‘มิโอะ อิมาดะ’ สาวสวยน้ำตาสั่งได้ จากภาพยนตร์รายได้อันดับ 1 ‘MY HAPPY MARRIAGE’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/740128

'มิโอะ อิมาดะ' สาวสวยน้ำตาสั่งได้ จากภาพยนตร์รายได้อันดับ 1 'MY HAPPY MARRIAGE'

‘มิโอะ อิมาดะ’ สาวสวยน้ำตาสั่งได้ จากภาพยนตร์รายได้อันดับ 1 ‘MY HAPPY MARRIAGE’

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“MY HAPPY MARRIAGE ขอให้รักเรานี้ได้มีความสุข” ภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีทำรายได้อันดับ 1 ณ ประเทศญี่ปุ่น ในยุคที่มีการตื่นตัวเปิดรับอารยธรรมตะวันตกก่อนจะเข้าสู่ญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เหล่าผู้สืบเชื้อสายตระกูลผู้มี “พลังพิเศษ” จากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้การปกครองประเทศขององค์จักรพรรดิ ร่วมกันปกป้องคุ้มครองประชาชนจากภัยคุกคามอันหลากหลายเรื่อยมา

“มิโยะ ไซโมริ” รับบทโดย “มิโอะ อิมาดะ” เธอเกิดในตระกูลผู้ดี ผู้ครอบครองพลังวิเศษแต่เธอกลับเกิดมาไร้พลังจนทำให้ตัวเองถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนใช้ แต่มิโยะเป็นคนที่มีความอดทนมากกว่าที่ใครคิด แม้ว่าเธอจะต้องมาแต่งงานกับนายทหาร ผู้ได้รับสมญาว่าเหี้ยมโหดอย่างคิโยกะ แต่เธอก็ไม่ท้อถอย และพิสูจน์ตัวเอง จนละลายหัวใจของชายผู้แข็งกระด้าง และมิโนะก็ได้ทวงคืนศักดิ์ศรี และความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมา

มิโอะ อิมาดะ นักแสดงมาแรง สาวน้อยผู้เข้าวงการด้วยการเป็นนางแบบจากฟุกุโอกะที่เคยได้รับสมญานามว่า “สาวน้อยที่น่ารักที่สุดในฟุกุโอกะ” เธอเริ่มต้นการแสดงในปี 2018 ในการรับบทสมทบในซีรี่ส์ Boys Over Flowers Season 2 และได้รับรางวัล “นักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม Newcomer of the Year” จาก 45th Japan Academy Film Prize

ผู้กำกับ สึกะฮาระ ก็เผยว่า มิโอะ อิมาดะ เป็นนักแสดงที่เก่งมากและถ่ายทอดความเป็นมิโยะได้อย่างยอดเยี่ยม

“ฉันไม่อยากที่จะบังคับนักแสดงมากเกินไปว่าทำอะไรได้ไม่ได้ ดังนั้น วันที่ถ่ายซีนนี้ ฉันไปที่กองถ่ายพร้อมกับคิดว่า วันนี้ต้องหนักแน่เลย ระหว่างที่ถ่ายไปตามคิวคุณอิมาดะก็มาถามฉันว่า ฉันควรทำยังไงดีคะ เธออธิบายว่า มิโยะ เป็นเด็กที่ถูกกดขี่มาตลอด ดังนั้น เธอไม่มีความทรงจำที่ว่าเธอทำให้ใครมีความสุขเลย ดังนั้น เป็นเหตุผลว่าทำไมที่เธอไม่รู้สึกมีความสุข เวลาที่มีคนชมคุณอิมาดะคิดว่าการร้องไห้มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นหรอกนะแต่สิ่งสำคัญคือการเข้าถึง สิ่งที่ทำให้รู้สึก มีความสุขตอนที่ได้รับคำชม ซึ่งมันคงทำให้ดีใจจนร้องไห้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เธอเป็นนักแสดงที่เก่งมากเลยค่ะ และเธอก็เป็นคนที่เซ้นส์ซิทีฟด้วย ดังนั้น เธอจึงไม่ได้ทำอะไรมาก เป็นพิเศษ แต่เข้าฉากด้วยความรู้สึกนี้ตอนที่มาคุยกับฉัน แล้วพอเธอกลับเข้าไปในฉาก แล้วเธอก็ร้องไห้ออกมา มันเหมือนกับว่าเธอใช้วิธีการจัดระเบียบและรวบรวมการอารมณ์ความรู้สึก เพื่อที่ว่ามันจะได้แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ”

“MY HAPPY MARRIAGE

ขอให้รักเรานี้ได้มีความสุข”

วันนี้ในโรงภาพยนตร์

‘อิงฟ้า-ชาล็อต’เผยมุมมองเรื่องเซ็กซ์และโอกาสที่ทั้งคู่จะคบกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/740064

‘อิงฟ้า-ชาล็อต’เผยมุมมองเรื่องเซ็กซ์และโอกาสที่ทั้งคู่จะคบกัน

‘อิงฟ้า-ชาล็อต’เผยมุมมองเรื่องเซ็กซ์และโอกาสที่ทั้งคู่จะคบกัน

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 05.30 น.

เมื่อคู่จิ้นอย่าง “อิงฟ้า วราหะ” และ “ชาล็อต ออสติน” โคจรมาพบกันในรายการ “HELLO ENGFA อิงฟ้ามาหานะเธอ” คู่จิ้น 2 สาวสวยจากเวที Miss Grand Thailand 2022 ที่มีแฟนๆ จับตาอย่างมาก งานนี้ชาล็อตมาบุกถึงบ้านอิงฟ้า
ทั้งที เรียกว่าเป็นโมเมนต์ที่น่ารักมากๆ พร้อมขอเปิดใจแบบลึกซึ้งที่สุดกับมุมมองในเรื่องเซ็กซ์ครั้งแรกในรายการ โดยเผยการให้คะแนนเซ็กซ์ของตัวเอง และโอกาสที่จะคบกันว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ ขอบอกเลยว่าแซ่บเว่อร์!

l มีความรักเรื่องเซ็กซ์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเราไหม

ชาล็อต : สำคัญ ให้ 90% คือมันต้องไปควบคู่กัน

l ถ้าเราจะคบใครสักคนเราวัดเรื่องนี้ด้วยไหมว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

ชาล็อต : วัดด้วย (หัวเราะ)

l สเปกที่เห็นแล้วใช่เลย

ชาล็อต : (หัวเราะ) ชอบคนสูง คือชอบคนที่เรามองแล้วรู้สึกน่าหมั่นเขี้ยวตลอดเวลา พร้อมที่จะขย้ำตลอดเวลา

l จำกัดในเรื่องของเพศไหม

ชาล็อต : ยังตอบไม่ได้ถ้ายังไม่เคยลอง

l คิดว่าการมีคู่จิ้น หญิง-หญิง สมมุติว่าเรามีแฟนเป็นผู้หญิง ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์จะเกิดขึ้นกับเราไหม

ชาล็อต : คิดว่าไม่ (หัวเราะ) เพราะว่าถ้าพูดตรงๆมันก็มีตัวช่วยในเรื่องของเซ็กซ์ด้วย

l เรื่องเซ็กซ์ อิงฟ้า เป็นอย่างไรบ้าง

อิงฟ้า : พี่ไม่ติดเพราะว่าเป็นคนที่ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เจอ อาจจะด้วยเหมือนเราคบมาได้หลากหลายทางเพศแล้วจริงๆ และเห็นว่าถ้าเราคบเพศนี้ๆ จะเป็นยังไง แต่พี่จะไม่ได้ตัดสินคนที่รูปร่างนะ หมายถึงว่าไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตามแต่ถ้าวันนี้ฟิลลิ่งเราเป็นแบบนี้มันก็จะเข้าหาแบบนี้ก็เลยไม่ติด ถ้าให้คะแนนเซ็กซ์ตัวเองก็ให้ 100% (หัวเราะ)

l ระหว่างคนที่จีบเรา กับคนที่เราจีบ ชอบแบบไหน

ชาล็อต : เราจีบเขา เพราะรู้สึกว่าเรามีความรู้สึกดีๆให้กับเขา แต่ถ้าเป็นคนที่เข้ามาจีบเราจะรู้สึกว่าเขารักเราจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ถ้าเป็นเราไปจีบเขาเรารู้จุดประสงค์
เป้าหมายคือเราชอบนะ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้สมหวังก็ตาม อย่างน้อย
ขอลองก่อน เป็นคนที่คบใครก็คบนาน แต่ยังไม่เคยคบใครเกิน 3 ปี ไม่เขานอกใจก็เรานอกใจ

l อิงฟ้าเคยเจอเหตุการณ์ที่รถไฟชนกันบ้างไหม

อิงฟ้า : ไม่มี เป็นคนที่ถ้าเล็งแล้วจะพุ่งไปเลย คนเดียวก็เลยเจ็บเยอะ เจ็บหนัก เจ็บจริง เพราะว่าไม่มีสำรองก็เลยกลายเป็นคนที่คลับฟรายเดย์ พี่เป็นคนบูชาความรัก ไม่รู้ว่าคนอื่นใช้ชีวิตกันยังไง แต่เราใช้ชีวิตดำเนินในแต่ละวันไปด้วยความรัก ยิ่งเราทำงานเยอะในทุกๆ วัน เจอเรื่องโน่นนี่นั่น ก็จะชอบมีคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง ก็คือใครสักคนที่สามารถเล่าให้ฟังได้ว่าวันนี้เจออะไร หรือแค่มองตาก็สามารถรับรู้ได้ว่าวันนี้เหนื่อยนะ เข้ามากอด เป็นคนที่ติดสกินชิพมาก แต่ตอนนี้ไม่ได้รีบเพราะรู้สึกว่าสนุกกับการทำงาน การที่ได้เจอคน

