สกสว. บพข.ร่วมถกทิศทางขับเคลื่อนแผนงานการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721043

สกสว. บพข.ร่วมถกทิศทางขับเคลื่อนแผนงานการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

สกสว. บพข.ร่วมถกทิศทางขับเคลื่อนแผนงานการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.14 น.

สกสว. บพข. ร่วมถกทิศทางขับเคลื่อนแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ สร้างสรรค์มุ่งเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดการประชุมการขับเคลื่อนแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการนำเสนอผลโครงการวิจัยและแผนการดำเนินงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. ประธานหน่วยบูรณาการเชิงประเด็นยุทธศาสตร์ ววน. ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. บพข. และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ดังกล่าว ณ ห้องประชุมชั้น 15 สกสว.

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช กล่าวว่า กองทุน ววน. โดย สกสว. และ บพข.  ได้ออกแบบแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อตอบเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม 

1) การท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดย สกสว./บพข. ได้ดำเนินการร่วมกับสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดย อบก. จัดทำข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว (Product Category Rule: PCR) 4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย การเดินทาง ที่พัก อาหาร และการจัดการของเสีย โดยมีการรับรองคาร์บอนฟรุตพริ้นท์และการชดเชยคาร์บอนให้กับโปรแกรมการท่องเที่ยวของ TEATA  และได้นำเสนอให้กับตัวแทนขายสินค้าการท่องเที่ยว (Travel Agency) ภาคพื้นยุโรป ในงาน ITB Berlin 2023 จนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทยถือเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ที่มีความตื่นตัวและตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้การสนับสนุนผลการวิจัยนี้ โดยได้มีการกำหนดที่จะนำ Travel Agency จากภาคพื้นยุโรปมาทดสอบโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ในเร็ว ๆ นี้ 

2) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผลงานที่ผ่านมามีการยกระดับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (กอล์ฟ วิ่ง มวย ปั่นจักรยาน) รวมถึงสปาและแพทย์แผนไทย และส่งเสริมให้สถานประกอบการได้รับการรับรองมาตรฐานสุขอนามัยระดับโลก The Global Biorisk Advisory Council (GBAC) โดยปีที่ผ่านมา สถานประกอบการที่มีเจ้าของกิจการเป็นคนไทย ได้รับการรับรองมาตรฐาน GBAC 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมป่าตองเบย์ฮิลล์ ไทเกอร์มวยไทย และ เกาะยาวใหญ่วิลเลจ ปัจจุบัน กำลังขยายผลไปยังธุรกิจการบิน (ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต) ธุรกิจขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ (นิกรมารีน) ธุรกิจสปา (สุโข เวลเนส แอนด์ สปา) ธุรกิจการจัดประชุมนานาชาติ (บางแสน เฮอริเทจ) พร้อมคาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตจะได้รับการประเมิน GBAC เป็นลำดับที่ 2 รองจากท่าอากาศยานของประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนในอนาคตได้ออกแบบงานวิจัยเพื่อรองรับกลุ่มนักเดินทางที่ต้องการเข้ามาพำนัก พักฟื้น และดูแลสุขภาพในประเทศไทย 

3) การยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ เป็นแผนงานที่สนับสนุนภาคนโยบายในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ทั้งทางด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต การทำงานอย่างมีความสุข ร่วมสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจ ให้กับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ประสงค์เข้ามาพำนักระยะยาว(Longstay: Digital nomad, Telework, Wellness/Family, Retirement) รวมถึง การสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for all) 

4)  เศรษฐกิจสร้างสรรค์ แผนงานที่เน้นการพัฒนาระบบนิเวศ/กลไกการบริหารจัดการเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากฐานภูมิปัญญาและวัฒนธรรม การพัฒนาสินค้า บริการและธุรกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการบูรณาการอุตสากรรมสร้างสรรค์และธุรกิจอื่น ๆ เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ พัฒนา Soft Power ได้แก่ อุตสาหกรรมการแสดง เทศกาลประจำเมือง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า งานวิจัยด้านการท่องเที่ยวของ สกสว. บพข. มีประโยชน์อย่างมาก ควรหาโอกาสนำเสนอให้กับพรรคการเมือง เพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย โดยมีข้อเสนอแนะให้ใช้กลไกทางกฎหมายกับกลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาวางแผนในการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ รวมถึงการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง หรือ การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ที่ต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์เพื่อการขนส่งนักท่องเที่ยวผ่านการขนส่งทางราง ทางถนน และทางน้ำ (Rail Road Boat and Bus) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามากับเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่มีระบบรางเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ในด้านการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ควรมีการจัดเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยว เช่น ภาษีขึ้นเกาะ ภาษีสำหรับพื้นที่เฉพาะที่นอกเหนือจากการจัดเก็บภาษีโดยทั่วไป นอกจากนี้ การท่องเที่ยวของไทยยังมีโอกาสทางการตลาด ที่จำเป็นต้องอาศัยการสร้าง Content ที่สร้างสรรค์และง่ายต่อการสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้รับทั้งสาระและความบันเทิง  

