สวยตะลึง เผยโฉมโคตรทับทิมใหญ่สุดในโลก คาดราคาประมูลพุ่งกว่าพันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2682511

สวยตะลึง เผยโฉมโคตรทับทิมใหญ่สุดในโลก คาดราคาประมูลพุ่งกว่าพันล้าน

18 เม.ย. 2566 12:36 น.

สวยตะลึง เผยโฉมโคตรทับทิมใหญ่สุดในโลก คาดราคาประมูลพุ่งกว่าพันล้าน

สถาบันโซเธอบีส์ เผยโฉมโคตรทับทิมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากโมซัมบิก เตรียมนำออกประมูลในไม่กี่เดือนข้างหน้า คาดราคาประมูลจะพุ่งทะยานถึง 30 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าพันล้านบาท

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน สถาบันประมูลโซเธอบีส์ สาขาฮ่องกง เผยโฉมทับทิมสีแดงเจิดจรัสสุดสวย ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมจะถูกนำออกประมูลขายที่สถาบันโซเธอบีส์ ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เดือนมิถุนายน 2566 คาดว่าจะมีผู้ประมูลในราคามหาศาลกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,020 ล้านบาท (คิดในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์เท่ากับ 34 บาท)

Uni Kim ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประจำสถาบันประมูลโซเธอบีส์ สาขาฮ่องกง กล่าวถึงทับทิมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเม็ดนี้ ซึ่งมีน้ำหนักถึง 55.22 กะรัต และเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Estrela de Fura’ (เอสเตรลา เดอ เฟอรา) ว่า บางทีจะเป็นทับทิมที่ถูกประมูลขายในราคาแพงที่สุดในโลก เท่าที่เคยเกิดขึ้นเลยทีเดียว

สถาบันโซเธอบีส์เตรียมนำทับทิมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ออกประมูลในเดือนมิถุนายน 2566 คาดราคาจะพุ่งทะยานกว่าพันล้านบาท
สถาบันโซเธอบีส์เตรียมนำทับทิมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ออกประมูลในเดือนมิถุนายน 2566 คาดราคาจะพุ่งทะยานกว่าพันล้านบาท

‘ทับทิมเม็ดนี้ได้มาจากประเทศโมซัมบิก ซึ่งยังถือเป็นหนึ่งในแหล่งขุดพบทับทิมแห่งใหม่ ที่ได้รับความนิยมมากกว่าแหล่งทับทิมที่พวกเราเคยเห็นมา ซึ่งต่างไปจากแหล่งทับทิม และแหล่งทับทิมพม่า ซึ่งเป็นแหล่งทับทิมชั้นเอก’ นาย Uni Kim กล่าวเสริม

ทั้งนี้ โคตรทับทิมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ถูกตั้งชื่อว่า ‘Estrela de Fura’ มีความหมายว่า ‘ดาวแห่งเฟอรา’ ตามภาษาโปรตุเกส ถูกพบโดยบริษัทเหมืองอัญมณีเฟอรา ทางภาคเหนือของโมซัมบิก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565.

อะไรเป็นสาเหตุของสถานการณ์ความไม่สงบในซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681950

อะไรเป็นสาเหตุของสถานการณ์ความไม่สงบในซูดาน

18 เม.ย. 2566 10:00 น.

อะไรเป็นสาเหตุของสถานการณ์ความไม่สงบในซูดาน

  • เหตุการณ์ต่อสู้ระหว่างกองทัพซูดานกับกองกำลังกึ่งทหารที่ปะทุขึ้นในกรุงคาร์ทูม และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เมื่อ 15 เม.ย. ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้วเกือบ 100 ศพ
  • เหตุปะทะครั้งนี้เป็นผลจากการช่วงชิงอำนาจในหมู่ผู้นำทหารของซูดาน จนนำไปสู่การปะทะอย่างดุเดือด ระหว่างกองทัพกับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces หรือ RSF) ซึ่งเป็นกองกำลังรบกึ่งทหารที่ไม่ได้สังกัดกองทัพซูดาน
  • หนึ่งในประเด็นสำคัญของความขัดแย้งครั้งล่าสุดคือ แผนการผนวกกองกำลัง RSF ซึ่งมีกำลังพลราว 100,000 นาย ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพซูดาน รวมทั้งใครจะเป็นผู้นำเหล่าทัพใหม่นี้

การสู้รบที่ปะทุขึ้นในกรุงคาร์ทูม เมืองหลวงของซูดาน และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เป็นผลโดยตรงจากการแย่งชิงอำนาจที่เลวร้าย ระหว่างผู้นำทางทหารของประเทศสองคน

มีรายงานการปะทะกันตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเมืองหลวง ระหว่างกองทัพซูดาน และสมาชิกของกองกำลังกึ่งทหาร หรือ กองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces) หรือ อาร์เอสเอฟ ซึ่งไม่ได้ขึ้นตรงกับกองทัพ

อาร์เอสเอฟอ้างว่า สามารถยึดครองพื้นที่ในกรุงคาร์ทูม เช่น ทำเนียบประธานาธิบดี และเมืองออมดูร์มานที่อยู่ติดกัน ตลอดจนภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของประเทศ และสนามบินเมโรเว ทางตอนเหนือของประเทศ แต่รายงานบางกระแสระบุว่า กองทัพได้อำนาจควบคุมสนามบินกลับคืนมาแล้ว

กองทัพอากาศซูดานออกคำแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ให้พลเมืองซูดานหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านพัก หากไม่มีความจำเป็น เพื่อเปิดทางให้ทางกองทัพอากาศซูดาน สามารถส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการสำรวจความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาร์เอสเอฟทางภาคพื้นดิน ท่ามกลางกระแสข่าวว่า กองทัพซูดานเตรียมเปิดการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อกลุ่มอาร์เอสเอฟในเร็วๆ นี้

ขณะที่สหภาพแพทย์ระบุว่า ผลจากการปะทะกันครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วในขณะนี้ (17 เม.ย.) เกือบ 100 ศพ และตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 1,100 คน ขณะที่ประชาชนต่างต้องหนีตายเพื่อเอาชีวิตรอด

ด้านชาวกรุงคาร์ทูมกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือ สมาชิกกองกำลังอาร์เอสเอฟพร้อมอาวุธหนักหลายพันคน แฝงตัวอยู่ตามละแวกชุมชนหลายแห่งของกรุงคาร์ทูมและเมืองอื่นๆ และกองกำลังเหล่านี้ ไม่มีหน่วยงานใดสามารถควบคุมได้

ด้านโทรทัศน์ของรัฐบาลตัดการส่งสัญญาณในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ โดยพนักงานกล่าวว่า มีขึ้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อโดยกองกำลังอาร์เอสเอฟ หลังจากที่อาร์เอสเอฟบุกเข้าไปในอาคารห้องส่งหลักของสถานีในเมืองออมดูร์มาน และเริ่มออกอากาศรายการที่สนับสนุนกลุ่มอาร์เอสเอฟ

เบื้องหลังการต่อสู้คืออะไร?


นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในเดือนตุลาคม 2564 ซูดานอยู่ภายใต้การบริหารของสภาที่นำโดยบรรดาผู้นำทางทหาร และมีทหารระดับสูงสองคนเป็นจุดศูนย์กลางของข้อพิพาท ได้แก่ พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของซูดาน และประธานสภาอธิปไตย ผู้นำโดยพฤตินัยของซูดาน และพลเอกโมฮาเหม็ด ฮัมดาน ดากาโล หรือ “เฮเมดติ” รองผู้นำของซูดาน ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังอาร์เอสเอฟ

ทั้งสองต่างมีความเห็นที่ขัดแย้งต่อทิศทางที่ประเทศกำลังดำเนินอยู่ และเสนอแผนเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ซูดานกลับสู่การปกครองโดยพลเรือน

ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง อยู่ที่แผนการรวมกองกำลังอาร์เอสเอฟที่มีความแข็งแกร่งกว่า 100,000 นาย เข้ากองทัพซูดาน และประเด็นที่ว่า ระหว่างสองคนนี้ใครจะเป็นผู้นำกองกำลังใหม่

ทำไมสถานการณ์จึงเริ่มในวันเสาร์?


ความรุนแรงเกิดขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดมาหลายวัน เนื่องจากสมาชิกของอาร์เอสเอฟ ถูกส่งไปประจำการทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่กองทัพมองว่าอาจเป็นภัยคุกคาม แม้มีความหวังว่าการเจรจาจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น

ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้เริ่มเปิดฉากการโจมตีก่อนในช่วงเช้าวันเสาร์ แต่ได้เกิดความวิตกว่าการกระทำเช่นนี้ จะทำให้สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงที่มีอยู่แล้วแย่ลงไปอีก

ขณะที่นานาชาติเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงอย่างถาวร โดยผู้นำชาติอาหรับและสหรัฐฯ ยังได้เรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นการเจรจาที่มีเป้าหมาย เพื่อฟื้นฟูรัฐบาลพลเรือน ในขณะที่สหภาพแอฟริกาได้ประกาศว่า จะส่งนักการทูตชั้นนำ “มุสซา ฟากี มาหะหมัด” เพื่อร่วมเจรจาหยุดยิง ขณะที่อียิปต์และซูดานใต้เสนอที่จะไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่ม

อะไรคือกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว?

กองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว หรือ อาร์เอสเอฟ ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 และมีต้นกำเนิดจากกองทหารอาสาสมัครของกลุ่มติดอาวุธ จันจาวีด (Janjaweed) ซึ่งต่อสู้ในนามของรัฐบาลซูดาน และมีชื่อเสียงจากการต่อสู้กับกลุ่มกบฏอย่างโหดเหี้ยมในภูมิภาคดาร์ฟูร์

ในช่วงสงครามในดาร์ฟูร์ ในปี 2557 และ 2558 อาร์เอสเอฟได้ก่อเหตุโจมตีหมู่บ้าน เผา ปล้นบ้าน ทุบตี ข่มขืน และประหารชีวิตชาวบ้าน โดยได้รับความช่วยเหลือทางอากาศและภาคพื้นดินจากกองทัพซูดาน การก่อเหตุสังหารประชาชนและการข่มขืนของอาร์เอสเอฟ มักเกิดขึ้นในหมู่บ้าน หลังจากขับไล่กลุ่มกบฏออกไปแล้ว ตามรายงานของฮิวแมนไรต์วอตช์ การโจมตีดังกล่าวเป็นระบบมากพอที่จะเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

อาร์เอสเอฟขึ้นตรงกับหน่วยข่าวกรองและความมั่นคงแห่งชาติ แม้ว่าในระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร พวกเขาจะได้รับคำสั่งจากกองทัพซูดานก็ตาม ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองของซูดานในปี 2562 รัฐบาลทหารที่เข้าควบคุมประเทศได้ว่าจ้างอาร์เอสเอฟ เพื่อปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ร่วมกับกองกำลังความมั่นคงอื่นๆ โดยอาร์เอสเอฟได้ดำเนินการสังหารหมู่ที่กรุงคาร์ทูมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2562