ชาล็อต : มุมมองความรักสำหรับหนู มองแค่ว่าอยากได้คนที่แบบสบายใจที่จะอยู่ด้วยในทุกๆ วัน คอยสอนกัน คอยเตือน
กันได้ แต่ขอให้รู้ว่าทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็คือจะไม่ปล่อยมือออกจากกันถ้าในอนาคต ถ้ามีจริงๆ ขอให้เขารับหน้าที่ของเราได้ด้วยในจุดๆ นี้

l อิง-ล็อต ในต่อไปจะไปในทิศทางไหนและจะเป็นยังไง

อิงฟ้า : มันก็ไปเรื่อยๆ ในที่นี่คือเราไม่ได้เป็นแฟนกัน ถ้าเราบอกว่าวันนี้ อิง-ล็อต คือแฟนกันมันจะตอบง่ายมากว่าแบบอนาคตอาจจะเลิกกันก็ได้ แต่ถ้าสมมุติว่าเราบอกว่าความรู้สึกคือมันไม่มีสถานะเป็นความสัมพันธ์ที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะมันเป็นความรู้สึกที่เรารู้สึกกับเขาแค่คนเดียว ไม่รู้จะพูดกับความสัมพันธ์ตรงนี้ยังไง แต่ว่ามันก็มีแต่ความรักและความหวังดีให้ แต่บางครั้งมันก็มีอะไรที่บั่นทอนจิตใจมากๆ ซะจนบางที เราคิดว่าเกราะของเรามันแข็งแรงแหละบางครั้งมันก็ถูกกัดกร่อนไปเหมือนกัน เชื่อว่าคนมีคู่จิ้นมันจะมีอยู่ 2 เลเวลที่จะไปต่อดีไหมหรือจะพอแค่นี้ดี เพราะว่าเราแค่กลัวคนผิดหวังเฉยๆ

ชาล็อต : หลายคนบอกว่า อิง-ล็อต ขายจิ้น

อิงฟ้า : พวกเราจะพูดกันบ่อยว่าโมเมนต์ที่เกิดขึ้นคือ โมเมนต์ธรรมชาตินะ ถ้าได้เห็นก็คือจะได้เห็น แต่เราแค่กลัวว่าวันหนึ่ง
คนจะผิดหวัง บางครั้งก็เคยรู้ว่าอยากพอ เหนื่อยจังเลย แบบคนไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ พอเรามานั่งทบทวนคิดดีๆ ก็โอเคเราควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แล้วมันจะอยู่ได้แค่ไหน นานแค่ไหนก็ไม่เป็นไร

l อิง-ล็อต มีโอกาสเป็นไปได้จริงไหม กี่เปอร์เซ็นต์?

ชาล็อต : ก็ต้องดูอนาคต เคยคิดว่ามันจะเป็นเปอร์เซ็นต์สูงด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันจะเหลือ 60% เพราะรู้สึกว่าเป้าหมายในอนาคตของเรา 2 คนมันต่างกัน หลายสิ่งหลายอย่างในการใช้ชีวิต นิสัยของกันและกันอาจต้องมีการคุยการปรับกันมากกว่านี้ อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เคยมีโอกาสได้มานั่งคุยกันถึงตรงนี้ด้วยซ้ำว่าเราจะเป็นยังไงกันต่อ ชอบกันจริงๆ ไหม ไม่เคยเลยเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ต้องรอดูว่าความรู้สึกของเรา 2 คนจะไปตรงกันตอนไหน แต่ถ้ามีโอกาสไหมก็คงมี แต่ว่าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

อิงฟ้า : คือยังไม่ได้มีอะไรแบบว่าเกินเลยกันนะ ยังไม่ได้มีถึงขั้นนั้น แต่จะมีช่วงโมเมนต์ที่เหมือนได้ใกล้กันมากๆ โอกาสที่จะเป็นไปได้ก็อยู่ที่อนาคต เหมือนต้องปล่อยให้พวกเราเติบโต และให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าเมื่อไหร่ที่มันคลิกกันมันก็ใช่

‘LAST IDOL THAILAND’ ร่วมคอนเสิร์ต ‘สามสี สัญจร’ จ.ระยอง แฟนคลับแห่ต้อนรับสุดประทับใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/740152

‘LAST IDOL THAILAND’ ร่วมคอนเสิร์ต ‘สามสี สัญจร’ จ.ระยอง แฟนคลับแห่ต้อนรับสุดประทับใจ

‘LAST IDOL THAILAND’ ร่วมคอนเสิร์ต ‘สามสี สัญจร’ จ.ระยอง แฟนคลับแห่ต้อนรับสุดประทับใจ

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 20.35 น.

สร้างสีสันความสดใสอย่างต่อเนื่อง สำหรับ LAST IDOL THAILAND เกิร์ลกรุป ค่าย Rabbit Moon Corporation Limited ที่ยกเซ็ทเกือบฟูลทีมไปร่วมคอนเสิร์ต “สามสี สัญจร” โดยงานนี้ 20 สาวเมมเบอร์ ได้แก่ ต้นน้ำ, ม่านมุก, มีมี่, เรมี่, จีจี้, มินนี่, เก๋, อาย, สาวน้อย, ขนมหวาน, ไฮเวย์, ซีโมน, รันม่า, มาย, แจน, พิม, เกรซ, ก้อย, หงส์หยก และ หยดน้ำ ได้ขนเพลงฮิต “ก้าวต่อไป Seishun Continues”, “ฝนดาวตก MABUSHI SUGIRU NAGAREBOSHI”,  กอดเลยละกัน (Hug Kara Hajimeyou) ไปโชว์พลังเสียงและความน่ารักแบบจัดเต็มให้ชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียง  ได้ฟังกัน พร้อมพบปะแฟนๆ อย่างใกล้ชิดร่วมกับทัพนักแสดงช่อง 3 ณ ลานจอดรถห้าง ซีเค พลาซ่า อ.ปลวกแดง จ.ระยอง เมื่อวันก่อน

ม่านมุก – ชดาธาร ด่านกุล หนึ่งในเมมเบอร์ ขอเป็นตัวแทนเกิร์ลกรุป LAST IDOL THAILAND พูดถึงการร่วมงาน “สามสี สัญจร”  ครั้งนี้ว่า … “ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้พวกเรานะคะ วันนี้พวกเรา LAST IDOL THAILAND สนุกมากๆ ที่มีโอกาสได้มาเล่นคอนเสิร์ต โชว์เพลงของพวกเราให้พี่น้องชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียงได้ฟังกันสดๆ ซึ่งสถานที่จัดงานวันนี้ก็ยิ่งใหญ่อลังการมากค่ะ ครั้งนี้เรายกเมมเบอร์มาทั้งหมด 20 ชีวิต เรียกว่าเกือบเต็มวงเลยทีเดียว ใจจริงอยากจะมากันทั้ง 26 คน แต่มีเมมเบอร์บางคนติดเรียน หรือ ธุระส่วนตัวเลยมาร่วมแสดงคอนเสิร์ตไม่ได้ ถึงจะมาไม่ครบวง แต่พวกเราก็เต็มที่ค่ะหวังว่าจะถูกใจกันนะคะ และขอขอบคุณแฟนคลับ สุดน่ารักที่เดินทางมาหาพวกเรา ทำให้สนุกมากตลอดการโชว์ เพราะทุกคนส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตาม พวกเรามีความสุขมากๆ เลยค่ะ ส่วนงานหน้าพวกเราจะไปโชว์ที่ไหน อย่าลืมมาเจอกันอีกนะคะ” 

สามารถติดตามและอัพเดตทุกความเคลื่อนไหวของเกิร์ลกรุป LAST IDOL THAILAND 

Facebook       :         Rabbit Moon Corp     https://www.facebook.com/rabbitmooncorp

Instagram     :         RabbitMoonCorp       https://www.instagram.com/rabbitmooncorp

YouTube        :         RabbitMoonCorp      http://https://youtube.com/@RabbitMoonCorp

TikTok           :         @RabbitMoonCorp    https://www.tiktok.com/@rabbitmooncorp

Twitter          :         @RabbitMoonCorp   http://https://twitter.com/rabbitmooncorp

‘รัศมีแข’เปิดใจครั้งแรก หลังโพสต์ตัดพ้อ พร้อมหย่าสามีชาวสวีเดน ที่แท้สาเหตุมาจาก?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/740091

'รัศมีแข'เปิดใจครั้งแรก หลังโพสต์ตัดพ้อ พร้อมหย่าสามีชาวสวีเดน ที่แท้สาเหตุมาจาก?

‘รัศมีแข’เปิดใจครั้งแรก หลังโพสต์ตัดพ้อ พร้อมหย่าสามีชาวสวีเดน ที่แท้สาเหตุมาจาก?

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.12 น.

นักแสดงอารมณ์ดีมากความสามารถ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น ที่วันนี้จะมาเปิดใจครั้งแรก หลังโพสต์ตัดพ้อยินดีจบความสัมพันธ์ พร้อมหย่าสามีชาวสวีเดน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องOne31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ที่โพสต์เกิดอะไรขึ้น ทะเลาะอะไรกัน?

รัศมีแข : จริงๆ ไม่มีอะไรหรอกพี่ ด้วยชีวิตครอบครัวอะไรต่างๆ แล้วเหมือน 2 ปีที่มานี่หนูแทบไม่ได้ไปไหนเลย แล้วเวลาบินครั้งใหญ่ๆ ตั๋วบางที แสนห้า แสนหก บินกลับไปสวีเดน อยู่นั่น 5 วัน กลับมาทำงานต่อ เรื่องของเรื่องคือ คุณสามีจัดงานวันเกิด 19 กุมภาพันธ์ อันนี้งานวันเกิดจริง บินไป แล้วไม่รู้ยังไงจะจัดงานวันเกิดอีกรอบช่วงหน้าร้อน แล้วมันตรงกับละครรีบถ่าย แล้วเราพยายามเคลียร์วันแล้วบินไปได้แค่ 4 วัน มันไม่คุ้ม ไม่ไหว

มันบินกี่ชั่วโมง?