ด้าน ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวถึงในมุมมองของภาคเอกชนเห็นว่า จุดเด่นสำคัญในการออกแบบแผนงานของ สกสว. บพข. คือ การดึงภาคเอกชน/ผู้ประกอบการ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนางานวิจัย ทำให้ผู้ประกอบการที่เดิมใช้เพียงประสบการณ์การทำธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก หันมาใช้ประโยชน์จากการนำองค์ความรู้/ผลการวิจัยไปใช้ในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ส่วนปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว เสนอให้ใช้การบริหารจัดการและการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวผ่านระบบวีซ่า (Visa) เช่น การยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางไปพำนักยังเมืองรอง

‘ตรีนุช’แจงผลดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ปีที่ 131 การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720973

'ตรีนุช'แจงผลดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ปีที่ 131 การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21

‘ตรีนุช’แจงผลดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ปีที่ 131 การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.27 น.

“ตรีนุช”แจงผลการดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ปีที่ 131 การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 ฝากงานที่เป็นประโยชน์ให้ทำต่อเนื่องไป

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสรุปผลการดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ปีที่ 131 การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักและผู้บริหาร ศธ.ร่วมรายงานผลการดำเนินงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆเพื่อรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สามารถพาเด็กด้อยโอกาส และเด็กกลุ่มทั่วไปเด็กตกหล่อนได้กลับมาเรียนเป็นจำนวนมาก เป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน  และสำหรับการดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่ง ศธ.มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นโรงเรียน เน้นสถานศึกษามีความปลอดภัย เป็นโรงเรียนแห่งความสุข จัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้กับเด็กทุกกลุ่ม ทั้งเด็กกลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มปกติทั่วไป และกลุ่มโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศ โดยมีการขยายโรงเรียนจุฬาภรณ์จาก 12 แห่ง เป็น 18 แห่ง โรงเรียนคุณภาพจัดให้มีครูภาษาอังกฤษ ครูภาษาจีน โดย ศธ.ได้จัดงบประมาณลงไปพัฒนากายภาพต่างๆ ให้มีความพร้อมมากขึ้น ซึ่งขณะนี้โรงเรียนคุณภาพยายผลเพิ่มมากขึ้น จาก 300 กว่าแห่ง เพิ่มเป็น 600 กว่าแห่ง และจะเพิ่มให้ถึง 6,000 แห่ง และมีโรงเรียนร่วมพัฒนาที่มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินโครงการ “สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษา 88 แห่งทั่วประเทศ ร่วมร้องรับเด็กตกหล่นเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มเปาะบาง ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกลางมาดูแลเพื่อให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาและเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

และ สอศ.ยังได้ขับเคลื่อนโครงการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ในกลุ่มโรงเรียนราชประชานะเคราะห์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โครงการพระราชดำริ เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักเรียนสายสามัญให้ได้เรียนอาชีพเสริมไปด้วย เพื่อให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและสามารถมีอาชีพมีรายได้เลี้ยงตนเอง และมีการดำเนินโครงการ ทวิภาคี ร่วมกับภาคเอกชนและสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษาได้มีโอกาสฝึกประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งจากเดิมตั้งเป้าทวิภาคีไว้ 10% ขณะนี้ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 50% แล้ว โดยร่วมมือกับสถานประกอบการ กระทรวงแรงงาน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาเกษตรกร สภาการท่องเที่ยว สภาดิจิทัล เป็นต้น ร่วมมือในโครงการทวิภาคี และมีการปรับหลักสูตรการเรียนร่วมกันเพื่อให้ได้ผู้เรียนที่มีสมรรถนะตอบโจทย์สภานประกอบการ และภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริงและผู้เรียนมีรายได้ที่เหมาะสม

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาและมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการโดยเร่งด่วน เพื่อลดความเดือดร้อน โดยมีเป้าหมายให้ครูได้ชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือการรวมหนี้ครูไว้ในสถาบันการเงิน แหล่งเดียว กำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับการผ่อนชำระหนี้ของครู เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นรูปธรรม นั้น ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาฯ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยใช้สหกรณ์กรออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน มีกิจกรรมสำคัญ คือ การถอดบทเรียน การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ 2 แห่ง และขยายผลไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ จำนวน 108 แห่ง และมีมาตรการที่สำคัญ คือ

1) การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ครูได้รับประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนวนกว่า 460,000 ราย ภาระหนี้สินลดลงทันที 2,256 ล้านบาท สามารถนำเงินไปใช้ในการชำระหนี้ธนาคารออมสินและสถาบันการเงินอื่นให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินสำหรับครูได้มากขึ้น 2) ยกระดับการตัดเงินเดือนและควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ และที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศแนวปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การหักเงินเดือนบำเหน็จ บำนาญเพื่อชำระเงินกู้สวัสดิการ พ.ศ.2551 โดยกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาควบคุม กำกับ การกู้ยืมเงินสหกรณ์และสถาบันการเงินของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด 3) ชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย โดยเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กู้และผู้ค้ำประกัน ธนาคารออมสินชะลอดำเนินการทางกฎหมายกับลูกหนี้ที่ผิดชำระหนี้ 25,000 ราย สหกรณ์ออมทรัพย์ครูใช้การเจรจาไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องครู

4) จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครู ระดับจังหวัด ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษา จำนวน 558 แห่ง ให้มีหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคนกลางในการไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างครูกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ครูมีสภาพคล่องทางการเงิน ดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีขวัญกำลังใจในการทำงานเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ 5) ปรับโครงสร้างหนี้ โดยรวมหนี้มาไว้กับสถาบันการเงินที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าเพื่อให้ครูมียอดชำระต่อเดือนน้อยลง ปัจจุบันสหกรณ์ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว จำนวน 12,303 ราย คิดเป็นเงิน 10,400 ล้านบาท และสถาบันการเงินอื่นอีก จำนวน 26,000 ราย คิดเป็นเงิน 27,112 ล้านบาท

6) กำหนดให้หักเงินสวัสดิการ ช.พ.ค. เพื่อสามารถเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 365,579 ราย ใช้ ช.พ.ค. เป็นหลักประกันเงินกู้ ส่งผลให้ครูไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อทำประกัน ลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 2,306 ล้านบาท 7) การติดอาวุธให้ความรู้และทักษะทางการเงิน กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ก.ล.ต. และสถาบันอุดมศึกษา เปิดหลักสูตรอบรมออนไลน์ ให้ความรู้ด้านวินัยและการวางแผนทางการเงินแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีผู้สนใจเข้าร่วมอบรมกว่า 1 แสนราย ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมไปแล้วกว่า 27,000 ราย และอยู่ระหว่างการอบรมกว่า 80,000 ราย

นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว กระทรวงศึกษาฯ ได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กับหน่วยงาน และสถาบันการเงิน จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด สมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 และได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การชะลอการฟ้องบังคับคดี การไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างหนี้ มีครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับประโยชน์จากการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในเบื้องต้น จำนวนกว่า 92,000 ราย เป็นเงินจำนวนกว่า 1 แสนล้านบาท รวมถึงการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ในส่วนกลาง ณ กรุงเทพมหานคร และขยายผลการจัดงานมหกรรม ไปใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการจัดไปแล้ว 3 ครั้ง ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดพิษณุโลก มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 8,804 คน มีจำนวนผู้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 2,396 คน คิดเป็นเงิน 2,064,121,303.78 บาท และมีการอบรม เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน จำนวน 3,626 ราย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยังได้มีการปรับระเบียบต่างๆ และระเบียบการประเมินครูเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ครู และส่งเสริมครูมีการใช้ดิจิทัลมากขึ้น มีการเพิ่มอัตราครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กให้ครบอัตรา เพื่อดูแลเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพทางการศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา ได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา 9 คณะ และเห็นชอบประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญ เช่น การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการศึกษาระดับจังหวัด การจัดตั้งหน่วยงานกลางธนาคารหน่วยกิจ แห่งชาติ และ สกศ.มีแผนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก (IMD) มีการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมถึงการขับเครื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF)

ส่วนการขับเคลื่อนงานของ สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้มีการส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สช.มีการจัดค่าใช้จ่ายกว่า 10 ล้านบาท ในการพัฒนา การนิเทศติดตาม ส่งเสริม สนับสนุนผู้บริหาร ครู โรงเรียนเอกชนในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมีสยิด (ตาดีกา) จำนวน 2,144 ศูนย์ ทำให้บุคลากร 15,910 คน ได้รับการนิเทศ พัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ สช.ได้เพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย และปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้สถานศึกษาปอเนาะให้ได้รับสะดวกรวดเร็วขึ้น อุดหนุนค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนเอกชนในศูนย์การศึกษอิสลามประจำมัสยิด(ตาดีกา) และปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนระดับชั้นเด็กเล็ก ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามขนาดของโรงเรียน ครอบคุมนักเรียนโรงเรียนเอกชน 487,819 คน รวม 1,782 โรงเรียน

“ก็ขอฝากทุกหน่วยงานขอให้ติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าทำไม่ต่อเนื่องงานก็จะสะดุจ และเรื่องไหนที่ดีและเป็นประโยชน์ก็ขอให้ดำเนินการต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน” รมว.ศธ.กล่าว

‘ศธ.’เตรียมร่วมจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ’ ณ ประเทศฝรั่งเศส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720954

'ศธ.'เตรียมร่วมจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ประสูติ 'สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ' ณ ประเทศฝรั่งเศส

‘ศธ.’เตรียมร่วมจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ’ ณ ประเทศฝรั่งเศส

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.56 น.

