เปิด ’21 แหล่งเรียนรู้’ รอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ในงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720372

เปิด '21 แหล่งเรียนรู้' รอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ในงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

เปิด ’21 แหล่งเรียนรู้’ รอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ในงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566, 13.03 น.

วธ.เผย 21 แหล่งเรียนรู้ในงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์  เปิดไหว้พระ เที่ยววัด ยลวัง สัมผัสพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หาชมได้ยาก  21 – 25 เม.ย. 2566 ณ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ และสวนสันติชัยปราการ 21 เม.ย. – 7 พ.ค. 2566 พร้อมจัดรถขสมก.-รถรางรับส่งฟรี

วันที่ 28 มีนาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เตรียมจัดงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ระหว่างวันที่ 21 – 25 เมษายน 2566 ณ บริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และวันที่ 21 เม.ย. – 7 พ.ค. 2566 ณ สวนสันติชัยปราการ  เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ รวมถึงสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน เป็นเวลา 241 ปี เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้ เรื่องราวประวัติศาสตร์ของพระบรมราชจักรีวงศ์ ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ และความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวจากมรดกศิลปวัฒนธรรม ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า เป็นที่น่ายินดีว่างานดังกล่าวมีวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม หน่วยงานในสังกัด วธ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดกิจกรรม โดยมีวัดและแหล่งเรียนรู้สำคัญที่ร่วมจัดกิจกรรมงานดังกล่าว 21 แห่ง พร้อมเปิดให้ประชาชนทำบุญไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล และเข้าชมแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ 1.พระบรมมหาราชวัง 2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ 3.สวนสันติชัยปราการ 4.พิพิธบางลำพู 5.วัดบวรนิเวศวิหาร 6.พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน 7.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 8.วัดชนะสงคราม 9.พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ 10.วัดสระเกศ 11.หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน 12.วัดราชนัดดาราม 13.วัดสุทัศนเทพวราราม 14.วัดประยุรวงศาวาส 15.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 16. มิวเซียมสยาม 17.วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 18.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 19.พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม 20.ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และ21.วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยมีรถ ขสมก.และรถรางนำชม บริการรับ – ส่ง ตามจุดต่างๆ 

ทั้งนี้ งานดังกล่าวจะมีพิธีบวงสรวงเทพยดาวันที่ 20 เม.ย. และพิธีเปิดงานวันที่ 21 เม.ย. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ ภายในประดิษฐานภาพพระบรมฉายาลักษณ์และเครื่องราชสักการะ 10 รัชกาล การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (Night Museum) การสาธิตอาหารโบราณและอาหารชาววัง ในรูปแบบตลาดย้อนยุค การจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ๗๖ จังหวัด ผลิตภัณฑ์ Cultural Product of Thailand : CPOT / ของดี 50 เขต กทม. จุดถ่ายภาพย้อนยุคบริการประชาชน ฯลฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม โทร. 1765

‘4 สมาคมองค์กรสื่อ’จับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา’ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว’ต่อเนื่องปีที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720232

'4 สมาคมองค์กรสื่อ'จับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา'ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว'ต่อเนื่องปีที่ 2

‘4 สมาคมองค์กรสื่อ’จับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา’ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว’ต่อเนื่องปีที่ 2

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.51 น.

4 สมาคมองค์กรสื่อ จับมือเครือซีพีร่วมบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ความกตัญญูแก่เด็กและเยาวชนไทย คัดเลือกผลงานวาดรูปและเขียนเรียงความถ่ายทอดแนวคิดกตัญญู มอบทุนการศึกษา “ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว” ต่อเนื่องปีที่ 2 

27 มีนาคม 2566 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และกลุ่มสื่อ New Media ได้ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษา “ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว” แก่บุตรธิดาของสมาชิกองค์กรสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา จำนวน 100 ทุน ทุนละ 10,000 บาท รวมกว่า 1,000,000 บาท อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของครอบครัวคนข่าว ควบคู่ไปกับการปลูกฝัง “ความกตัญญู” แก่เด็กและเยาวชนไทย ซึ่งทุนการศึกษานี้จะคัดเลือกผ่านการวาดรูปและการเขียนเรียงความเรื่องความกตัญญู 

โดยได้รับเกียรติจากนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา แก่นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายอิทธิพันธ์ บัวทอง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายกฤษณะพงศ์ พงศ์แสนยากร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และดร.อภิวัฒน์ จ่าตา นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรเเห่งประเทศไทย ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค โดยมีผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์  กล่าวว่า เครือซีพีและสมาคมสื่อฯ ได้ร่วมกันดำเนินโครงการทุนการศึกษาซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเป็นไปตามนโยบายของท่านประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังค่านิยม “ความกตัญญู” แก่เด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดของประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการปลูกฝังแนวคิดเรื่องความกตัญญูให้เกิดในสังคมไทย เพราะความกตัญญูเป็นรากฐานสำคัญซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเครือซีพี ที่เชื่อมั่นในคุณค่าของความกตัญญูมาตลอดระยะเวลา 100 ปีในการดำเนินธุรกิจ  โดยเยาวชนคนรุ่นใหม่จากครอบครัวคนข่าวตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษาได้ให้ความสนใจเข้าร่วมวาดรูปและส่งเรียงความ นำเสนอมุมมองแนวคิดความกตัญญูในหลายมิติ ทั้งความกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณ การช่วยเหลือคนรอบข้างโดยไม่หวังผลตอบแทน ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ  

“การมอบทุนการศึกษานี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ยึดมั่นในแนวคิด “ความกตัญญู รู้จักให้ รู้จักเสียสละ และการตอบแทนคุณแผ่นดิน” มาตลอดในการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพราะเชื่อมั่นว่า “ความกตัญญู” เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดีงามและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศที่จะต้องปลูกฝัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติไทย และหวังว่าการมอบทุนครั้งนี้จะช่วยจุดประกายสร้างแรงบันดาลแก่เด็กและเยาวชนไทยให้เชื่อมั่นในคุณค่าของความกตัญญู จนนำไปสู่การร่วมกันร้อยเรียงความดีเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินต่อไป  นอกจากนี้ด้วยสถานการณ์โลกตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง ผมจึงหวังว่าทุนการศึกษานี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวคนข่าวได้ไม่มากก็น้อยอีกด้วย”

