เริ่มแล้ว นร.จีนเข้าสู่สนามสอบ “เกาเข่า” ปีนี้จำนวนผู้สอบทะลุ 12.91 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700212

เริ่มแล้ว นร.จีนเข้าสู่สนามสอบ "เกาเข่า" ปีนี้จำนวนผู้สอบทะลุ 12.91 ล้านคน

8 มิ.ย. 2566 09:16 น.

เริ่มแล้ว นร.จีนเข้าสู่สนามสอบ “เกาเข่า” ปีนี้จำนวนผู้สอบทะลุ 12.91 ล้านคน

นักเรียนจีนตบเท้าเข้าสู่สนามสอบ “เกาเข่า” แข่งขันเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ท่ามกลางกลุ่มผู้ปกครองไปให้กำลังใจล้นหลาม ขณะที่ปีนี้จำนวนผู้เข้าสอบทะลุ 12.91 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 เว็บไซต์ข่าว CGTN ของทางการจีนรายงานว่า การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติของจีน หรือที่เรียกว่าการสอบ “เกาเข่า” (Gaokao) ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างคึกคัก หลายมหาวิทยาลัยที่เป็นสนามสอบมีบรรยากาศคึกคัก เนืองแน่นไปด้วยเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่ไปให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

การสอบครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทางการจีน ตลอดจนอาสาสมัคร ร่วมปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้เข้าร่วมการสอบแข่งขัน โดยที่เมืองเอินซือ มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน จัดสรรทีมเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบระบบไฟฟ้าของสนามสอบแข่งขัน โดยมีการจัดเตรียมระบบสำรองไฟฟ้าฉุกเฉิน เพื่อรับประกันความราบรื่นของการจ่ายไฟฟ้า

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลท้องถิ่นหลายมณฑลได้ประกาศยกระดับการบริการแก่ผู้สมัคร เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ เช่น ความปลอดภัยสาธารณะ การขนส่ง ที่พักอาศัย สุขอนามัย และการควบคุมเสียงรบกวน ตลอดจนการจัดมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มาตรการรับมือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

นอกจากนี้ ทางการจีนจะดำเนินปฏิบัติการพิเศษเพื่อปราบปรามการฉ้อโกง โดยเฉพาะการละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมอื่นๆ รวมถึงดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าสอบทุพพลภาพเกือบ 10,000 คน

ทางด้านกระทรวงศึกษาธิการจีน เปิดเผยว่า ปีนี้จำนวนนักเรียนผู้เข้าสอบอยู่ที่ 12.91 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 980,000 คน ทำให้ปีนี้มีจำนวนผู้เข้าสอบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของจีน.

“คีเลาเวอา” ภูเขาไฟลูกใหญ่ในฮาวายปะทุ น้ำพุลาวาสีแดงฉานพวยพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700201

"คีเลาเวอา" ภูเขาไฟลูกใหญ่ในฮาวายปะทุ น้ำพุลาวาสีแดงฉานพวยพุ่ง

8 มิ.ย. 2566 09:08 น.

“คีเลาเวอา” ภูเขาไฟลูกใหญ่ในฮาวายปะทุ น้ำพุลาวาสีแดงฉานพวยพุ่ง

ภูเขาไฟ “คีเลาเวอา” บนเกาะฮาวายปะทุ น้ำพุลาวาพวยพุ่งไหลออกมา ทางการประกาศยกระดับเตือนภัยเป็น “สีแดง” เพื่อป้องกันสูงสุดไว้ก่อน แม้ตอนนี้ยังไม่พบว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนก็ตาม

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2566 ภูเขาไฟ “คีเลาเวอา” (Kilauea) บนเกาะบิ๊กไอส์แลนด์ ของฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดการปะทุเถ้าถ่าน และมีน้ำพุลาวาสีแดงพวยพุ่งออกมาจากบริเวณปากปล่อง นับเป็นการปะทุครั้งล่าสุดหลังจากภูเขาไฟสงบนิ่งมานานกว่า 3 เดือน

เจ้าหน้าที่หน่วยบริหารจัดการภัยฉุกเฉิน เปิดเผยว่า ได้ยกระดับเตือนภัยมาเป็น “สีแดง” หรืออันตรายสูงสุด แม้ว่าอย่างไรก็ตามบริเวณปากปล่องภูเขาไฟอยู่ในพื้นที่ปิดของอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย ซึ่งเขตชุมชนและเขตป่าอุทยานแห่งชาติ ยังอยู่ในระยะปลอดภัยจากอันตรายของลาวา

ก่อนหน้านี้ หน่วยสำรวจภูเขาไฟฮาวาย ของสำนักงานธรณีวิทยาสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ภาพจากจอมอนิเตอร์ทำให้ตรวจพบการไหลพวยพุ่งของลาวาหินร้อน ที่ปากปล่องฮาเลเมาเมา บริเวณใกล้ยอดภูเขาไฟลูกนี้ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 มิถุนายน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟคีเลาเวอา เคยเกิดการปะทุรุนแรง เมื่อปี 2562 มาแล้ว ทำให้ลาวาไหลเป็นทาง สู่พื้นที่ด้านล่างสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก.

อินโดนีเซียเตรียมรับมือไฟป่า หวั่นเอลนีโญหวนคืนทำฤดูแล้งนานขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700175

อินโดนีเซียเตรียมรับมือไฟป่า หวั่นเอลนีโญหวนคืนทำฤดูแล้งนานขึ้น

8 มิ.ย. 2566 05:45 น.

อินโดนีเซียเตรียมรับมือไฟป่า หวั่นเอลนีโญหวนคืนทำฤดูแล้งนานขึ้น

อินโดนีเซียเตรียมตัวรับมือความเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟป่าวงกว้างในประเทศอีกครั้ง หลังปรากฏการณ์เอลนีโญจะหวนกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อาจทำให้ฤดูแล้งลากยาวขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ทิศทางการเกิดไฟป่าในประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าตอนนี้ อินโดนีเซียจะยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนไปฤดูแล้ง โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเกิดไฟป่าขึ้น 4 ครั้ง แต่ตั้นเดือนมิถุนายนกลับเกิดขึ้นถึง 16 ครั้ง

“ถ้าแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านยังเป็นแบบนี้ เราสามารถจินตนาการได้เลยว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว” นายมูฮารี กล่าว

ทั้งนี้ ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เหตุไฟป่าวงกว้างในประเทศอินโดนีเซียเป็นสาเหตุทำให้ควันไฟหนาทึบลอยไปปกคลุมในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์, มาเลเซีย และไทย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนหลายล้านคน

เหตุไฟป่าครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2562 โดยในปีนั้นมีป่าถูกเผาไปมากกว่า 162,000 เฮกเตอร์, สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึง 624 ล้านตัน รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเป็นผลจากปรากฏการณ์ 2 อย่างที่มาบรรจบกัน ได้แก่ เอลนีโญ ในแปซิฟิ กับปรากฏการณ์ IOD ที่น้ำฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียอุ่นผิดปกติ จนดันอากาศออกจากอินโดนีเซีย

แต่จำนวนการเกิดไฟป่าในอินโดนีเซียก็ลดลงอย่างมากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการมาของลานีญา ที่ทำให้ฝนตกมากขึ้น โดยเมื่อปีก่อนไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ของอินโดนีเซียไปราว 20,000 เฮกเตอร์ หรือเพียง 1 ใน 8 ของสถิติปี 2562

อย่างไรก็ตาม องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกพบสัญญาณว่า เอลนีโญจะกลับมาอีกครั้งในช่วงครึ่งหลักของปี 2566 นี้ ขณะเดียวกับที่แบบจำลองชี้ว่า ปรากฏการณ์ IOD ก็จะกลับมาเช่นกัน และทำให้ความแห้งแล้งฝีมือของเอลนีโญแย่ลงอีก

นายอูริป ฮาร์โยโก นักสภาพอากาศวิทยาของสำนักงานอุตุนิยมวิทยา, สภาพอากาศวิทยา และธรณีวิทยา (BMKG) ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียอาจเผชิญกับฤดูแล้งยาวนานไปจนถึงเดือนมีนาคมหรือเมษายนปีหน้าเลยทีเดียว และช่วงเวลาที่แห้งแล้งที่สุดจะอยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคมปีนี้ เนื่องจากพระอาทิตย์จะตรงเส้นศูนย์สูตร

ด้าน นายมูฮารี กล่าวว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีโอกาสเกิดไฟป่าได้มากที่สุด ซึ่งพวกเขาต้องเตรียมพร้อมรับมือ

ที่มา : cna

เม็กซิโกยืนยัน ชิ้นส่วนศพพบถูกทิ้งบนภูเขา เป็นของ 8 พนง.คอลเซ็นเตอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700172

เม็กซิโกยืนยัน ชิ้นส่วนศพพบถูกทิ้งบนภูเขา เป็นของ 8 พนง.คอลเซ็นเตอร์

8 มิ.ย. 2566 04:45 น.

เม็กซิโกยืนยัน ชิ้นส่วนศพพบถูกทิ้งบนภูเขา เป็นของ 8 พนง.คอลเซ็นเตอร์

เจ้าหน้าที่ของประเทศเม็กซิโก ยืนยันชิ้นส่วนศพจำนวนมากที่ถูกพบทิ้งไว้ที่หุบเขาแห่งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นของพนักงานคอลเซ็นเตอร์ 8 คน ที่หายตัวไปก่อนหน้านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 มิ.ย. 2566 ว่า เจ้าหน้าที่เม็กซิโกยืนยันว่า ชิ้นส่วนศพมนุษย์จำนวนมาก ซึ่งพบเมื่อสัปดาห์ก่อน ในถุงพลาสติก 45 ใบ ที่ถูกนำมาทิ้งที่หุบเขาแห่งหนึ่งในเมืองกัวดาลาฮารา เป็นของพนักงานคอลเซ็นเตอร์ 8 คน ที่หายตัวไปราว 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น

เจ้าหน้าที่สืบสวนของเม็กซิโกสงสัยว่า บริษัทคอลเซ็นเตอร์แห่งนี้อาจเป็นฉากบังหน้าของบริษัทผิดกฎหมาย ที่มีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงและขู่กรรโชกนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน และอาจบริหารโดยแก๊ง ‘Jalisco New Generation’ (CJNG) แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า พนักงานทั้ง 8 คนถูกสังหารโดยกลุ่ม CJNG หรือตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคู่แข่ง

ทั้งนี้ พนักงานซึ่งประกอบด้วยผู้ชาย 6 คนกับผู้หญิง 2 คน หายตัวไประหว่างวันที่ 20-31 พ.ค. ก่อนเจ้าหน้าที่จะพบถุงบรรจุศพ เมื่อ 31 พ.ค. โดยทางการรัฐฮาลิสโกไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ตายมากนัก แต่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 23-37 ปี

คนแรกที่หายตัวไปมีชื่อว่า คาร์ลอส การ์เซีย อายุ 31 ปี ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 20 พ.ค. โดยตอนแรก การหายตัวไปของเขายังไม่ถูกเชื่อมโยงกับคอลเซ็นเตอร์เจ้าปัญหา เพราะญาติของเขาระบุเพียงว่านายการ์เซียทำงานให้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก

แต่หลังจากวันที่ 23 พ.ค. ที่พ่อแม่ของ น.ส.อิตเซล อบิเกล วัย 27 ปี และนายคาร์ลอส บายาโดลิด อายุ 23 ปี เข้าแจ้งความว่าทั้งคู่หายตัวไป รายงานเรื่องการหายตัวไปของพนักงานคอลเซ็นเตอร์แห่งนี้ก็ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว

มารดาของ นายอาร์ตูโร โรเบิลส์ อายุ 30 ปี บอกกับสื่อว่า เธอคุยกับลูกชายครั้งสุดท้าย เมื่อเช้าวันที่ 22 พ.ค. เป็นการคุยผ่านโทรศัพท์ โดยนายโรเบิลส์บอกว่าถึงที่ทำงานแล้ว และกำลังจะไปทานข้าวเช้าก่อนเริ่มทำงาน ขณะที่แฟนสาวของ นายเชซุส ซาลาซาร์ วัย 37 ปี เผยว่า เธอได้รับข้อความจากแฟนหนุ่มว่า ถึงที่ทำงานแล้ว ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อมาอีก

นอกจากนั้น พนักงานคนอื่นๆ ได้แก่ น.ส.เมย์รา เบลาซเกซ วัย 29 ปี, นายฮอร์เก โมเรโน อายุ 28 ปี นาย ฮวน อันโตนิโอ อายุ 34 ปี ก็ล้วนหายตัวไปในวันเดียวัน

ที่มา : bbc

นักวิทย์ทึ่ง พบจระเข้ตั้งท้องเองได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ เป็นครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700168

นักวิทย์ทึ่ง พบจระเข้ตั้งท้องเองได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ เป็นครั้งแรก

8 มิ.ย. 2566 03:25 น.

นักวิทย์ทึ่ง พบจระเข้ตั้งท้องเองได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ เป็นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์พบจระเข้สามารถตั้งท้องได้เองโดยไม่ต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้เป็นครั้งแรก แต่เชื่อว่ามันอาจทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์พบจระเข้ที่สามารถตั้งท้องเองได้โดยไม่ต้องมีการผสมพันธุ์เป็นครั้งแรก ที่สวนสัตว์ในประเทศคอสตาริกา หลังจากผลการตรวจสอบยืนยันแล้วว่า จระเข้เพศเมียตัวนี้ ผลิตตัวอ่อนที่มีรหัสพันธุกรรมตรงกับตัวเองถึง 99%

ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า virgin birth นี้ ถูกพบในนก, ปลา และสัตว์เลื้อยคลานสายพันธุ์ต่างๆ แต่ไม่เคยพบในจระเข้มาก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่านี่อาจเป็นความสามารถที่สืบทอดต่อกันจากบรรพบุรุษของมัน ซึ่งทำให้เป็นไปได้ว่า ไดโนเสาร์ก็อาจมีลูกโดยไม่ต้องผสมพันธุ์ได้เช่นกัน

ผลการวิจัยเกี่ยวกับการค้นพบครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Biology Letters โดยระบุว่า จระเข้สายพันธุ์อเมริกัน เพศเมีย อายุ 18 ปี ที่สวนสัตว์ ‘ปาร์เก เรปติลาเนีย’ (Parque Reptilania) วางไข่ออกมาฟองหนึ่งในเดือนมกราคม 2561 โดยตัวอ่อนภายในเติบโตอย่างเต็มที่แล้ว แต่มันตายก่อนที่จะได้ฟักตัวออกมา

ทางสวนสัตว์ระบุว่า พวกเขาได้จระเข้ตัวนี้มาตั้งแต่ตอนที่มันอายุ 2 ขวบ และเลี้ยงมันแยกจากจระเข้ตัวอื่นมาตลอดชีวิต ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสวนสัตว์ติดต่อกับ ดร.วอร์เรน บูธ ผู้ศึกษาเรื่อง พาร์ทีโนจินิซิส หรือการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศมานานกว่า 11 ปี เพื่อตรวจสอบยืนยัน

ดร.บูธ ทำการวิเคราะห์ตัวอ่อน และพบว่ามันมีรหัสพันธุกรรมเหมือนกับแม่ของมันมากกว่า 99% เป็นการยืนยันว่า มันถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีพ่อ

อย่างไรก็ตาม ดร.บูธ ระบุว่า เขาไม่ประหลาดใจกับการค้นพบครั้งนี้ เพราะเราเห็นเรื่องแบบนี้ในฉลาม, นก, งู และกิ้งก่าต่างๆ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปและเป็นวงกว้าง แต่ที่เราไม่เคยเห็นมันในจระเข้ก็อาจเป็นเพราะว่า ผู้คนไม่ได้พยายามมองหากรณีตัวอย่างในจระเข้

“รายงานเกี่ยวกับการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเพิ่มมากขึ้น หลังจากผู้คนเริ่มเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ผู้เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป ไม่ได้เลี้ยงจระเข้”

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์มีการตั้งทฤษฎีว่า ความสามารถสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศจะเกิดขึ้นในสัตว์ที่เหลือจำนวนน้อยและเสี่ยงสูญพันธุ์ ซึ่ง ดร.บูธ เห็นด้วย และระบุว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นกับไดโนเสาร์บางสายพันธุ์ตอนที่จำนวนของพวกมันลดลง เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป

“ข้อเท็จจริงที่ว่ากลไกการสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศเหมือนกันในสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ บ่งชี้ว่านี่เป็นคุณสมบัติเก่าแก่มากที่สืบทอดต่อกันมาผ่านยุคสมัย ดังนั้นมันจึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ไดโนเสาร์ก็อาจสืบพันธุ์ด้วยวิธีนี้ได้เช่นกัน”

ที่มา : bbc

เมืองสหรัฐฯ มลพิษพุ่ง ควันไฟป่าแคนาดาปกคลุม กระทบคน 55 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700163

เมืองสหรัฐฯ มลพิษพุ่ง ควันไฟป่าแคนาดาปกคลุม กระทบคน 55 ล้าน

8 มิ.ย. 2566 02:05 น.

เมืองสหรัฐฯ มลพิษพุ่ง ควันไฟป่าแคนาดาปกคลุม กระทบคน 55 ล้าน

ควันจากไฟป่ากว่า 400 จุด ในประเทศแคนาดาลอยเข้าปกคลุมหลายเมืองทางตะวันออกของสหรัฐฯ ทำให้ค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูง กระทบชาวอเมริกันกว่า 55 ล้านคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 7 มิ.ย. 2566 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ประกาศเตือนประชาชนในภาคตะวันออกของประเทศให้ระวังสภาพอากาศระดับไม่ดี หรือถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลังจากควันไฟป่าจากประเทศแคนาดาลอยเข้ามาปกคลุมจนทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม

ข่าวระบุว่าตอนนี้ชาวอเมริกันมากกว่า 55 ล้านคน ในภาคตะวันออก ต้องอยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยคุณภาพอากาศเนื่องจากควันไฟป่า โดยเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าควันไฟจะกระทบหนักที่สุดในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนภูมิภาคแอตแลนติกตอนกลาง ลงไปจนถึงรัฐนอร์ท และเซาท์ แคโรไลนา และอาจคงอยู่จนถึงวันพฤหัสบดีเป็นอย่างน้อย

เขตเทศบาลใหญ่หลายแห่งในรัฐเพนซิลเวเนีย, นิวยอร์ก, นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนตทิคัต มีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินกว่า 150 จุด หรือ “ไม่ดีต่อสุขภาพ”

ที่เมืองฟิลาเดลเฟียมีค่า AQI พุ่งไปถึง 205 จุดในช่วงเช้าวันพุธ ซึ่งเป็นระดับที่ “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก” จนต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดง เนื่องจากคนชรา, เด็ก และสตรีมีครรภ์ หรือผู้มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด มีโอกาสสูงที่จะได้รับอันตรายร้ายแรงจากควันไฟ ส่วนนครนิวยอร์ก, นครนิวเจอร์ซีย์ และเมืองนิว เฮเวน มีค่า AQI ระหว่าง 155-171 จุด

อย่างไรก็ตาม คาดว่าอากาศในนิวยอร์ก, ฟิลาเดลเฟีย และกรุงวอชิงตัน ดีซี จะดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดวันสวนทางกับที่เมืองบอสตัน, พิตส์เบิร์ก และราลี ในรัฐนอร์ท แคลิฟอร์เนีย ที่อากาศจะแย่ลงเรื่อยๆ ในวันพุธ

ขณะเดียวกันที่กรุงออตตาวา เมืองหลวงของประเทศแคนาดา ก็เผชิญกับมลพิษทางอากาศระดับเลวร้ายที่สุด หลังเกิดไฟป่ากว่า 150 จุดทั่วรัฐควิเบกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้แคนาดามีไฟป่าลุกไหม้อยู่ทั้งหมด 414 จุดทั่วประเทศ โดย 239 จุดในจำนวนนี้อยู่ในระดับเหนือการควบคุม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2566 รัฐควิเบกเผชิญไฟป่าไปแล้วมากกว่า 400 ครั้ง มากกว่าปกติร่วมเท่าตัว โดยหากนับรวบทั่วประเทศ ในปีนี้พื้นที่ในแคนาดาถูกไฟป่าเผาผลาญไปแล้วไม่น้อยกว่า 9 ล้านเอเคอร์ มากกว่าปกติถึง 15 เท่า

ควันไฟป่าที่ปกคลุมภาคตะวันออกของสหรัฐฯ จะส่อแววกระทบต่อการเดินทางทางอากาศตามเมืองใหญ่ๆ โดยจนถึงช่วงเที่ยงวันพุธ สหรัฐฯ ยกเลิกเที่ยวบินไปแล้ว 74 เที่ยว และมีเที่ยวบินออกเดินทางล่าช้าอีก 1,257 เที่ยวบิน

ที่มา : cnn

ผ่านพ้นด้วยดี โป๊ปฟรานซิส รับการผ่าตัดรักษาไส้เลื่อน ที่กรุงโรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700159

ผ่านพ้นด้วยดี โป๊ปฟรานซิส รับการผ่าตัดรักษาไส้เลื่อน ที่กรุงโรม

8 มิ.ย. 2566 00:07 น.

ผ่านพ้นด้วยดี โป๊ปฟรานซิส รับการผ่าตัดรักษาไส้เลื่อน ที่กรุงโรม

โป๊ปฟรานซิสเสร็จรับการผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนที่โรงพยาบาลในกรุงโรม โดยการผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และพระองค์จะประทับโรงพยาบาลต่ออีกหลายวันเพื่อพักฟื้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขของคริสตจักรโรมันคาทอลิก เข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อนที่เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม เมื่อวันพุธที่ 7 มิ.ย. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งการผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ

ก่อนหน้านี้ นายมัตเตโอ บรูนี โฆษกของนครรัฐวาติกัน โรคไส้เลื่อนทำให้เกิดอาการป่วยซ้ำๆ สร้างความเจ็บปวดและอาการแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้ทีมแพทย์ของโป๊ปฟรานซิสตัดสินใจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า พระองค์จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

“ในช่วงบ่าย พระองค์จะรับการผ่าตัดเปิดช่องท้องและผนังช่องท้อง โดยใช้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป” นายบรูนีระบุ และเสริมว่า “พระองค์จะอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน เพื่อดูแลหลังการผ่าตัดและให้การทำงานของร่างกายฟื้นฟูกลับมาอย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิส ซึ่งปัจจุบันมีพระชนมายุ 86 พรรษาแล้ว แม้โดยรวมจะถือว่ามีพระพลานามัยที่ดีตลอดการดำรงตำแหน่ง 1 ทศวรรษของพระองค์ แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พระองค์ต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง โดยปัจจุบันพระองค์ต้องใช้ไม้ค้ำหรือรถเข็นช่วย เนื่องจากโรคข้อเข่าเรื้อรัง

ในช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา โป๊ปฟรานซิสยังให้ประชาชนทั่วไปเข้าเฝ้าประจำสัปดาห์ตามปกติ โดยไม่มีการระบุถึงเรื่องผ่าตัดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำนักงานฝ่ายสื่อของวาติกันระบุว่า หลังจากนี้การเข้าเฝ้าจะถูกยกเลิกไปจนถึงวันที่ 18 มิ.ย. โดยเป็นมาตรการเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน

เมื่อปี 2564 พระองค์ก็เคยต้องประทับในโรงพยาบาลนาน 10 วัน หลังผ่าตัดลำไส้ใหญ่บางส่วนออกไป เพื่อรักษาอาการเจ็บท้อง แต่โป๊ปฟรานซิสเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า อาการเจ็บหวนกลับมาอีกครั้งแล้ว ขณะที่เมื่อเดือนมีนาคม พระองค์ก็ต้องเข้ารับการรักษาอาการหลอดลมอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อ

ที่มา : bbc

ยูเครนระทึกอีก ควันปริศนาลอยฟุ้ง หวั่นท่อส่งก๊าซแอมโมเนียโดนปืนใหญ่ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700100

ยูเครนระทึกอีก ควันปริศนาลอยฟุ้ง หวั่นท่อส่งก๊าซแอมโมเนียโดนปืนใหญ่ (คลิป)

7 มิ.ย. 2566 18:56 น.

ยูเครนระทึกอีก ควันปริศนาลอยฟุ้ง หวั่นท่อส่งก๊าซแอมโมเนียโดนปืนใหญ่ (คลิป)

ควันปริศนาลอยฟุ้งกลางป่าในยูเครน หวั่นท่อส่งก๊าซแอมโมเนียใหญ่ที่สุดในโลกที่แคว้นคาร์คิฟโดนกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายรัสเซีย ขณะที่ยูเครนเพิ่งเจอหายนะเขื่อนคาคอฟกา ‘แตก’ เพราะโดนระเบิด

เมื่อ 7 มิ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดความวิตกกังวลอาจเกิดหายนภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ยูเครนอีกครั้ง เมื่อพบกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยฟุ้ง จนทำให้คาดว่าท่อส่งก๊าซแอมโมเนียขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในแคว้นคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน อาจโดนกระสุนปืนใหญ่จนท่อส่งก๊าซแอมโมเนียได้รับความเสียหาย และกลุ่มควันที่ตลบอบอวลอย่างน่ากลัวว่าอาจเป็นควันพิษ 

แหล่งข่าวในรัสเซียและยูเครนเปิดเผยว่ามีการยิงโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่ในแคว้นคาร์คิฟ ขณะที่แหล่งข่าวที่สนับสนุนรัสเซียยังได้เผยคลิปแสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ท่ีกลัวว่าจะเป็นก๊าซพิษลอยฟุ้งอย่างน่ากลัวอยู่เหนือป่าแห่งหนึ่งใกล้เมือง Masyutivka ซึ่งอยู่ในเขต ‘พื้นที่สีเทา’ (Grey Zone) ระหว่างแนวรบของรัสเซียกับยูเครน ใกล้เมือง Kupyansk ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตก๊าซแอมโนเนียที่อยู่ห่างออกไปทางเหนือไม่ไกลนัก 

ชมคลิป : ที่นี่

ถึงแม้โรงงานผลิตก๊าซแอมโมเนียแห่งนี้ในยูเครนได้หยุดทำงานตั้งแต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เปิดฉากทำสงครามในยูเครนตั้งแต่ ก.พ. 2565 ทว่ายังคงมีปริมาณก๊าซแอมโมเนียจำนวนมากค้างอยู่ในท่อส่งก๊าซ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่ากลุ่มควันที่ลอยตลบอบอวลอยู่ป่าแห่งนี้มาจากท่อส่งก๊าซแอมโมเนียถูกกระสุนปืนใหญ่จนได้รับความเสียหายจริงหรือไม่ แต่ความกังวลใจในเรื่องนี้มีขึ้นหลังจากเพิ่งเกิดหายนภัย เขื่อนโนวาคาคอฟกา หรือเรียกสั้นๆ ว่า เขื่อนคาคอฟกา ในแคว้นเคอร์ซอน ทางภาคใต้ของยูเครน ได้แตกหลังจากโดนระเบิด จนทำให้มวลน้ำมหาศาลทะลักท่วม ทำให้เกิดน้ำท่วมในแคว้นเคอร์ซอน จนต้องมีการอพยพประชาชนนับแสนคน

ทั้งนี้ ก๊าซแอมโมเนีย เป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตปุ๋ยเคมี ซึ่งรัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ขณะเดียวกัน ก๊าซแอมโมเนีย ก็เป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายสูงต่อร่างกาย สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อปอด หลอมลม จมูกและตา. 

ที่มา : Dailymail

Cr ภาพ: Twitter

สุดทึ่ง กล้องเจมส์ เวบบ์ พบสารอินทรีย์ ในกาแล็กซีห่างไกลที่สุด ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700000

สุดทึ่ง กล้องเจมส์ เวบบ์ พบสารอินทรีย์ ในกาแล็กซีห่างไกลที่สุด ครั้งแรก

7 มิ.ย. 2566 17:23 น.

สุดทึ่ง กล้องเจมส์ เวบบ์ พบสารอินทรีย์ ในกาแล็กซีห่างไกลที่สุด ครั้งแรก

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) พบสารอินทรีย์ที่ในกาแล็กซีห่างไกลที่สุดจากโลกถึง 12,000 ล้านปีแสงเป็นครั้งแรก

เมื่อ 7 มิ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าในแวดวงดาราศาสตร์ว่า นักดาราศาสตร์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) สามารถตรวจจับสารอินทรีย์ได้เป็นครั้งแรก ในกาแล็กซี หรือดาราจักร ที่อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางกว่า 12,000 ล้านปีแสง ซึ่งถูกเรียกว่ากาแล็กซี ‘SPT0418-47’

การค้นพบครั้งนี้ของกล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ ซึ่งถือเป็นการวิเคราะห์โมเลกุลของสสารที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมี เป็นการช่วยอธิบายให้เห็นถึงปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นในกาแล็กซีที่เกิดขึ้นมาเก่าแก่เนิ่นนานที่สุด และยังอธิบายให้เห็นถึงวิธีการที่ปฏิกิริยาเคมีเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการก่อตัวของดวงดาวได้อย่างไร

สารอินทรีย์เชิงซ้อน ที่พบในกาแล็กซี ‘SPT0418-47’ นั้น เมื่ออยู่บนโลก โมเลกุลเชิงซ้อนเหล่านี้ มีชื่อว่า Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน) หรือ PAHs ซึ่งพบได้ในฝุ่น ควัน เขม่า หมอกควัน ไอเสียจากรถยนต์ และไฟป่า โดยพื้นฐานของโมเลกุลนี้คือธาตุคาร์บอน ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นธาตุสำคัญของกรดอะมิโนที่ใช้สร้างโปรตีน

แสงจากกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยฝุ่น เริ่มเดินทางผ่านจักรวาล ขณะที่กาแล็กซี ‘SPT0418-47’ มีอายุน้อยกว่า 1,500 ล้านปี หรือมีอายุเพียงแค่ 10% ของอายุในปัจจุบันนี้ ที่มีอายุถึง 13,800 ล้านปี

ก่อนหน้านี้ กาแล็กซี ‘SPT0418-47’ ถูกพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์ที่ South Pole ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติในปี 2556 จากนั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตกาแล็กซีดังกล่าว โดยกล้องโทรทรรศน์ อย่าง กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล และ กล้องโทรทรรศน์อาร์เรย์ในชิลี

แต่ด้วยประสิทธิภาพของแสงอินฟราเรดจากกล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ ที่สามารถจับแสงที่มองเห็นได้ด้วยตามนุษย์และมองเข้าไปในฝุ่นจักรวาล จึงทำให้สามารถพบรายละเอียดใหม่ๆ เกี่ยวกับกาแล็กซีนี้ 

ด้านจัสติน สปิลเกอร์ หัวหน้านักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Texas A&M (เท็กซัส เอแอนด์เอ็ม) ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โมเลกุลที่ค้นพบในกาแล็กซี ‘SPT0418-47’ นั้นไม่ใช่โมเลกุลง่ายๆ อย่างน้ำ หรือคาร์บอนไดออกไซด์ แต่เป็นการพบโมเลกุลเชิงซ้อนที่ประกอบด้วยอะตอมหลายร้อยอะตอมเลยทีเดียว.

ที่มา: CNNSpace
Cr ภาพ: NASA Webb Telescope

ยูเครนเร่งอพยพปชช. หลังเหตุโจมตีเขื่อนคาคอฟกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700013

ยูเครนเร่งอพยพปชช. หลังเหตุโจมตีเขื่อนคาคอฟกา

7 มิ.ย. 2566 15:07 น.

ยูเครนเร่งอพยพปชช. หลังเหตุโจมตีเขื่อนคาคอฟกา

ยูเครนเร่งอพยพประชาชน หลังประเมินว่า ประชาชนราว 42,000 คน มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ควบคุมของรัสเซียและยูเครนตามแนวแม่น้ำดนีโปร หลังการโจมตีเขื่อนโนวา คาคอฟกา

ประชาชนราว 42,000 คน เสี่ยงเผชิญน้ำท่วมในพื้นที่ควบคุมของรัสเซียและยูเครนตามแนวแม่น้ำดนีโปร หลังเขื่อนโนวา คาคอฟกาได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติเตือนถึง “ผลกระทบที่ร้ายแรง”

ยูเครนและรัสเซียต่างกล่าวโทษกันและกัน ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขื่อนขนาดมหึมาพังทลายเมื่อวันอังคาร ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมไปทั่วพื้นที่สงครามของยูเครน และทำให้ผู้คนหลายหมื่นคนต้องอพยพ

ยูเครนกล่าวว่า รัสเซียก่ออาชญากรสงครามโดยเจตนาในการระเบิดเขื่อนโนวา คาคอฟกา ที่สร้างขึ้นในยุคสหภาพโซเวียต ด้านรัสเซียกล่าวโทษยูเครนว่า พยายามหันเหความสนใจจากการเปิดฉากตอบโต้ครั้งใหญ่ แต่กลับโจมตีเป้าหมายผิดพลาด

มาร์ติน กริฟฟิธส์ หัวหน้าฝ่ายช่วยเหลือของสหประชาชาติ กล่าวกับคณะมนตรีความมั่นคงว่า เขื่อนแตกจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหลายหมื่นคนทางตอนใต้ของยูเครน ในพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแนวหน้า ทั้งการสูญเสียที่อยู่อาศัย อาหาร น้ำสะอาด และการดำรงชีวิต และเตือนว่า ความหายนะครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นจริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่นายจอห์น เคอร์บี โฆษกของสหรัฐฯ กล่าวว่า น้ำท่วมอาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ยูเครนประเมินว่าประชาชนประมาณ 42,000 คน มีความเสี่ยงจากน้ำท่วม ซึ่งคาดว่าจะสูงสุดในวันพุธ ส่วนที่เมืองเคอร์ซอน ซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อนประมาณ 60 กม. ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 3.5 เมตรในวันอังคาร ทำให้ชาวบ้านต้องลุยน้ำสูงถึงหัวเข่าเพื่ออพยพ พร้อมถือถุงพลาสติกที่บรรจุข้าวของต่างๆ ของใช้ และสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก ส่วนรถโดยสารประจำทาง รถไฟ และยานพาหนะส่วนตัว ถูกใช้ในการขนส่งผู้คนไปยังที่ปลอดภัยจากชุมชนประมาณ 80 แห่งที่ถูกน้ำท่วม

ส่วนประชาชนที่อาศัยในเมืองโนวา คาคอฟกา ริมฝั่งแม่น้ำดนีโปร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมโดยรัสเซียกล่าวว่าพวกเขาบางคนตัดสินใจอยู่ต่อแม้ถูกสั่งให้อพยพออกไป ขณะที่สวนสัตว์คาซโควา ดิโบรวา ถูกน้ำท่วมทั้งหมด และสัตว์ทั้งหมด 300 ตัวตาย 

สหรัฐฯ ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่นายโรเบิร์ต วูด รองเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า มันไม่สมเหตุสมผลที่ยูเครนจะทำลายเขื่อนและทำร้ายประชาชนของตนเอง ทั้งนี้ อนุสัญญาเจนีวาห้ามการกำหนดเป้าหมายเขื่อนในช่วงสงคราม เนื่องจากเป็นอันตรายต่อพลเรือน

นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวในวิดีโอว่า ก่อนหน้านี้อัยการยูเครนได้ติดต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับเขื่อน ก่อนหน้านี้ เขากล่าวทางเทเลแกรมว่ากองกำลังรัสเซียระเบิดโรงไฟฟ้าจากด้านใน

เขื่อนโนวา คาคอฟกา ส่งน้ำไปยังพื้นที่พื้นที่เพาะปลูกทางตอนใต้ของยูเครน รวมถึงคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียยึดครอง ตลอดจนใช้ในการระบายความร้อนให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริเซีย ที่รัสเซียยึดครอง

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ถ่ายเมื่อบ่ายวันอังคารโดยบริษัท แมกซา เทคโนโลยีส์ แสดงให้เห็นบ้านและอาคารหลายแห่งที่จมอยู่ใต้น้ำ แมกซา กล่าวว่า ภาพของพื้นที่มากกว่า 2,500 ตารางกิโลเมตร ระหว่างเมืองโนวา คาคอฟกา และอ่าวดนิพรอฟสกา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเคอร์ซอน แสดงให้เห็นเมืองและหมู่บ้านจำนวนมากที่ถูกน้ำท่วม

หน่วยงานเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติกล่าวว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริเซีย ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำของอ่างเก็บน้ำ ควรมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะทำให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เย็นลงเป็นเวลาหลายเดือน นอกเหนือจากบ่อแยก

ในขณะที่ยูเครนเตรียมการตอบโต้ นักวิเคราะห์ทางทหารบางคนกล่าวว่า น้ำท่วมอาจเป็นประโยชน์ต่อรัสเซียโดยการชะลอหรือจำกัดการรุกของยูเครนตามแนวหน้าส่วนนั้น.