HatoBito ! พร้อมปล่อย ซิงเกิ้ลใหม่ ‘Fuji San(ฟูจิซัง)’ วันที่ 26 มิถุนายน นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/736934

HatoBito ! พร้อมปล่อย ซิงเกิ้ลใหม่  'Fuji San(ฟูจิซัง)' วันที่ 26 มิถุนายน นี้

HatoBito ! พร้อมปล่อย ซิงเกิ้ลใหม่ ‘Fuji San(ฟูจิซัง)’ วันที่ 26 มิถุนายน นี้

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.19 น.

HatoBito (ฮา-โตะ-บี-โตะ) เป็นคําเลียนเสียงภาษาญี่ปุ่น ที่หมายถึงคําว่า Heart Beat ในภาษาอังกฤษ ซึ่งความหมาย และที่มาของคำตรงกับคาแร็คเตอร์ของน้อง ๆ ไอดอลที่คอยให้กำลังใจ และความสุขทั้งหลายแก่แฟนคลับ ซึ่งที่มาของวงริเริ่มจากผู้ก่อตั้งที่คว่ำหวออยู่กับสายงาน ” Advertising and Digital Marketing “ มามากกว่า 16 ปี และคลุกคลีกับ Inside ต่าง ๆ ของ Consumers ดังนั้นจึงมีความเชื่อในความสามารถ และศักยภาพที่หลากหลายของเด็กยุคใหม่ เลยอยากเป็นเวทีโชว์ความสามารถเหล่านั้น และสานฝันให้เป็นจริง นอกจากนั้นยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน ในการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ แถมยังช่วยเติมพลังชีวิตให้แก่คนหลาย ๆ คนได้

HatoBito เป็นวงไอดอลไทยที่มีความน่ารัก สดใส ณ ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกจํานวนทั้งหมด 14 คน (ปัจจุบันสมาชิก 1 คน อาศัยอยู่ต่างประเทศ) และมีมาแล้วทั้งหมด 2 รุ่น ที่พร้อมสร้างสีสันบนเวทีที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากวงไอดอลญี่ปุ่น และ ณ นาทีนี้ได้เวลาเปิดตัวกันแล้วกับ Episode ใหม่ของวงภายใต้คอนเซปต์ “ The Real Journey “ ซึ่งที่มาของชื่อ การเดินทางต่อไปหลังจากนี้ที่ HatoBito จะเป็นก้าวเดินสำคัญต่อไปในอนาคต ซึ่งในทุกก้าวเดินทุกเส้นทางไม่ได้ง่าย และต้องคงความพยายามไว้ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ส่งต่อมาจาก HatoBito รุ่นที่ 1 สู่รุ่น 2 และรุ่นต่อ ๆ ไป นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโชว์แบบ Real Stage หรืองาน Event ต่างๆ รวมไปถึง Merchadise ที่ครีเอทออกมาแบบละเอียดรอบคอบในทุก ๆ ขั้นตอน เพื่อมอบความสุข และความประทับใจให้แก่แฟนคลับได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าเป็นการเริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้งของเหล่าเจ้าก้อนชมพู ซึ่งจะเป็นการเดินทางที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ในมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม 

การเปิดตัวครั้งแรกของ The Real journey ครั้งนี้ HatoBito ได้สร้างปรากฎการณ์และความประทับใจด้วยการซิงเกิ้ลใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นซิงเกิ้ลที่ 6 จากเพลงที่มีทั้งหมดของวง โดยให้ชื่อว่า “ ฟูจิซัง (Fuji-San) “ เพลงนี้ได้ คุณเต้ จากวง electric.neon.lamp. มาเป็น Music Director ซึ่งเพลงนี้ประกอบไปด้วยเมมเบอร์ทั้งหมด 7  คน ได้แก่ แพร(เซ็นเตอร์), เข็ม, พาย, ซัมเมอร์, ปั้นหยา, สมายด์, และวิว ซึ่งแนวเพลงแน่นอนว่าเป็นสไตล์ J-POP เนื้อหาเพลงเกี่ยวกับกลุ่มเด็กสาวกลุ่มหนึ่ง ที่มีความใผ่ฝันอยากจะเดินทางไปให้ถึงภูเขาไฟฟูจิให้ได้สักครั้งในชีวิต ซึ่งเป็นการเดินทางที่เปรียบเสมือนการค้นหาแรงบันดาลใจของตนเอง และเป็นการตั้งเป้าหมายในชีวิต ที่เรามีสิ่ง ๆ หนึ่งที่อยากจะไปให้ถึงให้ได้ในสักวัน และแน่นอนว่าตรงกับคอนเซ็ปท์ของ The Real Journey แบบไม่ต้องสงสัย แต่นอกจากนั้น ที่สำคัญที่สุด การเดินทางตามหาแรงบันดาลใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเดินทางที่เราอยากจะไปเพียงคนเดียว แต่เป็นการเดินทางที่อยากจะพาคนข้าง ๆ ไปให้ถึงจุดนั้น นั่นหมายถึงเหล่าแฟนคลับของวง ไปยังเป้าหมายไปพร้อม ๆ กัน โดยเพลงนี้ได้ “ คุณข้าว, วง Fellow Fellow “ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงสไตล์ T-POP มากมายมาร่วมเขียนเนื้อร้องให้กับเพลงฟูจิซัง (Fuji-San) ในครั้งนี้ด้วย และในส่วนดนตรีได้โปรดิวเซอร์มือทองอย่าง “ คุณเมฆ, วง Machina “ มาร่วมในการทำเพลงนี้อีกด้วย ฟูจิซัง (Fuji-San) ถือว่าเป็นเพลงที่รวมตัวคนทำเพลงแนวหน้าของวงการเพลงเลยก็ว่าได้ ซึ่งเพลงนี้ได้มีการไปถ่ายทำ MV กันที่ประเทศญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว เตรียมพบกับเพลงฟูจิซัง (Fuji-San) และ MV ผ่านทุกช่องทางได้ในวันที่ 26 มิถุนายน 2023 นี้ด้วยกัน 

สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: HatoBito / Twitter: @HatoBito_TH / Instargream: hatobito_official

เริ่มแล้ว! สอศ.จัดงานสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737180

เริ่มแล้ว! สอศ.จัดงานสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา

เริ่มแล้ว! สอศ.จัดงานสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.21 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ได้จัดงาน “สุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา” การแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปี พ.ศ.2566 โดยมีนายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิด ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวรายงานการจัดงาน และผู้บริหาร ครู บุคลากรอาชีวศึกษา นักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมงาน ณ ห้อง Grand Diamond Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี

นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านหุ่นยนต์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อต้องการให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้การสร้างหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีเวทีในการแสดงผลงานหุ่นยนต์อาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้กิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ซึ่งการจัดงาน สุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา รอบคัดเลือก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนของชาติ คิดเป็น ทำเป็น รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายสาขาด้วยตนเอง เน้นกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ และสามารถปฏิบัติงานได้จริง ซึ่งเป็นทางนำไปสู่รากฐานของการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมหุ่นยนต์ นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งเสริมการพัฒนาประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากลต่อไป