ด้าน นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณในความปรารถนาดีของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มอบทุนการศึกษาให้กับครอบครัวของผู้สื่อข่าว โดยร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการทุนการศึกษาซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว ภายใต้แนวคิด “กตัญญู…เมล็ดพันธุ์ที่ควรปลูกฝัง” ปี 2566 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้บุตรธิดาของสมาชิกสมาคมฯ ที่ยึดมั่นในหลักจริยธรรมการทำหน้าที่  กลั่นกรองความเป็นจริงให้สังคม  มอบความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสร้างความรอบด้านทั่วถึงขององค์ความรู้ ทั้งนี้จึงมีความรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกับพันธมิตรในวงการสื่อมวลชนและเครือซีพีปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูผ่านคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเครือข่ายสมาคมสื่อฯ พร้อมร่วมมือสื่อสารผลักดันแนวคิดความกตัญญู ให้เกิดความตระหนักรู้ในวงกว้างของสังคมไทยต่อไป

ด.ช.ปรานต์ ยนเปี่ยม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนราชวินิต หนึ่งในผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว กล่าวว่า รู้สึกดีใจทีได้รับทุนและได้เขียนเรียงความคุณค่าของความกตัญญู เช่น ช่วยคุณแม่เลี้ยงน้อง หลังทำการบ้านเสร็จก็ช่วยทำงานบ้าน ตั้งใจเรียน อยากชวนเพื่อนๆ ร่วมกันทำความดี เป็นลูกที่ดีให้ครอบครัว  รับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ด้านน.ส.เกศทิพย์ สุวรรณฤทธิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา กล่าวว่า ความกตัญญูเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งการตอบแทนบุญคุณคุณพ่อคุณแม่ ด้วยการเป็นคนดีของสังคม  ตั้งใจเรียน แบ่งเบาภาระงานบ้าน เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก็สามารถสร้างความกตัญญูให้เกิดขึ้นได้ในสังคม การได้รับทุนการศึกษาครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสานฝันที่อยากจะเป็นนักการทูตให้เป็นจริง ด้วยการตั้งใจเรียนทางด้านภาษาเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะนำความรู้ที่ได้มาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

นายต่อสกุล มณีรัตน์  นักศึกษาปีที่ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขอบคุณซีพีที่ได้ทำโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้นมา เพราะความกตัญญูเป็นสิ่งที่มีความหมายทั้งเรื่องของการสะท้อนความรักและการตอบแทนพระคุณคนที่เรารักมากที่สุด ซึ่งก็คือพ่อแม่ ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ อยากจะฝากถึงเพื่อนๆ ที่อยู่ในช่วงของวัยรุ่นเช่นกันว่าบางทีเราอาจจะลืมครอบครัวคนข้างกายเรา แต่อยากให้เพื่อนๆ นึกถึงครอบครัวให้มาก เพราะครอบครัวเป็นพื้นที่เซฟโซนของเรา เริ่มต้นจากเป็นลูกที่ดี ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด  โดยตนมีความฝันว่าทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวให้ดีที่สุด และหวังว่าสิ่งที่ถ่ายทอดไปในเรียงความครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่จะร่วมกันสร้างสังคมแห่งความกตัญญู ส่งต่อสิ่งดีๆ แบบนี้ให้กับคนอื่นต่อไป-001

บพค.ร่วมหารือกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720186

บพค.ร่วมหารือกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย

บพค.ร่วมหารือกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.01 น.

บพค. ร่วมหารือการกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารจัดการในรูปแบบคอนซอร์เตียมเพื่อสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2566 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ บพค. พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ กุลชาติ รองผู้อำนวยการ บพค. รองศาสตราจารย์รินา ภัทรมานนท์ ประธานคณะประสานงานคลัสเตอร์ด้าน Frontier Research บพค. คุณจตุรภรณ์ โชคภูเขียว ประธานคณะประสานงานคลัสเตอร์ด้าน SHA และ AI พร้อมทั้งนักวิเคราะห์ บพค. และคณะประสานงาน บพค. คลัสเตอร์ ได้จัดงานประชุมสัมมนาเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารจัดการในรูปแบบคอนซอร์เตียม เพื่อสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ณ ห้องประชุมแมนดารินบี โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร

การประชุมสัมมนาเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารจัดการในรูปแบบคอนซอร์เตียม เพื่อสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทยให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างมีทิศทางและเป็นรูปธรรม ผ่านการหารือ และการระดมความคิดเห็นจากนักวิจัยทางด้านเทคโนโลยีควอนตัมที่มีศักยภาพสูงจากหลากหลายสถาบันทั่วประเทศ

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ได้กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มนักวิจัยจากหลากหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิทยา อมรกิจบำรุง บรรยายปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางของการพัฒนากำลังคน และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม ของประเทศไทยให้ก้าวไปสู่สากล” นอกจากนี้ ยังมีการสรุปภาพภาพรวมโครงการวิจัย “การสร้างและเสริมแกร่งระบบนิเวศแบบบูรณาการสำหรับการวิจัยทางเทคโนโลยีควอนตัมระดับประเทศ” ซี่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพค. นำเสนอโดย รศ. ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา สังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อแสดงถึงภาพรวมและความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านควอนตัมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงไปถึงการสร้างเป็นระบบนิเวศทางด้านควอนตัมของประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ จากทั้งภาคเอกชนและภาคการศึกษา ร่วมเสวนาโต๊ะกลม นำโดย ดร.วิศิษฐ ทวีปรังษีพร อนุกรรมการเทคนิคด้านการวิจัยขั้นแนวหน้าของประเทศ บพค. รศ. ดร.สุรศักดิ์ เชียงกา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณกิตติศักดิ์ กวีกิจมณี Quantum Technology Foundation (Thailand) และ คุณสุรวีร์ ลีฬหรัตนรักษ์ CEO บริษัท อีคิว เทค เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในหัวข้อ “โอกาสและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับบริบทห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมควอนตัมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมให้กับประเทศไทย” เพื่อเปิดมุมมองจากภาคเอกชนและมุมมองจากภาคการศึกษา ที่จะสามารถสร้างโอกาส และจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีควอนให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมร่วมระดมสมองจากผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะนักวิจัย ให้ความคิดเห็นร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก 1.) การใช้แนวทางจากสมุดปกขาว Quantum Technology Frontier Research เพื่อพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย 2.) การใช้ประโยชน์ระบบนิเวศทางด้านควอนตัมของไทย ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมไทยและอุตสาหกรรมต่างประเทศ และ 3.) การบริหารจัดการ National Quantum Consortium โดยเป็นการระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมและการพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพสูงให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้การบริหารจัดการในรูปแบบคอนซอร์เตียมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์ความต้องการของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมของไทย

‘ศธ.-ก.แรงงาน’ยกระดับการมีงานทำ ยืนยันจบอาชีวะฯมีงานทำรายได้สูงตามทักษะฝีมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720177

'ศธ.-ก.แรงงาน'ยกระดับการมีงานทำ ยืนยันจบอาชีวะฯมีงานทำรายได้สูงตามทักษะฝีมือ

‘ศธ.-ก.แรงงาน’ยกระดับการมีงานทำ ยืนยันจบอาชีวะฯมีงานทำรายได้สูงตามทักษะฝีมือ

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.24 น.

