หมอชลน่าน จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550036

30 พ.ค. 2566

หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “หมอชลน่าน” ย้ำท่าทีกอดคอร่วมหอกับ “พรรคก้าวไกล” เพื่อเป็น 8 พรรค ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ในแบบไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน หยอดแบบฟังแล้วขนลุก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่ด้วยกันตลอดไป เพื่อตั้งรัฐบาลของพี่น้องประชาชนให้ได้

ที่พรรคประชาชาติ (ปช.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วม 8 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล  ตนในฐานะตัวแทน พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบอาณัติจากประชาชนมอบหมายให้เพื่อไทย และก้าวไกล รวมกัน 25 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นเมื่อเจตจำนงของประชาชนเช่นนี้ เพื่อไทยและก้าวไกลปฏิเสธไม่ได้ ที่จะทำความฝันของประชาชนให้บรรลุ คือรัฐบาลจากฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ที่ต้องการปิดกั้นอำนาจไม่ชอบธรรมทั้งหลาย  สองฝ่ายเห็นตรงกัน มันเป็นการมัดที่แน่น เป็นข้อผูกมัดที่คำนึงถึงเป็นอย่างมาก ให้ความมั่นใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่ด้วยกันตลอด 

 นพ.ชลน่าน พูดเสร็จได้พูดหยอกตอนท้ายกับสื่อว่า  “หวานไหม หวานไหม ”  และมีการกอดพร้อมกับจับมือนายพิธา พร้อมระบุว่า  “เน้นย้ำไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เพื่อตั้งรัฐบาลของพี่น้องประชาชนให้ได้”    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายพิธา หรือพรรคก้าวไกล เพื่อไทย และพรรคร่วมจะจับมือจัดตั้งรัฐบาลอยู่หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ไม่มีสมมติ หรืออุบัติเหตุ แต่ยืนยันไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เชื่อว่า 8 พรรคอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะก้าวไกล  “พรรคเพื่อไทย” จะเป็นพรรคหลักที่จะนำเรื่องนี้ ขอให้ความมั่นใจ

“ขณะนี้ไม่มีแต่  เพราะจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันอยู่แล้ว ต้องการจัดตั้งโร้ดแมป แต่ไม่ได้จัดตั้งตามกระทรวง จัดตั้งตามเอ็มโอยู เพราะเอ็มโอยู คือวาระร่วม จัดตั้งคณะทำงานตามเอ็มโอยู สัปดาห์ก่อน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเอ็มโอยู ไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่มีคณะทำงาน ทำได้จริง “

นพ.ชลน่าน กล่าวด้วยว่า พรรคเพื่อไทยมี 3 ประเด็น ที่จะแจ้งแก่ประชาชนคือ 1.เพื่อไทย สนับสนุนภารกิจที่ได้แถลงต่อสื่อวันนี้ คือคณะกรรมการประสานงานระยะเปลี่ยนผ่าน จนคณะทำงานชุดต่าง ๆ คาดหวังนโยบายที่ดีที่สุดของรัฐบาล  เป็นคำแถลงนโยบายที่ดีที่สุด นั่นคือเป้าหมาย

2.การจัดสรรตำแหน่งต่าง ๆ พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า เป็นการแบ่งงานกันทำตามวาระงาน ที่หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกฯ จะใช้วาระงานเป็นหลัก เสนอร่วมกันใน เอ็มโอยูกระทรวงใดก็แล้วแต่ จะยึดเป็นเรื่องสำคัญ

3.ดีลล้วง ดีลลับต่าง ๆ เพื่อไทยยืนยัน จะเปลี่ยนเป็นดีลรักให้หมด เพื่อรัฐบาลของประชาชน

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นพ.ชลน่าน และนายพิธา ได้นำมือมาประกบกันเป็นรูปหัวใจด้วย

หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน
หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน
หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน

บรรยากาศที่พรรคประชาชาติ เป็นไปด้วยความชื่นมื่น ในการประชุมร่วม 8 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการตั้งคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาลขึ้นมา

ภาพโดย NATIONPHOTO 

‘พิธา’ ลั่นหมดยุคคุกคามสว. แลกโหวตนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550034

30 พ.ค. 2566

'พิธา' ลั่นหมดยุคคุกคามสว. แลกโหวตนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ” มึนคุกคามสว.ด้วยการใช้คดีกดดันให้โหวตนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ชี้มาถึงสมัยนี้หมดยุคไปแล้ว ส่วนสว.ที่จะโหวตให้ก็เป็นการกระทำเพื่อรักษาฉันทามติของคนไทยที่มีต่อการเลือกตั้ง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า  ประเด็นการคุกคามสว. ด้วยการใช้คดีเพื่อกดดันให้โหวตตนเป็นนายกรัฐมนตรี  ไม่ทราบว่ามีเรื่องการคุกคาม ทั้งยังเห็นว่าหมดเวลาที่จะมีเรื่องแบบนี้  ยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ เป็นเพียงการพูดคุยกันเพื่อรักษาระบบรัฐสภาไว้    เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นการรักษาระบบของรัฐสภาและหาทางออกให้กับบ้านเมือง   เพราะฉะนั้นมั่นใจว่าไม่ได้มีอะไร ช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการเจรจาที่พูดคุยก็ผ่านไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้การที่สว. จะโหวตให้เป็นการโหวตเพื่อรักษาฉันทามติของคนไทย ที่แสดงออกต่อการเลือกตั้ง  ส่วนประเด็นการถือครองหุ้น ไอทีวี  ไม่ได้ป็นเรื่องที่ต้องกังวล หลักฐานต่าง ๆ มีการปรึกษาทีมกฎหมายและอธิบายหาทางออกแล้ว แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดได้ เพราะต้องรอดูคำร้องก่อน  จึงไม่ให้สัมภาษณ์สิ่งที่อยู่ในกระบวนการ    นายพิธา กล่าว 

ใครไม่อาย รัฐบาลชุดใหม่อาย ‘วันนอร์’ ลั่นกอดคอกันไป ไม่อยู่ให้ไล่  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550031

30 พ.ค. 2566

ใครไม่อาย รัฐบาลชุดใหม่อาย 'วันนอร์' ลั่นกอดคอกันไป ไม่อยู่ให้ไล่  

หัวหน้าพรรคประชาชาติเตือนอย่าคิดยื้อเรื่องเอาไว้ ทั้งที่เป็นเจตนารมณ์ของประชาชน หากทำเช่นนี้ถือเป็นการดูถูกระวังเจอผลย้อนกลับ ส่วนสปิริตรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจน หากสังคมไม่ต้องการพร้อมไป ไม่ยึดติดทำงานจนมีพลังมากดดัน ย้ำรอนับหนึ่งจากกต. เพื่อเดินหน้าทำงาน

นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ   ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมเพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลว่า มีความคืบหน้าไปตามลำดับ     และไม่อยากให้มีฝ่ายใดยื้อเรื่องนี้ไว้ ทำให้ประชาชนผิดหวัง  “ไม่อยากให้ทุกคนดูถูกว่าประชาชนนั้น ไร้ซึ่งอำนาจ ผมอยากให้ทุกคนมองเห็นว่าความหวังของประชาชนเป็นสิ่งที่มีพลัง ถ้าเราปล่อยเรื่องนี้ สิ่งที่เราไม่ต้องการอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ ส่วนคณะของเราจะทำงานได้มากน้อยแค่ไหน มีเครื่องชี้วัดคือประชาชนนั่นเอง เราจะอยู่ไม่ได้ถ้าเราไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ที่ได้ให้ไว้แล้ว และผมเชื่อว่าพวกเราพร้อมจะไป เมื่อประชาชนเขาไม่ต้องการเรา เราจะไม่ยื้อทำงานจนกระทั่งมีพลังมากดดันไม่จำเป็น “

เขา  กล่าวว่า   ในทางการเมืองนั้น มาได้ ก็ไปได้ ถ้าประชาชนต้องการ และรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะไป เมื่อประชาชนไม่ต้องการ หรือเห็นว่าอยู่ไปไม่เกิดประโยชน์  ขณะนี้ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขความเจริญในประเทศ อย่าให้มีการดูถูกว่า เมื่อประชาชนหวังแล้ว ผลักความหวังเขาออกไป เกรงว่าพลังของประชาชนนั้นจะมีมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอะไร อยากให้ช่วยกัน  รัฐบาลชุดนี้  จะนับหนึ่งก็ต่อเมื่อ กกต. รับรอง  จึงหวังให้กกต. รับรองผลเพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป เสียเวลาเพียงสัปดาห์เดียวหรือวันเดียวก็มีค่าสำหรับประชาชน

“ผมไม่ได้กดดันกกต. แต่หากปล่อยให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะส่งผลต่อข้อกังวลและความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงต่อ 8 พรรคร่วมรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่ทั้งประเทศ จึงไม่ควรปล่อยให้ความหวังของประชาชนต้องสลายไป ควรรีบดำเนินการเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว ” เขา  กล่าว 

‘กกต. ‘ สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย – อันดับ 10 สงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550028

30 พ.ค. 2566

'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา

กกต. สรุปสถิติข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (สส. ) 10 อันดับแรก   อันดับ 1 ได้แก่ “ลำพูน” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 333,392 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 287,556 คน ร้อยละ 86.25 ส่วนสงขลา อันดับ 10 ยอด 1,096,442 มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 899,221 คน ร้อยละ 82.01 

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปสถิติข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (สส. ) การเลือกตั้งทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 10 อันดับแรก   ประกอบด้วย

อันดับ 1จ .ลำพูน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 333,392 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 287,556 คนร้อยละ 86.25

อันดับ 2 จ.เพชรบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  388,760 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 328,578 คน ร้อยละ 84.52

อันดับ 3 จ.พัทลุง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  417,460 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 352,577 คน ร้อยละ 84.46

อันดับ 4  จ.นครปฐม ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 739,715 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 617,270 คน ร้อยละ  83.52

อันดับ 5  จ.ฉะเชิงเทรา ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 575,796 คน  ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 477,004 คน ร้อยละ 82.84 และ จ.ราชบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 682,471 คน  ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 565,364 คน ร้อยละ 82.84

อันดับ 6 จ.นครนายก ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 209,959 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 173,608 คน ร้อยละ 82.69

อันดับ 7 จ.สระบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  509,408 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 420,663 คน ร้อยละ82.58

อันดับ 8  จ.กระบี่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 357,264 คน  ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 294,837 คน ร้อยละ 82.53

อันดับ 9 จ.อยุธยา ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 663,820 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 546,348 คน ร้อยละ  82.30

อันดับ 10 จ.สงขลา ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,096,442 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 899,221 คน ร้อยละ
82.01 

จำนวนผู้มาใช้สิทธิคิดเป็นร้อยละของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ  กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 74.26 , จ.เชียงใหม่ ร้อยละ 81.98 , จ.นครราชสีมา ร้อยละ 76.29 , จ.ภูเก็ต ร้อยละ 75.05   สำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  แบบแบ่งเขตฯ 39,514,973 คน  ร้อยละ 75.71 บัตรดี แบบแบ่งเขตฯ   37,190,071 ใบ ร้อยละ 94.12 บัตรเสีย แบบแบ่งเขตฯ 1,457,899 ใบ ร้อยละ 3.69 และบัตรไม่เลือกผู้ใด แบบแบ่งเขตฯ 866.885 ใบ ร้อยละ 2.19
 

'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา
'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา
'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา

‘พรรคเป็นธรรม’ เตือนกกต. ทำงานเกียร์ว่าง ถ่วงตั้งรัฐบาล จะโดนเอาคืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550027

30 พ.ค. 2566

'พรรคเป็นธรรม' เตือนกกต. ทำงานเกียร์ว่าง ถ่วงตั้งรัฐบาล จะโดนเอาคืน

“พรรคเป็นธรรม” 1 ใน 8  พรรคที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ส่งสัญญาณไปุถึงกกต. การดึงเรื่องเพิ่อทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาล เป็นไปด้วยความล่าช้า เมื่อถึงคราวตั้งรัฐบาลได้สำเร็จระวังจะถูกเอาคืน เตือนข้าราชการหากทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม 1 ใน 8  พรรคที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล   เปิดเผยว่า   ขอให้แงคิดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. )  ว่า  ด้วยการทำงานที่ล่าช้า พยายามหน่วงเหนี่ยวไม่ให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้ พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8  พรรค  อันรวมถึง “พรรคเป็นธรรม” ก็จะมีเวลาให้กกต. ที่จำกัดเช่นกัน  เพราะด้วยการทำงานที่ล่าช้ามีวาระเคลือบแคลง เชื่อได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8  พรรค  จะไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน 

ทั้งนี้หลังจาก “พรรคเป็นธรรม”  ได้ร่วมลงนามในความร่วมมือต่อการจัดตั้งรัฐบาล  ได้รับการติดต่อเป็นจำนวนมากจากเพื่อนในแวดวงข้าราชการ แสดงความห่วงใยต่อการทำงานของรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง  และขอฝากไปยังเพื่อนข้าราชการว่า อย่าได้กังวลว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น  ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อตำแหน่งงาน หรือทำให้เกิดผลกระทบ “ขอน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน’ นัยสำคัญคือ  หากเพื่อนข้าราชการทำงานเพื่อประโยชน์ของมหาชนแล้ว ท่านอย่ากลัวพรรคใหม่ที่จะเข้าไป พรรคเราจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริง”

ส่วนกรณีหุ้นสื่อของ  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีผู้ร้องนั้น พรรคเป็นธรรมได้ส่งคณะทำงานด้านกฎหมายเข้าไปตรวจสอบแล้ว ขอยืนยันกับผู้ร้อง และผู้ที่มีความห่วงใยทั้งหลายว่า    นายพิธา มีคุณสมบัติเหมาะสม และมีความชอบธรรม และทีมกฎหมายของพรรคเป็นธรรม พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้คำร้องดังกล่าวถูกตีตกไปในที่สุด

‘จักรธร สุริแสง’ เจอใบแดง ถูก ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550001

30 พ.ค. 2566

'จักรธร สุริแสง' เจอใบแดง ถูก ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ‘จักรธร สุริแสง’ นายกเทศมนตรีเขารูปช้าง จ.สงขลา ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี พร้อมให้ชดใช้เป็นเงิน 9.7 แสนบาท

“จักรธร สุริแสง” นายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง จ.สงขลา โดนใบแดง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี หลังศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา สั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนายจักรธร พร้อมให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เป็นเงิน 970,000 บาท

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้นัดอ่านคำพิพากษา กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2565 เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ นายจักรธร สุริแสง นายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อีก 17 คน กรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ 28 มี.ค. 2564

จักรธร สุริแสงจักรธร สุริแสง

ซึ่งวันนี้ นายจักธร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และสมาชิกเทศบาลฯ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมีผู้ให้การสนับสนุน เดินทางมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้อ่านคำพิพากษา “ใบแดง” ตัดสิทธิการเมือง นายจักรธร เป็นเวลา 10 ปี และให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เป็นเงิน 970,000 บาท โดยระบุความผิดในข้อหา ใส่ร้ายป้ายสีบนเวทีหาเสียง โดยให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน และส่วนสมาชิกสภาเทศบาลฯ อีก 17 คน ศาลได้ยกคำร้องและให้ปฎิบัติหน้าต่อไป 

จักรธร สุริแสงจักรธร สุริแสง

ด้านนายธนกฤต เหมสนิท อดีตรองนายกเทศมนตรีของนายจักรธร กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ยอมรับคำตัดสินของศาล และหลังจากนี้ต่อไป ทางทีมจะเดินหน้าทางการเมืองต่อ ซึ่งตนเองก็มีความพร้อมที่จะลงสมัครนายกเทศมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการประชุมภายในทีม เพื่อหาคนที่เหมาะสมมาลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้างต่อไป

สำหรับกรณีนายจักรธร สุริแสง ถูกร้องเรียนในหลายประเด็น ทั้งเรื่องการหาเสียงเกินความเป็นจริง หาเสียงด้วยนโยบายที่ไม่อยู่ในกรอบภารกิจของเทศบาล ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้แจกใบแดง หรือสั่งเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายศรัญ บิลพัฒน์ นายกเทศมนตรีนครสงขลา กรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาแล้ว 1 ใบ ขณะนี้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างแล้วเสร็จไปแล้ว

สมาคมทนายความฯ เบรคอารมณ์ชิง ปธ.สภาฯ ชี้ ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549983

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

30 พ.ค. 2566

สมาคมทนายความฯ เบรคอารมณ์ชิง ปธ.สภาฯ ชี้ ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง

แถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เบรคอารมณ์ชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง เหมาะทั้งวัยวุฒิ-คุณวุฒิ เป็นที่ยอมรับของสส.-สว.

แฟนเพจสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เปิดเผยแถลงการณ์ ที่ระบุชื่อ “นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย” ได้โพสต์อธิบายให้สังคมเข้าใจถึงการได้มาซึ่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียงจากรัฐสภา รวมทั้งต้องเป็นที่ยอมรับของสส.และสว.ด้วย 

โดยรายละเอียดของแถลงการณ์ ระบุว่า  ตามที่สังคมไทยเกิดกรณีถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการอ้างเหตุผลที่มีลักษณะเป็นการบิดเบือนจนอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสาธารณะชน สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอเรียนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้

  1. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 116 และ 117 สภาผู้แทนราษฎรมีประธานสภาคนหนึ่ง และรองประธานสภาหนึ่งคนหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จากสมาชิกตามมติของสภาและดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาผู้แทนราษฎร
  2. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาและต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การที่พรรคการเมืองบางพรรคอ้างว่าจะต้องให้คนของพรรคตนดำรงตำแหน่ง เพื่อผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ จึงเป็นการบิดเบือน เพราะการบรรจุวาระการพิจารณาร่างกฎหมาย จะต้องเป็นไปตามลำดับของร่างกฎหมายที่ได้ยื่นต่อสภา ส่วนการเลื่อนวาระไม่อาจกระทำได้ยกเว้นเป็นมติของที่ประชุมสภา ประธานจึงไม่มีอำนาจบรรจุหรือเลื่อนวาระหรือใช้ดุลพินิจได้ตามใจชอบ
  3. ส่วนการประชุมเพื่อลงมติเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นการประชุมรัฐสภา นั้น สามารถเสนอชื่อได้จนกว่าจะได้รับเลือก และหากรัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วยเสียงเกิน 376 เสียงให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องนำรายชื่อนั้นขึ้นทูลเกล้าเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 จึงไม่อาจสลับเอารายชื่อบุคคลอื่นขึ้นทูลเกล้าได้ตามที่สื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอ
     

โดยที่รัฐธรรมนูญมาตรา  80  บัญญัติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา จึงเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของประเทศ อันเป็นตำแหน่งที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และหน้าตาของประเทศ

ดังนั้น ผู้ที่ควรได้รับการเสนอชื่อจึงควรมีความเหมาะสมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ รวมทั้งต้องได้รับการยอมรับทั้งจาก ส.ส. ของพรรคการเมืองอื่น และจาก ส.ว.

เพราะจะต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมของทุกฝ่ายมิได้เป็นเพียงประธานของพรรคการเมืองที่เสนอชื่อเท่านั้น การเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง จึงควรคำนึงถึงการยอมรับจากทุกฝ่าย และประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ย้อนคำวินิจฉัย ‘หุ้นสื่อ’ ปี 53 ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความตามตัวอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549980

30 พ.ค. 2566

ย้อนคำวินิจฉัย 'หุ้นสื่อ' ปี 53   'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความตามตัวอักษร

เปิดคำวินิจฉัยคดี ‘หุ้นสื่อ’ ปี 53 กับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติสส. พิธาอาจมีปัญหา หาก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยังยึดหลักตีความตามตัวอักษร

ย้อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 12-14 / 2553เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553  สั่งถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6 ราย จาก 45 ราย
ที่ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะถือหุ้นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  มาตรา265 วรรคหนึ่ง (2) และ (4) ประกอบมาตรา 48  ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  ประเภท คือ

  1. บริษัทที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม หรือ ที่เรียกกันว่า หุ้นสื่อ

     
  2. บริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7:1ให้สมาชิกภาพของนายสมเกียรติ ฉันทวานิช ผู้ถูกร้องที่ 19, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ผู้ถูกร้องที่ 30, นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ผู้ถูกร้องที่ 33, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ผู้ถูกร้องที่ 40, ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ผู้ถูกร้องที่ 42 และหม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรีผู้ถูกร้องที่ 44 สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ใจความสำคัญของคำวินิจฉัย

รัฐธรรมนูญห้ามการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ต้องห้าม โดยไม่ได้ระบุว่า จะต้องถือหุ้นจำนวนเท่าใดและไม่ได้ระบุว่า จะต้องมีอำนาจบริหารงานหรือครอบงำกิจการหรือไม่ ฉะนั้น การถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ก็ย่อมเป็นการถือหุ้นตามความหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว  แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการก็ตาม

การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามการถือหุ้นไว้ชัดเจน ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีช่องทางที่จะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางใดทางหนึ่งดังนั้น แม้การซื้อหุ้นของผู้ถูกร้องที่ 19, ที่ 30, ที่ 33, ที่ 40, ที่ 42 และที่ 44 หรือคู่สมรสจะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์

และแม้จะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือเพื่อเก็งกำไรก็ตาม ก็เป็นการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 48 แล้วแต่กรณี

ทั้งหมดนี้ เป็นกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 45 คน มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 119 (5) และมาตรา 106 (6) ประกอบมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4)

และวรรคสาม ประกอบมาตรา 48 และส่งเรื่องไปยังผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อมาผู้ร้องทั้งสามส่งคำร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาและมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสี่สิบห้า คนสิ้นสุดลงหรือไม่

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2697679

อากิระ ซากาอิริ และ ปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา จัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี “9S Caliber”

30 พ.ค. 2566 04:56 น.

  • อินทรีเหล็ก

อากิระ ซากาอิริ และ ปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา จัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี “9S Caliber”

@อากิระ ซากาอิริ และ ปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา จัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี “9S Caliber” กลไกจักรกลของความเที่ยงตรงมาตรฐานเหนือระดับของนาฬิกา Grand Seiko พร้อมเปิดป๊อปอัปสโตร์แห่งใหม่ โดยมี อันทาเรส เชง และ อนงค์นาฏ อำนวยพล มาร่วมงานด้วย ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ วันก่อน.@

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2566

การจับขั้วรัฐบาล เที่ยวนี้ แตกต่างจาก การจับขั้วรัฐบาลในอดีต ที่ผ่านมา…..เพราะมี พรรคอันดับ 1 และ 2 ร่วมกันเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาล….โดยมาจาก ฝ่ายค้าน หรือ ฝั่ง ประชาธิปไตย ด้วยกัน….จึงเป็นการ ตั้งรัฐบาลภาคบังคับ ที่ ก้าวไกล กับ เพื่อไทย จะต้อง มาด้วยกันไปด้วยกัน….เพราะถ้า ก้าวไกล ไม่มี เพื่อไทย เสียงรัฐบาลจะไม่ถึงครึ่ง….ต้องดึงเอา ขั้วรัฐบาล มาเป็นพรรคร่วม…ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว….เหลือทางเลือกสุดท้ายคือ ต้องพลิกกลับไปเป็นฝ่ายค้าน เท่านั้น….เช่นเดียวกัน ถ้าเพื่อไทย ไม่มี ก้าวไกล ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ต้องไปจับกับ ขั้วรัฐบาล…ที่รวมกันแล้ว มีเสียงมากกว่า เพื่อไทย….ดังนั้น เพื่อไทย ก็จะได้แค่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แกนนำในการตั้งรัฐบาล…. โหวตเลือกนายกฯก็แพ้ขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิม…..เป็นที่มาของ พรรคฝาแฝด ก้าวไกล กับ เพื่อไทย…..รวมกันเราอยู่แยกกันเราแย่ และถ้า ตัด ส.ว. 250 ในการโหวตเลือกนายกฯออกไป….จะเป็น สองพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีจำนวนเสียงสนับสนุน เสียงข้างมาก 312 เสียง มีทั้งเสถียรภาพ และ ความลงตัวโควตา รมต. ……จับตาการหารือ พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค 312 เสียง ในวันนี้ ถึงแนวทางและแผนงานการทำงานร่วมกันหลังลงนาม MOU เพื่อให้การบริหารและนโยบายของแต่ละพรรคไปในทิศทางเดียวกัน…..ที่ต้องจับตามากที่สุด คือการแบ่งโควตา รมต. ….จากสูตรการคำนวณ 8.6 เสียงต่อ 1 รมต. ….ก้าวไกล 151 เสียง ได้เก้าอี้ รมต.16 ตำแหน่ง บวกตำแหน่งนายกฯอีก 1 เป็น 16+1 (อาทิ ศึกษาธิการ กลาโหม มหาดไทย คลัง อุตสาหกรรม เกษตรฯ ดิจิทัลฯ แรงงาน)…..เพื่อไทย 141 ที่นั่ง ได้โควตา รมต.ไป 16 ที่นั่งเท่ากัน (อาทิ พลังงาน การท่องเที่ยวฯ พาณิชย์ สาธารณสุข คมนาคม)…..ประชาชาติ มี 9 ที่นั่งได้ ตำแหน่ง รมต. (ยุติธรรม) ไป 1 ที่นั่ง….และ ไทยสร้างไทย 6 ที่นั่ง ได้ รมช.ไป 1 ที่นั่ง…..ที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษคือ ตำแหน่งประธานสภาฯ….. ระหว่าง ก้าวไกล และ เพื่อไทย ที่อ้างเหตุผลและความจำเป็น…..เป็นไม้ตายของ แต่ละพรรคในการ การันตีอำนาจการบริหาร….ถ้าตกลงกันไม่ได้ และเพื่อให้ รัฐบาลก้าวไกล–เพื่อไทย บริหารไปได้อย่างราบรื่น….ตำแหน่งประธานสภาฯ ต้องยกให้ คนกลาง อย่างที่มีชื่อของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นข่าวไปแล้ว…. จะเป็นทางลงที่แหลมคมและสง่างาม…..ส่วนตำแหน่ง ที่สุ่มเสี่ยง ต่อการบริหาร ที่ต้องเข้าโซนของการปฏิรูป อาทิ กลาโหม หรือ มหาดไทย คาดว่า ก้าวไกล ฉลาดพอที่จะ หาคนนอกที่มีศักยภาพ เข้ามาบริหาร เขียนแปะข้างฝาไว้เลย

ขอใช้สิทธิพาดพิง….ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณี การจัดตั้งรัฐบาล และอ้างว่า ประชาธิปัตย์ จะจับมือกับ เพื่อไทย ตั้งรัฐบาล ก๊อกสอง แล้วให้ ก้าวไกล กับ รวมไทยสร้างชาติ เป็นฝ่ายค้าน….ขอยืนยันว่า ทุกคนในประชาธิปัตย์ไม่มีใครไปร่วมกระบวนการคิด หรือเจรจาใดๆ กับพรรคใด…..เปล่าร้อนตัวนะ

แซวจนได้เรื่อง นอกจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จะฝากการบ้านไปถึงว่าที่รัฐบาล ก้าวไกล…..ขอให้ ทบทวนกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เดิม คิดจากรายได้ของกิจการ ร้อยละ 12.5…แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเก็บภาษีมา คิดตามมูลค่าที่ดิน จะทำให้เก็บภาษีได้ลดลง…เช่น ห้างสรรพสินค้า ที่เคยเก็บภาษีได้ 10.7 ล้านบาทก็จะลดลงเหลือ 1.08 ล้าน…เสร็จแล้วยังอุตส่าห์ไปแซว พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ระหว่างการลงพื้นที่…..ฝากท่านรัฐมนตรี หลังมีข่าวลือจะได้นั่ง รมว.กลาโหม…..เขินแย่

ด่านแรก หลังจาก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกฯ ได้ร่วมพูดคุยกับภาคธุรกิจ….โดยเฉพาะ ค่าแรงขั้นต่ำ ที่ 450 บาท…ที่จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.แรงงาน ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สามารถที่จะบริหารจัดการได้….และเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบกับ การย้ายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรม แต่อย่างใด…จบข่าว

การเมืองก็เหมือนกันทั่วโลก การเลือกตั้งประธานาธิบดีตุรกี ต้องเลือกกันเป็นรอบที่สอง….เนื่องจากประธานาธิบดี เรเซป เตย์ยิป เออร์ดวน ผู้นำตุรกี ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 49.5 มาจากการเลือกตั้งรอบแรก…ขณะที่ เคมัล คิลิกดาโรกลู จากพรรคฝ่ายค้าน ได้คะแนนร้อยละ 44.8…จึงไม่มีผู้ชนะได้เสียงเกินครึ่ง…ผลสำรวจล่าสุด คะแนนเสียงของทั้งสองฝ่ายก็ยังกินกันไม่ลง…คาดว่าจะเลือกตั้งกันไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะครบร้อยละ 50 ก่อน…ปรากฏว่า ค่าเงินลีราของตุรกี ดิ่งลงที่ระดับ 20.00 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงถึงร้อยละ 6.4….ไม่พูดมากเจ็บคอ

ข่าวประชาสัมพันธ์ ททท. เปิดรับผู้สมัครผู้บริหารเข้ารับการอบรม หลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง หรือ Tourism Management Program for Executives TME รุ่นที่ 4 ประจำปี 2566 กำหนดอบรมวันที่ 14 มิ.ย.-20 ก.ย. ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการอบรม ได้ที่ tme4.tatacademy.com/auth/providers หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านการตลาดการท่องเที่ยว 0-2250-5500 ต่อ 4920-4 ในเวลาราชการ…..อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. ร่วมกับ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ หรือ Amazing Film Festival Experience ระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย. ที่ Wisdom Valley จ.ชลบุรี เพื่อส่งเสริม Soft Power F-Film ภาพยนตร์ของไทยเชื่อมโยงเทรนด์ท่องเที่ยวตามรอย ชูคอนเซปต์งาน World’s Best Film Destination เปิดประสบการณ์ชมภาพยนตร์กลางแจ้งมิติใหม่ 4 รูปแบบ ผลักดันให้ประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก…ไหนๆก็ไหนๆ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เตรียมเปิดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2023 โดยหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 50 ราย ห้างสรรพสินค้าชั้นนำจากทั่วประเทศ กลุ่มสายการบินกว่า 1 พันราย ร่วมมอบสิทธิพิเศษ ระหว่าง 15 มิ.ย.-15ส.ค.นี้ ทั้งลดแลกแจกแถม

“อินทรีเหล็ก”

ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI จ่อแย่งงานส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697978

ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI จ่อแย่งงานส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงทำ

30 พ.ค. 2566 14:39 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ AI จ่อแย่งงานส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงทำ

ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังก่อให้เกิดความปั่นป่วนในระบบการทำงานในหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ผู้เขียนบทภาพยนตร์ไปจนถึงที่ปรึกษาทางการเงิน แต่จากรายงานของบริษัทวิเคราะห์ทรัพยากรมนุษย์ “เรเวลิโอ แลบส์” (Revelio Labs) เทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาแทนที่งานที่ผู้หญิงทำอย่างไม่สมส่วน 

นายฮาคคี ออซเดโนเรน นักเศรษฐศาสตร์จากเรเวลิโอ แลบส์ กล่าวว่า “การกระจายตัวของเพศในอาชีพต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงอคติที่ฝังรากลึกในสังคมของเรา โดยผู้หญิงมักจะถูกจำกัดให้อยู่ในบทบาทต่างๆ เช่น ผู้ช่วยฝ่ายบริหารและเลขานุการ ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบของ AI จึงเบี่ยงเบนไปตามเส้นแบ่งเพศ”

เรเวลิโอ แลบส์ ได้ระบุตำแหน่งงานที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะถูกแทนที่ด้วยเอไอ โดยอ้างอิงจากผลการศึกษาของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ จากนั้นจึงได้ทำการระบุการแบ่งเพศของงานเหล่านั้น และพบว่างานส่วนใหญ่ที่มักเป็นของผู้หญิงโดยทั่วไป เช่น พนักงานเก็บเงินและบัญชี เสมียนบัญชีเงินเดือน และเลขานุการผู้บริหาร

ความก้าวหน้าของเอไอ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเพศเพิ่มมากขึ้นในแรงงานทั่วโลก โดยบริษัทต่างๆ กำลังพิจารณาที่จะลดพนักงานบางส่วน และใช้ประโยชน์จากเอไอในกระบวนการทำงาน

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไอบีเอ็ม กล่าวว่า กำลังชะลอการจ้างงานสำหรับบทบาทที่เอไอสามารถแทนที่ได้ง่ายในตำแหน่งงานแบ็กออฟฟิศ เช่น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล นายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไอบีเอ็ม คาดการณ์ว่าร้อยละ 30 ของตำแหน่งเหล่านี้ อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียงานประมาณ 7,800 ตำแหน่ง

นายออซเดโนเรน กล่าวว่า เอไอมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทนที่งานที่มีหน้าที่การทำงานซ้ำๆ ซึ่งเป็นงานประเภทที่ผู้หญิงทำเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น โมเดล “แชตจีพีที” (ChatGPT) ของบริษัท “โอเพนเอไอ” (OpenAI) ที่สามารถค้นหา ตรวจสอบ และสรุปข้อความจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นงานที่ผู้ที่ประกอบอาชีพเสมียนหรือผู้ช่วย จะใช้เวลาดำเนินการนานกว่ามาก ส่วนในการสรรหาบุคลากร เอไอสามารถทำให้กระบวนการจัดเรียงเรซูเม่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นงานที่เคยต้องใช้คนจำนวนมาก 

ตามรายงานของ เรเวลิโอ แลบส์ นั่นไม่ได้หมายความว่า พนักงานที่มีทักษะสูงคนอื่นๆ จะรู้สึกปลอดภัยกับงานของตน การวิจัยเบื้องต้นยังแสดงให้เห็นว่า เอไออาจส่งผลกระทบต่ออาชีพที่มีค่าจ้างสูงมากกว่างานการผลิตที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม

ออซเดโนเรน กล่าวว่า “การก้าวไปข้างหน้า การให้โอกาสในการฝึกอบรม จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้หญิง ในการสำรวจภูมิทัศน์ของงานที่กำลังพัฒนา การทำเช่นนั้น เราสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเอไอ ในขณะที่ใช้ประโยชน์จากทักษะและความเชี่ยวชาญอันมีค่าของพวกเขา.”