รัศมีแข : 11 ชั่วโมง พอมันเกิดขึ้นแบบนั้นเราพยายามอธิบายว่าเข้าใจไหมไอทำงานกับคน 40-50 คน แต่ก็มีงอแงว่าฉันอยากให้เธอมา ทุกคนมา พ่อ แม่มา สุดท้ายแล้วเลยได้คำตอบ เรื่องของมึงแล้วกัน กูไม่ไหวแล้ว อันนี้คือสุดท้ายแล้ว โพสต์เลย

สิ่งที่ตอบกลับคุณสามีไปเป็นการประชดไหม หรือเป็นความรู้สึกจริงๆ?

รัศมีแข : ไม่ได้ประชด เป็นความรู้สึกจริงๆ ยังไม่ทันไรค่าตั๋ว 170,000 บาท 2 รอบ แม่ที่บอกว่าจะผ่าตัดก็บินไปสวีเดนทุกอย่างมันสวีเดนหมด บางคนเขาเสียค่าตั๋วครึ่งล้าน เขาจะไปนิวยอร์ก ไปนู่น นี่นั่น เราไม่ได้ไปไหนเลย

แล้ว 170,000 บาท ใครจ่าย?

รัศมีแข : เรา เข้าใจคำว่าความผัวฝรั่งไหม มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก

ทำไมสามีถึงไม่จ่าย?

รัศมีแข : โอ้ย…ค่าตั๋วมันแพงมากเลยยู ไอไม่ไหว ไอก็มีค่าใช้จ่าย

อันนี้รู้มาตั้งแต่แรกที่คบกันไหม?

รัศมีแข : รู้มาตั้งแต่แรก ไม่เคยขอเงิน แต่ตัวเองทำงานในวงการ มีเงินอะ ยูจะมาเมืองไทยเหรอ จะนอนโรงแรมไหนจ่ายให้เลย

แขจ่าย?

รัศมีแข : แขจ่ายหมด แล้วบอกว่าฉันอยากช่วยเธอจังเลย อะเธออยากช่วยเท่าไหร่ก็ช่วย วิ่งไป ATM กดเงินมาให้10,000 บาท แล้วไม่พอนะ เดี๋ยวเธอ เอามาก่อน 1000 เดี๋ยวฉันไม่มีเงินติดตัวไปสนามบิน สำหรับหนูคือปกตินะ หนูไม่ได้รู้สึกว่ามันจะแปลกอะไร เพราะหนูโตมาที่นั่น เขาก็เป็นแบบนั้นปกติ

พี่คิดเสมอว่าเขาเป็นอภิมหาเศรษฐี เป็นหนูตกถังข้าวสาร?

รัศมีแข : เขามี แต่แบบเหมือนหนูไม่ได้ของขวัญ 7 ปี ฉันไม่รู้จะซื้ออะไรให้ หนูขอกระเป๋า Celine ใบนึง ใบเล็กๆ อย่างนี้ โอ้ย..ทำไมมันแพงจังเลยกระเป๋าอะไร คือเขาเป็นคนมี แต่เขาสมถะ

สมถะหรือขี้เหนียว?

รัศมีแข : ไม่ได้ขี้เหนียว แต่ถ้าอยากได้กระเป๋าก็ต้องไฟว์ ต้องอธิบาย

ที่ผ่านมาปีนึงบินกลับกี่ครั้ง 170,000 บาทเนี่ย?

รัศมีแข : ปีนี้ 2 รอบแล้ว ซึ่งเราบอกว่าเราไม่ไหว ตอนมาเมืองไทย ถามว่ามีใครอยากไปดูเราทำงานไหม ไม่มีใครอยากไปดู ทุกคนเที่ยวหมด เขาเลยไม่รู้ว่าชีวิตกองถ่ายเป็นยังไง แล้วภาพที่เขาเห็นคืออินสตาแกรม 

ถามจริงๆ น้อยใจไหม?

รัศมีแข : ไม่น้อยใจ รำคาญ อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าอยู่ที่นี่เราทำงาน บางทีเราทำงาน 30 วัน เข้าใจหน่อยสิ ทำไมไม่ภูมิใจละว่าเราอยู่นี่เราทำงานทุกวัน เห็นเราใช้ชีวิต เรายังไม่ตาย เรายังมีงาน คนยังรักเราอยู่ทำไมไม่ดีใจ แล้วคอมเพลนว่าเนี่ยทำไมไม่กลับ บางทีก็แบบมึงก็มาสิ จะให้กลับไปยังไง แตาพอเขามาปุ๊บ เดี๋ยวไปเชียงราย เดี๋ยวไปภูเก็ต ก็ไม่ได้เจอ แต่ก็ไม่เคยตอมเพลนนะ เพราะอะไรรู้ไหม เขาแฮปปี้ มีความสุขก็ใช้ชีวิตไปสิ

พอเขาบอกว่าคิดถึงเรา แต่เราไปไม่ได้ เราตอบเขาว่ายังไง?

รัศมีแข : อ่อไอไม่ไหว ตายก่อนได้เลยค่ะ คือเราทำงาน เราไม่ได้โตมาใช้ชีวิตเพื่อที่จะนั่งต่อหน้าแม่ เพื่อให้เขาบอกว่าโอ้ย ฉันมีความสุขลูกกูมานั่งตรงหน้า คือเราอยู่นี่เข้าใจดิ เราทำงาน แขไม่ได้มีเงิน 50 ล้าน แล้วเสพเงินอยู่คนเดียวโดยที่แขไม่แบ่งปันใครเลย 

คิดเสมอเลย แต่งงานแล้ว แขสบายแล้ว คิดว่าได้เงินส่วนนึงจากคุณสามีด้วย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่?

รัศมีแข : มรดกเขาหนูก็ไม่เอา หนูบอกให้ไปเซ็นหลานเขา หนูไม่เอาอะไรเลย

แล้วทำไมแขลบทิ้ง?

รัศมีแข : ไม่ลบค่ะ ซ่อน เมทินี โทรมายูใจเย็นๆ บอกไปว่าถ้าไม่ทำแบบนี้เขาจะไม่เห็นถึงความซีเรียส แต่เขาอ่านไม่รู้เรื่องนะ แต่เขาก็ถามเพื่อนสนิทเรา

ที่เราซ่อน เพราะพี่ลูกเกดโทรมา?

รัศมีแข : ใช่

คุณสามีได้เห็นโพสต์เราไหม?

รัศมีแข : ไม่ทันได้เห็น แต่มีเพื่อนที่อยู่ที่นู้นแท็กไปว่ายูโอเคหรือเปล่า หนูจะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เป็นกาวตรงกลาง

ตอนนี้เขารู้ข้อความที่เราลงแล้ว แล้วเรามีการคุยกันหรือยัง?

รัศมีแข : ก็คุย คุยว่าจะเอายังไง ไม่ไหวแล้ว สุดท้ายเราพยายามหาตรงกลาง โอเคไอจะไปโปแลนด์นะ จะไปดูวอลเลย์บอล จะไปทำงานด้วย ซึ่งบินจากสวีเดนมาชั่วโมงนึง เอาไงมาเจอไหม แต่ฉันอยากไปเมืองที่มันร้อนๆ ฉันอยากอาบแดด ไม่เป็นไร ไม่บินมา เดี๋ยวฉันบินไปเองชั่วโมงนึง สุดท้ายพยายามไฟว์ว่าเราอยากไปที่อื่นบ้าง ไม่ได้ว่าอยู่เมืองไทยไม่ดีนะ แต่บางทีการพักผ่อน เราเป็นคนที่คนรู้จัก บางทีเราอยากอยู่นิ่งๆ บ้าง เพราะคนอย่างเราปลอมตัวไม่ได้ คนดูรู้ หนูพยายามหลายครั้งแล้ว เราไม่ได้รังเกียจแฟนคลับหรือว่าอะไรนะ เรายินดี เรารู้หน้าที่ของเรา เวลาเราเจอแฟนคลับ เราต้องเอ็นเตอร์เทนเขา เพราะฉะนั้นเราต้องหาที่ที่เรารู้สึกว่าเราไม่เจอใคร แล้วส่วนตัวหน่อย สุดท้ายเคลียร์กันยังไง จะไปนู้น ไปนั่น เอ่ออเนี่ย ฉันจองตั๋วมาเมืองไทยแล้วนะ สิ้นปี เราเลยบอกโอเค ในเมื่อเธอมา ฉันพยายามจะทำให้ดีที่สุด

ณ ตอนนี้ยังไม่ได้หย่า?

รัศมีแข : เขาไม่ยอมหย่า เอาจริงๆ ชีวิตหนูตอนนี้สแตนบายแล้ว

แสดงว่า ณ ตอนนี้หย่าไม่หย่า แขโอเค?

รัศมีแข : โอเคหมด

ถ้าพรุ่งนี้เขาบอกว่าพี่ไปหาไม่ได้แล้ว เราเลิกกันเถอะ?