“ศธ. – ก.แรงงาน ร่วมใจ สู่ไทยมีงานทำ” ยกระดับการมีงานทำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ยืนยันจบอาชีวะฯมีงานทำรายได้สูงตามทักษะฝีมือ

27 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน “ศึกษาธิการ – แรงงาน ร่วมใจสู่ไทยมีงานทำ” ภายใต้ความร่วมมือในการส่งเสริมการศึกษาและการมีงานทำให้แก่นักเรียน นักศึกษา และแรงงานทุกระดับ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ กระทรวงแรงงาน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงศ์จินดา  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา,  นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา, นายมณฑล ภาคสุวรรณ์  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน,  ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการ เข้าร่วมงาน ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ในการจัดการศึกษานั้น สถานศึกษาต้องดำเนินการพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษา ให้มีวิธีคิดและทักษะที่เป็นสากล สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยยึดความสามารถของผู้เรียนเป็นหลัก และพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะที่ต้องการ สอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ การจัดเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัยได้รับการศึกษาตามความต้องการอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ศธ.และ ก.แรงงาน ได้ร่วมลงนามความร่วมมือ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 เพื่อขับเคลื่อนการบรูณาการในการทำงานร่วมกันตามยุทธ์ศาสตร์ชาติ ภายใต้รัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อการส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ สร้างแรงงานที่มีศักยภาพ มีรายได้ที่สูง มีหลักประกันมีความมั่นคงเป็นที่พึ่งของตนเองและผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สามารถนำมาเสริมศักยภาพในการขับเคลื่อนการศึกษา และร่วมพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา รวมถึงแรงงานทุกระดับให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือ ให้เป็นไปตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ตลอดจนพัฒนาสมรรถนะในการแข่งขันของประเทศ ให้ผู้จบการศึกษาในทุกระดับ และแรงงาน มีอาชีพ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ในการดำเนินงานร่วมกัน ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนที่เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับการบูรณาการกับทุกภาคส่วนของทั้งสองกระทรวง ตามกรอบการดำเนินงาน 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านระบบฐานข้อมูล Big Data และการส่งเสริมการมีงานทำ การจัดทำแพลตฟอร์มกลาง “ไทยมีงานทำ” ในการบริหารจัดการส่งเสริมการศึกษาและการมีงานทำแก่นักเรียน นักศึกษา และแรงงานทุกระดับ ให้ทุกภาคส่วนทราบอย่างทั่วถึง โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงแหล่งงานจากผู้ประกอบการโดยตรง จำนวน 420,494 คน  2. ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาบุคลากรและครูผู้สอน  เป็นการพัฒนาหลักสูตร Up – Skill, Re – Skill และหลักสูตร e – Learning ที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน และกฎหมายแรงงานที่ควรรู้ โดยมีการพัฒนาหลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้า EV เชื่อมโยงกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 7 สาขาอาชีพ ในสถานศึกษา จำนวน 52 แห่ง  มีหลักสูตรได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ จำนวน 42 สาขาวิชา หลักสูตรที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 273 สาขาอาชีพ จำนวน 933 รายวิชา หลักสูตรระยะสั้นที่เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ จำนวน 5 สาขาอาชีพ (สาขาอาชีพช่างยนต์, อาชีพช่างเชื่อมโลหะ, อาชีพผู้ประกอบการอาหารและโภชนาการ, อาชีพช่างเสริมสวย, อาชีพช่างไฟฟ้า)

3. ด้านการทดสอบและการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานและการประเมินการจัดตั้งศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถ เป็นการยกระดับสมรรถนะนักเรียน นักศึกษา และแรงงานทุกระดับด้วยระบบการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยมีศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสถานศึกษาสังกัด ศธ. เพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 264 แห่ง มีผู้อบรมทดสอบในปี พ.ศ. 2565 จำนวน 266 คน และในปีนี้ จำนวน 251 คน โดยศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถ ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดตั้งศูนย์ในสถานศึกษาเป็นระยะเวลา 3 ปี  4. ด้านการส่งเสริมและพัฒนางานในการจัดการอาชีวศึกษาด้านทวิภาคี และการแข่งขันฝีมือแรงงาน เป็นการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีคุณภาพสูง เพื่อยกระดับกำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง จัดฝึกอบรมครูฝึกในสถานประกอบการ จำนวน 1,966 คน การพัฒนาระบบยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ผ่านระบบ PRB e-service เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สถานประกอบการที่เข้าร่วมการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี การดำเนินงานร่วมกับสำนักงานประกันสังคม ปรับปรุงแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และพัฒนานักเรียน นักศึกษาให้มีสมรรถนะสูงตามมาตรฐานสากล World Skills

“จากการบูรณาการในการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวง ส่งผลทำให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนนักศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศไทย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาชีพและมีรายได้ที่เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานได้จัดให้มีตลาดนัดแรงงาน (Job Fair) การรับสมัครงาน ของสถานประกอบการ การอบรมอาชีพอิสระ หรือ 108 อาชีพ  การรับสมัครออนไลน์ ฝึกอบรมหลักสูตร Up-Skill และให้บริการลงทะเบียนหางานออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม ไทยมีงานทำ (Thai มีงานทำ) ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจหางานสามารถลงทะเบียนผ่าน แพลตฟอร์ม ไทยมีงานทำ (Thaiมีงานทำ) ได้อีกด้วย” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายสุชาติ กล่าวว่า  กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ศธ.และ กระทรวงแรงงาน เพื่อต้องการเชื่อมโยงข้อมูลของสถานประกอบการกับนักศึกษาที่จบใหม่ให้ได้พบกัน จบแล้วมีงานทำ มีรายได้ที่สูงขึ้น โดยกระทรวงแรงงานจะวิเคราะห์และประเมินว่าตลาดแรงงานมีควา ต้องการแรงงานอะไรบ้าง และเอาข้อมูลนั้นมาเชื่อมโยงกับ ศธ.​ เพื่อให้ ศธ. พัฒนาคนตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งตนเชื่อว่าผู้ที่เรียนจบอาชีวะ มีงานทำ ไม่มีตกงาน และมีรายได้ที่สูงขึ้น เพราะค่าตอบแทนที่สถานประกอบการให้ในปัจจุบัน จะจ่ายตามระดับทักษะฝีมือ ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนจากวุฒิที่จบการศึกษา 

