จุดยืน’ศธ.’ ‘ตรีนุช’ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736002

จุดยืน'ศธ.' 'ตรีนุช'ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

จุดยืน’ศธ.’ ‘ตรีนุช’ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.33 น.

จากกรณีที่โรงเรียนในพื้นที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการนำเด็กกลุ่มไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย จำนวน 124 คน จากพื้นที่ภาคเหนือ เข้ามาเรียนในโรงเรียน เพื่อเพิ่มจำนวนเด็กนักเรียน และเพิ่มการของบประมาณหรือไม่นั้น

ล่าสุดวันที่ 8 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.66 ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง (สพป.อ่างทอง) ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอ่างทอง (พมจ.อ่างทอง) , นายอำเภอป่าโมก , มูลนิธิวัดสระแก้ว , กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) , สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง , บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดอ่างทอง (ตม.) และสถานีตำรวจภูธรป่าโมก ลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงเรียนดังกล่าว พบว่า ได้มีการนำเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนในโรงเรียนจริง ซึ่งการคัดกรองเด็กพบว่า จากจำนวน 124  คน มีสัญชาติไทย จำนวน 7 คน ส่วนที่เหลืออีก 117 คน ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทาง พมจ.ได้เข้ามาให้ความคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้ โดยนำเด็กผู้หญิงพักนอนในโรงเรียนดังกล่าว และเด็กผู้ชายพักนอนในมูลนิธิวัดสระแก้ว และในปัจจุบันได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น โดยให้เด็กกลุ่มนี้ทุกคน ซึ่งมีความแตกต่างทางอายุ เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2566 ที่มูลนิธิวัดสระแก้ว สอนโดยครูกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายจังหวัดอ่างทอง เพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้นก่อน

“กระทรวงศึกษาธิการ มีจุดยืนว่า เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ส่วนเรื่องการตรวจสอบว่าเด็กกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องหรือไม่นั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นทราบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการนำเด็กเข้ามาหลายส่วน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ , สพฐ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้ประสานและให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘เอนก’เอาจริง! สั่งฟันคดีรับจ้างทำวิจัย-วิทยานิพนธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735990

'เอนก'เอาจริง! สั่งฟันคดีรับจ้างทำวิจัย-วิทยานิพนธ์

‘เอนก’เอาจริง! สั่งฟันคดีรับจ้างทำวิจัย-วิทยานิพนธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 12.38 น.

“เอนก” เอาจริง สั่งดำเนินคดีรับจ้างทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ พร้อมให้ ปลัด อว. ส่งหนังสือถึงทุกมหาวิทยาลัย หากพบนักวิจัย อาจารย์นักศึกษาร่วมกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฏหมายทันที

วันที่ 8 มิถุนายน 2566 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากที่มีเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ที่โฆษณารับทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ปรากฏในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ต่างๆ จึงได้ให้กระทรวง อว. ตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมายและจริยธรรมการวิจัย ส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาและวิจัย จึงให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงผู้ที่จ้างวาน ผู้รับจ้างและผู้ร่วมไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย อาจารย์หรือนักศึกษาก็จะต้องถูกดำเนินคดีให้ได้รับโทษตามกฎหมายเช่นกัน

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทางกองกฏหมายของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตลอดจนในเพจเฟซบุ๊ก การโฆษณาในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ที่กระทำการดังกล่าวจนมีข้อมูลเป็นที่แน่ชัดแล้ว โดยการจ้างทำงานวิจัย ผลงานวิทยานิพนธ์ เป็นความผิดทางอาญาตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ. อุดมศึกษา พ.ศ.2562 ซึ่งระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใด จ้าง วาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเพื่อไปใช้ในการทำผลงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนหรือเงินอื่นในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และห้ามมิให้ผู้ใดรับจ้างหรือรับดำเนินการตามวรรคหนึ่ง

เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือโดยสุจริตตามสมควร หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ทั้งนี้อว.ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) เพื่อดำเนินคดีกับผู้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ยังได้แจ้งกับมหาวิทยาลัยทุกแห่งให้ดูแล ติดตาม ตรวจสอบ มิให้มีการรับจ้างทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ รวมทั้งดูแลบุคลากรและนักศึกษามิให้นักวิจัย อาจารย์และนักศึกษา ร่วมกระทำผิดไม่ว่าจะเป็นการจ้าง วาน หรือรับดำเนินการ

“ทั้งนี้ ขอให้มหาวิทยาลัยดูแลอย่างเคร่งครัด หากพบนักวิจัย อาจารย์และนักศึกษาที่กระทำผิดให้ดำเนินการตามกฏหมายทันที” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

‘ก้าวไกล’ถกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน – พิธา ประกาศ ล้างบาง องค์กรอิสระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550686

08 มิ.ย. 2566

'ก้าวไกล'ถกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน - พิธา ประกาศ ล้างบาง องค์กรอิสระ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีมหารือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) รับเป็นหนี้บุญคุณเพราะได้ข้อมูล จนนำไปขยายผลให้สังคมรับรู้ ชูทำงาน 100 วัน รื้อขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างให้ตรวจสอบได้ ส่วนที่เป็นไฮไลท์ แจงกับสื่อมีเป้าหมายล้างบาง “องค์กรอิสระ”

ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ   ซึ่งเป็นที่ตั้งของ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมคณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคก้าวไกล นำโดย นายรังสิมันต์ โรม  , นายปกรณ์วุฒิ  พิพัฒน์สกุล  ,นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ   ได้เข้าพบ นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน  ทันทีที่พบกัน นายพิธา และนายวิเชียร ได้กำมือขวาทับมือซ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ การต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมกัน 

นายพิธา กล่าวระหว่างการหารือว่า ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคก้าวไกลได้ขอข้อมูลจาก ACT มาโดยตลอด เช่น  โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม โครงการเสาไฟกินนรี เป็นต้น ซึ่งตลอด 4 ปีกับการทำหน้าที่ สส. ได้เห็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ และวันนี้ พรรคก้าวไกลอยากมารับฟังข้อเสนอแนะจากทาง ACT พร้อมนำเสนอนโยบายของพรรคก้าวไกล เพื่อนำไปสู่การต่อยอดแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

ส่วนคณะทำงานเปลี่ยนผ่านด้านการทุจริตคอร์รัปชัน 8 พรรค ยังไม่ประชุมอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผู้รับผิดชอบ ทั้ง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยังติดภารกิจอื่น ขณะเดียวกันก็เตรียมพูดคุยกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันหลังการจัดตั้งรัฐบาล 

0 พิธา ประกาศจัดซื้อ-จัดจ้าง 5 ล้านโครงการต้องโปร่งใส


นายพิธา ยืนยันอีกว่า พรรคก้าวไกลจะประสานหารือกับ ACT อีกครั้ง โดยการหารือครั้งหน้าจะนำคณะทำงานเปลี่ยนผ่านด้านทุจริตคอร์รัปชันมาร่วมหารือด้วย เพราะมีโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐ มากกว่า 5 ล้าน โครงการ หากไม่มีความโปร่งใส และไม่มี AI เข้ามาเสริม ก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้ อย่างมีประสิทธิภาพ หรือสามารถทำงานเชิงรุกได้  


สำหรับนโยบายของพรรคก้าวไกลที่นำมาเสนอวันนี้ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการภายใน 100 วัน โดยเฉพาะการบริหารงานในภาครัฐที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (AI) เข้ามาขับเคลื่อน รวมทั้งโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่จะอยู่ในระบบ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ หากมีเทคโนโลยีเหล่านี้ จะทำให้การทำงานเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น 


นายวิเชียร กล่าวว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสินบนใต้โต๊ะ การส่งน้ำร้อนน้ำชา ไปจนถึงเรื่องใหญ่โครงการระดับชาติที่เป็นปัญหาเร่งด่วน แต่กระบวนการที่จะแก้ไขจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วม น่าจะเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะพรรคการเมืองต้องไม่ให้คนของตัวเองมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือ ด้วยการสร้างปัญหาคอร์รัปชัน 

0ผู้นำองค์กรต้านคอร์รัปชันรับเห็นความหวังรัฐบาลเอาจริง

หลังการหารือ 2 ชั่วโมงครึ่ง นายวิเชียร  กล่าวว่า ดีใจที่มีพรรคการเมืองให้ความสนใจ และใส่ใจกับเรื่องของปัญหาทุจริตคอรัปชัน   และเชื่อว่าคงจะจริงจังในการหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดย ACT ในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาชน และมีเครือข่ายของสมาชิก อยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการเมือง ซึ่งนโยบายสำคัญในหลายเรื่อง การศึกษา สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาความยากจน การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น

จากการทำงานมา 10 กว่าปี เชื่อว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากไม่เร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน  ได้เสนอว่ากระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม มีเครื่องมือการจัดการ การมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ดังนั้นคงเห็นโอกาสที่จะร่วมมือกันต่อไปในอนาคต ซึ่งคาดหวังได้จากเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่น ที่นายพิธาได้พูดหลายเรื่องที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มีหลากหลาย รูปแบบ ต้องติดตามและร่วมมือกันต่อไป 

0 “พิธา” ซัดกฎหมายข้อบังคับมาก เปิดช่องให้มีส่วย

.

ด้านนายพิธา กล่าวว่า สาระสำคัญคือความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มดัชนี ในการต่อต้านการคอรัปชันให้ดีขึ้นโดยเร็ว จากที่เคยอยู่ในอันดับ 80 ซึ่งมีแผนที่จะทำ อะไรบ้างใน 100 วัน 1 ปี และ 4 ปี เพื่อให้ภาคดัชนีของคอร์รัปชันดีขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของประเทศไทย ในการดึงดูดนักลงทุน ซึ่งในการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนสส. กำลังดูว่าสามารถแก้ไขกฎหมายข้อไหนในการต่อสู้กับคอร์รัปชันโดยนำเทคโนโลยีมาสู้กับการคอร์รัปชัน เพราะบางครั้งยิ่งมีกฎหมายข้อบังคับมาก ก็จะเปิดช่องให้มีส่วย และคอร์รัปชันเช่นกัน

ทั้งนี้แกนนำของพรรคก้าวไกล  จะรวบรวมการทำงานในการต่อสู้คอร์รัปชันที่ได้รับโจทย์มาค่อนข้าง ชัดเจน 25 ข้อมูลของภาครัฐที่อยากให้เปิดแต่เข้าไม่ถึงในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา คราวนี้ขอให้เปิด เพื่อให้การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น ก็จะไปดูว่าจะใช้อำนาจในการเปิดข้อมูลเหล่านี้ในส่วนไหนได้บ้าง

ส่วนมีโครงการไหนของรัฐบาลชุดที่แล้วที่จะนำมาตรวจสอบหรือเช็คบิลนั้น นายพิธา กล่าวว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเห็นว่า น่าจะมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ปีละ 4-5 เรื่องหรือ ตลอด 4ปี กว่า 20 เรื่อง รวมทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้มก็จะได้กลับไปตามเรื่องต่อ หลังจากที่ยื่นต่อป.ป.ช. ไปแล้ว ทั้งนี้การตรวจสอบ
จะเป็นการสร้างระบบที่ยุติธรรมทั้งกับรัฐบาลชุดก่อน และรัฐบาลของตน คงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของการชำระแค้น พร้อมลดระบบการใช้ดุลยพินิจของรัฐและการผูกขาดเพื่อความโปร่งใส  เปิดให้ติดตามการตรวจสอบ

.

