สดใสรับซัมเมอร์ไปกับแบรนด์‘เอบี.แอนเจลิส บาเลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730157

สดใสรับซัมเมอร์ไปกับแบรนด์‘เอบี.แอนเจลิส บาเลก’

สดใสรับซัมเมอร์ไปกับแบรนด์‘เอบี.แอนเจลิส บาเลก’

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เติมความสดใสให้ซัมเมอร์นี้ด้วยบีชแวร์ชิ้นโปรด ที่ล่าสุด “แองจี้-แอนเจลิส บาเลก” ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “เอบี.แอนเจลิส บาเลก” (AB.Angelys Balek) ได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่อวดโฉมชุดว่ายน้ำจากคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2023 ที่ชื่อว่า “โอเวอร์ เดอะคลาวด์ส” (Over the Clouds)ด้วยแรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติในช่วงฤดูร้อนที่ถูกสเกตช์ลงบนสมุดบันทึกของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ฝีมือเฉียบ ได้ถูกนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบชุดว่ายน้ำประจำซีซั่นนี้

แองจี้-แอนเจลิส บาเลก

“เอบี.แอนเจลิส บาเลก” แบรนด์ลักซ์ชัวรี่สวิมแวร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เพลย์ฟูล” (Playful),“สมาร์ท” (Smart) และ “อาร์ทิสทิค” (Artistic) สามคำที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์งานออกแบบของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังนำเสน่ห์ของงานศิลปะมาผสมผสานกับการดีไซน์ในทุกคอลเลคชั่นได้อย่างลงตัว โดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของหญิงสาวผู้สวมใส่เป็นอันดับแรก พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ให้เต็มไปด้วยความมั่นใจ ฉลาด และเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด โดยไม่ลืมที่จะสอดแทรกความโมเดิร์นผนวกกับการสร้างเอกลักษณ์บนแพทเทิร์นอันเฉียบคมที่ไม่มีเทรนด์แฟชั่นใดมากำหนดทิศทางได้

“แองจี้-แอนเจลิส บาเลก” กล่าวว่า “ศิลปะและแฟชั่นคือไอเดียตั้งต้นในทุกงานออกแบบ และเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Wearable Art หรืองานศิลปะที่จัดแสดงบนร่างกาย ดังนั้นผลงานในแต่ละคอลเลคชั่นของเราจึงผ่านการคิด การทดลองใช้เทคนิคและแมททีเรียลที่หลากหลายในการสร้างลายพิมพ์ขึ้นมา ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นจุดเด่นของแบรนด์ที่สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับชุดว่ายน้ำของเราได้เป็นอย่างดี และดีไซน์ขึ้นเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ชุดของเราได้ในหลายโอกาส โดยคอลเลคชั่นนี้เราได้นำเอาความงดงามของธรรมชาติช่วงฤดูร้อนที่เคยถูกสเกตช์ไว้ในสมุดบันทึกมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบ คอลเลคชั่นนี้จึงอัดแน่นไปด้วยลายพิมพ์ที่สดใส ความสนุกในการจับคู่สี และซิลลูเอทรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน”

โดยความพิเศษของคอลเลคชั่น “โอเวอร์ เดอะ คลาวด์ส” (Over the Clouds) คือการสร้างลายพิมพ์จากงานศิลปะแบบคอลลาจ (Collage) โดยทีมดีไซน์ได้นำรูปสเกตซ์ของวิวทิวทัศน์ อย่างเส้นสีของท้องฟ้า มหาสมุทร ภูเขา บรรยากาศของท้องทะเล แสงแดดยามเช้า พระอาทิตย์ตกยามเย็น เรือใบและความระยิบระยับของเกลียวคลื่น มาตีความขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยจุดเด่นอยู่ที่การใช้สีโทนสว่างสดใส อาทิ สีแดงสีฟ้า สีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีเทา รวมไปถึงเฉดสีที่ซ้อนทับกันออกมาจนกลายเป็นสีจากธรรมชาติ จากนั้นจึงเริ่มวิธีการสร้างงานคอลลาจ (Collage) โดยการฉีกกระดาษสีจากเฉดที่คัดสรรมาแล้ว นำมาวางเรียงทับซ้อนเป็นเลเยอร์เพื่อสร้างภาพใหม่ประจำคอลเลคชั่นนี้ ต่อมาทางทีมออกแบบได้เลือกรูปทรงของลวดลาย (Art object) อย่างรูปปลา ท้องฟ้า และสายฝน นำมาจัดวางใหม่เพื่อสร้างลายพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของการสร้างงานคอลลาจ (Collage) แบบซูเปอร์เลเยอร์ต้องใช้ทักษะและความแม่นยำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ลายพิมพ์ที่ต่อเนื่องกันบนชุดว่ายน้ำและซัมเมอร์เดรสดีไซน์โก้ 

อีกทั้งในซีซั่นนี้ “เอบี.แอนเจลิสบาเลก” (AB.Angelys Balek) ยังได้นำเสนอซิลลูเอทและงานดีไซน์รูปแบบใหม่ด้วยการหยิบเอาหลากหลายเทคนิคมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์บีชแวร์ที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการจับรูดเพื่อเผยส่วนโค้งเว้าของผู้หญิงได้อย่างชวนหลงใหล งานดีไซน์ปลอกแขนแฟชั่นไอเทมที่สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์เข้ากับชุดว่ายน้ำวันพีซที่เผยให้เห็นหน้าท้องอันเย้ายวนได้อย่างมีระดับ รวมถึงงานปักประดับคริสตัลบนชุดว่ายน้ำทูพีซที่สามารถสร้างความเซ็กซี่ได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ ยังมีชิ้นเด่นที่สร้างสรรรค์จากลายพิมพ์ซิกเนเจอร์ประจำซีซั่นบนซิลลูเอทที่สามารถดึงขีดสุดของความเซ็กซี่และความมั่นใจในแบบฉบับหญิงสาวของ “เอบี.แอนเจลิสบาเลก” (AB.Angelys Balek) ได้เป็นอย่างดี

พบกับคอลเลคชั่น “โอเวอร์ เดอะคลาวด์ส” ได้แล้ววันนี้ที่ชั้น Gศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ หรือช่องทางออนไลน์ที่ http://www.angelysbalekshop.com/

คุณแหน : 12 พฤษภาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730156

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ภาสกร ชัยรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจเยี่ยมกิจกรรมการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(มผช.)และการดำเนินงานกองทุนพัฒนา SME ตามแนวประชารัฐในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี..

ll คณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิส เช่น ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร,ม.ร.ว.ประกายฉัตร สุขสวัสดิ์,พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์,พันธ์ภิรมย์ ใบหยก,พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์,จีรานุช ภิรมย์ภักดี,ชรินทร์ทิพย์ เดชะไกศยะ,พล.ต.ต.ชูเกียรติ-จิตรา ประทีปะเสน,จุมพจน์ เชื้อสาย,วัลลภ อธิคมประภา,ณัชชัย ถาวรธวัช,ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ได้ร่วมงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวาระ 100 ปี วันประสูติ ณ วัดปทุมวนาราม โดยมีท่านหญิงศรีสว่างวงศ์ บุญจิตราดุลย์เป็นประธาน..

ll ปลื้มใจกับ กอบทิพย์ศรีจอมขวัญ ที่ลูกๆ กิติกรณ์ ศรีจอมขวัญ และ ดวงพร โฆสิตสกุล พาคุณแม่ตุ่มและคุณป้าจิ๋ม เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกรเดินทางหนีอากาศร้อน กทม. ไปพึ่งเย็น ณ กรุงโตเกียว 1 อาทิตย์ พร้อมตระเวนกินร้านอร่อยทุกวัน..

ll ยามนี้เพื่อนๆ ของ ภก.พอ บุณยรัตพันธุ์ เตรียมเข้าคิวปรึกษาเรื่องสุขภาพกับลูกสาวคนเก่ง พญ.แพรวพรรณ บุณยรัตพันธุ์ที่ได้เป็นผู้มีความรู้ชำนาญการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต..

ll ประเทือง เผ่าดิษฐ์ วันเกิดช่วงเช้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดคลองพร้าว อ.เกาะช้าง จ.ตราด พร้อมกับครอบครัวที่พากันมาพักผ่อนแบบอบอุ่น และได้ร่วมบริจาคช่วยเด็กพิการอีกด้วย..

ll เพื่อนๆ ชาว CDA#3 ร่วมยินดีกับคุณพ่อลูกสองป้ายแดง วิวรรธน์ เทียนศิริ ที่ได้ลูกชายคนที่ 2 ให้ชื่อว่าน้องแต้-ด.ช.วิรวรรธน์ เทียนศิริ..

ll สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ร่วมแสดงความเสียใจกับการจากไปของ ภก.นิวัฒน์ ตั้งกิจเกียรติกุลศิษย์เก่าเภสัชฯ มช. รุ่นที่ 11..

ll ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ นายกสมาคม และ ราชิต ไชยรัตน์ เลขาธิการสมาคม จัดงาน“MAKERS UNITED 2023”ฉลองครบรอบ 9 ปี สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย 23 พ.ค.นี้ 12.30-22.00 น. ณ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์รัชโยธิน จองบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/MAKERS-UNITED-2023..ll

น้องใหม่

นักออกแบบไทยร่วมนิทรรศการ Slow Hand Design โชว์สินค้า BCG สุดลํ้าเพื่อความยั่งยืนในงาน มิลานดีไซน์วีค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730158

นักออกแบบไทยร่วมนิทรรศการ Slow Hand Design โชว์สินค้า BCG สุดลํ้าเพื่อความยั่งยืนในงาน มิลานดีไซน์วีค

นักออกแบบไทยร่วมนิทรรศการ Slow Hand Design โชว์สินค้า BCG สุดลํ้าเพื่อความยั่งยืนในงาน มิลานดีไซน์วีค

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ นำทัพนักออกแบบเข้าร่วมนิทรรศการ Slow Hand Design ในงาน Milan Design Week 2023 ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี เมื่อเร็วๆ นี้ นำเสนอผลงานของนักออกแบบไทย 33 แบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านการใช้วัสดุเพื่อความยั่งยืนสอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และเทรนด์งานออกแบบโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “งาน Milan Design Week นับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้คนในแวดวงการออกแบบทั่วโลกทั้งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งภายใน ไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมการออกแบบ รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ จะมารวมตัวกันที่มิลานอย่างคึกคัก เพื่ออัปเดตเทรนด์สินค้าและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการออกแบบจากทั่วโลกรวมถึงการแสดงนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในอนาคต โดย DITP ได้นำสินค้าไทยเข้าร่วมงาน Milan Design Week มาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Slow Hand Design เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพและสร้างการจดจำสินค้าไทยในเวทีการออกแบบระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

“ในช่วงแรก ช่วงปี 2554-2559 เนื้อหาของนิทรรศการจะเน้นนำเสนอจุดเด่นของงานออกแบบไทยที่ใช้ความประณีตของฝีมืองานหัตถกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมมีการพัฒนาอัตลักษณ์ไทยสู่ความเป็นสากล ต่อมาตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาเน้นนำเสนอสินค้าที่มีนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าที่มีแนวคิด BCG Economy และสินค้าที่มีแนวคิดการออกแบบมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) เพื่อเผยแพร่ศักยภาพและสร้างการยอมรับในสินค้าไทย ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าไทยที่มีการออกแบบดีเพื่อนำไปสู่โอกาสทางการค้าในระดับสากล โดยมีการคัดสรรผลงานที่ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมหรือรางวัล DEmark รางวัล PM Award รวมทั้งผลงานนักออกแบบรุ่นใหม่จากโครงการ Designers’ Room & Talent Thai นำมาจัดแสดงในงาน”

ทั้งนี้ นิทรรศการ Slow Hand Design 2023 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Not A Virgin-materials through Thailand’s innovative designs that sustain the global environment” รวบรวมผลงานการออกแบบที่โดดเด่นเรื่องกระบวนการออกแบบหมุนเวียนมีการใช้วัสดุเพื่อความยั่งยืน สอดรับกับแนวคิด BCG Economy Model โดยมีทั้งสินค้า เฟอร์นิเจอร์ สินค้าไลฟ์สไตล์และวัสดุตกแต่งบ้านมาจัดแสดงโดยจำลองรูปแบบการใช้ชีวิตและการตกแต่งที่อยู่อาศัยในอนาคตที่วัสดุในการผลิตสินค้าทั้งหมดล้วนทำมาจากวัสดุรีไซเคิลและอัพไซเคิล โดยตัวอย่างผลงานแบรนด์ไทยที่ได้รับความสนใจ เช่น

วัสดุ Vegan Leather จากแบรนด์ BRAVESHOES ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ให้เป็น Circular Economy ใช้หลักการ BCG แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด โดยเลือกใช้วัสดุจากขยะทางการเกษตร เช่น เปลือกมะนาว และเปลือกกล้วยที่มีนวัตกรรมการผลิต โดยมีชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ในหลายจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดขยะทางการเกษตรในประเทศไทย ได้รับความสนใจจาก KARIM RASHID STUDIO เพื่อนำไปเป็นวัสดุหุ้มเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ตัว Vegan Leather วัสดุที่ใช้ในการผลิตรองเท้ายังได้รับความสนใจจากนักออกแบบแฟชั่นในเมืองมิลานเป็นอย่างมาก

วัสดุ recycle yarn แบรนด์ aibelle ได้รับความสนใจจากทีมดีไซเนอร์ จาก Martin Margiela เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋า

สินค้าไลฟ์สไตล์จาก แบรนด์ Sonite ผลิตจากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร แกลบข้าว ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว และแผ่นบุผนังช่วยดูดซับเสียงผลิตจากผักตบชวา ได้รับความสนใจจากนักออกแบบ สถาปนิก ภายในงานเป็นอย่างมากมีความต้องการอยากร่วมมือ สั่งซื้อตลอดช่วง
ที่จัดแสดง

ผลงาน textile จาก DEESAWAT x ausara surface and textile ได้รับความสนใจจากนักออกแบบเครื่องจาก bulgari เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องประดับ

แบรนด์ moRE ที่มีการวิจัยและพัฒนาวัสดุ ตั้งแต่เศษขยะจากครัวเรือน อาทิ หลอดฝาขวดน้ำ อะลูมิเนียมฟอยล์กล่อง ไปจนถึงของเสียจากการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร อย่างเยื่อกาแฟ ใบอ้อย พัฒนาเป็น Sustainable material วัสดุใหม่สำหรับเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับความสนใจจากสถาปนิกและนักออกแบบในยุโรปเป็นอย่างมาก

ผลงาน พระสติ พระเครื่องทำจากพลาสติกรีไซเคิล และผลงาน RE-rock แบรนด์ Qualy ได้รับความสนใจจาก designer ทีม yamaha Italy ที่สนใจต่อยอดเพื่อพัฒนาไปเป็นโครงรถมอเตอร์ไซต์ เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถติดต่อตามข้อมูลของโครงการได้ที่ creativethailand.net และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169

‘จอห์น เกรย์’ จับมือ ‘พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์’ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730246

‘จอห์น เกรย์’ จับมือ ‘พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์’ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู

‘จอห์น เกรย์’ จับมือ ‘พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์’ เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.02 น.

นักผจญภัยด้วยเรือแคนูชื่อดังระดับโลก จอห์น เกรย์ (John Gray) ผู้สร้างตำนานแห่งท้องทะเลและสำรวจถ้ำด้วยเรือแคนูมาแล้วทั่วโลก รวมทั้งอ่าวพังงา ในประเทศไทย จับมือ พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้บริหารจากกลุ่มโรงแรมเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์  เปิดทริปท่องเที่ยวทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยเรือแคนู กับ “จอห์น เกรย์ ซี แคนู”  (John Gray’s Sea Canoe) ผ่านแนวคิด “เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ”

จอห์น เกรย์ (John Gray) ชายชาวอเมริกันร่างใหญ่ใจดี ผู้หลงใหลในการผจญภัยและรักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่า และ ทะเล เป็นชีวิตจิตใจ  เขาเป็นบุคคลแรกๆ ที่ใช้เรือแคนูออกค้นหาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและยังเป็นนักสำรวจถ้ำมืออาชีพอีกด้วย  เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2526 ที่เขาได้ก่อตั้งบริษัทการท่องเที่ยวด้วยเรือคายัคขึ้นที่เกาะฮาวาย  ต่อมาได้เดินทางเพื่อออกค้นหาแหล่งธรรมชาติและถ้ำสวยงามมากมายด้วยเรือแคนูที่เขานำมาด้วยจากฮาวาย  เริ่มตั้งแต่หมู่เกาะฟิจิ  ตาฮิติ  ซามัว  ฟิลิปปินส์  อ่าวฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม  จนมาถึงอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ประเทศไทย ที่ซึ่งทำให้เขาตกหลุมรักประเทศไทย  วัฒนธรรมไทย  และคนไทย จนเขาอยากอวดความงามของประเทศไทยให้ชาวโลกได้เห็นถึงความสวยบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเครือข่ายถ้ำที่โยงใยออกไปไม่รู้จบ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและลากูนอีกมากมายหลายแห่งที่ จอห์น เกรย์ ได้ค้นพบจากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวประมงและชาวบ้าน  ซึ่งสถานที่บางแห่งยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น 

จอห์น เกรย์  ได้พบกับนักธุรกิจไทย ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์  ซึ่งมีแนวคิดเดียวกับ ทำให้ทั้งคู่ร่วมทุนก่อตั้งบริษัท “จอห์น เกรย์ ซี แคนู”  (John Gray’s Sea Canoe) ขึ้นในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ.2544  ด้วยเจตจำนงที่ต้องการสร้างสิ่งที่พิเศษและแตกต่าง อีกทั้ง ปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนได้ตระหนักดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติในเวลาเดียวกัน  ซึ่งได้กลายเป็นคติพจน์ของ จอห์น เกรย์ ซี แคนู ตั้งแต่วันแรกจวบจนทุกวันนี้  “We Don’t Do Anything Normal – เรื่องธรรมดาเราไม่ทำ  ดังนั้น  จอห์น เกรย์ ซี แคนู จึงเป็นบริษัทแรกที่ริเริ่มการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนพร้อมไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสอดแทรกความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการจัดกิจกรรมช่วยกันเก็บขยะในทะเลและแหล่งธรรมชาติกลับมาด้วยทุกทริป 

นอกจากนี้ จอห์น ยังช่วยเหลือสนับสนุนชาวบ้านในท้องถิ่นด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านการล่องเรือ  ระบบนิเวศน์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ตลอดจนการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน  เพราะ จอห์น รักประเทศไทยและคนไทยไม่ต่างกับที่คนในชุมชนก็รัก จอห์น เช่นกัน   

จอห์น เกรย์  ได้รับรางวัลมากมายในระดับนานาชาติ รวมทั้งรางวัลสำคัญที่ทำให้เขาโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  อาทิ  รางวัล Junior Achievement California President of the Year และ Bull and Bear (1961-1962) จาก New York Stock Exchange รวมทั้งรางวัลอันทรงเกียรติประเภทภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม “Molokai’s Forgotten Frontier” จากเวที Emmy Award (1985) รางวัล TEDDY ในสาขาการถ่ายทำภาพยนตร์ให้ความรู้ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (1985) รางวัลด้านการท่องเที่ยวด้วยพาหนะเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จาก Skal Club International Ecotourism Award (2008) ฯลฯ  

จอห์น เกรย์ ซี แคนู เป็นเสมือนตำนานแห่งท้องทะเลของอ่าวพังงา พร้อมปณิธานอันแน่วแน่ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งยังคงกึกก้องอยู่แม้ในวันที่ จอห์น อายุย่างเข้าปีที่ 83 แล้ว  ปัจจุบัน จอห์น เกรย์ ซี แคนู ได้เติบโตและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ ด้วยฝีมือการบริหารงานของนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้บริหารจากกลุ่มโรงแรมเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ผู้มีส่วนสำคัญในการบริหารและถือหุ้นส่วนใหญ่ในปัจจุบันร่วมกับ จอห์น เกรย์

“เราเชื่อมั่นในตัวคุณจอห์น เกรย์ และการสร้างสรรค์ทริปท่องล่องเรือท่องเที่ยวของเขา  ที่สำคัญเรามีความเห็นที่ตรงกันถึงปณิธานอันแน่วแน่เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ  เราต้องการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยเรือแคนูที่ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ‘จอห์น เกรย์ ซี แคนู’ ที่ยากจะหาใครเหมือน”  พงศ์วรุตม์ กล่าว  

พนักงานและไกด์นำล่องเรือทุกคนของ จอห์น เกรย์ ซี แคนู  ส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่เริ่มแรกก่อตั้งบริษัท  พวกเขาเชี่ยวชาญการนำล่องเรือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี  พร้อมให้ความรู้นักท่องเที่ยวเรื่องระบบนิเวศน์  การกำเนิดของเกาะแก่งและถ้ำหินปูนของอ่าวพังงาที่อายุประมาณ 280 ล้านปี รวมทั้งลากูน  การดูแลอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  และแนะนำการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่แทรกแซง  เช่น  ไม่นำวัตถุจากแหล่งธรรมชาติกลับมาเป็นของที่ระลึก  ไม่ให้อาหารสัตว์ป่าและสัตว์ทะเล เพราะอาจเป็นอันตรายและอาจทำให้สัตว์ป่วยได้  ไม่ใช้มือจับหินงอกหินย้อนเพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้มันหยุดเจริญเติบโต 

แม้กระทั่งการไม่นำเรือที่มีเครื่องยนต์เข้าไปใกล้ถ้ำหรือลากูนต่างๆ ใช้เพียงเรือแคนูพายเข้าไปและไม่ส่งเสียงดังรบกวน  ซึ่งบ่อยครั้งที่คณะเดินทางโชคดีได้มีโอกาสเจอสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลหายาก อาทิ  ฉลามวาฬ  ปลากระเบน  ปลาตีน  ปลาดาว  ปลิงทะเล   นกเงือก  เหยี่ยวแดง  นกนางแอ่น  ลิงแสม ฯลฯ  อีกทั้ง  อาหารไทยที่อร่อยถูกใจเป็นพิเศษ เพราะปรุงสดใหม่บนเรือและเลือกใช้วัตถุดิบที่ปราศจากสารเคมี หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งที่ทำจากพลาสติก  และที่สำคัญต้องเก็บขยะทั้งหมดนำกลับมากำจัดที่ฝั่งด้วยเสมอซึ่ งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงรักในการล่องเรือกับจอห์นเกรย์ ซี แคนู

“ไกด์นำล่องเรือของเรามีความรู้ความชำนาญมากในพื้นที่และการล่องเรือแคนู  พร้อมดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวในทุกๆ ด้าน โดยไม่ลืมที่จะให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ไกด์ทุกคนมีอัธยาศัยดีและเป็นมิตร เราเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวนานาชาติเป็นอย่างมาก  จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยได้มาลองล่องเรือเที่ยวสไตล์ John Gray’s Sea Canoe กับเรา แล้วคุณจะค้นพบว่าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ยังมีความสงบสวยงามให้ค้นหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”  พงศ์วรุตม์ กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย

จอห์น เกรย์ ซี แคนู ตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต  พร้อมจัดทริปล่องเรือหลากสไตล์ทั้งสำหรับท่องเที่ยวแบบส่วนตัว  ค้างคืน  หรือเป็นหมู่คณะ  กับประสบการณ์การล่องเรือแคนูที่ไม่ธรรมดา พร้อมอนุรักษณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สำรองแพ็คเกจท่องเที่ยวกับ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: https://johngray-seacanoe.com/

โทร.063-124-3404  Line ID:  johngrayseacanoe  และอีเมล์:    reservations@johngray-seacanoe.com

‘CSTD Thailand Dance Grand Prix ครั้งที่ 10’ เตรียมส่งนักเต้นไทย สู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730236

‘CSTD Thailand Dance Grand Prix ครั้งที่ 10’ เตรียมส่งนักเต้นไทย สู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

‘CSTD Thailand Dance Grand Prix ครั้งที่ 10’ เตรียมส่งนักเต้นไทย สู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.37 น.

หลังจากพัฒนาศักยภาพศิลปะการเต้น ฝึกซ้อมและแข่งขันกันเป็นอย่างหนัก ตลอด 6 วันเต็มบนเวทีโรงละครอักษรา ที่เต็มเปี่ยมไปทุกอารมณ์ความรู้สึก ทั้งดีใจ เสียใจ กดดัน ท้อแท้ และกลับมาสู้ใหม่ กับการแข่งขันศิลปะการเต้นแห่งแรกที่คงมาตรฐานและความยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “CSTD Thailand Dance Grand Prix ครั้งที่ 10”  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี อัดแน่นไปด้วย 33 รอบการแข่งขัน กว่า 1,000 ระบำ ที่รวมตัวเยาวชนนักเต้น 1,500 คนบนเวที จากสถาบันสอนศิลปะการเต้นทั่วประเทศไทยมากถึง 47 สถาบัน ในที่สุดก็ได้ตัวแทนประเทศไทยเตรียมเข้าร่วมแข่งขันศิลปะการเต้นระดับนานาชาติ ณ เวที Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 24 ณ ประเทศมาเลเซีย ร่วมกับตัวแทนอีกกว่า 16 ประเทศทั่วโลก

คุณวัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้แทนสถาบัน CSTD ประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามสถาบัน CSTD ประเทศไทย รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดการแข่งขัน ‘CSTD Thailand Dance Grand Prix ครั้งที่ 10’ เวทีนี้เป็นเวทีศิลปะการเต้นแห่งแรก ที่มาตรฐานความยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่มีความสามารถด้านศิลปะการเต้น นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในหลักสูตรมาใช้ในการแข่งขัน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถไปสู่การศึกษาในระดับสูง และเป็นพื้นฐานในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการเต้นระดับอาชีพในอนาคต และเฟ้นหาแชมป์ประเทศไทยพร้อมเป็นตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขันศิลปะการเต้นในระดับนานาชาติ เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันระดับนานาชาติมาพัฒนาความสามารถและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป โดยปีนี้ ประเทศไทยจัดการแข่งขัน CSTD Thailand Dance Grand Prix ขึ้นเป็นปีที่ 10 ด้วยความร่วมมือระหว่าง The Commonwealth Society of Teachers of Dancing (CSTD) ประเทศไทย สถาบันที่ได้รับรองสิทธิจากประเทศออสเตรเลีย เพื่อรับรองหลักสูตรการเรียนการสอน และการวัดผลสอบศิลปะการเต้นมาตรฐานสากลในประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม สถานทูตออสเตรเลีย และ สถาบัน Commonwealth Society of Teachers of Dancing (CSTD) ประเทศออสเตรเลีย เปิดกว้างสำหรับนักเต้นมือสมัครเล่น ไปจนถึงระดับมืออาชีพทั่วประเทศให้ได้มาแสดงศักยภาพ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี 2 รางวัล ได้แก่ ประเภทสถาบันยอดเยี่ยม (Best School Aggregate Cup) และ ประเภทคะแนนรวมบุคคลสูงสุด (Aggregate Solo Cup) โดยรางวัลถ้วยพระราชทานฯ ทั้งสองรางวัล เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกคนต้องทุ่มเทกับการฝึกซ้อมและแข่งขันเป็นอย่างมาก นอกจากเยาชนนักเต้นแล้ว ยังนับว่าเป็นการรวมตัวของทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน รวมทั้งโรงเรียน คุณครู ผู้ปกครอง อีกด้วย”

คุณอัจฉรา หิรัญแพทย์ ครูใหญ่และผู้กำกับศิลป์ WEDANCE Dance Studio กล่าวว่า “CSTD Thailand Dance Grand Prix เป็นการแข่งขันระดับประเทศที่ยิ่งใหญ่ และมีมาตรฐานสูงมากในด้านเทคนิค ทุกสถาบันสอนเต้นรอคอยที่จะเข้าร่วมการแข่งขันนี้เป็นประจำทุกปี ปีนี้ WEDANCE DANCE STUDIO ได้รับรางวัลสถาบันยอดเยี่ยม (Best School Aggregate Cup) เป็นปีแรก เป็นรางวัลที่ได้มายากมากๆ รู้สึกดีใจมากๆ แล้วก็เชื่อว่าศักยภาพในด้านการเต้นของเด็กไทยจะพัฒนาสูงขึ้นจากการแข่งขันที่มีมาตรฐานสูงในระดับสากลนี้ค่ะ”

น้องข้าวหอม ปพิชญา นุ่มทอง จากสถาบัน Point Studio เยาวชนนักเต้นที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานฯ ประเภทคะแนนรวมบุคคลสูงสุด (Aggregate Solo Cup) กล่าวว่า “ดีใจมากๆ ค่ะที่ได้รับรางวัลนี้ ที่ผ่านมาหนูตั้งใจและซ้อมค่อนข้างหนัก หลังจากนี้ก็จะเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขันศิลปะการเต้นระดับนานาชาติ Asia Pacific Dance Competition ที่ประเทศมาเลเซีย ร่วมกับตัวแทนอีกกว่า 16 ประเทศทั่วโลกค่ะ โดยจะนำข้อผิดพลาดจากการแข่งขันที่ประเทศไทยไปปรับปรุง สำหรับหนูการเต้นให้อะไรมากกว่าแค่ความสนุกและความสวยงาม แต่ยังสอนให้หนูมีระเบียบวินัยด้วยค่ะ”

ภายใต้ความมุ่งมั่น ตั้งใจของเยาวชนนักเต้นทุกคน ตลอด 6 วันเต็ม บนเวทีของโรงละครอักษรา กับ 33 รอบการแข่งขัน กว่า 1,000 ระบำ พร้อมเยาวชนนักเต้น 1,500 คนบนเวที โดยมีสถาบันสอนศิลปะการเต้นทั่วประเทศไทยเข้าร่วมถึง 47 สถาบัน มาพร้อมรูปแบบในการเต้นที่หลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมทุกความฝันของบรรดานักเต้น  ไม่ว่าจะเป็น บัลเลต์, ระบำประจำชาติ, คอนเท็มโพรารี่ แดนซ์, แจ๊สแดนซ์, บัลเล่ต์ ลาลีเคิล, แท็ปแดนซ์, ฮิปฮอป, ร้องและเต้น, เต้นเล่าเรื่องราว เป็นต้น พร้อมรูปแบบการแข่งขัน ทั้งแบบ 1 คน (Solo), 2-3 คน (Duos/Trios), กลุ่มเล็ก 4-6 คน (Ensembles), กลุ่มใหญ่มากกว่า 30 คน (Troupes)  ซึ่งผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะโชว์ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบท่าเต้น และเครื่องแต่งกาย ความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อให้แต่ละโชว์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนตุลาคมยังเตรียมพบกับงานใหญ่ “CSTD DAY 2023” ในโอกาสครบรอบ 90 ปี CSTD ออสเตรเลียโดยจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองพร้อมกันทั่วโลก โดย CSTD ประเทศไทย ได้รับความร่วมมือจากสถาบันสอนเต้นชั้นนำกว่า 50 สถาบันทั่วประเทศ พร้อมการรวมตัวของกูรูด้านการเต้นเพื่อถ่ายทอดให้ความรู้ด้านศิลปะการเต้นฟรีแก่เยาวชนไทยที่มีใจรักการเต้นทั่วประเทศไทยกับหลากหลายศาสตร์การเต้น หลังจากที่ในปี 2017 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับการจัดงาน CSTD Thailand ฉลองครบรอบ 20 ปี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: CSTD Thailand   

sacit ติดอาวุธผู้ประกอบการหัตถศิลป์ไทย ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เจาะตลาดดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730174

sacit ติดอาวุธผู้ประกอบการหัตถศิลป์ไทย ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เจาะตลาดดิจิทัล

sacit ติดอาวุธผู้ประกอบการหัตถศิลป์ไทย ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เจาะตลาดดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.37 น.

นายภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย  (องค์การมหาชน) หรือ sacit เปิดเผยว่า sacit ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการประชุมสมาชิกและสร้างเครือข่ายผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมเพิ่มพูนทักษะผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์ ทั้ง 4 ภูมิภาค ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปี 2566 ที่ผ่านมา ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่น วันที่ 26-27 มกราคม 2566 ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด , ครั้งที่ 2 ภาคใต้ จังหวัดสงขลา วันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2566 ณ โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่, ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 23-24 มีนาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ และครั้งที่ 4 ภาคกลาง วันที่ 27-28 เมษายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้วงการศิลปหัตถกรรมไทย เพิ่มทักษะการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเสริมศักยภาพเชิงช่างควบคู่ไปกับการพัฒนารูปแบบและบรรจุภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งการขยายโอกาสทางการตลาด การเรียนรู้เรื่องการสื่อสารงานหัตถกรรมในสื่อออนไลน์ จุดเด่นของการรังสรรค์แบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความน่าสนใจ แปลกใหม่ และตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น ตลอดจนสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ชิ้นงานและภูมิปัญญาของผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย” รักษาการแทนผู้อำนวยการ sacit

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างสมาชิกด้วยกัน เนื่องจากสมาชิกจะสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง เพื่อนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมใหม่ๆ ในการรองรับกับตลาดและความต้องการของผู้ซื้อ

สำหรับภาพรวมของการจัดงานทั้ง 4 ครั้ง ได้รับการตอบรับจากสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 700 ราย ซึ่งสามารถนำความรู้ไปปรับใช้พัฒนาสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมในรูปแบบใหม่ เพื่อเตรียมรับมือหรือปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบกับการค้าขายในยุคปัจจุบัน ตลอดจนเพื่อเป็นแนวทางสร้างความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก sacit สู่การพัฒนาและยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยต่อไป

-(016)

รพ.จุฬาภรณ์ จัดเสวนาสุขภาพ ‘ปวดท้องน้อย พูดสิ พูดได้ สัญญาณเตือนโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730170

รพ.จุฬาภรณ์ จัดเสวนาสุขภาพ ‘ปวดท้องน้อย พูดสิ พูดได้ สัญญาณเตือนโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่’

รพ.จุฬาภรณ์ จัดเสวนาสุขภาพ ‘ปวดท้องน้อย พูดสิ พูดได้ สัญญาณเตือนโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.29 น.

11 พฤษภาคม 2566 ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับโรงเรียนนักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์เสวนาสุขภาพภายใต้หัวข้อ “ปวดท้องน้อย พูดสิ พูดได้ สัญญาณเตือนโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” ร่วมเสวนากับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวช และแพทย์หญิงกตัญญุตา นาคปลัด แพทย์เฉพาะทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา และเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จากศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย “ดีเจต้นหอม” ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ร่วมทอล์กแชร์ประสบการณ์ “ปวดท้องน้อย” ดำเนินรายการโดย ได๋ – ไดอาน่า จงจินตนาการ

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ณ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 400 เตียง ได้ทาง >> https://shorturl.asia/4Tbp9 พิเศษ!! สำหรับผู้ร่วมงานจำนวน 40 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนและผ่านการคัดกรองเบื้องต้นจะได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง และปรึกษาแพทย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โทร 0 2765 5700 ต่อ 8828

ร่วมรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ #ปวดท้องน้อยพูดสิพูดได้ ติดตามชมเสวนา Live สดผ่านทางช่อง Youtube CRA CHULABHORN Channel และ Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 นี้ ได้ตั้งแต่เวลา 14:30 – 15:30 น.

ม.รังสิต-นารีฟาร์มา-นักวิจัย เผยผลลัพธ์อาสาสมัครภาวะลองโควิด หลังรับประทาน “เคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา” ครบ 7 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730123

ม.รังสิต-นารีฟาร์มา-นักวิจัย เผยผลลัพธ์อาสาสมัครภาวะลองโควิด  หลังรับประทาน “เคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา” ครบ 7 วัน

ม.รังสิต-นารีฟาร์มา-นักวิจัย เผยผลลัพธ์อาสาสมัครภาวะลองโควิด หลังรับประทาน “เคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา” ครบ 7 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.47 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต ผนึกกำลัง บริษัทนารีฟาร์มากรุ๊ป จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จชูงานวิจัยเรื่อง “การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบและต้านมะเร็งในหลอดทดลองของสมุนไพรไทยสูตรผสม” ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ (Quartile Score, Q1) พร้อมเปิดรับอาสาสมัครร่วมโครงการวิจัย “การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด” ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจริยธรรมในมนุษย์แล้ว และได้รับความสนใจจากประชาชนร่วมสมัครเข้ามา ผ่านช่องทาง Facebook : วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต , Facebook : Clears belong plus และ Line ID : @nareepharma เป็นจำนวนมาก  
 
โดยเปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ 66 ท่าน เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมาได้นัดหมายผู้สมัคร เฟสที่ 1 จำนวน 20 ท่าน เข้าทำการคัดกรองจากแบบสอบถามภาวะลองโควิด ซักถามประวัติการได้รับเชื้อ โควิด-19 การเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากภาวะลองโควิดต่างๆ อาทิ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ,หายใจไม่ทั่วท้อง ,ปวดกล้ามเนื้อ , เจ็บบริเวณหน้าอก ,ไอเรื้อรัง ฯลฯ และรับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และตรวจเลือด เพื่อเก็บข้อมูลเบื้องต้นของอาสาสมัครก่อนเข้าร่วมโครงการ พร้อมกับรับผลิตภัณฑ์หลอก (Placebo) หรือผลิตภัณฑ์วิจัย ไปรับประทานเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งจะครบกำหนดใน วันพุธที่ 10 พฤษภาคม 2566 จึงได้นัดหมายอาสาสมัครทุกท่านมาตรวจเลือดและเช็คสุขภาพอีกครั้ง เพื่อติดตามผลการทดลองร่วมกันในมนุษย์ ณ ห้องวิจัย ตึกคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 
 
ภายในงาน ผศ.ดร.เภสัชกร ธนภัทร ทรงศักดิ คณบดีวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ คุณพิมส์นารี นรรพสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารีฟาร์มากรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วย อาจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์ อาจารย์หมวดวิชาบริหารเภสัชกิจ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ อาจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง นลินี ประดับญาติ อาจารย์หมวดเภสัชวิทยา  และผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยลัยรังสิต เป็นผู้ร่วมเผยผลการทดลอง และขั้นตอนการวิจัยในครั้งนี้ร่วมกัน  
 
อาจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์ อาจารย์หมวดวิชาบริหารเภสัชกิจ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า “หลังจากเปิดรับสมัครอาสาสมัครผู้มีภาวะลองโควิดไปแล้วนั้น เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้นัดหมายอาสาสมัครเฟสที่ 1 จำนวน 20 ท่าน ทำการคัดกรองอาสาสมัครโดยใช้แบบสอบถามถึงภาวะลองโควิดที่เกิดขึ้นว่าท่านใดที่อาการเข้าข่ายคำถามที่นักวิจัยเตรียมบ้าง และรับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ เมื่อผ่านเกณฑ์จึงได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ หลังจากนั้นผู้ผ่านการคัดกรองต้องได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดเพื่อตรวจเช็คค่าต่าง ๆ อาทิ ค่าที่บ่งบอกถึงการ 
 
 ทำงานของตับและไต ค่าที่บ่งชี้ถึงการอักเสบในร่างกาย หรือชื่อทางการแพทย์ว่า CRP ค่าของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นค่าพื้นฐาน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการประเมินสุขภาพของอาสาสมัครเบื้องต้น จากนั้นสอบถามคุณภาพชีวิต โดยอาสาสมัครจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชาและผลิตภัณฑ์หลอก (Placebo)  โดยทั้งอาสาสมัครและผู้วิจัยจะไม่ทราบอาสาสมัครคนใดอยู่กลุ่มใดเพื่อป้องกันอคติของงานวิจัย จากนั้นจะได้รับคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์เหมือนๆ กัน นำไปรับประทานเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันนี้ (10 พค 2566) จึงนัดหมายกลับตรวจค่าเลือดอีกครั้ง และทำแบบทดสอบคุณภาพชีวิต ซักประวัติอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเก็บข้อมูลหลังครบกำหนดการเข้าร่วมโครงการวิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินเปรียบเทียบผลการวิจัยต่อไป” 
 
ทางด้าน คุณพิมส์นารี นรรพสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารีฟาร์มากรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมเผยผลการทดลองของอาสาสมัครในวันนี้ ขอขอบคุณทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต และทีมงานผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมกันค้นคว้าและวิจัย สมุนไพรไทยสูตรผสม จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ หากผลวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้คนได้อีกมาก ผลิตภัณฑ์ของเราผลิตจากสมุนไพรไทย 100% ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทยแล้ว บริษัทนารีฟาร์มา ต้องการพลักดันไปสู่การส่งออกต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสุขภาพของผู้มีภาวะลองโควิด หลังจากได้รับการการันตีผลการวิจัยเผยแพร่ลงวารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (Quartile Score, Q1) ซึ่งเป็นวารสารวิชาการ ติดลำดับ top 10 ใน สาขา Complementary and Alternative Medicine ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกอย่าง BMC Complementary Medicine and Therapies สมุนไพรไทยสูตรผสมที่ทุกบ้านรู้จักดีทั้ง 5 ชนิด ข่า มะนาว ใบย่านาง พริกไทย และ ใบกัญชา ผลิตผลธรรมชาติที่มีในประเทศเรา สามารถช่วยทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากต่างประเทศได้ ความปลอดภัยในการใช้สมุนไพร ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้สมุนไพรมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ต่างชาติให้ความสนใจผลการวิจัยนี้มากค่ะ ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาชมโครงการหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลี เป็นต้น 
 
ด้านอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ อายุ49 ปี เล่าให้ฟังว่า ตนเองป่วยเป็นโควิดและหลังจากหายป่วยมีอาการคล้ายลองโควิด คือเวียนศรีษะ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เลยได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการอาสมัครในเฟสที่1 โดยได้ทำแบบคัดกรองภาวะลองโควิดและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ซึ่งผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการวิจัย ซึ่งพบว่า หลังการเข้าร่วมโครงการวิจัยประมาณ 1 สัปดาห์ส่วนตัวพบว่า อาการเวียนศรีษะน้อยลง ทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามตนเองได้รับประทานอาหารที่มีประโยชนและดูแลร่างกายเป็นอย่างดี  
สำหรับอาสาสมัครผู้ร่วมโครงการในเฟสที่ 2 จะมีการนัดหมายทำการวิจัยอีกครั้งในช่วงปลายเดือน มิถุนายน 2566 โดยผู้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา สามารถติดต่อได้ที่ วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ หรือ Facebook  
 
 : วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต , Facebook : Clears belong plus หรือ Line ID : @nareepharma  เคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา วางจำหน่ายแล้วที่ร้านขายยาใกล้บ้าน 
 

สยามเซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ THEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CP ค้นหาทาเลนต์สู่ศิลปินระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730104

สยามเซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ THEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CP ค้นหาทาเลนต์สู่ศิลปินระดับโลก

สยามเซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ THEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CP ค้นหาทาเลนต์สู่ศิลปินระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.17 น.

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์กลางแห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์ ไร้ขีดจำกัดในศาสตร์แห่งสุนทรีย์ของศิลปะ แฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ เปิดพื้นที่ co creationกับกิจกรรม THEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CPซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคสร้างสรรค์ระดับโลก THEBLACKLABEL’s First Thailand Audition จากความร่วมมือของ“เครือซีพี” และค่ายTHEBLACKLABEL จากเกาหลีใต้ หวังปั้นทาเลนต์อาเซียน เทียบชั้นลิซ่า BLACKPINK

หลังจากที่ “เครือซีพี” ประกาศจับมือกับ “THEBLACKLABEL” ค่ายเพลงและครีเอทีฟเอเจนซีจากเกาหลีใต้ ที่ก่อตั้งโดย TEDDY PARK ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปิน K-POP ชั้นนำ อาทิ BIGBANG, 2NE1, JEON SOMI รวมถึง BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปที่มาแรงที่สุดในโลกตอนนี้ เพื่อก่อตั้งบริษัทร่วมทุน “THEBLACKSEA” ที่ได้เปิดตัวโปรเจคแรก THEBLACKLABEL’s First Thailand Auditionแบบออนไลน์ไปแล้วนั้น

ล่าสุด กิจกรรมคิ๊กออฟบิ๊กโปรเจค THEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CPที่สยามเซ็นเตอร์ ได้เกิดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครออดิชั่นได้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถที่สยามเซ็นเตอร์ ที่แรกที่เดียวในเมืองไทยเพื่อสนับสนุนคอมมูนิตี้ของผู้ที่มีความสามารถด้านการแสดงออกและ Performance ผลักดันและสนับสนุน Soft power ของไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเยาวชนให้ได้พัฒนาศักยภาพในระดับมืออาชีพเพื่อต่อยอดสู่ระดับสากล

เอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่เปิดเผยว่า “‘สยามเซ็นเตอร์’มุ่งเน้นการเปิดกว้างสำหรับหลากหลายคอมมูนิตี้ ทั้งด้านแฟชั่น ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยี สนับสนุนพื้นที่สำหรับทุกความคิดสร้างสรรรค์และการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวตน ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในการจัดแคมเปญและกิจกรรมที่ได้รับการตอบรับที่ดีในวงกว้างไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Fan meet และ นิทรรศการแบบ Exclusive จากศิลปินชื่อดังจากเกาหลีมามากมายหลายโปรเจคและล่าสุดกับแคมเปญ TAEYANG’s New Solo Album “Down To Earth” ที่จัดให้มี Exclusive Fan Call และพื้นที่จัด SIAM CENTER PRESENTS TAEYONG’S POP UP SPACEอีกด้วย

ในครั้งนี้นับเป็นโอกาสดีในการได้เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจค THEBLACKLABEL’s First Thailand Auditionซึ่งนับเป็นที่แรกและที่เดียวในเมืองไทย ที่ได้ร่วมจัดกิจกรรมTHEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CPสำหรับผู้สนใจเข้าร่วม Audition ได้มีพื้นที่สำหรับแสดงความสามารถและศักยภาพ และนำไปต่อยอดสู่การออดิชั่นออนไลน์ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกิจกรรมจากรูปแบบออนไลน์ มาสู่ออนกราวด์ซึ่งสยามเซ็นเตอร์มีความถนัดอีกทั้งโปรเจคนี้ยังสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z โดยตรง ซึ่งกำลังเป็นกลุ่มที่เราให้ความสำคัญและต้องการครีเอตกิจกรรมกับพาร์ทเนอร์หรือแบรนด์ที่ตอบโจทย์ เพื่อต่อยอดสู่คอมมูนิตี้ที่กว้างขึ้นและเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น”

โดยในวันเริ่มกิจกรรมได้มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่าจะสามารถเฟ้นหาทาเล้นท์ใหม่ที่จะต่อยอดสู่การเป็นศิลปินระดับโลกต่อไป

กิจกรรมออดิชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟTHEBLACKBOX Pop-up Studio Presented By CPจัดขึ้นที่เอเทรียม 2 สยามเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม จนถึง 24 พฤษภาคม 2566 โดยผู้เข้าร่วมออดิชั่นจะได้รับ Souvenir Card จาก THEBLACKLABEL และ สยามเซ็นเตอร์ ที่เดียวเท่านั้นในโลก และเมื่อโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย รับทันที ส่วนลด 5% จากร้านค้าภายในสยามเซ็นเตอร์ และเพิ่มเติมรับส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 2,000 บาทจากร้านค้าที่ร่วมรายการ อาทิJUNGSAEMMOOL, ALAND, LOFT, GULJAK TOPOKKI CHICKEN และ NOSE TEAซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเทรนนีและมีโอกาสเดบิวต์เป็นศิลปิน K-POP กับค่ายต่อไปอีกด้วย

#THEBLACKLABEL #THEBLACKBOXAUDITIONATSIAMCENTER #THEBLACKBOXpopupstudio

#THEBLACKLABELsFirstThailandAudition #SiamCenter #TheIdeaopolis

รร.สาธิต มบส. เชิญชวนคณาจารย์ร่วม ‘อบรมทักษะการสอนยุคศตวรรษที่ 21’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730091

รร.สาธิต มบส. เชิญชวนคณาจารย์ร่วม ‘อบรมทักษะการสอนยุคศตวรรษที่ 21’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน

รร.สาธิต มบส. เชิญชวนคณาจารย์ร่วม ‘อบรมทักษะการสอนยุคศตวรรษที่ 21’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.52 น.

นายสิริชัย เอี่ยมสะอาด ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ขอเชิญคณาจารย์เข้าร่วมอบรม “ทักษะการสอนยุคศตวรรษที่ 21 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สอนและยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน” ภายใต้โครงการอบรมทักษะการสอนยุคใหม่แก่ผู้สอน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนขนาดเล็ก ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2566  เวลา 08.30 – 16.30 น.  และวันที่ 27 พฤษภาคม 2566  เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 15 อาคาร 6 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) โดยวิทยากร ศ.ดร.บังอร  เสรีรัตน์ ทั้งนี้อบรมฟรี !ไม่มีค่าใช้จ่าย และผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับเกียรติบัตร

ส่วนการอบรมมี  2 รูปแบบ คือ แบบออนไซต์ และออนไลน์  ซึ่งรับจำนวนจำกัด โดยลงทะเบียนอบรมออนไซต์รับ  70 คน ได้แก่คณาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  และคณาจารย์โรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสพฐ.กรุงเทพมหานคร  ส่วนลงทะเบียนอบรมออนไลน์รับ  80 คน ได้แก่ คณาจารย์โรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสพฐ.กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรสาคร   โรงเรียสุพรรณบุรี และคณาจารย์โรงเรียนร่วมเครือข่าย สนใจเข้าร่วมอบรมลงทะเบียนผ่าน Google Form  ได้ที่ https://forms.gle/H34fi7WSAwgoSeoC8 เข้าร่วมกลุ่มอบรมการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงลึกได้ที่ https://line.me/R/ti/g/0aw9gLgk3q