รัศมีแข : ก็ต้อง มันมีความรู้สึกอย่างนี้มากกว่า มันอยู่กันมานานแล้ว 17 ปีแล้ว ถามว่ารักไหม รักพี่ อยู่ดีๆ คนโทรมาบอกว่าเขาเป็นอะไรไปหนูก็ดิ้นเหมือนกัน เหมือนหนูกลับไปตอนแม่หนูป่วย หนูบอกว่าคนแรกที่หนูอยากเจอที่สนามบินคือเขา มันยังต้องการกันอยู่ เราก็ตลกชีวิตเราเหมือนกัน มันเลือกไม่ได้ มันดันมาซักเซสที่เมืองไทย เลยต้องทำงานที่นี่ถามเขาว่าอยากมาอยู่ไหม เขาบอกเองว่ามาอยู่ไม่ได้ เขาเป็นคนไม่นั่งวิน แล้วสังคมเพื่อนเขาทุกอย่าง เขาก็อายุเยอะแล้ว วันนึงหนูนั่งถามตัวเอง นั่งร้องไห้ที่บ้าน โทรไปบอกพี่หอมว่าหนูนั่งคิดภาพว่าพี่หอมมาส่งหนูที่สนามบิน จะย้ายกลับแล้วนะ แล้วอุ้มลูกมา หนูก็ทำใจไม่ได้ ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน มันมีอะไรหลายๆ อย่าง เอาอย่างนี้ อะไรที่ต่างฝ่ายต่างทำแล้วมีความสุข เต็มที่เลย หย่าไม่หย่าจริงๆ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย เพราะว่าท้ายสุดแล้วหนูไม่ได้เอาอะไรจากเขาฝั่งหนู หนูให้หลานหนู ฝั่งเขาก็ให้หลานเขา เราไม่ได้เอาอะไร

เหมือนตอนนี้แขอยากทำงานและมีความสุขกับชีวิตที่เหลือ?

รัศมีแข : ใช่ งานในวงการบันเทิงมันสนุก หนูอยากเป็นนักวอลเลย์บอลอยู่ หนูยังอยากทำนู้น ทำนี่ พอมันมีอะไรมาสะดุดด้วยความรู้สึกแค่แบบ เนี่ย เธอไม่กลับมาเลย คิดถึงนะ นี่ไม่ได้เจอใครเลย นี่แม่คิดถึงนะ เธอไม่กลับมาเจอหลานเลย คอมเพลนตัวหนูว่าทำไมๆ แต่ไม่เคยมีใครถาม ทำงานเป็นยังไง เหนื่อยไหม แต่ไม่ถามก็ไม่เป็นไร หนูไม่ได้ต้องการให้ใครมาถามอยู่แล้ว หนูก็ใช้ชีวิตของหนูไป แต่ถ้าคุณไม่อยากรู้เรื่องราวชีวิตเรา คุณไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องมายุ่ง คุณก็ใช้ชีวิตไป

ถ้าสมมติพรุ่งนี้ทุกอย่างเปลี่ยน แม่อยากมาดูแขใช้ชีวิตที่เมืองไทย เขาอยากจะบินมาหาทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมไหม?

รัศมีแข : ก็มาสิ รักมันรักอยู่แล้ว แต่ชีวิตเราก็สำคัญ มันไม่ใช่ทุกคน ที่มาอยู่ตรงนี้ได้ สิ่งที่หนูคิดก็คือว่าพวกนี้มันทดแทนกันไม่ได้ เรามีชีวิตเดียว ชีวิตใครชีวิตมัน เราดูแลชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด หนูได้โอกาสตรงนี้ให้หนูทำเถอะพี่ หนูตัดสินใจจบทุกอย่างแล้วกลับไปสวีเดน ถ้าหนูไปนั่งตรงนั้น ถ้าแม่ไปเรียบร้อยเสร็จ หนูดูแลทุกคนเสร็จ หนูบอกว่าหนูอยากเป็นดาราตอนอายุ 60 ใครทำอะไรได้บ้าง

เหมือนแขอยากตามความฝันให้มันไปถึงจุดสูงสุด เหมือนอายุเยอะแล้ว ขี้เกียจทะเลาะแล้ว?

รัศมีแข : แล้วความฝันคืออะไรรู้ไหม หาเงิน อยากมีบ้านที่ภูเก็ต เราอยากอยู่ตรงนี้ อยู่กับพี่หอมด้วย เพราะมันเองก็ไม่มีผัว ห่วงลูกด้วย

เมื่อกี้บอกสแตนบายคือ สแตนบายหย่าได้ไหม?

รัศมีแข : หย่าก็หย่า เสียใจไหม เสียใจ เฮิร์ตแหละ ร้านเหล้าเตรียมตัวเลย เจอกันแน่นอน

ถ้าเขาบอกพร้อมจะปรับตัวแล้ว อย่างนี้แขจะสแตนบายรอเขาไหม?

รัศมีแข : อย่างที่คุยกันล่าสุด ทุกอย่างมันโอเค ไม่อะไร ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก แค่ขอให้เข้าใจ ซึ่งสิ่งที่ไอทำอยู่ก็ทำงาน 

ช่วงนี้ที่จิตใจมันหวั่นไหว มีใครเข้ามาหนือเปล่า?

รัศมีแข : ไม่มีค่ะ ถามว่ามีมาจีบๆ บ้างไหมก็มีแหละ แต่เราทำงาน 30 วันไม่อยากดูแลใคร ดูแลใครไม่ไหวแล้วนะ

ถ้าเขามาเพื่ออยากมาดูแลเราละ เราจะใจอ่อนไหม?

รัศมีแข : อย่ามา เราต้องดูแลเขา เพราะ 8 ปีที่อยู่ด้วยกัน งานบ้านหนูหมด ทุกอย่างหนูหมด หนูไม่ให้เขาทำอะไรเลยหนูดูแลทุกอย่างหมด

แบบนี้ไม่ใช้คำว่าหมดรักหรอกเนอะ มันยังมีอยู่?

รัศมีแข : มันก็ยังมีอยู่แต่อยากให้เข้าใจบ้าง ไม่ใช่แค่ตัวสามี ทั้งตัวครอบครัวด้วย

ถ้าเขาดูอยู่กับครอบครัวเขา อยากบอกอะไรเขา?

รัศมีแข : ขอทำงานก่อนนะคะ แล้วถ้าอยากรู้ว่าการทำงานเป็นยังไงให้บินมาดู แล้วจะได้รู้ ไม่ต้องมานั่งอธิบายอะไรกันมากมายขนาดนี้ ถามว่าเหนื่อยแล้วมีความสุขไหม มันสุข มันเหนื่อยกายแล้ว เราไม่อยากได้อะไรที่มันเหนื่อยใจอีกอย่างที่บอกแหละ ครอบครัวเรามาก่อนเสมอ เราไม่เคยหันหลังให้ครอบครัว สวีเดนเราบินกลับแน่ ทุกคนใจเย็นๆส่วนสามีก็อย่ามาซ่าให้มากนัก เดี๋ยวจะซ่าไม่ออก สิ้นปีเจอกัน

ทำไมรักวอลเลย์บอล?

รัศมีแข : รักมากแล้วมันศรัทธาด้วย คนเราชอบกีฬาหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนกัน บวกกับวอลเลย์บอลที่เรารักมากบวกกับทีมวอลเลย์บอลหญิงที่เป็นไอดอลของเรา 

ตอนนี้แขคือนักวอลเลย์บอลมืออาชีพถูกต้องไหม?

รัศมีแข : ใช่ เล่นได้หนึ่งปีแล้ว ไทยแลนด์ลีก

ซ้อมขนาดไหน?

รัศมีแข : อาทิตย์ละ 6 วัน

นักกีฬาอาชีพสามารถอัดฉีดวอลเลย์บอลได้ด้วยเหรอ เพราะแขบอกเลยว่าทีมวอลเลย์บอลสาวไทยให้ลูกละ 500 บาทมันผิดกฎหมายไหม นักกีฬามาอัดฉีดกันเอง?

รัศมีแข : ไม่ๆ อันนี้ส่วนตัวที่คุยกับน้องๆ แล้วน้องๆ ชอบมาอ้อน อยู่ดีๆ มีลูกสาว 14-15 คน 20 คน บทงวันหนูเข้าไปซ้อมหนูเสียค่ากาแฟ หมื่นนึง เขาเหมือนเด็กมาอ้อนผู้ใหญ่แล้วเราก็มีความสุขที่เด็กมาอ้อนมันน่ารัก

จริงไหมค่าตัวบางรายการที่มาออกต้องแบ่งไปอัดฉีด?

รัศมีแข : อันนี้ก็ต้องแบ่งไปละ เพราะว่าสนามแรก หมื่นแปด สนามที่สองรู้สึกว่าจะหมื่นนิดๆ ยังไม่รวมสนามสาม

วันนี้ค่าตัวคุยแซ่บshow ต้องแบ่งไปให้วอลเลย์บอลทีมหญิงเท่าไหร่?

รัศมีแข : ต้องดูวันแข่ง 4 วันว่ามันเท่าไหร่ ต้องขอขอบคุณแจ็ค แฟนฉัน อ้วน รีเทิร์น นะคะ ให้มาคนละ 10,000 บาท 

อนาคตนักวอลเลย์บอลมืออาชีพออกจากวงการไหม?

รัศมีแข : ไม่ออก เพราะยังอยากทำงานในวงการ แล้วเรามีความรู้สึกว่าถ้าไม่สวยก็ไม่ได้เป็นดารา

ถ้าเทียบกันระหว่างรายได้การเป็นดารากับนักกีฬามืออาชีพ?

รัศมีแข : วอลเลย์บอลแค่ 5%  วงการบันเทิงได้ 100% 

สมมติถ้าเป็นนักกีฬาจริงๆ อยู่ได้ไหม?

รัศมีแข : อยู่ไม่ได้ แต่อยู่ได้อาจจะต้องปรับตัว อาจจะเช่าคอนโดอยู่ ผ่อนบ้านไม่ไหว

แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งแขยอมลารายการ ยอมขาดรายได้เลย ทำไมถึงเลือกทางนี้?