ด้าน ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ได้จัดโครงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของผู้เรียนอาชีวศึกษา ด้วยกระบวนการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ประจำปีพ.ศ. 2566 ประกอบด้วยการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์อาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติอาชีวศึกษา และการแข่งขันหุ่นยนต์ส่งอาหารบริการอัจฉริยะอาชีวศึกษา เพื่อคัดเลือกหุ่นยนต์อาชีวศึกษาเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ส่งอาหารบริการอัจฉริยะอาชีวศึกษา เพื่อคัดเลือกหุ่นยนต์อาชีวศึกษาเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ รายการ Asia Pacific Robot Alliance (APRA) & Top International Robotic Tournament (TIRT)

สำหรับในวันนี้เป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา รอบคัดเลือก ภายใต้กติกา “โปรยบุบผา บนนภา เหนือนครวัด” มีทีมหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษาจากสถานศึกษา รวมจำนวน 72 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อคัดเลือกทีมหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษาให้เหลือ 40 ทีม เพื่อเข้าสู่การแข่งขันฯในระดับชาติ ซึ่งจะจัดในวันที่ 16 – 18 มิถุนายน 2566 ซึ่งจะมีทีมหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษาที่เป็นผู้ชนะเลิศ 4 ทีมสุดท้ายที่จะเป็นตัวแทนระดับอาชีวศึกษา เพื่อไปแข่งขันกับทีมหุ่นยนต์ ABU ระดับอุดมศึกษาต่อไป

– 006

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737054

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป  โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความยากจนข้ามรุ่นในสังคมไทยภายใต้ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ภายใต้ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) ประจำปีงบประมาณ 2565 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยชื่อบุคคลที่ปรากฏในบทความเป็นชื่อสมมุติทั้งหมด ทั้งนี้บทความต้นฉบับมีชื่อว่า “กินบ่หม่วน : อารมณ์ความฝัน โศกนาฏกรรมความจนจากเหมืองแร่หินดงมะไฟ” เขียนโดย กิติมา ขุนทอง อาจารย์สอนสาขา วิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ก่อนได้รับการปรับปรุงเพื่อให้พอดีกับเนื้อที่ในฉบับหนังสือพิมพ์

“เสียงระเบิดวันแรกนี่ดังมากดังไปถึงหมู่บ้าน ดังจนสะเทือนไปถึงหัวใจแม่ ไทบ้านกะมาเว่ากันว่าใจหาย แม่กะพ่อหนักแฮง กำลังเฮ็ดนาที่นาแม่ติดผาฮวกเลย ได้ยินเสียง บูม! น้ำตาไหล ทำใจบ่ได้ อีโตนผาฮวก เบิ่งมาแต่เป็นเด็กน้อย มันพังต่อหน้าต่อตา” หญิงวัย 62 ปี “แม่ยาใจ” กล่าวกับเราอยากรู้ที่ไปที่มาของเหมืองหิน สายตามองไปยังทิศที่ตั้งของ “ผาฮวก” ที่ปัจจุบันมีสภาพเป็น “ภูเขายอดด้วน” มีแผลเหวอะหวะแหว่งเว้าเหลือเพียงครึ่งซีกจากแรงระเบิดลูกแล้วลูกเล่ายาวนานกว่า 20 ปี

แม้ไม่อาจจะมองเห็นได้เพราะต้นยางพาราและป่ากางกั้นภูผายอดด้วนนั้นอยู่ แต่แม่ยาใจเลือกส่งความรู้สึกทะลุผ่านป่าเหล่านั้นไปยังผาลูกนั้น ซึ่งย้อนกลับไปในปี 2536 มีบริษัทเอกชนขอประทานบัตร “ภูผายา” เพื่อทำเหมืองหินอุตสาหกรรม เมื่อได้ทราบข่าว ชาวบ้านเริ่มตื่นตัวและมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน คือ จะไม่ให้มีการทำเหมืองหินเกิดขึ้น เพราะมีบทเรียนจาก “เหมืองหินผาน้อย” อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นตัวอย่างให้เห็นความยับเยินของภูผา

ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-3 มีแนวทางส่งเสริมให้ภาคเอกชนประกอบกิจการเหมืองแร่ เร่งรัดการพัฒนาผลผลิตแร่เพื่อเพิ่มรายได้และเงินตราต่างประเทศ โดยมีสโลแกนว่า “แร่คือทรัพยากรป้อนเศรษฐกิจ จงช่วยผลิตเพื่อพัฒนาประเทศ” แม้ช่วงแรก “หินอุตสาหกรรม” จะไม่ได้ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “แร่” ภายใต้ พ.ร.บ.แร่แห่งชาติปี 2510 แต่การทำเหมืองหินและโรงโม่ที่เรียกว่า “โรงโม่เถื่อน” เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

ทว่าเมื่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการก่อสร้างมีมากขึ้น ส่งผลให้ ช่วงต้นปี 2530 ความต้องการแร่หินอุตสาหกรรมมีเพิ่มมากขึ้น จนเกิดปัญหาขาดแคลนหินก่อสร้างอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ ส่งผลให้ปี 2535 มีการปรับปรุง พ.ร.บ.แร่แห่งชาติฉบับดังกล่าวอีกครั้ง และมีการปรับแก้นิยามแร่ให้ครอบคลุม หินและทรายอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและควบคุมการทำเหมืองหินและโรงโม่หิน นอกจากนี้ยังเร่งรัดอนุญาตประทานบัตรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

มีมติ ครม.ให้สามารถกำหนดแหล่งหินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้แต่ต้องกำหนดให้ดำเนินการตามนัยทางกฎหมายของมติ ครม.และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และนับตั้งแต่นั้นมา การขยายตัวของเหมืองและโรงโม่หินได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชน ในหลายพื้นที่เกิดการต่อต้านคัดค้านเหมืองหิน เช่น กรณีเหมืองหินและโรงโม่หินผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เป็นต้น และแม้ว่าจะสามารถปกป้องภูผายาไว้ได้ แต่ปี 2536 บริษัทเอกชนรายเดียวกันนั้นก็ได้ยื่นขอสัมปทานพื้นที่ใหม่ คือ “ภูผาฮวก” ที่อยู่ติดกันเนื้อที่ 175 ไร่ และโรงโม่หิน เนื้อที่อีก 50 ไร่ ตามประทานบัตรที่ 27221/15393

“นึกว่าเรื่องจะจบ พอรู้ข่าวอย่างนั้นไทบ้านก็พากันไปปิดถนน กลางเต็นท์ ไปนอนเฝ้า บ่ให้บริษัทเอาเครื่องจักรเข้ามาได้” นั่นคือปฏิบัติการชาวบ้านก่อนที่จะถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 400 คน เข้าสลายการชุมนุมในค่ำคืนของวันที่ 10 มี.ค. 2544 ในเต็นท์ที่มีทั้งคนแก่และลูกเด็กเล็กแดงที่พ่อแม่กระเตงมาด้วย เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธ เสียงเด็กร้องไห้ด้วยความกลัวดังระงมบนถนนของหมู่บ้านกลางป่า เพียงเพื่อเปิดทางให้บริษัทเหมืองนำเครื่องจักรเข้าไปในพื้นที่และเริ่มทำการระเบิดผาฮวก

นับตั้งแต่นั้น ชีวิตของชาวบ้านรอบผาฮวกกว่า 6 หมู่บ้านไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ บ้างต้องคอยระวังหินจะหล่นมาใส่ขณะกำลังทำนา พืชผล เสียหาย เพราะการระเบิดในช่วงหลังๆไม่แจ้งเวลาให้ทราบ ปัจจุบันหินก้อนใหญ่มหึมายังนอนนิ่งอยู่ในแปลงนา บ้างเสียงฝุ่นและแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิด ทุบย่อย ตักและโม่ที่ทำทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาพักผ่อนทำให้เกิดความเครียด และยังมีการปิดกั้นเส้นทางที่เข้าเหมืองหินซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรไปนาและพื้นที่เกษตร ที่สำคัญต้องเผชิญกับความเสี่ยงอุบัติเหตุบนสองเลนสายเล็กๆ ยามรถบรรทุกหินขนาด 10 ล้อหรือรถพ่วงวิ่งเข้าออกเหมืองดังกล่าว

เกือบ 30 ปีที่ชาวบ้านรวมกลุ่มคัดค้าน เรี่ยไรเงินทอง บางคนยอมยกไร่มันสำปะหลังกว่า 10 ไร่เป็นทุนค่าน้ำมันเดินทาง บางคนใช้รถเป็นต้นทุนในการขนส่งคน ออกค่าอัดรูป ถ่ายเอกสาร หลายคนนำข้าวในเล้า ไก่ ปลาออกมาเรี่ยไรเป็นทุนรอน ในอดีตส่วนใหญ่ชาวบ้านมีฐานะยากจน ทำนาพอมีข้าวกิน บางคนไร้ที่นาต้องขายแรงงานรายวัน แต่เมื่อมีเหมืองทำให้ต้องหยุดงานทุกอย่างหอบลูกจูงหลานตระเวนออกจากหมู่บ้านกลางป่าไปนอนรอนแรมตามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมขอนแก่น ศาลปกครองโคราช ทำเนียบรัฐบาล

“ผมต้องปล่อยลูกปล่อยเมียนอนนา แล้วก็ไปกับหลวงปู่ (พระสงฆ์ ที่จำวัดอยู่ที่ถ้ำภูผายา) แจ้งก็โงมา (เช้าก็กลับมา) ห่วงลูกก็ห่วง ห่วงหมู่ (ชาวบ้านที่ร่วมกันคัดค้าน) ก็ห่วง” หนุ่มใหญ่ วัย 64 ปี “พ่อลาย” ผู้มี ส่วนร่วมตลอด 30 ปี เล่าย้อนถึงความอนอัวในหัวใจ แม้ชาวบ้านจะต่อสู้เพื่อปกป้องอย่างเต็มที่แต่ก็ ไม่สามารถปกป้องผาฮวกไม่ให้ด้วนได้โดยเฉพาะความสูญเสียหนักสุด คือ “สูญเสีย 4 ชีวิต” คือ นายบุญรอด ด้วงโคตะ นายสนั่น สุวรรณ กำนันทองม้วน คำแจ่ม นายสม หอมพรมมา ถูกลอบยิงในปี 2538 และปี 2542 ตามลำดับ จนปัจจุบันก็ยังจับคนร้ายไม่ได้

กระทั่งวันที่ 25 ก.ย. 2563 หลังหมดอายุใบประทานบัตรเหมืองหินเพียง 1 วัน การรอคอยของชาวบ้านได้สิ้นสุดลง คาราวานชาวบ้านหลายร้อยคนเดินขึ้นไปปักธงบนยอดภูผาฮวก ประกาศ “26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ : เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร” พร้อมหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์และปลูกต้นไม้ เป็นสัญลักษณ์ยึดคืนและฟื้นฟูพื้นที่เหมืองหินปูนและโรงโม่

“หากบ่มีเหมืองฯ ตอนนี้คงไปหารับจ้าง คงพอมีเงินกินหม่วน กินแซบไปแล้ว” หญิงวัย 57 ปี “แม่งาม” เงยหน้าจากผ้าห่มกองใหญ่กว่า 30 ผืน ที่กำลังพับ เธอวางมือที่กำลังสะบัดเศษฝุ่นออกเบาๆ เพื่อเตรียมนำไปซักก่อนส่งคืนวัดแห่งหนึ่งลง ผ้าห่มเหล่านี้ถูกหยิบยืมมาจากวัดในหมู่บ้าน เพื่อนำมาให้คนต่างจังหวัดที่มาร่วมงาน “ชัยชนะที่ไม่หยุดนิ่ง2 ปีดงมะไฟยังไปต่อ เฉลิมฉลอง2 ปี ปิดเหมืองหินดงมะไฟ เพื่อฟื้นฟูเป็นแหล่งท่องเที่ยว” ได้นอนหลับอย่างอบอุ่น

ที่ผ่านมาเธอดำรงชีพด้วยเงินที่ลูกชายคนที่สอง ส่งมาให้เดือนละ 3,000 บาท หลังหักค่าน้ำค่าไฟ
ค่าฌาปนกิจ ค่าของใช้จิปาถะ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เครื่องปรุงอาหาร แป้งทาหน้าเหลือเพียงเดือนละ 1,100 บาท ที่ผ่านมาเธอไม่เคยขอเงินลูกเพราะรู้ว่าลูกลำบาก แต่เมื่อตัดสินใจปักหลักปิดเหมืองทำให้ไม่สามารถออกไปรับจ้างที่ไหนได้ เงินเพียงพันกว่าบาทที่เหลือทำให้ตกอยู่ในสภาวะ “กินบ่หม่วน” คือ ต้องยับยั้งความอยากกิน ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องกิน

สองปีก่อนหน้า เธอมีอาชีพรับจ้าง ทั้งตัดอ้อย งานก่อสร้าง รับจ้างรายวัน มีรายได้เฉลี่ยอย่างต่ำเดือนละ 9,000-10,000 บาท บ้านไม่ต้องเช่าแต่ข้าวตัองซื้อกิน เพราะไม่มีที่นาอย่างใครเขา กระนั้น ยังมีเงินเหลือพอให้หาซื้อของอร่อยๆ กินตามใจปาก รวมถึงมีเก็บไว้ผ่อนชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน ค่าประกันเงินกองทุนเงินล้านหมู่บ้าน ปีละ 4,500 บาท หรือหากลูกคนไหนลำบากเธอก็ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง

แต่ทว่าหลังปี 2563 เมื่อ “กลุ่มอนุรักษ์ป่าเขาเหล่าใหญ่ ผาจันได” หรือชื่อที่ถูกเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการ ว่า “กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่หินดงมะไฟ” ตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะปิดเหมืองหินถาวร และตั้ง “แคมป์” หรือที่เรียกว่า “หมู่บ้านผาฮวกพัฒนาประชาสามัคคี” ขึ้นเพื่อปิดถนนสาธารณะเส้นทางเข้าสู่เหมืองหินและโรงโม่ นับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของเธอก็ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับสมาชิกกลุ่มฯ อีกจำนวนหลายสิบคนที่หันมาใช้เวลากว่าร้อยละ 90 ของชีวิตปักหลักต่อสู้กับเหมืองหิน

“แม่สำรวย” หญิงวัย 54 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่เผชิญภาวะ “กินบ่หม่วน” ไม่ต่างจากแม่งาม แต่ดูเหมือนว่าภาวะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวเธอเท่านั้น แต่ “เตอร์” ลูกชายวัย 15 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้รับผลกระทบนั้นเช่นกัน นับย้อนไปก่อนปี 2562 เธอมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 9,414 บาท หรือราวปีละ 113,000 บาท จากการทำไร่มันสำปะหลัง (ยังไม่หักต้นทุน)

เงินที่ได้จากค่าทอดนางเล็ดและกล้วยทอดส่งตามร้านค้าในชุมชน 54,000 บาท ค่ารับจ้างช่วงหน้า
มันสำปะหลัง 18,000 บาท (ค่าจ้างวันละ 300 บาท) แต่ในปัจจุบัน เธอมีรายได้ปีประมาณ 20,000 บาทต่อปีหรือเฉลี่ยเดือนละ 1,667 บาท จากการขายมันสำปะหลัง บวกกับค่ารับจ้างช่วงหน้ามันสำปะหลัง 9,000 บาท (ระยะเวลา 2 เดือน วันละ 300 บาททำวันเว้นวัน) และเงินเดือนอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนเดือนละ 1,000 บาท

“ปีที่แล้ว (2564) ไปตัดอ้อยรับจ้างได้แค่วันเว้นวัน และทำแค่เดือนเดียว คือ สิงหาคมถึงกันยายน เพราะว่าติดเฝ้าแคมป์ เป้าหมายของพวกเราคือปิดเหมืองให้ได้ ก็ต้องมาเฝ้าช่วยกัน ปีก่อนหน้านั้นยิ่งกว่านี้อีกเพราะเปิดแคมป์
ปีแรก ทำให้ไปรับจ้างได้เดือนละ2 ครั้ง ครั้งละ 300 บาท ส่วนสวนของแม่เองแทบจะไม่ได้ไป เพราะว่า
เอาเวลามาอยู่แคมป์ และฝนตกเยอะมัน (มันสำปะหลัง) เน่า ก็ปล่อยไป หญ้ารกไม่ได้ไปถอน นี่เตอร์มันก็บอกจะไม่เรียนต่อ อยากจะออกมาทำงานหาเงิน แม่ก็ได้แต่ร้องขอให้เรียนจนจบ ม.6 หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกครั้ง” แม่สำรวย กล่าว

ครึ่งหนึ่งของชีวิตแม่งาม แม่รวยและอีกหลายๆ คนทุ่มเทเวลาในการต่อสู้ปกป้องภูผา เพื่อไม่ให้ดงมะไฟกลายเป็น “สุสานภูผายอดด้วน” แต่ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากในชีวิตหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ไม่คล่องตัวในการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวตามภาวะปกติที่ควรจะเป็นได้ การกินอยู่หลับนอนที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพตามวัย เด็กๆ ในแคมป์ไม่ได้มีแค่เตอร์เท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่พ่อแม่ต้องแบ่งเวลามา
คัดค้านเหมืองและบวกเข้ากับปัจจัยอื่นของครอบครัว บางคนกำลังเผชิญสถานการณ์ร่วมกับเตอร์และบางคนผ่านพ้นชีวิตช่วงต้องเลือกว่าเรียนหรือออกมาทำงาน ทางเลือกหลังดูเหมือนเป็นทางเลือกหลักของคนรุ่นก่อนเตอร์

เรื่องราวของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่หินดงมะไฟ ไม่ใช่แค่เรื่องการให้ความหมาย คุณค่าที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับภูผาป่าไม้เหล่านั้น หรือการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ แต่มันคือความทุกข์ยาก ทั้งทางเงินตรา อารมณ์และความฝันของคนจากรุ่นสู่รุ่นที่ถูกกัดเซาะ พอๆ กับภูผาฮวกยอดด้วนที่เว้าแหว่งเหลือเพียงครึ่งซีก!!!

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737052

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล  บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เผยความสำเร็จเฟสที่ 1 ระบบแพลตฟอร์ม “พีคอค (PCoC)” เพื่อสนับสนุนการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จนถึงมือผู้ใช้บริการ ช่วยลดภาระงาน (Workload) ของบุคลากรการแพทย์ อีกทั้งลดความเหลื่อมล้ำให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า บพข.ในฐานะองค์กรให้ทุนวิจัย ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการการศึกษาและทดสอบรูปแบบ“โรงพยาบาลเสมือน” โดยการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ในระบบเครือข่ายปฐมภูมิพีคอค เป็นโครงการที่สามารถบริหารจัดการคลังสำหรับโลจิสติกส์ในโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้จริง และยังสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และการจัดการทุนมนุษย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิศวะมหิดล ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา “ดิจิทัลเฮลท์แคร์” และ “เฮลท์เทค” ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยศูนย์ LogHealth ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ในการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพีคอค (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และ รพ.สต. ต้นแบบเฟสที่ 1 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

เนื่องด้วยการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันยังไม่เน้นการดูแลแบบองค์รวม บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานซ้ำซ้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดปัญหาความแออัดในการรับบริการ ดังนั้นแพลตฟอร์มพีคอค (PCoC) จะเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการแพทย์ในเมืองใหญ่ กับสถาบันการแพทย์ในเมืองเล็กหรือชนบทในการบริหารจัดการเวชภัณฑ์คงคลังที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การจัดสรรและกระจายทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในบริการทางการแพทย์แก่ประชาชน

รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความสำเร็จในการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพีคอค หรือ Primary Care on Cloud (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ ในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เราใช้เวลากว่า 3 ปี ในการพัฒนาระบบและซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังยาระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (แม่ข่าย) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. (ลูกข่าย) เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึง

โดยดำเนินการผ่านพีคอค ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้โรงพยาบาลแม่ข่ายสามารถบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ โดยมองเห็นตัวเลขเวชภัณฑ์ของ รพ.สต. ที่เป็นลูกข่าย หากยาตัวใดหมดสต๊อกก็สามารถเติมยาและขนส่งกระจายยาไปยังรพ.สต. ซึ่งเป็นลูกข่ายได้รวดเร็ว โดยมี บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนส่งกระจายยา (Supply Processing and Distribution -SPD) ไปยังรพ.สต. โดยในอนาคตแพลตฟอร์มนี้สามารถรองรับการส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังบ้านผู้ป่วยและผู้ป่วยติดตามตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้อีกด้วย

ในการต่อยอดเฟสที่ 2 เป็นการผนึกความร่วมมือระหว่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับ บริษัท อินเทลลิจิสต์ จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ต่อยอดแพลตฟอร์มพีคอคนี้ให้พร้อมใช้กับเครือข่าย รพ.สต.ทั่วประเทศ โดย ชนะ สุพัฒสร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเทลลิจิสต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้นำการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศไทย พร้อมด้วยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้าและเทคโนโลยีสารสนเทศ

มีความยินดีในความร่วมมือกับศูนย์ LogHealth คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแพลตฟอร์ม“พีคอค” เฟสที่ 2 โดยจะคำนึงถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ตลอดจนการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ (Data Analytics) และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการต้นแบบที่ดำเนินมาแล้วที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่ง อินเทลลิจิสต์ ยินดีสนับสนุน รพ.สต. ทั่วประเทศร่วมใช้บริการระบบแพลตฟอร์มเทคโนโลยี

โดยในปีนี้ เรายังมีนโยบายให้บริการ Digital Medical Platform สำหรับการจัดส่ง ยา เวชภัณฑ์ แบบอัตโนมัติทั่วประเทศภายใต้แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่และมีระบบที่ปลอดภัย คำนึงถึงข้อกฎหมายต่างๆ เช่น PDPA เป็นต้น มั่นใจว่าความร่วมมือของอินเทลลิจิสต์ และศูนย์ LogHealth วิศวะมหิดลจะช่วยยกระดับ รพ.สต. และความก้าวหน้าระบบสาธารณสุขประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สกสว.พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์-ขับเคลื่อนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737141

สกสว.พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์-ขับเคลื่อนประเทศ

สกสว.พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์-ขับเคลื่อนประเทศ

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.22 น.

สกสว. พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน ร่วมกำหนดเป้าหมาย ทิศทางการวิจัยและนวัตกรรม สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และการขับเคลื่อนประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุม สกสว. พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ที่เกี่ยวกับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน และ ประเด็นสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณ และ สร้างความตระหนักให้กับผู้บริหารหน่วยงาน ต่อความสำคัญของการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการติดตามประเมินผล และ การดำเนินการที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) รศ. ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. และ ผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนหน่วยรับงบประมาณ สนับสนุนงานมูลฐานกว่า 140 หน่วยงาน เข้าร่วมการประชุมและร่วมแลกเปลี่ยน

โอกาสนี้ ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าวว่า สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และ กสว. ได้กำหนดแนวนโยบาย สำหรับการบริหารกองทุนส่งเสริม ววน. กับ การขับเคลื่อน ววน. เพื่อการพัฒนาประเทศ ในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการงบประมาณแบบ “เกินดุล” และ แสวงหาแหล่งทุนจากภายนอก จากความร่วมมือของภาคเอกชน จากปัจจุบันที่มี กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจัดสรรงบประมาณให้กองทุน ววน. กำกับดูแล 300 กว่าล้านบาท และสภาอุตสาหกรรม ยืนยันว่าในอีก 5 ปี จะจัดหางบประมาณสมทบจากกองทุนอินโนเวชั่นวัน” (INNOVATION ONE) 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมี มูลนิธิกสิกรไทย ร่วมสนับสนุนงบประมาณดำเนินการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยาและผลิตภัณฑ์ยาจากพืชที่มีคุณภาพมาตรฐาน อีก 1 พันล้านบาท ซึ่งงบประมาณทั้งหมด สกสว. จะนำมาจัดสรร เพิ่มเติมนอกจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาล  

ทั้งนี้ เมื่อมีงบประมาณภายนอกเข้ามา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการงบประมาณการวิจัย ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการติดตามประมวลและวิเคราะห์การดำเนินงานให้สามารถนำการวิจัยไปต่อยอด และสร้างโอกาสในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ร่วมกับ สกสว. และ หน่วยบริหารและจัดการทุน ให้ประเทศไทยมีโปรดักส์แชมป์เปี้ยนมากขึ้น 

ด้าน ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ววน. เป็นทางเลือกของประเทศ และการพัฒนา ววน. ไม่ใช่เพื่อ ววน. แต่เพื่อให้ ววน. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยการสร้างความรู้ และใช้ความรู้นั้นไปสู่การยกระดับสังคม ให้สังคมไทยเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ที่แท้จริง มีความรู้ กับการใช้ทรัพยากร การใช้นวัตกรรม และ การใช้เทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนประเทศ และ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ  เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย สกสว. พร้อมเป็น “คัดท้าย” ทำหน้าที่จัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึง จัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ประมาณร้อยละ 60-65 สนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund)  ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามแผนด้าน ววน. แก่หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง และ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ประมาณร้อยละ 35-40 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงาน ทั้ง 177 หน่วยงาน ให้สามารถผลิตผลงานด้าน ววน. และผลักดันการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงาน และตอบเป้าหมายของประเทศ สู่การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ทั้งในส่วนของอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) และอันดับดัชนีความยั่งยืน (SDG Index)  ที่สูงขึ้น อยู่ใน 35 อันดับแรกของโลก โดยสถานการณ์ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน ความรุนแรง ลดลง คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความงอกงามของศิลปวัฒนธรรม และปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

โดยการจัดประชุมในครั้งนี้ มีการบรรยายและเสวนาที่น่าสนใจ ได้แก่ การบรรยายพิเศษ “ทิศทางการบริหารกองทุนส่งเสริม ววน. และการใช้ ววน. ขับเคลื่อนประเทศ” โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทธิพร การเสวนา ชวนคิด ชวนคุย “บทบาทของหน่วยรับงบประมาณ FF กับการใช้กลไก ววน. ขับเคลื่อนประเทศ” โดยตัวแทนผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยรับงบประมาณ ได้แก่  ศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณเพชรดา อยู่สุข รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ร่วมกับผู้อำนวยการ สกสว. และการบรรยาย “ความสำคัญของการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม (Research Management) รวมถึง กรอบการติดตามและประเมินผลหน่วยรับงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน.” โดย รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ การเตรียมความพร้อมของหน่วยงาน สำหรับพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 รวมถึงแนวปฏิบัติการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินการต่อไป

‘วช.-มธ.’นำนวัตกรรม Smart Farmer ฟื้นฟูสวนทุเรียนปราจีนบุรี สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737115

'วช.-มธ.'นำนวัตกรรม Smart Farmer ฟื้นฟูสวนทุเรียนปราจีนบุรี สำเร็จ

‘วช.-มธ.’นำนวัตกรรม Smart Farmer ฟื้นฟูสวนทุเรียนปราจีนบุรี สำเร็จ

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 20.13 น.

