชทานอัญเชิญพระนามาภิไธย และขอพระราชทานนาม ไปเป็นชื่อพรรณพืชและสัตว์ที่ค้นพบใหม่ในโลก รวมทั้งสถานที่และสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเป็นสิริมงคลสืบไป

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีวันที่ 2 เมษายน 2566 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร ขอทรงพระเกษมสำราญทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721428

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมียนมาฉลองครบรอบ 78 ปี‘วันกองทัพ’

สัปดาห์ที่ผ่านมา เมียนมา จัดงานเฉลิมฉลองวันครบรอบ 78 ปี วันสถาปนากองทัพเมียนมา โดยมีการเดินสวนสนามของทหารในกรุงเนปิดอว์ เพื่อรำลึกการเริ่มต้น
ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างพิธีเฉลิมฉลองพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ได้กล่าวย้ำความมุ่งมั่นของกองทัพเมียนมาในการโอบอุ้มเจตจำนงของชาติและปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งรัฐ ทั้งนี้ เมียนมากำหนดให้วันที่ 27 มี.ค.1945 เป็นจุดเริ่มต้นที่กองทัพเมียนมาได้ยืนหยัดต่อต้านการยึดครองของลัทธิฟาสซิสต์ของจักรวรรดิญี่ปุ่น

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว

หนังสือเด่น : มีชีวิตที่สุข มีความหวัง และสำเร็จ ด้วยปรัชญาอิคิไก ที่เรียบง่ายของญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721438

หนังสือเด่น : มีชีวิตที่สุข มีความหวัง และสำเร็จ ด้วยปรัชญาอิคิไก ที่เรียบง่ายของญี่ปุ่น

หนังสือเด่น : มีชีวิตที่สุข มีความหวัง และสำเร็จ ด้วยปรัชญาอิคิไก ที่เรียบง่ายของญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อิคิไก คือ ปรัชญาเซน ที่ต้องการให้มนุษย์ชื่นชมความงามของสิ่งรอบตัว ด้วยการสร้างความสุขทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ผ่านการรู้สึกตัวและค้นพบตัวตน ถือเป็นปรัชญาที่รู้จักอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดเรื่อง อิคิไก ได้ถูกนำมาตีความและนำเสนอหลายแง่มุม หนังสือ อิคิไก The Little Book of Ikigai ผู้เขียน Ken Mogi (เคน โมงิ) ผู้แปลวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาดังกล่าวที่ตีความได้น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง

 ผู้เขียนเป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ในสังคมและวัฒนธรรมที่มีแนวคิด อิคิไก อยู่แวดล้อมทุกเวลาเหมือนเช่นคนอื่น  แต่ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา เขาได้สำรวจและทบทวนแนวคิดนี้แตกต่างออกไปทั้งในเชิงจิตวิทยา ภาษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และปรัชญาร่วมสมัย ในส่วนตัวเขาเชื่อว่า อิคิไก ไม่ได้เป็นเรื่องของคนญี่ปุ่น แต่เป็นของทุกคน เพียงแต่ว่าเรียบง่ายกลมกลืนจนถูกมองข้ามไป ดังนั้นถ้าทุกคนเข้าใจในหลักปรัชญานี้ ก็จะสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นคนที่พร้อมรับมือกับทุกอย่างที่เป็นเรื่องร้าย ปัญหาชีวิต หรือทั้งทางกายทางใจได้ 

Ken Mogi ได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่าแนวคิดหลักในมุมมองและประสบการณ์ของเขาว่า อิคิไก ประกอบด้วยเสาหลัก 5 ประการ คือ 1) การเริ่มต้นเล็กๆ คือจิตวิญญาณแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยให้เราฝึกโดยการลองทำสิ่งต่างๆด้วยก้าวเล็กๆ ที่ไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนในทันที ค่อยๆ ลงมือทำทีละขั้นเพื่อไปสู่ความสมบูรณ์แบบ  2) การปลดปล่อยตัวเอง คือการละวาง ไม่ติดยึดกับกับตำแหน่งเกียรติยศ ชื่อเสียง และสร้างสภาวะลื่นไหล ทำในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบอย่างท้าทาย และด้วยความชำนาญ และมีความสุขเพลิดเพลินจนกระทั่งลืมวันเวลา เมื่อเข้าสู่สภาวะนี้แล้ว หากจะทำอะไรก็จะสำเร็จและมีความสุขที่สุด 3) ความสอดคล้องที่ยั่งยืน ดำเนินชีวิตให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม และผู้คนรอบตัว ในสังคม  4) มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ง่ายๆเช่น การตื่นแต่เช้าด้วยความสดชื่นพร้อมดึงดูดสิ่งใหม่ๆดีๆเข้ามาในชีวิต สร้างนิสัยที่เริ่มทำสิ่งที่ชอบที่สุดอันดับแรกหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า ก็จะเกิดผลดีกับตัวเอง  5)การอยู่ตรงนั้นตอนนี้  คือต้องอยู่ด้วยความมีสติเสมอ อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปนึกถึงอดีตหรืออนาคตให้มากนัก