ตั้งแต่นั้นมา พลเอกดากาโล ได้สร้างกองกำลังอันทรงพลังที่เข้าแทรกแซงความขัดแย้งในเยเมนและลิเบีย และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เขาได้ควบคุมเหมืองทองบางส่วนในดาร์ฟูร์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของซูดาน เมื่อปี 2562 ต่อมา อาร์เอสเอฟถูกกล่าวหาว่า นำเงินที่ได้จากการค้าทอง เพื่อสนับสนุนกองกำลังของตน กองกำลังอาร์เอสเอฟจึงถูกมองว่าเป็นที่มาของความไม่มั่นคงในประเทศ

ทำไมทหารต้องรับผิดชอบ?


การต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดของความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลังจากการโค่นล้มประธานาธิบดี โอมาร์ อัล-บาชีร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานในปี 2562

ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงบนท้องถนนครั้งใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการปกครองเกือบสามทศวรรษของเขา และต่อมา กองทัพได้ทำรัฐประหารเพื่อกำจัดเขาให้พ้นตำแหน่ง

แต่ถึงกระนั้น ประชาชนยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงบทบาทในแผนการก้าวไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย จากนั้นมีการจัดตั้งรัฐบาลร่วมระหว่างทหารและพลเรือน แต่ถูกล้มล้างด้วยรัฐประหารอีกครั้ง ในเดือนตุลาคม 2564

และตั้งแต่นั้นมา การแข่งขันระหว่าง พลเอกบูร์ฮาน และ พลเอกดากาโล ก็ทวีความรุนแรงขึ้น และแม้กรอบข้อตกลงในการคืนอำนาจสู่มือของพลเรือน ได้รับการเห็นชอบเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่การเจรจาเพื่อสรุปรายละเอียดกลับประสบความล้มเหลว

อะไรจะเกิดขึ้นตอนนี้?


หากการต่อสู้ยังดำเนินต่อไป อาจทำให้ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ และทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเกิดความปั่นป่วนยิ่งขึ้น ที่อาจนำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองที่มีความรุนแรง และก่อให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรม ที่เลวร้ายไม่แพ้สงครามดาร์ฟูร์ในอดีต

นักการทูตซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพยายามกระตุ้นให้รัฐบาลกลับคืนสู่การปกครองแบบพลเรือน อาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแสวงหาหนหาทาง เพื่อให้ผู้นำทางทหารทั้งสองหันมาเจรจากัน

ทั้งสหรัฐฯ จีน รัสเซีย อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และสหภาพแอฟริกา ต่างเรียกร้องให้ยุติการสู้รบอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งคุกคามความไม่มั่นคงในภูมิภาค ซึ่งมีความผันผวนอยู่แล้ว

ความพยายามของประเทศเพื่อนบ้านและหน่วยงานระดับภูมิภาคเพื่อยุติความรุนแรง เริ่มมีขึ้นในวันอาทิตย์ หลังอียิปต์เสนอที่จะไกล่เกลี่ย และหน่วยงานระหว่างรัฐบาลเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาคของแอฟริกา วางแผนที่จะส่งประธานาธิบดีของเคนยา ซูดานใต้ และจิบูตี เพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มซูดานโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในระหว่างนี้ ชาวซูดานอาจจะต้องใช้ความอดทนในการใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอีกช่วงหนึ่ง.

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 3 เดือน “โจชัว หว่อง” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2682308

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 3 เดือน "โจชัว หว่อง" นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

18 เม.ย. 2566 08:21 น.

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 3 เดือน “โจชัว หว่อง” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก “โจชัว หว่อง” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง อีก 3 เดือน ในข้อหาละเมิดคำสั่งศาล ที่ห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตำรวจนายหนึ่งที่ทำร้ายผู้ชุมนุมบาดเจ็บเมื่อปี 2562

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2566 ศาลฮ่องกงพิพากษา ลงโทษจำคุก นายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกง เป็นเวลา 3 เดือน ในข้อหาละเมิดคำสั่งศาล ที่ห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ใช้ปืนพกของผู้ประท้วงบาดเจ็บ 1 ราย ระหว่างเข้าร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562

โจชัว หว่อง เพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อปีที่แล้ว หลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงเมื่อปี 2557 ซึ่งทำให้เขาต้องถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีหลายข้อหา

อัยการกล่าวหาว่านายหว่องได้นำโพสต์ออนไลน์เก่ามาแชร์อีกครั้งทางเฟซบุ๊ก โดยโพสต์นี้มีรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยิงกระสุนจริงจำนวน 3 ชุดเข้าไปในพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัยไช่ หว่าน โฮ ในฮ่องกง โดยกระสุนหนึ่งนัดไปถูกผู้ประท้วง และนำมาซึ่งเสียงโวยวายจากประชาชน ขณะที่กระแสการประท้วงอยู่ในช่วงที่รุนแรงอยู่

ด้านทนายความของนายหว่อง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกความของเขายอมรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และต้องการกล่าวขอโทษต่อนายตำรวจผู้นั้น รวมทั้งครอบครัวของเขาด้วย.

ปูตินเปิดพระราชวังต้อนรับ รมว.กลาโหมจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2682328

ปูตินเปิดพระราชวังต้อนรับ รมว.กลาโหมจีน

18 เม.ย. 2566 08:08 น.

ปูตินเปิดพระราชวังต้อนรับ รมว.กลาโหมจีน

ท่ามกลางความหวาดกลัวของชาติพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ว่ารัฐบาลจีนจะให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์แก่รัสเซียนั้น เมื่อวันที่ 17 เม.ย.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และนายเซอร์เก โชยกู รมว.กลาโหมรัสเซีย ได้เปิดพระราชวังเครมลิน กรุงมอสโก ต้อนรับ พล.อ.หลี่ ฉางฟู รมว.กลาโหมจีน เข้าพบปะหารือเป็นการส่วนตัว

จากคลิปวิดีโอที่ได้รับการเปิดเผย นายปูตินวางตำแหน่งที่นั่งเก้าอี้แบบไม่รักษาระยะห่างเหมือนครั้งต้อนรับผู้นำชาติตะวันตก และทั้งได้มีการเน้นย้ำเรื่องความร่วมมือทางกองทัพ การแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความร่วมมือทางเทคโนโลยี และการจัดซ้อมรบร่วม ขณะที่วันเดียวกัน แหล่งข่าวในรัฐบาลยูเครนได้เปิดเผยกับสื่อรอยเตอร์ อ้างว่าในสนามรบมีการพบอุปกรณ์ชิ้นส่วนจากจีนปะปนอยู่ในอาวุธรัสเซีย

วันเดียวกัน กองทัพเรือจีนเปิดเผยว่า ไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ แต่ได้จับตาอย่างใกล้ชิด หลังกองทัพเรือสหรัฐฯส่งเรือพิฆาต ยูเอสเอส มิลิอุส ล่องผ่านช่องแคบไต้หวัน.

ฮีตสโตรก คร่าชีวิตชาวอินเดีย 12 ศพ ขณะนั่งตากแดดกับคนนับล้านในพิธีมอบรางวัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2682305

ฮีตสโตรก คร่าชีวิตชาวอินเดีย 12 ศพ ขณะนั่งตากแดดกับคนนับล้านในพิธีมอบรางวัล

18 เม.ย. 2566 08:00 น.

ฮีตสโตรก คร่าชีวิตชาวอินเดีย 12 ศพ ขณะนั่งตากแดดกับคนนับล้านในพิธีมอบรางวัล

เกิดเหตุสลด มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ จากโรคฮีตสโตรก หรือเป็นลมแดด ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด ในพิธีแจกรางวัลซึ่งเป็นงานกลางแจ้งมีประชาชนจำนวนมหาศาลนั่งรอกันกลางแดดเพื่อเข้ารับรางวัลจากทางรัฐบาล

เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2566 ทางการอินเดียจัดพิธีมอบรางวัลให้กับประชาชนที่ทำคุณงามความดีในด้านการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเป็นงานที่จัดขึ้นที่ลานกลางแจ้งแถบชานเมืองมุมไบ รัฐมหาราษฏระ มีประชาชนจำนวนนับล้านคนนั่งเรียงเป็นแถวที่พื้น กลางแดดร้อนจัดเพื่อรอรับรางวัล โดยสภาพอากาศร้อนอบอ้าว อุณหภูมิสูงประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ทำให้มีประชาชนพากันเป็นลมหมดสติ มีคนถูกหามส่งจุดพยาบาลของงาน มากกว่า 600 คน มีคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีกกว่าร้อยคน และมีผู้เสียชีวิต 12 ศพ

รายงานข่าวระบุว่า ประชาชนต่างไปรอตั้งแต่เช้าเพื่อเข้ารับรางวัลต่างๆ ที่ทางการมอบให้ โดยมีนายอมิต ชาห์ รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นผู้มอบรางวัล ซึ่งเขายังกล่าวชื่นชมประชาชนที่สามารถอดทนนั่งรอกลางแดดได้

พรรคภารติยะ ชนะตะ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลอินเดีย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และประกาศว่าจะมอบเงินชดเชยให้ โดยระบุว่า พิธีมอบรางวัลปีนี้มีเข้าร่วมประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลได้มอบรางวัลให้แก่บรรดานักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีผลงานดีเด่นของสาขาอาชีพต่างๆ.

สุดอึ้ง ‘รอยบุ๋ม’ พบในร้านอาหารเสฉวน เป็นของไดโนเสาร์อายุ 100 ล้านปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2682088

สุดอึ้ง 'รอยบุ๋ม' พบในร้านอาหารเสฉวน เป็นของไดโนเสาร์อายุ 100 ล้านปี

17 เม.ย. 2566 18:58 น.

สุดอึ้ง ‘รอยบุ๋ม’ พบในร้านอาหารเสฉวน เป็นของไดโนเสาร์อายุ 100 ล้านปี

ยืนยันแล้ว รอยบุ๋ม ที่พบในร้านอาหารแห่งหนึ่งในมณฑลเสฉวนของจีน เป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์ อายุ 100 ปี

สำนักข่าวซินหัวรายงาน คณะนักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า ฟอสซิลรอยเท้าไดโนเสาร์ที่พบในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นของไดโนเสาร์คอยาว ที่อาศัยอยู่บนโลกเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน

การค้นพบสุดแปลกนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2565 โดยลูกค้าร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นไวรัลทั่วโลก เนื่องจากเป็นการพบรอยเท้าในสถานที่ที่แปลกไปจากเดิม ปัจจุบันทีมนักบรรพชีวินวิทยานานาชาติ ได้เผยแพร่การค้นพบนี้ในวารสารครีเทเชียส รีเสิร์ช (Cretaceous Research) ฉบับล่าสุด หลังจากพวกเขาใช้เครื่องสแกนสามมิติ เพื่อวิเคราะห์ “รอยเท้าที่พบในร้านอาหาร” นี้

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า กลุ่มรอยเท้า ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ 50-60 เซนติเมตรเหล่านี้ อาจเป็นของไดโนเสาร์ซอโรพอด ที่มีความยาว 8-10 เมตร จำนวนหนึ่ง

ไดโนเสาร์ซอโรพอด ถือเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยอยู่บนบกเท่าที่มีข้อมูลจวบจนปัจจุบัน
ไดโนเสาร์ซอโรพอด ถือเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยอยู่บนบกเท่าที่มีข้อมูลจวบจนปัจจุบัน

ไดโนเสาร์ซอโรพอด มีหัวเล็ก คอยาว หางยาว และถูกกล่าวขานว่า เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยอยู่บนบกเท่าที่มีข้อมูลจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมานี้ มีย่างก้าวที่สั้นมาก พวกมันเดินทางได้ไกลเพียง 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2565 โอว หงเทา ลูกค้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเมืองเล่อซาน ของมณฑลเสฉวน สังเกตเห็นรอยยุบที่แปลกตาบนพื้นของร้าน ด้วยความที่เขาสนใจศึกษาความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา จึงสันนิษฐานว่า รอยดังกล่าวน่าจะเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์ ก่อนจะติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียงอย่าง รองศาสตราจารย์สิง ลี่ต๋า จากมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งประเทศจีน (China University of Geosciences) ให้มาตรวจสอบ

6 วันถัดมา รองศาสตราจารย์สิง ได้นำทีมนักวิจัยเข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากองค์พระใหญ่เล่อซาน พระพุทธรูปหินสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจีน เพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น

สิง ลี่ต๋า ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยนี้กล่าวว่า ‘รอยยุบ’ เหล่านี้ ถูกพบในปี ค.ศ.1950 แต่ในเวลานั้นเจ้าของบ้านได้ปิดมันเอาไว้ เพื่อทำให้พื้นเรียบ ก่อนที่เจ้าของคนใหม่ได้ปรับปรุงพื้นที่ให้กลายเป็นห้องอาหารเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้รอยเหล่านี้เผยขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งปี 2022 ที่ลูกค้ารายดังกล่าวสังเกตเห็น และคาดว่ารอยยุบเหล่านี้ อาจเป็นมากกว่ารอยบุ๋มทั่วๆ ไป

แอนโธนี โรมิลิโอ (Anthony Romilio) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยนานาชาติกล่าวว่า “รอยเท้าเหล่านี้ไม่มีใครสังเกตเห็นเป็นเวลานานแล้ว แต่เมื่อคุณรู้แล้วว่ามันคืออะไร มันก็ยากที่จะมองผ่านไปได้” พร้อมเสริมว่า เนื่องจากภูมิภาคนี้ไม่มีบันทึกการค้นพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์ ดังนั้น ร่องรอยฟอสซิลเหล่านี้ จึงให้ข้อมูลล้ำค่าเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเดินอยู่ในพื้นที่นี้

นักวิจัยชาวออสเตรเลียท่านนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อันทรงคุณค่าในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ผ่านการประชาสัมพันธ์ของสื่อ “สำหรับผู้โชคดีบางคนแล้ว การค้นพบอาจเกิดขึ้นในสถานที่ที่คาดไม่ถึง หรือแม้แต่ในขณะที่คุณกำลังมองหาของกินอยู่”. 

ที่มา-ภาพ : Xinhua

ร้าวลึก เจ้าชายวิลเลียม ไม่มีแผนพบเจ้าชายแฮร์รี่ ขณะมาร่วมพิธีราชาภิเษก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2682056

ร้าวลึก เจ้าชายวิลเลียม ไม่มีแผนพบเจ้าชายแฮร์รี่ ขณะมาร่วมพิธีราชาภิเษก

17 เม.ย. 2566 17:35 น.

ร้าวลึก เจ้าชายวิลเลียม ไม่มีแผนพบเจ้าชายแฮร์รี่ ขณะมาร่วมพิธีราชาภิเษก

เผยเจ้าชายวิลเลียม ทรงไม่มีแผนจะพบกับเจ้าชายแฮร์รี่ ขณะมาร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องจะได้พบหน้ากัน หลังเจ้าชายแฮร์รี่ออกหนังสือ Spare

เมื่อ 17 เมษายน 2566 เดอะ ซัน รายงาน เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงไม่มีแผนจะพบกับ เจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา ที่จะมาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ ที่อังกฤษในเดือนหน้า หลังจากเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ได้ตัดสินพระทัยจะมาร่วมในพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ของพระราชบิดา โดยที่เมแกน ชายา ไม่ได้มาด้วย ภายหลังได้เปิดใจคุยกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทางโทรศัพท์

สำหรับพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในวันที่ 6 พ.ค.นี้ จะเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายวิลเลียม พระชนม์ 40 ชันษา จะได้ทรงพบหน้าเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ พระอนุชา พระชนม์ 38 ชันษา นับตั้งแต่เจ้าชายแฮร์รี่ได้ออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare สั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษอีกครั้ง เมื่อเดือนมกราคม 2566

เดอะซัน สื่อใหญ่ในอังกฤษเผยเจ้าชายวิลเลียมทรงไม่มีแผนจะพบกับเจ้าชายแฮร์รี่ ที่จะมาร่วมในพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ เดือนพ.ค . 2566
เดอะซัน สื่อใหญ่ในอังกฤษเผยเจ้าชายวิลเลียมทรงไม่มีแผนจะพบกับเจ้าชายแฮร์รี่ ที่จะมาร่วมในพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ เดือนพ.ค . 2566

เนื้อหาบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ ที่ทำให้ความบาดหมางระหว่างสองพี่น้องรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเจ้าชายแฮร์รี่ได้บอกกับคนภายนอกให้รู้ว่า พระองค์ถูกเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา ทุ่มลงบนพื้นตำหนักฟร็อกมอร์ คอทเทจ จนทำให้เจ็บหลัง ขณะทะเลาะกันเรื่องเมแกน อีกทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ ยังเรียกคามิลลา แม่เลี้ยง ว่าเป็นคนอันตราย และยังเผยว่า เคยขอร้องให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดา ซึ่งขณะนี้มีพระชนมพรรษา 74 พรรษา อย่าอภิเษกสมรสกับราชินีคามิลลา.

รู้จัก โควิด XBB.1.16 (อาร์คทูรัส) กำลังจะครองโลก ในอนาคตอันใกล้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681413

รู้จัก โควิด XBB.1.16 (อาร์คทูรัส) กำลังจะครองโลก ในอนาคตอันใกล้

17 เม.ย. 2566 15:28 น.

รู้จัก โควิด XBB.1.16 (อาร์คทูรัส) กำลังจะครองโลก ในอนาคตอันใกล้

  • โควิดพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 หรือถูกเรียกสั้นๆ ว่า ‘อาร์คทูรัส‘ กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก หลังพบครั้งแรกในอินเดียตั้งแต่เดือนมกราคม 2566
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า โควิดอาร์คทูรัส จะเป็นเชื้อโควิดสายพันธุ์หลักที่ครองโลกในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากสามารถแพร่ติดเชื้อได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีก จากการเป็นเชื้อโควิด-19 ลูกผสมไฮบริดของลูกหลานที่เป็นเครือญาติของเชื้อโอมิครอน BA.2 ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการหลบหลีกภูมิคุ้มกันและแพร่ติดเชื้อได้เร็วขึ้นอยู่แล้ว
  • ขณะนี้พบคนติดเชื้อโควิด XBB.1.16 แล้วในอย่างน้อย 29 ประเทศ รวมทั้งไทย ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกและองค์การอนามัยโลกกำลังเฝ้าติดตามจับตาฤทธิ์เดชของโควิดอาร์คทูรัส ว่าจะรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์ที่ผ่านๆ มาหรือไม่ แต่จากรายงานในอินเดียยังไม่พบว่าโควิดอาร์คทูรัสทำให้ป่วยหนักหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ท่ามกลางความสนุกสนานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 ที่ห่างหายไปหลายปี กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ออกมาเตือนเบาๆ เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่สงบเงียบลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า หลังสงกรานต์แล้ว อาจพบคนป่วยโควิด-19 มากขึ้น และจนถึงขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด สายพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 ในไทยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 27 รายแล้ว ในวันที่ 18 เมษายน 

โควิด XBB.1.16 มาจากไหน? จะน่ากลัวเพียงใด? และอันตรายกว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์ที่ผ่านๆ มาหรือไม่? กลายเป็นคำถามขึ้นมาในบัดดล หลังจากคนไทยและชาวโลกหายกลัวโรคโควิด-19 กันมาหลายเดือน…

รู้จักโควิด XBB.1.16 พบครั้งแรกที่อินเดีย

การปรากฏตัวของโควิดสายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 มีขึ้น เมื่อมันถูกพบเป็นครั้งแรกจากการสุ่มตรวจตัวอย่างเชื้อโควิด-19 ในประเทศอินเดีย เมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยเชื้อโควิดสายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 เป็นโควิดลูกผสม หรือไฮบริด ของสายพันธุ์ BA.2.10.1 กับ BA.2.75 ซึ่งโควิดสองสายพันธุ์ย่อยนี้ เป็นลูกหลานของเชื้อโอมิครอน BA.2 ฉายา ‘โอมิครอนล่องหน’ ที่เก่งกาจในการหลบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ จนเข้ามาทดแทนเชื้อโควิด-19 ก่อนหน้า และกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดทั่วโลกตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2565

ดร.มาเรีย ฟาน เคอร์คอฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของภารกิจโควิด-19 ประจำองค์การอนามัยโลก
ดร.มาเรีย ฟาน เคอร์คอฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของภารกิจโควิด-19 ประจำองค์การอนามัยโลก

XBB.1.16 ถูกตั้งชื่อเรียก Arcturus (อาร์คทูรัส)

โควิดสายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 ถูกตั้งชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ‘Arcturus’ (อาร์คทูรัส) ซึ่งคนไทยเรียก ‘ดาวดวงแก้ว’ เป็นดาวฤกษ์สว่างที่สุดในกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากถูกจัดให้เป็นเชื้อโควิด-19 ตัวเต็งที่น่าจับตามอง

22 มีนาคม 2566 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้โควิด  XBB.1.16 เป็นสายพันธุ์ที่กำลังถูกจับตา “variant under monitoring” ซึ่งหมายถึง โควิดสายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ที่อาจส่งผลต่อลักษณะของเชื้อไวรัส รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดความได้เปรียบในการเติบโตกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การที่องค์การอนามัยโลกยังจัดให้โควิดสายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 เป็นเชื้อโควิดที่กำลังถูกจับตานั้น เป็นเพราะพิจารณาแล้วว่ามีความน่ากังวลน้อยกว่า สายพันธุ์ที่น่าสนใจ “variant of interest” ซึ่งคาดว่าจะเป็นเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นกว่าสายพันธุ์อื่นๆ หรือสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น อย่างเช่น WHO ได้จัดให้โควิดสายพันธุ์ XBB.1.15 เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ

โควิดอาร์คทูรัสอันตรายกว่าเดิมหรือไม่

ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ขณะนี้ โควิด XBB.1.16 หรืออาร์คทูรัส มีความคล้ายคลึงกับโควิด XBB.1.15 เพียงแต่มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น 1 ตำแหน่งที่สไปค์โปรตีน หรือโปรตีนหนามซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เชื้อไวรัสใช้ในการยึดเกาะกับเซลล์ของมนุษย์

จากผลการศึกษาในห้องแล็บแสดงให้เห็นว่า การที่เชื้อไวรัสโควิดอาร์คทูรัสกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น 1 ตำแหน่งที่โปรตีนหนามนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้น และศักยภาพในการก่อโรคเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจหมายถึงเชื้อโควิดอาร์คทูรัส สามารถแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเครื่องบ่งชี้ว่าเชื้อโควิดอาร์คทูรัสจะนำไปสู่การทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าเดิม

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยโตเกียวแสดงให้เห็นว่า เชื้อโควิด XBB.1.16 สามารถแพร่ระบาดได้เพิ่มขึ้น 1.27 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ XBB.1 และ XBB.1.15 จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโควิด XBB.1.16 มีศักยภาพจะแพร่ระบาดไปทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

‘นี่เป็นหนึ่งในเชื้อโควิดที่กำลังถูกจับตา’ ดร.มาเรีย ฟาน เคอร์คอฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของภารกิจโควิด-19 ประจำองค์การอนามัยโลกกล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อ 29 มีนาคม 2566

อาการของโควิด XBB.1.16 

ตามรายงานทางสถานีโทรทัศน์นิวเดลี ระบุว่า คนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัส อาจมีอาการหลายอย่าง เช่น เจ็บคอ คัดจมูก มีไข้ อ่อนเพลีย ไอ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และไม่สบายท้อง

ในขณะที่มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ติดเชื้อโควิด XBB.1.16 มีอาการเคืองตาและตาแดง ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เคยพบมาก่อนในผู้ที่ติดเชื้อโควิดในการระบาดระลอกที่ผ่านๆ มา

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า ยังไม่มีเครื่องบ่งชี้ว่าคนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัสจะมีอาการป่วยรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น หรือมีอาการป่วยหนักจนต้องเข้าห้องไอซียู หรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

พบคนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัสแล้วอย่างน้อย 29 ประเทศ

ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกพบคนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัส แล้วอย่างน้อยใน 29 ประเทศ รวมทั้งสิงคโปร์ อินเดีย เนปาล สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และไทย โดยปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ยังพบคนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัส ประมาณ 0.21% ของจำนวนคนติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก แต่หนึ่งเดือนต่อมา เพิ่มขึ้นเป็น 3.96%

ขณะที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ (CDC) ของสหรัฐฯคาดว่ามีคนติดโควิด XBB.1.16 ในสหรัฐอเมริกา แล้ว 7.2%ของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ เมื่อถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 15 เมษายน ที่ผ่านมา

สถานการณ์โควิด-19 ในอินเดีย

ส่วนอินเดีย ตอนนี้กำลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อ 13 เมษายน 2566 กระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 10,158 ราย โดดพรวดขึ้นมา 30% เมื่อเทียบกับหนึ่งวันก่อนหน้า

โดยเฉพาะพบคนติดโควิด-19 รายใหม่พุ่งสูงในรัฐมหาราษฎระ และกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย จึงทำให้ขณะนี้ มีคนติดเชื้อโควิด-19 ที่แสดงอาการ รวมเป็น 44,998 รายแล้ว

ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขอินเดียตรวจพบคนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัสเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ ที่อยู่ระดับ 21.6% มาเป็น 35.8% ในเดือนมีนาคม แต่ก็ไม่พบว่ามีคนติดเชื้อโควิดอาร์คทูรัสต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

เรียกว่า การระบาดของโควิด XBB.1.16 กำลังถูกเฝ้าจับตาจากทั่วโลก ในขณะที่ตามความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ คาดการณ์กันว่า โควิด XBB.1.16 นั้นมาแน่ แถมยังเป็นตัวเต็งที่จะครองโลกในอนาคตอันใกล้แน่นอน

ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : washingtonpostCNA

เมลเบิร์น แซงหน้าซิดนีย์ กลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681813

เมลเบิร์น แซงหน้าซิดนีย์ กลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย

17 เม.ย. 2566 14:13 น.

