‘ตรีนุช’กางโรดแมป 19 พ.ค.66 ตั้ง‘กรมส่งเสริมการเรียนรู้’แทน‘กศน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719329

‘ตรีนุช’กางโรดแมป 19 พ.ค.66 ตั้ง‘กรมส่งเสริมการเรียนรู้’แทน‘กศน.’

‘ตรีนุช’กางโรดแมป 19 พ.ค.66 ตั้ง‘กรมส่งเสริมการเรียนรู้’แทน‘กศน.’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 12.44 น.

‘ตรีนุช’กางโรดแมป 19 พ.ค.66 ตั้ง‘กรมส่งเสริมการเรียนรู้’แทน‘กศน.’

23 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการตั้ง “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566 ซึ่งเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับตั้งแต่วันประกาศฯ หรือวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 จะมีการยกเลิก พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 25561 และยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) จากหน่วยงานภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (กสร.) ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ 1.การเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ 3.การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ศธ.ได้กำหนดภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดการตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ เช่น กำหนดอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และหน่วยงานภายในของ กสร. , ประสาน สป.ศธ.เพื่อออกแบบและแนวทางให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กสร. และประสานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อออกแบบและแนวทางให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. )กสร. , การจัดตั้ง ยุบ รวม เลิก รวมถึงโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้สิน รวมถึงข้าราชการ ลูกจ้างและอัตรากำลังทั้งหมด จาก สป.ศธ.ไปขึ้นกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวม วิเคราะห์ และเสนอถ่ายโอนเรื่องต่างๆ , เร่งรัดให้มีการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อจัดเตรียมกฎหมาย ประกาศกระทรวง ประกาศกรม และระเบียบกรมไว้ เพื่อให้เกิดการจัดทำให้แล้วเสร็จทันตามกรอบของระยะเวลาในแต่ละมาตรา และ การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นต้น

“กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก จะทำให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตามความพร้อมและศักยภาพของบุคคล ทำให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของทุกคนในการได้รับการศึกษา นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้อยู่ในวัยเรียนแต่ไม่ได้รับการศึกษา , ผู้ซึ่งพ้นวัยที่จะศึกษาในสถานศึกษา ,ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดารและไม่มีหน่วยงานใดไปดำเนินการ เพื่อให้ได้รับการศึกษาเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งสำนักงาน กศน.หรือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในอนาคตจะต้องมีการปรับปรุงระเบียบ กฎหมาย รวมถึงปรับภารกิจให้ทันการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเรียนรู้และกลุ่มเป้าหมายที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดิฉันเชื่อมั่นว่าความร่วมมือร่วมใจอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนของคน กศน. และภาคีเครือข่าย จะขับเคลื่อนให้การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

มมส.เปิดอาคารปฐมวัย IEP

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719167

มมส.เปิดอาคารปฐมวัย IEP

มมส.เปิดอาคารปฐมวัย IEP

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดอาคารเรียนปฐมวัย Intensive English Program (IEP) โดยมี รศ.ดร.สุนันท์ สายกระสุน ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) พร้อมนำคณะผู้บริหาร บุคลากร นักเรียน โรงเรียน ร่วมถวายเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และรับชมการแสดง
ออนซอนกลองยาวสาธิต ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม)

สมศ. ชู 3 นโยบาย อัปเกรดผู้ประเมินนอก มุ่งเพิ่มความเชื่อมั่นสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719159

สมศ. ชู 3 นโยบาย อัปเกรดผู้ประเมินนอก  มุ่งเพิ่มความเชื่อมั่นสถานศึกษา

สมศ. ชู 3 นโยบาย อัปเกรดผู้ประเมินนอก มุ่งเพิ่มความเชื่อมั่นสถานศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า สมศ. พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานผู้ประเมินภายนอกเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาและอบรมผู้ประเมินภายนอกเกี่ยวกับการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องใน 3 บทบาทหน้าที่หลัก ได้แก่ 1.ด้านวิชาการ ผู้ประเมินภายนอกต้องมีความรู้ ความสามารถในเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน สามารถทำการประเมินและสะท้อนผลการดำเนินงานของสถานศึกษาด้วยความถูกต้อง สอดคล้องตามบริบทมีความแม่นยำ ตรงไปตรงมา เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินที่ สมศ. กำหนด และสามารถให้ข้อเสนอแนะเป็นรายสถานศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจของการประเมิน โดยข้อเสนอแนะที่ให้กับสถานศึกษาต้องนำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษาจึงจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาต่อสถานศึกษาได้จริง

