ศาลสหรัฐฯ ตัดสินแกนนำ “พราวด์ บอยส์” และพวก มีความผิด ยุยงปลุกปั่นจลาจลรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691396

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินแกนนำ "พราวด์ บอยส์" และพวก มีความผิด ยุยงปลุกปั่นจลาจลรัฐสภา

5 พ.ค. 2566 10:37 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินแกนนำ “พราวด์ บอยส์” และพวก มีความผิด ยุยงปลุกปั่นจลาจลรัฐสภา

แกนนำกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” และพวกพ้อง ถูกคณะลูกขุนตัดสินมีความผิด ฐานยุยงปลุกปั่นบุกจลาจลก่อรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2566 คณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลาง ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า นายเอนริเก ทาร์ริโอ อดีตประธานกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” (Proud Boys) กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวาจัดของสหรัฐฯ รวมทั้งสมาชิกกลุ่มอีก 3 คนที่เคยมีตำแหน่งแกนนำส่วนภูมิภาคของกลุ่ม ได้แก่ นายโจ บิกส์ นายอีธาน นอร์ดีน และนายแซ็ค เรห์ล มีความผิด ในข้อหามีบทบาทในการสมรู้ร่วมคิด ยุยงปลุกปั่นที่นำไปสู่เหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564

ในส่วนของจำเลยรายที่ 5 ได้แก่ นายโดมินิค เพซโซลา อดีตนาวิกโยธินที่เข้าร่วมกลุ่มพราวด์ บอยส์ และร่วมบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ แต่ไม่ได้มีบทบาทเป็นแกนนำ ทางคณะลูกขุนตัดสินว่า เขาไม่ได้มีความผิดในทั้ง 2ข้อหาว่าด้วยการสมรู้ร่วมคิด แต่ร่วมมีความผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อขัดขวางสภาคองเกรสไม่ให้รับรองชัยชนะของ โจ ไบเดน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2563

นับถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่สมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อยุยงปลุกปั่น โดยก่อนหน้านี้ สมาชิก 14 คนของกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” และกลุ่ม “โอธ คีปเปอร์ส” (Oath Keepers) ถูกตัดสินว่ามีความผิด หรือยอมรับผิดในข้อหาดังกล่าวซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

ทั้งนี้ นับเป็นกระบวนการสืบสวนทางอาญาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ซึ่งคำตัดสินครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ยังเดินหน้าสอบสวนเหตุการณ์จลาจลรุนแรงที่รัฐสภา ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บกว่า 100 นาย .

ชาวอังกฤษทยอยตั้งเต็นท์ ปักหลักรอหน้าวังบักกิงแฮม รอชมพิธีราชาภิเษก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691395

ชาวอังกฤษทยอยตั้งเต็นท์ ปักหลักรอหน้าวังบักกิงแฮม รอชมพิธีราชาภิเษก

5 พ.ค. 2566 08:21 น.

ชาวอังกฤษทยอยตั้งเต็นท์ ปักหลักรอหน้าวังบักกิงแฮม รอชมพิธีราชาภิเษก

พสกนิกรชาวอังกฤษ และผู้คนจากทั่วโลก หลั่งไหลสู่กรุงลอนดอน ตั้งเต็นท์รอชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2566 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า จนถึงตอนนี้มีบรรดาพสกนิกรชาวสหราชอาณาจักร ตลอดจนผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลก ทยอยเดินทางไปตั้งเต็นท์ปักหลักอยู่บริเวณด้านหลังแนวรั้วตลอดสองข้างทางของถนนหน้าพระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ เพื่อรอชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม โดยคาดว่าจะมีผู้คนอีกหลายหมื่นคนหลั่งไหลมาสมทบในกรุงลอนดอน

อลิชา วางกา จากประเทศนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า เธอเดินทางมาถึงตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา และเพื่อนๆ ของเธออีกหลายสิบคนกำลังตามมา

ทั้งนี้ อังกฤษกำลังจัดเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งจะมีผู้นำประเทศและสมาชิกราชวงศ์ต่างๆ จากทั่วโลกเข้าร่วม และคาดว่าจะมีผู้ติดตามชมการถ่ายทอดสดหลายล้านคน โดยพระราชพิธีจะมีขึ้นที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ สถานที่เดียวกับที่จัดพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว.

พระราชประวัติ ‘คามิลลา’ ราชินีองค์ใหม่อังกฤษ ‘ลมใต้ปีก’ กษัตริย์ชาร์ลส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691282

พระราชประวัติ 'คามิลลา' ราชินีองค์ใหม่อังกฤษ 'ลมใต้ปีก' กษัตริย์ชาร์ลส์

5 พ.ค. 2566 07:30 น.