“ขณะนี้พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) มีความต้องการผู้ที่จบสาขาที่เกี่ยวกับโรบอท หุ่นยนต์เยอะมาก และสาขาที่เกี่ยวกับวิศวกร เครื่องกล เครื่องยนต์ แม้กระทั่งสาขาก่อนสร้างก็ยังขาดแคลนอยู่ ซึ่งคนที่จบอาชีวะฯมีงานทำทุกคนแน่นอน เพราะเท่าที่กระทรวงแรงงานเช็คข้อมูลดาต้าจากประกันสังคมพบว่าน้องๆที่มีงานทำจบจากอาชีวะฯและมีรายได้ที่สูงขึ้น เนื่อจากผู้ประกอบการให้ค่าตอบแทนตามทักษะฝีมือมากกว่าวุฒิที่จบ” รมว.รง. กล่าว  
 

‘มท.-วัดราชบพิธ’ประชุมขับเคลื่อนกิจกรรมฉลอง 100 ปีวันประสูติฯ 6 พฤษภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720162

‘มท.-วัดราชบพิธ’ประชุมขับเคลื่อนกิจกรรมฉลอง 100 ปีวันประสูติฯ 6 พฤษภาฯ

‘มท.-วัดราชบพิธ’ประชุมขับเคลื่อนกิจกรรมฉลอง 100 ปีวันประสูติฯ 6 พฤษภาฯ

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.30 น.

“มท.-วัดราชบพิธ”ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนกิจกรรมฉลอง 100 ปีวันประสูติฯ 6 พฤษภาฯ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายพระกุศลด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2566 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (6 พฤษภาคม 2566) ของกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ และเป็นประธานการประชุม โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมตตากล่าวสัมโมทนียกถาเปิดการประชุม ความว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ เกิดคุณประโยชน์อันไพศาลให้แก่ราชอาณาจักรไทยและพระศาสนาอย่างอเนกอนันต์ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ประกอบกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสถานที่ซึ่งพระสรีรางคารของพระองค์ท่านนั้นสถิตอยู่ ณ อนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทั้งนี้ เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ได้เสด็จมาประกอบพระกรณียกิจ ทั้งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ และพระกรณียกิจส่วนพระองค์ในพิธีอันสำคัญโดยตลอด อาทิ การบำเพ็ญพระราชกุศลและพระกุศลอุทิศถวายพระบรมวงศานุวงศ์ การซ่อมแซมสุสานหลวง การทำบุญสุสานหลวง ดังนั้น การที่กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มที่จะจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นการบำเพ็ญกุศลเพื่อน้อมถวายแด่พระองค์ท่าน เป็นการทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดกุศลกรรมแด่พระองค์ท่านให้ทรงมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองในภพภูมินั้นต่อไป ถือเป็นการแสดงน้ำใจกตัญญูกตเวทีแด่พระผู้ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติและพระศาสนามาโดยตลอด จึงขออนุโมทนาท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการทุกท่านในการประชุมคิดริเริ่มกิจกรรมเพื่อที่จะฉลอง 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 ที่กำลังจะถึงนี้เป็นปฐมฤกษ์

“วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จะได้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ในการจัดพิธีการและการทำบุญอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสดังกล่าว ในฐานะที่วัดราชบพิธเป็นสถานที่ประดิษฐานพระสรีรางคาร โดยจะนิมนต์พระเถระ 100 รูปมาสดับปกรณ์พระสรีรางคาร ในช่วงบ่ายของวันที่ 6 พฤษภาคม และสำหรับพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า จะได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เชิญชวนญาติโยมพุทธศาสนิกชน ส่วนราชการ ตลอดจนภาคีเครือข่าย ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญถวายเป็นพระกุศล นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นมรรคผลอันจะยังประโยชน์ในด้านการศึกษาเรียนรู้และความสำนึกในพระกรุณาธิคุณนั้น กระทรวงมหาดไทยสามารถที่จะร่วมกันระดมสรรพกำลังของผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ และประชาชน รวบรวมรูปภาพการเสด็จทรงงานและปฏิบัติพระกรณียกิจในจังหวัดต่างๆ เพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือพระกรณียกิจสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ที่เกี่ยวเนื่องกับกระทรวงมหาดไทยจากการเสด็จในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองกับกระทรวงมหาดไทยและทุกจังหวัด สร้างองค์ความรู้กับลูกหลาน เด็ก เยาวชน และประชาชนของจังหวัดต่างๆ ต่อไป” สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนาและอื่นๆ อันเป็นการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับประชาชนคนไทย โดยเนื่องในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติของพระองค์ท่าน ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้พิจารณารับรองพระนามประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกตามที่ประเทศไทยเสนอ เพราะพระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการด้วยพระปณิธานแน่วแน่ที่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทยและสังคมโลก ทั้งยังทรงยึดมั่นในคุณค่าของมนุษย์และศักยภาพของการพัฒนาจึงทรงอุปถัมภ์กิจการทั้งปวงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและพสกนิกรชาวไทย

“ดังนั้น การจัดงานฉลอง 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงสามารถจัดได้ตลอดทั้งปี โดยยึดเอาวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 เป็นวัน Kick off กิจกรรมต่างๆ ที่พิเศษมากกว่าวาระอื่นๆ จึงขอให้กรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ช่วยกันระดมความคิดริเริ่มกิจกรรมเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีกับปวงชนชาวไทย โดยน้อมนำพระกรณียกิจและพระดำริของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรม ด้วย Passion ของพวกเราทุกคน ในฐานะข้าราชการผู้มีความจงรักภักดี ทำในสิ่งที่ดีให้กับสังคม ให้กับพระองค์ท่านในวาระพิเศษที่เราจะได้ทำสิ่งพิเศษให้เกิดขึ้นตามกำลัง โดยในระดับประเทศนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ งานเฉลิมฉลองวาระ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการอำนวยการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการอำนวยการและกรรมการฝ่ายพิธีการ และในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 6 พฤษภาคม 2566 ของกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รับเป็นประธานที่ปรึกษา และได้รับเกียรติจากท่านวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย คนที่ 37 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และอาจารย์ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นที่ปรึกษา และมีท่านอธิบดีทุกกรม ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน ร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินงาน จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราทุกคนจะได้ร่วมกันเป็นภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อฉลองในวาระ 100 ปี วันประสูติฯ ร่วมกับคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น ทั้งคณะกรรมการฝ่ายพิธีการ คณะกรรมการฝ่ายจัดทำโครงการและกิจกรรม คณะกรรมการฝ่ายจัดสัมมนาวิชาการ คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและหนังสือจดหมายเหตุ และคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพราะงานของพวกเราชาวมหาดไทย จำแนกได้เป็น 3 ลักษณะหรือที่พวกเราคุ้นเคยกับคำว่า RER ได้แก่ 1) งานประจำ (Routine) ต้องทำให้ดีและพัฒนางานอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง ด้วยการคิด การพัฒนา ปรับปรุง และโค้ชชิ่งงานอย่างสม่ำเสมอ 2) ภารกิจพิเศษ (Extra Job) ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เราไม่อยู่กับที่ และสร้างสรรค์ต่อยอดพัฒนางานอยู่เสมอ เพราะงานทุกเรื่องล้วนเกี่ยวโยงกับภารกิจในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และ 3) การสื่อสาร/รายงาน (Report) เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงงาน รวมถึงการสื่อสารสังคมให้คนในสังคมได้รับรู้ ด้วยการแถลงข่าว การสื่อสารมวลชน การประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำงานในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดพลังความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และเกิดความเข้าใจในสิ่งที่พวกเราทุกคนตั้งใจขับเคลื่อน “การเฉลิมพระเกียรติ” อันเป็นการเฉลิมฉลองเพื่อถวายพระเกียรติ เป็นการนำพระเกียรติยศ มาทำให้แพร่หลาย ให้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนและเป็นสิริมงคลกับพวกเราทุกคนในฐานะข้าราชการและพสกนิกรของพระองค์ท่าน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมได้นำเสนอร่างโครงการ/กิจกรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสฉลอง 100 ปี วันประสูติฯ เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 ความดี 100 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ โครงการบูรณะซ่อมแซมสถานที่อันเนื่องด้วยพระนาม การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน โครงการก่อสร้างถนนเฉลิมพระเกียรติ โครงการก่อสร้างปรับปรุงหอกระจายข่าว ซ่อมแซมบ้านพักกลุ่มคนพิการ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ขอให้กรมและรัฐวิสาหกิจ ได้บูรณาการงานโครงการ/กิจกรรมที่มีความเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องกับภารกิจของหลายหน่วยงานร่วมกัน เพราะคนคิดคนทำงานต้องให้ความสำคัญกับการระดมสมองของคนในหน่วยงานและบูรณาการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทำคนเดียว เพื่อปิดช่องว่างที่อาจเป็นจุดอ่อนของงาน รวมทั้งน้อมนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพระดำริ มาเป็นโจทย์ในการริเริ่มและพัฒนางาน รวมไปถึงการนำบันทึกข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง อาทิ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการ “โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ที่มุ่งส่งเสริมให้วัดได้เป็นรมณียสถานสร้างความยั่งยืนในคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นครู คลัง ช่าง หมอ อันสอดคล้องกับพระปณิธานของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงปรารถนาให้ประชาชนทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างยั่งยืน

ในช่วงท้ายของการประชุม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมตตากล่าวสัมโมทนียกถาปิดการประชุม ความว่า “ขออนุโมทนาคณะผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ รวมถึงภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทุกคน ที่ได้ร่วมกันร้อยรวมความตั้งใจอันปรารถนาที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โดยในส่วนของกิจกรรมที่คณะสงฆ์สามารถร่วมดำเนินการได้นั้น เมื่อโครงการมีความชัดเจนแล้ว ขอให้ได้แจ้งไปยังสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติแจ้งไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองระดับต่าง ๆ ทั้งเจ้าคณะใหญ่หน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เพื่อให้ทุกวัดได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย อันจะทำให้วัดเป็นศูนย์กลาง ศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมความรักสามัคคีของประชาชน และเป็นการหนุนเสริมตามบันทึก MOU โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ที่กระทรวงมหาดไทยและกรมต่าง ๆ ได้ร่วมลงนามนั้นสมบูรณ์ขึ้น และเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยสมบูรณ์ จึงขอฝากว่า ทุกโครงการ/กิจกรรมที่ทุกท่านได้ช่วยกันระดมความคิดนั้น ต้องไม่ใช่เพียงแค่ทำเสร็จในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 เท่านั้น แต่ต้องทำให้เกิดความสำเร็จ อันหมายถึง ความต่อเนื่อง ความสมบูรณ์ และ “ความยั่งยืน” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระองค์ท่าน อันจะยังความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองเราสืบไป

สอศ.สอบสัมภาษณ์ครูผู้ช่วย เฟ้น 1,152 อัตรา เน้นโปร่งใส เที่ยงธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719902

สอศ.สอบสัมภาษณ์ครูผู้ช่วย เฟ้น 1,152 อัตรา เน้นโปร่งใส เที่ยงธรรม

สอศ.สอบสัมภาษณ์ครูผู้ช่วย เฟ้น 1,152 อัตรา เน้นโปร่งใส เที่ยงธรรม

วันเสาร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.37 น.

สอศ.สอบสัมภาษณ์ครูผู้ช่วย เฟ้น 1,152 อัตรา เน้นโปร่งใส เที่ยงธรรม

25 มีนาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว16) เขตทั่วไป และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย (ว17) จำนวนทั้งสิ้น 1,152 อัตรา โดยสอบคัดเลือก ภาค ก และ ภาค ข เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2566 โดยผลการสอบมีผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบ ภาคความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู (ภาค ก) และภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข) ตามเกณฑ์ร้อยละ 60 และมีสิทธิ์เข้าสอบภาค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ (ภาค ค) จำนวนทั้งสิ้น 3,145 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเข้าสอบทั้งสิ้น 5,760 คน 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า จากผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ (ภาค ค) จำนวนทั้งสิ้น 3,145 คน แบ่งเป็น เขตทั่วไป ผลการสอบคัดเลือก ภาค ก และภาค ข ตามเกณฑ์ร้อยละ 60 และ มีผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบ มีสิทธิเข้าสอบ ภาค ค จำนวน 52 กลุ่มวิชา 3,058 คน และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการสอบคัดเลือก ภาค ก และภาค ข ตามเกณฑ์ร้อยละ 60 และ มีผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบ  มีสิทธิเข้าสอบ ภาค ค จำนวน 22 กลุ่มวิชา 87 คน โดยการสอบครั้งนี้ สอศ.ใช้บุคลากรสำหรับสอบสัมภาษณ์ จำนวน 40 ชุด คณะกรรมการแต่ละชุด จะมีการจับสลากเพื่อแบ่งชุด รวมถึงผู้เข้ารับการประเมิน เพื่อให้เกิดความความโปร่งใส เที่ยงธรรม  และกำหนดแบ่งรอบการสัมภาษณ์และการประเมินประวัติและผลงาน เป็น รอบเช้า และรอบบ่าย ระหว่างวันที่ 25-26 มีนาคม 2566 ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี

ทั้งนี้ สอศ. จะประกาศผลสอบทางเว็บไซต์ ipa.vec.go.th หรือเว็บไซต์ http://www.vec.go.th ทั้งในเขตทั่วไปและในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะบรรจุและแต่งตั้งเท่ากับอัตราตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัครในแต่ละกลุ่มวิชาโดยไม่มีการขึ้นบัญชี 
 

จัดงานคึกคัก 8 ปีมหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719890

จัดงานคึกคัก 8 ปีมหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

จัดงานคึกคัก 8 ปีมหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.02 น.