ทุเรียน ราชาผลไม้ไทย ที่เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าส่งออกกว่าแสนล้าน ทำให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกทุเรียนกันในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่การปลูกต้นทุเรียนของเกษตรกรไทยประสบปัญหาเรื่องการผลิต การดูแลรักษา การให้น้ำปุ๋ย การบังคับให้เกิดดอกและผลิตผล และเมื่อติดผลแล้วทำอย่างไรให้ติดผลผลิตมีคุณภาพสำหรับตลาดส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับโครงการท้าทายไทย โครงการพัฒนาเกษตรไทยสู่ Smart Farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” ของ รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เพื่อคิดค้นนวัตกรรมการให้น้ำทุเรียนแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำรากลอย รวมถึงได้นำเทคโนโลยีลงไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในหลายพื้นที่ในประเทศไทย ด้วย

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ได้นำนวัตกรรมการให้น้ำทุเรียนแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำรากลอย มาถ่ายทอดให้กับ นายสุชาติ วงษ์สุเทพ เจ้าของสวนเกษตรไฮเปอร์ ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมิง จังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจาก 2 ปีที่แล้ว ต้นทุเรียนของสวนเกษตรไฮเปอร์ ประสบปัญหาใบโทรม ใบเล็ก ยอดทุเรียนแห้งเป็นก้านธูป บางแปลงมีโรครากเน่า โดนเน่า จึงนำนวัตกรรมดังกล่าวมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ ต้นทุเรียนฟื้นกลับมามีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตัวเอง ไม่กลับมาเป็นโรคซ้ำ กิ่งแต่ละกิ่งสามารถแตกยอดได้ 3 ครั้งในหนึ่งปี เมื่อถึงเวลาออกดอกไม่ต้องกักน้ำและราดสารควบคุมการเจริญเติบโต ดอกสามารถออกมาเองเมื่อกระทบหนาวตามธรรมชาติและความสมบูรณ์ของต้น จากระบบนิเวศของรากที่พึ่งพา กับจุลินทรีย์ช่วยตรึงธาตุอาหาร เป็นผลให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรจากเดิมเหลือแค่ไม่เกินราคาฟางแห้งก้อนเดียว

คณะวิจัยได้ปรับเปลี่ยนระบบการให้น้ำกับต้นทุเรียนจากเดิมที่ให้น้ำตอนกลางคืนมาเป็นแบบ Basin Fertigationโดยแบ่งการให้น้ำออกเป็นสามช่วงในแต่ละวัน ช่วงเช้าก่อน 8.00 น. ให้น้ำเต็มความสามารถอุ้มน้ำของดิน พืชสามารถดึงน้ำและธาตุหลักและธาตุรองเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ โดยไม่เกิดแสดงการขาดธาตุที่จำเป็น ช่วงที่สองเวลา 11.00-12.00 น. เป็นเวลาที่ทุเรียนและไม้ผลทั่วไปที่ปลูกในแปลงแบบไม่ยกร่องสวน มักหยุดการสังเคราะห์แสงและเป็นช่วงที่น้ำในระบบน้ำใต้ดินและระบบน้ำในแถบลุ่มน้ำมีน้ำขึ้นน้ำลงสูงสุดในช่วงวัน จึงมีการให้น้ำช่วงนี้ตามน้ำขึ้นน้ำลงจากอิทธิพลของดวงจันทร์ เป็นช่วงที่ทำให้ทุเรียนสร้างกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัวออกมา ช่วงที่สามเวลา 13.00 และ 14.00 น.ช่วงนี้ในพื้นที่ปลูกแบบไม่ยกรองสวนทุเรียนจะปิดปากใบเช่นกัน ต่อไปจนแสงสุดท้ายประมาณ 16.00 น. ซึ่งภาพรวมทำให้ทุเรียนสามารถสังเคราะห์แสงได้นาน 6-8 ชั่วโมง และพบว่าทุเรียนหมอนทองที่อายุ 90 วันหลังผสมเกสรแล้ว (หางแย้) มีน้ำหนักแห้งของเนื้อ (DM) ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 34.98 และเมื่ออายุ 115 วัน มีค่า DM เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 39.94 เนื้อทุเรียนหมอนทองและพันธุ์อื่นๆ เนื้อแห้ง ไม่เป็นไส้ซึม เต่าเผา เนื้อที่เหนียวเนียนละเอียดเป็นครีมคล้ายชีทเค้ก เนื้อมีกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัว เส้นใยละลายน้ำได้ทั้งหมด ไม่มีเส้นใยติดฟันเวลาบริโภค เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก ถึงกับต้องจองข้ามปี

โครงการดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการวช. มอบหมายให้ นายชาญณรงค์ มณีรัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. นำคณะสื่อมวลชน เยี่ยมชมโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” ณ สวนเกษตรไฮเปอร์ ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมิง จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทราบถึงผลสำเร็จของงานวิจัยดังกล่าว และได้พบปะกับนักวิจัย โดยเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัยและกิจกรรมของ วช. ไปสู่สาธารณชนและผู้ใช้ประโยชน์ต่อไป การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากเกษตรกร เจ้าของสวนทุเรียนจากทั่วทุกภูมิภาค เข้าชมสวนเกษตรไฮเปอร์ เป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำภายในสวน

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737083

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.47 น.

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

ในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอัสสัมชัญ กำลังจะก้าวสู่สถาบันแห่งการเรียนรู้ด้านวิศวกรรม  (School of Engineering) ในทุกแขนง อาทิ วิศวกรรมด้านการบินและอวกาศ (Space) ด้านหุ่นยนต์ (Robot) การเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์ด้วยอินเทอร์เน็ต (IoT & AI) วิทยาการข้อมูล (Data Science) รวมถึง เมตาเวิร์ส (METAVERSE) ซึ่งการจะนำนวัตกรรมมาใช้ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะ VR (Virtual Reality) ที่จำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของคุณครูโรงเรียนอัสสัมชัญ

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ โรงเรียนอัสสัมชัญ โดย มาสเตอร์พชร  จันทร์ศิริ หัวหน้ากลุ่มสาระฯ ร่วมกับ นักเรียนชมรม AC Metaverse และ มาสเตอร์พชร  ภูมิประเทศ หัวหน้างานศูนย์การเรียนรู้และวิจัยด้านนวัตกรรมการบินและอวกาศ และเทคโนโลยีชั้นสูง โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดอบรมการใช้ VR ในการสอน สำหรับครูวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย กับการทดลองนำเนื้อหาในส่วนของวิชาวิทยาศาสตร์ เช่น ดาราศาสตร์ ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ ฯลฯ มาใช้กับ VR โดยมีภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ภราดาคฑาวุธ  สิทธิโชคสกุล รองผู้อำนวยการ/ผู้จัดการโรงเรียน ร่วมการอบรม ณ ห้อง Metaverse ชั้น 7 อาคารอัสสัมชัญ 2003 โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737081

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.38 น.