พระราชประวัติ ‘คามิลลา’ ราชินีองค์ใหม่อังกฤษ ‘ลมใต้ปีก’ กษัตริย์ชาร์ลส์

  • คู่แท้มีอยู่จริง ตำนานรักของกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 แห่งอังกฤษ กับสมเด็จพระราชินีคามิลลา ซึ่งฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย กว่าจะได้ครองคู่ อภิเษกสมรสกัน ได้มาถึงวันพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ
  • แม้แต่พระราชินีคามิลลาเองคงไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น พระองค์จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษ เคียงข้างพระราชสวามี พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3
  • เพราะใครเล่าจะกล้าคาดคิด จากอดีตหญิงสาวสามัญชน วันหนึ่งข้างหน้า จะได้รับการสถาปนาเป็นอัครมเหสี ได้ทรงสวมมงกุฎในฐานะ สมเด็จพระราชินี ของกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร 

หนึ่งในตำนานรักยืนยง ที่ชาวโลกได้ร่วมเป็นประจักษ์พยาน ย่อมมีตำนานรักของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 แห่งอังกฤษ กับสมเด็จพระราชินีคามิลลา อย่างไร้ข้อกังขา

เส้นทางรักระหว่างทั้งสองพระองค์ ได้ฟันฝ่าอุปสรรคมามากมาย และเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กว่าจะได้อภิเษกสมรส และครองรักกันมายืนยาว จนมาถึงวันที่สมเด็จพระราชินีคามิลลาจะได้เคียงข้างพระสวามี สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษ ในวันที่ 6 พ.ค. 2023

และพระราชินีคามิลลา จะได้กลายเป็นสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษ (The Queen Consort) อย่างเป็นทางการ

เชื่อว่าแม้แต่พระราชินีคามิลลาเอง คงไม่กล้าคาดคิดว่า เธอจะมีวันนี้ ได้รับการสถาปนา แต่งตั้งเป็นสมเด็จพระราชินี (the Queen Consort) องค์ใหม่ของอังกฤษ และนับเป็นสมเด็จพระราชินีองค์ที่ 29 ที่ได้รับการประกอบราชพิธีสวมมงกุฎเป็นสมเด็จพระราชินี (the Queen Consort) ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์

สมเด็จพระราชินีคามิลลา
สมเด็จพระราชินีคามิลลา

ชีวิตในวัยเยาว์

สมเด็จพระราชินีคามิลลา มีชื่อเดิมว่า คามิลลา โรสแมรี เกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 1947 ในครอบครัวชนชั้นสูง และตระกูลขุนนางอังกฤษ โดยคามิลลา เป็นบุตรสาวของบรูซ และโรซาลินด์ ชานด์ โดยคามิลลาได้รับการศึกษาทั้งในอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

คามิลลา ได้รับการแนะนำให้รู้จักและพบกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกที่การแข่งขันโปโล ในเมืองวินด์เซอร์เมื่อปี 1970 โดยขณะนั้น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเตรียมเข้าเป็นทหารกองทัพเรือ

ตัดสินใจแต่งงานครั้งแรกกับนายทหาร

คามิลลา ได้ตัดสินใจแต่งงานครั้งแรกกับนายทหารหนุ่ม แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ ในปี 1973 ซึ่งทำให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เศร้าโศกเสียพระทัยอย่างหนัก

ชีวิตแต่งงานของคามิลลากับแอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ มีบุตรด้วยกันสองคน เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง คือ ทอม ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ และลอรา โลปส์ ก่อนที่คามิลลาและแอนดรูว์ จหะย่ากันในปี 1995 และต่อมา แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ ได้แต่งงานใหม่กับโรสแมรี พิตแมน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงที่คามิลลาได้แต่งงานมีครอบครัวกับแอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบว์ลส์ ไปแล้ว ด้านเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งได้อภิเษกสมรสกับเลดี้ไดอานา สเปนเซอร์ในปี 1981 ก็ยังคงติดต่อสานสัมพันธ์รักกับคามิลลาเรื่อยมา จนทำให้คามิลลา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นหญิงวายร้ายที่ทำให้ชีวิตสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ กับเจ้าหญิงไดอานาพังครืน จนต้องจบลงด้วยการหย่าร้างในปี 1996

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3  ซึ่งขณะนั้นยังทรงพระอิสริยยศ เจ้าชายแห่งเวลส์  อภิเษกสมรกับคามิลลา เมื่อวันที่  9 เมษายน 2005
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งขณะนั้นยังทรงพระอิสริยยศ เจ้าชายแห่งเวลส์ อภิเษกสมรกับคามิลลา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2005

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ อภิเษกสมรสครั้งใหม่กับคามิลลา

ด้วยความรักอันแน่วแน่มั่นคงของทั้งสองพระองค์ หลังจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาได้กลับมาสู่สถานะโสดอีกครั้ง ทำให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ และคามิลลา สามารถครองรักใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยรกันอย่างเปิดเผย  และได้เข้าพีธีสมรสทางกฎหมายในเมืองวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2005 โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชทานยศให้คามิลลาเป็น “ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์”

นอกจากคามิลลา จะเป็นหญิงผู้เป็นที่รักเสมอมาของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์แล้ว เธอยังเป็นที่ปรึกษาและคนสนิทของพระองค์มาโดยตลอด

คามิลลา ซึ่งขณะนั้นมีพระยศเป็นดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ ได้ทรงงานอย่างหนักในฐานะสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์ แบ่งเบาภาระของพระราชสวามีและสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จึงทำให้ได้เริ่มได้รับการยอมรับจากสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษ

คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์โปรดการขี่ม้า และทรงสนับสนุนองค์กรสงเคราะห์สัตว์หลายแห่ง ตลอดจนทรงงานเพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือ และการช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

นอกจากนี้ทรงเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้สื่อข่าวสายราชสำนัก จากอุปนิสัยสนุกสนานร่าเริงและมีอัธยาศัยดี

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคนในอังกฤษจำนวนหนึ่งยังยากที่จะลืมและให้อภัยคามิลลา โดยมองว่าเธอเป็นคนทำลายตำนานรักดั่งเทพนิยายของเจ้าหญิงไดอานากับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ อีกทั้ง เจ้าหญิงไดอานายังต้องสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีสเมื่อปี 1997

 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา

เส้นทางสู่ราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ ได้รับการยอมรับในฐานะสมเด็จพระราชินี (Queen Consort) เมื่อเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไป

โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีพระราชประสงค์เรื่องนี้ในแถลงการณ์เนื่องในวาระการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี หรือ การครองราชย์ครบรอบแพลทินัม (Platinum Jubilee) ซึ่งตรงกับวันที่ 6 มิ.ย. 2022

ภายหลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตในเดือนกันยายน ปี 2022 แล้ว ทำให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์  พระชนมพรรษา 74 พรรษา ได้ทรงสืบทอดราชบัลลังก์เป็นสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3  (Charles III) โดยอัตโนมัติและไม่ต้องมีพิธีการใดๆ ก่อนทั้งสิ้น ในขณะที่ พระวรชายาของพระองค์ คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชนมพรรษา 75 พรรษา ได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีอังกฤษองค์ใหม่

กระทั่งมาถึงวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ค. นี้ และคามิลลาจะได้รับการสถาปนาเป็นพระอัครมเหสี ได้รับการสวมมงกุฎเป็นพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษ ซึ่งถือเป็นการสร้างอีกหนึ่งตำนานในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว. 

เรียบเรียงโดย : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : BBCCNN

ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ถึงอังกฤษ ทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691357

ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ถึงอังกฤษ ทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

4 พ.ค. 2566 22:43 น.

ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ถึงอังกฤษ ทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

ในหลวง พระราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงอังกฤษ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ 

วันนี้ (4 พ.ค. 66) เวลา 08.03 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 6 ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับเครื่องบินพระที่นั่งของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ TG 8886 เสด็จพระราชดำเนินถึงยังท่าอากาศยานลอนดอน สแตนสเต็ด ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน 

โดยมีนายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน นายไซม่อน ไบซ์ ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ นายไมเคิล จอห์น ฮอลโลเวย์ ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนา สหราชอาณาจักร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ 

หลังจากมีพระราชปฏิสันถารกับผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จแล้ว ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน จัดถวาย เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงแรมเดอะแลนด์มาร์ก ลอนดอน ซึ่งเป็นโรงแรมที่ประทับ เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566

รู้จัก “ราชรถทองคำ” ผลงานศิลปะเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 260 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2691298

รู้จัก “ราชรถทองคำ” ผลงานศิลปะเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 260 ปี

4 พ.ค. 2566 17:20 น.

รู้จัก “ราชรถทองคำ” ผลงานศิลปะเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 260 ปี

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งจะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์ใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ หนึ่งในไฮไลต์ของงานที่น่าสนใจเป็นอย่างมากนั่นคือ ราชรถทองคำ ที่มีอายุกว่า 260 ปี 

รู้จัก “ราชรถทองคำ” ราชรถในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ราชรถทองคำ หรือ Gold State Coach ถือเป็นราชรถที่มีความเก่าแก่อายุ 260 ปี โดยถือเป็นราชรถที่ใช้งานเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 3 เพื่อเดินทางไปเปิดการประชุมของรัฐสภาในปี ค.ศ. 1762 ก่อนที่จะถูกนำมาใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชสมัยของพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ในปี ค.ศ. 1831

ด้านการออกแบบเป็นผลงานของ วิลเลียม แชมเบอร์ส และสร้างโดยซามูเอล บัตเลอร์ ใช้งบประมาณในเวลานั้นประมาณ 7,561 ปอนด์ 18 ชิลลิง และ 11 เพนนี คิดเป็นมูลค่าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านปอนด์ 

ข้อมูลจำเพาะของราชรถทองคำ มีความยาว 7 เมตร สูง 3.6 เมตร น้ำหนักราว 4 ตัน โดยบริเวณรอบราชรถมีการตกแต่งเป็นจิตรกรรมบนแผ่นไม้ ปิดด้วยทองคำเปลวบางๆ

บริเวณด้านหน้าของราชรถทองคำ มาพร้อมกับรูปสลักไทรทัน (Tritons) ซึ่งเป็นเทพองค์หนึ่งในเทพปกรณัมกรีก โดยเป็นโอรสของโพไซดอน เจ้าสมุทร กับแอมฟิไทรที มารดาแห่งท้องทะเล ทั้งนี้ไทรทันจะทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งข่าวแห่งท้องทะเล ลักษณะของร่างกายของไทรทันท่อนบนเป็นมนุษย์ และท่อนล่างเป็นเงือก

ขณะที่ บริเวณหลังคาเป็นรูปสลักของเทวดาน้อยมีปีก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ รวมกันเป็นสหราชอาณาจักร ส่วนการตกแต่งของห้องโดยสารถูกบุด้วยผ้ากำมะหยี่และผ้าซาติน

ตามธรรมเนียมเดิมการใช้งานราชรถทองคำ จะถูกใช้ในขบวนเสด็จจากพระราชวังบักกิงแฮมไปยังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ แต่ด้วยความไม่สะดวกของพระราชพาหนะนี้ จึงทำให้ถูกยกเลิกแล้วหันไปใช้ราชรถพัชราภิเษก (Diamond Jubilee State Coach) ที่มีความสะดวกสบายกว่า มีความทันสมัย มาพร้อมกับเครื่องปรับอากาศ กระจกไฟฟ้า และระบบกันสะเทือน อย่างไรก็ตาม ราชรถทองคำยังคงไม่หายไปไหน แต่จะถูกนำไปใช้งานในช่วงหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแทน

ย้อนหลังกลับไปในปี 2018 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เคยให้สัมภาษณ์ในสารคดี โดยทรงบรรยายถึงราชรถทองคำนี้ว่า เป็นประสบการณ์เดินทางที่น่าสยดสยอง (Horrible) น่าอึดอัด (Uncomfortable) และไม่เหมาะสำหรับการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าราชรถทองคำจะมีข้อเสียจากการที่เป็นพระราชพาหนะที่ไม่สะดวกนัก แต่ถ้ามองในเชิงมุมของศิลปะแล้ว นับเป็นผลงานศิลปะที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะงานแกะสลักที่ปรากฏอยู่โดยรอบราชรถทองคำนั้นมีความประณีตเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นผลงานศิลปะที่ถูกนำมาใช้งานได้จริง และเคลื่อนที่ได้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มีขึ้นที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. นี้ โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษลำดับที่ 40 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1066 เป็นต้นมา

ที่มา: TatlerBBCTelegraph (1)Telegraph (2)

ปิรันยาบุกรีสอร์ตบราซิล กัดสยองนทท.บาดเจ็บ 8 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691247

ปิรันยาบุกรีสอร์ตบราซิล กัดสยองนทท.บาดเจ็บ 8 คน

4 พ.ค. 2566 14:56 น.

ปิรันยาบุกรีสอร์ตบราซิล กัดสยองนทท.บาดเจ็บ 8 คน

สยอง ฝูงปลาปิรันยารุมกัดนักท่องเที่ยวในรีสอร์ตริมทะเลของประเทศบราซิล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 8 ราย

เหตุการณ์ระทึกครั้งนี้เกิดขึ้นที่รีสอร์ตริมทะเล ในเขตทารูมา อะคู ทางตอนเหนือของเมืองมาเนาส์ของบราซิลซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำแอมะซอน โดยในขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งกำลังเล่นน้ำอยู่ในลำธารของรีสอร์ต จู่ๆ ก็รู้สึกถูกบางอย่างกัดเข้าที่ขาและเท้าของพวกเขา จนต้องรีบหนีขึ้นจากน้ำ โดยพบว่าแต่ละคนต่างมีบาดแผลถูกกัดจนเลือดอาบ และพบว่าเจ้าของรอยกัดเหล่านี้คือปลาปิรันยาที่ดุร้าย

ปลาปิรันยา มักอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ พบในแม่น้ำแอมะซอน และแม่น้ำหลายสายในทวีปอเมริกาใต้ โดยมีฟันที่แหลมคมรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีส่วนหัวขนาดใหญ่ มีกล้ามเนื้อบริเวณกระพุ้งแก้มแข็งแรง ใช้สำหรับกัดกินเนื้อของสัตว์ เสียงตูมตามของน้ำที่กระเพื่อม จะดึงดูดปลาปิรันยาเข้ามาอย่างว่องไว

ทั้งนี้ เคยมีบันทึกปิรันยาโจมตีมนุษย์ในพื้นที่เขตทารูมา อะคูมาแล้วเมื่อปี 2011 โดยครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บมากถึง 100 คน และในปีเดียวกันมีรายงานวัยรุ่นวัย 18 ปี ที่มีอาการเมาสุรา กระโดดลงจากเรือแคนู ก่อนจะถูกปิรันยารุมกัดในโบลิเวีย ทำให้เขาเสียเลือดมากจนเสียชีวิต

ขณะที่เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว มีคนพบศพนักว่ายน้ำ 4 ศพ ที่ถูกกัดกินเนื้อโดยปิรันยาในปารากวัย ในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวไปลงเล่นน้ำจำนวนมากเนื่องจากคลื่นความร้อน สร้างกระแสความตื่นตกใจกลัวปลาเพชฌฆาตชนิดนี้ในแถบอเมริกาใต้เป็นวงกว้าง

ด้านผู้เชี่ยวชาญสัตว์น้ำระบุว่า ในเขตทารูมา อะคู มีร้านอาหารลอยน้ำอยู่หลายแห่ง เขาเชื่อว่าอาจจะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่โยนอาหารลงในน้ำ ทำให้พวกปิรันยาเข้ามาหากิน และหากพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นแหล่งอาหารของพวกมัน ก็มีความเป็นไปได้ที่ปิรันยาจะหวงพื้นที่ และจะโจมตีคนที่พยายามจะรุกล้ำหรือเข้ามาใกล้.

ที่มา : เดลี่เมล

สหรัฐฯ อนุมัติวัคซีนต้านไวรัสโรคทางเดินหายใจตัวแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691268

สหรัฐฯ อนุมัติวัคซีนต้านไวรัสโรคทางเดินหายใจตัวแรก

4 พ.ค. 2566 14:42 น.

สหรัฐฯ อนุมัติวัคซีนต้านไวรัสโรคทางเดินหายใจตัวแรก

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือเอฟดีเอ ได้อนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสทางเดินหายใจ (RSV) ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันหลายพันคนในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวยังคงต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ ก่อนที่จะนำไปใช้

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า วัคซีนที่ชื่อว่า “อาเร็กซ์วี” (Arexvy) ของบริษัท จีเอสเค (GSK) ผู้ผลิตยาจากอังกฤษ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตคนจำนวนมากได้ วัคซีนตัวนี้จะสามารถให้บริการแก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ดร.ปีเตอร์ มาร์คส์ หัวหน้าศูนย์การประเมินและวิจัยทางชีววิทยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า “การอนุมัติวัคซีน RSV ครั้งแรกในวันนี้ ถือเป็นความสำเร็จด้านสาธารณสุขที่สำคัญในการป้องกันโรคที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” 

ไวรัสทางเดินหายใจ หรือ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่มักทำให้ผู้ใหญ่มีอาการคล้ายหวัด แต่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งรวมถึงการอักเสบสะสมในปอดและหายใจลำบาก

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ หรือ ซีดีซี โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบในสหรัฐฯ เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 100-300 คนต่อปี นอกจากนี้ โรคนี้ยังคร่าชีวิตผู้ใหญ่ประมาณ 6,000 ถึง 10,000 คน ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีต่อปี และทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระหว่าง 60,000 ถึง 120,000 คน

ยานี้ใช้เวลาผลิตมากกว่า 60 ปี และเป็นยาตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติให้ป้องกันโรค RSV ได้ทุกที่ในโลก การศึกษาโดย GSK ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 82.6% โดยผลข้างเคียงส่วนใหญ่ “ไม่รุนแรงหรือปานกลาง” และสิ้นสุดภายในสองวัน ที่พบบ่อยที่สุดคืออาการปวดบริเวณที่ฉีดหรือเมื่อยล้า

การอนุมัติดังกล่าวทำให้จีเอสเค ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งกับบริษัทไฟเซอร์ ในการพัฒนาวัคซีน RSV กลายเป็นบริษัทแรกที่เจาะตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังนำหน้าคู่แข่งอย่างบริษัทโมเดอร์นา และบริษัทบาวาเรียน นอร์ดิก

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดวัคซีน RSV จะทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 340,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 นักวิเคราะห์ของเครดิตสวิส คาดว่า ยอดขายวัคซีน RSV สำหรับผู้ใหญ่ของจีเอสเค จะสูงถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ลุค มีลส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของจีเอสเค คาดว่า วัคซีนจะพร้อมจำหน่ายก่อนฤดูกาลการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจครั้งถัดไปในสหรัฐฯ เขากล่าวว่าวัคซีนจะมีราคาสูงกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,080 บาท ต่อการฉีดหนึ่งครั้ง หากข้อมูลจากการศึกษาซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าสามารถป้องกันเชื้อไวรัสทางเดินหายใจได้ทั้งสองฤดูกาล.

พิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ หลายล้านคนทั่วโลกเฝ้ารอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691188

 พิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ หลายล้านคนทั่วโลกเฝ้ารอ

4 พ.ค. 2566 14:32 น.

พิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ หลายล้านคนทั่วโลกเฝ้ารอ

  • พสกนิกรหลายล้านคนทั่วสหราชอาณาจักร และทั่วโลกเฝ้ารอชมพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์ใหม่อย่างเป็นทางการ และถือเป็นการเริ่มต้นรัชสมัยของพระองค์ ในวันที่ 6 พ.ค. 2566 
  • พระราชพิธีราชาภิเษกสำคัญครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะเริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาเสด็จพระราชดำเนินด้วยราชรถพัชราภิเษก ออกจากพระราชวังบักกิงแฮม มายังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน
  • พิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษองค์ใหม่ จะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีราชาภิเษกแล้ว ทั้งสองพระองค์จะเสด็จออกจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กลับพระราชวังบักกิงแฮมด้วยราชรถทองคำ ก่อนจะเสด็จออกสีหบัญชรของวังบักกิงแฮม เพื่อทรงพบปะทักทายพสกนิกร และทอดพระเนตรการบินถวายพระเกียรติ

พสกนิกรหลายล้านคนทั่วสหราชอาณาจักร (UK) และทั่วโลกกำลังนับถอยหลัง เพื่อเฝ้ารอชม พิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษองค์ใหม่ เริ่มต้นรัชสมัยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 พ.ค.ที่จะถึงนี้ 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์อังกฤษพระองค์ใหม่ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เพราะเป็นพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกในรอบ 70 ปี หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต เดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา

สำหรับพระราชพิธีต่างๆ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ค. 2566 ส่วนใหญ่เป็นไปตามขนบธรรมเนียมโบราณ ตามราชประเพณีของอังกฤษ ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ตลอดระยะเวลากว่า 1,000 ปี ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ

ภาพการ์ดเชิญอย่างเป็นทางการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3
ภาพการ์ดเชิญอย่างเป็นทางการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระชนมพรรษา 74 พรรษา และสมเด็จพระราชินีคามิลลา (the Queen Consort) พระชนมพรรษา 75 พรรษา จะทรงรับการสวมมงกุฎพร้อมกัน โดยกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษในครั้งนี้ นับเป็นพระเจ้าแผ่นดินลำดับที่ 40 ที่ได้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1066 

และนี่คือ กำหนดการครั้งประวัติศาสตร์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เป็นเวลามาตรฐานของอังกฤษ (BST) ซึ่งช้ากว่าเวลาในไทย 6 ชั่วโมง

เวลา 06.00 น.

การเฉลิมฉลองพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้น ด้วยการเคลื่อนขบวนเสด็จพระราชดำเนินจากพระราชวังบักกิงแฮม ไปยังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในช่วงเวลาก่อน 11.00 น.เล็กน้อย แต่จะเปิดพื้นที่สำหรับการเฝ้าชมขบวนเสด็จสองทางข้าง ให้ประชาชนได้เข้าจับจองพื้นที่ตั้งแต่เช้าตรู่ ราว 06.00 น.

ผู้ที่มาก่อน จะได้เข้าถึงพื้นที่ริมถนนเดอะมอลล์ และถนนไวต์ฮอลล์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขบวนเสด็จจะเคลื่อนผ่าน ส่วนคนที่มาทีหลังหากบริเวณเฝ้าชมขบวนเสด็จสองข้างทางเต็มแล้ว จะได้รับการจัดสรรที่นั่งเพื่อชมการถ่ายทอดสดจากจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ ในสวนสาธารณะไฮด์พาร์ก, กรีนพาร์ก และสวนหลวงเซนต์เจมส์

07.15 น. แขกที่ได้รับเชิญให้เข้ามาในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์จะเริ่มมาถึงจุดตรวจรักษาความปลอดภัยที่บริเวณ วิกตอเรีย ทาวเวอร์ การ์เดนส์

09.30-10.45 น. แขกผู้ทรงเกียรติที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีราชาภิเษก รวมทั้งสมาชิกราชวงศ์ ประมุขแห่งรัฐ และอดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์

ซ้อมขบวนเสด็จฯ ของกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 และราชินีคามิลลา ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน
ซ้อมขบวนเสด็จฯ ของกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 และราชินีคามิลลา ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน

10.20 น. สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระราชวังบักกิงแฮมมายังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ด้วยราชรถพัชราภิเษก (Diamond Jubilee State Coach)  ซึ่งถือเป็นราชรถที่ใหม่ที่สุดสร้างขึ้นเมื่อปี 2012 ที่ออสเตรเลีย เพื่อใช้ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2โดยคาดว่าขบวนเสด็จจะถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ก่อนเวลา 11.00 น.เล็กน้อย

เวลา 11.00-13.00 น. พิธีบรมราชาภิเษก : 5 ขั้นตอนสำคัญ

ขั้นตอนที่ 1 รับรองฐานะความเป็นกษัตริย์
อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี ผู้นำหลักของคริสตจักรแห่งอังกฤษ จะยืนอยู่หน้าบัลลังก์ราชาภิเษก อายุ 700 ปี และหันไปทุกทิศ ก่อนจะป่าวประกาศว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 คือ กษัตริย์พระองค์ใหม่ของพวกเรา

ขั้นตอนที่ 2 ทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี จะขอให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ เพื่อยืนยันว่า จะทรงพิทักษ์รักษากฎหมายของแผ่นดินและศาสนจักรอังกฤษ โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงวางพระหัตถ์ลงบนพระคัมภีร์ไบเบิลระหว่างตรัสคำปฏิญาณดังกล่าว ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ทรงปฏิบัติตาม

ขั้นตอนที่ 3 เจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์

กษัตริย์พระองค์ใหม่จะประทับบนบัลลังก์ราชาภิเษกเพื่อทรงรับการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงถึงสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณ และความเป็นองค์ประมุขสูงสุดของศาสนจักรอังกฤษ

พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด
พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด

ขั้นตอนที่ 4 : สวมพระมหามงกุฎ

เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่เจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ และเปลี่ยนเครื่องทรงเรียบร้อยแล้ว พระราชพิธีได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสำคัญอันเป็นหัวใจของราชาภิเษก หรือการสถาปนาแต่งตั้งพระราชา 

ก่อนจะถึงขั้นตอนการสวมพระมหามงกุฎ อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรีจะถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ ประกอบด้วย ลูกโลกประดับกางเขน, พระธำมรงค์ประจำองค์พระมหากษัตริย์, พระคทากางเขน, และพระคทานกพิราบ แล้วจึงถวายการสวมพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดได้ในที่สุด โดยจะมีการเป่าแตร และยิงสลุตทั่วสหราชอาณาจักรอย่างพร้อมเพรียงกัน

นักบวชจะถวายการสวม หรือวางพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดลงบนพระเศียรของกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพพระองค์จะได้ทรงพระมหามงกุฎนี้เพียงครั้งเดียว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น และจากนั้นจะมีการยิงสลุต ถวายพระเกียรติ

ขั้นตอนที่ 5 : เสด็จขึ้นครองราชย์

ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ กษัตริย์พระองค์ใหม่จะเสด็จขึ้นประทับบนพระราชอาสน์อันเป็นสัญลักษณ์ของการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ 

ตามธรรมเนียมโบราณแล้ว ในขั้นตอนนี้เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนาง จะพากันต่อแถวยาว เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายความเคารพ ด้วยการคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์ กล่าวถวายความจงรักภักดี ก่อนจะจุมพิตที่พระหัตถ์ขวา

อย่างไรก็ตาม คาดว่าครั้งนี้พิธีการจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเจ้าชายวิลเลียมพระราชโอรสองค์โต จะเป็นพระราชวงศ์ที่มีฐานันดรชั้นดยุกเพียงพระองค์เดียว ที่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายความเคารพต่อสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3

พระราชพิธีสำหรับสมเด็จพระราชินีคามิลลา

หลังจากราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประกอบพระราชพิธีอภิเษก หรือการสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระราชินีคามิลลา (the Queen Consort) โดยนักบวชจะเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำหรับพระอัครมเหสี และถวายการสวมพระมหามงกุฎควีนแมรี ดำเนินพิธีการขั้นตอนต่างๆ อย่างเรียบง่ายกว่า ทั้งไม่ทรงต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตามแบบของกษัตริย์


เวลา 13.00 น. สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จพระราชดำเนินจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กลับไปยังพระราชวังบักกิงแฮม ด้วยราชรถทองคำ (Gold State Coach) ตามธรรมเนียมดั้งเดิม ซึ่งเป็นราชรถที่อายุเก่าแก่ 260 ปี และใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่เริ่มต้นรัชสมัยของพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 เมื่อปี 1831

คาดว่าจะมีทหารร่วมในขบวนเสด็จพระราชดำเนินกลับวังบักกิงแฮมเกือบ 4,000 นาย

14.15 น. สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 สมเด็จพระราชินีคามิลลา จะเสด็จออกสีหบัญชรของพระราชวังบักกิงแฮม พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงของอังกฤษ หลังเสร็จสิ้นการประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมที่ราชวงศ์อังกฤษทรงยึดปฏิบัติมาโดยตลอด เพื่อทรงพบกับเหล่าพสกนิกร ซึ่งมารวมตัวกันที่ถนนเดอะมอลล์ ด้านหน้าพระราชวังบักกิงแฮม และทอดพระเนตรการบินถวายพระเกียรติจากฝูงบินของกองทัพอากาศ

ที่มา : BBCDailymail

สุดสลด เด็กอียิปต์ 11 ขวบ ถูกเพื่อนบีบคอจนตายก่อนชิงเงินไปซื้อขนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691227

สุดสลด เด็กอียิปต์ 11 ขวบ ถูกเพื่อนบีบคอจนตายก่อนชิงเงินไปซื้อขนม

4 พ.ค. 2566 13:37 น.

สุดสลด เด็กอียิปต์ 11 ขวบ ถูกเพื่อนบีบคอจนตายก่อนชิงเงินไปซื้อขนม

เด็กอียิปต์ 11 ขวบถูกเพื่อนร่วมชั้น 2 คนล่อลวงไปยังที่เปลี่ยว ก่อนรุมบีบคอจนตายเพื่อหวังชิงเงินแค่ 85 บาทไปซื้อขนม

เหตุสุดสลดใจนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอียิปต์ โดยเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคือเด็กชาย มุสตาฟา อิแซด วัย 11 ปี ถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน 2 คน ชักชวนออกไปเล่นด้วยกันที่บ้านร้างหลังหนึ่ง ก่อนจะใช้กำลังเข้าบีบคอเด็กชายมุสตาฟาจนแน่นิ่ง และชิงเงินจำนวนราว 2 ปอนด์ หรือประมาณ 85 บาท เพื่อนำไปซื้อขนมและลูกอม

โดยหลังเกิดเหตุไม่นานก็มีชาวบ้านมาพบศพของเด็กชาย โดยมีรอยฟกช้ำรอบลำคอ และแจ้งตำรวจก่อนจะมีการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต และพบว่าเด็กชายเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ จนนำไปสู่การจับกุมเยาวชนทั้ง 2 ราย โดยทั้งสองยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันฆาตกรรมมุสตาฟาจริง ก่อนที่จะนำเงินที่มุสตาฟาได้มาเป็นของขวัญจากเทศกาลอีฎิลฟิตรี ไปซื้อขนมจนหมด โดยตำรวจจะมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาแจ้งข้อหาต่อเยาวชนทั้ง 2 ต่อไป.

ที่มา : เดลีเมล์

ไบเดนเลือก “อาเจย์ บังกา” เป็นประธานธนาคารโลกคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691217

ไบเดนเลือก "อาเจย์ บังกา" เป็นประธานธนาคารโลกคนใหม่

4 พ.ค. 2566 13:15 น.

ไบเดนเลือก “อาเจย์ บังกา” เป็นประธานธนาคารโลกคนใหม่

“อาเจย์ บังกา” ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาสเตอร์การ์ด ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารโลกคนใหม่ ในขณะที่ธนาคารโลกพยายามให้ความช่วยเหลือประเทศที่มีรายได้น้อยให้รอดพ้นจากปัญหาหนี้สินและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายบังกาซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งนี้ ถือเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ โดยเริ่มวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีในวันที่ 2 มิถุนายน เขาจะเข้ามารับตำแหน่งต่อจากนายเดวิด มัลพาส ซึ่งเคยจุดประกายความไม่พอใจด้วยการตั้งคำถามถึงบทบาทของมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายบังกา ซึ่งปัจจุบันเป็นพลเมืองสหรัฐฯ เริ่มต้นอาชีพในประเทศอินเดียบ้านเกิดของเขา ซึ่งบิดาของเขาเป็นนายทหารในกองทัพ เขาเคยทำงานที่บริษัทเนสท์เล่ และซิตี้กรุ๊ป ก่อนมาร่วมงานกับมาสเตอร์การ์ด ซึ่งเขาทำงานอยู่ที่นั่นมากว่า 10 ปี

นายโจ ไบเดน เรียกนายบังกาว่า เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งมีประสบการณ์ที่เหมาะสมในการบริหารธนาคารโลก ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “เขาจะช่วยขับเคลื่อนธนาคารโลก ในขณะที่ธนาคารโลกค่อยๆ พัฒนาและขยายตัวเพื่อจัดการกับความท้าทายระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจหลักในการลดปัญหาความยากจน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ในการประกาศยืนยันการรับตำแหน่งของนายบังกา กรรมการบริหารของธนาคารโลกกล่าวในแถลงการณ์ว่า พวกเขาตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับนายบังกา ในขณะที่กลุ่มธนาคารโลกมีความพยายามในการมุ่งจัดการกับความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยากที่สุดที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญ”

สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารโลก มีหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่จะเป็นผู้นำธนาคารโลก ซึ่งมอบเงินช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ในแต่ละปี แม้ในอดีตประเทศกำลังพัฒนา เคยแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่นายบังกาถือเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับตำแหน่งดังกล่าวเพียงคนเดียว

การแต่งตั้งนายบังกา เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นผลสืบเนื่องสำหรับองค์กรเพื่อการพัฒนา สหรัฐฯ และประเทศร่ำรวยอื่นๆ ได้ผลักดันให้ธนาคารโลกเพิ่มการปล่อยสินเชื่อเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม เงินกู้กว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปีของธนาคารโลก เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็ยังนับว่าต่ำเงินกู้ที่ประเทศกำลังพัฒนาชี้ว่ามีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหานี้ ที่กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งกังวลว่า การให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้ความพยายามต่อต้านความยากจนไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคระบาด การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน ตลอดจนระดับหนี้สินที่ไม่ยั่งยืน.