“ครบรอบ 8 ปี” มหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คึกคัก ขนผลงานเด่นมาจัดแสดงเพียบ!!

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.66 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณ ลิโด้ คอนเน็คท์ ชั้น 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี โดยมี ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด, นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม,นายวรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,คุณอุไร เล็กน้อย ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กองทุนพัฒนาสื่อฯ รวมทั้งภาคีเครือข่ายและผู้รับทุนสื่อมวลชน  เยาวชน นักศึกษา  ตลอดจนประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ  ให้ความสนใจแวะชมนิทรรศการผลงานเด่นของกองทุนฯ โดยได้นำภาพยนตร์สั้นมาจัดแสดงด้วย

บรรยากาศคึกคักได้รับความสนใจจากประชาชนทุกเพศทุกวัยรวมทั้งและนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาในบริเวณใจกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ซึ่งก่อนเปิดงานมีการแสดงของเด็กและเยาวชน นักแสดงจากละครนักสืบสายรุ้ง ซีซั่น 2 และการแสดงของผู้รับทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์โครงการเยาวชนคนรักศิลปะการแสดงกลองยาวอีสาน สื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้สร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในชุมชน ชุด “กลองยาวอีสาน สืบสานวัฒนธรรม ร่วมสร้างสรรค์อนาคต”

รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นการจัดมหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขา ทุกอาชีพ สามารถเป็นสื่อและผู้ผลิตสื่อได้ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 2558 โดยระยะแรกนั้นเน้นการแยกแยะแบบเข้าใจ เข้าถึงสื่อแบบสื่อไหนสื่อดี สื่อไหนไม่ดี และต่อมาในปี 2560 เป็นต้นมา กองทุนพัฒนาสื่อ ฯ เริ่มจัดสรรทุนสื่อสีขาว สื่อน้ำดี ให้เข้ามาสู่สังคมมากขึ้น ทำให้สื่อไม่ดีเจือจางลง

“เราจะเห็นผลงานเด่นของผู้รับทุนการผลิตสื่อ ที่เมื่อเสพแล้วทำให้สังคมเกิดความฉุกคิดว่า อ่านหรือดูแล้ว ควรแชร์ต่อหรือไม่ ทำให้เกิดชัวร์ก่อนแชร์ ทำให้เกิดรายการ นักสืบสายรุ้ง, เกิดภาพยนตร์หนุมาน ไวท์ มังกี้ เกิดสื่อดีขึ้นมากมาย การเดินทางของกองทุนพัฒนาสื่อ ตลอด 8 ปี ถือว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน บรรลุเป้าหมายไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลอย่างเดียว แต่ถือว่าบรรลุเป้าหมายเป็นที่พอใจของทุกภาคส่วนในสังคม ปีนี้กองทุนพัฒนาสื่อครบ 8 ปี เลข 8 ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความไม่สิ้นสุดจึงเป็นที่มาของคำขวัญ แรงบันดาลใจไม่มีที่สิ้นสุด” รมว.วัฒนธรรม กล่าว 

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นที่รู้จักในสังคมกว้างมากขึ้นมีผู้คนสนใจขอการสนับสนุนมากขึ้น ตรงนี้ทำให้สื่อดีเข้าไปมีบทบาทในสังคมได้มากขึ้น ทั้งนี้เราอยากเห็นการผลิตสื่อตั้งอยู่บนฐานของยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ ที่พวกเราเห็นพ้องกันคือ  หนึ่ง ทำให้เกิดการผลิตสื่อดี, สอง กระจายองค์ความรู้ไปสู่สังคม, สาม นำตัวความรู้มาจัดการทำให้สังคมฉุกคิดและตื่นตัว, สี่ มีการพัฒนาองค์ความรู้ ทำให้เกิดการแข่งขัน และห้า มีการสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้  โดยตั้งแต่ปี 2560-2565 กองทุนพัฒนาสื่อ ฯ อนุมัติไปแล้ว 718 โครงการเมื่อคิดเป็นตัวเงินสนับสนุนไปจำนวน 1,729 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขไม่น้อย

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำในการสร้างสรรค์ผลิตสื่อที่ดี เพื่อให้กระจายชิ้นงานไปสู่วงกว้าง  โดยมีทั้งนิทรรศการ ผลงาน กิจกรรม     การแสดง การเสวนา เกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งได้รวบรวมและเผยแพร่ผลงาน ความคิดสร้างสรรค์หลากหลายมิติ ทั้งงานกิจกรรม งานวิจัยและนวัตกรรม งานผลิตสื่อในรูปแบบต่าง ๆ  ของผู้รับทุน ผู้รับจ้าง และภาคีเครือข่าย เพื่อเผยแพร่ผลงานเด่นของสื่อสีขาว สื่อดี รวมทั้งเปิดพื้นที่สาธารณะขยายช่องทางสื่อ สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างผู้รับทุนกับประชาชน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชน ประชาชน ในการสร้างสื่อดี แบบมีคุณภาพ มีคุณธรรมให้เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมไทยให้เกิดสันติสุขนั่นเอง 

จากนั้นเป็นการเสวนา หัวข้อ Infinite Inspiration โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อฯ และการแสดงจากศิลปินนักร้องรับเชิญ “ศรราม น้ำเพชร” ปิดท้ายด้วยคณะผู้บริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นำคณะรัฐมนตรีและผู้ทรงคุณวุฒิเดินชมนิทรรศการผลงานเด่นที่จัดมาแสดงไว้ภายในงานด้วย  

สำหรับ “มหกรรมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 24-26 มี.ค. 2566 ที่บริเวณ ลิโด้ คอนเน็คท์ ชั้น 1 ตั้งแต่เวลา 12.00-20.00 น. ภายใต้แนวคิด  Theme Infinite X Inspiration สร้างแรงบันดาลใจไม่มีที่สิ้นสุด (Fill Fun Fund) ภายในงานนอกจากมีผลงานการผลิตสื่อเด่น ๆ แล้วยังมีภาพยนตร์สั้นให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับชมด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตามวันและเวลาดังกล่าว

NSM – สมาคมวิทย์ฯต้อนรับเยาวชนไทย คว้า 2 รางวัลใหญ่ ประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (I – FEST2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719742

NSM - สมาคมวิทย์ฯต้อนรับเยาวชนไทย คว้า 2 รางวัลใหญ่ ประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (I - FEST2)

NSM – สมาคมวิทย์ฯต้อนรับเยาวชนไทย คว้า 2 รางวัลใหญ่ ประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (I – FEST2)

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2566, 19.33 น.