2.ด้านเทคโนโลยี ผู้ประเมินภายนอกจะต้องมีความสามารถและทักษะการใช้เทคโนโลยีที่ดี สอดรับกับนโยบายของ สมศ. ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (Digital Organization) ทั้งนี้ สมศ. ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการประเมินในทุกขั้นตอน เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก (AQA) ระบบจัดเก็บรายงานประเมินตนเอง (e-SAR) การพัฒนาระบบ Mobile Application (ONESQA-V) สำหรับผู้ประเมินภายนอกในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Onsite สถานศึกษาทุกระดับ เป็นต้น ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการประเมิน ที่มีความทันสมัยเท่าเทียมกับระบบการประเมินสถานศึกษาของนานาประเทศ และ 3.ผู้ประเมินภายนอกต้องสะท้อนภาพลักษณ์ของ สมศ. ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนคุณภาพการจัดการศึกษาและเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะกับสถานศึกษาอย่างถูกต้องตรงประเด็น ภายใต้ “ความเป็นกัลยาณมิตร” และ “ไม่สร้างภาระกับสถานศึกษา”

พร้อมกันนี้ สมศ. ได้ให้การรับรอง “หน่วยกำกับการประเมินคุณภาพภายนอก” ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและกำกับดูแลผู้ประเมินภายนอกปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกรอบแนวทางตามที่ สมศ. กำหนด รวมทั้ง ตามข้อบังคับได้มีการกำหนด โทษของการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประเมินข้างต้นอีกด้วย

มช.เปิดหลักสูตรใหม่บูรณาการ ความรู้สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719155

มช.เปิดหลักสูตรใหม่บูรณาการ  ความรู้สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

มช.เปิดหลักสูตรใหม่บูรณาการ ความรู้สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.ระวิวรรณ โอฬารรัตน์มณี คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกของความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในการจัดการการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงาน ที่ต้องการนักออกแบบไทยที่ผลิตผลงานได้จริงในเชิงอุตสาหกรรม เนื่องจากในยุคที่สินค้าไทยมีการพัฒนาแข่งขันกับตลาดโลกได้รวดเร็วขึ้น เราต้องผลิตบัณฑิตที่เป็นนักออกแบบสร้างสรรค์สินค้าไทยยุคใหม่ที่ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ด้วย และพร้อมนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผลิตผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อผลิตสินค้าให้ผู้ประกอบการไทยต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้

ด้าน รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์กล่าวว่าการบูรณาการหลักสูตรครั้งนี้ สามารถสร้างบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ในเชิงวิศวกรรมศาสตร์และคิดอย่างสร้างสรรค์ทางการออกแบบ ที่ต่อไปจะได้มีบุคลากรที่สามารถพัฒนาและทำงานได้จริงในเชิงอุตสาหกรรม การที่นักออกแบบรุ่นใหม่มีองค์ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีการผลิตจะช่วยสร้างผลงานได้เป็นอย่างดี

หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ภาคปกติ ปีการศึกษา 2566 (TCAS66) รอบที่ 3 วันที่ 7-13 พฤษภาคม 2566 ผู้สนใจสมัครได้ที่ https://www.arc.cmu.ac.th/admission/2566/หรือโทร.(053) 942816 และ (053) 942844

สจล.ร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้า ปั้นวิศวกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719166

สจล.ร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้า ปั้นวิศวกร

สจล.ร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้า ปั้นวิศวกร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และ นายบุญศักดิ์ เกียรติจรูญเลิศ นายกสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการร่วมกัน ในการเปิดหลักสูตรอบรม PROFESSIONAL TECHNICAL SKILL ด้านวิศวกรรมระบบไฟฟ้า เครื่องกล และอาคารอัจฉริยะ

สพป.พิษณุโลก เขต 2 รับโล่เกียรติบัตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719165

สพป.พิษณุโลก เขต 2 รับโล่เกียรติบัตร

สพป.พิษณุโลก เขต 2 รับโล่เกียรติบัตร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบโล่และเกียรติบัตร แก่ ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 และรอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ รางวัลด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ รางวัลแกนนำการขับเคลื่อนนโยบายการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ จังหวัดพิษณุโลก รางวัลการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรีพิษณุโลก

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล อาจารย์ต้นแบบด้านการสอน ปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719164

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล  อาจารย์ต้นแบบด้านการสอน ปี’66

