MOU ส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718682

MOU ส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน

MOU ส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.พูลพงษ์ บุญพราหมณ์ รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย (MOA in Research Collaboration) ในหัวข้อ “Platform and Cultural Production in Asia” ร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ได้แก่ University of Amsterdam (UvA) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในอันดับ 62 ของ Time Higher Education, University 17 Agustus 1945 Surabaya (UNTAGSurabaya) ประเทศอินโดนีเซีย,Xavier University-Ateneo De Cagayan ประเทศฟิลิปปินส์ และ Tunku Abdul Rahman University of Management And Technology (TAR UMT) ประเทศมาเลเซีย

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัย UNTAG Surabaya ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำวิจัยร่วมกันในด้านการสื่อสารมวลชน และการจัดการเทคโนโลยีที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาคมโลกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะเดินหน้าพัฒนาและตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus Q1 ร่วมกันอย่างน้อย 4 ผลงาน ภายในระยะเวลา 2 ปี

ในส่วนของสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัยตามนโยบายของมหาวิทยาลัย มีการเตรียมการที่จะสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับโลกทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย และนอกเหนือจากการวิจัย จะเน้นความร่วมมือด้านอื่นๆ อาทิ ด้านการเรียนการสอน การวิจัย การพัฒนาหลักสูตร การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและการส่งนักศึกษาไปฝึกปฏิบัติสหกิจศึกษา ฯลฯ

เอ็นไอเอร่วม 10 โรงเรียนสังกัดศธ. สร้างห้องเรียน เรียนรู้นวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718684

เอ็นไอเอร่วม 10 โรงเรียนสังกัดศธ.  สร้างห้องเรียน เรียนรู้นวัตกรรม

เอ็นไอเอร่วม 10 โรงเรียนสังกัดศธ. สร้างห้องเรียน เรียนรู้นวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือกับ 10 โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวโครงการ “สนามการเรียนรู้นวัตกรรมสําหรับเยาวชน” สร้างห้องเรียนนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในรูปแบบต่างๆ สอดรับกับนโยบายชาติที่มุ่งสร้างเด็กไทยให้เป็นนวัตกร ผ่านการนำกระบวนการ STEAM4INNOVATOR ที่เน้นให้เยาวชนได้ฝึกคิด ฝึกมองปัญหา และสามารถหาคำตอบในมุมใหม่ที่สร้างสรรค์ เข้าสู่โรงเรียนเพื่อเข้าถึงเยาวชนในวงกว้างทั่วทุกภูมิภาค และทุกระดับการศึกษา

ทั้งนี้ การนำหลักสูตร STEAM4INNOVATOR ไปใช้ในห้องเรียน จะมีรูปแบบการสอนที่แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ การสอนในวิชาหลัก ตาม 8 รายวิชาพื้นฐาน การสอนในรายวิชาเพิ่มเติม และการสอนในกิจกรรมเพิ่มพูนประสบการณ์ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตั้งเป้าส่งต่อความรู้และทักษะสู่เยาวชนมากกว่า 2,000 คน เกิด 50 ไอเดียสร้างนวัตกรรม และ 5 ผลงานนวัตกรรมที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับ 10 โรงเรียนที่จะมาร่วมสร้างห้องเรียนนวัตกรรม ได้แก่ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม โรงเรียนชลประทานวิทยา โรงเรียนตะกั่วป่า เสนานุกูล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา โรงเรียนวิทยาศาสตร์ จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี โรงเรียนศึกษานารี โรงเรียนแสงทองวิทยา และโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ “สนามการเรียนรู้นวัตกรรมสําหรับเยาวชน” ได้ที่ เพจ STEAM4INNOVATOR และเว็บไซต์ : https://steam4i.nia.or.th

มวล.จับมือ 4 มหา’ลัยต่างประเทศ ปั้นงานวิจัยระดับ Q1 ร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718695

มวล.จับมือ 4 มหา’ลัยต่างประเทศ  ปั้นงานวิจัยระดับ Q1 ร่วมกัน

มวล.จับมือ 4 มหา’ลัยต่างประเทศ ปั้นงานวิจัยระดับ Q1 ร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.พูลพงษ์ บุญพราหมณ์ รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย (MOA in Research Collaboration) ในหัวข้อ “Platform and Cultural Production in Asia” ร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ได้แก่ University of Amsterdam (UvA) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในอันดับ 62 ของ Time Higher Education, University 17 Agustus 1945 Surabaya (UNTAG Surabaya) ประเทศอินโดนีเซีย,Xavier University-Ateneo De Cagayan ประเทศฟิลิปปินส์ และ Tunku Abdul Rahman University of Management And Technology (TAR UMT) ประเทศมาเลเซีย

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัย UNTAG Surabaya ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำวิจัยร่วมกันในด้านการสื่อสารมวลชน และการจัดการเทคโนโลยีที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาคมโลกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะเดินหน้าพัฒนาและตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus Q1 ร่วมกันอย่างน้อย 4 ผลงาน ภายในระยะเวลา 2 ปี

ในส่วนของสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัยตามนโยบายของมหาวิทยาลัย มีการเตรียมการที่จะสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับโลกทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย และนอกเหนือจากการวิจัย จะเน้นความร่วมมือด้านอื่นๆ อาทิ ด้านการเรียนการสอน การวิจัย การพัฒนาหลักสูตร การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและการส่งนักศึกษาไปฝึกปฏิบัติสหกิจศึกษา ฯลฯ

บิ๊กน้อย นำสว.ไทยเยือนมาเลเซีย พัฒนาความสัมพันธ์ด้านนิติบัญญัต ิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718697

บิ๊กน้อย นำสว.ไทยเยือนมาเลเซีย  พัฒนาความสัมพันธ์ด้านนิติบัญญัต  ิ

บิ๊กน้อย นำสว.ไทยเยือนมาเลเซีย พัฒนาความสัมพันธ์ด้านนิติบัญญัต ิ

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ นำคณะสมาชิกวุฒิสภาของไทยจำนวน 14 คนเดินทางไปเยือนเมืองโกตาบารูรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อเยี่ยมเยียนพัฒนาสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีประธานสภานิติบัญญัติแห่งรัฐกลันตันและคณะต้อนรับเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

การไปเยือนในครั้งนี้ นับว่าก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ด้านนิติบัญญัติ ซึ่งทางฝ่ายมาเลเซียได้ต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง รวมทั้งมีการบรรยายสรุปการทำงานของนิติบัญญัติมาเลเซีย และได้นำเยี่ยมชมสภาแห่งรัฐกลันตันอีกด้วย

‘จุรินทร์’ เปิดอบรม Kick off สร้าง CEO Gen Z ที่ ราชภัฏภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718689

‘จุรินทร์’ เปิดอบรม Kick off  สร้าง CEO Gen Z ที่ ราชภัฏภูเก็ต

‘จุรินทร์’ เปิดอบรม Kick off สร้าง CEO Gen Z ที่ ราชภัฏภูเก็ต

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดการอบรม Kick off โครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) ประจําปี 2566 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

นายจุรินทร์กล่าวว่า โครงการ CEO Gen Z เป็นนโยบายที่ตนมอบให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถาบัน NEA (สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่) เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อปั้นเด็กรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนายตัวเอง มีธุรกิจตัวเอง เป็นโครงการพิเศษของกระทรวงพาณิชย์ให้ความรู้เชิงลึกบวกกับภาคปฏิบัติ มีผู้ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จเป็น CEO ตัวจริงและบริษัทระดับประเทศให้ความรู้ให้เรียนจบแล้วสามารถนับหนึ่งเป็น CEO ได้อย่างถูกทิศทาง โดยมีหลักสูตรเช่น การบริหารธุรกิจ การตลาดอี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ การค้าออฟไลน์และตลาดออนไลน์ วิชาวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิชาการส่งออกภาคปฏิบัติเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับอนาคต และน้องที่เรียนในวิทยาลัยอาชีวะหรือภาควิชาชีพมีหลักสูตรพิเศษเพิ่ม ลงลึกการผลิต การตลาด การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับการเกษตร การประมง สมาร์ทฟาร์ม ออร์แกนิค และสินค้าอาหารแห่งอนาคต

โครงการนี้ทำมา 4 ปี มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมทั่วประเทศถึง 110 สถาบันและ 3 ปีที่ผ่านมา ผลิต CEO Gen Z แล้วถึง 36,500 คน และปีนี้มาเริ่มเปิดโครงการที่นี่ โดยจัดทั้งหมด 13 รุ่นตั้งเป้าทั้งปีไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ครบ 4 ปี จะมี CEO Gen Z ให้ประเทศไทย 46,500 คนเริ่มเรียนตั้งแต่ มีนาคมถึงมิถุนายน เป็นเวลา 3 เดือน และผู้ที่ได้คะแนน 500 คนแรก จะมีรางวัลพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้องที่ประสบความสำเร็จ และ 100 คนแรกจะได้รับโอกาสฝึกงานเป็นกรณีพิเศษกับพันธมิตรที่มาร่วมหลักสูตร บริษัทพันธมิตร เช่น ได้แก่ True/Huawei/ Bitkub/EXIM Bank/P&G/Coro Brothers/DHL/iStudio by SPVI/ SVOA และ BOL เป็นต้น

ศธ. จัดอบรมครู วิทยาลัยเกษตรฯ 4 ภาค ให้ความรู้ด้านการธนาคารน้ำใต้ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718693

ศธ. จัดอบรมครู วิทยาลัยเกษตรฯ 4 ภาค  ให้ความรู้ด้านการธนาคารน้ำใต้ดิน

ศธ. จัดอบรมครู วิทยาลัยเกษตรฯ 4 ภาค ให้ความรู้ด้านการธนาคารน้ำใต้ดิน

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า ได้มีการจัดอบรม Train The Trainer วิชาธนาคารน้ำใต้ดินให้อาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 24 แห่ง จำนวน 50 คน ซึ่งประกอบด้วยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีที่เปิดหลักสูตร ชลกร อยู่แล้ว จำนวน 8 แห่ง และเตรียมจะเปิดหลักสูตรระยะสั้นอีก 16 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อนำองค์ความรู้ไปขยายผลต่อในระดับประเทศ และพัฒนาไปสู่หลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงการทำระบบบ่อปิดให้กระจายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ธนาคารน้ำใต้ดินเป็นทางเลือกหนึ่งของการแก้ปัญหาความแล้งที่คาดว่าไทยต้องเผชิญในปี 2567-2568 ซึ่งหากช่วยกันขับเคลื่อนธนาคารน้ำใต้ดินในปี 2566 นี้ ก็จะช่วยเติมน้ำลงดินได้จำนวนหนึ่ง ทั้งระบบเปิดและระบบปิด ตามหลักการที่คุณหญิงกัลยาได้มอบหลักคิดสำคัญไว้ว่า “หาที่ให้น้ำอยู่ หาทางให้น้ำไหล เก็บน้ำไว้ใต้ดิน ให้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ”

ม.สวนดุสิต ต้อนรับสำนักเลขาฯ สภาผู้แทน ดูงานด้านสำนักงานสีเขียว Green Office

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718688

ม.สวนดุสิต ต้อนรับสำนักเลขาฯ สภาผู้แทน  ดูงานด้านสำนักงานสีเขียว Green Office

ม.สวนดุสิต ต้อนรับสำนักเลขาฯ สภาผู้แทน ดูงานด้านสำนักงานสีเขียว Green Office

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่มาศึกษาดูงานสำนักงานสีเขียว Green Office ของศูนย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดย ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดี ฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และคณะผู้บริหารงานสำนักงานสีเขียว ต้อนรับ

หลังจากนั้น มีการบรรยายภาพรวมเกี่ยวกับนโยบายของมหาวิทยาลัย ในการขับเคลื่อนให้เป็น Green & Clean University ความสำคัญและวัตถุประสงค์โครงการสำนักงานสีเขียว และบรรยาย การดำเนินงานหมวดที่ 1-6 และแนวปฏิบัติที่ดีของสำนักงาน และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบคำถาม และนำ คณะศึกษาดูงานเยี่ยมชมการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์การพัฒนาสำนักงานสีเขียวของสำนักงาน คณะพยาบาลศาสตร์ สำนักงานโรงเรียนการเรือน และสำนักงานบริการอาคารวิทยาศาสตร์ และเยี่ยมชมการ เตรียมความพร้อมต่อสภาวะฉุกเฉิน การจัดการพื้นที่สีเขียว และการจัดการขยะ สำหรับการศึกษาดูงานในครั้งนี้ จัดในรูปแบบ Green Meeting ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

มมส คว้าที่ 1 EduRank 2023 ด้าน INTERIOR DESIGN ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718691

มมส คว้าที่ 1 EduRank 2023  ด้าน INTERIOR DESIGN ไทย

มมส คว้าที่ 1 EduRank 2023 ด้าน INTERIOR DESIGN ไทย

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) เปิดเผยว่า หลังจากที่ EduRank.org ได้ทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก จำนวน 14,131 แห่ง โดยมีมหาวิทยาลัยในเอเชีย จำนวน 5,830 แห่งจาก 183 ประเทศ การจัดอันดับใช้ฐานข้อมูลซึ่งมี scientific publications กว่า 44,909,300 รายการ และCitations กว่า 1,237,541,960 รายการ เพื่อจัดอันดับจาก 246 หัวข้อการวิจัย ซึ่งผลการจัดอันดับ EduRank 2023 มมส คว้าอันดับที่ 1 ของประเทศ ด้าน Interior Design ได้อันดับที่ 2 ด้าน Performing arts และ Publishing ได้อันดับที่ 3 ด้าน Animation และPaleontology ได้อันดับที่ 4 ด้าน Singing and Vocal Performance, Nuclear Engineering และ Optometry และได้อันดับที่ 5 ด้าน Illustration and Concept Art และ Education Majors

สำหรับที่มาของการให้คะแนน ประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่ ประสิทธิภาพการวิจัย (Research performance) คิดเป็น 45% ความโดดเด่นที่ไม่ใช่ด้านวิชาการ(Non-academic prominence) คิดเป็น 45% และคะแนนศิษย์เก่า (Alumni score) คิดเป็น 10%

วช. ยกระดับ’อ่าวปัตตานี’ เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718764

วช. ยกระดับ'อ่าวปัตตานี' เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG

วช. ยกระดับ’อ่าวปัตตานี’ เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.30 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่อ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพ  สังคม และสิ่งแวดล้อม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม และสื่อมวลชน เยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการ “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่ง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย : กรณีศึกษาอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จาก วช. โดยมี นายมนูญ ศิริธรรม ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม  แห่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าโครงการวิจัย และคณะนักวิจัยให้การต้อนรับฯ ณ อ่าวปัตตานี ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า วช.ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม มุ่งสนับสนุนและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเด็นสำคัญและเร่งด่วนของประเทศ ทั้งในมิติวิชาการ นโยบาย ชุมชนสังคม และพาณิชย์ ซึ่งในครั้งนี้ วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ แผนงานวิจัย “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่ง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย : กรณีศึกษาอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี” เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและ ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งในพื้นที่อ่าวปัตตานี ที่ส่งผลกระทบถึงรายได้ และการดำรงชีพทางด้านต่าง ๆ ของประชาชน

รศ.ดร. ซุกรี หะยีสาแม กล่าวว่า อ่าวปัตตานี ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี และ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เป็นอ่าวที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นฐานการดำรงชีวิตที่มีความสำคัญของชุมชนชาวปัตตานีอย่างแท้จริง ในช่วงที่ผ่านมาอ่าวปัตตานีประสบกับภาวะเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและ ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งในพื้นที่อ่าวปัตตานีอันเนื่องมาจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ขาดการควบคุม มีการ ขยายตัวของชุมชนเมือง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม บนฝั่งแม่น้ำและบริเวณอ่าวปัตตานี การขยายตัวของพื้นที่นากุ้ง เป็นผลให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลน รวมถึงป่าต้นน้ำถูกบุกรุกแผ้วถางและบางแห่ง มีสภาพเสื่อมโทรม ส่งผลต่อความตื้นเขินของอ่าว การกัดเซาะชายฝั่ง คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และที่สำคัญ มีการประมงเชิงพาณิชย์ที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย ชาวประมงพื้นบ้านต้องสูญเสียแหล่งผลิตอาหารเพื่อยังชีพ มีการอพยพทิ้งถิ่นอาศัยเพื่อหางานทำในพื้นที่อื่น ทำให้ชาวบ้านประสบกับปัญหาความยากจนและเกิด ปัญหาด้านต่างๆ เป็นลูกโซ่ตามมา

คณะนักวิจัย จึงดำเนินการระดมความคิดเห็น และเก็บข้อมูล ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านการฟื้นฟูและปรับปรุงอ่าวปัตตานี สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและพื้นที่จังหวัดปัตตานี ดำเนินการร่างแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอ่าวปัตตานี พ.ศ. 2558 – 2562 ขึ้น แต่การนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปใช้ให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่สามารถทำได้น้อย เพราะส่วนใหญ่การดำเนินงาน เป็นการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงาน จึงทำให้สภาพปัญหาสำคัญและแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมยังคงได้รับการแก้ไขปัญหาได้ไม่มากนัก และแทบจะไม่มีแนวทาง รูปแบบและวิธีการใหม่ที่เป็นแผนแม่บท เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพความเป็นอยู่ชุมชนโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมจะยิ่งเกิดความเดือดร้อนและยากลำบาก และในอนาคตอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในประเทศได้

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้คณะนักวิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงเริ่มศึกษาวิจัยจัดทำแผนแม่บทในลักษณะของการชี้แนวทางการแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสใหม่สำหรับชุมชนรอบอ่าวปัตตานีที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ใช้ทรัพยากรรอบอ่าวปัตตานีเป็นพื้นฐาน ในโครงการ “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่ง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย : กรณีศึกษาอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี” มีโครงการตามแผนการดำเนินงาน จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) ข้อมูลพื้นฐานด้านลักษณะทางภูมิศาสตร์ สมุทรศาสตร์ ทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง และรูปแบบการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของอ่าวปัตตานี มีความจำเป็นต่อการกำหนดแผนแม่บทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่งรอบอ่าวปัตตานี 2) การพัฒนาต้นแบบในการยกระดับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอ่าวปัตตานีด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่ง เช่น ด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การท่องเที่ยว และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จการพัฒนาแผนแม่บทและการนำไปประยุกต์ใช้และ 3) การจัดทำแม่บทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่งรอบอ่าวปัตตานีที่จัดทำขึ้น เพื่อจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการอ่าวปัตตานีเพื่อใช้ประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่งรอบอ่าวปัตตานี

การลงพื้นที่เยี่ยมชม และติดตามโครงการวิจัยในครั้งนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ได้เยี่ยมชมบริเวณปากอ่าวปัตตานี ณ ท่าเทียบเรือประมงน้ำลึกปัตตานี โดยมี ตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบานา จังหวัดปัตตานี เป็นผู้บรรยายถึงสภาพปัจจุบันและปัญหาที่เกิดขึ้นในอ่าวปัตตานี จากนั้นได้เดินทางไปยังพื้นที่นาเกลือหวานปัตตานี เพื่อเยี่ยมชมการสาธิตการทำนาเกลือหวาน และในช่วงบ่าย ได้เดินทางไปยังสะพานไม้บานา เพื่อพบปะและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักวิจัย ตัวแทนกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ตัวแทนกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน กลุ่มเพาะสัตว์น้ำ เพื่อสะท้อนประเด็นปัญหา และการดำเนินงานของชุมชนที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ อ่าวปัตตานี ถือว่าเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชาวปัตตานี ที่มีคุณค่าและมีเอกลักษณ์เฉพาะในเชิงความหลากหลายทางชีวภาพและอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพสูงมาก จึงทำให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจสำคัญของชุมชนรอบอ่าวและอุตสาหกรรมประมงจังหวัดปัตตานี อีกด้วย
 

‘ตรีนุช’ห่วงนักเรียน-ครู ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718753

'ตรีนุช'ห่วงนักเรียน-ครู ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137

‘ตรีนุช’ห่วงนักเรียน-ครู ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.03 น.

“ตรีนุช” ห่วงนักเรียน-ครู ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137 กำชับเฝ้าระวังและมีแผนเผชิญเหตุ

วันที่ 20 มีนาคม 2566 ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 93 จ.ปราจีนบุรีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ., นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี, พ.ค.อ.กฤตปนิธิ พุทธศิริ ผกก.สภ.สระบัว พร้อมด้วย ผอ.เขต รอง ผอ.เขต ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสร้างความรับรู้ความเข้าใจ กรณีวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม – 137 หลุดจากที่ติดตั้ง นั้น  

และในวันนี้ (20 มีนาคม 2566) ห้องศูนย์การเรียนรู้ ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดราจีนบุรี  ได้แถลงข่าวถึง การตรวจพบ ซีเซียม – 137  ณ โรงงาน เค.พี.พี.สตีล จำกัด ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 111 ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นซีเซียมก้อนเดียวกับวัสดุสารกัมมันตรังสี จากซีเซียม ซึ่งหายไปจากบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบหาข้อมูลเส้นทางของก้อนกัมมันตรังสี ซีเซียม – 137  

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญของ ปส. ได้ควบคุมและตรวจสอบพื้นที่โรงงานโดยรอบ พบว่าโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิต ไม่พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เมื่อตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่โรงงานพบว่า ระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ นอกจากนี้ ได้มีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ น้ำ บริเวณโดยรอบโรงงานพบว่า ระดับรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม สำหรับการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นแดง เกิดขึ้นจากโรงงานหลอมโลหะรีไซเคิล ที่รับซื้อเศษโลหะมือสองที่มีการปะปนของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอมโลหะ และเมื่อวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอม ซีเชียม-137 จะถูกหลอมและระเหยกลายเป็นไอกระจายอยู่ในเตาหลอม ซึ่งจะมีระบบการกรองของเสียจากกระบวนการผลิต และเป็นการทำงานในระบบปิดทั้งหมด ซึ่งฝุ่นปนเปื้อนเหล่านี้จะมีระบบกรอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม และถูกจัดเก็บ ควบคุมอยู่ในระบบปิดทั้งหมด ดังนั้น ฝุ่นโลหะปนเปื้อนได้ถูกระงับการเคลื่อนย้าย และจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน ปส.ได้ดำเนินการตรวจวัดการเปรอะเปื้อนทางรังสีนอกร่างกายของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ผลการตรวจสอบไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานแต่อย่างใด และไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้เคียง

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว ตนมีความห่วงใยในความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงได้ลงพื้นที่เร่งด่วน พร้อมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ผู้บริหาร สพฐ.เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมทั้งกำชับให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เฝ้าระวังและมีมาตรการป้องกันวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม – 137 โดยแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดติดตามข่าวสารสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังความปลอดภัย และให้รีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วน นอกจากนี้ ให้เร่งทำแผนเผชิญเหตุคือให้เชื่อมโยงกันในเรื่องของการสร้างการรับรู้ ว่าอาการต่าง ๆที่พึงจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับสารต่าง ๆเหล่านี้ ให้มีการสังเกตการณ์ตัวเอง สร้างการรับรู้ผ่านโรงเรียน ตลอดจนผู้ปกครองด้วย ซึ่งก็เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างการรับรู้ในพื้นที่ให้กับประชาชนเช่นเดียวกัน ว่าการที่จะเรียนรู้สังเกตุอาการเบื้องต้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการวิตกจนเกินไป หรือต้องปฏิบัติตัวอย่างไรถ้าเกิดมีอาการ จะต้องส่งตัวส่งเด็กหรือส่งผู้ปกครองไปอย่างไร  จึงให้รีบทำแผนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และภูมิภาค เขตพื้นที่ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด หากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นครูจะสามารถเชื่อมต่อกับสาธารณสุขจังหวัด และระดับอำเภออย่างไร ให้สามารถดูแลเหตุการณ์นี้โดยเร็วที่สุด