NSM – สมาคมวิทย์ฯ ต้อนรับเยาวชนไทย หลังคว้า 2 รางวัลใหญ่ ในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (I – FEST2) 

24 มี.ค.2566 ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย รศ.ดร.ทิพาพร ลิมปเสนีย์อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้การต้อนรับ พร้อมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี กับ 2 ทีมเยาวชนไทย ณ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังคว้า 2 รางวัลใหญ่ ในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับนานาชาติ ครั้งที่ 2 (The 2nd International Festival of Engineering Science and Technology (I – FEST2)) วันที่ 16 – 22 มี.ค. ที่สาธารณรัฐตูนิเซีย

ดร.กรรณิการ์ เผยว่า “องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งเยาวชนไทยเข้าร่วมในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติ The 2nd International Festival of Engineering Science and Technology (I – FEST2) ณ สาธารณรัฐตูนิเซีย โดยมีเยาวชนมากกว่า 1,200 คน จาก 40 ประเทศเข้าร่วม ผลปรากฏว่า มี 2 ทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัลเหรียญทองและเหรียญเงินในการแข่งขันดังกล่าว โดยรางวัลเหรียญทอง ตกเป็นของทีมจากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จ.ภูเก็ต จากโครงงานการศึกษาปัจจัยความแตกต่างโดยใช้ระบบทำความเย็นด้วยเสียง (Experimental Study of the Difference Factors Affecting Thermoacoustic Cooling System) มีสมาชิกในทีม คือ นายนราวิชญ์ เก้าแสง นายศุภวิชญ์ ณ ถลาง นายธีรภัทร์ มะลิวัลย์ และมีนายวีรภัทร์ โปณะทอง เป็นครูที่ปรึกษา ส่วนรางวัลเหรียญเงินเป็นของทีมจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย จากโครงงานไหมขัดฟันจากเส้นใยพืชท้องถิ่นเพื่อผู้ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (An Environmental and Vegan Friendly Dental Floss Made from Plant Fiber)  สมาชิกในทีม คือ นายจารุกิตติ์ กอบแก้ว นางสาวรติพร บุญล้วนวรุณพร และมีนายดุสิต แก้วหลา เป็นครูที่ปรึกษา

“NSM รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชน และขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทั้ง 2 ทีมที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้  โดยหวังว่าน้อง ๆ เยาวชน จะนำความสามารถไปต่อยอดและพัฒนาปรับใช้ในด้านต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศไทยในวงกว้างต่อไป” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

นายนราวิชญ์ ตัวแทนทีมจากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยเผยที่มาของโครงงานนี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอากาศร้อนขึ้นมากกว่าเดิม สิ่งที่คนไทยทำคือการเปิดแอร์เพิ่มขึ้น แต่การเปิดแอร์ต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูงและทำให้ค่าไฟสูงขึ้นด้วย จึงคิดริ่เริ่มที่จะนำพลังงานเสียงมาเปลี่ยนเป็นอุณหภูมิ โดยจะได้ทั้งอุณหภูมิความร้อนและความเย็น ทั้งนี้ พวกเรารู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัลมาในครั้งนี้ เพราะทีมของเราทำงานกันอย่างหนัก เวลาเจอปัญหาก็ต่อสู้พยายามปรับปรุงไปเรื่อยๆ ในแต่ละขั้นตอน แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเด็กไทยที่ยืนในระดับเวทีนานาชาติ

ด้าน นางสาวรติพร ตัวแทนทีมจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ กล่าวว่า โครงงานฯ ของทีมเราจะเป็นการนำเส้นใยพืชท้องถิ่นที่ทำมาจากขยะทางการเกษตรมาทำไหมขัดฟัน เพื่อผู้ที่ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหวังว่าในอนาคตจะสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้ขยะทางการเกษตรได้ ขอบคุณทาง NSM และสมาคมวิทย์ฯ ที่ให้โอกาสส่งเป็นตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ที่ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี

TSPCA ยกระดับหลักสูตรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719639

TSPCA ยกระดับหลักสูตรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์

TSPCA ยกระดับหลักสูตรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.39 น.

TSPCA ยกระดับหลักสูตรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์

24 มีนาคม 2566 สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ร่วมกับ สโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำหลักสูตรวิชาพิเศษ ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ และการประชุมสามัญประจำปีสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ ณ โรงแรมแคนทารี อมตะ บางปะกง จังหวัดชลบุรี

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ในฐานะอุปนายกสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ เปิดเผยว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาหลักสูตรวิชาพิเศษลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ใน 4 ประเภท ประกอบด้วย ลูกเสือสำรอง ลูกเสือสามัญ  ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ และลูกเสือวิสามัญ ให้ได้เรียนรู้และมีความเข้าใจในหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ (5 FREEDOMES) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งการเรียนรู้ กฎเกณฑ์ ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557  ในการสร้างสรรค์สังคม ชุมชน ประเทศชาติด้านการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ที่ดีต่อไป

สำหรับช่วงการประชุมสามัญประจำปีของสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ครั้งนี้ ได้ดำเนินการตามข้อบังคับสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2560 วัตถุประสงค์เพื่อรายงานกิจการความก้าวหน้าของสโมสรให้กับคณะกรรมการ สมาชิกและคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ถึงผลการดำเนินการที่ผ่านมา  และเพื่อเป็นการพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ความคิดเห็น ในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ ให้เป็นไปตามกฎลูกเสือข้อ 6 ลูกเสือ    มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์

โดยผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำหลักสูตรวิชาพิเศษ ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ครั้งนี้ เช่น  รศ.น.สพ.      ปานเทพ  รัตนากร อุปนายก TSPCA ดร.พลเดช  วรฉัตร นายกสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ อาจารย์อมร ชุมศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติ อาจารย์สายัณห์  สันทัด อดีตผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือแห่งชาติ ดร.ไพบูลย์ มันตะสูตร ชมรมลูกเสือสี่ท่อนแห่งประเทศไทย  ดร.วรรยดา บุตรานนท์ ผู้ประสานงานประจำประเทศไทย โครงการ Messengers of Peace ขององค์การลูกเสือโลก ดร.บวรวิทย์ เลิศไกร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์สิริพงศ์ ลวสุต นายกสโมสรลูกเสือราชาธิวาส อาจารย์วัชรพล  วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับกลุ่มลูกเสือ อาจารย์ประสงค์  ชัยสาร อาจารย์มาลินี  แย้มวจี รศ.ดร.น.สพ.ศิวะพงษ์  สังข์ประดิษฐ์ น.สพ.ณฐวุฒิ คณาติยานนท์ คุณธีระพนธ์ บุตรเหมรัศมิ์ และคุณสุริยัน ผาฟองยุน เลขาธิการสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ เป็นต้น