อาจารย์ ม.ศรีปทุม ได้รับรางวัล อาจารย์ต้นแบบด้านการสอน ปี’66

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ อาจารย์ประจำ สาขาวิชาการออกแบบสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ได้รับรางวัล “อาจารย์ต้นแบบด้านการสอน พ.ศ.2566” จาก สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 9 รางวัล จากผู้เข้าประกวด 39 สถาบัน โดยเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเอกชน เพียงคนเดียวในปีนี้ ที่ได้รับรางวัล

โครงการรางวัลอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน พ.ศ.2566 จัดขึ้นเพื่อยกย่อง สร้างขวัญและกำลังใจแด่อาจารย์ต้นแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาการสอนให้ทันสมัย เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงและยั่งยืน รวมทั้งยกย่องให้เกียรติสถาบันอุดมศึกษาที่มีนโยบายมุ่งส่งเสริมอาจารย์ด้านการสอนที่ดีมีจรรยาบรรณวิชาชีพ มีความสามารถในการสร้างและรักษาคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

NIA เปิดเวทีประกวดนวัตกร ชิงรางวัลนวัตกรรมแห่งชาตปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719168

NIA เปิดเวทีประกวดนวัตกร  ชิงรางวัลนวัตกรรมแห่งชาตปี 2566

NIA เปิดเวทีประกวดนวัตกร ชิงรางวัลนวัตกรรมแห่งชาตปี 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จัดการประกวด “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566” (National Innovation Awards 2023) ให้ผู้เข้าประกวดได้สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่ก่อประโยชน์ต่อประเทศในหลากหลายมิติ โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ และ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566

สำหรับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับ “พระบรมรูปพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ในวันนวัตกรรมแห่งชาติ (5 ตุลาคม ของทุกปี) นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทาง NIA เช่น การพัฒนาต่อยอดขยายผล ผลงานนวัตกรรม การอบรมพัฒนาศักยภาพในหลากหลายมิติ ตลอดจนเผยแพร่ผ่านสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโอกาสเข้าร่วมจัดแสดงผลงานกับ NIA ตลอดทั้งปี

วช. ชป. และ วว. ร่วมคิดค้นนวัตกรรมกำจัดวัชพืชใต้น้ำและวัสดุคอมพอสิต เพื่อประสิทธิภาพคลองส่งน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719175

วช. ชป. และ วว. ร่วมคิดค้นนวัตกรรมกำจัดวัชพืชใต้น้ำและวัสดุคอมพอสิต เพื่อประสิทธิภาพคลองส่งน้ำ

วช. ชป. และ วว. ร่วมคิดค้นนวัตกรรมกำจัดวัชพืชใต้น้ำและวัสดุคอมพอสิต เพื่อประสิทธิภาพคลองส่งน้ำ

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.02 น.

วันที่ 22 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ คณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ นำโดย ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ประธานผู้ตรวจสอบทางวิชาการ กลุ่มเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วช. พร้อมด้วย รศ. ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีสุข ดร.สมชายใบม่วง นายธนา สุวัฑฒน และภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเครื่องมือการกำจัดวัชพืชใต้น้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน กรณีสาหร่ายหางกระรอก ดีปลีน้ำ สันตะวาใบพาย” โดยมี นายจิรวัฒน์ ภูภาณุธาดา กรมชลประทาน (ชป.) เป็นหัวหน้าโครงการฯ และโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาต้นแบบวัสดุคอมพอสิตสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำคลองชลประทาน” โดยมี นายเจต พาณิชภักดี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ณ จังหวัดนครปฐม

ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ประธานผู้ตรวจสอบทางวิชาการ วช. กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่กรมชลประทานในการดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเครื่องมือการกำจัดวัชพืชใต้น้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน กรณีสาหร่ายหางกระรอก ดีปลีน้ำ สันตะวาใบพาย” โดยมี นายจิรวัฒน์ ภูภาณุธาดา แห่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากำแพงแสน ชป. เป็นหัวหน้าโครงการฯ และโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาต้นแบบวัสดุคอมพอสิตสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำคลองชลประทาน” โดยมี นายเจต พาณิชภักดี นักวิจัยอาวุโส แห่งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ วว. ซึ่งทั้งสองโครงการฯ มีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำได้รับน้ำใช้ทำการเกษตรหรือใช้ในการอุปโภคบริโภคให้มีน้ำอย่างเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และยังเป็นการปรับปรุงระบบการไหลของน้ำให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งการนำนวัตกรรมไปช่วยกำจัดวัชพืชใต้น้ำต่าง ๆ ที่ขวางทางน้ำ อาทิ สาหร่ายหางกระรอก ดีปลีน้ำ หรือสันตะวาใบพาย หรือการนำวัสดุคอมพอสิตมาช่วยในการลดการรั่วซึมของน้ำในคลอง ทำให้คลองส่งน้ำสามารถเก็บน้ำและส่งน้ำได้สะดวกและเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคตก็จะมีการขยายผลโดยการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรหรือผู้ใช้ประโยชน์ต่อไป