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (หรือศูนย์ TCI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดประชุม“นโยบาย ผลสัมฤทธิ์ และ การมอบรางวัลแก่วารสารในโครงการ TCI-TSRI-Scopus Collaboration Project” แก่บรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารของไทยจำนวนมากกว่า  200 คน เพื่อสื่อสารผลดำเนินงานภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิต/การอ้างอิงของผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยสู่ฐานข้อมูลสากล โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อํานวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านกําลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อํานวยการศูนย์เนคเทค ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. เข้าร่วมการประชุมและมอบรางวัล

โอกาสนี้ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในระดับนานาชาติมากนัก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมาตรฐานและคุณภาพของวารสารไทย ทั้งที่การตีพิมพ์ผลงานวิชาการนั้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผลงานและความเชี่ยวชาญของนักวิจัย อีกทั้งการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ โดยเฉพาะการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการนานาชาติ จะช่วยให้สังคมส่วนใหญ่ และ ประชาคมโลกรับรู้ถึงความสามารถ และ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ดังนั้นตนในฐานะที่เคยเป็นบรรณาธิการวารสารมาก่อน จึงอยากจะขอฝากโจทย์สำคัญให้ดำเนินการต่อ ว่าจะต้องทำอย่างไรให้นักวิชาการทั่วโลกเข้าใจและยอมรับวารสารไทยมากขึ้น และทำอย่าง ให้องค์ความรู้ ที่ได้จากกระบวนการวิจัยของไทย เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางที่นักวิชาการทั่วโลกเข้าไปค้นหาได้มากขึ้น   

ด้าน รศ.ดร.คมกฤต กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ ค.ศ.2005-2017 มีจำนวนวารสารไทยอยู่ในฐานข้อมูล Scopus เพียง 28 วารสาร (Scopus คือฐานข้อมูลสากลที่รวบรวมวารสารจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 27,950 รายการ และเป็นฐานข้อมูลหลักที่ใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก) จากสถิติพบว่า Scopus ใช้เวลาในการพิจารณาวารสารไทยเข้าฐานข้อมูลเฉลี่ย 16 เดือน/วารสาร และอัตราการรับวารสารไทยเข้าฐานข้อมูลนี้อยู่ที่ 23% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่า วารสารไทยที่ได้รับการบรรจุใน Scopus แล้ว ยังมี Journal Quartile ที่ต่ำ คือวารสารส่วนใหญ่อยู่ใน Quartile 4 หรือไม่มี Quartile รวมทั้งไม่มีวารสารไทยอยู่ใน Quartile 1 เลย

ดังนั้น สกสว.และหน่วยงานที่ร่วมจัดงานในครั้งนี้ จึงดำเนินการโครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิต/การอ้างอิงของผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยสู่ฐานข้อมูลสากล โดยใช้กลไกการพัฒนาคุณภาพวารสารไทยให้มีมาตรฐานสากล และผลักดันให้ได้รับการบรรจุในฐานข้อมูล Scopus จำนวน 40 รายการ ภายใน ปี 2017-2020 ในการนี้ ศูนย์ TCI ร่วมกับบรรณาธิการวารสาร ได้ใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน ในการพัฒนาคุณภาพวารสารแต่ละรายการ  จนวารสารมีคุณภาพระดับสากล และได้รับการยอมรับบรรจุในฐานข้อมูล Scopus ทั้ง 40 รายการคือมีอัตราการรับวารสารเข้าฐานข้อมูลนี้เป็น 100% และ Scopus ใช้เวลาในการพิจารณาโดยเฉลี่ย 24 วันเท่านั้น  นอกจากนี้ ในช่วงปี 2020 เป็นต้นมา จำนวนวารสารไทยใน Scopus มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อพัฒนาคุณภาพวารสารไทยจำนวน 46 รายการในฐานข้อมูล Scopus ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น สกสว. ได้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในโครงการพัฒนาระบบและปรับปรุงคุณภาพวารสารไทยในฐานข้อมูล Scopus ในปี 2020-2022 เพื่อพัฒนาคุณภาพวารสารและคุณภาพบทความของนักวิชาการไทยในวารสารไทยทั้งในเชิงการบริหารจัดการและเชิงคุณภาพ รวมทั้งยกระดับ Journal Quartile ของวารสารไทยใน Scopus ให้มี Quartile ที่สูงขึ้น 

เช่นเดียวกับ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า หลังจากสิ้นสุดการดำเนินงานทั้งสองโครงการดังกล่าว คือ จำนวนผลงานวิจัยในรูปแบบบทความประเภท article and review ของประเทศไทยระหว่างปี 2017-2022 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 101% เมื่อเทียบกับ 37% ในช่วงก่อนมีโครงการนี้คือปี 2012-2017  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน พบว่าประเทศไทยมีจำนวนบทความในฐานข้อมูล Scopus เพิ่มขึ้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่าจำนวนบทความของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่ประเทศไทยมีจำนวนบทความใน Scopus สูงกว่าของประเทศสิงคโปร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาเฉพาะบทความไทยที่ปรากฏในวารสารไทยในปีที่ศูนย์ TCI ได้ดำเนินโครงการฯ คือปี 2017-2022 พบว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นบทความที่ปรากฏในวารสารที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนปีละมากกว่า 2,200 บทความ ส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยในระดับโลก ส่วนในด้านคุณภาพ พบว่าบทความในวารสารไทยมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยพิจารณาจาก journal quartile ที่สูงขึ้นของวารสารในโครงการฯ กล่าวคือ มีวารสารไทยที่อยู่ใน Quartile 1 จำนวน 2 รายการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการวารสารวิชาการไทย  รวมทั้งมีวารสารใน Quartile 2 จำนวน 7 รายการ Quartile 3 จำนวน 13 รายการ และ Quartile 4 จำนวน 24 รายการ ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นของ Journal Quartile นี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่สูงขึ้นของบทความวิชาการไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ความเป็นมาและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามโครงการฯ แก่วารสารจำนวน 8 รายการที่มีผลผลิตและผลการดำเนินงานโดดเด่นในช่วงระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 3 ประเภทรางวัล

1.รางวัล Most Improved Percentile Award จำนวน 3 วารสาร ได้แก่

– ABAC Journal ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยมี ดร.อัปสร มีสิงห์ เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Journal of Population and Social Studies ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา เป็นบรรณาธิการวารสาร
– rEFLections ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมี ผศ.ธนิศร์ ตั้งกิจเจริญกุล  เป็นบรรณาธิการวารสาร

2. รางวัล High Citation Award จำนวน 3 วารสาร ได้แก่

– Applied Science and Engineering Progress ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมี ศ. ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Environment and Natural Resources Journal ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี รศ.ดร.เบญจภรณ์ ประภักดี เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Current Applied Science and Technology ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี รศ.ดร.ดุษณี ธนะบริพัฒน์ เป็นบรรณาธิการวารสาร

3. รางวัล TCI popularity Award จำนวน 2 วารสาร ได้แก่

– Thai Journal of Obstetrics and Gynaecology ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยมี ศ. นพ.วรพงศ์ ภู่พงศ์ เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Trends in Sciences ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมี รศ.ดร.พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย เป็นบรรณาธิการวารสาร

สพฐ.สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736944

สพฐ.สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

สพฐ.สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.51 น.

“สพฐ.”สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนจากปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง และให้กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนก่อนวิชาการ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้กำชับให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ดูแลเรื่องพฤติกรรมเด็ก ซึ่งมีความผิดเพี้ยนไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้ง ความรุนแรงที่เด็กกระทำกับตัวเอง และการความรุนแรงที่เด็กกระทำกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน จนถึงขั้นมีการเสียชีวิต ซึ่งพบว่า มีปัญหาเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงขอให้ทางเขตพื้นที่ฯ ไปถอดบทเรียนจากปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับรูปแบบโดยการให้เน้นกิจกรรมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนก่อนในช่วงแรก เพื่อให้เกิดความผูกพันธ์รักใคร่ เกิดความเป็นพี่น้อง  เพราะมองว่า การเน้นเรียนวิชาการทันทีที่เปิดภาคเรียนอาจไม่เหมาะสมกับบริบทการเรียนหลังโควิด-19 ที่ไม่ได้พบกันมา

“หลังเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ไปได้ระยะหนึ่งพบว่า มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในและนอกโรงเรียนจำนวนมาก และมีสถานการณ์เพิ่มมากขึ้นจากเดิม ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีความรุนแรงเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตมากเท่าปัจจุบัน ส่วนจะเกิดมากขึ้นเพราะสาเหตุใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน โดยต้องวิเคราะห์และแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล เรื่องนี้ต้องวางแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต เพื่อให้ครอบคุมและสามารถดำเนินการได้ตรงจุด” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ.ได้รายงานผลการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน โดยสรุปมียอดผู้สมัครทั้งหมด 172,026 ราย ใน 205 เขตพื้นที่ฯ 63 กลุ่มวิชา อัตราว่างที่สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ จำนวน 7,813 อัตรา โดยมีเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่เปิดรับสมัครสอบ 41 แห่ง ภาพรวมการรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนปัญหาจากระบบการรับสมัคร ซึ่งกำหนด คำว่ากลุ่มวิชาเอก หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ทำให้บางเขตพื้นที่ฯ ที่เปิดรับสมัครมีการตีความที่แตกต่างกันนั้น ก็ทราบว่าได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวปัญหาไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานที่รับสมัคร แต่อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ผู้สมัครจบการศึกษาไม่ได้ส่งหลักสูตรให้กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รับรอง จึงทำให้เมื่อมีการตรวจสอบเอกสารการรับสมัคร พบว่า กลุ่มวิชาเอก หรือสาขาวิชาเอก ที่สมัครไม่ตรงกับที่ ก.ค.ศ.รับรอง ทำให้ขาดคุณสมบัติการสมัคร ดังนั้น เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยต้นสังกัด ซึ่งก็ได้ให้คำแนะนำไปว่า ควรส่งหลักสูตรให้สำนักงาน ก.ค.ศ.รับรองก่อนการสมัครผู้เรียน ส่วนรอบนี้ ก็คิดว่าผู้สมัครจะได้สิทธิสอบทุกคน เพราะทราบว่า ทางสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ประชุมเฉพาะกิจเพื่อรับรองหลักสูตรให้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดสอบในวันที่ 24 – 25 มิถุนายน นี้ ตนได้ย้ำให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบ ให้มีความเป็นธรรมาภิบาล โปร่งใส ไม่ให้มีปัญหาเรื่องการทุจริต

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม ‘เอกสาร’ อะไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551061

13 มิ.ย. 2566

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม 'เอกสาร' อะไรบ้าง

สภากลับมาคึกคัก ‘รัฐสภา เกียกกาย’ เป็นสถานที่รองรับ ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26 รายงานตัว พร้อมโชว์นิทรรศการ ผลงาน สภาฯ ชุดที่25 รู้ยังสส.ใหม่ สส.ป้ายแดง ต้องเตรียม ‘เอกสาร’ อะไรบ้าง เช็กรายละเอียดที่นี่

นับถอยหลัง ‘สส.ใหม่’ ต้องไปรายงานตัวต่อรัฐสภา เกียกกาย หลังมีรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ภายในสัปดาห์นี้ 

ล่าสุด ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อรับรายงานตัว สส. หลังจากที่ กกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้ห้องสัมมนา ชั้นบี1 รัฐสภา เกียกกาย สามเสน กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่รับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ หรือสส.ป้ายแดง รวมทั้ง สส.หลายสมัย อีกด้วย

สภาฯเตรียมต้อนรับ ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26

โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้จัดโซนพื้นที่รับรายงานตัว ซึ่ง สส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว ต้องกรอกเอกสารรายงานตัว พร้อมกับยื่นหลักฐาน ที่ประกอบการรายงานตัว 

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม 'เอกสาร' อะไรบ้าง

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้มีการติดตั้งป้ายข้อความ “ยินดีต้อบรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26” ภายในพื้นที่ห้องรับรายงานตัว เบื้องต้นคาดว่าการติดตั้งป้ายและตกแต่งห้องรับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ นั้นจะแล้วเสร็จในอีก 1-2 วัน 

ขณะที่ระบบสารสนเทศ ของสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการรับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ ได้ดำเนินการทดสอบระบบ และพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการในวันรายงานตัวเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกประกาศ เรื่อง การรับรายงานตัว สส. เพื่อแจ้งถึงรายละเอียดของการเตรียมพร้อมก่อนเข้ารายงานตัว และได้เพิ่มช่องทางกรอกเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ฟอร์มเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ทั้งนี้กำหนดให้ต้องลงนามรับรองเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่

‘สส.ใหม่’ รายตัวต้องเตรียม เอกสาร อะไรบ้าง

สำหรับเอกสารที่ใช้ประกอบการรายงานตัว ประกอบด้วย 

  1. หนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้ง 
  2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 
  4. สำเนาใบสำคัญการสมรส 
  5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส 
  6. สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษา 
  7. รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา ถ่ายไว้ไม่เกิน6 เดือน ขนาด 1 นิ้ว จำนวน3รูป และขนาด 2 นิ้วจำนวน 6 รูป

นอกจากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังจัดโซนรับรอง สส. ที่รอการรายงานตัวในห้องสัมมนา โซนถ่ายภาพเพื่อทำบัตรประจำตัว สส. และพื้นที่สำหรับให้ผู้ติดตามหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ สส. รอคอยบริเวณโถงด้านหน้าห้องสัมนาด้วย 

และยังพบว่า ทางเดินของโถงชั้น บี 1 มีการจัดนิทรรศการ เพื่อแสดงผลงานของ คณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ด้วย ขณะที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องสัมมนา ได้ติดตั้งโทรทัศน์ซึ่งเป็นจอแสดงผลความคืบหน้าของการรับรายงานตัวของ สส. ชุดที่ 26 ด้วย

เรียก ประชุมสภาฯ ได้เมื่อไหร่

สำหรับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการสภาผู้แทนราษฎร กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 กำหนด ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป หากสส.ได้รับเลือกตั้ง ถึง 95% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือ 475 คน จาก 500 คน หากจำเป็นต้องเรียกประชุมรัฐสภา ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้

เลือก ประธานสภาฯ วันไหน?

ทั้งนี้ มาตรา 121 ระบุว่า ภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลเลือกตั้ง สส. ให้เรียกประชุมสภาฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงงานรัฐพิธี และหลังจาก ที่แล้วเสร็จงานรัฐพิธีแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 วรรคสี ประกอบข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 5 และ ข้อ19 กำหนดให้ภายใน 10 วันต้องประชุมสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