เมลเบิร์น แซงหน้าซิดนีย์ กลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย

เมลเบิร์นแซงหน้าซิดนีย์ ขึ้นแท่นเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของออสเตรเลีย หลังจากที่ซิดนีย์ครองตำแหน่งอย่างภาคภูมิใจมายาวนานกว่า 100 ปี

เมลเบิร์นกลายมาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียไปแล้ว หลังจากที่นครซิดนีย์ครองตำแหน่งนี้มายาวนานกว่า 100 ปี โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการกำหนดเขตพื้นที่ใหม่เพื่อให้รองรับกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในเมลเบิร์น โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของออสเตรเลีย กำหนดให้เขตเมืองสำคัญ ต้องรวมพื้นที่ชานเมืองของเมลท์ตันที่เชื่อมต่อกันซึ่งมีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคนเข้าไปด้วย

สำนักงานสถิติแห่งชาติของออสเตรเลียระบุว่า การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งก่อน ซิดนีย์ยังมีประชากรมากกว่าเมลเบิร์น แต่เมื่อรวมพื้นที่เมลท์ตันเข้าไปด้วย ทำให้เขตเมืองมีการเปลี่ยนแปลง จนเมลเบิร์นมีประชากรมากกว่าซิดนีย์ โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องทางเทคนิค ขณะที่ตัวเลขล่าสุดจากรัฐบาลในเดือนมิถุนายนปี 2021 ระบุว่าเมลเบิร์นมีประชากรมากถึง 4,875,400 คน มากกว่านครซิดนีย์ถึง 18,700 คน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมลเบิร์น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยนับตั้งแต่ยุคตื่นทองของออสเตรเลียในศตวรรษที่ 19 มีประชาชนจำนวนมากต่างอพยพเข้าไปยังรัฐวิกตอเรีย ทำให้จำนวนประชากรในเมลเบิร์นเติบโตอย่างรวดเร็วแซงหน้าซิดนีย์ไป ก่อนที่ซิดนีย์จะกลับมาครองตำแหน่งนี้อีกครั้งในปี 1905.

ที่มา : บีบีซี

ห้างเฟอร์นิเจอร์คล้าย “อีเกีย” เปิดบริการในรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681878

ห้างเฟอร์นิเจอร์คล้าย “อีเกีย” เปิดบริการในรัสเซีย

17 เม.ย. 2566 13:55 น.

ห้างเฟอร์นิเจอร์คล้าย “อีเกีย” เปิดบริการในรัสเซีย

“สเวด เฮาส์” (Swed House) บริษัทเฟอร์นิเจอร์สัญชาติเบลารุส ซึ่งขายสินค้าที่ออกแบบให้ดูเหมือนสินค้าของ “อิเกีย” บริษัทเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของสวีเดน เปิดสาขาแรกในกรุงมอสโกของรัสเซียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสตอบรับเริ่มต้นจากผู้บริโภค

ทั้งนี้ อิเกียยุติการดำเนินการค้าปลีกและการผลิตทั้งหมดในรัสเซียในเดือนมีนาคม 2565 ไม่นานหลังจากที่รัฐบาลรัสเซียเริ่ม “ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ” ในยูเครน เช่นเดียวกับบริษัทชาติตะวันตกอื่นๆ หลายแห่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องหันไปใช้บริการเวอร์ชันลอกเลียนแบบที่มีคุณภาพด้อยกว่า เช่น ร้านฟาสต์ฟู้ดที่เลียนแบบร้านแมคโดนัลด์ที่เปิดเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว หรือสตาร์คอฟฟี่ หรือที่รู้จักในชื่อสตาร์บัคส์

มาเมดาลี คาซิมอฟ ผู้อำนวยการทั่วไปของ สเวด เฮาส์ กล่าวว่า “เราไม่ใช่อิเกีย เรามีเป้าหมายที่จะเป็นเหมือนอิเกีย เรามีแบรนด์ของเราเอง สินค้าของเราเอง แต่เรามีสินค้าของอิเกียด้วย” คาซิมอฟกล่าวว่า ราว 15% ถึง 20% ของสินค้าของบริษัทเป็นผลิตภัณฑ์ของแท้ของอิเกีย เพราะไม่มีใครห้ามให้เราทำเช่นนี้ ส่วนสินค้าของ สเวด เฮาส์ เอง ก็เป็นที่ต้องการอย่างมากเช่นกัน”

ส่วนลูกค้าภายในร้านได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเปิดสาขาแรกของสเวด เฮาส์ ลูกค้ารายหนึ่งกล่าวว่า “ช่วงนี้เราคิดถึงอิเกียมาก ก็อาจพูดได้ว่าร้านใหม่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” ขณะที่ลูกค้าคนอื่นๆ บอกว่าสถานที่นั้นเล็กเกินไป

ลูกค้าอีกรายหนึ่งกล่าวว่า “สินค้าต้องไม่วางทับกัน อิเกียมีวิธีการบางอย่างในการจัดวางสินค้า คุณสามารถนอนบนเตียง ทดสอบการใช้เฟอร์นิเจอร์ได้ และหากร้านแห่งนี้ต้องการพัฒนา หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”

คาซิมอฟกล่าวว่า ในช่วงแรก สเวด เฮาส์ มีเป้าหมายที่จะเปิดร้าน 5 แห่งในห้างสรรพสินค้าในกรุงมอสโก ก่อนที่จะย้ายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของรัสเซียในปีหน้า

ทั้งนี้ อิเกียกลับมาขายสินค้าทางออนไลน์ในรัสเซียอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว และธุรกิจส่วนหนึ่งของบริษัทยังคงดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้าแบรนด์ “เมกา” 14 แห่งในรัสเซีย.