ผู้เขียนได้ถ่ายทอดปรัชญาดังกล่าวออกมาได้อย่างแตกต่างและมีสีสัน ผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของญี่ปุ่นจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เราคุ้นเคย พร้อมกับนำเสนอกรณีศึกษาในวิถีชีวิต งานฝีมือ และไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการมีชีวิตที่ดีทุกด้าน ตื่นขึ้นมาด้วยความสุขและความหวัง มีพลังขับเคลื่อนชีวิตไปถึงจุดเป้าหมาย และยังเหมาะสำหรับคนที่กำลังเหนื่อยล้ากับชีวิต สามารถใช้เสาหลักอันเรียบง่ายของอิคิไกมาช่วยขับเคลื่อนชีวิตและสร้างกำลังใจเพื่อให้มีความหวังและต่อสู้เพื่อความสำเร็จในชีวิตต่อไป

อิคิไก The Little Book of Ikigai จำหน่ายในรูปแบบหนังสือปกอ่อน โดยสำนักพิมพ์เชนจ์พลัส ราคาเล่มละ 275 บาท และจำหน่ายในรูปแบบ e-book และ Audio CD /MP 3 อีกด้วย

ทดสอบไอเดียธุรกิจที่เวิร์ค

ด้วยวิธีทดสอบอย่างเป็นระบบ

“คู่มือทดสอบไอเดียธุรกิจ” ผู้เขียน David J. Bland, Alex Osterwalder ผู้แปล วิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา คนเราที่มีความต้องการทำธุรกิจ มักมีไอเดียธุรกิจอยู่ในหัว แต่ไอเดียไหนเวิร์คจริงๆ ตรงใจลูกค้า หรือมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จนั้นมีส่วนน้อย  หรือหากจะทำธุรกิจแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรืออยากรู้ว่าทำอะไรแล้วจะสำเร็จ พบกับคำตอบทั้งหมดได้ใน “คู่มือทดสอบไอเดียธุรกิจ” หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวม 44 วิธีทดสอบไอเดียธุรกิจอย่างเป็นระบบ ไล่ตั้งแต่วิธีที่ใช้แค่กระดาษแผ่นเดียว ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้ไม่ต้องฝากธุรกิจไว้กับสัญชาตญาณและการคาดเดาอีกต่อไป หนังสือเล่มนี้กลั่นกรองจากประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังแนวคิด Business Model Canvas ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เพื่อช่วยให้บริษัทเหล่านั้นหลีกเลี่ยงหลุมพรางทางความคิด อุดช่องโหว่ของไอเดียธุรกิจ และเปลี่ยนไอเดียที่พอใช้ได้ให้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นคู่มือสำหรับทำธุรกิจ ไม่ว่ากำลังทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนธุรกิจขนาดกลาง หรือแค่อยากเริ่มสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองก็ตาม

