แม่อเมริกันดวงเฮง ถูกลอตเตอรี่กว่า 68 ล้าน หลังใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายรักษาลูกป่วยมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681788

แม่อเมริกันดวงเฮง ถูกลอตเตอรี่กว่า 68 ล้าน หลังใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายรักษาลูกป่วยมะเร็ง

17 เม.ย. 2566 13:19 น.

แม่อเมริกันดวงเฮง ถูกลอตเตอรี่กว่า 68 ล้าน หลังใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายรักษาลูกป่วยมะเร็ง

แม่ชาวฟลอริดา ถูกลอตเตอรี่มูลค่ากว่า 68 ล้านบาท หลังจากที่ใช้เงินเก็บทั้งชีวิตรักษาลูกสาวที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมจนหายดี

เจอรัลดีน กิมเบล็ท ชาวเมืองเลคแลนด์ ในรัฐฟลอริดา กลายเป็นคนดวงเฮงในชั่วพริบตา หลังเธอถูกรางวัลลอตเตอรี่ของรัฐฟลอริดามูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 68 ล้านบาท จากการที่เธอซื้อลอตเตอรี่แบบขูดใบละ 10 ดอลลาร์สหรัฐ จากปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง โดยปั๊มน้ำมันดังกล่าวก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการขายลอตเตอรี่ที่ได้รางวัลเป็นเงินถึง 2,000 ดอลลาร์ด้วย

นางกิมเบล็ทเล่าว่า วันนั้นเธอตั้งใจไปซื้อลอตเตอรี่แบบขูดมาเสี่ยงโชค หลังจากที่เธอใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับการรักษาลูกสาวที่ป่วยด้วยมะเร็งเต้านมจนลูกสาวของเธอหายดีและเพิ่งออกจากโรงพยาบาล โดยตอนแรกพนักงานปั๊มระบุว่า ลอตเตอรี่แบบขูดหมดแล้ว แต่เธอก็ยืนกรานให้เขาหาดูให้ดี จนกระทั่งพนักงานเจอลอตเตอรี่ใบสุดท้ายพอดี โดยนางกิมเบล็ทตัดสินใจที่จะรับรางวัลในคราวเดียว โดยจะถูกหักภาษี จนเหลือเงินสดราว 1,645,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 56,523,022 บาท

ด้านลูกสาวของนางกิมเบล็ท ให้สัมภาษณ์กับสื่อทั้งน้ำตาว่า แม่ของเธอเสียสละเงินทั้งหมดที่หามาทั้งชีวิตเพื่อช่วยชีวิตเธอไว้ เมื่อรู้ว่าแม่ของเธอถูกรางวัลเธอดีใจกับแม่ของเธอที่สุด โดยเธอเพิ่งจะได้ออกจากโรงพยาบาลก่อนหน้าที่แม่ของเธอซื้อลอตเตอรี่ได้เพียงวันเดียว โดยทางเว็บไซต์ของลอตเตอรี่ฟลอริดาเปิดเผยว่า โอกาสที่จะชนะรางวัลมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ มีโอกาสเพียงแค่ 1 ใน 3,921,270 เท่านั้น.

ที่มา : CNN

เหตุสู้รบระหว่างกองทัพ-กองกำลังกึ่งทหารซูดานยังรุนแรง ดับแล้วเกือบ 100 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681775

เหตุสู้รบระหว่างกองทัพ-กองกำลังกึ่งทหารซูดานยังรุนแรง ดับแล้วเกือบ 100 ศพ

17 เม.ย. 2566 12:18 น.

เหตุสู้รบระหว่างกองทัพ-กองกำลังกึ่งทหารซูดานยังรุนแรง ดับแล้วเกือบ 100 ศพ

มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงทั่วซูดาน ในขณะที่การสู้รบระหว่างกองทัพซูดานและกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว หรือ อาร์เอสเอฟ ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร ดำเนินต่อเข้าสู่วันที่สาม ขณะที่สหภาพแพทย์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 100 ศพ และตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 1,100 คน

ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์ในการควบคุมสถานที่สำคัญในเมืองหลวงคาร์ทูม ขณะที่ประชาชนต่างต้องหลบภัยจากการระเบิด ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ ทั้งสองฝ่ายสั่งหยุดยิงชั่วคราว เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับการอพยพ แม้จะไม่ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายยึดมั่นต่อคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพียงใด แพทย์เตือนว่าสถานการณ์ที่โรงพยาบาลในกรุงคาร์ทูมยังคงยากลำบาก และการสู้รบทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่และเวชภัณฑ์ไม่สามารถเข้าถึงผู้บาดเจ็บได้

การต่อสู้ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้นำทางทหารของประเทศ ซึ่งได้ลุกลามกลายเป็นความรุนแรงระหว่างกองกำลังสองกลุ่มที่เป็นคู่แข่งกัน โดยผู้บัญชาการทหารของทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถตกลงกันได้ว่า ประเทศควรเปลี่ยนไปใช้การปกครองแบบพลเรือนอย่างไร หลังจากซูดานอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาตั้งแต่การรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดี โอมาร์ อัล-บาชีร์ ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานในปี 2562

ในวันอาทิตย์และวันจันทร์ อาร์เอสเอฟอ้างว่า สามารถยึดครองพื้นที่ในกรุงคาร์ทูม เช่น ทำเนียบประธานาธิบดี และเมืองออมดูร์มาน ที่อยู่ติดกัน ตลอดจนภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของประเทศ และสนามบินเมโรเว ทางตอนเหนือของประเทศ แต่รายงานบางกระแสระบุว่า กองทัพได้อำนาจควบคุมสนามบินกลับคืนมาแล้ว โดยกองทัพระบุว่า พวกเขากำลังจัดการกับ “กลุ่มกบฏกลุ่มเล็กๆ”

ก่อนหน้านี้กองทัพปฏิเสธว่า อาร์เอสเอฟได้ยึดสถานที่สำคัญในเมืองหลวง และมีผู้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า กองทัพดูเหมือนจะยึดพื้นที่เพิ่มได้อีก หลังจากถล่มฐานทัพของอาร์เอสเอฟด้วยการโจมตีทางอากาศ