0 เล็งแก้ไขกฎหมาย “องค์กรอิสระ “ต้องเป็นกลาง

.

เมื่อถามว่ามีแนวโน้ม ดำเนินการกับองค์กรอิสระ ที่ถูกมองว่าเป็นแดนสนธยา มีความโปร่งใสได้หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า หลายองค์กรในองค์กรอิสระไม่ได้อิสระจริง เพราะมาจากการแต่งตั้ง จึงเห็นว่ากรรมการในองค์กรอิสระควรจะมาจากการเลือกตั้ง และเรื่องนี้เป็น 1 ใน 300 นโยบาย ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องทำ 
ย้ำว่าแนวคิดของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือรายบุคคล แต่เป็นเรื่องของที่มาที่ไปและการใช้อำนาจ โดยคณะกรรมการจะต้องมีที่มาหลากหลาย มีคนนอก มี สส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้มีความเป็นกลางมากที่สุด รับรองคนที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งตรงนี้จะต้องแก้ไขกฎหมาย 


สิ่งแรกที่พรรคก้าวไกลจะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน คือ จะได้เห็นคือการเปิดเผยข้อมูลการประชุมรัฐสภา การพิจารณางบประมาณ ของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ จะเปิดเผยไลฟ์สดได้ ถ้าเป็นรัฐบาล สามารถเปิดให้สื่อเข้าร่วมประชุมเพื่อให้การประชุมอยู่ในร่องรอย โดยไม่ต้องใช้ต้นทุน ส่วนจะเปิดเผยงบลับของกระทรวงกลาโหมได้หรือไม่นั้น จะเปิดได้เท่าที่กฎหมายอนุญาต เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นความลับของประเทศที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ นอกจากนี้กฎหมายของประเทศไทยอาจจะไม่สอดคล้องกับสากล เพราะหลายเรื่องต้องขออนุญาตจึงจะเปิดเผยได้ จึงควรต้องมีการปรับปรุง  นายพิธา ระบุ

.

'ก้าวไกล'ถกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน - พิธา ประกาศ ล้างบาง องค์กรอิสระ
'ก้าวไกล'ถกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน - พิธา ประกาศ ล้างบาง องค์กรอิสระ
'ก้าวไกล'ถกองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน - พิธา ประกาศ ล้างบาง องค์กรอิสระ

ที่อาคารศรีจุลทรัพย์  เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ   ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมคณะเข้าพบวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน 

.

ภาพโดย NATIONPHOTO

ประชุมสภาฯ ถ่ายทอดสดให้ทุกคนมีส่วนร่วม ก้าวแรก ‘ก้าวไกล’ ต้านคอร์รัปชัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550684

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

08 มิ.ย. 2566

ประชุมสภาฯ ถ่ายทอดสดให้ทุกคนมีส่วนร่วม ก้าวแรก 'ก้าวไกล' ต้านคอร์รัปชัน

“พิธา” กับก้าวแรกต้านคอร์รัปชัน แก้กฎหมายเปิดให้สื่อร่วมประชุมสภาฯ เพื่อให้อยู่ในร่องรอย “รัฐสภาโปร่งใส” และ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ส่วนงบกลาโหมเปิดได้เท่าที่เปิด

“นายพิธา ลิ้นเจริญรัตน์” แกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกล กล่าวหลังจากประชุมหารือแลกเปลี่ยนนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ว่า สิ่งแรกที่ “พรรคก้าวไกล” จะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน คือ จะได้เห็นคือการเปิดเผยข้อมูลการประชุมรัฐสภา การพิจารณางบประมาณ ของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ จะเปิดเผยไลฟ์สดได้ ถ้าก้าวไกลเป็นรัฐบาล สามารถเปิดให้สื่อเข้าร่วมประชุมเพื่อให้การประชุมอยู่ในร่องรอย โดยไม่ต้องใช้ต้นทุน

นายพิธา ลิ้นเจริญรัตน์ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกล (ขวา) นายพิธา ลิ้นเจริญรัตน์ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกล (ขวา)

ส่วนจะเปิดเผยงบลับของกระทรวงกลาโหมได้หรือไม่นั้น จะเปิดได้เท่าที่กฎหมายอนุญาต เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นความลับของประเทศที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ 


นอกจากนี้ กฎหมายของประเทศไทยอาจจะไม่สอดคล้องกับสากล เพราะหลายเรื่องต้องขออนุญาตจึงจะเปิดเผยได้ จึงควรต้องมีการปรับปรุง
 

