รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730764

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ผ่านพ้นวันเลือกตั้ง สส. ไปแล้ว หลายคนอาจจะหายใจสะดวกขึ้นมาบ้าง เพราะช่วงก่อนเลือกตั้งนั้น บรรยากาศการเมืองค่อนข้างร้อนแรง แต่ในช่วงนั้นมีข่าวคนดังบางคนเกิดอาการวูบหมดสติ แต่ไม่ได้หมายความว่าวูบเพราะข่าวการเมืองแต่น่าจะมีปัญหาใดๆ กับร่างกายของผู้ที่วูบอย่างแน่นอน

อาการวูบเกี่ยวกับหัวใจวายเฉียบพลันไหม คำถามนี้มีมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของพิธีกรวัยหนุ่มแน่น แถมเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมออีกด้วย บอกได้ว่าอาการวูบเกิดจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือ เป็นไปได้ว่าเกี่ยวกับหัวใจ เรื่องนี้ทำให้คนทั่วไปกลัวว่าโรคหัวใจอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราเคยคิด

โรคหัวใจมีหลายประเภทมาก เริ่มจากหัวใจพิการแต่กำเนิด มักมีอาการตั้งแต่วัยทารก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว เป็นต้น แต่ละโรคจะมีอาการต่างกัน อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้ว ความผิดปกติของหัวใจมักพบในวัยกลางคนเป็นต้นไป

อาการผิดปกติที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรนึกถึงโรคหัวใจ คือ ใจสั่น หน้ามืด รู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือเป็นลมหมดสติเจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่แล้วร้าวขึ้นไปที่ขากรรไกร ร่วมกับมีอาการเหงื่อแตก ใจสั่น เมื่อใดที่เราหรือคนในบ้านมีอาการเช่นนี้ ต้องรีบโทรเรียกรถฉุกเฉิน 1669 ทันที เพราะอาการของโรคหัวใจต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตกลับเป็นปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อจำกัดความเสียหายที่จะเกิดกับอวัยวะสำคัญอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากแค่ไหน จริงๆ แล้วโรคหัวใจนับเป็นหนึ่งในโรคกลุ่มเรื้อรัง เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ 

ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ของการเกิดโรคกลุ่มนี้ คือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่ดี เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารหวาน มัน เค็มจัด ไม่กินผักผลไม้ ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น 

แต่ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าเราเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีมากน้อยเพียงใด สามารถลองคำนวณได้ตาม link นี้ http://doh.hpc.go.th/screen/screenThaicvd_hx.php

ซึ่งเป็นแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจหรือสมองของคนไทย จัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขกรอกข้อมูลโดยไม่ต้องระบุชื่อ

กรณีที่เรามีโรคประจำตัวอื่น เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หนทางเดียวที่จะป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ คือ ต้องควบคุมโรคเหล่านั้นให้ได้ และต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ 

บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมีอาการแย่ลง เนื่องจากผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะเห็นว่าไม่มีอาการ หรือเห็นว่าค่าความดัน และผลเลือด อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว จึงหยุดใช้ยาเอง หรือผู้ป่วยบางรายเข้าใจผิดคิดว่า โรคที่เป็นอยู่นั้น อาจจะหายไปแล้วหรือเพราะมีอาการดีขึ้น จึงไม่เข้มงวดกับการกินยา และไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน บางคนมีนัดพบแพทย์ทุก 3 เดือน แต่มาคุมเข้มก่อนนัดตรวจแค่ 2 สัปดาห์เพื่อให้ผลเลือดต่างๆ ออกมาดี แบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่เราทำตัวตามใจ กินทุกอย่างที่อยากกินกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง ก็คือการเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก

เภสัชกรจึงต้องย้ำกับผู้ป่วยเสมอว่า ต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ห้ามงด ห้ามลด ห้ามเพิ่มยาเองเด็ดขาดเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในการใช้ยา

ส่วนคนที่มีคนในบ้านมีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรฝึกทักษะการช่วยเหลือการฟื้นคืนชีพเบื้องต้น หรือการทำ CPR ไว้ อย่างน้อยก็เผื่อใช้ระหว่างรอความช่วยเหลือ คนไข้โรคหัวใจบางคนมียาอมใต้ลิ้นสำหรับใช้เวลาเจ็บหน้าอก ก็ควรพกติดติดตลอด และแจ้งให้คนใกล้ชิดทราบว่าเก็บยาไว้ที่ไหน เพื่อสามารถหยิบยาให้ได้เวลาที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องตรวจเช็ควันหมดอายุของยาที่เก็บด้วย

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ คือ มาจากการที่เรามีโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ดูแลควบคุมโรคเดิมให้ดี ทำให้เกิดโรคหัวใจตามมา

ฉะนั้น จึงย้ำว่า คุณที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง ต้องรับประทานยารักษาโรคเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ ต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเช็คความเป็นไปของโรคตามระยะ หรือเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในบางครั้งแพทย์อาจต้องปรับ หรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคด้วย เพราะฉะนั้นต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลอดเลือดสมองตีบตัน รักษาทัน ลดเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730762

หลอดเลือดสมองตีบตัน รักษาทัน ลดเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

หลอดเลือดสมองตีบตัน รักษาทัน ลดเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ที่เป็นมักมีอาการอย่างเฉียบพลัน แต่หากมาถึงมือแพทย์เร็วทันเวลา ก็มีโอกาสรักษาให้หายเป็นปกติได้

นายแพทย์พงศกร พงศาพาส ประสาทศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคหลอดเลือด สมอง หรือ Stroke เกิดจากการที่หลอดเลือดสมองมีการอุดตัน ตีบ หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแสดง เช่นหน้าเบี้ยว ตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อน อ่อนแรงชาครึ่งซีก หรือเป็นอัมพาตแบบครึ่งซีก พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ เป็นต้น โดยมักเกิดในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป แต่พบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุเนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมตามวัย

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 mmHg เป็นระยะเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดเสื่อมการทำงานเร็วกว่าปกติ ส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ แตก หรืออุดตันได้ โรคเบาหวาน ทำให้เกิดผนังหลอดเลือดเสื่อมการทำงาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดปัญหาหลอดเลือดสมองต่างๆ ที่กล่าวมาได้ โรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคผนังหัวใจรั่วโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดกระจายไปอุดเส้นเลือดสมองได้โรคไขมันโลหิตสูง ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด เกิดการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเสื่อม ส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ แตก หรืออุดตันได้

การสูบบุหรี่ มีสารที่เร่งความเสื่อมของหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะโรคทางหลอดเลือดสมองได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 6 เท่า ดังคำกล่าวที่ว่า “The more you smoke the more you stroke” ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดกระจายไปอุดตันหลอดเลือดสมองและอวัยวะต่างๆ ได้ โรคอ้วน และ ขาดการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจได้ เป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองเสื่อม และเพิ่มการทำงานของหัวใจ ช่วยลดการเกิดปัญหาหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจสมองด้วยคอมพิวเตอร์ (CT Scan), การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI และ MRA), การตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler : TCD), และการตรวจหลอดเลือดคอ (Carotid Doppler) เป็นต้น ซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำจะสามารถช่วยให้แพทย์วางแผนการป้องกัน และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง คือการทำให้เซลล์ของสมองยังอยู่รอดให้ได้นานที่สุด โดยการที่เลือดไหลเวียนได้ทันเวลาและในระดับที่เหมาะสม จะสามารถทำให้เนื้อสมองที่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้โดยในระยะแรกที่เกิดอาการ แพทย์จะทำการประเมินผู้ป่วย หากมีข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดและไม่มีข้อห้าม แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตัน แพทย์จะรักษาโดยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบและขึ้นไปที่สมอง เพื่อนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดออกมา (Mechanical thrombectomy) การรักษาที่สามารถทำได้รวดเร็ว ส่งผลให้การบาดเจ็บของสมองที่เกิดขึ้นน้อยลง และได้ผลลัพธ์การทำงานของสมองที่ดี

ผู้ป่วยควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ควมคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รับประทานผลไม้และผักให้มากยิ่งขึ้นและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

โรคหลอดเลือดสมองมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ดังนั้น นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สิ่งสำคัญคือ หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เพราะหากรู้ตัวเร็วยังมีโอกาสรักษาได้ทัน และลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

นพ.พงศกร พงศาพาส

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730761

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

โลกของเรา กำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ชื่อว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (Non-communicable diseases, NCDs) จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี พ.ศ. 2565 ผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 74% หรือคิดเป็นจำนวน 45 ล้านคนทั่วโลก และในรายงานนี้ คนไทยเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 77% มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หรือนับเป็นจำนวนเท่ากับ 380,400 คนต่อปี หรือจะมีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs สูงถึง 44 คนต่อชั่วโมง อีกทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเน้นย้ำให้เห็นถึงอันตรายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เมื่อองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนที่ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสเสียชีวิตและเจ็บป่วยรุนแรงมากกว่าคนปกติ 7 เท่า, โรคหลอดเลือดสมอง 3.9 เท่า, โรคเบาหวาน 3 เท่า, โรคหลอดเลือดหัวใจ 2.9 เท่า, และโรคความดันโลหิตสูง 2.3 เท่า

“การเกิดกลุ่มโรค NCDs มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภคสินค้าตามกระแสนิยม”นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์)นายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และประธานคณะผู้บริหารบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินอาหารที่มากเกินไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก การสูบบุหรี่ การเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง รวมไปถึงปัญหาความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ และมลภาวะทางอากาศ ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยแนวทางการมี “พฤติกรรมสุขภาพดีที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Wellness”

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ให้ความหมายของ Sustainability ไว้ว่า การตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบันโดยไม่ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นถัดไป ดังนั้น การสร้างพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable health behaviours)ไปพร้อมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน (Sustainability literacy) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงแค่คนในรุ่นปัจจุบัน แต่รวมถึงของคนรุ่นถัดไปอีกด้วย

นายแพทย์ตนุพล ให้คำแนะนำง่ายๆ ว่า การมีพฤติกรรมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน สามารถปฏิบัติง่ายๆ ตามหลักการ 5 ข้อนี้ ได้แก่ 1.อาหารจากพืช 2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3.อากาศดี 4.การนอนหลับที่ดี และ 5.กิจกรรมจิตอาสา “ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกของเราอีกด้วย”

ผลสำรวจของ Mintel รายงานว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคในปีช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2564 ถึงพ.ศ. 2565มีแนวโน้มในการรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์ลดลง ไม่เพียงแต่เหตุผล ทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงเหตุผลทางด้านสุขภาพด้วย แม้ว่าผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ และวีแกน จะมีสัดส่วนคงที่ที่ 3% และ 1% ตามลำดับ แต่สัดส่วนของผู้บริโภคที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Carnivore) ลดลง จาก 33% เหลือ 28% และแนวโน้มการหันมารับประทานแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) เพิ่มมากขึ้นจาก 10%เป็น 13%

สำหรับประเทศไทยเอง การหันมาหาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อย่างการบริโภคพืชผักสวนครัวที่หาได้ตามท้องถิ่น หรือผักผลไม้ตามฤดูกาล ช่วยสนับสนุนแนวทางการรับประทานอาหารสุขภาพแบบยั่งยืนได้ เพราะสามารถลดการใช้น้ำ สารเคมี และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการขนส่ง อีกทั้ง การรับประทานอาหารพื้นบ้านแบบไทยๆ ที่อุดมไปด้วยผักและสมุนไพรหลากหลายชนิด ยังให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระสูง และยังผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยอีกด้วย

การมีพฤติกรรมสุขภาพดีแบบยั่งยืน ไม่ได้จำกัดเพียงแค่รูปแบบการรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางกายด้วย นิยามการออกกำลังกายอย่างยั่งยืนนั้นกว้างกว่าการออกกำลังกายเพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ โดยไม่ได้คำนึงแค่เพียงระยะเวลา ความหนัก และความถี่ที่เพียงพอ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไม่บริโภคอาหารหรืออาหารเสริมมากเกินไป การใช้สถานที่ออกกำลังกายและอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางในชีวิตประจำวัน อย่างการเดินเท้า วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (carbon footprint)

การเดินทางแบบใช้แรงกายตัวเองเป็นหลัก (Active transportation) เช่น การเดิน การขี่จักรยาน การพายเรือ เป็นรูปแบบการเดินทางที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน (carbon-free) และเพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย ช่วยสร้างเสริมสุขภาพในทุกช่วงอายุ ในรายงานปี พ.ศ. 2554 ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International พบว่า การเดินทางแบบใช้แรงกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 11% รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคมะเร็งบางชนิด

การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ยังมีส่วนช่วยชะลอการสั้นลงของเทโลเมียร์ (Telomere) โดยเทโลเมียร์เป็น DNA ส่วนปลายสุดของโครโมโซม สามารถบ่งชี้อายุของเซลล์ในร่างกาย (Biological age) และบอกภาวะเสื่อมของเซลล์ (Degenerative status) ซึ่งหากความยาวเทโลเมียร์สั้น ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและแก่ชราก็เพิ่มมากขึ้น งานวิจัยจาก National Health and Nutrition Examination Survey ที่ถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2560 ในผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน จำนวน 5,823 คน พบว่า หากมีการใช้พลังงานของการออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ มากกว่า 1000 METs (Metabolic Equivalent of Task) อย่างเช่น การวิ่ง เป็นเวลา 30 หรือ 40 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการสั้นลงของเทโลเมียร์ และลดอายุของเซลล์ได้ 9 ปี เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

อากาศที่เราหายใจ เป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดเหตุการณ์ความร้อนที่รุนแรง บ่อยครั้ง และยาวนานมากขึ้น วงจรการหมุนเวียนอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาวะโลกร้อน ยังส่งผลให้คุณภาพอากาศแย่ลง อากาศที่ไม่ดีนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการระคายเคืองที่ตา จมูกและคอ อาการไอ อาการภูมิแพ้ การหายใจลำบาก หรือถ้าแย่ไปกว่านั้นก็คือ ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในระยะยาวมลพิษทางอากาศ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด และยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงอีกด้วย

การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น การไม่สูบบุหรี่ การลดการบริโภคอาหารแปรรูป หรือหลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อน และลดการสร้างฝุ่น PM2.5 และ PM10 จากเครื่องยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อากาศสะอาด ลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ไม่เฉพาะแค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงครอบครัวและผู้คนอื่นๆ บนโลกอีกด้วย

แม้การนอนหลับจะดูเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ขณะตื่นนอน มนุษย์จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร พลังงานไฟฟ้า และเชื้อเพลิง สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับช่วงเวลาของการตื่นนอน ยิ่งมนุษย์เรานอนหลับน้อยลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

นอกเหนือจากการใช้ทรัพยากรในยามตื่น การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพและระยะเวลาไม่เพียงพอ ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น โรคหัวใจและหลอดเลือดปัญหาสุขภาพจิต และระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง การที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระบบการรักษาพยาบาล เป็นการเพิ่มของเสียทางการแพทย์ ที่มีทั้งขยะติดเชื้อ ของมีคมสารเคมี สารกัมมันตภาพรังสี การกำจัดของเสียที่ไม่เหมาะสม สามารถทำให้เกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ได้และการเผาทำลายก็ต้องใช้อุณหภูมิสูง การนอนหลับที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงแค่การดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้นแต่เป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่งผลต่อสุขภาพจิต และอารมณ์ของผู้คนเป็นอย่างมาก หากสิ่งแวดล้อมดี มลภาวะน้อยจิตใจก็จะแจ่มใส ความเครียดลดน้อยลงกิจกรรมจิตอาสา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การปลูกต้นไม้ การเก็บขยะตามแม่น้ำลำคลองชายหาด หรือท้องถนน การช่วยคัดแยกขยะของชุมชน รวมไปถึง กิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับส่งต่อความรู้ที่ถูกต้อง

พฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การอยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ การนอนหลับที่มีคุณภาพ และอารมณ์ดีอยู่เสมอ เป็นพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากแนวทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ ถูกผนวกเข้ากับ การส่งเสริมด้านความยั่งยืน ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพของประชากร ไปพร้อมกับพัฒนาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม บรรลุผลสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การที่คนมีสุขภาพที่ดี จะช่วยเอื้อต่อการพัฒนาทางสังคม เพราะถ้าคนแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย ก็จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ประกอบกับ ถ้าสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมดี อากาศสะอาด อาหารสุขภาพเข้าถึงได้ง่าย ก็ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนที่เรารัก และโลกใบนี้ มาร่วมสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกันครับ” นายแพทย์ตนุพล กล่าวทั้งท้าย

ทั้งนี้ BDMS Wellness Clinic มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยเรื่องสุขภาพ เพื่อมอบเป็นของขวัญสุขภาพแก่คนไทยทุกคนเพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด Live longer, Healthier and Happierสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic)ไลน์ : @bdmswellnessclinic or https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ : www.bdmswellness.com หรือติดตามรับฟังไปกับคุณหมอแอมป์ได้ที่ https://youtu.be/ORzelkS8jak

‘Royal Afternoon Tea’ ไฮไลท์งานโครงการหลวง จากยอดดอยสู่ใจกลางเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730836

‘Royal Afternoon Tea’ ไฮไลท์งานโครงการหลวง จากยอดดอยสู่ใจกลางเมือง

‘Royal Afternoon Tea’ ไฮไลท์งานโครงการหลวง จากยอดดอยสู่ใจกลางเมือง

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชวนลิ้มลอง “Royal Afternoon Tea” ไฮไลท์ของงานโครงการหลวง นำความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ชา จากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง หรือ ทุ่งกุหลาบหลวง มารังสรรค์เป็นเมนูชายามบ่ายหลากหลายเมนู โดย เชฟยาณี จากมูลนิธิโครงการหลวง พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อร่อย สด ใหม่ จากโครงการหลวงกว่า 100 รายการ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3 ร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวง จัดงาน “โครงการหลวง” ภายใต้แนวความคิด “Royal Afternoon Tea” เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์องค์กรในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต และอนาคตที่ดีให้กับผู้คน สังคม และวัฒนธรรมโลกภายในงานพบกับเครื่องดื่มชาที่รังสรรค์ขึ้นมาจากผลิตภัณฑ์ชาหลายชนิดของโครงการหลวง และเมนูขนมทานคู่กับชา ที่นำวัตถุดิบคุณภาพดีของโครงการหลวง และวัตถุดิบในชุมชนมาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในและสมาชิกโครงการหลวงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ไฮไลท์ของงาน “Royal Afternoon Tea” เป็นการนำความโดดเด่นของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง หรือ ทุ่งกุหลาบหลวง มารังสรรค์เป็นเมนูชายามบ่าย หลากหลายเมนู โดย เชฟยาณี ของมูลนิธิโครงการหลวง จากครัวสวนกุหลาบหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง อาทิ สโคนแยมสตรอว์เบอร์รี่กุหลาบ, ไดฟูกุไส้หมูคีนัว, คุกกี้กุหลาบ, เค้กผักกาดกวางตุ้ง, ทาร์ตฟักทองญี่ปุ่น, เค้กฟักทองญี่ปุ่น, สาคูคีนัวน้ำกะทิ, สลัดพีชโครงการหลวงงาดำ,น้ำกุหลาบต้มยำ, แพชชั่นพีชน้ำผึ้ง, และจากครัวโครงการหลวง อาทิ ชาสมุนไพรสด 7 ชนิด, เค้กช็อกโกแลตคีนัว เฉพาะในงานนี้เท่านั้น อีกทั้งได้นำผลิตภัณฑ์ ชา รายการพิเศษ อาทิ ชาสมุนไพรเห็ดหลินจือ, ชาอู่หลงก้านอ่อน, ชาเขียว, ชาแดง พร้อมเซตชาอโรมาซีเล็กชั่นแพ็กเกจพิเศษ, Delight Tea Gift Box (Green-Gold) มาจำหน่ายในงานอีกด้วย

มูลนิธิโครงการหลวงได้เริ่มส่งเสริมการปลูกชามาตั้งแต่ ปีพ.ศ.2539 มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง ด้วยการดำเนินงานที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งได้แก่ การพัฒนาและส่งเสริมการปลูกชาที่ได้รับรองมาตรฐานทั้ง GAP และเกษตรอินทรีย์ การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชา ตลอดจนการจัดการตลาดชา เพื่อสร้างรายได้คืนสู่เกษตรกร โดยมีองค์ความรู้จากการวิจัย และพัฒนาที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มาเป็นพื้นฐานการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ของการผลิตชาของเกษตรกรจวบจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในงานยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อร่อย สด ใหม่จากโครงการหลวงกว่า 100 รายการ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 ณ โถงลิฟต์แก้ว ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook Fanpage : Central Rama 3

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยกระดับสินค้าชุมชน จัดงาน ‘DIPROM Smart Market’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730753

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยกระดับสินค้าชุมชน จัดงาน ‘DIPROM Smart Market’

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยกระดับสินค้าชุมชน จัดงาน ‘DIPROM Smart Market’

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ส่งเสริมการตลาดวิถีใหม่ ยกระดับสินค้าชุมชน จัดงาน “DIPROM Smart Market” พบกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั่วประเทศกว่า 50 ร้านค้า กิจกรรมไฮไลท์จับคู่ธุรกิจ และการเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “ปรับตัวอย่างไร…ให้มีชัย ด้วยกลไก Smart Marketing” พร้อมความบันเทิงจากศิลปินดัง วันที่ 17-21 พฤษภาคม 2566 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 โซน B ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี

พิธีเปิดงานจะมีขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยมี นายใบน้อย สุวรรณชาตรี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน “DIPROM Smart Market” กิจกรรมการส่งเสริมการตลาดวิถีใหม่ด้วยกลไก Smart Marketing และกิจกรรมไฮไลท์การเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “ปรับตัวอย่างไร…ให้มีชัย ด้วยกลไก Smart Marketing” โดย นายวัชรุน จุ้ยจำลอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, นายสุฤกษ์ ศิลปอนันต์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา และ นางสาวธีรดา ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์การตลาด ท็อปส์ ท้องถิ่น บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ได้ดำเนินการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ซึ่งได้มีการนำหลักของ BCG เกี่ยวกับกับการอนุรักษ์ การบริหารจัดการ กระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม มาปรับใช้ในการพัฒนา โดยนำทรัพยากรในท้องถิ่น เทคโนโลยี นวัตกรรมมาประยุกต์ในการพัฒนาเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของตลาด อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปมาก พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน จึงใช้โอกาสนี้ในการสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้มีความยั่งยืน ต่อไปในอนาคต

ดังนั้น กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภายใต้การบริหารของ นายใบน้อย สุวรรณชาตรี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงจัดกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดวิถีใหม่ด้วยกลไก Smart Marketing ภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาดวิถีใหม่ ด้วยการยกระดับสินค้าชุมชน ชื่องาน “DIPROM Smart Market” ระหว่างวันที่ 17- 21 พฤษภาคม 2566 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 โซน B ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

ภายในงานพบกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั่วประเทศกว่า 50 ร้านค้า กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ กิจกรรม Like & Share กิจกรรมเช็คอิน เช็คใจ และ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง วันที่ 20 พฤษภาคม 2566 โดย วิน-วาทิตโสภา และวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 โดย สมาร์ท- ชิษณุพงศ์, ผักกาด-ชนิตย์ตา, โฟกัส-จิรภัทร และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย พลาดไม่ได้!! วันที่ 17-21 พฤษภาคม 2566 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 โซน B ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี

‘สิริน ฉัตรวิชัย’กับภารกิจสร้างโอกาส ให้สตาร์ทอัพได้เติบโตถึงเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730759

‘สิริน ฉัตรวิชัย’กับภารกิจสร้างโอกาส ให้สตาร์ทอัพได้เติบโตถึงเป้าหมาย

‘สิริน ฉัตรวิชัย’กับภารกิจสร้างโอกาส ให้สตาร์ทอัพได้เติบโตถึงเป้าหมาย

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลุ่มนักลงทุนบุคคล หรือ Angel Investor หนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่อยู่ในระยะเริ่มต้น สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เพราะไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนด้านเงินลงทุนเท่านั้น หากแต่จะเป็นกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่น่าสนใจดังนั้น นอกจากการส่งเสริมการเข้ามาของสตาร์ทอัพและนักลงทุนจากนานาชาติแล้ว สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ยังเห็นโอกาสและศักยภาพของการพัฒนาเครือข่ายนักลงทุนกลุ่มนี้ภายในประเทศผ่านกิจกรรมพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทด้านการลงทุน ซึ่งประกอบด้วยการอบรมนักลงทุนรุ่นใหม่ กิจกรรมนักลงทุนพบสตาร์ทอัพ การอบรมกลยุทธ์และเทคนิคการลงทุนของ Angel Investor ในระดับสากล (Qualified Angel Investor Course; QBAC+) และสร้างเครือข่ายนักลงทุน 5 พื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายนักลงทุนรุ่นใหม่กว่า 1,000 ราย

สิริน ฉัตรวิชัย นักธุรกิจหญิงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจโคมไฟกว่า 20 ปี ผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนอิสระที่พร้อมหยิบยื่นโอกาสและเงินทุนเพื่อสนับสนุนให้สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและเทคโนโลยีเชิงลึก ได้เติบโตถึงเป้าหมาย โลดแล่นทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

เธอมองว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจให้ก้าวทันโลกที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต แต่ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เชื่อมโยงกับความเป็นเทคโนโลยีมากนัก จึงต้องศึกษาทำความเข้าใจ และพาตัวเองไปคลุกคลีกับเรื่องของเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม เทรนด์ของเทคโนโลยีที่จะมาในอนาคต ทิศทางการเติบโตของธุรกิจ เพราะเชื่อว่าองค์ความรู้เหล่านี้มีความสำคัญและเป็นใบเบิกทางขั้นแรกที่จะช่วยพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นนักลงทุน ที่นอกจากเธอจะให้เงินสนับสนุนแล้ว ยังให้โอกาสและเครือข่ายองค์กรธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโตถึงระดับยูนิคอร์น

ก้าวแรกที่ทำให้ สิริน เข้าไปสัมผัสโลกของธุรกิจเทคโนโลยีแบบเต็มตัว คือการเข้าไปบริหารงานบริษัท ยาพร้อม จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น “ยาพร้อม” แพลตฟอร์มที่นำนวัตกรรมเข้ามาเชื่อมผู้ซื้อและผู้ขายให้เข้าถึงกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว บนโลกดิจิทัล เพื่อช่วยให้ร้านขายยา เภสัชกร และผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลซึ่งการเดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาลหรือไปร้านขายยานั้นเป็นเรื่องลำบาก ให้สามารถเข้าถึงยาและการให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมมากขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเข้าถึงการรักษาของประชาชนในภาพรวม

“ยาพร้อม เป็นแอปพลิเคชั่นที่ยกร้านขายยาทั่วประเทศมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้ซื้อยาและเภสัชกรเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เลือกลงทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพและยารักษาโรคของคนไทยด้วยเทคโนโลยี เมื่อได้เรียนรู้ยิ่งสนุก มองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีความรู้ด้านเทคโนโลยีไม่ลึกซึ้งมากนัก ดังนั้น การจะลงทุนในธุรกิจจึงต้องมองหานวัตกรรม หรือสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดกรอง บ่มเพาะ จากองค์กรที่มีมาตรฐานสูงอย่าง NIA หนึ่งในองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และสะพานเชื่อมต่อระหว่างนักลงทุนให้ได้เจอกับสตาร์ทอัพที่ตรงกับความต้องการ”

นอกจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพแล้ว ยังได้ร่วมลงทุนกับบริษัท อิมเมจ เอนจิน จำกัด สตาร์ทอัพคนรุ่นใหม่ผู้พัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูป imgen. (อิมเจน) แพลตฟอร์มที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์พื้นที่จักรวาลนฤมิตนวัตกรรมประเทศไทย หรือ NIA Metaverse ในงาน STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2022 (SITE 2022) อิมเจนเป็นโปรแกรมสำเร็จที่สร้างขึ้นมาเพื่อลดความยุ่งยาก ลดระยะเวลาในการทำงานให้สั้นลง และลดต้นทุนในอุตสาหกรรมเมตาเวิร์ส แต่ได้ผลงานที่สวยงาม โดยการหยิบยกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ออกมาผลิตเป็นชิ้นงาน ทำให้ทุกคนสามารถออกแบบชิ้นงานสามมิติ หรือตัวตนเสมือน (Avatar) ได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว แม้จะไม่มีพื้นฐานด้านโค้ดดิ้งในระดับสูง อีกทั้ง ยังมีขั้นตอนการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน เนื่องจากโปรแกรมถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการเรียนรู้ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมก็สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ โปรแกรมสำเร็จรูปอิมเจนยังสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของธุรกิจบนโลกเสมือน เช่น การสร้างประสบการณ์สินค้า/บริการเสมือนกับได้สัมผัสจริงที่ร้านค้า (Virtual Shopping) ห้างสรรพสินค้าบนโลกเสมือน (Virtual Mall) การสร้างเมตาเวิร์ส (Metaverse) รวมถึงการสร้างแอนิเมชั่นสำหรับสื่อการเรียนการสอน หรือในเกมต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

ผู้ที่สนใจอยากลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม สิริน แนะนำว่า นอกจากจะหมั่นฝึกฝนตนเองให้มีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่เสมอแล้ว ควรจะเรียนรู้และหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่จะเข้าไปให้การสนับสนุน เพราะไม่ใช่ทุกสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จ ผู้ลงทุนจึงควรรู้ว่าจะช่วยเสริมศักยภาพและสร้างประโยชน์ให้กับสตาร์ทอัพในด้านใด ที่ไม่ใช่แค่การให้เงินทุน แต่รวมไปถึงช่องทางการจัดจำหน่าย เพิ่มการลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ ทุกอย่างต้องสอดคล้องและเหมาะสม ดูแลกันเหมือนครอบครัว

ครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ จัดพิธีทำบุญตักบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730774

ครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ จัดพิธีทำบุญตักบาตร

ครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ จัดพิธีทำบุญตักบาตร

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระครูวิทิตศาสนาทร รองเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

รศ.พญ.อัมพิกา มังคละพฤกษ์ เลขานุการกองทุนหมอเจ้าฟ้า เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ซึ่งผลงานพระกรณียกิจหลากหลายเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล ดังที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนส โกได้มีมติร่วมฉลองในวาระบุคคลสำคัญที่มีผลงานดีเด่น โดยมี พระครูวิทิตศาสนาทรรองเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย รศ.พญ.ยุพา สุมิตรสวรรค์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ, รศ.นพ.ณัฐพงศ์ โฆษชุณหนันท์รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, ผศ.ทพ.ณัชพล จมูศรี ผู้ช่วยคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน และนักศึกษากองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วมในพิธี ณ ลานหน้าสมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ ชั้น 1 อาคารเรียนรวมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566

รศ.พญ.อัมพิกา มังคละพฤกษ์ เลขานุการกองทุนหมอเจ้าฟ้า ประธานในพิธีทำบุญตักบาตร จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

รศ.พญ.อัมพิกา มังคละพฤกษ์ เลขานุการกองทุนหมอเจ้าฟ้า ประธานในพิธีทำบุญตักบาตร จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

รศ.นพ.ณัฐพงศ์ โฆษชุณหนันท์ รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มช. จุดธูปเทียน
เครื่องทองน้อยหน้าพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

รศ.นพ.ณัฐพงศ์ โฆษชุณหนันท์ รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มช. จุดธูปเทียน เครื่องทองน้อยหน้าพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คณะผู้บริหาร หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน และนักศึกษากองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คณะผู้บริหาร หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน และนักศึกษากองทุนหมอเจ้าฟ้า คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

รศ.พญ.ยุพา สุมิตรสวรรค์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ, รศ.พญ.อัมพิกา มังคละพฤกษ์ เลขานุการกองทุนหมอเจ้าฟ้า, รศ.นพ.ณัฐพงศ์
โฆษชุณหนันท์ รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มช.
และ ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผอ.รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร

รศ.พญ.ยุพา สุมิตรสวรรค์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ, รศ.พญ.อัมพิกา มังคละพฤกษ์ เลขานุการกองทุนหมอเจ้าฟ้า, รศ.นพ.ณัฐพงศ์ โฆษชุณหนันท์ รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มช. และ ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผอ.รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร

คุณแหน : 15 พฤษภาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730832

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โรงเรียนนายเรือร่วมกับสามสมอสมาคม จัดเสวนา “เสด็จเตี่ยของนักเรียนนายเรือ” 15 พ.ค. 10.00 น. ณ หอประชุมภูติอนันต์ กองบัญชาการโรงเรียนนายเรือ อ.เมือง สมุทรปราการ ชมการถ่ายทอดสดทาง FB : Royal Thai Navy…

ll พิธีบำเพ็ญกุศล หม่อมราชวงศ์สมลาภ กิติยากร ในโอกาสครบ 100 วัน 4 มิ.ย. 09.30-11.00 น. ณ ห้องพิธี ชั้น 2 อาคารปิยะสมบัติกุล วัดบวรนิเวศวิหาร นวรัตน์ กิติยากร ณ อยุธยา และลูกๆ ม.ล.ปวริสร์-ม.ล.ภัทรสุดา กิติยากร ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้…

ll ดวงใจ ตั้งสง่า วางแผนจะพาลูกพาหลานไปออสเตรีย ฮังการี สโลวะเกีย สวิส กลางปีนี้ โดยสามี ธวัชชัย ตั้งสง่า อดีตผู้ช่วยทูตอุตสาหกรรม จะสลับขับรถกับลูกๆ พร้อมเยี่ยมเพื่อนวัฒนาฯ อ้อย เรมองต์ชอบธรรม ที่สวิส โดยมี ดรรชนี ฟอกกิ้งแฮม บินมาสมทบจากนิวซีแลนด์…

ll น้องๆ ประทับใจทุกๆ ครั้งเมื่อได้กราบเยี่ยม คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ด้วยวัย 96 เวลาพบเจอกันท่านยังแต่งตัวสวยงาม เดินเหินคล่องแคล่ว ความจำดีเยี่ยม…

ll ดร.นันทนา ศิรประภาศิริ และ ลูกๆ ภูมิ-อ.ภิญญ์ กำลังรวบรวมต้นฉบับอาลัยในหนังสือที่ระลึกงานศพ กฤษณ์ ศิรประภาศิริ แม้จะล่าช้ากว่ากำหนด แต่ทุกคนก็รอคอย…

ll นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ คนใหม่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ วิศวกรรมศาสตร์ 2527 พร้อมคณะกรรมการฝีมือดีวิศวฯ รุ่นพี่รุ่นน้อง อาทิ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, กฤษณ์ อิ่มแสง,บัณฑิต ธรรมประจำจิต, วรวัฒน์ พิทยศิริ,สราวุธ ทรงศิวิไล, อัศวิน เตชะเจริญวิกุล,เทอดเกียรติ พร้อมมูล, ศิโรตม์ ดวงรัตน์, ชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ โดยมีศิษย์เก่าคนดัง ลวรณ แสงสนิท, พูนศรี อดุลยพิเชฎฐ์, ดร.ยรรยง ไทยเจริญ, นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม, ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ร่วมด้วย…

ll ร้อนๆ ต้องไปรับบรรยากาศลมทะเล หัวหิน ยศวดี บุณยเกียรติ พักคอนโดฯที่ชะโงกไปเห็นเพื่อน อ.ทรรศนียา ศักดิ์ดีชวนกันไปเที่ยวชิลล์ได้ โดยมี ดรุณีสุมิตร และ ฆรณี เทียนไทย รับไปกินดื่มเที่ยวสังสรรค์ที่คอนโดฯ เนินชเล ส่วน อัญชลี ถนัดหัตถกรรม มีหน้าที่ส่งข่าว “สนธิทอล์ค” ให้เพื่อนๆ อัปเดตข่าวสารทุกวันศุกร์…

ll กาญจนา วงศ์พัวพันธ์ เตรียมไปเกาะฮอกไกโด ญี่ปุ่น 19 ก.ค. ชวนกลุ่มเพื่อนรักศิษย์เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ไปพักบ้านตากอากาศชมดอกไม้บานรอบบ้าน ท่ามกลางธรรมชาติงดงามที่เมืองฟูลาโน ของลูกชายพระเอกยอดกตัญญู “เคน” ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์…ll

คุณแหน

‘จอห์น เกรย์’จับมือ‘พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์’ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730756

‘จอห์น เกรย์’จับมือ‘พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์’  เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู

‘จอห์น เกรย์’จับมือ‘พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์’ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จอห์น เกรย์

นักผจญภัยด้วยเรือแคนูชื่อดังระดับโลก จอห์น เกรย์ (John Gray) ผู้สร้างตำนานแห่งท้องทะเลและสำรวจถ้ำด้วยเรือแคนูมาแล้วทั่วโลก รวมทั้งอ่าวพังงา ในประเทศไทย จับมือพงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้บริหารจากกลุ่มโรงแรมเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู กับ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” (John Gray’s Sea Canoe) ผ่านแนวคิด “เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ”

จอห์น เกรย์ (John Gray) ชายชาวอเมริกันร่างใหญ่ใจดี ผู้หลงใหลในการผจญภัยและรักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่า และ ทะเล เป็นชีวิตจิตใจ เขาเป็นบุคคลแรกๆ ที่ใช้เรือแคนูออกค้นหาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและยังเป็นนักสำรวจถ้ำมืออาชีพอีกด้วย เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2526 ที่เขาได้ก่อตั้งบริษัทการท่องเที่ยวด้วยเรือคายัคขึ้นที่เกาะฮาวาย ต่อมาได้เดินทางเพื่อออกค้นหาแหล่งธรรมชาติและถ้ำสวยงามมากมายด้วยเรือแคนูที่เขานำมาด้วยจากฮาวาย เริ่มตั้งแต่หมู่เกาะฟิจิ ตาฮิติ ซามัว ฟิลิปปินส์ อ่าวฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม จนมาถึงอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ประเทศไทย ที่ซึ่งทำให้เขาตกหลุมรักประเทศไทย วัฒนธรรมไทย และคนไทย จนเขาอยากอวดความงามของประเทศไทยให้ชาวโลกได้เห็นถึงความสวยบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเครือข่ายถ้ำที่โยงใยออกไปไม่รู้จบ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและลากูนอีกมากมายหลายแห่งที่ จอห์น เกรย์ ได้ค้นพบจากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวประมงและชาวบ้าน ซึ่งสถานที่บางแห่งยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น

จอห์น เกรย์ ได้พบกับนักธุรกิจไทย ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ซึ่งมีแนวคิดเดียวกัน ทำให้ทั้งคู่ร่วมทุนก่อตั้งบริษัท “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” (John Gray’s Sea Canoe) ขึ้นในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ.2544 ด้วยเจตจำนงที่ต้องการสร้างสิ่งที่พิเศษและแตกต่าง อีกทั้ง ปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนได้ตระหนักดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติในเวลาเดียวกัน ซึ่งได้กลายเป็นคติพจน์ของ จอห์น เกรย์ ซี แคนู ตั้งแต่วันแรกจวบจนทุกวันนี้ “We Don’t Do Anything Normal-เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ” ดังนั้น จอห์น เกรย์ ซี แคนู จึงเป็นบริษัทแรกที่ริเริ่มการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนพร้อมไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสอดแทรกความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการจัดกิจกรรมช่วยกันเก็บขยะในทะเลและแหล่งธรรมชาติกลับมาด้วยทุกทริป

นอกจากนี้ จอห์น ยังช่วยเหลือสนับสนุนชาวบ้านในท้องถิ่นด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านการล่องเรือ ระบบนิเวศ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพราะ จอห์น รักประเทศไทยและคนไทยไม่ต่างกับที่คนในชุมชนก็รัก จอห์น เช่นกัน

จอห์น เกรย์ ได้รับรางวัลมากมายในระดับนานาชาติ รวมทั้งรางวัลสำคัญที่ทำให้เขาโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ รางวัล Junior Achievement California President of the Year และ Bull and Bear (1961-1962) จาก New York Stock Exchange รวมทั้งรางวัลอันทรงเกียรติประเภทภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม “Molokai’s Forgotten Frontier” จากเวที Emmy Award (1985) รางวัล TEDDY ในสาขาการถ่ายทำภาพยนตร์ให้ความรู้ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (1985) รางวัลด้านการท่องเที่ยวด้วยพาหนะเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จาก Skal Club International Ecotourism Award (2008) ฯลฯ

จอห์น เกรย์ ซี แคนู เป็นเสมือนตำนานแห่งท้องทะเลของอ่าวพังงา พร้อมปณิธานอันแน่วแน่ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งยังคงกึกก้องอยู่แม้ในวันที่ จอห์น อายุย่างเข้าปีที่ 83 แล้ว ปัจจุบัน จอห์น เกรย์ ซี แคนู ได้เติบโตและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากนานาชาติด้วยฝีมือการบริหารงานของนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงพงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้บริหารจากกลุ่มโรงแรมเคป แอนด์แคนทารี โฮเทลส์ ผู้มีส่วนสำคัญในการบริหารและถือหุ้นส่วนใหญ่ในปัจจุบันร่วมกับ จอห์น เกรย์

“เราเชื่อมั่นในตัวคุณจอห์น เกรย์ และการสร้างสรรค์ทริปท่องล่องเรือท่องเที่ยวของเขา ที่สำคัญเรามีความเห็นที่ตรงกันถึงปณิธานอันแน่วแน่เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ เราต้องการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยเรือแคนูที่ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู” ที่ยากจะหาใครเหมือน”พงศ์วรุตม์ กล่าว

พนักงานและไกด์นำล่องเรือทุกคนของ จอห์น เกรย์ ซี แคนู ส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่เริ่มแรกก่อตั้งบริษัท พวกเขาเชี่ยวชาญการนำล่องเรือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดีพร้อมให้ความรู้นักท่องเที่ยวเรื่องระบบนิเวศ การกำเนิดของเกาะแก่งและถ้ำหินปูนของอ่าวพังงาที่อายุประมาณ 280 ล้านปี รวมทั้งลากูน การดูแลอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และแนะนำการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่แทรกแซง เช่น ไม่นำวัตถุจากแหล่งธรรมชาติกลับมาเป็นของที่ระลึก ไม่ให้อาหารสัตว์ป่าและสัตว์ทะเล เพราะอาจเป็นอันตรายและอาจทำให้สัตว์ป่วยได้ ไม่ใช้มือจับหินงอกหินย้อนเพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้มันหยุดเจริญเติบโต

แม้กระทั่งการไม่นำเรือที่มีเครื่องยนต์เข้าไปใกล้ถ้ำหรือลากูนต่างๆ ใช้เพียงเรือแคนูพายเข้าไปและไม่ส่งเสียงดังรบกวน ซึ่งบ่อยครั้งที่คณะเดินทางโชคดีได้มีโอกาสเจอสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลหายาก อาทิ ฉลามวาฬ ปลากระเบน ปลาตีน ปลาดาว ปลิงทะเล นกเงือก เหยี่ยวแดง นกนางแอ่น ลิงแสม ฯลฯ อีกทั้งอาหารไทยที่อร่อยถูกใจเป็นพิเศษ เพราะปรุงสดใหม่บนเรือและเลือกใช้วัตถุดิบที่ปราศจากสารเคมี หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งที่ทำจากพลาสติก และที่สำคัญต้องเก็บขยะทั้งหมดนำกลับมากำจัดที่ฝั่งด้วยเสมอ ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงรักในการล่องเรือกับจอห์นเกรย์ ซี แคนู

“ไกด์นำล่องเรือของเรามีความรู้ความชำนาญมากในพื้นที่และการล่องเรือแคนู พร้อมดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวในทุกๆ ด้าน โดยไม่ลืมที่จะให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไกด์ทุกคนมีอัธยาศัยดีและเป็นมิตร เราเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวนานาชาติเป็นอย่างมาก จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยได้มาลองล่องเรือเที่ยวสไตล์ John Gray’s Sea Canoe กับเรา แล้วคุณจะค้นพบว่าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ยังมีความสงบสวยงามให้ค้นหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” พงศ์วรุตม์ กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย

จอห์น เกรย์ ซี แคนู ตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต พร้อมจัดทริปล่องเรือหลากสไตล์ทั้งสำหรับท่องเที่ยวแบบส่วนตัว ค้างคืนหรือเป็นหมู่คณะ กับประสบการณ์การล่องเรือแคนูที่ไม่ธรรมดา พร้อมอนุรักษณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำรองแพ็กเกจท่องเที่ยวกับหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : https://johngray-seacanoe.com/ โทร.063-1243404 Line ID : johngrayseacanoe และอีเมล : reservations@johngray-seacanoe.com

พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์

พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์

มารีเมกโกะ เปิดตัว Home Collection ผลิตจากแนวคิดความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730757

มารีเมกโกะ เปิดตัว Home Collection ผลิตจากแนวคิดความยั่งยืน

มารีเมกโกะ เปิดตัว Home Collection ผลิตจากแนวคิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำหรับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2023 มารีเมกโกะ ได้สร้างมู้ดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ Home Collection ตีความการใช้ชีวิตผ่านมุมมองของการมองโลกแง่ดีในอนาคตอันล้ำสมัย ซึ่งจะเห็นได้จากความงามของวัสดุที่ทำออกมาอย่างเรียบง่าย โดยใช้วัสดุเพียงอย่างเดียว คอลเลคชั่นนี้เล่นกับไดนามิกของรูปทรงต่างๆ ที่จัดวางลงบนพื้นที่ว่างและพื้นที่แสดงหลัก วัสดุที่เลือกใช้แต่ละประเภทล้วนแสดงถึงคุณภาพที่มาจากธรรมชาติ โดยโทนสีประจำซีซั่นนี้นำเสนอความสดใหม่ และมู้ดอันสดใสตั้งแต่เริ่มฤดูกาลจวบจนสิ้นสุดฤดูร้อนที่ดีกว่าเดิม

เครื่องครัวประจำซีซั่น ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2023 นำเสนอสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อการรับประทานอาหารร่วมกันในบ้านอย่างเรียบง่ายและผ่อนคลาย สินค้าบนโต๊ะอาหารจากคอลเลคชั่น Oiva (ออยวา) มาในสีพื้นฐานอย่างสีน้ำตาล ผสานเข้ากับสีขาวของเซรามิกจากซีซั่นที่แล้วอย่างลงตัว โดยคอลเลคชั่นนี้ยังได้นำเสนอสินค้าเพิ่มเติมแก่ผู้ที่รักการดื่มชา ได้แก่แก้วมัค Oiva และกาน้ำชาลายพิมพ์ Seireeni (เซย์เรนิ) หรือไซเรน โดย Maija Isola (ไมย่า อิโซล่า) จากปี 1964

ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้จากสิ่งทอที่ผลิตด้วยความยั่งยืน ได้แก่ ปลอกหมอนอิงลายพิมพ์ Seieeni ที่ใช้การปักเข้ามาร่วมด้วย โดยทำจากผ้าฝ้าย-ลินินผสมที่ไม่ผ่านการฟอกสี ผ้าคลุมเตียงที่ตัดเย็บเป็นผ้าควิลท์ซึ่งทำมาจากผ้าฝ้ายที่ไม่ผ่านการฟอกสี รวมถึงเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ได้มาจากกระบวนการรีไซเคิล

คอลเลคชั่นนี้ใช้สีสันที่เล่นกับโทนสีจากธรรมชาติ ซึ่งล้อไปกับสีที่ผลิตด้วยกระบวนการอุตสาหกรรม อย่างสีแซนด์ สีแดงไหม้ และสีท้องฟ้า ผสานกับโทนสีสเปียร์มินต์ และเหลืองสดใส ซึ่งเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความหวังและทำให้ผู้คนรู้สึกโหยหาฤดูร้อนที่กำลังรอคอย

มารีเมกโกะ Home Collection อวดโฉมแล้วที่ Marimekko ทุกสาขา รวมทั้งช่องทาง Official online store : marimekko.co.th, Line official account : @marimekko.th, Instagram และ Facebook : Marimekko Thailand