ศึกษาแนวคิดของคนสำเร็จระดับโลก

เพื่อเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จของเรา

“ขโมยความคิดของคนเก่งที่สุดในโลก” ผู้เขียน เฌอมาณย์ รัตนพงษ์ตระกูล หนังสือจะช่วยให้ผู้อ่านได้เรียนรู้สุดยอดแนวคิดของบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกหลายคน บุคคลเหล่านี้เป็นคนที่เก่ง ประสบความสำเร็จ และรวย ไม่ว่าในธุรกิจ การลงทุน หรือสาขาอาชีพที่พวกเขาทำ คนที่ติดตามเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ หรือเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับความสำเร็จ คงไม่มีใครไม่รู้จักบุคคลที่เป็นที่จับตามองของโลกเหล่านี้ บางคนก็ยังมีชีวิตอยู่และกำลังเป็นไอดอลหรือแบบอย่างสำเร็จให้กับทั่วโลก หรือบางท่านแม้จะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่แนวคิดและวิธีการสู่ความสำเร็จของพวกเขาก็ยังเป็นที่กล่าวถึงและเป็นเครื่องช่วยชี้ทางสู่ความสำเร็จให้กับคนรุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบัน ในเล่มได้นำคติพจน์สั้น ๆ ที่เป็นสุดยอดแนวคิดสู่ความสำเร็จของพวกเขามาแบ่งปัน พร้อมสอดแทรกข้อคิดเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้อ่านแต่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตัวเอง สร้างความสำเร็จ ไม่ว่าในหน้าที่การงาน ธุรกิจ การลงทุน และก้าวไปสู่ความร่ำรวยที่มุ่งหวังในชีวิตได้ เมื่อแนวคิดเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ ก็ย่อมช่วยให้คุณผู้อ่านประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แนะนำวิธีการนำไปสู่ความร่ำรวย

ด้วยการรักและใส่ใจและเข้าใจเรื่องเงิน

“จงคบค้ากับความร่ำรวย: Attribute of Money” ผู้เขียน Jim Kim (จิม คิม) ผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์ เงินก็เหมือนคน ถ้าคบค้าอย่างถูกวิธี เงินจะยิ่งดึงดูดเงินดี ๆ มาให้จนไม่หมดสิ้น หากเป็นคนหนึ่งที่ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน บริหารเงินไม่เป็น จนไม่มีเงินเก็บ หรืออยากลงทุนอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ช่องทาง หนังสือเล่มนี้คือคำตอบ  “จิม คิม” ผู้เขียนเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน และต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ  ก่อนจะไต่เต้าจนกลายเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จมหาศาล ในระหว่างทางเขาได้เรียนรู้คุณสมบัติของเงินอย่างละเอียดและเข้าใจอย่างท่องแท้ว่า การหาเงินมีความหมายอย่างไร เงินขับเคลื่อนไปอย่างไร ทำไมเงินถึงหายไป เงินไหลไปอยู่ที่ไหน เงินทำหน้าที่อะไร หรือแม้กระทั่งเงินทิ้งร่องรอยใดไว้บ้าง  เขาอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า เงินก็เปรียบเสมือนบุคคลที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง ถ้าใส่ใจและระวังการใช้เงิน เงินก็จะซาบซึ้งและชักชวนเงินอื่นให้เข้ากระเป๋าผู้เป็นเจ้าของ ในทางกลับกัน ถ้าได้เงินนั้นมาด้วยวิธีทุจริต ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หรือไม่รู้จักวางแผน เงินก็จะหนีหายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความวอดวายเพื่อเป็นบทลงโทษ โดยเนื้อหาข้างในจะรวบรวมข้อคิด ประสบการณ์ หรือวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องเงินในทุกแง่มุมไม่ว่าจะเป็นความสามารถสี่ประการสำหรับคนที่อยากเป็นเศรษฐี ลักษณะพิเศษสามประการของคนที่ได้กำไรจากหุ้น มีคนสามประเภทยามเกิดวิกฤติทางการเงิน กฎห้าข้อของการสร้างเงินต้นร้อยล้าน และคำถามสิบเอ็ดข้อวัดทักษะความสามารถของผู้ชนะในเกมการลงทุน