นายจิรวัฒน์ ภูภาณุธาดา แห่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากำแพงแสน ชป. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาภัยแล้งและมีแนวโน้มของการขาดแคลนน้ำมากขึ้นในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับทุกภาคส่วน การจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานในภาคการเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการน้ำเป็นยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญของกรมชลประทาน ในการพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานของประเทศ การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ระบบชลประทานที่ดี โครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเครื่องมือการกำจัดวัชพืชใต้น้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน กรณีสาหร่ายหางกระรอก ดีปลีน้ำ สันตะวาใบพาย” โดย ชป. ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ในการคิดค้นและพัฒนาเครื่องมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำ เนื่องจากการระบาดของวัชพืชในคลองเกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ทางคณะผู้วิจัยจึงเกิดแนวคิดในการที่จะพัฒนารูปแบบการกำจัดวัชที่เหมาะสม สามารถลดการใช้งบประมาณ ทำงานได้รวดเร็ว ลดเงื่อนไขและข้อจำกัดในการดำเนินงาน ทางคณะผู้วิจัยต้นแบบเครื่องมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำในคลองชลประทาน หรือ Weed Rake โดยในระยะแรกได้ทำการพัฒนาชุดคราดวัชพืชใต้น้ำ ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่าการกำจัดวัชพืชใต้น้ำมีประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืชใต้น้ำได้ร้อยละ 70 ขณะกำจัดวัชพืชใต้น้ำซี่ฟันของคราดจะกวนตะกอนดินขึ้นมาทำให้คลองสะอาดขึ้น ลดอัตราการเจริญเติบโตของเมล็ดวัชพืชใต้น้ำได้อีกด้วย ในระยะที่ 2 ได้พัฒนาเครื่องมือที่มีใช้ในงานชลประทานมาดัดแปลงและประกอบใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยในเบื้องต้นคณะผู้วิจัยได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำในคลองชลประทาน (Weed Rake-I) ออกมา 2 ลักษณะ ได้แก่ เครื่องมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำชุดคราดรถเข็น ใช้กับก้นคลอง ขนาดกว้าง 0.50 – 1.0 เมตร และเครื่องมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำชุดคราดรถสาลี่) ใช้กับก้นคลอง ขนาดกว้าง 1.0 – 2.0 เมตร ต่อมาคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาเครื่องมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำในคลองชลประทาน Weed Rake-II ด้วยการนำรถไถมาประยุกต์ใช้กับคราดขนาดความยาว 1 เมตร ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น อีกทั้งประหยัดงบประมาณไปได้มาก และยังสร้างความร่วมแรงร่วมใจกันของเกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์ในการลงมือกำจัดวัชพืชใต้น้ำ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายขอบเขตการทำงานของเครื่องกำจัดวัชพืชให้สามารถกำจัดวัชพืชใน้น้ำในคลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป

ด้านนายเจต พาณิชภักดี แห่ง วว. หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาต้นแบบวัสดุคอมพอสิตสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำคลองชลประทาน” กล่าวว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ในการดำเนินการพัฒนาต้นแบบวัสดุคอมพอสิตสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำคลองชลประทาน ที่ผ่านมา น้ำชลประทานถูกลำเลียงไปตามคลองส่งน้ำและไหลลงสู่คลองระบายน้ำที่เป็นคลองดิน พบปัญหาการสูญเสียน้ำในระบบส่งน้ำเนื่องจากการซึมของน้ำชลประทานผ่านวัสดุก่อสร้างคลองที่เป็นดิน คลองส่งน้ำที่ใช้งานเป็นระยะเวลานานจึงนิยมที่จะปรับปรุงด้วยการดาดคลองส่งน้ำด้วยคอนกรีต ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันการรั่วซึมของน้ำได้ แต่ปัญหาสำคัญที่มักจะเกิดขึ้นกับคลองส่งน้ำดาดด้วยคอนกรีต คือ การเกิดโพรงใต้แผ่นคอนกรีตจากการกัดเซาะของน้ำเป็นรูโพรง และปัญหาการรั่วซึมของน้ำผ่านคลองที่มีปริมาณมากกว่าการออกแบบ รวมทั้งการเจริญเติบโตของวัชพืชน้ำ ซึ่งเกิดจากดินบริเวณใต้ผนังดาดคอนกรีตเกิดการทรุดตัวจากการเลื่อนไหล ทำให้ผนังดาดคอนกรีตเกิดการแตกร้าว และเมื่อเกิดการกัดเซาะของวัสดุใต้แผ่นคอนกรีตแล้วจะพังทลายได้ในท้ายที่สุด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้ำถึงร้อยละ 70 และไม่สามารถส่งน้ำไปถึงพื้นที่เพาะปลูกได้ตามเป้าหมาย

โดยในต่างประเทศได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ และลดการสูญเสียน้ำโดยการใช้แผ่นเมมเบรนจากวัสดุพอลิเมอร์สังเคราะห์ ในการส่งน้ำ ซึ่งพบว่ามีข้อดี คือ ติดตั้งง่าย ใช้เวลาน้อย และมีการสูญเสียน้ำในระหว่างการส่งน้ำที่น้อย ที่ผ่านมา วว. มีการพัฒนาชุดวัสดุป้องกันการกัดเซาะจากวัสดุทางธรรมชาติ สำหรับใช้งานปูทับหน้าตลิ่งเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำ ประกอบด้วย ชั้นป้องกัน ทำหน้าที่รับแรงอัดหรือแรงเฉือนที่เกิดจากการไหลของกระแสน้ำ และป้องกันเศษหินหรือกรวดที่พัดมากับกระแสน้ำที่จะทำให้ชั้นเมมเบรนเกิดความเสียหายได้ โดยวัสดุชั้นป้องกันมีผิวเรียบ มีความต้านทานแรงอัดมากกว่า 150 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และถูกออกแบบให้สามารถร้อยสลิงได้ ซึ่งจะถูกนำมาวางทับบนชั้นเมมเบรนทำหน้าที่กักเก็บผิวดินไม่ให้ถูกชะออกจากบริเวณแนวตลิ่งและป้องกันการซึมผ่านของน้ำ นอกจากนั้น โครงสร้างชุดวัสดุคอมพอสิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ เป็นโครงสร้างสำเร็จรูปที่พร้อมติดตั้งได้ทันที และยังสามารถปรับสภาพหรือปรับระดับตามพื้นผิวได้เล็กน้อย เมื่อมีการทรุดของดินบริเวณที่ถูกปูทับ เนื่องจากชั้นป้องกันของชุดวัสดุคอมพอสิต มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยบล็อกที่มีความแข็งแรงขนาดเล็ก ที่เกี่ยวร้อยด้วยเส้นเสริมแรงภายใน ทำให้สามารถปรับระดับตัวได้เล็กน้อย เมื่อดินเกิดการทรุดตัว ในขณะที่ชั้นเมมเบรนของชุดวัสดุคอมพอสิต ที่วางใต้ชั้นป้องกัน มีระยะยืดตัวมากกว่าร้อยละ 40 เมื่อได้รับแรงภายนอกมากระทำ ทำให้สามารถปรับระดับตัวได้เช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากการดาดคอนกรีตที่เป็นโครงสร้างแบบแผ่นแข็งและวางบนดิน ซึ่งจะสามารถลดการเกิดปัญหาการพังทลายของโครงสร้างและการรั่วซึมของน้ำได้เป็นอย่างดี

สกสว.ร่วมเป็นภาคีจัด’โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน’ ชู’ววน.’ขับเคลื่อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/719032

สกสว.ร่วมเป็นภาคีจัด'โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน' ชู'ววน.'ขับเคลื่อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

สกสว.ร่วมเป็นภาคีจัด’โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน’ ชู’ววน.’ขับเคลื่อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.40 น.

