ติดตามความม่วนอีหลีของพวกเขาได้ในรายการ“วันเดย์วิทแมทธิวหนึ่งวันมันดีตีซี้คนดัง (One Day With Matthew)” ในวันศุกร์ที่26พฤษภาคมนี้เวลา22.30น. ทางช่องMONO29
ยั่วยุปลุกปั่นที่มุ่งร้ายให้เกิดความรุนแรงต่อผู้อื่น (Dangerous Speech and Incitement of Violence) รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อหวังผลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครที่ถูกมุ่งเป้า (Doxxing) และการใช้เครือข่ายบัญชีผู้ใช้งานปลอม (Network of Coordinated Accounts) ตลอดจนวิธีการหลากหลายเพื่อลดหรือเพิ่มแนวโน้มที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจะเห็นข้อความของผู้สมัครคนหนึ่งหรือพรรคหนึ่งๆในหน้าฟีดของตน
ทีมงานตั้งข้อสังเกตด้านล่างเกี่ยวกับพฤติกรรมอันน่าสงสัยของบางบัญชี อันจะเป็นฐานให้ทีมได้วิเคราะห์แนวโน้มของบัญชีเหล่านี้ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้งต่อไป สำหรับข้อสังเกตเบื้องต้นต่อพฤติกรรมของเครือข่ายบัญชี จากรูปข้างต้น (รูปที่ 1) ตีความได้ว่ากลุ่มบัญชีที่เกี่ยวข้องกับพรรค A และพรรค C โต้ตอบกันไปมาข้ามชุมชนอย่างคึกคัก เมื่อเทียบกับกลุ่มบัญชีที่เกี่ยวข้องกับพรรค B ซึ่งดูเหมือนคุยกันภายในกลุ่ม และมีลักษณะแยกตัวออกจากเครือข่ายบัญชีของพรรค A และพรรค C
ซึ่งเมื่อเทียบกับพรรค B แล้วดูเหมือนพรรค A และพรรค C ใช้ทวิตเตอร์ในการสื่อสารอย่างมาก โดยบัญชีทวิตเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก เป็นบัญชีทางการของพรรคและบัญชีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค A รองลงพรรคคือบัญชีทางการของพรรค C ซึ่งข้อมูลนี้ตีความได้หลายทิศทาง เช่น หากผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ในไทยคือประชากรอายุราว 20-35 ปี อาจแสดงว่าฐานเสียงของพรรค A คือประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งใช้ทวิตเตอร์เพื่อสื่อสารกับพรรค
ทีมจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นบัญชีของคนทั่วไป จะมีช่วงที่นอนหรือพักบ้างต่อให้เสพติดโซเชียลมีเดียแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ บัญชีต้องสงสัยของพรรค A มักแห่แหนกันตอบข้อความที่มาจากบัญชีทางการของพรรค A โดยมากข้อความเหล่านี้ให้กำลังใจและสนับสนุนพรรค เช่น ใช้การแสดงสัญลักษณ์ การสนับสนุนด้วยอิโมจิอย่างเดียวเท่านั้นและโพสต์ค่อนข้างถี่ทั้งนี้อาจตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นไปเพื่อต้องการเพิ่มยอดการมองเห็น (visibility) หรือไม่
ในทางกลับกัน พรรค B มีเครือข่ายชุมชนในทวิตเตอร์ที่เล็กและหนาแน่นน้อยกว่าอีก 2 พรรค และแต่ละบัญชีค่อนข้างกระจายตัว อาจแปลได้ว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ในไทยมิใช่กลุ่มลูกค้าหลักของพรรค B หรือหากมีกลุ่มลูกค้าหลักอยู่บ้าง ดูเหมือนพฤติกรรมของผู้ใช้บัญชีในเครือข่ายพรรค B ในช่วงแรกของการหาเสียงมีความเฉื่อยในการสื่อสาร ซึ่งต่างจากธรรมชาติของทวิตเตอร์อันเป็นพื้นที่หลักของคนรุ่นใหม่ซึ่งมักโต้ตอบไปมา จนสร้างบรรยากาศการสนทนาทางการเมืองที่ร้อนแรงในบางครั้ง
แม้จะเล็กและเฉื่อย แต่การที่พรรค B ยังคงปรากฏตัวบนเครือข่ายบัญชีในทวิตเตอร์อยู่ พาให้ตั้งข้อสงสัยต่อเหตุจูงใจประการอื่น เช่น อาจจะบัญชีเหล่านี้มุ่งบ่มเพาะชุดความคิดผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่อาจมีอุดมการณ์ใกล้เคียงกับพรรคแม้จะเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กก็ตาม หรือพยายามจุดกระแสในบางประเด็นเพื่อให้ผู้สนับสนุนพรรคกลุ่มเล็กๆในทวิตเตอร์ ขยายประเด็นนี้ต่อในพื้นที่โซเชียลมีเดียอื่น เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook)ไลน์ (Line) หรือ ติ๊กต็อก (TikTok) ซึ่งผู้สนับสนุนพรรค B ส่วนใหญ่อาจนิยมใช้มากกว่า
นอกจากนี้บัญชีต้องสงสัยในเครือข่ายของพรรค B มีอย่างน้อยสี่บัญชีใหญ่ (ให้สังเกตดีๆ ที่จุดสีม่วงเข้มในวงกลมสีม่วงข้างต้น) และแสดงพฤติกรรมบางประการที่ผิดปกติจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่เป็นบุคคล เช่น บางบัญชีไม่โพสต์อะไรเลยตลอดทั้งวัน ในทางตรงข้ามบางครั้งก็โพสต์ถี่ๆ แบบไม่มีช่วงพัก ตลอด 24 ชั่วโมง บางบัญชีก็โพสต์มากกว่า 300 โพสต์ โดยบัญชีที่ขยันที่สุดมีจังหวะพักเพียง 23 วินาที โดยเนื้อหาของโพสต์จำนวนมากมักโจมตีพรรค A และ C และถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายผู้สนับสนุน พรรค B อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันบางบัญชีที่ต้องสงสัยก็มุ่งโพสต์แต่ข้อความอวยพรรค B
เห็นได้ชัดว่า พรรค A มีผู้สนับสนุนจำนวนมาก โดยเอกลักษณ์ประการหนึ่งของบัญชีเหล่านี้คือ การเน้นรีทวิต (Retweet) ไลค์ (Like) ตอบกลับ ในทางหนึ่งเราหลายคนก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เวลาใช้โซเชียลมีเดีย แต่บัญชีของบุคคลทั่วไปมักจะมีรูปแบบของพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น มีการโพสต์เนื้อหา รีทวิต และตอบกลับข้อความคนอื่น แต่บัญชีผู้สนับสนุนของพรรค A หลายบัญชีมีพฤติกรรมเชิงเดี่ยวมากกว่ามีพลวัต แง่นี้จึงต่างจากพฤติกรรมของผู้สนับสนุนพรรค B และ พรรค C