การสู้รบเกิดขึ้นระหว่างหน่วยทหารที่ภักดีต่อ พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของซูดาน และประธานสภาอธิปไตย ผู้นำโดยพฤตินัยของซูดาน และอาร์เอสเอฟ ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร ซึ่งได้รับคำสั่งจาก พลเอกโมฮาเหม็ด ฮัมดาน ดากาโล หรือ “เฮเมดติ” รองผู้นำของซูดาน ประเด็นความขัดแย้งสำคัญระหว่างสองฝ่ายอยู่ที่แผนการผนวกรวมกองกำลังอาร์เอสเอฟที่มีความแข็งแกร่ง จำนวน 100,000 นาย เข้ากับกองทัพ และใครจะเป็นผู้นำกองกำลังคนใหม่

คำสั่งหยุดยิงชั่วคราวในวันอาทิตย์ เกิดขึ้นตามข้อร้องเรียนจากสหภาพแพทย์ที่ระบุว่า แพทย์และผู้ป่วยประสบความยากลำบากในการเดินทางไปและกลับจากโรงพยาบาล ในขณะที่การสู้รบกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด

ขณะที่นานาชาติเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงอย่างถาวร โดยผู้นำชาติอาหรับและสหรัฐฯ ยังได้เรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นการเจรจาที่มีเป้าหมาย เพื่อฟื้นฟูรัฐบาลพลเรือน ในขณะที่สหภาพแอฟริกาได้ประกาศว่า จะส่งนักการทูตชั้นนำ “มุสซา ฟากี มาหะหมัด” เพื่อร่วมเจรจาหยุดยิง ขณะที่อียิปต์และซูดานใต้เสนอที่จะไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่ม

คณะกรรมการกลางของแพทย์ซูดานรายงานว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 56 ศพ และเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงเสียชีวิตหลายสิบศพ และบาดเจ็บอีกประมาณ 600 คน ด้านสหภาพแพทย์ระบุยอดผู้เสียชีวิตไว้ที่ 97 ศพ บาดเจ็บ 365 คน

ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 83 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,100 คนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นช่วงที่อาร์เอสเอฟเริ่มระดมกำลัง แต่ไม่ได้ระบุจำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตในการสู้รบ

ในบรรดาผู้เสียชีวิต มีเจ้าหน้าที่ 3 คนของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้ระงับการดำเนินงานในซูดานแล้ว ขณะที่มีรายงานว่า โทรทัศน์ของรัฐซูดานหยุดการส่งสัญญาณ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การออกอากาศหยุดชะงัก.

ตะลึง จีนพบฟอสซิล ‘ปลาน้ำจืด 9 หาง’ สภาพดีชิ้นแรกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681765

ตะลึง จีนพบฟอสซิล 'ปลาน้ำจืด 9 หาง' สภาพดีชิ้นแรกของโลก

17 เม.ย. 2566 11:46 น.

ตะลึง จีนพบฟอสซิล ‘ปลาน้ำจืด 9 หาง’ สภาพดีชิ้นแรกของโลก

จีนพบฟอสซิล ‘ปลาน้ำจืด 9 หาง’ สภาพดีชิ้นแรกของโลก ที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ ปลาน้ำจืดสายพันธุ์นี้อาจเป็นนักว่ายน้ำตัวฉกาจ

สำนักข่าวซินหัวรายงาน คณะนักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังและบรรพมานุษยวิทยา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ค้นพบซากฟอสซิลปลาน้ำจืด (galeaspid) สายพันธุ์ใหม่ที่มี “9 หาง” ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งถือเป็นซากฟอสซิลปลาน้ำจืดที่มีสภาพหางสภาพดีชิ้นแรกของโลก โดยการศึกษาฉบับนี้เผยแพร่ผ่านวารสารเนชันแนล ไซเอนซ์ รีวิว (National Science Review)

รายงานระบุว่า ปลาน้ำจืดสายพันธุ์ใหม่นี้ ถูกตั้งชื่อว่า “ฟอกแซสปิส โนเวมูรา” (Foxaspis novemura) เพราะครีบหางประกอบขึ้นจาก 9 หาง ที่แผ่ออกเหมือนรังสี ลักษณะคล้ายกับสุนัขจิ้งจอกเก้าหาง สัตว์ตามตำนานจากวรรณคดีโบราณชานไห่จิง (Shan Hai Jing) หรือ “คัมภีร์แห่งขุนเขาและทะเล” ของจีน

จีนพบฟอสซิล ‘ปลาน้ำจืด 9 หาง’ สภาพดีชิ้นแรกของโลก ที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้
จีนพบฟอสซิล ‘ปลาน้ำจืด 9 หาง’ สภาพดีชิ้นแรกของโลก ที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้

ก้าย จื้อคุน ศาสตราจารย์วิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า ซากฟอสซิลนี้เก็บรักษาครีบหางทั้งส่วนพับและส่วนบานไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เผยให้เห็นรายละเอียดทางสัณฐานวิทยาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยปลาน้ำจืดสายพันธุ์นี้อาจเป็นนักว่ายน้ำตัวฉกาจ รู้จักใช้การหดตัวของกล้ามเนื้อควบคุมพื้นที่ระหว่างส่วนหางและกระแสน้ำ เพื่อสร้างแรงผลักที่แตกต่างกัน

คณะนักวิจัยยังวิเคราะห์ความเร็วในการว่ายน้ำจากสัณฐานทางเรขาคณิตของส่วนหาง และพบความเร็วในการว่ายน้ำของปลาน้ำจืดสายพันธุ์นี้ อาจรวดเร็วกว่าปลาน้ำจืดที่มีขากรรไกรและไร้ขากรรไกรตามบรรพบุรุษของพวกมัน.

ที่มา-ภาพ : Xinhua

การจูบปาก และทักทายด้วยลิ้นในวัฒนธรรมชาวทิเบต กับการตีความ “ดาไลลามะ” ตามมุมมองตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681063

การจูบปาก และทักทายด้วยลิ้นในวัฒนธรรมชาวทิเบต กับการตีความ "ดาไลลามะ" ตามมุมมองตะวันตก

17 เม.ย. 2566 09:15 น.

การจูบปาก และทักทายด้วยลิ้นในวัฒนธรรมชาวทิเบต กับการตีความ “ดาไลลามะ” ตามมุมมองตะวันตก

  • โลกโซเชียลแชร์คลิปวิดีโอองค์ดาไลลามะ จูบปากเด็กผู้ชายคนหนึ่ง และยังขอให้เด็กผู้ชายคนนี้ดูดลิ้นของพระองค์ แม้ว่าพระองค์จะออกมาขอโทษและบรรดาลูกศิษย์ได้ออกมาปกป้องพฤติกรรมนี้ แต่บรรดาผู้ที่นับถือศรัทธาหลายคนยังตกใจและสับสนกับภาพที่เห็น
  • บรรดาองค์กรสิทธิมนุษยชนในทิเบตต่างออกมาตั้งคำถาม ประณามการกระทำของดาไลลามะ และเปรียบเทียบว่าเป็นการเข้าข่ายละเมิดต่อเด็ก 
  • ด้านนักเคลื่อนไหวชาวทิเบตมองว่า การเอามุมมองของวัฒนธรรมตะวันตก และวัฒนธรรมอื่นๆ ตลอดจนความเป็นไปทางสังคมอื่นมาตีความชาวทิเบต เป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างยิ่ง  

กลายเป็นกระแสร้อนในโลกโซเชียล จากกรณีการเผยแพร่คลิปวิดีโอองค์ดาไลลามะ ที่ทำให้บรรดาผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด บางคนบอกว่าเป็นภาพที่น่าขยะแขยง และหลายคนบอกว่า ตกใจสุดขีดที่เห็นการกระทำของผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต นับได้ว่าเป็นภาพที่สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้นับถือศรัทธา และทำให้ต้องกลับมาหาข้อเท็จจริงว่า การจูบปากและทักทายด้วยลิ้นมีจริงหรือไม่ในวัฒนธรรมชาวทิเบต

ดาไลลามะ มีความสำคัญอย่างไรต่อชาวทิเบต

“ดาไลลามะ” หรือ “ทะไลลามะ” เป็นองค์ประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ศาสนาพุทธนิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก หรือที่เรียกว่า ศาสนาพุทธแบบทิเบต (Tibetan Buddhism) ชาวทิเบตเชื่อว่าทรงเป็นอวตารในร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อมรณภาพแล้วก็จะกลับชาติมาเกิดวนไป

ชาวทิเบตเคารพนับถือพระองค์เป็นผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ ตำแหน่งทะไลลามะนั้นมาจากภาษามองโกเลีย 2 คำมารวมกัน คือ “ดาไล” (Dalai) ที่มีความหมายถึงท้องทะเล มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ และ “ลามะ” (Lama) คือพระชั้นผู้ใหญ่ผู้มีปัญญา 

ส่วนดาไลลามะองค์ปัจจุบัน เป็นองค์ที่ 14 มีพระนามว่า แต็นจิน กยาโช ทรงขึ้นรับตำแหน่งตามกระบวนการสรรหาดาไลลามะองค์ก่อน ผู้ที่กลับชาติมาเกิดในร่างเด็กชาย นอกจากเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตแล้ว

พระองค์ยังเป็นตัวแทนการต่อสู้เพื่อผืนแผ่นดินและประชาชนชาวทิเบตมาอย่างยาวนาน พระองค์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี พ.ศ.2532 ขณะที่รัฐบาลจีนตราหน้าว่าเป็นผู้นำการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดน เขตปกครองตนเองทิเบต ออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ต้องทรงลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่เมืองธรรมศาลา รัฐหิมาจัลประเทศ ของอินเดีย 

คลิปวิดีโอสุดช็อกและคำขออภัยจากดาไลลามะ

คลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความตกใจของหลายฝ่าย แสดงให้เห็นว่าขณะที่อยู่ในงานพิธีทางศาสนาที่วัดดาไลลามะ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมาก ได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาองค์ดาไลลามะ จากนั้นทรงกอดเด็กผู้ชาย แล้วจูบปากเด็ก ก่อนที่จะทรงกล่าวว่า ให้เด็กดูดลิ้นของพระองค์ ท่ามกลางสายตาคนจำนวนมาก และมีเสียงปรบมือดังขึ้น องค์ดาไลลามะดูยิ้มแย้ม ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้ดูละอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น

คลิปวิดีโอนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่าทรงทำอะไรกันแน่ และการจูบปากแบบในคลิปนี้เป็นการทักทายแบบปกติตามธรรมเนียมของชาวทิเบตหรือไม่ และการกระทำของดาไลลามะต่อเด็กชายมีความเหมาะสมหรือไม่

ขณะที่องค์ดาไลลามะเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านทวิตเตอร์ของพระองค์ ที่มีผู้ติดตามประมาณ 19 ล้านคน โดยระบุว่า คลิปวิดีโอที่ถูกแชร์ออกไปแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่เด็กชายเข้าเฝ้าดาไลลามะอย่างใกล้ชิด เด็กน้อยได้ขอเข้าไปกอดพระองค์ โดยทรงขอโทษต่อเด็กชายและครอบครัวของเขา รวมไปถึงมิตรสหายทั่วโลก ที่รู้สึกเจ็บปวดจากถ้อยคำของพระองค์

นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังระบุว่า ดาไลลามะมักจะปฏิบัติต่อผู้คนที่พบเจอด้วยความสดใสและบริสุทธิ์ แม้แต่ในที่สาธารณะและต่อหน้ากล้องก็ตาม

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนในทิเบตต่างออกมาประณามการกระทำของดาไลลามะ และเปรียบเทียบว่าเป็นการละเมิดต่อเด็ก ขณะที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวทิเบตบางคนออกมาบอกว่า นี่เป็นเรื่องตลก และองค์ดาไลลามะถูกโจมตีจากการที่พระองค์แสดงออกในแบบของชาวทิเบต

ทาวา เซอริง สมาชิกสภาชาวทิเบตพลัดถิ่น ในเมืองธรรมศาลา เล่าเหตุการณ์ว่า ในตอนนั้น เด็กเดินเข้ามาถามพระองค์ว่า ขอกอดพระองค์ได้ไหม ดาไลลามะผู้ร่าเริงทรงตอบว่า ได้ แล้วถามเด็กว่า ขอจูบได้ไหม แล้วก็ทรงจูบเด็ก จากนั้นทรงถามเด็กต่อว่า ดูดลิ้นพระองค์ได้ไหม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเล่นตลกขำขันของพระองค์ และเป็นการหยอกล้อต่อคำกับเด็ก ซึ่งเราไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์กันไปใหญ่โต 

ด้าน นัมดอล ลากยารี นักเคลื่อนไหวชาวทิเบตพลัดถิ่นกล่าวว่า ทุกวันนี้การแสดงออกทางอารมณ์ของคนเรา ถูกผสมผสานปนเปกันจนเป็นไปตามวัฒนธรรมตะวันตก และการเอามุมมองของวัฒนธรรม ตลอดจนความเป็นไปทางสังคมอื่นมาตีความชาวทิเบต เป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างยิ่ง  

“แลบลิ้น ดูดลิ้น และจูบปาก” อาจเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของทิเบต

วัฒนธรรมการทักทายและแสดงความเคารพของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ของทิเบตนั้นมีตำนานเล่าขานว่า ในสมัยศตวรรษที่ 9 พระเจ้าลัง ทาร์มา (Lang Darma) ผู้มีลิ้นสีดำ เป็นกษัตริย์ผู้ปกครองทิเบตด้วยความโหดเหี้ยมทารุณ ขณะที่ชาวทิเบตมีความเชื่อในเรื่องของการตายแล้วกลับชาติมาเกิด

เมื่อวันหนึ่ง พระเจ้าลัง ทาร์มา สิ้นพระชนม์ ผู้คนก็หวาดกลัวการกลับชาติมาเกิดของพระองค์ และเมื่อเวลาไปที่ไหนผู้คนก็มักจะแลบลิ้นให้กัน เพื่อให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีลิ้นสีดำ ไม่ได้เป็นกษัตริย์ผู้โหดร้ายกลับชาติมาเกิด การแลบลิ้นและดูดลิ้นอาจกลายเป็นวัฒนธรรมการทักทาย และการแสดงการยอมรับของผู้คนเมื่อเวลาผ่านไป

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ แม้แต่บรรดาผู้นำศาสนาพุทธทิเบต ก็ไม่ได้ออกมากล่าวยืนยันแน่ชัดว่า การแลบลิ้นดูดลิ้นแบบนี้ว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวทิเบตจริงหรือไม่. 

ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล : Independent CNN

เกษตรฯประชุมร่วม คกก.สิ่งแวดล้อมฯ ประเมินผลกระทบ สร้างปตร.กรงปินัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/724948

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูรอินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นผู้แทน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

ในการนี้ สำหรับผลการประชุมที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯมีสาระสำคัญ ดังนี้ กรมชลประทาน เสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการประตูระบายน้ำ(ปตร.) กรงปินัง จ.ยะลา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ และให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไข และมาตรการติดตามตรวจสอบ รวมทั้งแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พร้อมตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการตามมาตรการฯ และนำความเห็นของที่ประชุมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกอบการพิจารณา ตามมาตรา 49 และมาตรา 51/6 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ต่อไป

‘อภัย’ขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/724949

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานกำหนดนโยบายขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสำหรับภาคการเกษตร ครั้งที่ 1/ 2566 พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรตามนโยบายขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสำหรับภาคการเกษตร เพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากระบบการผลิตในสินค้าเกษตรรวมถึงการรวบรวมเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม และการศึกษาวิจัยเพื่อส่งเสริมการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบการผลิต ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

อนึ่ง ได้มีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 921/2565 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานกำหนดนโยบายขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสำหรับภาคการเกษตร โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานคณะทำงานมีคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมาย รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รองอธิบดีกรมการข้าว รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รองอธิบดีกรมประมง และรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น และมี ผอ.สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นคณะทำงานและเลขานุการร่วม โดยมีอำนาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงเสนอรูปแบบและแนวทางการขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตสำหรับภาคการเกษตร

‘หมออัฐ’แนะนำสมุนไพรเด็ดสรรพคุณแน่นแต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725072

'หมออัฐ'แนะนำสมุนไพรเด็ดสรรพคุณแน่นแต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

‘หมออัฐ’แนะนำสมุนไพรเด็ดสรรพคุณแน่นแต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.46 น.

ละคร “หมอหลวง” กำลังเป็นละครกระแสแรง โกยเรตติ้ง แบบปังๆ อยู่ขณะนี้เป็นละครที่สร้างทั้งความฮาให้คนดูแล้วยังเสริมความรู้ มีสาระตามแบบฉบับละครการแพทย์แผนไทย ทำให้กระแสการรักษาด้วยสมุนไพรไทยได้รับความสนใจตามมาด้วยเช่นกันในปัจจุบันนี้โดยทั่วไป เมื่อมีอาการป่วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เจ็บคอ ท้องเสีย ท้องอืด ฯลฯ หลายคนมักจะเลือกใช้ยาแผนปัจจุบันเพราะเป็นวิธีที่รวดเร็วทันใจ แต่พอได้ชมละครนำเสนอการรักษาด้วยสุมนไพรต่างๆ เลยหันมาสนใจนำสมุนไพรที่หาได้รอบๆ ตัว รอบๆ บ้าน ว่ามีพืชสมุนไพร อะไรที่ปลูกอยู่แล้วสามารถนำมาใช้ได้หรือเปล่า เพราะพืชสมุนไพรสามารถนำมาใช้รักษาอาการเหล่านี้ ได้ผลดี แถมบางชนิดยังสามารถบรรเทาอาการโรคยอดฮิตได้อีกด้วยวันนี้ “คุณหมออัฐ” อาจารย์อัฐพงศ์  ประสิทธิเวชชากูร เภสัชกรรรม/เวชกรรมแผนไทยและจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การดูแลสุขภาพแผนไทยจีนและเป็นผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ ภายใต้ชื่อ “คิว ยู” ( Q YOU ) ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร บำรุงร่างกาย ทุกตัวปลอดภัย ไร้เสตียรอยด์ การันตีคุณภาพด้วยเลขทะเบียน อย.ใบรับรอง ก็เลยขอนำสมุนไพรไทยต่างๆ ที่คนไทยรู้จักดีมาบอกเล่าถึงสรรพคุณให้ทราบกัน รวมถึงคำแนะนำในการใช้สมุนไพรอย่างถูกวิธี

“สมุนไพร คือ ยาที่ได้มาจากพืช แร่ธาตุ สัตว์ ที่สามารถนำไปใช้เพื่อบำรุงร่างกายและรักษาโรค โดยอาจอยู่ในรูปแบบของอาหารยาแผนโบราณ หรือเสริมอาหาร ที่อาจสามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบ แต่การรักษาด้วยยาสมุนไพรควรทำการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากยาสมุนไพรบางชนิดต้องใช้ในสัดส่วนที่ถูกต้อง มีวิธีการใช้ และปริมาณในการใช้ที่แตกต่างกัน หากใช้อย่างผิดวิธีหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือเกิดผลข้างเคียงตามมาได้ สมุนไพรบางชนิดไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น รางจืด สมุนไพร ล้างพิษ ถอนพิษ คนติดยา ติดเหล้า กินรางจืดช่วยได้ เพราะรางจืดเป็นสมุนไพรที่มีรสเย็น ตามตำรับยาสมุนไพรไทย ใช้รางจืดปรุงเป็นยาเขียวแล้วดื่มเพื่อลดไข้ แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ถอนพิษแมงดาทะเล ล้างพิษยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ ช่วยเลิกยาเสพติด แต่อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพร รางจืด ก็มีข้อควรระวัง คือ ห้ามกินติดต่อกันเกิน 30 วันเพราะอาจทำให้ร่างกายเกิดความเย็น มือเย็น เท้าชา เลือดลมเดินไม่สะดวก ไม่ควรกินต่อเนื่องนานๆ  เป็นยาแก้ตามอาการ ไม่ใช่ยาบำรุง ส่วนที่เป็นยาบำรุงจะต้องมีรสอุ่นๆ กลางๆ เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์เลือดอุ่น การใช้สมุนไพร​ต้องรักษาสมดุลของร่างกายด้วย ยาที่มีรสร้อนก็เช่น พวกยาโป๊ว กระชายดำ กินต่อเนื่องนานๆ ไม่ได้ นอกจาก รางจืด ที่เป็นสมุนไพร รสเย็น แล้ว ยังมีสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมาย ที่มากสรรพคุณ ที่ผมอยากแนะนำ คือ  หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา ในปัจจุบันได้นิยมมีการปลูกหญ้าปักกิ่งกันทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยเป็นสมุนไพรทางเลือกผู้ป่วยมะเร็ง ปัจจุบันจะเอามาใช้คู่กับรักษาด้วยการคีโม ถ้ากินหญ้าปักกิ่ง เป็นยาเย็น ช่วยให้ร่างกายไม่บอบช้ำจากการรักษาด้วยคีโมมากเกินไป , หนุมานประสานกาย ช่วยเรื่องปอด รักษาวัณโรคปอด แก้อัมพฤกษ์ ,พลูคาว แพร่พันธุ์ได้ง่าย มีประโยชน์ ใช้กินเป็นผักแกล้มกับ ลาบ ส้มตำได้ ข้อดีคือต้านไวรัส โดยเฉพาะไวรัสที่ปอด , หญ้าไผ่น้ำ คนที่เป็นโรคไต เริ่มมีภูมิแพ้ เริ่มหน้าเกรียม ดื่มน้ำน้อย ผิวไม่สวย ตาบวม เอาหญ้าไผ่น้ำต้มกิน แทนน้ำดื่มได้ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูไตให้กลับมา แล้วยังช่วยขับพิษที่ตกค้างในร่างกายคนที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ตื่นแล้วไม่อยากลุก กินเข้าไปแล้วตัวจะเบาเพราะร่างกายขับพิษออกมา, เพชรสังฆาต รักษาริดสีดวงทวาร ใช้บำรุงพวกไขข้อ บำรุงกระดูก และสมุนไพรที่กำลังมาแรง ชื่อ หญ้าพรมมิ ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ช่วยการนอนให้หลับลึกพรมมิ หรือ ผักมิ เป็นสมุนไพรอีกอย่างหนึ่งที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ใช้รับประทานเป็นผักลวกและจิ้มน้ำพริก ในตำราอายุรเวทของอินเดีย กล่าวว่า พรมมิ มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง จากข้อมูลทางเภสัชวิทยา พบว่า พรมมิ มีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความจำ การตัดสินใจ ช่วยปกป้องเซลล์สมอง

อย่างไรก็ตาม สมุนไพรต่างๆ มีทั้งคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย ก็ไม่ควรรับประทานสมุนไพรเดิม ซ้ำๆ  เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ และทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงครับ”

สำหรับผู้ที่สนใจปรึกษาเรื่องสมุนไพร หรือต้องการให้หมออัฐ ตรวจเช็คสุขภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์ใบหน้า และด้วยวิธีการจับชีพจร (แมะ) เพื่อเป็นการป้องกัน ดูแลสุขภาพก่อนจะเกิดโรคหรือมีปัญหาสามารถลงทะเบียนในการเข้าตรวจสุขภาพได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ LineID: @mahamor.attหรือติดตามข้อมูลข่าวสารจากหมออัฐผ่านช่องทาง Facebook , Youtube ,และ Tiktok :  @mahamorAttหรือ โทรสอบถาม​/จองคิวปรึกษา​เพิ่มเติมได้ที่​ 098-357-1450

#หมอแผนจีน #หมอแมะ #รักษาหมอจีน #หมอจีนรักษาโรค #แพทย์แผนจีน#รางจืด #หญ้าพรมมิ #พลูคาว #สมุนไพรไทย #สมุนไพรจีน

ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด…จากเนื้อตาย สู่ตาบอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724899

ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด…จากเนื้อตาย สู่ตาบอด

ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด…จากเนื้อตาย สู่ตาบอด

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ภาวะฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลเสียต่อเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะเนื้อเยื่อผิวหนัง เนื้อเยื่อจอตา และระบบประสาทได้ ถึงแม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้รักความสวยงามควรต้องรู้จักไว้ เพื่อสังเกตอาการของตนเองภายหลังฉีด

ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ในเวชปฏิบัติความงาม ได้แก่สารกลุ่มไฮยา หรือชื่อเต็มคือสารไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic aicd) จะมีลักษณะหนืด หากเข้าไปอยู่ในร่างกายตามร่องต่างๆ จะทำให้ร่องตื้นขึ้น จึงได้นำมาใช้สำหรับการเติมเต็มร่องต่างๆ เช่น ร่องแก้มร่องใต้ตา เป็นต้น รวมถึงการเติมบริเวณที่เนื้อที่พร่อง เช่น ขมับตอบ แก้มตอบ เป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้าสาร
ดังกล่าวไปอยู่ในหลอดเลือด ก็จะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงผิวหนัง จึงทำให้เกิดภาวะเนื้อตายและเป็นแผลได้ ทั้งนี้หลอดเลือดในผิวหนังบางตำแหน่งยังมีส่วนต่อไปยังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอตา และระบบสมองของร่างกายด้วย ดังนั้น หากสารฟิลเลอร์ไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอตาจนทำให้จอตาขาดเลือดก็อาจทำให้ตาบอดได้ หรืออาจไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือดได้เช่นกัน

ในกรณีของฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือดผิวหนัง อาการที่พบ ได้แก่

1. อาการปวด โดยผู้ป่วยจะปวดมากหากมีการแทงเข็มทะลุผนังหลอดเลือดแดง และปวดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหนังขาดเลือด

2. ผิวสีซีด มักจะพบภายในไม่กี่วินาทีจนไปถึงหลายนาทีหลังฉีด

3. ผิวสีแดงเป็นตาข่าย พบภายหลังฉีดเป็นนาทีจนไปถึงหลายชั่วโมง

4. ผิวสีน้ำเงินอมเทา ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อขาดเลือดเป็นระยะเวลานาน เริ่มพบได้ภายหลังฉีดระดับชั่วโมง

5. ผิวหนังพอง ตุ่มหนอง เกิดจากการที่ผิวหนังขาดเลือดมากขึ้นมักเกิดภายหลังผิวหนังขาดเลือด 1-5 วัน

6. แผลถลอก แผลเปิด เกิดจากการที่เนื้อผิวหนังชั้นบนตาย เกิดภายหลังผิวหนังขาดเลือดเป็นวันจนถึงสัปดาห์

7. แผลหาย และแผลเป็น

อาการดังกล่าวสามารถพบร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ และในบางรายอาจมีอาการไม่ครบทุกข้อได้ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการฉีดฟิลเลอร์ ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองภายหลังฉีด หากเกิดภาวะดังกล่าว ควรรีบกลับไปพบแพทย์ที่ทำการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อทำการสลายฟิลเลอร์และดูแลแผล เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว

รศ.นพ.วาสนภ วชิรมน

สาขาวิชาโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ฯ จัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนสัมผัสศิลปวัฒนธรรมบนเวที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724906

มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ฯ จัดการแสดงโขนรามเกียรติ์  เปิดโอกาสให้เยาวชนสัมผัสศิลปวัฒนธรรมบนเวที

มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ฯ จัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนสัมผัสศิลปวัฒนธรรมบนเวที

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดม่านการแสดงโขนหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี 2566 ในชุด “โมกขศักดิ์” โดยคณะโขนเยาวชนจากศูนย์ศิลปะการแสดง สถาบันคึกฤทธิ์ ซึ่งจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2566 รอบการแสดง รอบบ่ายเวลา 13.30 น. และรอบค่ำเวลา 18.00 น. (รอบเสด็จ) ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ

โขนรามเกียรติ์ตอน “โมกขศักดิ์” เป็นเรื่องราวของ กุมภกรรณ พญายักษ์ซึ่งเป็นอนุชาของทศกัณฐ์ กุมภกรรณ เป็นพญายักษ์ครองธรรม รักษาไว้ซึ่งสัจจะ ทศกัณฐ์เรียกกุมภกรรณมาปรึกษาเรื่องการศึก กุมภกรรณจึงจำใจรับอาสาออกทำสงคราม โดยจะนำหอกโมกขศักดิ์อันมีฤทธิ์ร้ายกาจออกทำศึก แต่ด้วยเหตุอาเพศที่ต้องเสียสัจสุจริตหอกนั้นกลับเป็นสนิมทั้งสี่คม กุมภกรรณต้องประกอบพิธีลับหอก ริมแม่น้ำใหญ่ โดยจัดสั่งให้ตั้งโรงพิธีพร้อมทั้งเครื่องบูชาตามตำรา และได้สั่งไพร่พลกวดขันดูแลมิให้สิ่งปฏิกูลใดๆ ผ่านเข้ามาเป็นอันขาด ทางฝ่ายพระราม พิเภกกราบทูลว่า สิ่งที่จะทำลายพิธีได้ คือ ให้หนุมานและองคตแปลงกายเป็นอีกาที่จิกกินซากหมาเน่า ลอยผ่านเข้าไปใกล้บริเวณพิธี เมื่อกุมภกรรณได้กลิ่นก็จะประกอบพิธีต่อมิได้ ถึงกุมภกรรณเสียพิธีแต่ก็ต้องยกทัพออกรบกับพระลักษมณ์ ในการรบครั้งนี้ พระลักษมณ์เป็นฝ่ายเสียทีถูกหอกโมกขศักดิ์ปักพระอุระจนสลบลงกองทัพของกุมภกรรณจึงกลับเข้ากรุงลงกาอย่างฮึกเหิม ฝ่ายพิเภกทูลพระรามว่าสรรพยาที่จะแก้ฤทธิ์หอกนี้ได้ คือ ต้นสังกรณีตรีชวาและน้ำปัญจมหานที แต่ที่สำคัญที่สุดคือถ้าแสงพระอาทิตย์สาดส่องเมื่อใดจะหมดโอกาสแก้ไขได้ หนุมานรับอาสาเหาะขึ้นไปบนฟากฟ้าเข้ายุดรถพระอาทิตย์ จนตนเองต้องพินาศเพราะอำนาจของแสงอาทิตย์ พระอาทิตย์เห็นเหตุการณ์ประหลาดครั้งนี้จึงชุบหนุมานขึ้นมาแล้วถามถึงสาเหตุ ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ช่วยเหลือโดยชักรถหลบเข้าไปในกลีบเมฆหนุมานไปเก็บสรรพยา และน้ำปัญจมหานทีจากกรุงอโยธยามาถวาย จนพระลักษมณ์ฟื้นคืนสติ นำกองทัพกลับคืนสู่พลับพลา

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวถึงการจัดแสดงโขนรามเกียรติ์ครั้งนี้ว่า

“การแสดงโขนรามเกียรติ์หน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรามีการเตรียมความพร้อมในการฝึกซ้อมเยาวชนกว่า 300 ชีวิต ที่จะขึ้นบนเวทีในครั้งนี้ และในปีนี้ทางสถาบันคึกฤทธิ์ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในทุกจุดของโขนรามเกียรติ์โดยที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กที่ฝึกรำ ฝึกเล่นโขน เพราะเราเชื่อว่าการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไม่จำเป็นแค่เรียนโขน หรือเล่นดนตรีไทย พวกเขาสามารถเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมผ่านการทำงานได้อีกหลายวิธี หลายรูปแบบ ซึ่งในรามเกียรติ์ ตอนโมกขศักดิ์ ของเราได้เด็กมัธยมมาเป็นทีมโซเชียล ทีมกราฟิกดีไซน์ ที่มาออกแบบ เสื้อ กระเป๋าของชำรวยที่ขายในงาน ซึ่งออกมามีสไตล์จนผมเองยังแปลกใจ ขอเพียงเราเปิดโอกาสให้พวกเข้าได้สัมผัสใกล้ชิดกับศิลปวัฒนธรรมของเรา เยาวชนเหล่านี้ก็จะเกิดความผูกพัน และ สืบต่อความสวยงามของศิลปะชาติด้วยตัวเขาเอง”

โดยการแสดง ทางสถาบันคึกฤทธิ์ ได้จัดทำฉากใหม่ เพื่อให้วิจิตรตระการตากับผู้เข้าชม โดยให้ อาจารย์ปาน สุธี ปิวรบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปกรรมในการออกแบบและสร้างฉากละคร สํานักการสังคีต กรมศิลปากร มาออกแบบฉากใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ชมได้อรรถรสให้การชมการแสดงโขนครั้งนี้ ประกอบกับฉากการยกขบวนกองทัพวานร และทัพอสูร ที่ออกแสดงบนเวทีพร้อมกัน จะสร้างปรากฏการณ์ความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก และนอกจากนั้นทางสถาบันคึกฤทธิ์ ยังมีการแสดงประกอบชุดอื่นๆ จากเยาวชนของสถาบันคึกฤทธิ์ อาทิ มโหรีบรรเลงเพลงโหมโรงสามัคคีชุมนุม เพลงถวายพระพร และรำถวายพระพร

โขน รามเกียรติ์ ชุด “โมกขศักดิ์” จะจัดขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2566 จำนวน 2 รอบ รอบบ่าย เวลา 13.30-15.30 น. และรอบค่ำ เวลา 18.00-21.00 น. (รอบเสด็จ) ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ

แนะเคล็ดลับดูแลผิวช่วงหน้าร้อน พร้อมเทคนิคการทาครีมกันแดด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724905

แนะเคล็ดลับดูแลผิวช่วงหน้าร้อน  พร้อมเทคนิคการทาครีมกันแดด

แนะเคล็ดลับดูแลผิวช่วงหน้าร้อน พร้อมเทคนิคการทาครีมกันแดด

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ซัมเมอร์นี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงวางแผนออกเดินท่องเที่ยวเพื่อหาสถานที่พักผ่อน และสนุกไปกับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเต็มที่ แต่ก็อาจหมดสนุกได้ เพราะต้องคอยกังวลกับปัญหาผิวคล้ำเสียจากแสงแดด กระ ฝ้า ริ้วรอย รวมถึงผิวแก่ก่อนวัย “ธัญ” (THANN) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงสุธาสินี ตันสุริยวงษ์ แนะ “เคล็ดลับดูแลผิวช่วงหน้าร้อน พร้อมเทคนิคการทาครีมกันแดด” กับผลิตภัณฑ์ปกป้องสุขภาพผิว ได้แก่ “ออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++” (Oil-free facial sunscreen SPF30 PA+++) และ “เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++” (Very water resistant facial sunscreen SPF50 PA+++) โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ อาทิ พิมพยัพ ศรีกาญจนา, กานดา สายทุ้ม  และ ณภศศิ สุรวรรณ

แพทย์หญิงสุธาสินี ตันสุริยวงษ์ 

แพทย์หญิงสุธาสินี ตันสุริยวงษ์ แนะเคล็ดลับดูแลผิวช่วงหน้าร้อน ว่า “แสงแดดประกอบด้วยรังสีต่างๆ หลายชนิด ได้แก่ รังสีอินฟราเรด  แสงที่มองเห็นได้  และรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นตัวการทำร้ายผิวของเรา ยิ่งผิวสัมผัสกับแสงแดดนานเท่าไหร่ ย่อมส่งผลกระทบต่อผิวของเรา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ทำให้ผิวไหม้แดด เกิดอาการแดง แสบ ร้อนผิว เกิดอาการแพ้แสง (Photo allergic) ส่วนในระยะยาวจะทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ผิวเกิดความเหี่ยวย่น เนื่องจากคอลลาเจนใต้ชั้นผิวถูกทำลาย รวมถึงการเกิดริ้วรอย กระ ฝ้า และอาจลุกลามเป็นโรคผิวหนังได้

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวแสงแดดหลากหลายชนิดเพื่อให้เลือกใช้ได้ถูกต้องตามประเภทผิว และกิจกรรม แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Physical Sunscreen สารกันแดดที่ทำหน้าที่เสมือนกระจกเงาสะท้อนหรือหักเหรังสียูวีออกไปจากผิว สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA1, UVA2 และ UVB ได้ สารในกลุ่มนี้มีอยู่สองตัวคือTitanium Dioxide และ Zinc Oxide แต่อาจทำให้ผิวหน้าจะขาวเกินไปเกลี่ยยาก และไม่กันน้ำ จึงต้องทาซ้ำบ่อยๆ Chemical Sunscreen สารกันแดดที่ทำหน้าที่ดูดซับรังสียูวีไม่ให้ทะลุผ่านลงไปยังชั้นผิวหนัง สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ทุกตัว แต่ความสามารถในการปกป้องแตกต่างกันไป และ  Hybrid Sunscreen สารกันแดดแบบผสมที่มีคุณสมบัติทั้งสะท้อนและดูดซับรังสีในตัวเอง พัฒนามาเพื่อลดข้อด้อยของสารกันแดดทั้ง 2 แบบข้างต้น สามารถทาแล้วออกแดดได้ทันทีไม่ต้องรอ ปกป้องผิวจากรังสี UVA1, UVA2 และ UVB ได้ เนื้อเกลี่ยง่ายไม่เหนียว ไม่ทำให้หน้าขาว

นอกจากนี้คุณหมอยังได้แนะถึงการพิจารณาปัจจัยหลักในการปกป้องผิวจากรังสียูวีแต่ละประเภทจากค่า
SPF (Sun Protection Factor) คือ ค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVB เป็นค่าระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้โดยที่ผิวเราไม่ไหม้  คำนวณจากระยะเวลาที่ผิวทนต่อแสงแดดได้คูณกับค่าของ SPF 

โดย ค่า SPF 15 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 93.3% เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมภายในอาคาร ตึก หรือบ้าน แต่ไม่มีการโดนแสงแดดเลย สำหรับผู้ที่มีผิวสองสีหรือผิวสีน้ำผึ้ง ค่า SPF ในระดับนี้หากอยู่กลางแสงแดดนานเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการผิวแดงเล็กน้อยค่า SPF 30 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 96.7% เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งที่มีเงาร่มและอากาศที่ไม่ร้อน ค่า SPF 50 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 98% เหมาะสำหรับกิจกรรมที่อยู่กลางแจ้ง หรือสถานที่แสงแดดแรงจัด เช่น ทะเล ภูเขา

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ค่า PA (Protection grade of UVA) บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการ
ปกป้องรังสี UVA เป็นค่าที่สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่นกำหนดขึ้นเพื่อแสดงถึงความสามารถในการป้องกันอาการดำคล้ำของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสรังสี UVA โดยใช้เครื่องหมายบวก (+) ในการแสดงระดับของประสิทธิภาพ ปัจจุบันค่า PA++++ถือว่าเป็นค่าที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ได้มากกว่า 16 เท่า

กานดา สายทุ้ม, พิมพยัพ ศรีกาญจนา, ณภศศิ สุรวรรณ, แพทย์หญิงสุธาสินี ตันสุริยวงษ์

ส่วนเกณฑ์ในการเลือกครีมกันแดดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือ เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว โดยไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ป้องกันรังสียูวีได้กว้างครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB หากต้องทำกิจกรรมเลือก SPF ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์อย่างวันไหนต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งมากๆ ก็ควรเลือกชนิดที่กันน้ำหรือกันเหงื่อได้ และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากเป็นครีมกันแดดชนิดที่ไม่กันน้ำควรทาซ้ำเมื่อเหงื่อออกมากหรือระหว่างทำกิจกรรม ให้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณลำคอ ใบหู และบ่าด้วย”

และสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลและปกป้องผิวจากแสงแดด จาก“ธัญ” (THANN) ที่นำมาแนะนำ ประกอบด้วย “ออยล์-ฟรี เฟเชียลซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++”ด้วยสูตร Oil-free เนื้อครีมบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะและไม่ทิ้งคราบขาวไว้บนใบหน้า ปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB พร้อมช่วยให้ผิวสว่างขึ้น ผิวมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นและริ้วรอยลดเลือนลง ด้วยส่วนผสมที่ให้คุณค่าการบำรุงจากธรรมชาติและ “เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++” เสริมเกราะปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB พร้อมรับมือกับปัญหาริ้วรอย และผิวคล้ำเสียจากแสงแดด ด้วยเนื้อครีมที่มอบสัมผัสแห้งสบาย ไม่มันวาว ไม่ทิ้งคราบขาวปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีแม้ผิวเปียกน้ำกันน้ำ อุดมด้วยสารสกัดธรรมชาติที่มอบคุณค่าการบำรุงด้วยส่วนผสมธรรมชาตินานาชนิด

พบกับผลิตภัณฑ์จากธัญ ได้แล้ววันนี้ที่ ออนไลน์สโตร์ www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน “ธัญ” (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