รัศมีแข : เป็นปีแรกด้วย ไม่ลองไม่รู้ แต่ปีนี้คือถ่ายละคนเสร็จหมดแล้ว หลังจากนี้ต่อไปก็จะเป็นแค่รายการ 

ไม่เหนื่อยเหรอ ซ้อมวอลเลย์บอลก็เหนื่อยอยู่แล้ว ไหนจะต้องเอาเอเนอจี้มาออกหน้ากล้องอีก?

รัศมีแข : ลิซ่า ซ้อมเต้นตั้งแต่เที่ยงถึงตี3 พี่ว่าไมาเหนื่อยเหรอกว่าเขาจัเป็นลิซ่าทุกวันนี้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกันเพราะน้องคือแพชชั่นของหนูเลย รีบทำในสิ่งที่ร้ก การเป็นนักวอลเลย์บอล มาเป็นตอน 50 ร่างกายไม่ไหวแล้ว จะเป็นนักกีฬาก็ต้องเป็นตอนที่ร่างกายมันไหว

มีเหตุการณ์เฉียดตาย เพราะขาดน้ำ?

รัศมีแข : ใช่ นี่เป็นครั้งที่2 แล้ว ครั้งแรกบนเครื่องบิน นั่งไปแอฟริกา หน้าซีด ตาเหลือก กัดฟันตัวเอง พอดีเพื่อนโจนัสเบาเป็นหมอด้วย เขาบอกว่านี่อาการไม่ดีหน้าซีด เขาเลยพาไปหน้าห้องน้ำ

มันเกิดจากอะไร?

รัศมีแข : ดื่มน้ำน้อย ตื่นตี3 น้ำไม่แตะเลย ไปถึงสนามบินปุ๊บเขาชนแก้วแชมเปญกัน ก็ชนแก้วก้นก่อน แล้วตาเหลือกบนเครื่อง รู้เลยการที่เอาลมหายใจสุดท้ายแล้วตะโกนว่า วอเตอร์ แล้วเขาก็เปิดน้ำมากรอกๆ แล้วมันค่อนๆ ฟื้นขึ้นมา

ถ้าเกิดเขาไม่ให้ขวดน้ำนั้นจะเกิดอะไรขึ้น?

รัศมีแข : น่าจะตายพี่

เกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว?

รัศมีแข : ครั้งที่2 น่ากลัว หนูกลับมาจากสวีเดน แล้วหนูไปภูเก็ต หนูอาบแดด หนูเป็นคนเหงื่อออกเยอะ แล้วหนูดื่มน้ำน้อย แล้วหนูไปตีวอลเลย์บอลต่อ ร่างกายมันดึงน้ำไม่ทัน กลายเป็นหนูเป็นตะคริวทั้งตัว หนูรู้เลยหนูดื่ใน้ำไม่พอ แล้วหนูเสียเกลือแร่

เข้าโรงพยาบาลเลยเหรอ?

รัศมีแข : ใช่ คือลงไปร้านข้าว พยายามกินน้ำ แล้วร่างกายดึงน้ำไม่ทัน ตะคริวไปกินหน้าอกหนู แล้วหูหนูมันดับ มันคือความอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

กลัวตายไหม?

รัศมีแข : ถึงไหนถึงกัน

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

‘มข.’จับมือ‘เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์’ เปิดตัว‘CPRobot’สื่อฝึกทักษะช่วยชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740037

‘มข.’จับมือ‘เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์’  เปิดตัว‘CPRobot’สื่อฝึกทักษะช่วยชีวิต

‘มข.’จับมือ‘เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์’ เปิดตัว‘CPRobot’สื่อฝึกทักษะช่วยชีวิต

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.56 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ พร้อมด้วย วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ บริษัทเอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด ลงนามการถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญามหาวิทยาลัยขอนแก่น “นวัตกรรมเพื่อชีวิต หุ่น CPR ยางพาราอัจฉริยะ” CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะ นับเป็นผลงานอีกชิ้นของ มข. เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นมีชีวิตรอดได้และไม่เกิดภาวะสมองตาย โดยผู้ที่จะช่วยชีวิตต้องมีความรู้เรื่องของ CPR เพื่อให้ผู้ป่วย มีชีวิตรอด ซึ่งนวัตกรรมเพื่อชีวิต หุ่น CPR ยางพาราอัจฉริยะ CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมด้าน Health AI ที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย

ซึ่งเกิดจากความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น การนำวัสดุยางพาราทำเป็นหุ่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถประมวลผลได้ เป็นผลงานของวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจ คือศูนย์หัวใจสิริกิติ์ และภาคเอกชนที่จะนำอุปกรณ์นี้ไปต่อยอดในการผลิต เพื่อช่วยให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างดี รวมถึงสามารถผลักดันนวัตกรรมนี้เพื่อช่วยสังคม การต่อยอดเชิงนโยบายสุขภาพต่อไป

รศ.สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา คณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มข. กล่าวว่า เป้าหมายของการสร้างหุ่น CPRobot คือ ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ฝึกสอน โดยสามารถวางหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ในที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น โรงเรียน อบต. สถานีขนส่ง เป็นต้น ทำให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ และฝึกทักษะของตนเองจนเกิดความมั่นใจที่จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อีกทั้งยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือฝึกสอนสำหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศูนย์ฝึกทหาร เทศบาล เป็นต้น

ผศ.สายยัญ สายยศ หัวหน้าโครงการฯกล่าวว่า วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ได้พัฒนาร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการให้องค์ความรู้ด้าน CPR ซึ่งหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ถูกคิดค้นและพัฒนาด้วยแนวความคิดที่ว่า ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีผสานกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จึงเลือกใช้ยางพาราเป็นหุ่นต้นแบบ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากศูนย์การเรียนรู้จากยางพาราจังหวัดขอนแก่นสำหรับการทำโมเดลหุ่น เพื่อทดสอบรุ่นแรก

หุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ถูกคิดค้นพัฒนาทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งประมวลผลใน Single-board Computer ขนาดเล็ก เพื่อความสามารถในการประมวลที่ชาญฉลาด และรองรับความต้องการในอนาคต และทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตรวจจับแรงกดที่ทางทีมพัฒนาขึ้น นอกจากนี้ ทางด้านซอฟต์แวร์ มีการคิดค้นอัลกอริทึมกระบวนการวิเคราะห์สัญญาณ (Signal Processing) และการเรียนรู้ของเครื่อง

เพื่อความสามารถในการโต้ตอบ และตอบสนองกับผู้ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) มีขีดความสามารถในการรองรับการประมวลผลที่หลากหลาย ตามความต้องการของตลาด ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผลงานชิ้นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้รับความสนับสนุน จากคณาจารย์ จากวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ และองค์ความรู้ที่สำคัญจากบุคลากรทางการแพทย์

รศ.นพ.ภัทรพงษ์ มกรเวช ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การช่วยฟื้นคืนชีพหรือ CPR ไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์ การช่วยฟื้นคืนชีพที่รวดเร็วในขณะที่เกิดหัวใจหยุดเต้นทันทีในที่เกิดเหตุ มีความสำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยิ่งเพราะสมองสามารถทนการขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียง 4 นาที การที่จะทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ทันในช่วงเวลานี้ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังนั้นการสอนให้ประชาชนสามารถทำ CPR ได้ ถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่จะสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยขึ้นมาได้

การสร้างนวัตกรรมหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ จะทำให้เกิดการเรียน การฝึกฝนในการทำ CPR ให้แพร่หลายก่อให้เกิดสังคมที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หวังว่านวตกรรมนี้จะนำไปสู่การที่ประชาชนสามารถที่จะ CPR ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะเกิดสังคมที่ปลอดภัยต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคณะแพทยศาสตร์จะต่อยอดนำไปฝึกอบรม การทำ CPR ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงเรียนรอบข้าง ในจังหวัดขอนแก่น และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายอำนาจ เกิดอนันต์ กรรมการบริษัท เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท เอเอ็มหุ่นกู้ชีพซีพีอาร์ นำนวัตกรรมนี้ มาพัฒนาและต่อยอดและสื่อสารให้กับประชาชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับรู้ว่า ปัจจุบันได้มีนวัตกรรมอันล้ำเลิศของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกสู่สายตาและการรับรู้ของประชาชนว่า พวกท่านเหล่านั้น สามารถเรียนรู้วิธีปฏิบัติในการช่วยเหลือและกู้ชีพคนได้อย่างถูกต้องในการทำพีซีอาร์ เพื่อช่วยชีวิตคน

ซึ่งบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ส่งต่อผลงานวิจัยนี้ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ากับชีวิตของประชาชนคนไทย และต่างประเทศ ขอขอบคุณทีมผู้บริหารและทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ช่วยสนับสนุนด้วยดีตลอดมา ซึ่งหลังจากนี้คงจะได้ร่วมมือกัน เพื่อพัฒนานวัตกรรมหุ่นกู้ชีพซีพีอาร์ ให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิม และผลักดันออกสู่ตลาด เพื่อที่ประชาชนจะได้รับรู้ว่า นวัตกรรมของคนไทย และมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ไม่แพ้ชาติใดในโลก

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่ ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740041

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่  ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่ ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.52 น.