สำหรับนโยบายนี้เป็นการผลักดันหลักการ “รัฐสภาโปร่งใส” และ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย “รัฐสภาโปร่งใส” หรือ Open Parliament จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ อยู่ที่ประธานรัฐสภา “พรรคก้าวไกล” ประกาศเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะทำให้รัฐสภาไทยโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการมีส่วนร่วมและตรวจสอบกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด คือ ถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ 

บันทึกการออกเสียงลงมติต่างๆ ของผู้แทนราษฎรทุกคน โดยนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนติดตามการทำงานของผู้แทนของตนได้อย่างสะดวก ว่าในแต่ละประเด็น ผู้แทนของตนเองได้ลงมติออกเสียงไปอย่างไรบ้าง

เช็กที่นี่ 47 หน่วย 16 จังหวัด ‘กกต.’ สั่ง ‘นับคะแนนใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550677

08 มิ.ย. 2566

เช็กที่นี่ 47 หน่วย 16 จังหวัด ‘กกต.’ สั่ง ‘นับคะแนนใหม่’

เช็คที่นี่! ‘กกต.’ มีคำสั่งเป็นทางการ ให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง2566 ใหม่ จำนวน 16 จังหวัด 47 หน่วยเลือกตั้ง นับใหม่ 11 มิ.ย.นี้ หลังเจอ ‘คะแนนเขย่ง’

วันที่ 8 มิ.ย. 2566 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(ประธาน กกต.) ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ หลัง กกต.ได้รับรายงาน ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง2566 แล้วปรากฏว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง จึงสั่งให้ นับคะแนนใหม่ ใน 47 หน่วยเลือกตั้งใน 16 จังหวัด โดยให้นับคะแนนใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 11 มิ.ย. 2566 มีรายละเอียดดังนี้

1.กรุงเทพมหานคร

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย ได้แก่

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 40 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ เขตเลือกตั้งที่ 7
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 15 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม เขตเลือกตั้งที่ 15
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 7 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 18

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 7 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง เขตเลือกตั้งที่ 5
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 11 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน เขตเลือกตั้งที่ 24

2.จังหวัดชลบุรี

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 46 เทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ที่ 5 เทศบาลตำบลเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1

3.จังหวัดชุมพร

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 21 หมู่ที่ 21 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ เขตเลือกตั้งที่ 2

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ที่ 12 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 16 หมู่ที่ 17 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ เขตเลือกตั้งที่ 2

 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

4.จังหวัดตรัง

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 31 ตำบลทับเที่ยง ( เทศบาลนครตรัง ) อำเภอเมืองตรัง เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 12 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอรัษฎา เขตเลือกตั้งที่ 2

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด เขตเลือกตั้งที่ 2

5.จังหวัดนครนายก

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก เขตเลือกตั้งที่ 1

6.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ที่ 9 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน เขตเลือกตั้งที่ 3

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 6 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 7 เทศบาลตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 8 เทศบาลตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 8 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 10 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองตาแต้ม อำเภอปราณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ที่ 3 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก เขตเลือกตั้งที่ 3

7.จังหวัดแพร่

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 เทศบาลตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ เขตเลือกตั้งที่ 1

8.จังหวัดลพบุรี

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 27 หมู่ 6 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ 2 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 5 หมู่ 4 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 11 หมู่ 6 ตำบลป่าตาล อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 14 หมู่ 9 ตำบลท่าแค อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 20 เทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 22 หมู่ 9 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 28 เทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1

9.จังหวัดสมุทรสาคร

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 24 หมู่ 5 เทศบาลนครอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบนเขตเลือกตั้งที่ 2

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ 5 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน เขตเลือกตั้งที่ 2

10.จังหวัดสระบุรี

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 2 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ที่ 7 และหมู่ 11 ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอหนองแค เขตเลือกตั้งที่ 3
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 12 เทศบาลตำบลบ้านหมอ อำเภอบ้านหมอ เขตเลือกตั้งที่ 4

11.จังหวัดสุโขทัย

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ที่ 3 เทศบาลตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ อำเภอทุ่งเสลี่ยม เขตเลือกตั้งที่ 3

12.จังหวัดกาญจนบุรี

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 8 หมู่ที่ 8 ตำบลด่านมะขามเตี้ย อำเภอด่านมะขามเตี้ย เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ เขตเลือกตั้งที่ 5

13.จังหวัดฉะเชิงเทรา

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลก้อนแก้ว อำเภอคลองเขื่อน เขตเลือกตั้งที่ 2

14.จังหวัดพังงา

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลเทศบาลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งมะพร้าว อำเภอท้ายเหมือง เขตเลือกตั้งที่ 2

15.จังหวัดเพชรบุรี

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ เขตเลือกตั้งที่ 2

16.จังหวัดหนองคาย

นับคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย เขตเลือกตั้งที่ 2
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 16 หมู่ที่ 15 ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย เขตเลือกตั้งที่ 2

‘พิธา’ ไม่หวั่น กกต.นับคะแนน 47 หน่วย – ดีใจ ศรีสุววรณ จับผิดโฆษณาสุรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550678