ศัพท์คณิตศาสตร์พื้นฐานกว่า 500 คำ

เสริมความรู้สำหรับเด็กประถมศึกษา

“พจนานุกรมภาพคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก” ผู้เขียน Kirsteen Robson (เคิร์สตีน ร็อบสัน) ผู้แปล ศุภวิทย์ สายวิวัฒน์ ในหนังสือที่ประกอบด้วยคำอธิบายศัพท์คณิตศาสตร์พื้นฐานกว่า 500 คำ พร้อมตัวอย่างและภาพประกอบที่เข้าใจง่าย สามารถใช้เป็นคู่มือสำหรับเสริมพื้นฐานความรู้คณิตศาสตร์ สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา เพื่อให้เรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างสนุกสนานและเข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ เนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ได้แก่ จำนวนและการนับ การคำนวณ รูปร่างและรูปทรง การชั่ง ตวง วัด และข้อมูล หนังสือนี้สามารถอ่านควบคู่กับแบบเรียนในชั้นเรียนได้  มีคำอธิบายความหมายคณิตศาสตร์กว่า 500 คำ ที่มีตัวอย่างประกอบต่างๆที่ช่วยให้เด็กๆสนใจและเข้าใจมากขึ้น นอกจากนี้หนังสือยังอัดแน่นด้วยภาพประกอบที่สวยงามหลายร้อยภาพ ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ และสามารถนำเนื้อหาไปค้นคว้าเพิ่มเติมในเว็บไซต์เพื่อการศึกษา และทำแบบทดสอบ รวมถึงเล่นเกมปริศนาฝึกสมองได้อีกด้วย

เริ่มแล้ว! งาน ‘วิถีน้ำ วิถีนนท์ ยลสายชล สองฝั่งเจ้าพระยา สักการะมหาเจษฎาบดินทร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721529

เริ่มแล้ว! งาน ‘วิถีน้ำ วิถีนนท์ ยลสายชล สองฝั่งเจ้าพระยา สักการะมหาเจษฎาบดินทร์’

เริ่มแล้ว! งาน ‘วิถีน้ำ วิถีนนท์ ยลสายชล สองฝั่งเจ้าพระยา สักการะมหาเจษฎาบดินทร์’

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 20.42 น.

นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์  ประจำปี2566 โดยมีนายวินัย วรวัตร์ วัฒนธรรมจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดงานในครั้งนี้

 ​จังหวัดนนทบุรี ถือเป็นจังหวัดที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับการพัฒนาและเจริญเติบโตเป็นหัวเมืองสำคัญ โดยเฉพาะรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเป็นนิวาสสถานเดิมของสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระราชชนนี ในรัชกาลที่3 นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพมหานคร มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทำให้มีการคมนาคมที่สะดวก รวดเร็ว ทั้งทางบก และทางน้ำ มีความโดดเด่นของบ้านเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ที่รวบรวมเชื้อชาติและวัฒนธรรม ประกอบด้วย คนไทยพื้นถิ่น คนไทยเชื้อสายจีน คนไทยเชื้อสายรามัญ และคนไทยเชื้อสายมุสลิม ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจังหวัดนนทบุรีได้กำหนดแผนพัฒนาจังหวัดสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่” (Livable City) คือ การเป็น “เมืองสังคมน่าอยู่ เมืองเศรษฐกิจก้าวหน้า และเมืองการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมีนโยบายในการพัฒนาและการจัดการจังหวัดให้เป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และท้องถิ่น ไปสู่การท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีแผนการดำเนินงานในการฟื้นคืนเศรษฐกิจของจังหวัด ภายหลังจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

จังหวัดนนทบุรีได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี หน่วยงานภาครัฐ ในจังหวัดนนทบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคเอกชน และภาคประชาชนในจังหวัด นนทบุรีจัดงานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๖ ขึ้น ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง วันที่ 3 เมษายน 2566 ณ อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษกตำบลบางศรีเมือง และบริเวณท่านำเมืองนนท์ อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด “วิถีน้ำ วิถีนนท์ ยลสายชล สองฝั่งเจ้าพระยา สักการะมหาเจษฎาบดินทร์” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึก ในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 ที่ทรงมีต่อปวงชน ชาวจังหวัดนนทบุรี และชาวไทย และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัด โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นมาส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้  แก่จังหวัดและประเทศ โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การออกร้านและการจัดแสดงวิถีชีวิตของคน หลากหลายเชื้อชาติ และวัฒนธรรมในจังหวัดนนทบุรี แบ่งออกเป็นสถานีต่างๆ จำนวน 12 สถานี ได้แก่ สถานีลานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี และสภา วัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี, สถานีกาชาดและชมรมแม่บ้านมหาดไทย โดยกาชาดจังหวัดนนทบุรี, สถานีเมืองจำลองท้องถิ่นนนทบุรีโดยเทศบาลเมืองบางศรีเมือง , สถานีตลาดย้อนยุค โดยเทศบาล นครปากเกร็ด , สถานีท้องถิ่นนนทบุรีโดยเทศบาลเมืองบางกรวย , สถานีธนาคารชุมชน โดยคลัง จังหวัดนนทบุรี, สถานี OTOP ของดีเมืองนนทบุรีโดยพัฒนาการจังหวัดนนทบุรี, สถานีลาน เกษตร โดยเกษตรจังหวัดนนทบุรี, สถานี Street Art โดยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนนทบุรี, สถานีเรือนนนท์โดยเรือนจำจังหวัดนนทบุรี, สถานีพลังงาน โดยพลังงานจังหวัดนนทบุรี โรงไฟฟ้า พระนครเหนือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถานีท่านน้ำเมืองนนท์ โดยเทศบาลนครนนทบุรี

นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งประดับประดาอุโมงค์ไฟ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ การแสดงแสง สี เสียง เทิดพระเกียรติ การแสดงดนตรีโดยศิลปินแห่งชาติ และนักเรียนจากสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรี การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม อาทิ โขน หุ่นละครเล็ก การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และของดีของเด่นจังหวัดนนทบุรี

-(016)

คุณแหน : 1 เมษายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721279

คุณแหน : 1 เมษายน 2566

คุณแหน : 1 เมษายน 2566

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ช่วงนี้เมืองไทยอากาศร้อนจัด จนมีผู้เสียชีวิตจาก “ฮีทสโตรก” หรือ “ลมแดด” มากมายหลายคน และล่าสุด ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนักการเมืองคนดัง ขวัญใจคนจ.สมุทรปราการ ก็เพิ่งจากไปในวัย 55 ปี โดยเบื้องต้นมีการสันนิษฐานว่าเกิดจาก “ฮีทสโตรก” เนื่องจากอยู่ในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ขณะซ้อมแข่งรถ ที่สนามฯใน จ.บุรีรัมย์ ดังที่เป็นข่าว เมื่อ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา…ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ และขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัว “อัศวเหม” มา ณ โอกาสนี้ด้วย…

ll กรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ฮีทสโตรก”ดังนี้ “โรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก” คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ หากได้รับการรักษาที่ล่าช้า อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้…อาการของโรคลมแดดคือ ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงถึง 40 องศา, ไม่มีเหงื่อออกรู้สึกกระหายน้ำมาก, หายใจถี่ ชีพจรเต้นแรง, ปวดศีรษะหน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ, อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน…การป้องกันโรคลมแดด ให้ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว, ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี, ใช้ครีมกันแดด SPF15, หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด หรือ การเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด, งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์…หากพบผู้มี “อาการโรคลมแดด” ขอให้รีบนำเข้าที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้นอนราบยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้น คลายชุดชั้นใน ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น น้ำแข็งประคบตามซอกคอ หน้าผาก รักแร้ ขาหนีบร่วมกับใช้พัดลมเป่า เพื่อระบายความร้อนและลดอุณหภูมิร่างกายให้ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุดหากไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด…ดูแลตัวเองให้ดี ขอให้ร้อนนี้อย่าให้ใครต้องเสียชีวิต เพราะโรคนี้เลย…

ll ปัญหาเรื่องฝุ่นจิ๋วพิษ PM2.5 ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงแผนปฏิบัติการแห่งชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาวพ.ศ.2562-2567 ต้องปฏิบัติเป็นรูปธรรม ในปีนี้มีการเผาตอซังฟางข้าว ตอซังข้าวโพด ไร่อ้อย ที่สำคัญมีการเผาในป่าอนุรักษ์ อุทยานฯ ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด ผสมกับฝุ่นควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมา ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งๆ ที่มีแผนปฏิบัติการอยู่แล้ว สมควรจะเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจังกันสักที…

ll อารดา โกศลตระกูล บ่นมาว่า ฝุ่น PM2.5 อาละวาดถึง อ.แม่ริม เชียงใหม่ บอกแม่ริมอยู่บนที่สูง ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงฝุ่นจิ๋วนี้ยิ่งพัดพามาถึง…

ll พรทิพย์ สาริกบุตร ไปฟังผลติ่งเนื้อจากลำไส้ใหญ่ พ.ท.นพ.ขจรศักดิ์ ยงวัฒนา ตัดออกมาให้หมดแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นเนื้อร้ายได้ นัดส่องกล้องกระเพาะอาหารอีก 6 เดือนข้างหน้า…ขอให้เป็นข่าวดี…

ll พรพรรณ รอดวรรณะ เข้า-ออกโรงพยาบาลระหว่างนี้ เพราะดูแล คุณแม่ตั๋น วัยเฉียด100 เพิ่งออกจาก CCU มาอยู่ห้องเดี่ยวแล้ว…

ll งานคืนเหย้า 106 ปี จุฬา กลุ่ม Freshy จุฬา 2517 นำโดย สุริยะ ประสาทบัณฑิตย์, ปรางทิพย์ นพรัมภา, ชูชัย เอี่ยมรุ่งโรจน์ พร้อมเพื่อน 15 คณะกว่าร้อยคน ร่วมร้องเพลง “เกียรติภูมิจุฬาฯ”และบูมจุฬาฯ กันสนั่น สมกับสโลแกน We are seventeen เป็นการเปิดกิจกรรม 50 ปี จุฬา 17อย่างเป็นทางการ…

ll ธีระ ธัญไพบูลย์ ไปทริปดูแสงสีเขียวที่สแกนดิเนเวีย เกือบ 2 สัปดาห์ กลับมาเมื่อปลายสัปดาห์ !!…ll

บารอนเนส

จุดประกายเยาวชน ปูรากฐานรองรับโลกยุคใหม่ผ่านสะเต็มศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721286

จุดประกายเยาวชน ปูรากฐานรองรับโลกยุคใหม่ผ่านสะเต็มศึกษา

จุดประกายเยาวชน ปูรากฐานรองรับโลกยุคใหม่ผ่านสะเต็มศึกษา

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธาน กก.บริหาร บจ.เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

เมื่อพูดถึงทักษะแห่งอนาคตซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้เท่าทันโลกยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งกำลังถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดมากมายนั้น ทักษะที่ขาดไปไม่ได้สำหรับนาทีนี้คือ “สะเต็มศึกษา” (STEM) หรือการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ โดยหลายคนจะเข้าใจผิดว่าทักษะดังกล่าวจะต้องเน้นด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วสะเต็มศึกษาเป็นการเรียนรู้กระบวนการคิดแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งจะเป็น “ภูมิคุ้มกัน” สำคัญที่หลายประเทศต้องเตรียมพร้อมให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงใน VUCA World หรือโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

หากพูดถึงเวทีสำคัญในปีนี้ที่ได้จุดประกายคลื่นลูกใหม่เพื่อพัฒนาสะเต็มศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงจะหนีไม่พ้นงาน Southeast Asian STEM Education Fair and Exposition 2023 ที่ ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED)ได้จัดขึ้นผ่านการสนับสนุนหลักจาก บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บริษัทพลังงานระดับโลกที่เชื่อมั่นในพลังคน ภายใต้ธีม Preparing a Prosperous Future for the Next Generation ที่สะท้อนถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้างอนาคตเยาวชนไทยให้เข้มแข็งผ่านสะเต็มศึกษา ภายในงานมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย และนักการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมายเข้าร่วม เพื่อเปิดแนวทางการพัฒนาทั้งระดับประเทศและภูมิภาคในบันไดขั้นต่อไป กิจกรรมภายในงานออกแบบให้สอดคล้องกับการยกระดับสะเต็มศึกษาด้วย 4 โปรแกรมหลักได้แก่ Capacity Building of Educators โปรแกรมออนไลน์แบบ Interactive เพื่อเสริมสร้างศักยภาพครูผ่านการนำแนวปฏิบัติสะเต็มศึกษาไปใช้จริงในห้องเรียน โครงการพัฒนาอาชีพ STEM Career Academies 

STEM Project Competition ชูนวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตจากเยาวชน

โดยตัวแทนในแต่ละสายอาชีพจะขึ้นนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จในรูปแบบ TED Talk และ STEM Education Policy Advocacy ประกอบด้วยการสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “What Works in STEM Education in Southeast Asian Countries” ให้ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและนักการศึกษาได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมเยาวชนสำหรับโลกการทำงานแห่งอนาคตไปจนถึงไฮไลท์ของกิจกรรมอย่าง STEM Project Competition โครงการแข่งขันเสริมทักษะการแก้ปัญหาผ่านการบูรณาการความรู้ด้านสะเต็มอีกด้วยส่วนกิจกรรมในห้องเวทีเสวนา มุ่งนำเสนอผลสำเร็จจากโครงการต่างๆ เพื่อสานต่อในระดับประเทศและภูมิภาค ภายในงานจัดแสดงผลงานของผู้เข้ารอบการประกวด STEM Project Competition ซึ่งแต่ละทีมจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 300 ดอลลาร์สหรัฐ และทีมที่ได้รับคัดเลือก 4 ทีม ยังมีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอผลงาน ซึ่งเน้นโครงการที่ได้บูรณาการสะเต็มศึกษามาใช้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน เน้นทักษะการแก้ไขปัญหาความท้าท้ายด้านต่างๆ เพื่อปูรากฐานรองรับโลกยุคใหม่ผ่านการต่อยอดจุดแข็งของประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ S-Curve บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้มอบรางวัลพิเศษสมทบเพิ่มอีกจำนวน 300 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ผสานเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โครงการจากโรงเรียนรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้ชนะเลิศผ่านการคิดค้นเครื่องพ่นสารปรับสภาพดินพลังงานแสงอาทิตย์ 2in1 เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนเกษตรกร พร้อมลดปริมาณขยะแบบครบทุกมิติ ผ่านการคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหา และบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ตามแนวทางสะเต็มศึกษาอย่างแท้จริง

โครงการ Early Warning System Flood Detector

พงศกร แสนคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ตัวแทนนักเรียนผู้ชนะเลิศในโครงการ กล่าวถึงกระบวนการคิดค้นนวัตกรรมดังกล่าวว่า “เราเริ่มต้นไอเดียจากการมองเห็นปัญหาของเกษตรกรที่ได้ผลผลิตไม่ดีเนื่องจากสภาพดินเค็ม ทำให้ผลผลิตน้อยและส่งผลต่อรายได้ของชุมชน ดังนั้นเราจึงได้บูรณาการความรู้ด้านสะเต็มศึกษาเพื่อคิดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม เริ่มต้นจากการศึกษาเกี่ยวกับดินเค็มผ่านกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์และค้นพบว่าสารปรับสภาพดินเค็มจากวัสดุอินทรีย์ด้วยน้ำหมัก เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม อีกทั้งยังสามารถลดปริมาณขยะจากการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและในชีวิตประจำวัน รวมถึงลดสารปนเปื้อนได้อีกด้วย เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เราได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างเครื่องพ่นสารปรับสภาพดินจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2in1 โดยใช้คณิตศาสตร์ คำนวณหาประสิทธิภาพของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้ใช้งานได้สูงสุดภายในต้นทุนที่จำกัด ซึ่งเราหวังว่าการคิดค้นดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้แก่เกษตรกรมากขึ้นต่อไป”

Solar Powered SMART Arduino-Based Aquaponics System

ภายในงาน บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมจัดบูธและกิจกรรมนำเสนอความความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ตอกย้ำพันธกิจหลักของทศวรรษถัดไปในการลดปริมาณความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการปฏิบัติงาน เพื่อส่งมอบพลังงานที่สะอาดขึ้น อย่างปลอดภัย และเชื่อถือได้ และการสนับสนุนประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

“เชฟรอนเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญอันดับหนึ่งกับศักยภาพพลังคน โดยเรามองว่าสะเต็มศึกษาเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม การเพิ่มขีดการแข่งขันของประเทศ รวมไปถึงการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ โดยเรามองว่า การจะขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้นั้น เราต้องให้ความสำคัญกับกำลังคนที่จะมาช่วยพัฒนาในด้านนี้ด้วย ซึ่งเชฟรอนได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาสะเต็มศึกษาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Chevron Enjoy Science ที่ได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลา 8 ปี และในก้าวต่อไปนี้เรายังคงมุ่งขับเคลื่อนการศึกษาไทยผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถเยาวชนและบุคลากรของประเทศ พร้อมขยายผลความสำเร็จของโครงการต่างๆ สู่ระดับประเทศและภูมิภาคต่อไป” ชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว

งาน Southeast Asian STEM Education Fair and Exposition 2023 ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ผ่านการรวมพลังส่งเสริมความร่วมมือพัฒนาสะเต็มศึกษาในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งการจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาระบบการศึกษาให้เท่าทันโลกในศตวรรษที่ 21 นั้น ทุกภาคส่วนถือเป็นกำลังสำคัญในการฟูมฟักและเพิ่มศักยภาพเยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นกำลังคนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศได้