สกศ.ปักหมุดกลยุทธ์’3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม’ ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718632

สกศ.ปักหมุดกลยุทธ์'3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม' ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัย

สกศ.ปักหมุดกลยุทธ์’3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม’ ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัย

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.09 น.

สกศ.ปักหมุดกลยุทธ์ “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัย ทางรอดประเทศไทย

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าว “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม : ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัย ทางรอดประเทศไทย” โดยมี นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย,  ผศ.ดร.ศรัญญ์ทิตา ชนะชัยภูวพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, นางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย, นางนันทิชา ไวยนพ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมถ่ายทอดบทเรียนและนวัตกรรมการแก้ปัญหาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัยหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า กว่า 3 ปี ของการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด ผลักให้เด็กเข้าสู่ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ความสูญเสียโอกาสที่จะได้สร้างพัฒนาการยิ่งซ้ำเติมให้เด็กยุคโควิดกลายเป็น Lost Generation หลุดออกจากระบบการศึกษา ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างรุนแรง โมเดล 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม จึงเป็นทางรอดของไทยที่จะช่วยฟื้นคืนพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้สมวัยและเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข ประกอบด้วย 3 เร่ง ได้แก่ 1.เร่งกำหนด “การฟื้นฟูเด็กปฐมวัย เป็นวาระแห่งชาติ” เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเป็นไปทั้งระบบจนเกิดผล 2.เร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็ก และสังคม และ 3.เร่งค้นหา เยียวยา และพัฒนาเด็กในภาวะเปราะบาง

“3 ลด ได้แก่ 1.ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง 2.ลดความเครียดคืนความสุขแก่เด็ก และ 3.ลดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก 3 เพิ่ม ได้แก่ 1.เพิ่มกิจกรรมฟื้นฟูพัฒนาการที่เสียไป โดยเฉพาะเพิ่มกิจกรรมทางกาย เพิ่มการอ่านนิทาน และเพิ่มการเล่น 2.เพิ่มสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และ 3.เพิ่มศักยภาพบุคลากรและระบบนิเวศใกล้ตัวเด็ก ผ่านการเสริมพลังครอบครัว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และเครือข่ายชุมชน โดยคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวให้ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาแล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้ให้ความเห็นชอบและมีมติให้เสนอเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เพื่อกำหนดให้การฟื้นฟูเด็กปฐมวัย เป็นวาระแห่งชาติให้ได้หากการฟื้นฟูเด็กปฐมวัยถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจังต่อเนื่อง” ดร.สุเทพ กล่าว

ด้าน นางสุภาวดี กล่าวว่า ถือเป็นการฉายความหวังในการส่งเสริมเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ได้แก่ บทบาทใหม่ของครูและผู้ปกครองต่อการฟื้นฟูพัฒนาการเด็ก วิธีการดูแลสุขภาพใจของเด็กเล็กในช่วงโควิด การช่วยเหลือเด็กให้ก้าวข้ามภาวะสูญเสียทางการเรียนรู้ และการเลี้ยงลูกให้สอดคล้องกับบริบทสมัยใหม่ โดยเฉพาะการใช้สื่อหน้าจอหรือโทรศัพท์มือถือที่งานวิจัยจากทั่วโลกชี้ชัดว่าทำลายสมองเด็กเล็กอย่างรุนแรง และห้ามใช้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบอย่างเด็ดขาด จากนี้ คณะอนุกรรมการสื่อสารฯ และ สกศ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย จะร่วมระดมกำลังจากทุกฝ่ายบูรณาการงานตามแนวทาง 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัยในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้ในระยะยาวประเทศจะไม่สูญเสียพลเมืองคุณภาพจากพัฒนาการที่สูญเสียไปของเด็กปฐมวัยแต่อย่างใด

ขณะที่ ผศ.ดร.ศรัญญ์ทิตา ชนะชัยภูวพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการ “สื่อเพื่อฟื้นฟูการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในวิถีชีวิตใหม่” ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อชีวิตคนทุกวัย เด็กปฐมวัยก็ได้รับผลจากการที่ผู้ใหญ่ยื่นสื่อหน้าจอให้อย่างไม่มีข้อจำกัด ในช่วงโควิด ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพัฒนาการทุกด้านของเด็กมาต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารฯ และสำนักนโยบายปฐมวัย สภาการศึกษา พร้อมด้วยภาคีวิชาการกว่า 40 องค์กร ได้ช่วยกันจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” กองทุนสื่อฯ ร่วมกับภาคีจึงได้ขอนำข้อมูลวิชาการที่ได้ มาแปลงสาร ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ต่างๆ ให้เกิดเป็นสื่อหลากหลายรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่ไปในช่องทางหลากหลาย ให้กระจายไปยังสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

– 006

นายกฯปลื้มเด็กไทยรับ 8 รางวัลจาก CHAMPION 2023 ITMC-62 รางวัล GOLD AWARD

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718558

นายกฯปลื้มเด็กไทยรับ 8 รางวัลจาก CHAMPION 2023 ITMC-62 รางวัล GOLD AWARD

นายกฯปลื้มเด็กไทยรับ 8 รางวัลจาก CHAMPION 2023 ITMC-62 รางวัล GOLD AWARD

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.07 น.

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ปลื้มความสามารถเด็กไทยรับ 8 รางวัลจาก CHAMPION 2023 ITMC และ 62 รางวัล GOLD AWARD แสดงความสามารถด้านคณิตศาสตร์ให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ

20 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลื้มในความสามารถของเด็กไทยจากการประกวดคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถพิเศษระดับนานาชาติ ประจำปี 2566 International Talent Mathematics Contest : ITMC จัดการแข่งขันโดย Thailand Talent Training เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ณ โรงแรมใบหยกสกาย ผลการแข่งขันครั้งนี้ เด็กไทยรับ 8 รางวัลจาก CHAMPION 2023 ITMC และ 62 รางวัล GOLD AWARD

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เด็กที่เข้าแข่งขันในรายการนี้ล้วนเป็นตัวแทนเด็กไทยที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นมาจากเวทีแข่งขันคณิตศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Mathematics Contest – TMC) มีความรู้ความสามารถท้าทายให้ต่างชาติสนใจและเดินทางมาร่วมการแข่งขัน อาทิ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บังคลาเทศ ฮ่องกง ไต้หวัน บราซิล และเติร์กเมนิสถาน ซึ่งผลของการแข่งขันทำให้ผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทยชื่นชมเพราะได้รับถึง 8 รางวัลจาก CHAMPION 2023 ITMC และ 62 รางวัล GOLD AWARD

“นายกรัฐมนตรีปลื้มในความสามารถของเด็กไทยที่เข้าร่วมในการแข่งขันทุกคน โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชม และร่วมแสดงความยินดี กับน้องๆ ที่ได้รับรางวัลจากการประกวดคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถพิเศษระดับนานาชาติ ครั้งนี้ เชื่อมั่นในการศึกษาของไทย ซึ่งได้แสดงผลงานระดับนานาชาติให้เห็นหลายครั้ง และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเด็กไทยให้บรรลุความฝัน ทำตามความตั้งใจ เป็นบุคลากรสำคัญให้กับชาติไทยต่อไปในอนาคต” นายอนุชา กล่าว

‘เชฟรอน’จับมือ‘ศธ.- SEAMEO STEM-ED’ หนุนยกระดับการเรียนการสอน‘สะเต็มศึกษา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718491

‘เชฟรอน’จับมือ‘ศธ.- SEAMEO STEM-ED’  หนุนยกระดับการเรียนการสอน‘สะเต็มศึกษา’

‘เชฟรอน’จับมือ‘ศธ.- SEAMEO STEM-ED’ หนุนยกระดับการเรียนการสอน‘สะเต็มศึกษา’

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากพูดถึงโครงการพัฒนาการเรียนรู้ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม(STEM) อย่างเต็มรูปแบบและเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย โครงการ “Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ริเริ่มโดยบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจ และผลิต จำกัด ถือเป็นต้นแบบของโครงการ “รัฐร่วมเอกชน” ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศผ่านสะเต็มศึกษา ภายใต้งบประมาณกว่า 1,120 ล้านบาท พร้อมเป้าหมายสร้างรากฐานสำคัญเพื่อพัฒนานวัตกรรมและศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

ในปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เชฟรอนและพันธมิตรได้พาโครงการฯ สำเร็จลุล่วงมาตลอด 8 ปี โดยภายในงาน Southeast Asian STEM Education Fair and Exposition 2023 ที่ SEAMEO STEM-ED ได้จัดขึ้นด้วยการสนับสนุนหลักจากเชฟรอน ถือเป็นเวทีสรุปผลความสำเร็จสำคัญของโครงการฯ พร้อมเปิดแนวทางสานต่อสะเต็มศึกษาทั้งระดับประเทศและภูมิภาคให้ก้าวเดินต่อไป โดยภายในงาน มีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนาหลักสูตรการศึกษา พันธมิตรหลากหลายภาคส่วน และเยาวชนจากทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เมื่อปี 2558 เรามองถึงความยั่งยืนของโครงการ จึงทำอย่างต่อเนื่องถึง 8 ปี เพราะมีความตั้งใจจริงที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ดีของสังคมผ่านการทำโครงการระยะยาวร่วมกับพันธมิตรที่มีเจตนารมณ์ร่วมกัน

“จากวัฒนธรรมที่เชื่อมั่นในพลังคน เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรผ่านการปฏิรูปและยกระดับการศึกษาซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายทศวรรษ เราได้ให้การสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาหลากหลายโครงการ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาและผสานองค์ความรู้สาขาสะเต็มในระบบการศึกษาไทย เพื่อเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม” นายชาทิตย์ กล่าว

สำหรับโครงการ “Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิดเพื่ออนาคต” ได้แบ่งการดำเนินโครงการเป็นสองระยะ โดยระยะที่ 1 ในช่วง 5 ปีแรกของโครงการฯ ได้เน้นการปรับใช้โมเดลสะเต็มศึกษาที่สำเร็จในต่างประเทศมาพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียนทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา จากกว่า 700 โรงเรียน รวมกว่า 13,000 คน ให้มีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ด้านสะเต็ม รวมถึงมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งสิ้นกว่า 3,100,000 คน

โดยความสำเร็จดังกล่าว ได้ขยายผลสู่การดำเนินงานในระยะที่ 2 โดย ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED) พร้อมมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรภาครัฐและผู้เกี่ยวข้อง สู่การสร้างความยั่งยืนในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งตลอดทั้งโครงการฯ ได้บรรลุผลสำเร็จในการบูรณาการสะเต็มศึกษากว่า 835 โรงเรียนรวมถึงมีผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการฯกว่า 3,300,000 คน

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมานผู้อำนวยการ ศูนย์ SEAMEOSTEM-ED กล่าวว่า ความมุ่งมั่นจากทุกหน่วยงานพันธมิตรกว่า 236 องค์กรส่งผลให้การดำเนินโครงการฯ เกิดผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม โดยเรามุ่งเสนอผลลัพธ์ต่อผู้กำหนดนโยบายและตั้งเป้าหมายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพสถาบันผลิตและพัฒนาวิชาชีพครูในโครงการ STEP เพื่อปลดล็อกยกระดับการผลิตครูมืออาชีพให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่ ริเริ่มโครงการนำร่องด้าน Career Academies

พร้อมร่วมมือกับ Thai PBS ผ่านการผลิตรายการภารกิจพิชิตฝัน และร่วมมือกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติในการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพยุคใหม่ อีกทั้งยังได้พัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพ และพัฒนาโรงเรียนคุณภาพสะเต็มศึกษา ไปจนถึงเสริมแกร่งเครือข่ายนักวิจัย โดยสำหรับงาน Southeast Asian STEM Education Fair & Exposition 2023 ในปีนี้ จัดภายใต้ธีม Preparing a Prosperous Future for the Next Generation สะท้อนให้เห็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างอนาคตเยาวชนไทยให้เข้มแข็งผ่านสะเต็มศึกษาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

“จากการที่ภาคการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายได้เข้าร่วมงานรวมถึงได้เห็นถึงผลความสำเร็จโครงการฯ และการนำเสนอ Showcase จากเยาวชนในวันนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการนำโมเดลสะเต็มศึกษาไปขยายผลสู่ระดับประเทศและภูมิภาค รวมถึงได้สร้างเครือข่ายระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และสร้างโอกาสพร้อมเพิ่มขีดความสามารถให้เยาวชนต่อไปในอนาคต” ดร.กฤษฎ์ชัย กล่าว

ด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการจัดการเรียนการสอน CODING ของประเทศไทยในทุกระดับ รวมถึงการเรียนการสอนแบบ “Unplugged Coding” ในลักษณะการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

อีกทั้งยังได้กล่าวย้ำความสำคัญของการบูรณาการ “ศาสตร์และศิลป์แห่งชีวิต” (Arts of Life) “ศิลปะในการดำรงชีวิต (Arts of Living)” และ “ศิลปะการทำงานร่วมกัน (Arts of working together)” ไว้ในการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา (STEM) สู่การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในลักษณะที่เรียกว่า STEAM เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นด้านวัฒนธรรม คุณค่า และอัตลักษณ์ เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี บนพื้นฐานของคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นกุญแจและเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

“กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านสะเต็มศึกษาผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหลายหน่วยงานอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกที่ถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยีและสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ โดยขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษาพร้อมทั้งติดตาม ประเมินความก้าวหน้าและความสำเร็จในการปฏิบัติงาน รวมถึงพัฒนาหลักสูตรสะเต็มศึกษาครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มศักยภาพครูยุคใหม่” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

‘KMITL INNOVATION EXPO 2023’ งานแสดงใหญ่นวัตกรรมไทย27-29เมษานี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718490

‘KMITL INNOVATION EXPO 2023’ งานแสดงใหญ่นวัตกรรมไทย27-29เมษานี้

‘KMITL INNOVATION EXPO 2023’ งานแสดงใหญ่นวัตกรรมไทย27-29เมษานี้

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผนึกความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และพันธมิตรนานาชาติ เตรียมจัดงาน “KMITL Innovation EXPO 2023” ในวันที่ 27-29 เม.ย. 2566 ที่ สจล. ซึ่งเป็นการแสดงนวัตกรรมและผลงานวิจัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 1,111 ชิ้น โดยงานนี้ สจล. เผย 4 นวัตกรรมสุดว้าว ประกอบด้วย

1.นวัตกรรมแบตเตอรี่กราฟีนซึ่งทีมวิจัยนำโดย รศ.ดร.เชรษฐา รัตนพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สำหรับ กราฟีน (Graphene) เป็นสิ่งที่นานาประเทศเชื่อมั่นว่าเป็นวัสดุแห่งอนาคต โดยเป็นชั้นอะตอมของคาร์บอนที่เรียงตัวต่อกันเป็นโครงสร้าง 6 เหลี่ยม (Hexagonal) ซึ่งโดดเด่นด้วยคุณสมบัติสุดพิเศษหลายด้าน คือ บางที่สุดในโลกแข็งแกร่งกว่าเพชรและเหล็กกล้าถึง 200 เท่า

นำไฟฟ้าได้ดี น้ำหนักเบาแต่พื้นผิวมาก กราฟีน 1 กรัม จะมีพื้นผิวเท่ากับ 10 สนามเทนนิส ทีมวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ สจล.ได้คิดค้น3 นวัตกรรมที่ใช้กราฟีน เพื่อคนไทยและมนุษยชาติ ได้แก่ 1) แบตเตอรี่กราฟีน ซึ่งคว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติปี 2566 สำหรับใช้กับยานยนต์ ปัจจุบัน สจล.เป็นแห่งเดียวในไทยที่สามารถผลิตวัสดุ “กราฟีน” ได้เองจากโรงงานต้นแบบผลิตกราฟีนใน สจล. ด้วยกำลังผลิตเดือนละ 15 กก.

ทดแทนการนำเข้าซึ่งมีราคากก.ละกว่า 10 ล้านบาท เมดอินไทยแลนด์นับเป็นความสำเร็จในเฟสที่ 1 และวันนี้เป็นความสำเร็จในเฟสที่ 2 ทีมวิจัยคิดค้นพัฒนา “แบตเตอรี่กราฟีน”ครั้งแรกในประเทศไทย โดยใช้ รีดิวซ์กราฟีนออกไซด์ ร่วมกับคาร์บอนจากวัสดุการเกษตรธรรมชาติ เช่น ถ่านเปลือกทุเรียน ถ่านกัญชง ถ่านหินลิกไนต์ และคาร์บอนทั่วไป มาประดิษฐ์ขั้วไฟฟ้า

นอกจากนี้ ทีมวิจัย สจล.ยังได้พัฒนาวัสดุใหม่ คือ วัสดุคอมโพสิตยางพารา ผสม นาโนกราฟีนออกไซด์ เพื่อป้องกันการคายประจุจากไฟฟ้าสถิต ทั้งเป็นตัวดูดซับสารอิเล็กโทรไลต์ให้มีสภาพเปียกได้สูง มีพื้นที่ผิวจำเพาะสูง ช่วยให้การเคลื่อนที่ของไอออนไหลผ่านได้ดีขึ้นจากรูพรุนที่เหมาะสม ส่งผลให้ยางพารามีประสิทธิภาพในการเป็นตัวแยกขั้วไฟฟ้าที่ดี ไม่มีความร้อนสะสมภายใน ทนต่อความร้อนและปฏิกิริยาเคมีจากกราฟีนออกไซด์ โดยจุดเด่นของแบตเตอรี่กราฟีน คือ กักเก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น และมีอัตราการอัดประจุได้ที่รวดเร็วขึ้นจากแบตเตอรี่แบบเดิม

ราคาถูก ไม่ระเบิด จึงปลอดภัยต่อการใช้งาน สร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้วัสดุการเกษตรเหลือใช้ภายในประเทศ สนับสนุนแนวเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ลดปริมาณขยะสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้า มีประสิทธิภาพสูง แต่ราคาถูกกว่าลิเธียมไอออนมาก ในอนาคตเป็นการพัฒนาเฟสที่ 3 และ 4 สามารถใช้ได้กับยานยนต์ไฟฟ้า EV มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สามล้อไฟฟ้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ก้าวเป็นฮับ EV และสังคมที่ยั่งยืน

2. ผ้าไหมไทยย้อมกราฟีน โดยทีมวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ สจล. นำโดยรศ.ดร.เชรษฐา รัตนพันธ์ ได้เพิ่มมูลค่าให้ผ้าไหมไทยซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมและท่องเที่ยวที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยคิดค้นพัฒนาเส้นด้ายไหมและผลิตผ้าไหมด้วยวัสดุอนุพันธ์กราฟีน ที่มีสมบัติพิเศษทางความร้อนที่แตกต่างกัน ด้วยกรรมวิธีอัจฉริยะที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และปลอดสารเคมีที่เป็นอันตราย นับเป็นการยกระดับผ้าไหมไทยไปสู่ตลาดที่กว้างยิ่งขึ้น เพิ่มรายได้แก่เศรษฐกิจชุมชนและประเทศ

นำนวัตกรรมขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น รวมทั้งผ้าอุตสาหกรรมของไทยสู่ตลาดโลกได้หลากหลาย การย้อมกราฟีนทำให้ได้เส้นด้ายหรือผ้านั้นๆ มีคุณภาพดี มีความเหนียวขึ้น แข็งแรงคงทน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา สามารถป้องกันฝุ่นละอองได้มีความทนทานและแห้งได้เร็ว โดยผ้าไหมไทยย้อมกราฟีน มี 2 แบบ คือ 1) ผ้าไหมไทยย้อม “นาโนกราฟีนออกไซด์” เป็นผ้าที่ช่วย “สร้างความร้อน”แก่ผู้สวมใส่ กักเก็บความร้อนได้ดี ให้ความอบอุ่นเหมาะสำหรับผู้สวมใส่ในที่อุณหภูมิต่ำ ห้องเย็น หรือประเทศเมืองหนาว

จากการทดสอบสมบัติการกระจายความร้อนผ้าไหมพบว่ามีค่าความร้อนที่ถูกกักเก็บเท่ากับ 70% เมื่อเทียบกับผ้าไหมในท้องตลาด 2) ผ้าไหมไทยย้อม “นาโนรีดิวซ์กราฟีนออกไซด์” เป็นผ้าที่ช่วย “ระบายความร้อน”แก่ผู้สวมใส่ ไม่กักความร้อน จึงให้ความสบายตัวสำหรับผู้สวมใส่ในพื้นที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูง หรืออยู่ในกลางแดด จากการทดสอบพบว่ามีค่าความร้อนที่ถ่ายเท เท่ากับ 96.81% เมื่อเทียบกับผ้าไหมทั่วไป

3.เม็ดพลาสติกกราฟีน ทีมวิจัยสจล.ได้คิดค้นนำพอลิเมอร์ที่คัดสรรมาผ่านกระบวนการผสมวัสดุกราฟีน เพื่อเพิ่มคุณสมบัติความเหนี่ยว คงทนแข็งแกร่ง แต่ให้น้ำหนักเบา สามารถนำมาดึงเป็นเส้น “ฟีลาเมนต์” สำหรับการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) มีประโยชน์ต่อการประยุกต์ใช้ในการผลิตอุปกรณ์โดรนการเกษตร อุปกรณ์ด้านการทหารและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศสำหรับใช้ในประเทศหรือส่งออก เช่น พิมพ์ขึ้นรูปโดรนการทหาร แผ่นเกราะกันกระสุน หมวกกันกระสุน เป็นต้น

และ 4.นวัตกรรมตรวจจับพลาสมาบับเบิ้ล (Plasma Bubble) เพื่อคาดการณ์ภัยพิบัติ นำร่องอากาศยาน และใช้ GPS ได้อย่างแม่นยำ
และปลอดภัย ผลงานทีมวิจัยนำโดยศ.ดร.พรชัย ทรัพย์นิธิ หัวหน้าทีมวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่าสจล.ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ หรือ NICT ประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ พลาสมาบับเบิ้ล (Plasma Bubble) เป็นความผิดปกติที่เกิดในชั้นบรรยากาศซึ่งรบกวนสัญญาณดาวเทียม ส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสาร การระบุตำแหน่ง การนำร่องอากาศยาน สัญญาณ GPS แม่นยำลดลง

ซึ่งจะนำไปสู่อุบัติเหตุและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยและทั่วโลก สจล.ได้สร้าง “สถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ” ที่วิทยาเขตสจล.จังหวัดชุมพร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเรดาร์ VHF ร่วมกับเซนเซอร์ในการตรวจพลาสมาบับเบิ้ล ความผิดปกติที่เกิดในชั้นบรรยากาศด้วยประสิทธิภาพในการมอนิเตอร์ การแจ้งเตือนถึงความผิดปกติแก่ผู้ใช้งานทันที

โดยแจ้งเตือนไปยังสถานีต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเครื่องรับสัญญาณ GNSS ที่ใช้งานในขณะนั้นได้ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมการรับมือและลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น สจล.กำลังวิจัยพัฒนาระบบนำร่องในการลงจอดอัตโนมัติ (Auto Landing) ซึ่งจะพัฒนาอุตสาหกรรมการบินให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย อีกทั้งยกระดับการทำงานด้วยระบบดาวเทียมซึ่งมีบทบาทสูงในวิถีชีวิตของประชาชน

ชมงาน KMITL Innovation EXPO 2023 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย….ผู้สนใจลงทะเบียนที่ลิงก์ https://expo.kmitl.ac.th/

โปรดสถาปนาคืนสมณศักดิ์ ‘พระพรหมดิลก’ วัดสามพระยา หลังพ้นมลทินคดีเงินทอนวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718299

โปรดสถาปนาคืนสมณศักดิ์ 'พระพรหมดิลก' วัดสามพระยา หลังพ้นมลทินคดีเงินทอนวัด

โปรดสถาปนาคืนสมณศักดิ์ ‘พระพรหมดิลก’ วัดสามพระยา หลังพ้นมลทินคดีเงินทอนวัด

วันเสาร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.42 น.

ราชกิจจาฯเผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดสถาปนาคืนสมณศักดิ์ “พระพรหมดิลก” วัดสามพระยา หลังพ้นมลทินคดีเงินทอนวัด โดยให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน

18 มีนาคม 2566 เว็บไซต์ราชกิจจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ตามที่ พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาและได้มีพระบรมราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 นั้น บัดนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว โดยพฤติการณ์ถือได้ว่าไม่ใช่ความผิดอุกฉกรรจ์ หรือความผิดร้ายแรง หรือเป็นผู้ร้ายสำคัญ ประกอบกับไม่มีการกล่าวคำลาสิกขา และไม่มีการดำเนินการให้สละสมณเพศ ทั้งปรากฎข้อเท็จจริงว่า ยังคงดำรงตนอย่างพระภิกษุโดยตลอดระหว่างถูกคุมขัง จึงมีสภาวะเป็นพระภิกษุ มีสถานะเป็น พระมหาเอื้อน หาสธมโม (เปรียญธรรม 9 ประโยค) ซึ่งมหาเถรสมาคมมีมติรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561

จึ่งทรงพระกรุณา โปรดสถาปนาให้ พระมหาเอื้อน หาสธมโม (เปรียญธรรม 9 ประโยค) ดำรงสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมดิลก ปริยัตินายกคณาทร บวรศาสนกิจวิธาน ศีลสมาจารนิวิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดสามพระยา พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม พุทธศักราช 2566
ประกาศ ณ วันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2566 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน

สอศ.ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718083

สอศ.ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา

สอศ.ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

สอศ.ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีผู้บริหาร สอศ.และวิทยาลัยในสังกัด สอศ.พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัย 12 แห่ง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ในการจัดการอาชีวศึกษาคุณภาพสูงมีองค์ประกอบหลายปัจจัยที่จะตอบโจทย์การพัฒนาของอาชีวศึกษา อาทิ ทวิภาคีต้องดำเนินการเชิงรุกและเข้มแข็ง การร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ และสถานศึกษาในพื้นที่ต้องมีมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อเป็นแกนนำในการวิจัย สังเคราะห์และประเมินผล โดยมีแนวทางความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน สนับสนุนการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ร่วมกันพัฒนากำลังคน เพิ่มพูนความรู้สมรรถนะและประสบการณ์ในวิชาชีพ ของนักเรียนนักศึกษา ครูและบุคลากร พัฒนาหลักสูตรด้านอาชีวศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อผลิตกำลังคนและอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพสูง ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย การบริการทางวิชาการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานวิจัยร่วมกัน ระดมบุคลากรในการพัฒนาสื่อสารการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา สอศ.ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษา ในการขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 6. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 7. มหาวิทยาลัยศิลปากร 8. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 9. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 10. สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา 11. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และ 12. มหาวิทยาลัยแม่โจ้

‘ตรีนุช’ดูความพร้อม! เสนอชื่อ’ครูบาเจ้าศรีวิชัย’บุคคลสำคัญของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718150

'ตรีนุช'ดูความพร้อม! เสนอชื่อ'ครูบาเจ้าศรีวิชัย'บุคคลสำคัญของโลก

‘ตรีนุช’ดูความพร้อม! เสนอชื่อ’ครูบาเจ้าศรีวิชัย’บุคคลสำคัญของโลก

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.35 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  กล่าวภายหลังการร่วมคณะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ร่วมรับฟังข้อเสนอการสนับสนุนแผนแม่บทโครงการเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นบุคคลสำคัญของโลก และติดตามการดำเนินงานในจังหวัดเชียงใหม่ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีบทบาทหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานขับเคลื่อนการเสนอชื่อ ครูบาเจ้าศรีวิชัย (อินท์เฟือน สีวิเชยฺย) ให้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพในวาระครบรอบ 150 ปี ชาตกาล ครูบาเจ้าศรีวิชัย ในปี พ.ศ.2571 ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่ดูแลงานของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ขอชื่นชมและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ชาวจังหวัดภาคเหนือทั้ง 10 จังหวัด ได้ร่วมกันเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งเป็นพระเถระชาวจังหวัดลำพูน ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างและบูรณะพุทธศาสนสถานหลายแห่งทั่วภาคเหนือของประเทศไทย จนได้รับการขนานนามว่า “ตนบุญแห่งล้านนา” และชาวภาคเหนือที่ได้ร่วมกันผลักดันให้ปูชนียบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักพัฒนาของประเทศไทยได้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก และเชื่อว่าด้วยคุณูปการอันใหญ่หลวง กอรปกับคุณงามและความดีของท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัย จะสามารถเป็นแบบอย่างให้แก่พระสงฆ์ และประชาชนทั่วโลกได้ปฏิบัติตาม นับเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่จะนำสันติภาพสู่สังคมโลกได้

“ขณะนี้การดำเนินงานอยู่ในสถานะของการรวบรวมข้อมูลภายในประเทศ ศึกษา ค้นคว้า รวมทั้งจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัยให้สมบูรณ์ เพื่อสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่ยูเนสโกกำหนด โดยตั้งใจจะเสนอยูเนสโกในปี 2569 เพื่อเฉลิมฉลองในปี 2571 จึงยังมีเวลาอีกระยะหนึ่งในการดำเนินงาน ขอเป็นกำลังใจให้ชาวเชียงใหม่ และภาคเหนือ 10 จังหวัด ได้ร่วมกันในการศึกษา ค้นคว้า รวมทั้งจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัยให้สมบูรณ์เพื่อสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่ยูเนสโกกำหนด โดยกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการในส่วนของกระบวนการเสนอชื่อพระครูบาเจ้าศรีวิชัยไปยังยูเนสโก พร้อมให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอน และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่ทางจังหวัดเชียงใหม่และคณะ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น” นางสาวตรีนุช กล่าว

– 006

‘สอศ.-อ.กรอ.อศ.’ระดมทรัพยากรพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718177

'สอศ.-อ.กรอ.อศ.'ระดมทรัพยากรพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง

‘สอศ.-อ.กรอ.อศ.’ระดมทรัพยากรพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.39 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานพิธีรับมอบเครื่องจักร CNC และ Robot เพื่อให้สถานศึกษาอาชีวศึกษานำไปใช้ในการฝึกทักษะแก่นักเรียน-นักศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธาน อนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพยานยนต์และชิ้นส่วน และนายพิเชษฐ  จันสกุลวิบูรณ์ ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาบุคลากร สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย และผู้บริหารบริษัท 6 แห่งในสมาคมฯ ร่วมในพิธี โดยมี ว่าที่พันตรีวัชรพล ลักษณลม้าย ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา เลขานุการคณะอนุกรมกรรมการ อ.กรอ.อศ.กล่าวต้อนรับ ณ A.C.A. Warehouse ต.นาป่า อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

ว่าที่ร้อยตรีธนุ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท เอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งหน่วยงานภาคีเครือข่าย เห็นตรงกันว่า กำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนากลไก และยกระดับความร่วมมือ (Cooperation) การจัดอาชีวศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่ต้องการกำลังคนในแต่ละสาขา ให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เช่นการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดการเรียนการสอน เพื่อจะสร้างผู้เรียน ที่ตอบโจทย์ โดยเชื่อมโลกอาชีพกับโลกการศึกษา เข้าไว้ด้วยกัน และวันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งภาคีเครือข่ายความร่วมมือคุณภาพสูง ร่วมกันระดมทรัพยากรและยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษา และที่สำคัญคือ เป็นการสร้างความเข้มแข็งระหว่าง สอศ.กับ อ.กรอ.อศ.เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาในระดับประเทศ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า วันนี้นับเป็นอีกก้าวของการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง โดยบริษัท 6 แห่ง ในสมาคมฯ ดังนี้ 1.บริษัท สยาม เด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง 2.บริษัท สยามคาลโซนิค จำกัด 3.บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด 4.บริษัท เอ็นที เซ อิ มิท ซุ (ประเทศไทย)จำกัด 5.บริษัท เอ็น ที ทูล (ไทยแลยด์) จำกัด 6.บริษัท สุมิพล คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนทรัพยากร บริจาคเครื่องจักร จากเครื่องจักรและอุปกรณ์ CNC และ Robot เพื่อให้สถานศึกษาได้นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน จำนวน 13 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์  วิทยาลัยเทคนิคตราด วิทยาลัยเทคนิคนครนายก วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี วิทยาลัยเทคนิคขาณุวรลักษบุรี วิทยาลัยเทคนิคนางรอง วิทยาลัยเทคนิคลำปาง วิทยาลัยการอาชีพนวมิทราชินี มุกดาหาร และวิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม

– 006

ม.วลัยลักษณ์รับมอบโครงการฟาร์มสาธิตสุกรขุน-ไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/718060

ม.วลัยลักษณ์รับมอบโครงการฟาร์มสาธิตสุกรขุน-ไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว

ม.วลัยลักษณ์รับมอบโครงการฟาร์มสาธิตสุกรขุน-ไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.35 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช รับมอบโครงการฟาร์มสาธิตสุกรขุนและไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติ ตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียวหรือกรีนฟาร์ม จากบริษัทซีพีเอฟ เพื่อแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรสมัยใหม่ของ นศ.และเกษตรกร

วันที่ 17 มี.ค.66 ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รักษาการแทนรองอธิการบดีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สมาร์ทฟาร์ม มวล. และผู้บริหารของมวล. ร่วมกันรับมอบ“โครงการฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสุกรขุนและไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติ (Green Farm)” จากนายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟและคณะ ซึ่งได้ดำเนินการสร้างสนับสนุนให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแหล่งฝึกฝนทักษะ เรียนรู้การเกษตรสมัยใหม่แก่นักศึกษาและเกษตรกรต่อไป โดยในพิธีส่งมอบได้รับเกียรติจาก นายอภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์สมาร์ทฟาร์ม มวล. อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า มวล.ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรกรรม โดยได้จัดการเรียนการสอนในสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มีการทำวิจัย และบริการวิชาการแก่สังคมที่หลากหลาย เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้กับนักศึกษาและเกษตรกรชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมทั้งยังได้จัดตั้ง “ศูนย์สมาร์ทฟาร์ม” เพื่อพัฒนาฟาร์มมหาวิทยาลัยเดิมให้เป็นการบริหารฟาร์มโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งในด้านพืชสวน พืชไร่ ปศุสัตว์ และประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคปศุสัตว์ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากซีพีเอฟ ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ระดับโลก เข้ามาส่งเสริมและพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์แก่นักศึกษา เกษตรกร และผู้สนใจ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต  ส่งเสริมความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนสู่การเป็นแหล่งค้นคว้า วิจัยพัฒนาที่ยั่งยืนของเกษตรกรซึ่งจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของเกษตรกร ต่อไป

“โครงการฟาร์มสาธิตฯ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามหาวิทยาลัยและซีพีเอฟในฐานะภาคเอกชน ที่เป็นผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในระดับโลก มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การมุ่งพัฒนากำลังคนด้านการเกษตรสมัยใหม่ และพัฒนาภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทยให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี กล่าวเสริมว่า ศูนย์สมาร์ทฟาร์มดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบการเลี้ยงสุกร ไก่ไข่ และโคนม ด้วยการปรับปรุงโรงเรือนที่ไม่ได้ใช้งาน ประกอบด้วย โรงเรือนสุกร 3 หลัง โรงเรือนไก่ไข่ 2 หลัง และโรงเรือนโคนม 1 หลัง เพื่อให้ศูนย์ฯแห่งนี้เป็นแหล่งฝึกฝนทักษะ เรียนรู้การเกษตรสมัยใหม่แก่นักศึกษาและเกษตรกรต่อไป

ด้าน นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา กล่าวว่า ซีพีเอฟ ร่วมขับเคลื่อนและยกระดับภาคปศุสัตว์ของไทยด้วยนวัตกรรมสู่ยุค 4.0 ด้วยการดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ มวล. ภายใต้“โครงการฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสุกรขุนและไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติ (Green Farm)” มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์มาตรฐานสากลภายใต้ระบบปิด (EVAP) เป็นฟาร์มรักษ์โลกที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว หรือกรีนฟาร์ม สำหรับพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ฝึกทักษะภาคปศุสัตว์ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เป็นสถานที่ศึกษาทดลองและวิจัยด้านเทคโนโลยีการเกษตร ของนักศึกษาของสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร รวมถึงส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้แก่คณาจารย์ ตลอดจนการให้บริการทางวิชาการ พร้อมทั้งพัฒนาฟาร์มให้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาเรียนรู้ที่ทันสมัย ของนักศึกษาซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่สามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นต่อไป

‘ตรีนุช’ขับเคลื่อน’สระแก้วโมเดล’ ต้นแบบสร้างโรงเรียนคุณภาพเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717932

'ตรีนุช'ขับเคลื่อน'สระแก้วโมเดล' ต้นแบบสร้างโรงเรียนคุณภาพเข้มแข็ง

‘ตรีนุช’ขับเคลื่อน’สระแก้วโมเดล’ ต้นแบบสร้างโรงเรียนคุณภาพเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.12 น.

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ “สระแก้วโมเดล” และโรงเรียนในโครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสระแก้ว โดยมีหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ.พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมในพิธี ณ หอประชุมโดมเอนกประสงค์ โรงเรียนอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายหลักการบริหารจัดการศึกษาและแนวทางการขับเคลื่อนจังหวัดสระแก้ว อีกทั้ง นโยบายโครงการโรงเรียนคุณภาพ “สระแก้วโมเดล” ต้นแบบระดับประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์จังหวัดสระแก้ว “เมืองชายแดนแห่งความสุขและมั่นคง ถิ่นเกษตรปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและอารยธรรมโบราณ เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วยั่งยืน” ซึ่งการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน โดยได้มีการให้จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อให้มีความเป็นอิสระและความคล่องตัวให้เกิดการปฏิบัติและการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาของโรงเรียน จีงได้เกิดเป็นโครงการ “สระแก้วโมเดล” นับเป็นโอกาสทองของจังหวัด ในการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่ของจังหวัดสระแก้วได้อย่างเด่นชัด

“การขับเคลื่อนการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม ร่วมใจสร้างผู้เรียนที่ดีขึ้น เพื่ออนาคตที่ดีกว่า จะช่วยสร้างความมั่นคง เสริมความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในปี 2566 เพื่อให้การศึกษาไทยเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาในทุกมิติ นำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างแท้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

ทางด้าน นายอัมพร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความประสงค์ให้โรงเรียนคุณภาพได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ และให้บริการโรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียง ในด้านอาคารสถานที่ อาคารเรียน อาคารประกอบ ด้านแหล่งเรียนรู้ ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา และตามโครงการโรงเรียนคุณภาพจังหวัดสระแก้ว มีแนวทางให้โรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนเครือข่ายได้พัฒนาความพร้อม “ห้องเรียนคุณภาพ” จัดหาสื่อ เทคโนโลยี นวัตกรรม ครู และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนได้รับโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรวมของโรงเรียนในเครือข่าย ซึ่งหมายถึง การเปิดโอกาสให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันของโรงเรียนในเครือข่ายเพื่อการพัฒนาการจัดการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความปลอดภัย ด้านโอกาส ด้านคุณภาพ และด้านประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ และสำหรับ “สระแก้วโมเดล” ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ.2565 – 2566 มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม และมีแนวทางการพัฒนาในระยะต่อไปที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการและบริบทของจังหวัดสระแก้ว สมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ขยายผลต่อไป

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 118 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว พื้นที่อ.อรัญประเทศ อ.ตาพระยา อ.วัฒนานคร และ อ.โคกสูง จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 125 โรงเรียน

– 006