08 มิ.ย. 2566

'พิธา' ไม่หวั่น  กกต.นับคะแนน 47 หน่วย -   ดีใจ ศรีสุววรณ จับผิดโฆษณาสุรา

ปักหลักแบบไม่สะเทือน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล หลัง “กกต.” ไฟเขียวนับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง มั่นใจการทำงานของภาคประชาชน ที่พร้อมตรวจสอบในแบบย้อนกลับ จะเป็นหลักความมั่นใจให้พรรค ส่วนที่ “ศรี สุวรรณจรรยา” เคลื่อนไหวหาว่าโฆษณาสุรา เอาที่สบายใจ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า  การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง “กกต. “ มีคำสั่งให้นับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง  พรรคก้าวไกลไม่กังวลต่อการประกาศนับคะแนนใหม่ เพราะเชื่อว่าจะมีภาคประชาชน และมีอาสาสมัครกว่า 30,000 คน ที่บันทึกหลักฐานการตรวจนับคะแนนไว้แล้ว  จะมาร่วมตรวจสอบย้อนกลับด้วย   ขณะเดียวกันพรรคก้าวไกลไม่กังวลว่าจะถูกวินิจฉัยว่าทุจริตการเลือกตั้ง เพราะพรรคไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น หรือหากมีความจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยใด พรรคก้าวไกลก็พร้อมสู้ และเชื่อว่าหากมีการนับใหม่ พรรคก้าวไกล ก็น่าจะได้เพิ่มมากขึ้น 

 นายพิธา   กล่าวว่า ในการทำงานของ “กกต. “  ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องบัตรโหลตั้ง แต่ก่อนการเลือกตั้งแล้ว ที่ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลข  และไม่มีโลโก้ของพรรคการเมือง แต่ใช้ทั่วประเทศ เช่น สมมุติว่าการเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งแค่ 100 ใบ แต่มีการพิมพ์เกินไป 120 ถึง 130 ใบ   ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เอาผิดตน ฐานมีส่วนในการสนับสนุนการโฆษณาสุรา เจตนาตนคือการกล่าวถึงสุรานั้น เป็นการตอบคำถามสื่อมวลชน และส่วนตัวก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ไปร้องเรียน เพื่อให้สังคมได้ตั้งคำถามต่อการห้ามการโฆษณาสุราว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ที่สุราพื้นบ้านได้รับผลกระทบไปด้วย

ใครกันแน่ ริเริ่มเสนอออก พ.ร.ก.เลื่อนใช้กฎหมายอุ้มหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550673

08 มิ.ย. 2566

ใครกันแน่ ริเริ่มเสนอออก พ.ร.ก.เลื่อนใช้กฎหมายอุ้มหาย

‘สมศักดิ์’ เปิดไทม์ไลน์ออก พ.ร.ก.เลื่อนใช้กฎหมายอุ้มหาย ยืนยันไม่ได้เป็นคนเสนอ ยธ.เคยตีกลับเพราะเห็นแย้งด้วยซ้ำ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงไทม์ไลน์ การออก พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย ยืนยันไม่ใช่ผู้ริเริ่มเสนอ ตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวหา รวมถึงยังยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการต้องการรับปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้เอาผิดเข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฯ


นายสมศักดิ์ เล่าว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ กฎหมายอุ้มหาย เริ่มบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 66 ซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีความพร้อมขับเคลื่อนกฎหมาย ทั้งการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกฎหมาย การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน แต่เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 66 กระทรวงยุติธรรม 
ได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ในหมวด 3 มีทั้งหมด 8 มาตรา ออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากมีเหตุขัดข้อง คือ 1.ขาดงบประมาณและอุปกรณ์ 2.ขาดความพร้อมของบุคลากร 3.ขาดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน

ต่อมากระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือส่งกลับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะไม่เห็นด้วยกับการขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ แต่มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลบางส่วน อธิบายเหตุผลความเสียหายที่จะตามมา คือ หากไม่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายอาจเป็นเหตุให้จำเลยหรือผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีนั้น ใช้เป็นเงื่อนไขในการสู้คดีว่า “ตำรวจไม่ดำเนินการหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายทุกข้อ ในเรื่องของการบันทึกภาพตลอดการจับกุมไว้ เป็นเหตุให้คดีถูกยกฟ้อง”

ดังนั้นในวันที่ 3 ก.พ. 66 เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้หารือกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบสูงกว่านายสมศักดิ์ ซึ่งได้ข้อสรุป ยอมให้เลื่อนบังคับใช้กฎหมายถึงแค่วันที่ 30 ก.ย. 66 และให้เลื่อนใช้ แค่ 4 มาตรา จากที่ขอมา 8 มาตรา ซึ่งขอย้ำว่า ตร.ขอเลื่อนโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา

นายสมศักดิ์สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนั้นก็ไม่ได้เห็นด้วยที่จะมีการเลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย มีทั้งหนังสือไม่เห็นด้วยและตั้งวงหารือ เพราะเข้าใจดีว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกมาหลายครั้ง หลายรัฐบาลแล้ว กว่าจะสามารถออกเป็นกฎหมาย เพื่อเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงได้ ถึงขั้นนักวิชาการด้านกฎหมาย ยกให้กฎหมายอุ้มหาย เป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ในรอบ 100 ปี เพราะจะช่วยลดการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ เนื่องจากจะมีการบันทึกภาพทุกขั้นตอน ดังนั้น ที่กล่าวหาว่า เป็นผู้เริ่มก่อการ เสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง 


นายสมศักดิ์ ยืนยันได้พยายามทำให้กฎหมายบังคับใช้ทันที หากแต่เป็นเหตุผลความจำเป็นในข้อกฎหมายจะทำให้จำเลยได้เปรียบในการสู้คดี และเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง จึงต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ป้องกันไว้ การจะเลื่อนใช้บางมาตราออกไปเล็กน้อย ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรมาก  “เดินสายกลางเถอะครับ บ้านเมืองเราจะได้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความเคลือบแคลงและสงสัย” 

การไปร้องเรียน ปปช. มันเสียเวลาของประเทศ แทนที่จะได้ไปตรวจสอบเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเรื่องนี้ตนเสนอกฎหมาย Law Of Efficiency เข้าไปใน ครม.  และรับหลักการแล้วเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 66 ขณะที่กระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 66 โดยกฎหมายตัวนี้ทางเลขาธิการกฤษฎีกายังให้ความเห็นว่า “วันนี้บ้านเมืองของเราร้องเรียนกันง่ายเหลือเกิน ระบบตรวจสอบทำงานจนไม่มีเวลา” ขณะเดียวกันเลขาธิการกฤษฎีกาก็จะเพิ่มเติมให้เรื่องการร้องเรียนมีคุณภาพมากขึ้นไม่ใช่อะไรก็ร้องเรียนไปทั้งหมด 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

กรมการข้าว แจงก้าวไกล ยันใช้งบจัดงานวันข้าวตามระเบียบฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550668

08 มิ.ย. 2566

กรมการข้าว แจงก้าวไกล ยันใช้งบจัดงานวันข้าวตามระเบียบฯ

กรมการข้าว แจงก้าวไกล หลังถูกตรวจสอบใช้งบวันข้าวและชาวนา 2566ไม่เหมาะสม พร้อมแจงกระทรวงเกษตรฯยืนยัน ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ชาวนาได้ประโยชน์คุ้มค่า

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่พรรคก้าวไกล ได้ตรวจสอบงบประมาณการจัดงานวันข้าวและชาวนา ประจำปี 2566 โดยกล่าวอ้างว่าเป็นการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม นั้น

กรมการข้าวได้ชี้แจงทุกประเด็นปัญหาให้ยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบแล้ว โดยยืนยันว่าการจัดงานวันข้าวและชาวนา ตั้งแต่วันที่ 5-7 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้นได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบพัสดุ และเป็นไปตามมติคณะรัฐมตรี(ครม. )

กรมการข้าว แจงก้าวไกล ยันใช้งบจัดงานวันข้าวตามระเบียบฯ

ซึ่งในปีนี้จะทยอยจัด3 ครั้ง ประกอบด้วย ที่กรมการข้าว บางเขน กทม.ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 5-7 มิ.ย. จ.พิษณุโลก และจ.นครราชสีมา งบประมาณรวม 7.5 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่ และใกล้เคียงได้เข้าร่วม

โดยกรมการข้าวได้นำเสนอเทคโนโลยีต่างๆที่จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การทำนาคาร์บอนต่ำ การแปรรูปข้าวสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น 

กรมการข้าว แจงก้าวไกล ยันใช้งบจัดงานวันข้าวตามระเบียบฯ

สำหรับการตั้งข้อสังเกตของพรรคก้าวไกลกรณีการจ้างบริษัทออแกไนซ์ โดยไม่ได้ทำการประมูลนั้น เนื่องจากการจัดงานมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน จากแผนที่กำหนดไว้จะจัดที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตร อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี ทำให้กรมการข้าวต้องหารือกับกน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับรูปแบบ และเลือกใช้ออแกไนซ์ที่มีประสบการณ์ การจัดงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวเป็นผู้ให้ข้อมูลและตรวจรับ เนื่องจากการนำเสนอในนิทรรศการนั้นส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเชิงเทคนิค และเพื่อไม่ให้เสียเวลาแก้ไข เพราะมีระยะเวลาดำเนินการสั้นๆ

สำหรับพิธีสงฆ์ ที่ใช้งบ 5 แสนบาทในการนิมนต์หลวงพี่น้ำฝน ก็ไม่เป็นความจริงและสามารถตรวจสอบได้ การทำพิธีสงฆ์ และการจัดงานทั้งหมดนี้ ส่วนนึงเพราะอยากให้ทุกคนรำลึกถึงบุญคุณชาวนาที่ผลิตข้าวให้บริโภค และสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่คุณภาพชีวิตของชาวนายังยากจนและถูกด้อยค่าในสังคม ดังนั้นการจัดงานนี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวนา เป็นกำลังใจในการประกอบอาชีพต่อไปด้วย 

“การจัดงานครั้งนี้กรมการข้าวถือว่าคุ้มประโยชน์กับคนที่อยู่ในวงการข้าวและชาวนา การเข้ามาตรว สอบของพรรคก้าวไกลครั้งนี้ว่ามีสิทธิ์ที่จะทำได้ กรมการ ข้าวจะไม่โต้แย้ง แต่จะชี้แจงตามลำดับขั้นตอน ”    

กรมการข้าว แจงก้าวไกล ยันใช้งบจัดงานวันข้าวตามระเบียบฯ

ด้านนางออมสิน กุลรัตร เกษตรกรชาวนา จังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า วันนี้ตนเองมีความรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่ทางกรมการข้าวได้จัดวันดีๆให้กับพี่น้องเกษตรกรและให้ความสนใจกับชาวนา และเกษตรกร ได้มาหาแนวความรู้ดีๆเพื่อนำกับไปปรับใช้ให้ตรงกับความ ต้องการของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดนพ่นข้าว ปุ๋ย หรือแนวทางการดำเนินต่างๆไม่ผิดหวังจริงๆที่มาในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่กรมการข้าวนี้จริงๆ ได้ทั้งการแปรรูป การผลิต ในการทำนาที่ปลอดภัย กับชีวิตเกษตรกรเอง อยากให้มีการจัดกิจกรรมดีๆแบบนี้ขึ้นอีกในทุกๆปี ซึ่งตนองมาครั้งนี้เป็นปีแรกรู้สึกมีพลังกลับไปทำการเกษตรเพราะงานรอบนี้ได้ความรู้กลับไปใช้กลับการทำการเกษตรของตัวเองเป็นอย่างมาก

กรมการข้าว แจงก้าวไกล ยันใช้งบจัดงานวันข้าวตามระเบียบฯ

โดยกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาออกร้านจำหน่าย และออกบูธภายในงาน ได้แคปชั่นไลน์ผ่านไลน์กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขอขอบคุณอธิบดีกรมการข้าวที่จัดงานดีๆแบบนี้ เปิดโอกาสให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่ม อยากให้จัดกิจกรรมงานแบบนี้อีก ” อาทิ ร้านขนมจีนกาเหว่า ขายดีมากทั้ง3 วันนำสินค้ามาขายไม่มีวันไหนต้องขนกลับเลย ของขายแทบไม่พอ “ขอขอบพระคุณอธิบดีกรมการข้าว และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ให้โอกาสร้านขนมจีนกาเหว่า ได้มาออกบูธ สินค้าขายดีมากๆเลยครับ ขอขอบพระคุณมากครับ” วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังปัญญาบ้านแกเปะ ที่นำผลผลิตข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายภายในงานนำสินค้ารวบรวมกันมามาเยอะมากหวังช่วยให้สมาชิกได้มีรายได้ จากการมาจำหน่ายครั้งนี้ และก็เป็นที่ปราบปลื้มเพราะ จำหน่ายหมดเกลี้ยง “วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังปัญญาบ้านแกเปะ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ดูแลอย่างดี “

มวลชน 24 มิถุนายน ฯ ถล่ม ‘กกต.’ เตะถ่วง รับรองผลเลือกตั้ง -เอื้อ พล.อ. ประยุทธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550652

08 มิ.ย. 2566

มวลชน 24 มิถุนายน ฯ ถล่ม 'กกต.' เตะถ่วง รับรองผลเลือกตั้ง  -เอื้อ  พล.อ. ประยุทธ์

กลืนไม่เข้า คายไม่ออก คราวนี้ “กกต.” เผชิญหน้ามวลชน “กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย ” ที่พากันไปรวมตัวยังที่ทำการกกต. เรียกร้องให้เร่งรัดการทำงาน โดยเฉพาะการรับรองผลเลือกตั้งสส. ไม่ควรปล่อยบ้านเมืองอยู่ในภาวะไร้ทางออก ติงเรื่องเล่นงาน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ทำงานไวสุด ๆ

ที่ อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ “กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย”  นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข  นำมวลชนเดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยื่นหนังสือต่อ “กกต.”  เพื่อเรียกร้องขอให้กกต.รับรองผลการเลือกตั้งและยุติการขัดขวางประชาธิปไตย โดยระบุว่า  การที่กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง สส.ร้อยละ 95 ทำให้กระบวนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าช้า และไม่สามารถจัดการประชุมรัฐสภาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

การทำงานที่ล่าช้าของ “กกต.”  ทำให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ต้องรักษาการรัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป และเปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบประชาธิปไตยและผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่ยอมให้นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นจากประชาชนจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จนเป็นเหตุวิกฤตการณ์ในขณะนี้  ทั้งที่  มี 8 พรรคการเมืองได้เสียงข้างมากในสภาถึง 312 เสียง  เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีการเสนอให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี

ทางกลุ่มเห็นว่า กกต.กลับเลือกปฏิบัติด้วยการเร่งรีบในการพิจารณา เรื่องร้องเรียนกรณีนายพิธา ถือหุ้นสื่อไอทีวี อันอาจนำไปสู่การขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีกระทั่ง อาจไปถึงการยุบพรรคก้าวไกล หรือต้องจัดการเลือกตั้งซ่อม  ทั้งนี้ทางกลุ่มมองว่าไม่ควรรับคำร้องในกรณีนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย เพราะเป็นการใช้ข้อกำหนดรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และอาจจะนำไปสู่การออกมาชุมนุมประท้วง

“ถ้ากกต.รับเรื่องของนักร้องมาวินิจฉัย แสดงให้เห็นว่ากกต.มีความเชื่อมโยงกับคณะรัฐประหารตั้งแต่ปี 2557 เพราะมาจากการแต่งตั้งจากสว.ซึ่งสว.มาจากการคณะรัฐประหาร หากมีการหยิบยกคำร้องที่มีการดำเนินการเพื่อกลั่นแกล้งไม่ให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี  วันนี้เรานม่ได้เอาหลักฐานใด ๆ มามอบ กกต.เพราะสังคมรับรู้ว่าไอทีวี  ไม่มีอยู่จริง นายพิธาไม่ได้ถือหุ้นตั้งแต่มีสื่อไอทีวี  แต่เป็นการได้รับมรดก และวันนี้ได้โอนไปให้ทายาทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการถือหุ้นเป็นหุ้นที่น้อยมาก ไม่สามารถสั่งการใด ๆ  การร้องเรียนและการรับเรื่องเป็นไปในทิศทางที่มีเจตนาร้าย  เป็นการโค่นล้มประชาธิปไตย”

นายสมยศ กล่าวว่า  ขอให้กกต.อย่าถ่วงหน่วงเหนี่ยวการรับรองผลการเลือกตั้ง    ขอให้ประกาศการรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้มากกว่าร้อยละ 95 ภายในวันที่ 20 มิ.ย.2566 หรือโดยเร็วที่สุด เพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและประชุมรัฐสภาโหวตนายกรัฐมนตรี โดยในวันที่20 มิ.ย.จะเดินทางมากกต.อีกครั้ง เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการรับรองสส. ที่ควรมีการรับรองได้แล้วบางส่วน ส่วนพื้นที่ใดที่ต้องนับคะแนนใหม่ก็สามารถทำต่อไปได้  จากนั้นกลุ่มมวลชน ดังกล่าวจึงสลายตัวไป 

มวลชน 24 มิถุนายน ฯ ถล่ม 'กกต.' เตะถ่วง รับรองผลเลือกตั้ง  -เอื้อ  พล.อ. ประยุทธ์
มวลชน 24 มิถุนายน ฯ ถล่ม 'กกต.' เตะถ่วง รับรองผลเลือกตั้ง  -เอื้อ  พล.อ. ประยุทธ์

“กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย”  นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข  นำมวลชนเดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยื่นหนังสือต่อ “กกต.”  เพื่อเรียกร้องขอให้กกต.รับรองผลการเลือกตั้

‘พิธา’ คุย ACT เห็นตรงกันหลายเรื่อง เตรียมแถลง 4 โมง ติดตามไลฟ์สดที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550645

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

08 มิ.ย. 2566

'พิธา' คุย ACT เห็นตรงกันหลายเรื่อง เตรียมแถลง 4 โมง ติดตามไลฟ์สดที่นี่

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แย้มอยากทำงานให้ใกล้ชิดองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) มากกว่านี้ หลายเรื่องคิดเห็นตรงกัน วันนี้มาคุยเพื่อตกผลึกนโยบายต้านโกง

เมื่อเวลา 14.00 น. (8 มิ.ย. 2566) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์  “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกล พร้อมแกนนำพรรค เดินทางเข้าพบ “นายวิเชียร พงศธร” ประธาน ACT ก่อนประชุมหารือนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน “นายพิธา” ได้พูดคุยกับสื่อมวลชน ว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่ออยากทำงานให้ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ เพราะมีหลายเรื่องที่คิดเห็นตรงกัน  แต่ยังไม่ได้คุยตกผลึก วันนี้จึงจะพูดคุยหารือเพื่อความชัดเจน แต่เบื้องต้นจะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาจับทุจริต

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกล (ขวา) และนายวิเชียร พงศธร ประธาน ACT ถ่ายภาพร่วมกันก่อนการประชุมหารือนโยบายนต้านคอร์รัปชัน เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2566นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกล (ขวา) และนายวิเชียร พงศธร ประธาน ACT ถ่ายภาพร่วมกันก่อนการประชุมหารือนโยบายนต้านคอร์รัปชัน เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2566

“นายวิเชียร” กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจะคุยกันในภาพใหญ่ เพราะเวลาจำกัด ไม่ได้พูดคุยในรายละเอียด เพราะมองว่ายังมีเวลาที่จะทำงานร่วมกันอีกมากกับภาคการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายไหน 
 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเสนอแนะอะไรต่อ “พรรคก้าวไกล” เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วนหรือไม่ ทั้งเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง “นายวิเชียร” ตอบว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่เร่งด่วนทั้งนั้น เป็นปัญหาที่บั่นทอนสังคม ตอนนี้มีเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องส่วย สินบน จ่ายใต้โต๊ะ แต่กระบวนการจัดการแก้ไขต้องจัดการอย่างมีส่วนร่วม 


ส่วนข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลใหม่ หากมีคนในรัฐบาลทุจริต “นายวิเชียร” บอกว่า จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เสนอมาโดยตลอด และไม่ควรจะยอมรับคนโกง ไม่ว่าจะอยู่ในระบบใดก็แล้วแต่ ทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาคราชการ ภาคการเมือง ไม่ควรให้คนเหล่านี้มีพื้นที่ เพราะเข้ามาบั่นทอน


ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่พลังในการสร้างความเสียหายมาก ฉะนั้น หากภาคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องไม่ให้คนในภาคส่วนตนเอง มาคอยบั่นทอนความหน้าเชื่อถือ พร้อมยอมรับว่า สังคมคลางแคลงใจกับภาคการเมืองมาตลอด ซึ่งต้องปรับและสร้างความมั่นใจกลับมาให้ได้ 


เมื่อถามว่า หากรัฐบาลใหม่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด มีการตั้งความหวังไว้หรือไม่ว่าจะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น “นายวิเชียร” ตอบว่า ทุกรัฐบาลต่อไปในอนาคต จำเป็นต้องทำบทบาทตรงนี้ เพราะการประเมินที่อ้างดัชนีความเชื่อมั่น เป็นผลที่สังคมโลกยอมรับ ย้ำว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเป็นตัวสำคัญที่ทุกรัฐบาลจะต้องแก้ตั้งแต่รากฐาน เพราะจะต้องแก้รากฐานให้เป็นสภาพปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับท้ายๆ จากร้อยกว่าประเทศในโลก ยอมรับว่า น่าอับอายในแง่ของคนไทย