การย้ายผู้ค้าแผงลอยออกจากถนนสีลมที่เริ่มในเดือนธันวาคม 2565 และข่าวการย้ายผู้ค้าบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ในเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นย่านสร้างสรรค์ มีกิจกรรม วิถีชีวิต และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงนโยบายพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่เยาวราช พาหุรัด บ้านหม้อ เป็นสถานการณ์ที่ยืนยันถึงกระแสการพัฒนาด้านกายภาพของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งจะส่งผลถึงการประกอบอาชีพของผู้ค้าแผงลอย (ตามข่าวระบุว่าที่คลองผดุงฯ มี 700 คน) ไม่นับผู้ประกอบอาชีพในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน

การย้ายผู้ค้าเพื่อเป้าหมาย “พัฒนา” ซึ่งมักมากับ “ความทันสมัย” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้คนมีรสนิยมการใช้ชีวิตเพื่อความทันสมัย การใช้พื้นที่ย่อมเป็นไปเพื่อผลตอบแทนที่ให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงนันทนาการ ในนามของ “พื้นที่สร้างสรรค์” การรื้อย้ายการค้าริมทางซึ่งเป็นวิสาหกิจรายย่อย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่า (แต่ไม่ได้หมายความว่ามีคุณค่าน้อยกว่า) จึงเป็นแนวทางที่ถูกเลือกเสมอ

“การรื้อย้ายนี้คงจะไม่น่าสะพรึง หากมีการเตรียมพื้นที่ใหม่สำหรับผู้ค้า มีสาธารณูปโภครองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งเตรียมการผู้ค้าสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ใหม่ ทั้งในด้านทุน และการประกอบการ(เราจะยังไม่กล่าวถึงผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม โลกทัศน์ ชีวทัศน์ของผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ จากการ “พัฒนา” พื้นที่)”

ในกรณีของสีลม ทางออกที่กรุงเทพมหานครเสนอให้ผู้ค้าคือ(1) เจรจาหาพื้นที่เอกชน (บริเวณถนนพัฒน์พงษ์) โดยเจ้าของพื้นที่ลดค่าเช่าเป็น 150 บาทต่อวันในช่วงสองเดือนแรก หลังจากนั้นคิดค่าเช่าปกติวันละ 500 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ (2) ให้ย้ายไปขายในพื้นที่ถนนคอนแวนต์ (ซึ่งมีผู้ค้าอยู่แล้ว) และ หน้าวัดแขกสีลม (ซึ่งมีข้อมูลว่าไม่มีคนเดิน) ผู้ค้าสีลมบางส่วนออกจากพื้นที่ไปแล้ว บางส่วนยังปักหลักขายอยู่ จำนวนที่น้อยลงของผู้ค้าและสินค้าไม่เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน ในขณะที่บนถนนเส้นเดียวกันมีศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น

ในกระบวนการจัดการพื้นที่ในนามของการพัฒนา “จำเลย” ของสังคมคือผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ที่ถูกมองว่าเอาเปรียบสังคมมานาน ทั้งยังทำให้เมืองไม่เป็นระเบียบ ไม่ทันสมัย ที่สำคัญทางเท้าควรมีไว้เพื่อสัญจรเท่านั้น ประเด็น “การจัดการ” อันเป็นที่มาของสารพัดปัญหา ไม่ได้ถูกกล่าวถึง “ทัศนะ ต่อกรณีนี้อาจพิจารณาได้หลายมุม” โดย“มุมมองแรก” คือ ผู้ค้าได้มีโอกาสใช้พื้นที่สาธารณะมาเป็นเวลานานแล้ว

“มุมมองที่สอง” คือ เป็นอาชีพที่เขาทำมานาน ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวหากจะขับไล่ให้เขาไปขายในพื้นที่อื่นก็ควรต้องคิดถึงความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้ในพื้นที่ใหม่ หรือหากจะให้เขาเปลี่ยนอาชีพ น่าจะต้องให้เวลาในการเตรียมการ (ลองนึกเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นดู ถามตัวเองก็ได้ ถ้าต้องเปลี่ยนอาชีพ ต้องใช้เวลาเตรียมตัว ปรับตัวนานเท่าไร)

“มุมมองที่สาม” คือ ถนนมีไว้ให้คนเดิน ไม่ใช่ค้าขาย มุมมองนี้อาจปรับได้หากมองในมิติการใช้ประโยชน์ผสมผสานซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด หากพื้นที่สามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม หัวใจอยู่ที่ “การจัดการ” ซึ่งเท่าที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า “สอบไม่ผ่าน” ตั้งแต่การจัดการเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ไปจนถึงการจัดการหาบเร่แผงลอยในฐานะเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งควรต้องมี เจ้าภาพหลักมากกว่าสำนักเทศกิจ

เมื่อเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบพื้นที่ทำการค้า และมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ค้ามีความมั่นคงในอาชีพ ทำฐานข้อมูลผู้ค้าแผงลอย รวมทั้งวางแผนหาพื้นที่ของส่วนราชการหรือเอกชนที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของหรือ Hawker Center ซึ่งผู้ว่าฯ ให้ความสนใจ ในฐานะเครื่องมือ/แนวทางในการประสานประโยชน์ระหว่างประชาชนที่สามารถใช้พื้นที่ทางเท้าได้อย่างปลอดภัยและผู้ค้า

“กทม. มี Hawker Center อยู่ไม่น้อย และปลายเดือนพฤษภาคม มี “Mini Hawker Center” ด้วย เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ใช้ทางเท้าและการค้าริมทาง Mini-Hawker Center ได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้ค้า สำนักงานเขต และภาคธุรกิจ ต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ ผู้ค้าพอจัดการได้ ต่างจาก Hawker Center ในพื้นที่เอกชน ซึ่ง Hawker Center เอกชนแห่งหนึ่งคิดค่าเช่าพื้นที่วันละ 350 บาทต่อล็อก จ่ายครั้งเดียวทั้งเดือนตามจำนวนวัน ค่าไฟฟ้าดวงละ10 บาทต่อวัน ค่าแรกเข้า 3,000 บาทยังมีค่าตกแต่งร้านเป็นหลักหมื่น

(สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าเทศบาลเมืองกัลกัตตาในอินเดียได้แรงบันดาลใจจาก Hawker Center ในกรุงเทพมหานคร ถึงกับจะใช้เป็นแนวทางส่งเสริม Street Food ในเมืองของเขา) ต้นทุนในระดับนี้ผู้ค้าที่มีทุนน้อย คงไม่สามารถจัดการได้งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยยืนยันว่า ผู้ค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจหลายระดับ ตั้งแต่รายได้น้อย ไปจนถึงระดับกลางสูง กลางต่ำ และ สูงผู้ค้าเหล่านี้จึงมีโอกาสและทางเลือกไม่เท่ากัน และทางเลือกเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคและสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เราจะทำอย่างไร ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยเหล่านี้มีอาชีพต่อไป หากเขายังจำเป็นต้องประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อให้เขามีอาชีพมีรายได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาไว้ซึ่งห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบซึ่งเป็นวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีงานทำ รายได้ของผู้คน และมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจระดับบนขึ้นไป (ต้องไม่ลืมว่าวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กมีจำนวนถึงร้อยละ 98.2 ของวิสาหกิจโดยรวมทั้งประเทศ การจ้างงานคิดเป็น
ร้อยละ 55.8 ของการจ้างงานรวม) รวมทั้งผลกระทบในมิติสังคม วัฒนธรรมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

มองกลับไปที่นโยบายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอไว้ตั้งแต่ต้น คือการทำทะเบียนผู้ค้าที่ยังประกอบอาชีพอยู่ รวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มผู้ค้า เพื่อที่จะวางแนวทางการจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งการสนับสนุนด้านทุน พื้นที่ประกอบอาชีพ บทบาทต่อเมือง กระบวนการนี้แม้จะใช้เวลา แต่เป็นการจัดการที่สอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าฯ และน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการบริหารจัดการกิจกรรมในเศรษฐกิจฐานรากซึ่งถูกละเลยมานาน!!!

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านเฟซบุ๊ก Narumol Nirathron เมื่อช่วงดึกของวันที่ 24 มิ.ย. 2566

ศ.ดร.นฤมล นิราทร

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจาก‘ความรู้’เรากอบโกยอะไร จากชีวิตในรั้ว‘มหาวิทยาลัย’ได้บ้าง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740040

นอกจาก‘ความรู้’เรากอบโกยอะไร  จากชีวิตในรั้ว‘มหาวิทยาลัย’ได้บ้าง?

นอกจาก‘ความรู้’เรากอบโกยอะไร จากชีวิตในรั้ว‘มหาวิทยาลัย’ได้บ้าง?

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปาณิสรา สมบูรณ์ (มีน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายแผนการเรียนคณิต-อังกฤษ จากโรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยเหตุผลที่สำคัญเพียงหนึ่งข้อคือ ชอบทุกอย่างที่นี่ เธอเล่าว่า ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Open House ของหลายมหาวิทยาลัย เพื่อจะได้ดูภาพรวมต่างๆ ทั้งสถานที่ บรรยากาศ และดูหลักสูตรที่คาบเกี่ยวแต่สุดท้ายก็เลือกที่ ม.รังสิต เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง

“มหาวิทยาลัยนี้ให้ความสำคัญถึงสิ่งที่นักศึกษาจะได้รับ มีนค่อนข้างมั่นใจว่ามีนรู้สึกได้ค่ะ สถานที่ อุปกรณ์การเรียนก็ครบครันกิจกรรมก็มากมาย บรรยากาศการเรียนก็อบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนตัวแล้วมีนมองว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องใกล้ตัว อย่างน้อยเราก็ต้องใช้ ต้องเรียนในวิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถม มัธยม ยิ่งโตขึ้นการเล่น Social Media การสื่อสารต่างๆ ก็มีภาษาอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย

เมื่อได้มาลงเรียน ก็รู้เลยว่ามีวิชาที่ต้องเรียนลงลึกไปอีกหลายแขนง ทั้งการพูดการเขียนเชิงวิชาการ หลักการแปล ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อการโรงแรม การอ่านการเขียนเชิงธุรกิจ ภาษาอังกฤษเพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่น ภาษาอังกฤษเพื่อการโฆษณา และอีกมากมายเลยค่ะ ยิ่งเรียนในชั้นปีที่สูงขึ้น ก็จะเป็นรายวิชาที่ลงลึกไปด้านการทำงานมากขึ้น อาจารย์ก็จะประยุกต์เนื้อหาการเรียนการสอนให้ตรงกับสถานการณ์เหตุการณ์บ้านเมือง ปรับเนื้อหาเพื่อให้น่าสนใจ” เธอกล่าว

ปาณิสรา ขยายความเพิ่มเติมถึงคำว่า “หลักสูตรคาบเกี่ยว” ที่ได้กล่าวไปตอนแรก ว่า ได้ดูในหลายๆ คณะ โดยหากถามว่าทำไมไม่เรียนด้านใดด้านหนึ่งที่มีหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษไปเลย พอได้ดูรายละเอียดแล้วก็ตามรายวิชาที่ได้กล่าวมา ที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์มีให้มีนได้ลองเรียนและเลือกเรียนว่าจริงๆ แล้วเราอยากไปทางสายวิชาชีพไหน นอกจากนี้ การได้เข้าร่วมกิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัยก็ทำให้ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อื่นๆ ด้วย ได้รู้จักเพื่อนต่างคณะ และได้มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่น่ารักในคณะของตัวเอง

เธอเล่าต่อไปว่า เอาจริงๆ หลายอาคารในมหาวิทยาลัยที่ใช้เป็นสถานที่จัดงาน ไม่ว่าจะเป็นตึกศาลาดนตรี ตึกนันทนาการ ห้องออดิทอเรียมต่างๆ สวยและดีมากๆ คณะที่เธอเรียนนั้นก็มีห้องแล็บ ห้องอ่านหนังสือ ที่นักศึกษาสามารถใช้ได้ แล้วก็ยังมี Dream Space ด้วย เปิดให้นักศึกษาสามารถเข้าไปใช้ได้ 24 ชั่วโมงเลย เหมาะกับนักกิจกรรมอย่างมาก สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้ประชุม คิดงานกันได้ ซึ่งการได้ทำกิจกรรมระหว่างเรียนเรียกได้ว่าเป็นกำไร

“เราทำกิจกรรมกันแบบจริงจัง ยิ่งเมื่อเรารู้สึกอินกับคณะ กับเพื่อน กับอาจารย์ ที่นี่คือบ้านหลังที่สองเลยค่ะ เราเจอกันทุกวัน แต่ละวันก็มีหลากหลายอารมณ์ นี่ล่ะคือความทรงจำที่จะอยู่ไปนานแสนนาน คือมิตรภาพ เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ 4 ปี เมื่อเราเรียนจบไป ต่างคนต่างก็จะต้องไปดำเนินชีวิตของตัวเอง แต่มีนเชื่อว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะยังคงเป็นเสมือนพี่น้องกันจริงๆ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ได้มาเจอกัน ได้คุยกัน เราก็จะต่อกันติดเสมอ”มีน ระบุ

ปาณิสรา ฝากข้อคิดในตอนท้าย ว่า ช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของเรา ชีวิตที่เป็นอิสระ ทั้งเรื่องการเรียน การแบ่งเวลา การเลือกคบเพื่อน สำหรับตนเองแล้วถ้าเราบริหารจัดการไม่ดีพอ ก็อาจจะทำให้เราเสียเวลา เสียโอกาสอะไรไปมากมายก็ได้ ดังนั้น ถ้าถามว่าหลังจากเรียนจบไปแล้วจะได้เรียนรู้อะไรจากรั้วมหาวิทยาลัยบ้าง

คำตอบก็คือ ความรู้ มิตรภาพ ความทรงจำ และประสบการณ์!!!

สันธนะ แค้น ‘ก้าวไกล’ ไม่เอาผิดชูวิทย์ ทำเลือกตั้งไม่สุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552262

28 มิ.ย. 2566

สันธนะ แค้น 'ก้าวไกล' ไม่เอาผิดชูวิทย์ ทำเลือกตั้งไม่สุจริต

‘สันธนะ’ บุกกกต. เข้าให้ถ้อยคำ กรณียื่นร้องเรียนกล่าวหาพิธา เอาผิด และ กก.บห.พรรคก้าวไกล ทำเลือกตั้งไม่สุจริต-ขัดกฎหมายพรรคการเมือง แค้นไม่เอาผิดชูวิทย์ทำร้ายตัวเองที่พรรค ลั่น ‘พิธา’ หมดสิทธิเป็นนายกฯ

นายสันธนะ ประยูรรัตน์ สมาชิกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในการเดินทางมาให้ถ้อยคำต่อ กกต. ตามหนังสือเชิญ จากกรณีที่ตนเองได้ยื่นร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ที่ปล่อยให้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรค เข้ามาทำร้ายร่างกายตนเอง ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค และยังให้นายชูวิทย์ ร่วมเวทีปราศรัยหาเสียงโจมตีพรรคการเมืองอื่น อาจเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และขัดมาตรา 22 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

สันธนะ เข้าให้ถ้อยคำกกต.สันธนะ เข้าให้ถ้อยคำกกต.

นายสันธนะ เปิดเผยว่า ตนเองกับนายชูวิทย์ มีปัญหาส่วนตัวกันอย่างที่สังคมรับทราบ ตนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนการเลือกตั้งนายชูวิทย์ ได้มีการเข้าไปที่พรรคก้าวไกลพูดคุยกับนายพิธา และกรรมการบริหารพรรคหลายครั้ง เมื่อพบเจอตนก็เปิดศึกทะเลาะกัน โดยนายชูวิทย์พยายามที่จะทำร้ายตน มีการขว้างถ้วยกาแฟใส่ ซึ่งตนก็ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเมื่อ 29 พ.ค. 66 ตามที่ข้อบังคับพรรคกำหนดไว้ เพื่อให้มีการเอาผิดกับนายชูวิทย์ และกรรมการบริหารพรรคบางคนที่รู้เห็นกับนายชูวิทย์ แต่ทางพรรคไม่ได้ดำเนินการใดๆ 

โดยขณะให้สัมภาษณ์นายสันธนะได้เปิดคลิปเหตุการณ์ขว้างถ้วยกาแฟให้สื่อ
มวลชนดูอีกด้วย


นายสันธนะ กล่าวด้วยว่า ก่อนการเลือกตั้ง นายชูวิทย์มีการนัดพบกับนายพิธา เพื่อช่วยหาเสียงในหลายสถานที่ โดยนายชูวิทย์ได้อาศัยกระแสของพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยโจมตีพรรคการเมืองอื่นในเรื่องของการร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มีหนังสือสอบถามมายัง กกต. และได้รับการยืนยันว่านายชูวิทย์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล จึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

สันธนะ แค้น พิธา - กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ไม่จัดการชูวิทย์สันธนะ แค้น พิธา – กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ไม่จัดการชูวิทย์

นายสันธนะ ยังกล่าวอีกว่า ตอนที่เกิดเรื่องแรกๆ และพรรคไม่ได้ดำเนินการให้ตามที่ยื่นหนังสือก็รู้สึกน้อยใจ แต่ก็จะไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และเมื่อพรรคทราบว่า กกต.เรียกตนเข้าให้ถ้อยคำในเรื่องนี้ มีผู้แจ้งตนว่าในช่วงบ่ายวันนี้พรรคก็จะมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งตนไม่เชื่อว่าพรรคจะมีมติดำเนินการกับนายชูวิทย์ แต่จะเป็นการไล่ตนออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

โดยมองว่าถ้าพรรคก้าวไกลมองเรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน และก่อนหน้านี้มีการดำเนินการตามที่ผมได้ยื่นหนังสือ ก็คงไม่มีวันนี้ที่ผมมาให้ถ้อยคำกับ กกต. คุณอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องรูเข็ม แต่หลังจากวันนี้จะเป็นหลุมอุกกาบาต  นี่เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของคนที่จะก้าวเป็นนายกฯ ของประเทศ ไม่ใช่หัวหน้าพรรคก้าวไกล คุณจะพลาดไม่ได้สักประเด็น และถ้าเรื่องนี้มีผลให้คุณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ขอแสดงความเสียใจกับกองเชียร์ของพรรคด้วย

ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลประกาศว่าเป็นพรรคของประชาชน หากได้เป็นรัฐบาลก็จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ผมเป็นสมาชิกพรรค เหตุเกิดในพื้นที่ของพรรค แต่พรรคกลับปกป้องไม่ได้ การร้องเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการสร้างราคาให้กับตัวเอง หลังเกิดเรื่องผมไปที่พรรค และขีดเส้นตัวเองว่าจบกันแล้วกับพรรค เมื่อก่อนเลือกตั้งคุยอะไรกับผม แต่หลังเลือกตั้งพอคิดว่าตัวเองกำอะไรไว้ในมือเหมือนอย่างทุกวันนี้ คุณคิดว่าคุณถือไพ่ดี คนอื่นเขาก็มีของดีไม่แพ้พวกคุณ เดี๋ยวก็เห็นเองว่าเป็นอย่างไร แล้วทำไมผมถึงบอกว่า คุณพิธา คุณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน

ส่วนกรณีมติพรรคเพื่อไทย เดินหน้าต่อรองขอตำแหน่งเก้าอี้ประธานสภาจากพรรคก้าวไกล  นายสันธนะ บอกว่า วันนี้ทั้ง 2 พรรคก็แตกแล้ว โดยสิ่งที่จะเห็นในวันโหวตประธานสภาในทางลับทนั่นคือคำตอบ ซึ่งมาจากวันนี้ที่เกิดรอยร้าวแล้ว ส่วนตัวมองว่าพรรคเพื่อไทย ก็มีวุฒิภาวะมากกว่า  