สกสว. ร่วมเป็นภาคีจัดกิจกรรม “โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน” ชู ววน. ขับเคลื่อน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ ความยั่งยืน

ช่วงวันที่ 17-19 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าความสำคัญของโนรา และการมีส่วนร่วมของศิลปิน ชุมชนโนรา และสถาบันการศึกษาในพื้นที่  

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พร้อมทำหน้าที่ประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ นำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อน และ สนับสนุนให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมที่จะดำรงรักษาภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน ที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศรับรอง ขึ้นทะเบียนโนรา (Nora, Dance Drama in Southern Thailand) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติไว้อย่างยั่งยืน เพราะการรักษาที่ยังยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และความตระหนักรู้ ถึงคุณค่าของผู้เป็นเจ้าของ หรือคนในพื้นที่

โดยส่วนตัวเชื่อว่า โนรา มีความน่าประทับใจหลายมิติ ทั้งในการสร้างสัมพันธ์ของครอบครัว เครือญาติ และสังคม และมิติ ศิลปะการแสดง ความสวยงาม และ ภูมิหลังของความเป็นโนรา ที่เต็มไปด้วยคุณค่าของการดำรงชีวิต การสืบทอดสารต่อ การรักษาสุขภาพใจ สุขภาพกาย ที่สัมพันธ์ไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะการรักษาสุขภาพนั้น สามารถเชื่อมโยงไปถึงการใช้ธรรมชาติเพื่อทำยารักษาโรค และ อื่นๆ 

สำหรับกิจกรรม “โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน” มีการจัดแสดงผลงานที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงโนราบันเทิง การแสดงโนราร่วมสมัย บูธภูมิปัญญาและศิลปะหัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับโนรา และ นิทรรศการ “โนราภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน” องค์ความรู้โนรา และ การส่งต่อ“กรรมสิทธิ์” จากครู ทั้งครูต้น ครูหมอตายาย และครูมนุษย์ที่ฝึกสอนร้องรำ และเชื่อมต่อ“โลก” รวมถึงการสืบทอดความเป็นโนราผ่านสายตระกูลเครือญาติ แม้ต่อมาจะมีการขยายสู่เครือข่ายในกลุ่มลูกศิษย์ที่นับถือครูโนราเดียวกัน หากแต่องค์ความรู้ในทางพิธีกรรม การตั้งหิ้งครูหมอตายาย ส่วนใหญ่ยังคงสงวนไว้ในกลุ่มลูกหลานที่เป็นทายาทโดยสายเลือด การส่งต่อความรู้เกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ท่วงท่าการร่ายรำ ตลอดจนการร้องทำบท สะท้อนถึงความหลากหลายของโนราในสายตระกูลต่าง ๆ ซึ่งสามารถสืบสาวโยงใยกลับไปหา “ครู” ที่เป็นบรรพบุรุษของแต่ละสายตระกูลได้ โดยความหลากหลายของสายตระกูลเหล่านี้กระจายอยู่ตั้งแต่ในเขตภาคใต้ตอนบน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยไปจนถึงรัฐเคดาห์ ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย และ ความหลากหลายของสายตระกูลโนราไม่เพียงสะท้อนถึงความร่ำรวยทางศิลปวัฒนธรรมของความเป็นโนรา แต่ยังทำให้เห็นภาพของการสร้างระบบเครือญาติขนาดใหญ่ในเขตวัฒนธรรมภาคใต้ด้วย ความสัมพันธ์ของระบบเครือญาติในสายตระกูลโนราอันเข้มแข็งนี้ ยังคงปรากฏร่องรอยชัดผ่านพิธีกรรมและงานบุญต่างๆ 

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน กลุ่มผู้ชมที่กว้างเกินกว่า “วิญญาณครู” และคนในชุมชน ไปสู่กลุ่ม global citizen ในขณะที่โนราพยายามรักษาตัวตนที่มีแก่นแกนโยงกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในอีกด้านหนึ่งการพยายามสืบทอดส่งต่อไปสู่กลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้น ในการ“ผูกโรงใหม่” ในชุมชนโลก โนราปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ การปรับสู่รูปแบบความบันเทิง ซึ่งการปรับตัวต่าง ๆ สะท้อนถึงความพยายามหาจุดสมดุลระหว่าง “ท้องถิ่น” และ “สากล” ผ่านบทบาทศิลปินแห่งชาติ “ครูธรรมนิตย์ นิคมรัตน์” 

อย่างไรก็ดี นอกจากการแสดงผลงานโนราแล้ว ในงานเดียวกันนี้ ยังมีการเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ  “สำรวจสถานะผู้หญิงในโลกโนรา” และ “เคลื่อนชุมชนด้วยทุนทางวัฒนธรรม : Soft Power โนรา” ซึ่งเป็นเสียงสะท้อน ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ และ ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งสามารถนำไปหารือ เพื่อพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ ของหน่วยงานต่างๆ ได้อีกด้วย