“ศธ.”เตรียมร่วมงานการจัดงานแสดงดนตรีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ประสูติ  “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ” ณ ประเทศฝรั่งเศส 

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม  2566 นายอรรถพล  สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 41 ได้มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกในปี 2565 – 2566 ซึ่งรวมถึงการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีประสูติ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (100th anniversary of the birth of Her Royal Highness Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra) จะครบรอบในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศในหลายด้าน อาทิ ด้านการศึกษา ทรงส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาสำหรับคนยากจนคนชายขอบและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตลอดจนในพื้นที่ชายแดนและชุมชนแออัด ทรงรับองค์กรการกุศลไว้ในพระอุปถัมภ์หลายองค์กร และทรงเป็นอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสในหลายมหาวิทยาลัย  

ด้านวิทยาศาสตร์ ได้ทรงให้ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในการสร้างสันติภาพ การขจัดความยากจนและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทรงเป็นผู้สนับสนุนนโยบายระยะยาวด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยทรงส่งเสริมให้นักเรียนได้เข้าร่วมการแข่งขันด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับโลก

ด้านวัฒนธรรม ทรงรับสั่งได้หลายภาษา ทำให้ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทรงเป็นนักอ่าน นักเขียน โดยได้แปลและเรียบเรียงหนังสือในหลากหลายประเภท ทั้งภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังทรงให้การสนับสนุนวงดนตรีและการแสดงของไทยในท้องถิ่น เช่น คณะหุ่นกระบอกโจหลุยส์ ซึ่งช่วยอนุรักษ์ศิลปะคลาสสิกของการเชิดหุ่นกระบอกเล็กของไทย ทรงจัดตั้งกองทุนเพื่อการส่งเสริมดนตรีคลาสสิก ให้การสนับสนุนนักดนตรีไทยในการศึกษาต่อ และส่งเสริมการแข่งขันและคอนเสิร์ตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นผู้อุปถัมภ์ของโรงละครโอเปร่ากรุงเทพ รวมทั้ง สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา  

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานและทอดพระเนตรกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างวันที่ 13- 17 พฤษภาคม 2566 ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส จำนวน 2 กิจกรรม ได้แก่ (1) งานแสดงดนตรีเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลากลาง เมืองลียง ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2566 และ (2) งานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2566  ทั้งนี้ ช่วงเวลาการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองดังกล่าว มีกำหนดตรงกับการจัดประชุมคณะกรรมการบริหาร (Executive Board) ครั้งที่ 216 ขององค์การยูเนสโก  ในโอกาสนี้ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก (Ms. Audrey Azoulay) และประธานกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก (H.E. Ms. Tamara Rastovac Siamashvili) จะร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ณ ห้อง Ségur Hall สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก โดยมีรายละเอียดนิทรรศการ ดังนี้  

นิทรรศการส่วนที่ 1 แสดงพระประวัติและพระบุคลิกภาพ  

นิทรนศการที่ 2   แสดงพระกรณียกิจด้านการส่งเสริมการศึกษา   

นิทรรศการส่วนที่ 3 แสดงพระเกียรติยศที่ทรงรับจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และ  วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  

นิทรรศการส่วนที่ 4 แสดงพระกรณียกิจด้านการสร้างและพัฒนาเยาวชนอัจฉริยะของ ประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

นิทรรศการส่วนที่ 5 แสดงพระนิพนธ์และพระกรณียกิจด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและ
ดนตรีคลาสสิก

นิทรรศการส่วนที่ 6 แสดงพระกรณียกิจด้านการสาธารณสุข ใช้เทคนิควีดิทัศน์เล่าเรื่องราว 
พระกรณียกิจในฐานะทรงเป็นประธานมูลนิธิต่าง ๆ ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร‘เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720877

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร‘เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน’

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร‘เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 10.44 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร‘เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน’

ระหว่างวันที่ 28- 29 มีนาคม 2566  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการฯ เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ และนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายแผนกสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2566 ทั้งในระดับมัธยม และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประกอบด้วย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 โรงเรียนบ้านแพะวิทยา โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 โรงเรียนบ้านห้วยสิงห์ โรงเรียนเพียงหลวง 11 โรงเรียนบ้านห้วยโผ โรงเรียนสบเมยวิทยาคม โรงเรียนสังวาลวิทยา และวิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง รวม 10 สถาบัน 64 ทุน พร้อมมอบค่าน้ำมันรถ และสนับสนุนอาหารกลางวัน(ข้าวกล่อง) และน้ำดื่ม  ให้แก่ 8 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน  รวมงบประมาณดำเนินการเป็นเงินทั้งสิ้น 436,500 บาท โดยจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อช่วยเหลือสังคม  ให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา เติมเต็มความหวัง เป็นอนาคตของครอบครัว และสังคมประเทศชาติ โดยมีการมอบทุนระดับชั้นประถมศึกษา ทุนต่อเนื่องทุกระดับชั้น ทุนทุกระดับปีสุดท้าย และทุนสำหรับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

มวล.จัดค่ายเตรียมความพร้อม นักศึกษาสหกิจศึกษาต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720708

มวล.จัดค่ายเตรียมความพร้อม  นักศึกษาสหกิจศึกษาต่างประเทศ

มวล.จัดค่ายเตรียมความพร้อม นักศึกษาสหกิจศึกษาต่างประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์ ดร.อัตนันท์ เตโชพิศาลวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดเผยว่า ศูนย์สหกิจศึกษาฯ ได้จัดค่ายเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาต่างประเทศ (INTER COOP CAMP 2023) ประจำปี 2566 ที่จังหวัดสงขลา และรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะระหว่างประเทศ ทั้งการใช้ชีวิตและทักษะความสามารถทางภาษาอังกฤษ เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต โดยมีนักศึกษาของ มวล. จาก 9 สำนักวิชา จำนวน 43 คน เข้าร่วมกิจกรรม และมีตัวแทนนักศึกษาและคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในนามเครือข่ายพัฒนา

สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education :CWIE) ภาคใต้ตอนบนเข้าร่วมด้วย

ผู้อำนวยการศูนย์สหกิจศึกษาฯ มวล. กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีการส่งนักศึกษาไปประเทศต่างๆ แล้ว จำนวน 22 ประเทศ ได้แก่ ประเทศนิวซีแลนด์ แคนาดา เยอรมนี ฮังการี อังกฤษ กรีซ ตุรกี ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน แอฟริกาใต้ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ลาว โมร็อกโก ปาปัวนิวกินี และเนปาล และ มวล.ภายใต้การนำของ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดี มีนโยบายปรับปรุงทางด้านภาษาอังกฤษเพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น ช่วยให้นักศึกษาไปปฏิบัติสหกิจศึกษาในต่างประเทศได้มากขึ้น

นศ. จุลชีววิทยา มจธ.พัฒนานวัตกรรม ยืดอายุผลไม้ด้วยธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720714

นศ. จุลชีววิทยา มจธ.พัฒนานวัตกรรม  ยืดอายุผลไม้ด้วยธรรมชาติ

นศ. จุลชีววิทยา มจธ.พัฒนานวัตกรรม ยืดอายุผลไม้ด้วยธรรมชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักศึกษาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พัฒนาสูตร “EVERFRESH ผลไม้ ยืดอายุด้วยโมเลกุลธรรมชาติ” ที่ขณะนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัลสิ่งประดิษฐ์เยาวชน จากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม Thailand New Gen Inventors Award: I-New Gen Award 2023 ระดับอุดมศึกษา กลุ่มการเกษตร จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และอยู่ระหว่างการยื่นจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร

EVERFRESH พัฒนาขึ้นจากการผสมระหว่างสารชีวโมเลกุลต่างๆ ซึ่งเป็นสารที่รับประทานได้ และได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร โดยใช้อัตราส่วนของสารชีวโมเลกุลต่างๆ ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมและใช้กระบวนการเฉพาะในการผลิตที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์มากกว่าสารคลอรีนที่ใช้ในปัจจุบัน โดยมีหลักการคือการทำงานร่วมกันระหว่างสารชีวโมเลกุลและกรดอินทรีย์ ที่สามารถยับยั้งหรือฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเน่าเสียในผลไม้ ด้วยการนำมาเคลือบบนผิวหรือเปลือกผลไม้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น โดยทีมวิจัยได้นำสารในกลุ่มเพปไทด์ (โปรตีน) ที่ได้มาจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสารธรรมชาติมาใช้ลดเชื้อจุลินทรีย์บนผิวหรือเปลือกผลไม้ให้ได้มากที่สุด ทำให้โอกาสผลไม้เน่าเสียลดลง แม้จะมีอุบัติเหตุระหว่างการเก็บหรือการขนส่งที่อาจเกิดแผลเล็กๆ ขึ้นเพราะเพปไทด์จะช่วยป้องกันหรือลดโอกาสเชื้อจุลินทรีย์ไปเจอกับแผลได้ซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า “โมเลกุลธรรมชาติ” ที่ทีมวิจัยตั้งชื่อขึ้น เทียบกับภาษาอังกฤษ คำว่า Biomolecule หรือสารชีวโมเลกุล

การพัฒนาสูตร EVERFRESH ผลไม้ยืดอายุด้วยโมเลกุลธรรมชาติ”เป็นผลงานของ 8 นักศึกษาจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. ประกอบด้วย นายสันติ นกยอด, นางสาวกานต์ญาณี ศรีแก้วฟ้าทอง, นางสาวธนวรรณ สังข์สุวรรณ, นางสาวสุธาทิพย์เงินเจือ, นางสาวเบญญาภา เศรษฐวิบูลย์,นายกิตติพัฒน์ อินนะรายรัมย์,นายณัฐกฤษ ลาภแก้ว และนางสาวหทัยชนกบุญชู โดยมี ผศ.ดร.นุจริน จงรุจา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

มทร.ธัญบุรีปลื้มบัณฑิตมีงานทำเกือบ 80% อยู่ในอุตสาหกรรม S-curve เกือบ 1,400 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720719

มทร.ธัญบุรีปลื้มบัณฑิตมีงานทำเกือบ 80% อยู่ในอุตสาหกรรม S-curve เกือบ 1,400 คน

มทร.ธัญบุรีปลื้มบัณฑิตมีงานทำเกือบ 80% อยู่ในอุตสาหกรรม S-curve เกือบ 1,400 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากการเก็บรวบรวมสถิติการมีงานทำของบัณฑิตที่จบการศึกษาปี 2564พบว่า บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา จำนวน 4,862 คน มีงานทำ 3,582 คน ว่างงาน 1,162 คน และศึกษาต่อ 115 คน โดยคณะที่บัณฑิตมีงานทำมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และยังพบว่าได้เข้าไปทำงานในกลุ่มอุตสาหกรรม S-curve หรืออุตสาหกรรมที่มีกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เกือบ 1,400 คนใน 5 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 434 รายอุตสาหกรรมดิจิทัล 257 ราย อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 193 ราย อุตสาหกรรมอาหารสำหรับอนาคต 170 ราย และอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 103 ราย ทั้งนี้ การที่บัณฑิตได้กระจายตัวทำงานตามอุตสาหกรรม S-curve เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนของมทร.ธัญบุรีที่ทำร่วมกับสถานประกอบการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังมีการพัฒนา และมหาวิทยาลัยจะเก็บข้อมูลการทำงานของบัณฑิตอย่างสม่ำเสมอ ศึกษาและวิเคราะห์การปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

รศ.ดร.สมหมายเผยต่อไปว่าปีนี้เป็นปีแรกที่บัณฑิตจากคณะพยาบาลศาสตร์ สำเร็จการศึกษาและมีงานทำ 96% และอีก 4% เข้าศึกษาต่อ
ซึ่งการที่บัณฑิตคณะดังกล่าวได้รับการตอบรับจากตลาด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคระบาด ประกอบกับสังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้ จากการศึกษาสถิติการมีงานทำของบัณฑิตพบว่า ทุกปีจะมีบัณฑิตจำนวนหนึ่งเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งมทร.ธัญบุรีได้เพิ่มเติมรายวิชาเกี่ยวกับผู้ประกอบการเบื้องต้นให้กับนักศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการทำธุรกิจอีกด้วย

“ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกี่ยวกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการนั้น ในส่วนของภาคการศึกษานั้นไม่ได้รับผลกระทบบัณฑิตของมทร.ธัญบุรี ยังคงได้รับการตอบรับเข้าทำงาน ส่วนนักเรียนที่สนใจเข้าศึกษาต่อยังมีจำนวนเท่าเดิมไม่มีการลดลงแต่อย่างใด และเชื่อว่าหลังจากนี้ตลาดยังมีความต้องการแรงงานด้านนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะตลาดท่องเที่ยวของไทย เป็นจุดหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก” รศ.ดร.สมหมายกล่าวทิ้งท้าย

สกสว.หารือ มรภ.เพชรบุรี ขับเคลื่อนงานวิจัย มุ่งสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่สูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720758

สกสว.หารือ มรภ.เพชรบุรี ขับเคลื่อนงานวิจัย มุ่งสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่สูงสุด

สกสว.หารือ มรภ.เพชรบุรี ขับเคลื่อนงานวิจัย มุ่งสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่สูงสุด

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.47 น.

สกสว. ร่วมหารือ มรภ.เพชรบุรี ขับเคลื่อนงานวิจัยตามแผนด้าน ววน. มุ่งสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่สูงสุด

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2566 ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผอ.กลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านสังคม สิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานด้าน ววน.ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ร่วมประชุม พร้อมหารือทิศทางการบริหารจัดการแผนงานและโครงการ ววน. โดยมี ผศ. ดร.เสนาะ กลิ่นงาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ให้การต้อนรับ และนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรม ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ววน. ณ อาคารสุเมธตันติเวชกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

นายธรรมนูญ ศรีวรรธนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า การวิจัยและนวัตกรรม เป็นหัวใจของทุกอย่างใน จ.เพชรบุรี ทุกกิจกรรมและนวัตกรรมของจังหวัด จะสื่อสารผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยจะสื่อสารถึงความต้องการของประชาชน และนำงานวิจัยไปช่วยใช้ เพราะนวัตกรรมและวิจัย จะไม่มีค่าเลย หากไม่ถูกนำไปใช้จริง พร้อมขอขอบคุณ สกสว. ในการส่งเสริมกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคม

ด้าน ผศ. ดร.เสนาะ กลิ่นงาม กล่าวว่า จ.เพชรบุรี เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคตะวันตกที่อุดมสมบูรณ์ ที่ได้รับรองเป็นมรดกโลก มีเขื่อน และแม่น้ำตามธรรมชาติ นับเป็นหน้าด่านลงสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ด้านวัฒนธรรม เป็นแหล่งสกุลช่างในการสร้างซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ มหาวิทยาลัยนับเป็นคลังปัญญาของท้องถิ่น อาทิ ด้านครู ด้านการพยาบาล ด้านอาหารและการท่องเที่ยว ด้านธุรกิจ การพัฒนาการค้า ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และอื่น ๆ 

“กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เรามีพันธกิจในการผลิตกำลังคนที่มีศักยภาพสูง ที่มีบุคลากรรวมกว่า 400 คน โดยเฉพาะทางด้านอาหาร ที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีความพร้อมในการผลิตกำลังคน และอีกส่วนสำคัญ คือ การสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์ด้านต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน นอกเหนือจากการเรียนการสอน คือ การวิจัย ในการใช้โจทย์ปัญหาเชิงพื้นที่ ที่มีความเข้าใจในทุกมิติ ภายใต้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ที่มีอยู่ มั่นใจว่า จ.เพชรบุรี มีความแข็งแกร่งไม่แพ้ภูมิภาคอื่น ๆ อย่างแน่นอน” ผศ. ดร.เสนาะ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวถึง กองทุน ววน.กับการหนุนเสริมการดำเนินงานของหน่วยงานในระบบ ววน. และนโยบายและทิศทางการสนับสนุนงบประมาณของทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) ระบุว่า นับตั้งแต่เมื่อปี 2562 ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการวิจัยของประเทศ ทำให้ สกสว. มีหน้าที่ในการจัดสรรงบประมาณไปยัง 9 หน่วยบริหารจัดการทุน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ และกระทรวงต่าง ๆ 

โดยมี โครงสร้างแผนงานด้าน ววน. พ.ศ.2566-2570 ที่แบ่งเป็น 4 ด้าน 25 แผนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ ที่มุ่งหวังผลกระทบต่อประเทศ คือ เป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีในระดับสากล ผลิตกำลังคนที่มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมสูงขึ้น งบลงทุนด้านวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น สังคมมีความตระหนักรู้ในความสำคัญ และประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งสู่อันดับดัชนีความยั่งยืน(SDG Index) ที่สูงขึ้น ช่วยลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน และความรุนแรง เพื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 

ทั้งนี้ ได้มีการจัดแสดงผลงานวิจัยที่แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ ตั้งแต่ “ระดับต้นน้ำ” เช่น การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ สินค้าชมพู่เพชร กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรด และผลผลิตทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรกร “ระดับกลางน้ำ” เช่น ขนมหวานเมืองเพ็ชร์ น้ำตาลโตนด และ “ระดับปลายน้ำ” เช่น การเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว การจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบเกษตรอัตโนมัติฯ การนวดไทยแบบพีบีอาร์ยู แก้ปวดอาการไมเกรน ลูกประคบสมุนไพร ไม้นวดตาล ก่อนจะมีการหารือทิศทางการบริหารจัดการแผนงานและโครงการ ววน. และแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อช่วยในการสร้างโอกาสและต่อยอดสู่การแข่งขันระดับต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

ป.ป.ช.จับตา‘แป๊ะเจี๊ยะ’ฝากเด็กเข้าเรียน ชี้เข้าข่ายสินบน แนะเลิกรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720655

ป.ป.ช.จับตา‘แป๊ะเจี๊ยะ’ฝากเด็กเข้าเรียน ชี้เข้าข่ายสินบน แนะเลิกรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ

ป.ป.ช.จับตา‘แป๊ะเจี๊ยะ’ฝากเด็กเข้าเรียน ชี้เข้าข่ายสินบน แนะเลิกรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566, 13.09 น.

ป.ป.ช.ขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาส  ในการเข้าเรียนในสถานศึกษา กำชับสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ร่วมเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การรับนักเรียนประจำปีการศึกษา 2566

29 มีนาคม 2566 นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า เนื่องจากในช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. ของทุกปี เป็นระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาทั่วประเทศ และอาจมีความสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำทุจริตเกี่ยวกับการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา หรือที่เรียกว่าแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งถือว่าเป็นเงินสินบนรูปแบบหนึ่ง ที่ผลักภาระไปให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งนอกจากจะต้องส่งเสียให้บุตรหลานเรียนโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าแล้ว ยังต้องเจอค่าแป๊ะเจี๊ยะที่มีมูลค่าสูงกว่าค่าเล่าเรียนหลายเท่าตัวเพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนที่มุ่งหวังได้ ซึ่งเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ผิด แทนที่จะให้ค่ากับการพยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แต่กลับยอมจ่ายเงินตอบแทนจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นคือ หลายกรณีพบข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับแป๊ะเจี๊ยะ ใช้อำนาจบีบบังคับให้สถานศึกษารับนักเรียนที่จ่ายเงิน

“ได้มอบนโยบายให้สำนักงาน ป.ป.ช. ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ติดตามเฝ้าระวังปัญหานี้อย่างต่อเนื่องเพราะถือได้ว่าเป็นวงจรส่งเสริมการทุจริต โดยในปี 2562 สำนักงานป.ป.ช.ได้มีการผลักดันมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่ง ครม.ได้รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือ ปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” นายนิวัติไชย กล่าว

สำหรับข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ต่อ สพฐ. คือ ให้พิจารณายกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน นอกจากนี้ให้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียน โดยมุ่งให้ความสำคัญ   กับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน และทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการแจ้งค่าใช้จ่ายและรายละเอียด  การเก็บเงินบำรุงการศึกษาให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบไว้โดยชัดเจน ​ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการโดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำว่าการรับนักเรียนปีการศึกษา 2566 ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ไม่มีการใช้เงินแลกที่นั่งเรียน ห้ามมีแป๊ะเจี๊ยะ และหากพบจะวางบทลงโทษสูงสุด สอดคล้องกับสำนักงาน ป.ป.ช.และเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริต ที่จะร่วมเป็นหูเป็นตา เพื่อมุ่งหวังว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยจะไม่ต้องจบอยู่ที่เงินสินบน

เปิด 9 แนวทางดัน‘สงกรานต์’สู่มรดกวัฒนธรรมฯยูเนสโก กำชับมาตรการดูแลกลุ่ม608

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720468

เปิด 9 แนวทางดัน‘สงกรานต์’สู่มรดกวัฒนธรรมฯยูเนสโก กำชับมาตรการดูแลกลุ่ม608

เปิด 9 แนวทางดัน‘สงกรานต์’สู่มรดกวัฒนธรรมฯยูเนสโก กำชับมาตรการดูแลกลุ่ม608

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.40 น.

ครม. รับทราบ 9 แนวทาง‘สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจ สู่สากล’ ตอกย้ำคุณค่าที่รัฐบาลผลักดัน ‘สงกรานต์ในไทย’ เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก

28 มีนาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 มีนาคม 2566 ว่า ที่ประชุมครม. มีมติรับทราบแนวทางการรณรงค์เพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม เนื่องในประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2566 ภายใต้แนวคิด “สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจ สู่สากล” ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เพื่อกำหนดแนวทางรณรงค์เพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ และแนวทางการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ประเพณีสงกรานต์ในโอกาสที่ไทยเสนอเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก รวมทั้งการดูแลทรัพย์สิน สุขอนามัย และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับความสุข จากประเพณีสงกรานต์นี้ โดยแนวทางการรณรงค์ภายใต้แนวคิด “สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจ สู่สากล” มี 9 ข้อ ดังนี้

1. ขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ มุ่งเน้นสืบสานคุณค่าสาระของประเพณีอันดีงาม พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่การรับรู้ของชาวต่างชาติ

2. ส่งเสริมให้จังหวัดต่าง ๆ ใช้พื้นที่จัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมในประเพณีสงกรานต์

3. รณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันสืบสานคุณค่าสาระและสิ่งที่ควรทำของประเพณีสงกรานต์ เช่น ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ และขอพรผู้สูงอายุ

4. รณรงค์ให้แต่งกายที่สร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทย เช่น ใช้ผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น ชุดไทยย้อนยุค หรือชุดสุภาพ เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อชาวต่างชาติ

5. ขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนศิลปินพื้นบ้านเพื่อถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ร่วมกันสืบสานประเพณี

6.  หน่วยงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และด้านบริการประชาชนบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

7. ขอความร่วมมือประชาชนที่ใช้ยานพาหนะและใช้ถนนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจราจร อย่างเคร่งครัด

8. การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม 608 ให้รักษาตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และโรคทางเดินหายใจ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้เข้าร่วมงาน

9. ส่งเสริมให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณีสงกรานต์ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และนานาชาติ ในโอกาสที่สงกรานต์ในไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติที่เข้าสู่การพิจารณาของยูเนสโก

“แนวทาง “สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจ สู่สากล” นี้จะเป็นการตอกย้ำคุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมไทย ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผลักดันให้ “สงกรานต์ในไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติที่ของยูเนสโก ซึ่งยูเนสโกจะพิจารณาการขึ้นทะเบียนสงกรานต์ในไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติภายในเดือนธันวาคม 2566 นี้” น.ส.ทิพานัน กล่าว