วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730063

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.48 น.

วช. ส่งเสริม ม.เกษตร โชว์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย ทางเลือกใหม่ช่วยคนไทยหายจากโรค   

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โชว์ผลงานวิจัยของคนไทย โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย มิติใหม่แห่งวงการแพทย์เพื่อใช้รักษาโรคหลายชนิด ช่วยรักษาอาการปวดท้อง ลดไข้ รักษาอาการบวม ของ ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยไม้ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตสารมูลค่าสูงจากกล้วยไม้สกุลหวาย เพื่อขึ้นทะเบียนอาหารใหม่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเชิงหน้าที่ต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม วช. มีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย ของ ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะเป็นโครงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยการนำประโยชน์ที่ได้จากกล้วยไม้มาพัฒนากลายเป็นสมุนไพร เพื่อใช้ในวงการทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด นับว่าเป็นโครงการที่เข้ามาช่วยส่งเสริมภาคบริการประชาชนให้สามารถมียาและสมุนไพรดี ๆ ในการดูแลตนเอง

ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย เป็นโครงการวิจัยที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับคณาจารย์หลาย ๆ ท่าน ได้แก่ ดร.ประภัสสร รักถาวร, ดร.ธนภูมิ มณีบุญ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ จากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ ดร.จิตราพรรณ เทียมปโยธร จากภาควิชาพืชสวนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันพบว่า กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) เป็นกล้วยไม้สกุลใหญ่ที่สุด มีการแพร่กระจายพันธุ์ออกไปในบริเวณกว้างทั้งในทวีปเอเชียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก การใช้กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นสมุนไพรทางการแพทย์มีมานานกว่า 3,000 ปี ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ที่นิยมบริโภคเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและเพื่อสุขภาพที่ดี มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดไข้ และแก้ปวด รักษาอาการบวม รักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง รักษาโรคเบาหวาน บรรเทาอาการปวดข้อจากโรครูมาตอยด์ ตลอดจนอาการปวดประจำเดือน  เป็นต้น 

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า กล้วยไม้สกุลหวาย มีสารที่เป็นประโยชน์และมีศักยภาพสูงทั้งในเชิงสุขภาพและเชิงพาณิชย์  ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากส่วนต่าง ๆ ของกล้วยไม้จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกล้วยไม้ นอกเหนือจากการปลูกเพื่อขายต้นและตัดดอก ประกอบกับเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของกล้วยไม้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดอีกด้วย ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงได้มีการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย โดยศึกษาสภาวะการสกัดที่เหมาะสมในการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากกล้วยไม้สกุลหวาย 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เอื้องคำ เอื้องดอกมะเขือ และเอื้องดอกมะลิ  ลักษณะผงสารสกัดกล้วยไม้สกุลหวายหลังจากผ่านกระบวนการสกัดและการทำแห้งแบบเยือกแข็ง พบว่ามีองค์ประกอบของสาร dendro phenol สาร dendrobine และกลุ่มสารฟีนอลิก มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-Glucosidase และ α-Amylase มีฤทธิ์ในการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH, ABTS, Nitric oxide และ Superoxide ได้ดี 
     
นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ  (Hep G-2 Cells), เซลล์มะเร็งปากมดลูก (Hela Cells), เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก (Du-145 Cells), เซลล์มะเร็งเต้านม (MCF-7 Cells) และพบว่าไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ (Liver cell)  อย่างไรก็ดี เมื่อนำสารสกัดจากกล้วยไม้สกุลหวายที่ได้ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดแคปซูล และชาเพื่อสุขภาพด้านการลดน้ำตาลในเลือดจากกล้วยไม้สกุลหวาย พบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการพัฒนามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-Glucosidase และต้านอนุมูลอิสระ DPPH, Nitric oxide และ Superoxide ได้ดี นับว่าเป็นผลกระทบเชิงบวกที่ได้จากงานวิจัย ที่สามารถนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอดสู่การผลิตสารมูลค่าสูงจากกล้วยไม้สกุลหวายต่อไป

เกษตรกรเฮขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ราคาสูงได้กำไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729866

เกษตรกรเฮขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ราคาสูงได้กำไร

เกษตรกรเฮขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ราคาสูงได้กำไร

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.13 น.

คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร โครงการต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยรับซื้อสูงกว่าราคากลางถึง กก.ละ 11 บาท  สร้างงาน สร้างรายได้ดีกว่าปลูกข้าวนาปรังและพืชชนิดอื่น

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ที่บริเวณแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รายนางธนาพร ภูยาดาว รองนายก อบต.ดอนสมบูรณ์ บ้านดอนยานาง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายสุวิทย์ คำดี ที่ปรึกษาประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พร้อมด้วยนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ เลขาธิการสถาบันปิดทองหลังพระฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร โครงการต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์ นายสันติภาพ โทนหงสา เกษตร จ.กาฬสินธุ์ นายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอยางตลาด พร้อมด้วยส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ เกษตรกร ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ เลขาธิการสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่าจากภาวะอาหารเริ่มขาดแคลนทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงได้ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โปรดิ๊วส จำกัด และสำนักงานเกษตรรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดสำหรับเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อายุสั้น โดยเฉพาะใช้น้ำน้อย ผลผลิตสูง มีประกันราคาและแหล่งรับซื้อจัดเจน สำหรับพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ได้ดำเนินโครงการต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 8 อำเภอ จำนวน 128 ราย พื้นที่ 693 ไร่  โดยฤดูกาลผลิตปีนี้เริ่มเก็บเกี่ยว ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.66 เป็นต้นมา

“ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์ 17 ราย พื้นที่ 70 ไร่, อ.นามน 42 ราย พื้นที่ 171 ไร่, อ.ร่องคำ 24 ราย พื้นที่ 125 ไร่, อ.ยางตลาด 19 ราย พื้นที่ 211 ไร่, อ.สหัสขันธ์ 8 ราย พื้นที่ 32 ไร่, อ.หนองกุงศรี 10 ราย พื้นที่ 38 ไร่, อ.ห้วยเม็ก 7 ราย พื้นที่ 31 ไร่ และ อ.เขาวง  1 ราย พื้นที่ 15 ไร่ ราคากลางรับซื้อที่ กก.ละ 8.50  บาท ขณะที่แหล่งรับซื้อให้ราคาสูงถึง กก.ละ 11 บาท ขึ้นอยู่กับค่าความชื้น มีเกษตรกรที่มีทักษะและความชำนาญในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 1,080 กก./ไร่   ที่ความชื้น 21%  คือนางสมร ศิริภักดิ์ บ้านนาเรียง ต.สามัคคี อ.ร่องคำ อย่างไรก็ตาม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเป็นที่ต้องการของตลาด จึงขอเชิญชวนเกษตรกรีหันมาปลูกมากขึ้น ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน” นายณัฐพงศ์กล่าว

ด้านนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ 18 อำเภอ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน มีสภาพที่เหมาะสมกับการปลูกพืชพันธุ์หลายชนิด ทั้งนี้ ก่อนที่จะเพาะปลูกพืชชนิดใด เกษตรกรต้องเลือกพืชชนิดที่ปลูกให้เหมาะสมกับสภาพดินและแหล่งน้ำต้องเพียงพอ ในส่วนของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ถือเป็นพืชทางเลือกใหม่นั้น ทางจังหวัดและส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนส่งเสริม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับเกษตรกรมีงานทำและรายได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่นางธนาพร ภูยาดาว รองนายก อบต.ดอนสมบูรณ์ บ้านดอนยานาง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เจ้าของแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พื้นที่ 77 ไร่ กล่าวว่าเดิมทีในฤดูแล้งจะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากระยะหลังต้นทุนการทำนาสูง ราขายขายข้าวเปลือกตกต่ำ พอดีได้รับคำแนะนำจากเกษตร อ.ยางตลาด กรณีมีสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้ามาส่งเสริมปลุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงชักชวนเพื่อนชาวนาหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงใหญ่ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ปลูกง่าย ดูแลง่าย ได้ผลผลิตสูงกว่าและขายได้เงินมากกว่าปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งปีหน้าและปีต่อๆไปก็จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก ทั้งนี้ ได้แจ้งกับทางสถาบันปิดทองหลังพระฯ ในส่วนของการขอรับสนับสนุนเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น วัสดุ อุปกรณ์ การให้ปุ๋ย และรถเก็บเกี่ยว เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว

นางสมร ศิริภักดิ์ บ้านนาเรียง ต.สามัคคี อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ตนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับสถาบันปิดทองหลังพระเป็นปีที่ 4  โดย 2 ปีแรกผลผลิตต่ำ เนื่องจากสภาพดินไม่ค่อยดี และขาดองค์ความรู้ ในการบริหารจัดการในแปลงข้าวโพด พอได้รับคำแนะนำจาสกเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาส่งเสริม ในด้านของการปลูกและบำรุงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธี ก็ได้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ได้หันมาปลุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันมาก เพราะปลูกง่าย ดูแลง่าย ใช้น้ำน้อย อายุสั้นเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่สำคัญราคารับซื้อแน่นอน มีการประกันราคาและรับซื้อเป็นจำนวนมาก ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงได้ผลคุ้มค่ากว่าปลูกพืชชนิดอื่น.-008

ยูโอบี ส่งทัพผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ลุยงาน ‘Money Expo 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730438

ยูโอบี ส่งทัพผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ลุยงาน 'Money Expo 2023'

ยูโอบี ส่งทัพผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ลุยงาน ‘Money Expo 2023’

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.19 น.

ยูโอบี ส่งทัพผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืนและโปรโมชันสุดพิเศษ ลุยงาน Money Expo 2023

กรุงเทพ, –  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ขนทัพผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน สิทธิพิเศษเหนือระดับ โปรโมชันต่าง ๆ และกิจกรรมมากมายที่คัดสรรมาเป็นพิเศษสำหรับลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจในงานมหกรรมการเงิน Money Expo 2023 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2566 ณ โซนชาเลนเจอร์ฮอล 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายตัน ชุน ฮิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสที่งานมหกรรมการเงิน Money Expo ในปี 2023 จึงเป็นโอกาสอันดีที่ธนาคารยูโอบีจะได้ใช้พื้นที่แห่งนี้ในการนำเสนอโซลูชันทางการเงินเพื่อความยั่งยืนให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชมงานมหกรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยการเข้าร่วมงานนี้สอดคล้องกับความมุ่งหมายขององค์กรในการสร้างอนาคตของอาเซียน ยูโอบีในฐานะธนาคารชั้นนำของภูมิภาคพร้อมแล้วที่จะเชื่อมโยงลูกค้าทั้งกลุ่มบุคคลและธุรกิจเข้ากับโซลูชันทางการเงินที่หลากหลายของยูโอบีผ่านกิจกรรมต่างๆ ในบูธ สิทธิประโยชน์ และโปรโมชัน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินและสร้างโลกอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน”

แนวคิดการออกแบบบูธของยูโอบี “Building the Future of ASEAN” เน้นความสำคัญของความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดรับกับธีมงาน “Green Finance for Green Living” ของ Money Expo 2023  โครงสร้างหลักของบูธมีการออกแบบส่วนหน้าที่โดดเด่นซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโลโก้ Five Bar Gate ของยูโอบี ที่สะท้อนถึงความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และประวัติอันยาวนานในการให้บริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียนของธนาคาร การออกแบบโดยรวมของบูธ เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการสร้างขยะ และส่งเสริมแนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

พลาดไม่ได้กับไฮไลต์ใน “โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับลูกค้าบุคคล” ยูโอบี นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครบครันทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อ ผลิตภัณฑ์ประกันภัย รวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล UOB TMRW เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของทุกลูกค้าในทุกรูปแบบ

สำหรับ “โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืนสำหรับลูกค้าองค์กร” ยูโอบีได้ผนึกกำลังกับองค์กรพันธมิตรชั้นนำของในการจัดแสดงโครงการสำคัญ ได้แก่ U-Solar สินเชื่อสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์, การสนับสนุนด้านเงินทุนและบริการทางการเงินแบบครบวงจรกับผู้ประกอบการรถไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจากโครงการ U-Drive และ U-Energy โครงการส่งเสริมเงินทุนสำหรับการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีโซนให้คำปรึกษาการจัดการเรื่องการเงินสำหรับ SME พร้อมโซน UOB FinLab โครงการบ่มเพาะ Fintech Startup เพื่อเสริมแกร่งให้ธุรกิจ Startup ไทย

ยูโอบี ขนทัพโปรโมชันและสิทธิพิเศษ* มาเซอไพรส์ผู้ร่วมงาน ดังต่อไปนี้

โปรโมชันเด่นสำหรับลูกค้าบุคคล*

  • สมัครบัตรเครดิตยูโอบี พร้อมบัตรกดเงินสด ยูโอบี แคชพลัส ในเงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนดภายในงาน รับฟรีของกำนัลต่าง ๆ อาทิ กระเป๋าผ้า Paul Frank มูลค่า 1,100 บาท , Santa Barbara Casual Backpack มูลค่า 3,190 บาท และกระเป๋าเดินทางสีเงินสุดชิค ขนาด 26 นิ้ว 1 ใบ มูลค่า 9,590 บาท พร้อมรับ UOB Reward Points สูงสุดถึง 5,000 คะแนน สำหรับลูกค้าใหม่ที่สมัครบัตรเครดิตยูโอบี พรีวิไมลส์  หรือบัตรเครดิตยูโอบีพรีเมียร์
  • สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ UOB Car2Cash  อัตราดอกเบี้ย 0.45%  ต่อเดือน รับฟรีบัตรเติมน้ำมัน พีทีที สเตชั่น มูลค่า 12,000 บาท 
  • ฝันถึงบ้านแบบไหน ยูโอบีจัดให้  อัตราดอกเบี้ย 1.50% ปีแรก สำหรับสินเชื่อกู้ซื้อบ้านใหม่ บ้านมือสอง หรือรีไฟแนนซ์ พิเศษ! ฟรีค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ ทั้งค่าประเมินหลักทรัพย์ ค่าอากรแสตมป์ ค่าประกันอัคคีภัย 3 ปี และค่าจดจำนอง
  • สำหรับสมาชิก UOB Privilege Reserve, UOB Privilege Banking และ UOB Wealth Banking ใหม่ พร้อมรับดอกเบี้ยอัตราพิเศษสูงสุด 2% ต่อปี เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน และลงทุนตามเงื่อนไขตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด
  • เปิดบัญชีออมทรัพย์ UOB One Account และบัญชีเงินฝากไม่ประจำ UOB Stash รับดอกเบี้ยสูง พร้อม Elle Duffle หรือ กระเป๋า Beaver สุดคูล
  • สมัครบัตรเดบิต UOB ทุกประเภท (ยกเว้นบัตร UOB TMRW) รับฟรีกระเป๋า  Paul Frank 1 ใบ มูลค่า 950 บาท
  • สำหรับลูกค้าใหม่ สมัครบัตรเครดิต TMRW  และใช้จ่าย 30,000 บาทภายใน 45 วัน หลังจากวันที่บัตรได้รับอนุมัติ ตามเงื่อนไชที่กำหนด รับหูฟัง Marshall มูลค่า 4,790 บาท  พร้อมรับเงินคืนเพิ่ม 400 บาท เพียงฝากเงินเข้าบัญชี TMRW Everyday 5,000 บาท และใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตตามเงื่อนไขที่กำหนด

โปรโมชันเด่นเสริมแกร่งธุรกิจเดินหน้าสู่ความยั่งยืน*

  • ประกันออนไลน์ประกันภัยร้านค้า UOB SME Smart Choice สำหรับลูกค้า SME ใหม่ เบี้ยเริ่มต้นแค่เพียงวันละ 6 บาท รับสิทธิพิเศษ 2 ต่อ ต่อที่ 1 เบี้ยประกันขั้นต่ำ 2000 บาท รับ gift voucher  200 บาท ต่อที่ 2 เบี้ยประกัน 5000 บาทขึ้นไปรับ gift voucher เพิ่มอีก 100 บาท
  • เมื่อเปิดบัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวัน BizSuper สำหรับลูกค้า SME ใหม่ รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ  ต่อที่ 1  รับดอกเบี้ย 1.20% (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) ต่อที่ 2 คงยอดฝากในบัญชี BizSuper รวมกันมากกว่า 1-3 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 เดือนรับ Central gift eVoucher มูลค่าสูงสุด 500 บาท ต่อที่ 3 รับ Central Gift eVoucher มูลค่า 900 บาท เพียงทำธุรกรรมรับหรือจ่ายเงินผ่านบัญชี BizSuper ผ่านช่องทางใดก็ได้เฉลี่ย 3 เดือนจำนวน 20 ครั้งขึ้นไป เมื่อเปิดบัญชีออมทรัพย์ Biz Account สำหรับลูกค้าบุคคล SME ใหม่  ดอกเบี้ย 1.25% (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ Biz Accountไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • พาร์ทเนอร์ของยูโอบีในโครงการ UOB BizSmart  บริการเชื่อมต่อธุรกิจเข้ากับดิจิทัลโซลูชันพร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์ ต่างๆ โดย GHL มาพร้อมข้อเสนอ ฟรีค่าบริการเครื่องชำระเงิน 3 เดือนแรก บัตรกำนัลสูงสุด 700 บาท และลดเพิ่มค่าธรรมเนียม 0.1% ทุกบริการ และ HumanOS ผู้ให้บริการด้าน HR มอบสิทธิ์ในการใช้งานโปรแกรมในราคา 40 บาท/คน/ เดือน จากปกติ 50 บาท เพียงเปิดบัญชีนิติบุคคลกับธนาคารยูโอบี และสิทธิ์ในการใช้งานโปรแกรมในราคา 35 บาท/คน/ เดือน เมื่อสมัครใช้บริการ UOB Payroll
  • BizMoney ให้ธุรกิจโตได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ด้วยอัตราดอกเบี้ยปีแรกคงที่ 9.99% ปีต่อไป MRR+3.00% หรือเทียบเท่า

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารยูโอบี อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ www.uob.co.th

* โปรโมชันทั้งหมดสำหรับการสมัครและร่วมกิจกรรมในงาน Money Expo 2023 ระหว่างวันที่ 11 – 14 พฤษภาคม 2566 เท่านั้น โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและพาร์ทเนอร์ของธนาคารกำหนด

-(016)

THE KLINIQUE จับมือ เมดีชฯ เปิดตัว ‘ศูนย์การเก็บเซลล์ไขมันฯ’ จากนวัตกรรมระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730381

THE KLINIQUE จับมือ เมดีชฯ เปิดตัว ‘ศูนย์การเก็บเซลล์ไขมันฯ’ จากนวัตกรรมระดับโลก

THE KLINIQUE จับมือ เมดีชฯ เปิดตัว ‘ศูนย์การเก็บเซลล์ไขมันฯ’ จากนวัตกรรมระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

บมจ.เดอะคลีนิกค์ฯ หรือ THE KLINIQUE  สถาบันด้านความงามและฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness & Regenerative Medicine) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านสถาบันการฝากเก็บ คัดแยก เพาะเลี้ยง และวิจัยสเต็มเซลล์แบบครบวงจร พร้อมรางวัลการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก เปิดตัวศูนย์การเก็บเซลล์ไขมันเดอะคลีนิกค์เพื่อการฝากเก็บสเต็มเซลล์ (THE KLINIQUE -Cell Harvesting Center) ที่มีมาตรฐานสากล ปลอดภัย จากนวัตกรรมซึ่งเป็นเทรนด์ของเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้ได้การฝากเก็บ  สเต็มเซลล์ชนิดเนื้อเยื่อมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem cell) ส่วนบุคคล สำหรับเราทุกคนที่พลาดโอกาสการเก็บ  สเต็มเซลล์ในวันแรกเกิด ซึ่งมูลค่าของตลาดนี้ในระดับโลกถือว่าประเมินค่าไม่ได้ เพราะทุกคนสามารถฝากเก็บสเต็มเซลล์ของตัวเองได้ ตั้งแต่อายุ 10 ปีเป็นต้นไป

นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผู้คนในโลกปัจจุบันกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากวิกฤติด้านสุขภาวะที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มลพิษ จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 เมดีซ กรุ๊ป ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในทั่วโลก และได้ดำเนินธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่องมาถึง 13 ปี เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสุขภาพให้กับคนทั่วโลก มุ่งมั่นนำเสนอทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตอันยืนยาวและใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิมได้ ผ่านนวัตกรรม BIOlongevity ที่ครบวงจรที่สุด

โดยในปัจจุบัน เรามียอดรวมจำนวนการเก็บสเต็มเซลล์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก เพราะทุกกระบวนการ ตั้งแต่การฝากเก็บ จนถึงการเพาะเลี้ยงเซลล์ ถูกคิดขึ้นจากงานวิจัยที่ได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆ ในระดับโลก เราพิถีพิถันในทุกรายละเอียดจนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับสากลมากมาย อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อนจาก Frost & Sullivan ในฐานะธนาคารสเต็มเซลล์ที่ดีที่สุดของประเทศไทย (Thailand’s Stem Cell Banking Company of the Year) รางวัล World Branding Awards โดย World Branding Forum รางวัลระดับอนุภูมิภาค South East Asia Stem Cell Banking Technology Innovation Leadership Award และ 2021 / 2023 Southeast Asia Stem Cell Banking Company of the Year Award* I Frost & Sullivan Awards …ความสำเร็จจากระดับประเทศสู่ที่หนึ่งในระดับภูมิภาค

นายแพทย์วีรพล กล่าวถึงเทคโนโลยีการฝากเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมันไว้อย่างน่าสนใจว่า “สเต็มเซลล์ชนิดเนื้อเยื่อมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cell: MSCs) ในอดีตเรามีความเข้าใจกันว่าควรจัดเก็บจากเนื้อเยื่อสายสะดือของทารกแรกเกิดเท่านั้น มีเพียงเมดีซ กรุ๊ป ที่พยายามพัฒนานวัตกรรมการคัดแยกและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์นี้จากเนื้อเยื่อไขมันอย่างมุ่งมั่น เพื่อเปิดโอกาสให้กับทุกคนซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วยที่พลาดโอกาสการฝากเก็บสเต็มเซลล์ในวันแรกเกิด ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของการฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดที่ดีที่สุดของตัวเองอีกครั้ง การฝากเก็บ MSCs” ของตัวเอง ไว้เพื่อตัวเองในอนาคต นับเป็นหนทางที่ปลอดภัยและไม่ขัดต่อจริยธรรมใดในการดูแลสุขภาพของมนุษย์ที่จะพึงมีได้ เมดีซ กรุ๊ป ควบคุมมาตรฐานในการจัดเก็บแช่แข็งเซลล์ที่อุณหภูมิ – 196 องศาเซลเซียส ในไอระเหยของไนโตรเจนเหลว เพื่อคงประสิทธิภาพได้ยาวนาน เมดีซ กรุ๊ป มอบกรมธรรม์การจัดเก็บ 60 ปี ซึ่งเป็นการดูแลที่ยาวนานที่สุดในอุตสาหกรรมธุรกิจธนาคารรับฝากเก็บสเต็มเซลล์ นอกจากนั้น MEDEZE GROUP PTE. LTD. (สาขาสิงคโปร์) ยังพัฒนานวัตกรรมการสร้างอวัยวะเทียมจากเซลล์ต้นกำเนิด โดยอวัยวะที่ประสบความสำเร็จแล้วคือ “กระจกตา”

นายแพทย์วีรพล กล่าวต่อไปว่า “ในระดับโลกการแข่งขันในการพัฒนาความก้าวหน้าของการนำเซลล์ส่วนบุคคลไปใช้เพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุข นับเป็นการแข่งขันที่สร้างนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด แต่ถ้าเราทุกคนต้องการจะไปสู่ทิศทางเดียวกันนี้ให้ได้ เราทุกคนควรฝากเก็บสเต็มเซลล์ของตัวเองไว้ก่อน เพื่อหยุดอายุเซลล์ของตัวเองไว้ในวันนี้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกคนในการที่จะต่อยอดใช้ประโยชน์ในอนาคต ดังนั้น การตั้งต้นเก็บไขมันที่มีคุณภาพดี ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องทางการแพทย์จึงสำคัญยิ่ง

นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ เปิดเผยว่า ศูนย์การเก็บไขมันเพื่อการฝากเก็บสเต็มเซลล์ (Cell Harvesting Center) เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากลูกค้ากลุ่มอื่นๆ มองเห็นความสาคัญของการใช้จ่ายไปกับการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง รวมทั้งยังมองหาทางเลือกที่ใช้นวัตกรรมใหม่ในการสร้างชีวิตที่ยืนยาว กับกลุ่มที่ต้องการดูอ่อนวัยและมีรูปลักษณ์ที่ดูดีอยู่เสมอ และความร่วมมมือดังกล่าว เป็นการต่อยอดธุรกิจ ด้านความงามและฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness & Regenerative Medicine) ให้มีศักยภาพและครบวงจรมากขึ้น

ด้าน น้อย – ณภัสวรรณ จิลลานนท์ ได้กล่าวถึงการฝากเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมันของตัวเอง ไว้ว่า “คือความมหัศจรรย์ของชีวิต” ที่เราสามารเก็บสเต็มเซลล์ของตัวเราเองได้เพื่อการวางแผนดูแลตัวเองได้ทันทีจนถึงตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ วันนี้ทั่วโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วโลก แต่นวัตกรรม Biolongevity Technology จะเปลี่ยนชีวิตให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง อ่อนเยาว์ ด้วยชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

-(016)

สวยเป๊ะ! ‘แพนเค้ก’นำทีมตัวมารดาโชว์หน้าสวยผลผลิต’ธีรพร’ประกาศความปัง..ก้าวสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะใบหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730356

สวยเป๊ะ! 'แพนเค้ก'นำทีมตัวมารดาโชว์หน้าสวยผลผลิต'ธีรพร'ประกาศความปัง..ก้าวสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะใบหน้า

สวยเป๊ะ! ‘แพนเค้ก’นำทีมตัวมารดาโชว์หน้าสวยผลผลิต’ธีรพร’ประกาศความปัง..ก้าวสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะใบหน้า

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.21 น.

เซอร์ไพรส์ทั้งวงการบันเทิงกับข่าวใหญ่สุดฮือฮากับการศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิตของ นางเอกเรื่องราวดีๆ “แพนเค้ก เขมนิจ” ที่ตัดสินใจขึ้นเขียงทำศัลยกรรมตาสองชั้น และ รักษาอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงกับ  ธีรพร โดยคุณหมอชลธิศ ตัวจริงด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่อยู่คู่กับความสวยของสาวไทยมานานกว่า 40  ปี ที่พร้อมตอกย้ำความแรงของกระแสศัลยกรรมปี 66 ด้วยการคว้า  “แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์” นั่งแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ เน้น “ทำจริง สวยจริงไม่ใช่แค่โฆษณา” พร้อมแถลงข่าว เตรียมก้าวสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมใบหน้าแห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2567สำหรับงานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ และประกาศตัวก้าวสู่ “โรงพยาบาลธีรพร  ตัวจริงด้านศัลยกรรมใบหน้าแห่งแรกของประเทศไทย  จัดขึ้น ณ Living Room ไอคอนซีเนคอนิค เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 6 โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานเป็นจำนวนมาก เริ่มต้นความสวยเป๊ะด้วยขบวนความงาม จากสาวๆโครงการประกวดThe presential idol Thailand. 2023พร้อมด้วยโชว์สุดอลังการปิดท้ายด้วยโชว์ฟิน่าเล่ปิดพรมด้วย นางเอกตัวแม่ “แพนเค้ก เขมนิจ” เดินสับๆเปิดลุคใหม่สุดต๊าช เข้าสู่บรรยากาศงานแถลงข่าว จัดเต็มด้วยเหล่าตัวมัม ตัวมารดา ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ความงามจากฝีมือคุณหมอชลธิศ อาทิ  “ดวงตา ตุงคะมณี, ชนานา นุตาคม,  หัทยา วงศ์กระจ่าง  และไฮไลท์แรง “แม่แพม นวลนง” ที่เพิ่งศัลยกรรมดึงหน้าแบบ Face Lock กับธีรพร 

ด้านพรีเซนเตอร์คนสวย “แพนเค้ก– เขมนิจ จามิกรณ์” กล่าวถึงการตัดสินใจทำศัลยกรรมครั้งแรก และนั่งพรีเซนเตอร์ศัลยกรรมครั้งแรกว่า

“แพนเค้ก เองได้เข้ามาขอรับคำปรึกษาทำตาสองชั้น ก่อนเข้าพิธีแต่งงาน เนื่องจากชั้นตาไม่เท่ากัน แต่ตรวจพบว่า มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนกำลังประสบอยู่โดยไม่รู้ตัว เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็ก จนถึงวัยทำงาน ต้องอาศัยประสบการณ์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการรักษา  โดยหลังจากทำตาสองชั้นกับ “ธีรพร” ซึ่งเป็นการทำศัลยกรรมครั้งแรกของแพนเค้ก นอกจากทำให้ลืมความกลัวในการทำศัลยกรรมไปเลย เพราะไม่เจ็บ ไม่บวมช้ำ  ทำเสร็จแต่งหน้าได้ทันที มีดวงตาสวยคมมากขึ้นแล้ว และสามารถรักษาอาการกล้ามเนื้อหาตาอ่อนแรงได้อีกด้วย  นอกจากนี้ยังได้ชวนคุณแม่มารับบริการศัลยกรรมดึงหน้าแบบ Face Lock กับธีรพร  ด้วยใบหน้าใหม่  ที่สดใสปิ๊ง เสมือนย้อนวัยกลับไปวัยสาวอีกครั้ง  ซึ่งการทำศัลยกรรมดึงหน้าได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนอายุ 60-70 ปีในปัจจุบันยังคงแข็งแรง ทำธุรกิจ ออกงานสังคมได้ การทำศัลยกรรมย้อนวัยจะช่วยให้มีความมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ปิดท้ายที่ตำนานศัลยกรรมชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังความสวยความงามของเหล่าคนบันเทิง และทุกเจนฯมาแล้วมากมาย “ผศ.นพ. ชลธิศ สินรัชตานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด(มหาชน) ผู้ก่อตั้ง “ธีรพร” สถาบันศัลยกรรมใบหน้าชื่อดังกล่าวว่า

“ ธีรพร เปิดดำเนินการมากว่า 40 ปี เริ่มจากเป็นคลินิกศัลยกรรมความงามเฉพาะใบหน้าจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งยุคนั้นการเสริมจมูก ทำตาสองชั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก  แต่เพราะเป็นวิชาใหม่จึงค้นคว้าวิจัยการทำศัลยกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความงามด้วยผลลัพธ์ที่ดีที่สุด พร้อมให้การดูแลผู้มารับบริการด้วยความใส่ใจเหมือนกับญาติ ทำให้ธีรพรได้รับการไว้วางใจและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากคลินิกที่ดำเนินการโดยแพทย์เพียงคนเดียว วันนี้“ธีรพร” เรามีทีมอาจารย์แพทย์ฝีมือเฉพาะทางที่มีความชำนาญในการรักษาแต่ละส่วนของใบหน้าร่วมทีมกว่า 20  ท่านเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและความปลอดภัยที่สุดแก่ผู้รับบริการ  ด้วยมาตราฐานการทำงานแบบโรงพยาบาลจากอัตราการเติบโตของตลาดศัลยกรรมความงามในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้ธีรพรได้รับความไว้วางใจผู้รับบริการทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นเพื่อรองรับจำนวนผู้เข้ารับบริการในอนาคต  “ธีรพร” จึงได้เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็น “โรงพยาบาลศัลยกรรมใบหน้าแห่งแรกของประเทศไทย”ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลธีรพร”กับอาคาร 5 ชั้น บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่บนถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน  ด้วยบริการสัลยกรรมความงามเฉพาะใบหน้าและผิวพรรณอย่างครบวงจร คาดว่ากำหนดแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2567”

MTW เผยผลประกอบการ Q1/66 โตต่อเนื่องเร่งขยายโรงงานมุ่งเป้าธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730347

MTW เผยผลประกอบการ Q1/66 โตต่อเนื่องเร่งขยายโรงงานมุ่งเป้าธุรกิจ

MTW เผยผลประกอบการ Q1/66 โตต่อเนื่องเร่งขยายโรงงานมุ่งเป้าธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 12.55 น.

MTW แจ้งเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2566 ยอดขายโตต่อเนื่องกว่า 300% เมื่อเทียบจากไตรมาสเดียวกันในปี 2565 ทั้งนี้ MTW รุกเดินหน้าขยายโอกาสตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เร่งการขับเคลื่อนโรงงานแห่งใหม่พร้อมแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ วางเป้าเพิ่มกำลังผลิต เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและตอบรับกระแสรักษ์โลกแห่งอนาคตมุ่งสู่ความยั่งยืน
นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมคทูวิน โฮลดิ้ง (MTW) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2566 ของ MTW และบริษัทในเครือมีรายได้จากการขายและบริการรวมถึงตลาดรถมอไชค์ไฟฟ้า เดโก้ (DECO) เพิ่มขึ้นกว่า 300% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2565 โดยมีปัจจัยบวกมาจากอุปสงค์ความต้องการของผู้บริโภคในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งข้อมูลจากกรมขนส่งทางบกระบุไว้ว่าในปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เติบโตเพิ่มขึ้นเกือบๆ 400% พร้อมกันนี้เรื่องของน้ำมันที่ยังมีราคาผันผวนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มมากยิ่งขึ้น และอีกปัจจัยที่สำคัญ คือ มาตรการที่ทาง DECOเข้าร่วมกับภาครัฐเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับส่วนลดทันที ที่สนใจซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเดโก้ 18,000 บาท/คัน


ทั้งนี้ MTW ได้สร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้น และรองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยขณะนี้โรงงานแห่งใหม่มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มเดินเครื่องจักรผลิตได้ในเดือน กรกฎาคม 2566 นี้ และเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่า 4 เท่าหรือกว่า 4000 คัน/เดือน โดยโรงงานผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้า เดโก้ นี้เป็นโรงงานที่ทันสมัยและออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน เพื่อสะท้อนการดำเนินงานและการกำกับกิจการที่ดีภายใต้หลักธรรมาภิบาล
นายกฤตเมธ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาความต้องการของผู้บริโภคมีจำนวนมากจนทำให้ไม่สามารถผลิตได้ตามจำนวนที่ผู้บริโภคต้องการ และหลังจากโรงงานแห่งใหม่เริ่มการผลิตในเดือน กรกฎาคม นี้ เราจะสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเต็มที่ และในด้านทิศทางต่อจากนี้ จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้ในการสัญจรทั่วไปสำหรับบุคคลหรือในครอบครัว แต่ในอนาคตคาดว่าจะขยายไปยังกลุ่มอาชีพต่างๆ อาทิ จักรยานยนต์รับจ้าง การขนส่งอาหาร ซึ่งการใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงสามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี และด้วยศักยภาพผนวกกับกำลังผลิตที่เพิ่มมากขึ้นเรามั่นใจว่า มอเตอร์ไซค์ เดโก้ จะได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยการดำเนินการที่ผ่านมา MTW ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจทั้งในแง่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนช่วยสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การใช้รถ EV ให้ได้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579


สำหรับยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า DECO ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันกว่า 9 พันคัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินธุรกิจนั้น ที่ผ่านมากับยอดขายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เดโก้ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 11,578 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (tCO2e) หรือ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่จำนวน 1,253,135 ต้น พร้อมกันนี้ในไตรมาสที่ 2 ของปี เตรียมเดินหน้าเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อมในมิติต่างๆ อาทิ กิจกรรมปลูกป่า 5 มิถุนายนซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นป่าโดยร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติเขตพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่าและพันธ์พืชห้วยทับเสลา( เขตพื้นที่ติดต่อห้วยขาแข้ง) อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี และกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทาง MTW พร้อมเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการดูแลสังคมสู่ความยั่งยืน ต่อไป

กลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิออทิสติกไทย ผ่านโครงการ BE Health

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730135

กลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิออทิสติกไทย ผ่านโครงการ BE Health

กลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิออทิสติกไทย ผ่านโครงการ BE Health

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ร่วมกับ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ มอบเงินบริจาคพร้อมกล่องรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้กับ มูลนิธิออทิสติกไทย ภายใต้ โครงการ BE Health ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือสังคมที่กลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ริเริ่มจัดทำขึ้น โดยเน้นด้านการช่วยเหลือเพื่อสร้างและพัฒนาความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีขึ้นของชุมชน โดยยึดหลัก GLOCAL –THINKING GLOBALLY WHILE ACTINGLOCALLY

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย พร้อมน้องๆ ในมูลนิธิ รับมอบเงินบริจาคจำนวน 250,000 บาทและกล่องรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานจำนวน 100 กล่องจากโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ และ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นำโดย มร.ริชาร์ดเชสตัค ผู้อำนวยการใหญ่ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้กรุงเทพฯ มร.ธาดิดุส ไวส์ รองผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ และคณะผู้บริหารโรงแรมเคมปินสกี้ทั้ง 2 แห่ง

เงินบริจาคดังกล่าวได้มาจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ และ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้จัดขึ้นเพื่อระดมทุนหารายได้สนับสนุน มูลนิธิออทิสติกไทยซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชน บุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการการเรียนรู้คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม One Euro Donation per Night ที่ทางแขกของโรงแรมทั้ง ٢ แห่ง ยินดีบริจาคสมทบทุนมอบเงิน ١ ยูโร ที่หักจากค่าห้องพักต่อ ١ คืนสะสมเป็นทุนให้น้องๆ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ เพื่อสร้างรอยยิ้มและร่วมแบ่งปันความสุขให้กับน้องๆ ทางโรงแรมทั้ง ٢ แห่ง ยังได้จัดเตรียมพาสทรี้ จำนวน 200 ชิ้น นำไปมอบให้กับน้องๆ ที่มูลนิธิ และอุดหนุนเครื่องดื่มแสนอร่อยจากน้องๆ บาริสต้าออทิสติกที่มีความสามารถด้านการชงเครื่องดื่มอีกจำนวน 200 แก้ว รวมทั้ง เดินเยี่ยมชมการเรียนการสอนภายในศูนย์ฝึกอาชีพฯ ที่ทางมูลนิธิฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกอบรมทักษะในด้านต่างๆ ให้กับน้องๆ เด็กพิเศษเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต อีกทั้ง ยังได้เยี่ยมชมมุมสินค้าที่ระลึกภายใต้ชื่อแบรนด์ Art Story by Autistic Thai ซึ่งเป็นผลงานของเด็กและบุคคลออทิสติกจากมูลนิธิออทิสติกไทย ที่ถ่ายทอดความคิด จินตนาการ และความรู้สึกผ่านงานศิลปะ และทางมูลนิธิฯ นำมาต่อยอดรังสรรค์มาเป็นสินค้าออกวางจำหน่ายเพื่อนำทุนให้กับน้องๆ ต่อไป

กิฟฟารีน ชวนสาวๆ เติมความฉ่ำวาวให้ริมฝีปาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730137

กิฟฟารีน ชวนสาวๆ เติมความฉ่ำวาวให้ริมฝีปาก

กิฟฟารีน ชวนสาวๆ เติมความฉ่ำวาวให้ริมฝีปาก

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กิฟฟารีน มาป้ายยาสาวๆ กับลิปสติกที่จะช่วยเสริมลุคให้ดูสดใสมากยิ่งขึ้นกับ กิฟฟารีน ซิส แคนดี้ ป๊อป ลิป (Giffarine Sis Candy Pop Lip) ลิปสติกสีสวยผลิตภัณฑ์ใหม่จากกิฟฟารีน มีให้เลือกทั้งลิปทินท์ (Tint) เนื้อเจลลี่ สีแดงอมชมพูสี Strawberry Gummy และ ลิปกลอส (Gloss) ผสมชิมเมอร์ เนื้อนุ่มมอบความสดใสให้กับริมฝีปากของสาวๆ พร้อมเติมเต็มริมฝีปากให้อิ่มฟู มีให้เลือก 3 เฉดสี Lollipop โทนสีแดง, Cotton Candy โทนสีชมพูคอรัล, Pumpkin Spice โทนสีส้ม

ลิปสติกแท่งโปรดที่สาวป๊อปๆ อย่างเราต้องมีกับ กิฟฟารีน ซิส แคนดี้ ป๊อป ลิป ทินท์ Giffarine Sis Candy Pop Lip Tint ลิปทินท์ เนื้อเจลลี่ สีแดงอมชมพู ช่วยเพิ่มสีสันให้เรียวปากดูน่ารัก สดใส อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้น เรียบเนียน ด้วยสารสกัดธรรมชาติจากดอก Edelweiss สามารถทาได้ทั่วริมฝีปากหรือทาเฉพาะกลางริมฝีปากเพื่อให้ดูสวยชมพูระเรื่อ มาในสีสุดชิค สี Strawberry Gummy (สตรอเบอร์รี่ กัมมี่) ที่ขอบอกว่า ไม่ว่าใครทาก็คิ้วท์เกินเบอร์

มาเติมความน่ารักสดใสแบบขั้นสุดด้วย กิฟฟารีน ซิส แคนดี้ ป๊อปลิป กลอส Giffarine Sis Candy Pop Lip Gloss ลิปกลอส ผสมชิมเมอร์ 3 เฉดสี สี Lollipop (ลอลลี่ป๊อป)โทนแดงสุดแซ่บ, สี Cotton Candy (คอตตอน แคนดี้) โทนสีชมพูคอรัลสุดน่ารัก และ สี Pumpkin Spice (พัมพ์คินสไปซ์) โทนสีส้ม ขับเรียวปากให้ฮอตขึ้นอีกระดับ มีสารสกัดจากธรรมชาติ Natural Nourishing (Jojoba Oil & Oat Oil) และ Vitamin E มาพร้อมเทคโนโลยี Comfort Oil ที่ช่วยให้เนื้อสัมผัสเปล่งประกายฉ่ำวาว เนียนนุ่ม สบายริมฝีปาก ไม่เหนียวเหนอะหนะ

เปิด‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’ช่วยคนเป็นหนี้เสีย ลดภาระหนี้ให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730140

เปิด‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’ช่วยคนเป็นหนี้เสีย ลดภาระหนี้ให้ประชาชน

เปิด‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’ช่วยคนเป็นหนี้เสีย ลดภาระหนี้ให้ประชาชน

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธรัฐพร เตชะกิจขจร

“คลินิกแก้หนี้ by SAM” ช่วยลดภาระหนี้ให้ประชาชน ปรับเงื่อนไขใหม่ ช่วยคนเป็นหนี้เสียค้างชำระเกิน 120 วัน เข้าร่วมโครงการได้ พร้อม 3 ทางเลือกผ่อนชำระหนี้ตามความสามารถ ดอกเบี้ยต่ำ 3-5% และผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี

นายธรัฐพร เตชะกิจขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” ได้ประกาศปรับเกณฑ์คุณสมบัติใหม่ให้กับลูกค้าที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันเกินกว่า 120 วัน (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนปัจจุบัน ต้องมีสถานะค้างชำระ 121-150 วันขึ้นไป)สามารถเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ จากเดิมต้องมีสถานะเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เท่านั้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ลูกค้าที่เป็นหนี้เสียรายใหม่สามารถสมัครเข้าร่วม “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” ได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3-5% และระยะเวลาผ่อนนานสูงสุด 10 ปี โดยเสนอทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้ เป็น 3 ทางเลือก คือ 1.ผ่อนชำระไม่เกิน 4 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี2.ผ่อนชำระนานกว่า 4 ปี ไม่เกิน 7 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี 3.ผ่อนชำระนานกว่า 7 ปี ไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

นอกจากนี้ “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” ยังมีมาตรการช่วยเหลือและดูแลลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้วและเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ โดยจะพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นของลูกค้าเพื่อแนะนำแผนการชำระหนี้ใหม่ที่เหมาะสมตามความสามารถเป็นรายกรณี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้ชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องและสามารถปลดหนี้ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ ขอแนะนำให้ชำระหนี้ต่อไปเพื่อรักษาสถานะและประวัติทางการเงินของตนเองไม่ให้เป็นหนี้เสีย อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการขอสินเชื่อในอนาคตอีกด้วย

นายธรัฐพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันที่ยังสูงเกินกว่า 85% ต่อจีดีพี นับได้ว่าส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” นับว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับลูกค้ารายย่อยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด สำหรับคุณสมบัติผู้สนใจสมัครเข้าร่วม “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” นั้น ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ มีอายุไม่เกิน 70 ปี มียอดหนี้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านบาท และเป็นหนี้เสียมากกว่า 120 วัน และเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาผลการสมัคร  ขอให้ลูกค้าเตรียมเอกสารสำคัญประกอบการสมัคร ดังนี้ 1.เอกสารรายงานเครดิตบูโร 2.สำเนาบัตรประชาชน 3.สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 1 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน (กรณีผู้มีรายได้ประจำ)/รายการเดินบัญชี (Statement) อย่างน้อย 3 เดือน  หรือหนังสือรับรองรายได้(กรณีอาชีพอิสระ)  

“คลินิกแก้หนี้ by SAM” เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ อเวนิวรัชโยธิน หรือสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam และ Facebook คลินิกแก้หนี้ by SAM หรือติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่ Call Center 1443

ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์เปิดพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ จับมือศิลปินดังแสดงผลงานปลุกกระแสคนรักงานอาร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730142

ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์เปิดพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ จับมือศิลปินดังแสดงผลงานปลุกกระแสคนรักงานอาร์ต

ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์เปิดพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ จับมือศิลปินดังแสดงผลงานปลุกกระแสคนรักงานอาร์ต

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

(ซ้าย) ปริญญา ศิริสินสุข, พิเชฐ รุจิวรารัตน์, จิตตินันท์ หวั่งหลี,ณภัทร จงจิตตโพธา, ธีระยุทธ พืชเพ็ญ

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ปลุกกระแสคนรักงานศิลปะ เปิดตัว FUTURE ART LAND พื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ในแคมเปญ FESTAL LIFE ART EXHIBITION SPACE รวมศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศกว่า 30 คน ร่วมสร้างความสนุกผ่านผลงานศิลปะตามสไตล์ในแบบของตัวเอง ภายใต้คอนเซ็ปต์ FESTAL LIFE ให้คุณใช้ชีวิตได้แบบไร้ขีดจำกัด สนุกไปกับความหลากหลายที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งความเฟสทีฟของการใช้ชีวิต

จิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม-กลุ่มงานธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ กล่าวว่า ในโอกาสเปิดพื้นที่ FUTURE ART LAND เราจึงประเดิมด้วยการจัดนิทรรศการ FESTAL LIFE ART EXHIBITION SPACE พื้นที่ใหม่แห่งงานศิลปะของกรุงเทพตอนเหนือ เพื่อให้ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ได้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ รวมศิลปินชื่อดังกว่า 30 คน สร้างสรรค์ผลงานกว่า 80 ชิ้นงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ Festal Life ให้คุณใช้ชีวิตได้แบบไร้ขีดจำกัด เมื่อเดินเข้ามาในศูนย์ ก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งตามพื้นที่ต่างๆ ด้วย Art Installation และการตกแต่งบรรยากาศในศูนย์จากการ COLLA BORATION กับ ARTIST ต่างๆ, พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ, SCULPTUREในพื้นที่ REST AREA, COMMON AREA ต่างๆ เป็นต้น

มะลิ-สุภาลักษณ์ พุทธิยาวัฒน์

“เราต้องการเปิดโอกาสให้เหล่าศิลปินไทยได้มีพื้นที่แสดงผลงานกว่า 30 ศิลปินที่เราคัดเลือกมา จึงมีทั้งศิลปินชื่อดังระดับโลก ศิลปินชาวไทย และศิลปินรุ่นใหม่ Young Thai Artistเพราะเทรนด์ของศิลปิน คอนเทมโพรารี่อาร์ท, สตรีทอาร์ท และ ป๊อปอาร์ท เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เรามองว่าศิลปินไทยรุ่นใหม่มีฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลกจึงอยากให้ผู้ที่รักศิลปะได้มาเห็นแนวคิดของศิลปินที่สื่อสารผ่านผลงานที่มีคาแร็กเตอร์อันหลากหลาย”จิตตินันท์ กล่าว

ศิลปินไฮไลท์ที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานตกแต่งภายในศูนย์ฯ อย่าง BENZILLA-ปริญญา ศิริสินสุข กล่าวถึงผลงาน 5 ชิ้น ที่นำมาจัดแสดงว่า เป็นการรวบรวมผลงานตลอดระยะเวลา 10 ปี ในช่วงเวลาต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความที่ตนมีพื้นฐานมาจากงานออกแบบเลยมีการผสมผสาน
ผลงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดภาพสีสเปรย์ งานเพ้นท์ แต่ละชิ้นจะมีความหมายในตัวเอง เช่น โตเกียวเอเลี่ยน ได้แรงบันดาลใจมาจากกรุงโตเกียวหรือภาพที่สื่อถึงแนวดนตรีที่ชอบ เป็นการบันทึกเรื่องราวในแต่ละช่วงวัยผ่านงานศิลปะ การได้มาแสดงผลงานครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวที่ดีของศิลปิน เป็นโอกาสที่ดีของศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่จะได้แสดงศักยภาพ คนที่มาเที่ยวที่ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ก็จะได้เห็นอะไรสนุกๆ ด้วย

มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร, ออม-ธกฤต และ เปปเปอร์-พงศ์ภัทร์

TIKKYWOW – พิเชฐ รุจิวรารัตน์ กล่าวว่า หลังจากได้รับโจทย์ Festal Life ทำให้คิดถึง Happy Hour เมื่อเราหลับตาแล้วนึกถึงช่วงเวลาที่เรามีความสุข ภาพความประทับใจตั้งแต่วัยเด็ก มันอาจจะมีหลายช่วงเวลาในชีวิตที่เราได้รับความรู้สึกแบบนั้นแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาแล้วมันก็ถูกปล่อยออกมาจากจินตนาการของความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานทั้ง 2 ชิ้นนี้

ช่วงที่ 1 จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 แสดงผลงานของ 17 ศิลปิน นำโดย TIKKYWOW- นักออกแบบลายกราฟิกแนวสตรีท
อาร์ตที่มีผลงานกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก, Benzilla- เจ้าของคาแร็กเตอร์ LOOOK มนุษย์ต่างดาวสามตาที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ร่วมด้วย Young Artists อย่าง Jecksbkk- ศิลปินกราฟฟิตี้, DK – ที่มาพร้อมคาแร็กเตอร์ DKBOY ตัวสามตาจอมป่วน, Stylepor_, Zylostudio- ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์คาแร็กเตอร์ “Tidlom” (ติดลม) ควายหนุ่มตัวดำ, IsaraxBAKI, PhuTwenty, KowutS, TAKKAPHAII, RT RATTEE, แฮฟเปรี้ยงNutty Nut, KEN YUTDANAI, PetchPMP, I.GUYY, FLOWSKULL, Cheese Arnon

ช่วงที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม-30 กันยายน 2566 แสดงผลงานของศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังของไทยที่สร้างสรรค์ผลงานมาแล้วมากมาย นำโดย TRK, The Jum ศิลปินแนวป๊อปอาร์ตที่มี Character “Fire Friend”, Tivly-เป็นที่รู้จักในวงการ SNEAKER ออกแบบคาแร็กเตอร์ TIVLy Kid, WARHEAD, Tomato Head, TABUN, Neonejetta, Suttichart X Warrasruang, LATTE LATTE, MIWD, JINJINxMSNS, SATIT TANG

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆและสามารถสมัครเป็นสมาชิกใหม่ของฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ได้ฟรีทาง Line @Futurepark หรือ https://lin.ee/na9OqQ