ที่ผ่านมาสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA ) ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการลูกเสือ โดยเฉพาะการพัฒนาเกี่ยวกับลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ โดยการริเริ่มของคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายกTSPCA และคณะกรรมการบริหาร ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา โดยการนำหลักการสำคัญของกระบวนการลูกเสือ ที่มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้รับการฝึกอบรมให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ภายใต้กฎลูกเสือข้อ 6 “ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์” ซึ่งใช้ในการรณรงค์และจัดกิจกรรมต่างๆ เรื่อยมา จนกระทั่ง วันที่ 11 กันยายน 2557 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบูรณาการเกี่ยวกับการส่งเสริมสวัสดิภาพและป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ เข้าสู่ระบบการเรียนการสอนลูกเสือในระดับต่าง ๆ 

ทั้งนี้ วันที่ 24 มกราคม 2560 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างหลักสูตรวิชาพิเศษลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ วันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ รุ่นที่ 1  โรงเรียนนำร่อง 21 โรงเรียน ณ โรงแรม เคปราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 มีการจัดตั้งสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกิจกรรมลูกเสือเพื่อบูรณาการสวัสดิภาพและการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์  วันที่ 16 ธันวาคม 2561 มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรอบรมผู้บังคับบัญชาและแกนนำลูกเสือลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อสวัสดิภาพคน One Day Camp รุ่นที่ 1 ผู้เข้าร่วมจาก 4 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยาพุทธมณฑล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยธนบุรี โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ จัด ณ มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม

อีกทั้งเมื่อวันที่ 25-30 กรกฎาคม 2565 TSPCA ได้ส่งผู้แทน เข้าร่วมการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือระดับผู้นำ (L.A.T.C.) รุ่นที่ 941 การฝึกอบรมครั้งนี้เป็นไปตามกฎระเบียบคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือระดับผู้นำ พ.ศ.2563 และพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 และในวันที่ 22 กันยายน 2565 ร่วมจัดกิจกรรมลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ เนื่องในวันสันติภาพสากล International Day of Peace 2022 ณ โรงเรียนจันทศิริวิทยา เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 

TSPCA ยังมีการจัดกิจกรรมลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ ในโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง จังหวัดระยอง โรงเรียนบ้านหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร  โรงเรียนคลองบางน้ำจืด จังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนวัดราษฎร์ประดิษฐ์ จังหวัดนครนายก  เป็นต้น และเข้าร่วมพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนาม และงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ อย่างต่อเนื่อง โดยในขณะนี้ TSPCA สโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์และคณะกรรมการขับเคลื่อนตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกิจกรรมลูกเสือเพื่อบูรณาการสวัสดิภาพและการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ กำลังดำเนินการยกร่างหลักสูตรวิชาพิเศษลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ ประเภทต่างๆ และจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม ตามระเบียบและข้อบังคับของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ดังนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการวิชาพิเศษลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ในครั้งนี้ จึงเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการออกแบบวิชาหนึ่งของลูกเสือที่จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง ด้วยกระบวนการด้านการศึกษาในระบบ ซึ่งจะเป็นการสร้างทักษะประสบการณ์ที่ดี ในอันจะปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกการรักสัตว์อย่างรับผิดชอบ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าในธรรมชาติ รวมถึงผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของหลักสวัสดิภาพสัตว์ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ของการอยู่ร่วมกันระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ของคนและสัตว์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญก็คือ “สวัสดิภาพสัตว์เพื่อสวัสดิภาพคน” อีกด้วย

ปฏิบัติเคร่งครัด! ‘ตรีนุช’แจ้งหน่วยงานในสังกัดศธ. ปลดป้าย-ภาพรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719360

ปฏิบัติเคร่งครัด! 'ตรีนุช'แจ้งหน่วยงานในสังกัดศธ. ปลดป้าย-ภาพรัฐมนตรี

ปฏิบัติเคร่งครัด! ‘ตรีนุช’แจ้งหน่วยงานในสังกัดศธ. ปลดป้าย-ภาพรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.09 น.

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในบันทึกข้อความสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร แจ้งไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ , เลขาธิการสภาการศึกษา , เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2566 อย่างเคร่งครัด โดยแนวทางปฏิบัติดังกล่าวกำหนดว่า ในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับ ให้รัฐมนตรีระมัดระวังในการดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่มีรูปภาพของรัฐมนตรีปรากฎอยู่ ไม่ว่าจะเป็นป้ายโฆษณา หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางวิทยุและโทรทัศน์ ควรจะปลดป้าย หรือยกเลิกการโฆษณาประชาสัมพันธ์ดังกล่าวทั้งหมด รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีรูปภาพของรัฐมนตรีปรากฎอยู่ด้วย

“จากแนวทางปฏิบัติดังกล่าว ดิฉันจึงขอให้ผู้บริหารทุกสังกัด แจ้งไปยังหน่วยงานในสังกัด ทั้งสถานศึกษา และหน่วยงานราชการ ให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากสถานศึกษาหรือหน่วยงานมีป้ายผ้าใบไวนิลประชาสัมพันธ์งาน กิจกรรม ที่มีรูปภาพของดิฉัน หรือ รัฐมนตรีท่านอื่นปรากฏอยู่ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ขอให้ปลดออกก่อน และในระหว่างนี้ก็ไม่ควรขึ้นป้ายหรือโฆษณากิจกรรมใดๆ ที่หมิ่นเหม่ สุ่มเสี่ยง หรืออาจตีความได้ว่าไม่เป็นกลางทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.)” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ขอให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ประสานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แก่นักเรียน นักศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิ์เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งในปี 2566 นี้มีการกาบัตร 2 ใบ โดยใบหนึ่งเลือกคนหรือ ส.ส.เขต ส่วนอีกใบเลือกพรรค หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเบอร์ของพรรคอาจไม่เหมือนเบอร์ของ ส.ส.เขต และเบอร์ของ ส.ส.เขตพรรคเดียวกันอาจไม่เหมือนกันในแต่และเขต เมื่อนักเรียน นักศึกษา เข้าใจก็จะสามารถเข้าคูหาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องไม่เป็นบัตรเสีย