ส่วนกรณีพรรคก้าวไกล เสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เป็นประธานสภานั้น นายสันธนะมองว่าไม่ใช่ตั้งแต่แรก เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญทั้งในรัฐสภาและระดับประเทศ จึงเกิดคำถามตามมาว่าพรรคก้าวไกลจะเล่นอะไรกับประเทศชาติ ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับนายปดิพัทธ์ แต่ได้ดูโปรไฟล์แล้ว ก็ต้องขอพูดตรงๆว่า มืด เพราะคนจะมาอยู่ในตำแหน่งประธานสภา หากนำเสนอใครหรือเอ่ยชื่อมาจะต้องไม่มีข้อครหา และต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ว่าจะถูกนำเสนอมาจากพรรคไหนก็ตาม ส่วนตัวไม่ได้ดูถูก แต่เขายังไม่เหมาะสมนั่งบัลลังก์ประธานสภา เหมาะสมเพียงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาเท่านั้น จึงอยากให้กลับไปทบทวนใหม่อีกครัั้ง

‘เพื่อไทย’ ย้ำตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ เสนอหลักการเดิม ที่เคยเจรจาไว้ในครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552258

28 มิ.ย. 2566

'เพื่อไทย' ย้ำตำแหน่ง 'ประธานสภา' เสนอหลักการเดิม ที่เคยเจรจาไว้ในครั้งแรก

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ เสนอหลักการเดิมที่เคยเจรจาไว้ในครั้งแรก เพื่อเป็นแนวทางให้ทั้งสองพรรค ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ หาข้อสรุปร่วมกัน หากเห็นตรงกันก็พร้อมเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย

ผลพวงจากคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเมื่อคืนที่ผ่านมายืนยันในหลักการจะเสนอใช้ สูตร 14+1 คือ พรรคก้าวไกลได้รัฐมนตรี 14 ตำแหน่ง และนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 14 รัฐมนตรี และตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ นำไปสู่การเลื่อนประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ล่าสุดเมื่อ 28 มิ.ย. 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ถึงการเจรจากับพรรคก้าวไกล ถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ท่าทีของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับเรื่อง ประธานสภา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

การเจรจาพูดคุยกันเพิ่งเริ่มต้นไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นเพียงการรับข้อเสนอของแต่ละพรรคไปพิจารณา หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอีก เพราะเป็นกระบวนการพูดกันภายในของแต่ละพรรค สิ่งการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและการประชุม สส.ของพรรคเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา

แล้วเรามีข้อสรุปออกมาก็เป็นเพียงการให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคยืนยันหลักการในสิ่งที่เราได้เสนอไปในการเจรจาครั้งแรกซึ่งได้มีการพิจารณาการทำงาน และเฉลี่ยออกมาตามสัดส่วนว่าแต่ละพรรคจะต้องทำอะไร 

ออกมาเป็น 14+1 คือ พรรคก้าวไกลเป็นรัฐมนตรี 14 ตำแหน่งกับนายกรัฐมนตรีดูแลฝ่ายบริหาร และพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรี 14 และจะรับหน้าที่ในการเป็น ประธานสภา ซึ่งในส่วนนี้เป็นการสิ่งที่ได้เสนอไปในการเจรจาครั้งแรก

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นพ.ชลน่าน ระบุว่า ที่ผ่านมาที่มีการพูดและนำเสนอความคิดเห็นต่างๆ เป็นเพียงความเห็นต่างภายในของแต่ละพรรค ซึ่งการนำเสนอบางมุมก็สมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคบางส่วนไม่เห็นด้วย แต่พรรคเห็นว่าเมื่อเกิดกระแสความคิดเห็นที่แตกต่างก็ควรมีความชัดเจนไปเจรจากับพรรคก้าวไกล 

จึงเป็นที่มาของที่ประชุมของพรรคได้ยืนยันหลักการเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลก็ยังไม่ได้มีคำตอบกลับมา ซึ่งการจะมีคำตอบอย่างไรก็ยังเป็นกระบวนการภายในของพรรคก้าวไกล

“พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรคและมีผู้สนับสนุน ซึ่งเราก็ต้องคำนึงถึง เราก็ยืนยันหลักการให้นำขอเสนอเดิมไปพูดคุยเท่านั้น และไม่ใช่เป็นมติใดๆ เป็นเพียงแนวทางที่ทุกคนเห็นว่าเมื่อมีการวางหลักการเจรจาไว้อย่างนั้นก็ยืนยันไปตามหลักการนั้น ไม่ได้เพิ่มหลักการใหม่ใดๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับการเจรจา” นพ.ชลน่านกล่าว 

นพ.ชลน่าน ย้ำว่า สิ่งที่ 8 พรรค และพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลยึดถือโดยตลอด ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจคือเราจะมัดกันแน่นและทำงานด้วยกัน โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ ยังเป็นประเด็นหลัก

นพ.ชลน่าน ยืนยันว่าประเด็นตำแหน่งประธานสภา จะไม่นำไปสู่ปัญหาความแตกแยกของพรรคร่วมทั้ง 8 พรรค อีกทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้นได้รับฉันทามติมาจากพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งว่าต้องการรัฐบาลประชาธิปไตย หากเพียงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมาทำให้แตกแยกพี่น้องประชาชนจะรับไม่ได้

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า หากไม่ได้ข้อสรุปอาจเกิดการฟรีโหวตหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวย้ำว่า พรรคเพื่อไทยระมัดระวังไม่ให้เกิดการฟรีโหวตขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์กับทั้งสองพรรคแล้วยังจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มที่สามที่รอโอกาสอยู่ 

สำหรับการเจราจาเรื่องประธานสภานั้นพรรคเพื่อไทยได้ยืนยันหลักการเดิมที่ได้เสนอไปในการเจรจาครั้งแรก หากมีการนำเสนอแล้วทั้งสองพรรคได้ข้อสรุปตรงกันก็พร้อมเดินหน้าต่อทันที

แต่หากยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ละพรรคก็จะต้องนำข้อหารือไปพูดคุยภายในพรรคตัวเองเพื่อหาแนวทางไปหารือเพื่อให้ได้สรุปร่วมกันให้ได้อย่างไร สิ่งที่พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นและประกาศตลอดเวลาเมื่อจับมือกับพรรคก้าวไกลคือเราจะทำอย่างไรให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ เรามัดกันแน่นมาตลอดและต้องทำงานให้ได้

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมสส.ก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมสส.ก้าวไกล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเสนอสูตร 14+1 ของพรรคเพื่อไทยว่าไม่น่ารัก ขณะเดียวกันมีกระแสพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่แตกแยก และอาจจะเกิดการสลับขั้ว ‘พรรคอันดับ2’ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  เปิดทางคนแดนไกลกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงพลังของคนรุ่นใหม่ลั่นโซเชีลยไม่พอใจการเมืองในแบบเดิมๆ  

ท่าทีพรรค’เพื่อไทย’ ในตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ ไม่น่ารัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552253

28 มิ.ย. 2566

ท่าทีพรรค'เพื่อไทย' ในตำแหน่ง 'ประธานสภา' ไม่น่ารัก

อย่าให้ต้องเลือก ‘เพื่อไทย’ เป็นครั้งสุดท้าย เสียงจากนักวิชาการหัวก้าวหน้า กรณีแย่งชิงตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ จากพรรคก้าวไกล

นักวิชาการหัวก้าวหน้า ตำหนิท่าทีตำแหน่งประธานสภา ของพรรคเพื่อไทย ถึงกับเอ่ยปาก ไม่อยากต้องเลือกเป็นครั้งสุดท้าย

เฟซบุ๊ก ศ. เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ “ด้วยความเคารพยิ่งครับ” มีเนื้อหาว่า

ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบเมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาหลักการของระบบรัฐสภา  เมื่อพรรคก้าวไกลได้คะแนนเป็นที่หนึ่ง  ก็คือประชาชนให้ความไว้วางใจแก่พรรคนี้ไปทำงานนำฝ่ายประชาธิปไตย ไปรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยเพื่อรับใช้ประชาชนและนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ตำแหน่งการนำทั้งประธานสภาและฝ่ายบริหารจึงควรตกเป็นของพรรคก้าวไกล จะมาอ้างคณิตศาสตร์อะไรครับว่าใครได้มากน้อยกว่ากันเท่าไหร่จึงต้องมาแบ่งอะไรกันแบบเด็กเล่นขายของ  คนนี้ได้นี่  เราต้องได้นั่น ก็เขาชนะที่  1  ไปแล้ว เห็นชัดเจน   จะต้องมาจุกจิกทำไม การนำ  ควรให้พรรคได้ที่ 1 ส่วนกระทรวงต่างๆ ก็ได้ไปมากโขแล้ว

เพื่อไทยต้องรู้จักการนำอย่างมีเอกภาพไปสร้างความเข้มแข็งของประชาธิปไตยเพื่ออนาคตของประเทศและลูกหลานอย่างเป็นเอกภาพหรือไหม ต้องรู้จักยอมรับว่าคุณได้ที่ 2  ก็ขอให้ที่ 1  ได้นำงานและทำงานสำคัญครั้งนี้ทั้งประธานสภาและฝ่ายบริหาร

เมื่อแพ้เขาแล้ว  ก็ยืดอก  เป็นลูกนักสู้ตามรอยนักสู้คนสันกำแพง  เป็นนักกีฬา ต้องยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  ปรับปรุงตัวเองแล้วกลับมาที่ 1 ในวันหน้า  จะนี่กว่าเพราะนี่คือกติกาของนักสู้  กติกาของระบบ     ประชาธิปไตยแบบอารยะ เขาชนะที่  1  ก็คือชนะที่ 1   มากกว่ากี่แต้ม  ก็คือชนะที่  1  ทำใจให้ใหญ่ๆๆๆ   มองความผิดพลาดเป็นครู  ยอมรับ  และก้าวต่อไปอย่างทระนง………….ผมเลือกพวกคุณมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียวตลอดมา ขออย่าให้ต้องเลือกพวกคุณครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย