‘สนธิญา’ จี้ กกต. เร่งมือปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ก่อนสภาทูลเกล้าชื่อ ‘นายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549917

29 พ.ค. 2566

'สนธิญา' จี้ กกต. เร่งมือปม 'พิธา' ถือหุ้นสื่อ ก่อนสภาทูลเกล้าชื่อ 'นายกฯ'

‘สนธิญา’ จี้ กกต. เร่งสรุปปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อITV ก่อน ‘ประธานสภา’ ทูลเกล้าชื่อ ‘นายกฯ’ ปัดกลั่นแกล้ง แต่ขาดความชอบธรรม ควรเคลียร์ตัวเองให้มีคุณสมบัติตามรธน.กำหนด

นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าให้ถ้อยคำต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีร้องเรียนให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นITV ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่เนื่องจากขาดความชอบธรรมการเป็น “นายกรัฐมนตรี”


นายสนธิญา กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นผู้ร้องหลัก แต่มาขอให้กกต.ระบุระยะเวลาการตรวจสอบจะใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งตนได้คำตอบว่าจะทำคดีให้เสร็จหลังรับรองสส.แล้ว และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ 
ซึ่งอยากให้กกต.ดำเนินการให้เสร็จก่อนการประกาศรับรองผล เพราะเชื่อว่ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัตินายพิธา จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และขอชี้แจงไปถึงประชาชน นมัสการไปถึงพระพยอม กัลยาโณ ว่าการที่ตนเอามาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสส.ไว้ในมาตรา 98 รวม 18 วงเล็บ ใครที่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งการห้ามถือหุ้นอยู่ใน (3) ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งหรือไม่มีความเมตตาธรรม แต่นายพิธามีปัญหาเรื่องการถือหุ้น และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าให้ถือได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระบุ “ห้ามถือหุ้น” 

จึงอยากจะเรียกร้องไปยังพรรคก้าวไกลและนายพิธา วันนี้ขาดความชอบธรรมที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะกกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากมีการประกาศรับรองครบ 95 % จะสามารถเปิดประชุมสภาได้ และเลือกประธานสภา เลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อว่ากระบวนการนี้จะคู่ขนานกับการที่กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ตนเชื่อว่าถึงเวลานั้นหากนายพิธา เป็นผู้ที่ประชุมรัฐสภามีมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่าประธานสภาไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองไหนจะกล้าทูลเกล้า ชื่อนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถึงเวลานั้นประเทศไทยจะอยู่ในช่องว่างของอำนาจ เพราะข้อเท็จจริงการจะทูลเกล้า ควรต้องอยู่หลังจากศาลธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้ง ชอบไม่ชอบ เกลียดไม่เกลียด หรือไม่มีเมตตาธรรม แต่เป็นเพราะคุณพิธาและพรรคก้าวไกล ไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค อาจจะทำให้นายพิธาโมฆะและไม่สิทธิเป็นหัวหน้าพรรคและไม่มีสิทธิลงสมัคร สส. รวมถึง สส. ของพรรคก็จะพัวพันไปด้วย ไม่ดำเนินการจัดการตัวเองให้มีคุณสมบัติถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจึงไม่มีสิทธิที่จะลงสมัครเป็น สส. เรื่องมีอยู่เท่านี้เป็นการไม่ทำตามบทบัญญัติที่หมายกำหนด” นายสนธิญากล่าวว่า 

นายสนธิญา สวัสดีนายสนธิญา สวัสดี

เมื่อถามว่ามีการมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บิดเบี้ยวหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติของประชาชน 17 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าบิดเบี้ยวก็ไม่รู้ว่าเป็นใครฝ่ายไหนที่คิดเช่นนั้น และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ตั้งแต่ปี 2560 รวมระยะเวลา 4 ปีที่พรรคก้าวไกลก็อยู่ในสภาทำไมไม่แก้ไขเสียตั้งแต่อยู่ในสภา รวมทั้งมองว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้ทั้งฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนการตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้นออกมาชุมนุม แต่อยากให้ทั้งสองฝ่ายมองว่าบ้านเมืองต้องอยู่ด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันวันนี้นายนพรุจ วรชิตวุฒิ อดีตแกนนำพิราบขาว ให้ถ้อยคำต่อ กกต. ในกรณีของนายพิธา เช่นเดียวกัน เนื่องจากส่วนตัวมองว่า นายพิธา หมดสิทธิ ตั้งแต่ปี 2562 เพราะขณะนั้นได้ถือหุ้นITVแล้ว และต่อมานายพิธา เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล จนมาถึงการสมัครเป็นสส. รวมถึงเซ็นรับรองส่งสมาชิกพรรคลงสมัคร แสดงให้เห็นถึงเจตนา ถือว่าเสี่ยงที่ถูกจำคุกมาก เพราะมีเจตนาที่จะกระทำความผิด ทั้งในพิธาและบรรดาผู้สมัครของพรรคจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังคงลงสมัคร มีโทษ 1-10 ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี

นายนพรุจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ห้ามผู้สมัครสส.ถือหุ้น การถือหุ้นแม้แต่หุ้นเดียวก็ซวยแล้ว มีตัวอย่างผู้สมัครลงสมัครแต่ถูกตัดสิทธิเพราะถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ทั้งที่เขาไม่ได้มีเจตนา แต่คำว่าเผลอเลอหรือลืมมัน ซึ่งใช้ไม่ได้ในทางกฎหมาย แต่นายพิธาถือหุ้นนี้มานานตั้งแต่ปี 2551 ในทางกฎหมายถือว่าความผิดสมบูรณ์แล้ว

ส่วนที่มีการบอกให้นายพิธาทำงานไปก่อน นายนพุจ เห็นว่าถ้าเอาตามกฎหมู่ก็ให้ทำงานไปก่อนได้ และถ้ายึดกฎหมายก็ต้องเอากฎหมายมาก่อน หรือการบอกว่าการที่นายพิธา ถูกเล่นงานในเรื่องนี้เพราะกฎหมายบิดเบี้ยว ก็ต้องไปแก้กันในขั้นตอนของสภา แต่ไม่ใช่เอากฎหมู่มาบังคับ

นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุลนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

‘ก้าวไกล’ เดินหน้า คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ปัดรอยร้าวพรรคร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549922

29 พ.ค. 2566

'ก้าวไกล' เดินหน้า คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  ปัดรอยร้าวพรรคร่วม

เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” ในฐานะคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เผยวงถกวันพรุ่งนี้ จะหารือในส่วนของการตั้ง “คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล”   สานต่อหลังจากร่วมมือกันทำเอ็มโอยู เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้ทันที ส่วนประเด็น “ประธานสภา” จะหารือกันเพียงก้าวไกลและเพื่อไทยเท่านั้น

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” ในฐานะคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เปิดเผยว่า  พรุ่งนี้  ( อังคารที่ 30 ) จะหารือการตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล   สาระสำคัญคือหลังทำบันทึกความร่วมมือ  “เอ็มโอยู” ไปแล้ว  จะลงรายละเอียดในแต่ละข้อเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม   เกิดความพร้อมในการบริหารงาน หลังจากตั้งรัฐบาลได้อย่างเป็นทางการแล้ว เพราะประชาชนคาดหวังสูง   ดังนั้นต้องทำการบ้านล่วงหน้า


 ส่วนกรณีรอยร้าวในพรรคร่วม   แท้จริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อมวลชนนำเสนอ เพราะการประสานงานภายในเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(26 )  ในนามพรรค “ก้าวไกล” ตนได้ประสานงานไปที่พรรคเพื่อไทย โดยขอให้ยุติเรื่องการให้ข่าว เรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎ รหรือให้ความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชน แล้วนำมาพูดคุยกันภายใน เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงาน เพราะเรื่องนี้ยังมีเวลาในการทำงานร่วมกันที่จะหาข้อยุติ

” ตำแหน่งประธานสภาที่ยังไม่ได้ข้อยุติ  จะเป็นพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล พูดคุยกันเองเป็นหลัก  ซึ่ง นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ก็ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า ประธานสภาควรเป็นพรรคอันดับ 1 รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นพรรคอันดับ 2 และรองประธานคนที่สองเป็นพรรคอันดับ 3  ” 

เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า    กรณีการทาบทามคนนอกเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล ที่บางตำแหน่งหากพรรค ให้ความสำคัญกับทักษะความสามารถในการบริหาร ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น นำสส.มาดำรงตำแหน่งเท่านั้น   ซึ่งภายในพรรคก้าวไกลไม่ได้กำหนดว่าแกนนำได้สส.กี่คน จึงจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่พรรคยึดถือความเหมาะสมของตัวบุคคล ที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ  

‘เรืองไกร’ จี้กกต. สอบย้อนหลัง ‘พิธา’ ลงสมัครสส. ปี 2562

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549915

29 พ.ค. 2566

'เรืองไกร' จี้กกต. สอบย้อนหลัง 'พิธา' ลงสมัครสส. ปี 2562

‘เรืองไกร’ จี้กกต. สอบลักษณะลงสมัครสส. ของ’พิธา’ย้อนหลังปี 2562 พร้อมให้ถ้อยคำกรณีถือครองหุ้นสื่อITV ครั้งแรก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบย้อนหลังการเป็น สส. เมื่อปี 2562 ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกของพรรค โดยยื่นหลักฐานกรณีตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัย นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สส.พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครสส. เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็นสส.สิ้นสุดลง โดยศาลให้มีผลนับแต่วันสมัครส.ส.คือวันที่ 6 ก.พ. 2562 


นายเรืองไกร เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ยึดตามตัวบทกฎหมายเพียงว่า นายธัญญ์วาริน ถือหุ้นหรือไม่ และบริษัทยังประกอบกิจการหรือมีความสามารถที่จะกลับมาประกอบกิจการได้หรือไม่ โดยไม่ได้มีการวางหลักต้องถือมากน้อยแค่ไหน นายธัญญ์วาริน ถือหุ้นอยู่ใน 2 กิจการ ต่างจากนายพิธา ที่ถือหุ้นITV แต่ต่อมาในปี 2564 กกต.ก็ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้มาวินิจฉัยผู้สมัครสส.ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสส.จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 รวม 4 คำวินิจฉัย และมีการสั่งดำเนินคดีอาญาด้วย ทำให้เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงนายพิธา ถือหุ้นITVตั้งแต่ปี 2551 และปี 2562 นายพิธาเป็นผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ 

หากวันนี้กกต.จะวินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นของนายพิธา ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของกกต. โดยจะต้องย้อนไปพิจารณาว่าการถือหุ้นITVดังกล่าวของนายพิธา ก่อนปี 2562 และถือต่อเนื่องมานั้น เป็นเหตุให้นายพิธา สิ้นสมาชิกภาพการเป็นสส. ปี 2562 โดยต้องมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่นายพิธา ยื่นสมัครคือวันที่ 6 ก.พ.ใช่หรือไม่

“การที่นายพิธา ได้มาเป็น สส. มีการโหวตกฎหมายต่างๆไป ไม่ได้มีผลทำให้กฎหมายเหล่านั้นต้องเสียไป แต่เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มผู้ช่วยผู้ชำนาญการรวมอีก 8 คน อาจจะมีปัญหาได้ จากข้อเท็จจริงนี้จำเป็นที่กกต.จะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบคุณพิธา เมื่อปี 2562 ว่าสิ้นสมาชิกภาพส.ส.หรือไม่ โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของกกต.ที่ 1-4 /2564 1,2,3 และ 9/2564 ที่ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.เอง” นายเรืองไกร กล่าวว่า 

โดยวันนี้นายเรืองไกรได้เข้าให้ถ้อยคำในกรณีที่ยื่นตรวจสอบการถือครองหุ้นITVของนายพิธา เมื่อพบว่าคงถือหุ้น ในการสมัครรับเลือกตั้งปี 2566 และในฐานะหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองผู้สมัคร สส. เขตเกือบ 400 เขตและ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ขอให้วินิจฉัยว่า นายพิธาจะมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3)  ในฐานะผู้สมัคร สส. หรือไม่ และในฐานะผู้ยินยอมให้พรรคก้าวไกลเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จึงนำมาตรา 98 มาบังคับใช้ด้วย 

ส่วนที่นักวิชาการหญิงรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นผ่านรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในลักษณะว่าไม่มีปัญหา เมื่อขายหุ้นเรื่องก็จบ นายเรืองไกรเห็นว่า เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก จะทำให้สังคมและประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างมาก หากผิดก็ผิดตั้งแต่วันลงสมัครรับเลือกตั้ง ตนได้เก็บรวมรวมข้อมูลที่มีการเผยแพร่เรื่องผ่านสื่อออนไลน์แล้ว ทั้งนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 23 และ 24 บังคับครอบคลุมไปถึงบัญชีนายรัฐมนตรีด้วย เมื่อออกแล้วมาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้ได้ 376 เสียง ตนก็เห็นว่าขาดคุณสมบัติ 

หากได้รับเลือกเป็นนายกฯตนก็จะร้องเรียน อาจจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จึงอยากให้ทั้งนักกฎหมาย ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ไปทำความเข้าใจข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้ อ่านกฎหมายให้แม่นๆ 


นอกจากร้อง กกต.โดยตรงตอนนี้แล้ว เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ตนก็ไปขอร้องให้ สส.และ สว. หรือสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อส่งคำร้องให้ตรวจสอบคู่ขนานไปกับการตรวจสอบของ กกต. ตามแนวทางที่เคยยื่นคำร้องให้ตรวจสอบสมาชิกภาพ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อปี  2551 จนนายสมัครพ้นจากนายกฯ เพราะคำพิพากษาว่าเป็นลูกจ้าง จากหลักฐานใบหักภาษี ภงด.3  ไม่ได้ยึดตามพจนานุกรม  เช่นเดียวกับกรณีของนายพิธา ก็มีหลักฐานเป็นใบ บมจ.6 ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด จึงสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง ซึ่ง กกต.ควรจะต้องนำไปประกอบการพิจารณา  ส่วนผู้วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ  


นายเรืองไกรยังกล่าวอีกว่าวันนี้มาให้ถ้อยคำต่อ กกต.เป็นครั้งแรก แต่ได้ยื่นเอกสารเรื่องดังกล่าว 6 ครั้ง และยังมีเอกสารเพิ่มเติมอีก คือ คำสั่งศาลปกครองและมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับบริษัทITVและการรายงานสถานการณ์จนถึงปี 2564 ทั้งนี้นายเรืองไก้ได้พยายามยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทITVยังดำเนินการกิจการอยู่ 

เปิดใจ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ กับโมเดล สร้างสันติภาพ เมื่อก้าวเป็นรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549909

29 พ.ค. 2566

เปิดใจ 'กัณวีร์ สืบแสง' กับโมเดล สร้างสันติภาพ เมื่อก้าวเป็นรัฐบาล

‘กัณวีร์ สืบแสง’ ว่าที่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเป็นธรรม เปิดใจกับบทบาทใหม่ มนุษยธรรมนำการเมือง แนวทาง ‘สร้างสันติภาพ’ คืนอำนาจให้ประชาชน

“ใช้ผมเถอะ ผมเป็นผู้รับใช้ประชาชน และผมจะเป็นผู้รับใช้รัฐบาลด้วยซ้ำไป ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่คุณเห็นว่าผมทำงานได้ และสิ่งแรกที่จะทำ คือเรื่องการสร้างสันติภาพ” นั่นคือสิ่งที่ “กัณวีร์ สืบแสง” ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม หนึ่งในพรรคจัดตั้งรัฐบาล กล่าวกับทีมงาน คมชัดลึก ถึงสิ่งแรกที่เขาจะทำ เมื่อเข้าไปทำงานในรัฐบาล

ด้วยการทำงานด้านมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชน มาอย่างยาวนาน ทั้ง UNHCR และเป็นประธานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ทำให้เขามีความตั้งใจที่จะผลักดันนโยบาย “สันติภาพกินได้” และ “มนุษยธรรมนำการเมือง” ซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของพรรคเป็นธรรม ที่อยากเห็น ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยต้องเป็นธรรม “คมชัดลึก” เปิดใจในทุกแง่มุมการทำงาน ของผู้ชายที่ชื่อ “นล” กัณวีร์ สืบแสง

กัณวีร์ สืบแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม

อะไรทำให้ตัดสินใจทำงานด้านการเมือง

เหตุผลที่อยากทำงานการเมือง เนื่องจากรู้สึกว่าระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย คือเหตุการณ์ฉุกเฉิน ผมมองเห็นเมื่อ 91 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีต้นระบอบประชาธิปไตย ที่ฝังรากลึกลงไปในดินเลย เพราะฉะนั้นหลักการต่างๆ ที่เราพยายามที่จะเอามานำการเมืองของประเทศไทย ไม่ว่าทหารนำการเมือง เศรษฐกิจนำการเมือง ราชการนำการเมือง ทุกทฤษฎีที่ผ่านมา ไม่สามารถทำให้ระบอบประชาธิปไตยมันงอกงามได้ในประเทศนี้ จึงอยากเอาประสบการณ์ ที่ไปทำงานจริง ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้ามาทำ ด้วยการนำหลักการเรื่อง มนุษยธรรมนำการเมือง ให้ได้ โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องเป็นอิสระจากกลุ่มนายทุนต่างๆ เพราะฉะนั้น หลักมนุษยธรรมนำการเมือง จะทำให้ประชาธิปไตยสามารถหยั่งรากลึกลงไปในผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้ และเราจะเห็นประชาชนเป็นศูนย์กลางของอำนาจ อำนาจจะกลับมาสู่ประชาชน

นโยบายแรกที่จะทำเมื่อเป็นรัฐบาล

จะเป็นเรื่องการสร้างสันติภาพ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราให้คำมั่น และคำสัตย์ กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเราจะทำทันที เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่จะทำ คือเสนอกระบวนการสร้างสันติภาพแบบยั่งยืน

กัณวีร์ สืบแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรมกัณวีร์ สืบแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม

นโยบายยุบ กอ.รมน. และ ศอ.บต.

โครงสร้างการบริหารจัดการของภาครัฐ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ปาตานี มันทับซ้อนกันค่อนข้างมาก จนทำให้เกิดความย้วย ศอ.บต. เป็นรัฐบาลส่วนหน้า ควรมีอำนาจในการตัดสินใจโดยเร็ว สามารถกระจายเงินงบประมาณต่างๆ ให้ประชาชนที่ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว แต่ตอนนี้ ศอ.บต. ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจระดับนโยบายได้

“พอมีปัญหาด้านนโยบาย เดี๋ยวผมถามนายกฯ ก่อน แล้วจะมีคุณไว้เพื่ออะไร ถ้าคุณไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ก็อย่ามี ก็ยุบไป”

กัณวีร์ ยกตัวอย่างปัญหาประมงในปัตตานี นราธิวาส ในเมื่อรัฐบาลไทยไปเซ็น MOU ในเรื่องประมงกับทางอียู ทำให้พี่น้องประมง ไม่สามารถออกเรือได้ วิถีประมงปัตตานี และนราธิวาส ถูกตัดขาด กี่ปีแล้ว ที่การทำประมงหยุดชะงัก แล้วบอกจะเยียวยาให้ จนต้องหนีไปอยู่มาเลเซีย ทั้งที่ ศอ.บต. ยังถืองบประมาณอยู่ แต่ไม่ยอมเอาเงินให้ เมื่อจี้ถามไป ก็บอกว่าไม่ทราบ ถ้าไม่ทราบจะมีคุณไว้ทำไม เพราะฉะนั้นก็ยุบไป

ส่วน กอ.รมน. มีไว้เพื่ออะไร กัณวีร์ บอกว่า เขายังมองไม่ออก หลังจากรัฐประหารเกิดขึ้น มีกฎอัยการศึก ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติแล้วเป็นปกติ เช่น ทหารสามารถใช้อาวุธเดินมาเคาะประตูตอนตี 4 เดินเข้าบ้าน ชาวบ้านบอกเป็นเรื่องปกติ ตอนกลางวันนั่งกินข้าว กินน้ำชากันอยู่ ถืออาวุธครบมือเดินมองหน้าทุกคน ชาวบ้านบอกว่า ปกติ แต่ผมมองว่า การปกติของพวกเรา เป็นสิ่งไม่ปกติแล้ว ถ้าทหารถืออาวุธครบมือ แล้วเดินไปเดินมา หรือเดินมาเคาะประตูบ้าน มองหาของในบ้านแบบง่ายดาย แล้วบอกปกติ ผมว่าประเทศนี้ไม่ปกติ ผมก็เลยเสนอในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบราชการ ด้วยการยุบ กอ.รมน. และ ศอ.บต.

โดยการเสนอในเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง ในพื้นที่ชายแดน และ จังหวัดชายฝั่งทะเล โดยกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง เลือกตั้งผู้แทนของเขต และอำเภอโดยตรง คล้ายกับ กทม. เพราะจังหวัดเหล่านี้ มีสารตั้งต้นที่ทำให้จัดการตนเองได้ คือ เม็ดเงินการส่งออกสินค้าชายแดน ที่มีมูลค่ากว่า 1.77 ล้านบาท เบื้องต้น 70% บริหารเข้าพื้นที่ และอีก 30% เข้าส่วนกลาง นั่นไม่ได้หมายความว่าแบ่งแยกดินแดน แต่ให้บริหารจัดการตนเอง เพื่อกำหนดทิศทาง

กัณวีร์ สืบแสง หาเสียงเลือกตั้งกัณวีร์ สืบแสง หาเสียงเลือกตั้ง

ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมาจากการเลือกตั้ง

การแต่งตั้งผู้ว่าฯ เป็นความคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไป คนที่จะเป็นผู้นำเขา ต้องเป็นคนรับใช้ประชาชน ความคิดที่บอกว่าเป็นเจ้าคนนายคน ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะเข้ามา จะต้องมาจากการเลือกตั้ง และจำเป็นต้องเอาประชาชนเป็นใหญ่ให้ได้ เพราะฉะนั้น กอ.รมน. และ ศอ.บต. จำเป็นต้องถูกยุบ

กัณวีร์ ย้ำว่า อีกเรื่องที่เสนอโครงการคือ พาทหารกลับบ้าน และถนนสะอาดปราศจากด่านลอย ที่มีกว่า 1,800 ด่าน ถ้าทำได้ สองตัวนี้ ถ้าเราพาทหารกลับบ้านได้ และปราศจากด่านลอย จะเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่า สันติภาพที่ยั่งยืนได้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“จริงๆแล้ว เราไม่ได้เอาออกทันที และเราไม่ได้เอาออกทุกด่าน เราเอาออกแต่ด่านไร้สาระ แต่ด่านหลักยังมี เราจะเอาออกก็ต่อเมื่อ 3 เรื่องเหล่านี้ ถูกวางกรอบหลักเกณฑ์ ผมว่าประเทศนี้แปลก เกิดอะไรขึ้นชอบคิดถึงทหาร ไม่ใช่ทหารไม่มีดีนะ ทหารดี แต่ทหารก็มีอาณัติของตัวเอง คือป้องกันศัตรูจากภายนอก ทหารต้องทันสมัย ออกไปอยู่บริเวณชายแดน ทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดี” กัณวีร์ อธิบายให้ฟัง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์-กัณวีร์ สืบแสงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์-กัณวีร์ สืบแสง

ตำแหน่งไหนในรัฐบาลที่คิดว่าเป็นแล้วจะขับเคลื่อนทุกนโยบายได้

คาดหวังว่า ผู้นำรัฐบาลจะเห็นว่าพรรคเป็นธรรม สามารถทำงานได้ จะใช้ศักยภาพที่เรามีในการผลักดันงานต่างๆ แต่ตำแหน่งเราไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้ต่อรอง เราคาดหวังว่า “ใช้ผมเถอะ ผมเป็นผู้รับใช้ประชาชน และผมจะเป็นผู้รับใช้รัฐบาลด้วยซ้ำไป ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่คุณเห็นว่าผมทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้, งานทางด้านจุดยืนทางการทูตของไทยในเวทีโลก, เรื่องผู้ลี้ภัย, แรงงานข้ามชาติ งานด้านสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม เรามีศักยภาพทำงานได้ เพราะฉะนั้น ใช้พวกผมเถอะ

จะใช้เวลาในการขับเคลื่อนนานแค่ไหนให้เป็นรูปธรรม

มันใช้เวลาแน่นอน แต่ถ้าเราไม่นับหนึ่ง ต่อไปมันก็จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ผมจะเป็นเสียงเดียวในรัฐบาลชุดนี้ ถ้าประชาชนเข้าใจแบบเดียวกันว่า จำเป็นต้องนำมนุษยธรรมนำการเมือง มันจะทำให้ประชาธิปไตยเดินได้ ตอนนี้อำนาจจะต้องกลับคืนมาสู่ประชาชน ผมยังเชื่อมั่น 

“การเมืองไทยยังเป็นการเมืองแบบเดิมๆ มีการจ่ายเงินในคืนหมาหอน แต่ที่เจอกับตา คนที่รับเงิน เดินทางกลับมาบริจาคเงินนั้นให้มัสยิด เขาบอกว่าเป็นเงินสกปรก หลายคนเอาเงินมาคืนหัวคะแนน ทำให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวค่อนข้างมาก ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่รับเงินแล้วจะเก็บไว้ เลือกไม่เลือกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้แสดงให้เห็นเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า เงินที่คุณให้มา เป็นเงินสกปรก ถ้าคุณไม่รับคืน ก็จะเอาไปบริจาค”

key point ส่งท้าย

คิดอย่างไรกับการที่ตอนนี้หลายคนยกให้เป็น “แดดดี้” ผมเคยทวงตำแหน่งจากคุณ ศิธา ทิวารี แล้ว แต่คุณศิธา ไม่ยอมยกตำแหน่งนี้ให้ ตอนนี้เลยต้องเป็น “แดดดี้ปุ่น” กับ “นายหัวนล” 

จี้ ‘กกต.’ เร่งสอบ ‘หุ้นสื่อ’ อย่าปล่อยปัญหาบานปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549907

29 พ.ค. 2566

จี้ 'กกต.' เร่งสอบ 'หุ้นสื่อ' อย่าปล่อยปัญหาบานปลาย

นักร้อง ขอ ‘กกต.’ พิจารณา ‘หุ้นสื่อ’ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก่อนเลือกนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภา ป้องกันปัญหาบานปลาย

นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล  อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ขอให้ กกต. เร่งพิจารณาและมีมติก่อนที่จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส่วนที่หลายคนแสดงความเห็นอยากให้นายพิธาได้ทำหน้าที่บริหารประเทศไปก่อน เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้นั้น ส่วนตัวเห็นว่าจะต้องยึดโยงกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมู่

นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ กกต. เร่งรัดการพิจารณาการถือหุ้นสื่อ ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง วันนี้จึงมาให้ถ้อยคำต่อ กกต. เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบความเสียหายขึ้นในวงกว้าง พร้อมขอเรียกร้องไปยังพรรคก้าวไกลว่า

พรรคก้าวไกลและนายพิธา ผ่านความชอบธรรมในการที่จะถูกเสนอชื่อไปเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลคือ กกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนผลการเลือกตั้ง เพื่อรับรองผลการเลือกตั้งให้ครบ 95% หรือ 476 คน เพื่อให้สามารถเปิดสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี

โดยจะขอให้ กกต. พิจารณาว่าหาก กกต. จะส่งรายชื่อของนายพิธาที่มีข้อร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทยจะกล้าทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ในขณะที่ กกต.ก็ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ประเทศไทยก็จะมีช่องว่างในการปกครอง และหากมีรัฐบาลรักษาการก็ไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่

“วันนี้มาเร่งรัดและสอบถามไทม์ไลน์การพิจารณาของ กกต. เพื่อให้ประชาชนรู้ความจริงว่าจะมีนายกฯ ได้เมื่อไหร่  และถ้าหากว่านายพิธาถือหุ้นจริง ก็จะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองใครเป็นพิเศษ  แต่เชื่อว่านายพิธาขาดคุณสมบัติ ส่วนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ก็มีความเป็นไปได้จากทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าคนไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและเคารพกฎหมาย ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร”

‘เพื่อไทย’ รับฟังท่าทีคนเสื้อแดง – ย้ำจุดยืน หนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549904

29 พ.ค. 2566

'เพื่อไทย'  รับฟังท่าทีคนเสื้อแดง - ย้ำจุดยืน หนุน 'พิธา'  นั่งนายกฯ

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประเสริฐ จันทรรวงทอง แจงความเคลื่อไหวกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ถือเป็นเรื่องที่รับฟัง แต่แนวทางของพรรคชัดเจนคือการเดินหน้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล หนุน “พิธา ลิิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ ปัดข่าวดีลลับทุกอย่าง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง   เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย  เรียกร้องให้ “เพื่อไทย”  ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลว่า   ทั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดง เป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์  ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้  ทางกลุ่มก็มีสิทธิที่เสนอความเห็นต่างต่อพรรคได้ แต่พรรคเพื่อไทยก็มีหน้าที่ที่บริหารความต่างให้เป็นความเห็นร่วมกัน ตามที่หัวหน้าพรรคได้ให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนจะหยิบยกเข้ามาพูดคุยหรือไม่นั้น ทุกความเห็นจะนำไปสู่การหารืออยู่แล้ว  อย่างไรก็ตามพรรคยังยืนยันว่า จะดำเนินตามเจตนารมณ์ในที่ลงไว้ในบันทึกความร่วมมือ   MOU ที่จะสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนเรื่องตำแหน่งประธานสภา และการตำแหน่งคณะรัฐมนตรีนั้น  ในวันพรุ่งนี้ ( อังคารที่ 30 ) ทั้ง  8 
 พรรค   จะหารือร่วมกัน ณ ที่ทำการพรรคประชาชาติ   ขณะเดียวกันจะมีการพูดคุยกันในตำแหน่งประธานสภา เป็นเรื่องที่  “เพื่อไทย” กับพรรคก้าวไกล  จะหารือกัน  2 พรรคเท่านั้น และจะไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมอื่น ๆ   “เรื่องตำแหน่งประธานสภา ขอเวลาอีก 2-3 วัน จะได้ความชัดเจนและจะมีการพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็อยากให้เอาเหตุผลมาคุยกันว่า ในเมื่อพรรคก้าวไกล ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาก็น่าจะเป็นของพรรคเพื่อไทยมาทำหน้าที่ได้หรือไม่” 

นายประเสริฐ กล่าวว่า  กรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาปฏิเสธเรื่องดีลลับ อดีตนักการเมืองพยายามหารือสกัดพรรคก้าวไกล   โดยนายชูวิทย์ กลมวิศิษฎ์ โพสต์ถึงดีลลับดับก้าวไกลตั้งรัฐบาล เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้พูดมาหลายรอบแล้วในกรณีนี้ว่า ไม่มีดีลลับอย่างแน่นอน และยังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่เคยให้ไว้ตั้งแต่หลังผลการเลือกตั้งออกมา ไม่มีดีลไม่มีอะไรทั้งสิ้น   สำหรับข่าวที่ออกมาในช่วงเวลาต่อเนื่องนั้น ตนไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงออกมา และมีวัตถุประสงค์อะไร และขอให้ดูการกระทำมากกว่าคำพูด 

'เพื่อไทย'  รับฟังท่าทีคนเสื้อแดง - ย้ำจุดยืน หนุน 'พิธา'  นั่งนายกฯ

“กลุ่มคนเสื้อแดง FC พรรคเพื่อไทย”  เข้าไปยื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย เสนอให้พรรคถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล  โดยระบุถึงการที่พรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับเกียรติจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล

.

ภาพ โดย  NATION PHOTO

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2697451

"ดร.สมนึก-ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน" ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรพระราชินี

29 พ.ค. 2566 04:57 น.

  • อินทรีเหล็ก

“ดร.สมนึก-ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน” ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรพระราชินี

@ดร.สมนึก สงวนสิน และ ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน บ.พระรามเก้า ฮอนด้าคาร์ส์ และปิ่นเกล้า ฮอนด้าคาร์ส์ กรุ๊ป ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยมี ชยกร สงวนสิน มาร่วมในพิธีด้วย ที่ ททบ.5 วันก่อน.@

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2566

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่รายงานผลการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป 2566 อย่างเป็นทางการครบ 100%….สรุปมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ร้อยละ 75.71 หรือ 39,514,973 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,195,920 คน…..ผลการนับคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต แยกเป็น บัตรดี 37,190,071 ใบ ร้อยละ 94.1….บัตรเสีย 1,457,899 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.69…ลงคะแนนไม่เลือกใคร 866,885 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.19…..แบบบัญชีรายชื่อ ผู้มาใช้สิทธิ 39,514,964 คน หรือร้อยละ 75.71….มีการตั้งข้อสังเกตว่า บัตรเสีย มีจำนวนมากผิดปกติ จำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ จำนวนไม่เท่ากัน…..จำนวน ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อจำนวนน้อยกว่าแบบแบ่งเขตอยู่ 9 คน….โดยให้เหตุผลว่า มีคนรับบัตรลงคะแนนไปแค่ใบเดียว…..พรรคเพื่อไทย และ ก้าวไกล ได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่ากันคือ 112 คน…..ภูมิใจไทย 68 คน พลังประชารัฐ 39 คน….รวมไทยสร้างชาติ 23 คน ประชาธิปัตย์ 22 คน ชาติไทยพัฒนา 9 คน ประชาชาติ 7 คน….ไทยสร้างไทย 5 คน เพื่อไทรวมพลัง 2 คน และ ชาติพัฒนากล้า 1 คน…….รวม 400 คน….. ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล มาเป็นอันดับ 1 14,438,851 คะแนน ได้ ส.ส. 39 คน รวมเป็น 151 คน เพื่อไทย ได้ 10,962,522 คะแนน ได้ ส.ส. 29 คน รวมเป็น 141 คน….. รวมไทยสร้างชาติ เป็นอันดับ 3 จำนวน 4,766,408 คะแนน ได้ ส.ส. 13 คน รวมเป็น 36 คน…..ภูมิใจไทย ได้ 1,138,202 คน ได้ ส.ส. 3 คน รวมเป็น 71 คน …..ประชาธิปัตย์ 925,349 คะแนน ได้ ส.ส. 3 คน รวมเป็น 25 คน…..ประชาชาติ ได้ 602,645 คะแนน ได้ ส.ส. 2 คน รวมเป็น 9 คน….อีก 11 พรรคประกอบด้วย พลังประชารัฐ, เสรีรวมไทย, ไทยสร้างไทย, ประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, ชาติพัฒนากล้า, ท้องถิ่นไทย, ชาติไทยพัฒนา, เป็นธรรม, พลังสังคมใหม่ และครูไทยเพื่อประชาชน….ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไปอีกพรรคละ 1 ที่นั่ง…….ภายใน 60 วันหลังจากวันลงคะแนนเลือกตั้ง กกต.จะมีการประกาศรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ อย่างน้อยร้อยละ 95 เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภา เลือกประธานสภาฯ และ รองประธานสภาฯ

ปรากฏว่าเกิดกรณี พรรคเล็กจำนวน 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลัง มี ลิขสิทธิ์ ใสกระจ่าง เป็นหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อชาติไทย มี คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล เป็นหัวหน้าพรรค และ พรรคแรงงานสร้างชาติ มี มนัส โกศล เป็นหัวหน้าพรรค…ได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อระหว่าง 1.5-1.7 แสนคะแนน…แต่ ไม่ได้ ส.ส. จากการเลือกตั้งในครั้งนี้….โดยนัดหารือกันในวันนี้ เพื่อยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใหม่….อ้างว่าตามที่ กกต.ตั้งเป้าบัตรเสีย ไว้ไม่เกินร้อยละ 2 แต่ปรากฏว่า แบบแบ่งเขต มี บัตรเสีย ถึงร้อยละ 3.69 และ แบบบัญชีรายชื่อ มี บัตรเสีย อีกร้อยละ 3.82 ….มีเหตุให้เชื่อว่า กกต.มีการรวมคะแนนและคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อผิดปกติ….พบว่า มีการบวกเพิ่มจำนวนบัตรดี เข้าไป 507,277 ใบ…เกินจำนวนไป 297,149 ใบ….ทำให้พรรคเล็กเสียโอกาส….และทำให้ พรรคใหญ่บางพรรค ได้โอกาสนี้ไป ไม่ต่ำกว่า 3 พรรค…..“อินทรีเหล็ก” ชักได้กลิ่นทะแม่งชอบกล โดยเฉพาะ กลิ่นไม่ค่อยดีที่ออกมาจาก กกต. ….อาจจะเป็นเหตุทำให้ ต้องมีการนับคะแนนกันใหม่ หรือถึงขั้นทำให้ การเลือกตั้ง ครั้งนี้ เป็นโมฆะ…..โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดนี้ที่อาจจะซ้ำรอยในอดีต …..ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ประเด็นตำแหน่ง ประธานสภาฯ ชิงดำระหว่าง ก้าวไกล กับ เพื่อไทย….ฝ่ายก้าวไกล ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้เหตุผล 3 วาระที่ก้าวไกลต้องได้ประธานสภาฯ…ผลักดันกฎหมายก้าวหน้า….มากกว่า 478 ฉบับ…..การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ….และหลักการ รัฐสภาโปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม….ฝ่ายเพื่อไทย อดิศร เพียงเกษ ส.ส.เพื่อไทย ย้ำจุดยืน พรรคร่วมรัฐบาลต้องแบ่งปัน ถึงจะอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น…..วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ…ตามธรรมเนียมปฏิบัติเป็นโควตา ของพรรคอันดับ 1 ไม่ควรมีความขัดแย้งเพราะจะกระทบกับความเชื่อมั่น…..พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย…ควรคุยหาทางออกร่วมกัน เห็นด้วยในกรณีเป็น ประธานสภาฯคนกลาง และ มีความอาวุโส เช่น วันมูหะมัดนอร์ มะทา….. และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกฯ… ออกมาตัดบท ควรหาทางออกร่วมกัน แต่ ไม่ถึงขนาดต้องไปโหวตแข่งกันในสภา…..ส่วน ข้อพิพาท ระหว่าง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว กับ น.ต.ศิธา ทิวารี…. ที่เปิดศึกวิวาทะใน โซเชียล ไม่จบ….. โดยเฉพาะการออกมาเปิดโปงของ น.ต.ศิธา ระบุ MOU วรรคแรกเป็นของ เพื่อไทย ทั้งดุ้น….เรื่องของ มรรยาท ทาง การเมือง เป็นเรื่องพฤติกรรมของแต่ละบุคคล…..และไม่เป็นประเด็น ในการร่วมรัฐบาล ระหว่าง ก้าวไกล กับ เพื่อไทย อย่าไปแซะให้ยาก…..แต่จะเป็นประเด็นถ้า เพื่อไทย ต้องเป็น แกนนำตั้งรัฐบาล…..ที่จะไม่มี ไทยสร้างไทย ในพรรคร่วมรัฐบาล…..เลยต้องดักคอเอาไว้ล่วงหน้า ใช่ไม่ใช่

ปิดฉากการเมือง มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์ข้อความ ขอเบรกการเมือง ลาออกจาก หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เตรียมเป็น ยูทูบเบอร์ เต็มคาราเบล…..ส่วน ชูวิทย์ กลมวิศิษฎ์ ยูทูบเบอร์รุ่นพี่ แนะให้จับตาปมตั้งรัฐบาลของ พรรคก้าวไกล และ เพื่อไทย…กลิ่นความเจริญเริ่มจางหาย มีทั้งเสียงขู่และเสียงปลอบจากเพื่อไทย ชิงตำแหน่งประธานสภาฯ…..ตอนแก้ MOU เพื่อไทย ให้ตัดข้อความ นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดออก ให้คงไว้แค่ กัญชาทางการแพทย์ เท่านั้น…ถึงบางอ้อ ใครลับลวงพราง…พรรคบ้ากัญชาโผล่มาในสมการสูตรใหม่…..เจริญพร

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านการตลาดในประเทศ ททท. ปลุกกระแส เที่ยวข้ามภาค จัดยิ่งใหญ่มหกรรมเที่ยวข้ามภาค ครั้งที่ 1 เที่ยวไทยมีแต่ได้กับได้ เพิ่มอัตราการพักค้างคืน พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง คิกออฟครั้งแรก กทม. ระหว่าง 1-4 มิ.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รับโชค 3 ชั้น แจก แลก เล่นลุ้นรางวัลเงินสด 1 แสนบาท.

“อินทรีเหล็ก”

เลือกตั้งตุรกี การกลับมาของเอร์โดอัน ส่งผลอย่างไรต่ออนาคตชาวตุรกี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697425

เลือกตั้งตุรกี การกลับมาของเอร์โดอัน ส่งผลอย่างไรต่ออนาคตชาวตุรกี

29 พ.ค. 2566 10:33 น.

เลือกตั้งตุรกี การกลับมาของเอร์โดอัน ส่งผลอย่างไรต่ออนาคตชาวตุรกี

  • ผลการเลือกตั้งรอบ 2 เพื่อสรรหาประธานาธิบดีตุรกี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2566 ออกมาว่า ประธานาธิบดี “เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน” คว้าชัยชนะท่วมท้นเหนือนาย “เคมาล คิลิกดาโรกู” ผู้ท้าชิงจากพรรคฝ่ายค้าน หลังจากการเลือกตั้งรอบแรก ไม่มีผู้ใดชนะคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง 
  • ระหว่างการหาเสียงประธานาธิบดีเอร์โดอัน ให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะนำพาตุรกีเข้าสู่ยุคใหม่ โดยประกาศรวมใจชาวตุรกีเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ท่ามกลางความท้าทายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และวิกฤติค่าครองชีพสูง
  • ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหวั่นเกรงว่า การกลับมาผงาดสู่อำนาจอีกครั้งของประธานาธิบดีเอร์โดอัน จะนำพาชาวตุรกีไปสู่ปัญหาความแตกแยกที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต  

ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีตุรกี ที่จัดขึ้นเป็นรอบที่ 2 ตุรกี ออกมาอย่างเป็นทางการว่า ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน แห่งพรรคความยุติธรรมและการพัฒนา (Justice and Development) ชนะเลือกตั้ง ไปด้วยคะแนนเสียง 52.14% ขณะที่คู่แข่งของเขา คือนายเคมาล คิลิกดาโรกลู จากกลุ่มพรรคพันธมิตรฝ่ายค้าน ได้คะแนนไป 47.86%

นายอาห์เหม็ด เยเนอร์ ประธานสภาสูงสุดเพื่อการเลือกตั้งของตุรกี (Supreme Election Council) เปิดเผยว่า ผลเลือกตั้งออกมาภายหลังนับคะแนนไปได้ 99.43% โดยประธานาธิบดีเอร์โดอัน มีคะแนนนำนายคิลิกดาโรกลู อยู่กว่า 2 ล้านเสียง และถึงแม้นับคะแนนครบ 100% ก็ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงผลเลือกตั้งได้

ชัยชนะครั้งนี้ ส่งผลให้นายเอร์โดอัน ได้อยู่ในตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี หลังจากที่ปกครองตุรกีมาแล้วร่วม 20 ปี ถือเป็นผู้นำที่ปกครองตุรกียาวนานที่สุดนับตั้งแต่ มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก ผู้ก่อตั้งประเทศตุรกีสมัยใหม่ หลังการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมัน เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน

เสียงสะท้อนหลังประกาศผลเลือกตั้ง

ในช่วงไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง บรรดาโพลหลายสำนักต่างชี้ว่า นายเอร์โดอันจะชนะ ได้กลับมาบริหารประเทศต่อ ซึ่งปรากฏว่าผลออกมาตามที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมืองตุรกีมองว่า ในการเลือกตั้งรอบตัดเชือกนี้ ประธานาธิบดีเอร์โดอันเอาชนะคู่แข่งไปด้วยคะแนนเพียง 52% เท่านั้น สะท้อนว่าประชาชนอีกเกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้พอใจกับการทำงานของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสักเท่าไหร่ 

ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมองว่า นายคิลิกดาโรกลู ไม่ได้ถือว่าเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อสำหรับแคมเปญเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ แม้ว่าเขาจะผ่านเข้ามาชิงชัยกับประธานาธิบดีเอร์โดอัน ในรอบสุดท้าย แต่ในรอบแรกเขาสามารถดึงคะแนนจากกลุ่มผู้สนับสนุนเอร์โดอันมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

จนถึงตอนนี้นายคิลิกดาโรกลู ยังไม่ยอมประกาศรับความพ่ายแพ้ และยังระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าไม่เป็นธรรมที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา 

ด้านประธานาธิบดีเอร์โดอัน วัย 69 ปี ประกาศชัยชนะและกล่าวปราศรัยต่อผู้สนับสนุนในนครอิสตันบูล ว่าผู้ชนะที่แท้จริงในวันนี้คือตุรกี พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่มอบความรับผิดชอบให้เขาบริหารประเทศไปอีก 5 ปี

ที่ผ่านมา นายเอร์โดอันได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มประชาชนที่มีแนวคิดชาตินิยมและอนุรักษนิยม โดยที่ผ่านมา เขาเน้นหาเสียงโจมตีคู่แข่งในประเด็นเรื่องเสรีนิยม และเรียกคู่แข่งคนสำคัญของเขาว่า เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ

ด้านประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกมากล่าวแสดงความยินดีต่อชัยชนะของประธานาธิบดีเอร์โดอันในครั้งนี้ พร้อมกล่าวว่า ฝรั่งเศสและตุรกีมีความท้าทายใหญ่หลวงร่วมกัน

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ รัสเซีย อังกฤษ อิหร่าน อิสราเอล บราซิล อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย ต่างแสดงความยินดีไปยังนายเอร์โดอัน หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอร์โดอันพยายามอย่างมากที่จะขยายอิทธิพลเข้าไปในตะวันออกกลาง โดยใช้แนวทางที่ประนีประนอมและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ความท้าทายของผู้นำตุรกี

ประธานาธิบดีเอร์โดอันใช้เวลา 2 ทศวรรษ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตุรกีให้เป็นไปตามแนวคิดของเขา โดยเน้นการรวมอำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดี เขายังกำจัดศัตรูทางการเมืองและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจบางเรื่องอาจไม่ตรงกับแนวทางศาสนามากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาได้รับความสนับสนุนในพื้นที่หลายแห่งของตุรกีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 2 ครั้ง บริเวณทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ชาวตุรกีและซีเรียเสียชีวิตมากกว่า 50,000 ศพ

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งรอบแรกที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิถึง 88.8% ผลออกมาว่า นายเอร์โดอัน ได้คะแนนเสียงมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยได้คะแนน 49.51% ส่วนนายคิลิกดาโรกูล ได้ไป 44.88% และนายซีนัน โอกัน ผู้สมัครจากพรรคชาตินิยม ตามมาเป็นอันดับสามได้เสียงสนับสนุน 5.17% ส่วนประเด็นที่ชาวตุรกีมีความกังวลสูงสุด คือสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่อัตราเงินเฟ้อทะยานขึ้นถึง 85% นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเดินหน้าฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว 

ผลคะแนนเลือกตั้งทำให้หลายคนสงสัยว่า เพราะเหตุใดผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ถึงยังเลือกเอร์โดอัน แม้ประเทศจะเจอวิกฤติเศรษฐกิจ และรัฐบาลยังตอบสนองอย่างล่าช้า ต่อเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 50,000 ศพ โดยการกลับมาบริหารประเทศในสมัยใหม่นี้ ผู้นำตุรกีจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่

ขณะที่ นายโซลี โอเซล ศาสตราจารย์ด้านการเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยคาดีร์ ฮาส ในนครอิสตันบูล มองว่า เอร์โดอันเป็นนักการเมือง “เทฟลอน” ที่ลื่นไหลเก่งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นทักษะการบริหารประเทศแบบที่บรรดาคู่แข่งของเขาไม่มี 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอร์โดอัน พยายามแสดงความเป็นกลางในเวทีการเมืองโลก ในฐานะเป็นสมาชิกนาโต และพันธมิตรชาติตะวันตก แต่ก็มีความใกล้ชิดกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ช่วงสงครามยูเครน เรายิ่งได้เห็นท่าทีชัดเจนของตุรกี ที่รักษาความเป็นพันธมิตรกับฝั่งตะวันตก แต่บ่อยครั้งก็แสดงความเป็นมิตรสนับสนุนรัสเซีย 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ประธานาธิบดีตุรกียังมีความจำเป็นยอมรับความท้าทาย และต้องบริหารประเทศตามแนวทางชาตินิยมต่อไป เนื่องจากประชาชนมีความคิดเห็นไปในทางชาตินิยมและอนุรักษนิยมมากขึ้น 

ผู้เขียน เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล CNN Guardian 

ตร.อิตาลีมึน เร่งตรวจสอบน้ำในคลองเวนิสกลายเป็นสีเขียวไม่ทราบสาเหตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697622

ตร.อิตาลีมึน เร่งตรวจสอบน้ำในคลองเวนิสกลายเป็นสีเขียวไม่ทราบสาเหตุ

29 พ.ค. 2566 08:31 น.

ตร.อิตาลีมึน เร่งตรวจสอบน้ำในคลองเวนิสกลายเป็นสีเขียวไม่ทราบสาเหตุ

ตำรวจเมืองเวนิส และผู้เชี่ยวชาญเร่งตรวจสอบ น้ำในคลอง “แกรนด์ คาแนล” ซึ่งเป็นคลองสายหลักเส้นทางคมนาคมและท่องเที่ยวที่สำคัญใจกลางเมืองเวนิส ได้กลายเป็นสีเขียวมรกต โดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2566 สำนักข่าว BBC รายงานว่า ตำรวจเมืองเวนิส ของอิตาลี เร่งตรวจสอบหาสาเหตุน้ำในคลอง “แกรนด์ คาแนล” (Granc Canal) ซึ่งเป็นคลองสายหลักเส้นทางคมนาคมและท่องเที่ยวที่สำคัญใจกลางเมืองเวนิส ได้กลายเป็นสีเขียวสด โดยไม่ทราบสาเหตุ

นายลูกา ซาอี นายกเทศมนตรีเวนิส เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า จู่ๆ น้ำในคลองหลัก ได้เปลี่ยนเป็นสีเขียว โดยน้ำสีเขียวมีการแผ่ขยายไปจนถึงบริเวณสะพานริอัลโต จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ขณะที่ทางการเมืองเวนิสเปิดเผยว่า ได้แจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบหาสาเหตุแล้วเพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากสงสัยว่าอาจมีใครมาแอบทิ้งสารเคมีลงน้ำ ขณะที่บรรดานักสิ่งแวดล้อมก็ได้เข้าร่วมการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน

ด้านสื่อท้องถิ่นของอิตาลี รายงานว่า ตำรวจยังได้เข้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดในการปล่อยสารเคมีลงแหล่งน้ำ ขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ใกล้จะมีการแข่งขันพายเรือ “โวลกาลองกา” (Volgalonga) ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ขณะที่บรรดาผู้ใช้โซเชียลมีเดียระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คล้ายๆ กับกรณีที่เคยเกิดขึ้นในปี 2511 เมื่อศิลปินอาร์เจนตินา “นิโคลัส การ์เซีย อูริบูรู” ย้อมสีน้ำในแรนด์ คาแนล เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น.

รัสเซีย-ยูเครนเจรจาวนในอ่าง ยังไม่ได้ข้อยุติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697630

รัสเซีย-ยูเครนเจรจาวนในอ่าง ยังไม่ได้ข้อยุติ

29 พ.ค. 2566 07:24 น.

รัสเซีย-ยูเครนเจรจาวนในอ่าง ยังไม่ได้ข้อยุติ

ขณะที่กองทัพรัสเซียปฏิบัติการโจมตีกรุงเคียฟของยูเครน ด้วยฝูงโดรน ฆ่าตัวตายครั้งรุนแรง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.นั้น ในวันเดียวกัน นายมิคาอิล กาลูชิน รมช.ต่างประเทศรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า รัฐบาลรัสเซียเชื่อว่าการหาข้อยุติความขัดแย้งอย่างสันติยังคงเป็นไปได้ แต่ก็ต่อเมื่อรัฐบาลยูเครนมุ่งมั่นที่จะแสดงจุดยืนความเป็นกลาง ยอมรับสภาพความเป็นจริงทางด้านดินแดน กองทัพยูเครนหยุดความเป็นปฏิปักษ์และชาติตะวันตกหยุดการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ช่วยเหลือยูเครน

ทั้งนี้ นายกาลูชินยังระบุว่า สันติภาพที่ทนทานคือการที่ยูเครนกลับไปสู่สถานะความเป็นกลาง ไม่เข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม นายมิคาอิล โปลโดยัก ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครน แสดงจุดยืนว่า สำหรับยูเครนมีข้อเรียกร้องคือ ให้ทหารรัสเซียถอนกำลังไปทั้งหมด ส่งตัวอาชญากรสงครามมาให้ยูเครน สร้างเขตกันชนขึ้นในพรมแดนรัสเซีย และยอมสละทรัพย์สินของรัสเซียในต่างแดน ที่ถูกประเทศต่างๆยึดไว้ ส่วนนายอันเดรย์ เคลิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร มองว่าจะรบกันนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับชาตินาโต พร้อมคุยว่า รัฐบาลรัสเซียยังไม่ได้เอาจริงในเหตุความขัดแย้งครั้งนี้.