ระทึก เครื่องบินโดยสารล้อหลุด ลงจอดสนามบินไต้หวัน เคราะห์ดีทุกคนปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703460

ระทึก เครื่องบินโดยสารล้อหลุด ลงจอดสนามบินไต้หวัน เคราะห์ดีทุกคนปลอดภัย

21 มิ.ย. 2566 09:12 น.

ระทึก เครื่องบินโดยสารล้อหลุด ลงจอดสนามบินไต้หวัน เคราะห์ดีทุกคนปลอดภัย

เครื่องบินโดยสาร สายการบิน “สกู๊ต” เดินทางจากกรุงโซล ไปลงจอดที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน ของไต้หวัน ในสภาพล้อหน้าหลุดไป 1 ข้าง ทำให้ข้างหน้าเหลือเพียงล้อเดียว เคราะห์ดีผู้โดยสารลูกเรือปลอดภัยทุกคน

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2566 เว็บไซต์ข่าว CNA รายงานว่า เครื่องบินโดยสาร สายการบิน “สกู๊ต” (Scoot) เดินทางจากกรุงโซล ไปลงจอดที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน ของไต้หวัน ในสภาพล้อหน้าหลุดไป 1 ข้าง ทำให้ข้างหน้าเหลือเพียงล้อเดียว เคราะห์ดีผู้โดยสารลูกเรือปลอดภัยทุกคน

ภาพจากสื่อท้องถิ่น EBC ของไต้หวัน แสดงให้เห็นว่า หลังจากลงจอด เครื่องบินลำนี้เคลื่อนตัวไปตามแท็กซี่เวย์ในสภาพล้อด้านหน้าหลุดหายไป 1 ข้าง และต้องเข้ารับการตรวจสภาพ ยังไม่สามารถบินกลับไปสิงคโปร์ได้

รายงานข่าวระบุว่า นักบินได้รับแจ้งจากระบบว่า ระดับแรงดันล้อหน้าด้านซ้ายมีความผิดปกติก่อนที่เครื่องบินจะลงจอด อย่างไรก็ตาม นักบินสามารถนำเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต


ทางการสายการบินสกู๊ต สายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งมีฐานอยู่ในสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เที่ยวบิน ทีอาร์897 จากสนามบินอินชอน ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ไปยังสิงคโปร์ แวะจอดที่ไต้หวัน ได้ประสบปัญหาทางเทคนิค ในช่วงกำลังลงจอดที่ไต้หวัน

ขณะที่กระทรวงคมนาคม ตลอดจนสำนักงานการบินพลเรือน เตรียมสืบสวนกรณีล้อหลุดที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินลำนี้.

ภาพจาก CNA

เผยบริษัทเรือดำน้ำไททัน เคยปลดพนง.ที่ออกมาปูดเรื่องความปลอดภัยไม่เพียงพอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703434

เผยบริษัทเรือดำน้ำไททัน เคยปลดพนง.ที่ออกมาปูดเรื่องความปลอดภัยไม่เพียงพอ

21 มิ.ย. 2566 08:37 น.

เผยบริษัทเรือดำน้ำไททัน เคยปลดพนง.ที่ออกมาปูดเรื่องความปลอดภัยไม่เพียงพอ

เรือดำน้ำสุดไฮเทคจากทั่วโลกร่วมค้นหาเรือดำน้ำชมซากเรือไททานิกที่สูญหาย จนถึงขณะนี้ยังไม่พบร่องรอย ระบุเป็นงานหิน เพราะถึงหาเจอก็กู้เรือขึ้นมายากลำบาก เผยบริษัท โอเชียนเกต เคยสั่งปลด ผอ.ฝ่ายปฏิบัติการทางทะเลพ้นตำแหน่ง หลังออกมากังขาเรื่องความปลอดภัยของเรือดำน้ำ

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2566 นาวาเอกเจมี เฟรเดอริก แห่งหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ แถลงว่า ปฏิบัติการค้นหาจนถึงตอนนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ยังไม่พบสัญญาณของเรือดำน้ำ “ไททัน” (Titan) ของบริษัท “โอเชียนเกต” (Oceangate) ที่สูญหายไปพร้อม 5 คนในเรือ ในระหว่างดำลงไปชมซากเรือไททานิกที่จมลงอยู่ก้นทะเลลึกที่ระดับ 3,800 เมตร นอกชายฝั่งแถบนิวอิงแลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา

หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ระบุว่า การค้นหาจะยังดำเนินต่อไปแบบเร่งด่วนแข่งกับเวลา เนื่องจากปริมาณออกซิเจนที่คาดว่าเหลือใช้ได้อีกไม่ถึง 40 ชั่วโมงในเรือดำน้ำลำนี้จะหมดลง

ทางด้าน โฆษกนาวิกโยธินของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำลึก หุ่นยนต์ดำน้ำควบคุมระยะไกล ตลอดจนอุปกรณ์ “Flyaway Deep Ocean Salvage System” เพื่อไปช่วยในการกู้เรือขนาดเล็กขึ้นบก ขณะเดียวกันยังมีทีมเรือดำน้ำติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยจากทั่วโลก ได้เดินทางมาร่วมปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ภารกิจช่วยเหลือ 5 ชีวิตในเรือดำน้ำไททัน เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะถึงแม้จะหาเรือที่อยู่ใต้น้ำลึกพบ แต่การกู้เรือดำน้ำขึ้นมาจากระดับความลึกแบบนั้นก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

ทางด้านเว็บไซต์ข่าวเดลี่ เมล รายงานว่า บริษัท “โอเชียนเกต” ผู้ให้บริการดำน้ำท่องเที่ยวและดำน้ำลึกชมซากเรือไททานิก เคยสั่งปลด นายเดวิด ล็อคริดจ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทะเลของบริษัท ออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เขาหยิบยกปัญหาความปลอดภัยของเรือดำน้ำขึ้นมาพูด และขอให้บริษัทตรวจสอบความปลอดภัยของเรือดำน้ำเพิ่มเติมเมื่อปี 2561

นอกจากนี้รายงานข่าวยังระบุว่า บริษัทโอเชียนเกต เคยคัดค้านข้อเสนอให้มีการจัดประเภทของเรือ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยผู้ตรวจสอบอิสระจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรือผ่านมาตรฐานทางเทคนิคอันเป็นที่ยอมรับ ขณะที่บริษัทโอเชียนเกต ซึ่งเรียกเก็บค่าตั๋วลงเรือดำน้ำสูงถึงคนละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.69 ล้านบาท ระบุว่า การจัดประเภทเรืออาจมีขั้นตอนการตรวจสอบซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปี และอาจเป็นผลเสียต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกมาอย่างรวดเร็ว.

นาโตรับกระสุนเกลี้ยงคลังแสง เร่งยกระดับการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703448

นาโตรับกระสุนเกลี้ยงคลังแสง เร่งยกระดับการผลิต

21 มิ.ย. 2566 08:02 น.

นาโตรับกระสุนเกลี้ยงคลังแสง เร่งยกระดับการผลิต

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. กระทรวงกลาโหมยูเครนออกแถลงการณ์ชี้แจงความคืบหน้าปฏิบัติการบุกตีโต้ครั้งใหญ่ทางภาคใต้และภาคตะวันออกของยูเครน ระบุว่าเป็นงานที่ยากลำบาก เนื่องด้วยกองทัพรัสเซียทุ่มกำลังเต็มที่เพื่อหยุดยั้งยูเครน ทหารยูเครนจำเป็นต้องเตรียมตัวที่จะเผชิญหน้ากับการดวลที่หนักหน่วง กระทรวงกลาโหมยูเครนยังระบุด้วยว่า ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะวัดผลลัพธ์การบุกตีโต้จากปริมาณดินแดนที่ทวงคืนมาได้ ยังมีวิธีอื่นที่จะวัดความสำเร็จ และย้ำว่านี่ยัง ไม่ใช่ของจริง การตีโต้ที่รุนแรงกว่านี้ยังไม่เริ่ม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน นายเยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) กล่าวว่า ชาติสมาชิกนาโตจำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมการทหารที่แข็งแกร่ง เนื่องด้วยอาวุธและกระสุนในคลังประเทศสมาชิกได้หมดลง และจำเป็นต้องเติมให้เต็ม กรณีนี้เกิดขึ้นไม่เพียงแค่เยอรมนี แต่รวมถึงหลายชาติสมาชิกนาโต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการคุยกับตัวแทนอุตสาหกรรมอาวุธแล้วในเรื่องการยกระดับการผลิต ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นาโตสามารถสนับสนุนยูเครนต่อไปได้ ชัยชนะของยูเครนเท่านั้นที่จะส่งผลให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน ส่วนนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่า เป็นความจริงที่มีความเสี่ยงว่ารัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์.

พ่อแม่ไต้หวันโวย ครู ร.ร.อนุบาลวางยาเด็ก-ตำรวจสืบสวนไม่คืบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703422

พ่อแม่ไต้หวันโวย ครู ร.ร.อนุบาลวางยาเด็ก-ตำรวจสืบสวนไม่คืบ

21 มิ.ย. 2566 05:55 น.

พ่อแม่ไต้หวันโวย ครู ร.ร.อนุบาลวางยาเด็ก-ตำรวจสืบสวนไม่คืบ

พ่อแม่บนเกาะไต้หวันออกมารวมตัวประท้วงในกรุงนิวไทเป กรณีครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งถูกกล่าวหาว่าให้เด็กๆ กินยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของยากดประสาท หรือยานอนหลับ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ครูหลายคนของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงนิวไทเป ถูกกล่าวหาว่าวางยาให้เด็กๆ หลับโดยใช้ยาน้ำแก้ไอที่มีส่วนผสมของยาประเภท ฟีโนบาร์บิทัล (phenobarbital) หรือ เบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepines) ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาท

ตำรวจไต้หวันดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้นานหลายสัปดาห์ แต่พวกเขายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเด็กๆ ต้องได้รับยาน้ำที่อาจทำให้ติดได้แบบนี้ ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายร้อยคนออกมารวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐบาลในนิวไทเปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ตำรวจโปร่งใสในการสืบสวนมากขึ้น ท่ามกลางข้อครหาว่าเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยข้อมูลให้สังคมรู้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกิดคดีลักษณะคล้ายกันโรงพยาบาลในเมืองเกาสง โดยสำนักงานสาธารณสุขท้องถิ่นพบว่า มีหมออย่างน้อย 4 คน ใช้ยาฟีโนบาร์บิทัลอย่างไม่เหมาะสมกับเด็ก 20 คน โดยทั้ง 4 คนถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่นาน 6 เดือน และปรับเงิน 1.4 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

เนื่องจากความกังวลของสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น โรงพยาบาลกรุงไทเปจึงเริ่มให้บริการตรวจเลือดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้แก่เด็กวัยอนุบาล เพื่อหาร่องรอยของยากล่อมประสาทในร่างกาย

อนึ่ง เรื่องอื้อฉาวนี้ได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองกล่าวหาพนักงานของโรงเรียนอนุบาลในเครือของสถาบันศึกษา Kid Castle แห่งหนึ่งในนิวไทเปว่า ให้เด็กกินยาบางอย่าง หลังจากพบว่าลูกของพวกเขามีอาการคล้ายคนถอนยา ในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนเดือนกุมภาพันธ์

“ในช่วงวันหยุดนั้น พ่อแม่บางคู่พบว่าลูกของพวกเขามีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย กรีดร้องตอนนอนหลับ และมีตะคริวขึ้นขา” พ่อของเด็กวัย 5 ขวบคนหนึ่งกล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อผู้ปกครองสอบถามเด็กๆ ก็ได้รู้ว่าครูให้พวกเขาทานยาน้ำอะไรบางอย่าง ทำให้พ่อแม่ทยอยเข้าแจ้งความกับตำรวจในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทางการท้องถิ่นจึงเริ่มทำการสืบสวน โดยในเดือนมิถุนายนเจ้าหน้าที่พบเด็กอย่างน้อย 8 คนมีร่องรอยของยาฟีโนบาร์บิทัล กับ เบนโซไดอะซีปีน อยู่ในกระแสเลือด จึงสั่งปิดโรงเรียนอนุบาลที่เกิดเหตุในวันที่ 12 มิ.ย. และปรับเงินบุคคลระดับ ผอ. คนละ 1.5 แสนดอลลาร์ไต้หวัน

ส่วนครูใหญ่กับครูอีก 5 คนถูกตำรวจจับกุมตัวและสอบปากคำ แต่ทั้งหมดได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว ระหว่างรอผลการสืบสวน

ทั้งนี้ เภสัชกรไต้หวัน บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ถึงแม้จะหายาก แต่ยาน้ำแก้ไอกับยาโรคระบบทางเดินอาหารบางชนิดก็มีส่วนผสมของฟีโนบาร์บิทัล แต่โดยส่วนใหญ่ยาที่มีส่วนผสมของฟีโนบาร์บิทัลมักถูกใช้เพื่อรักษาโรคลมชัก หรือใช้เพื่อเป็นยานอนหลับในการผ่าตัด ซึ่งเป็นยาที่คนทั่วไปจะจัดหามาได้

ส่วนยาเบนโซไดอะซีปีน เป็นยากดประสาทที่มักใช้รักษาอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง โดยที่ยาทั้ง 2 ตัวมีฤทธิ์ทำให้เสพติดสูง การใช้เกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม และหายใจไม่เต็มอิ่ม.

ที่มา : bbc

ลูกไบเดนเตรียมรับผิด คดีภาษี-ครอบครองปืนขณะติดยาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703417

ลูกไบเดนเตรียมรับผิด คดีภาษี-ครอบครองปืนขณะติดยาเสพติด

21 มิ.ย. 2566 04:45 น.

ลูกไบเดนเตรียมรับผิด คดีภาษี-ครอบครองปืนขณะติดยาเสพติด

ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ทำข้อตกลงรับผิดคดีจ่ายภาษีไม่ทันเวลา และคดีครอบครองอาวุธปืนขณะเป็นผู้ติดยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันอังคารที่ 20 มิ.ย. 2566 ว่า ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมรับผิดในคดีจ่ายภาษีไม่ทันเวลา ซึ่งเป็นความผิดอาญาลหุโทษจำนวน 2 กระทง ตามข้อตกลงกับอัยการกลาง และทำข้อตกลงก่อนการไต่สวนกับอัยการกลาง เพื่อยุติคดีครอบครองอาวุธปืนอย่างไม่ถูกต้องแล้ว

ตามเอกสารคำร้องที่อัยการยื่นต่อศาลแขวงในรัฐเดลาแวร์ ฮันเตอร์ ไบเดน ตกลงจะยอมรับความผิดข้อหาจงใจจ่ายภาษีเงินได้ไม่ทันเวลาในปี 2560-2561 แลกกับการที่อัยการของกระทรวงยุติธรรมจะขอให้ศาลตัดสินลงโทษแบบรอลงอาญา

นอกจากนั้น ฮันเตอร์ จะทำข้อตกลงเบี่ยงเบนก่อนการไต่สวน (pre-trial diversion agreement) ซึ่งแยกต่างหากจากข้อตกลงรับสารภาพ (plea agreement) เพื่อยุติคดีในชั้นสอบสวน โดยยอมรับผิดในข้อหาครอบครองอาวุธปืนอย่างไม่ถูกต้องขณะเป็นผู้ใช้ หรือติดยาเสพติด ซึ่งเป็นคดีอาญาร้ายแรงที่เขาถูกฟ้องโดยรัฐบาลกลาง และเตรียมเข้ารับการสังเกตและรักษาอาการติดยา

“ผมรู้ว่าฮันเตอร์เชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เขาก่อขึ้นในช่วงเวลาติดยาและยุ่งเหยิงในชีวิตของเขา” คริสโตเฟอร์ คลาร์ค ทนายความของฮันเตอร์กล่าว “เขากำลังรอที่จะสานต่อการฟื้นฟูและก้าวไปข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดในขั้นสุดท้ายว่าจะอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ โดยโทษสูงสุดที่ฮันเตอร์อาจได้รับคือจำคุกไม่เกินกระทงละ 1 ปีสำหรับคดีภาษี และจำคุกสูงสุด 10 ปีสำหรับคดีครอบครองอาวุธปืนอย่างไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ฮันเตอร์ ไบเดน ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายรีพับลิกันมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการทำทุจริตในจีน, ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน, ฟอกเงิน และอื่นๆ รวมถึงคดีภาษีและครอบครองอาวุธปืนอย่างไม่ถูกต้องนี้ด้วย

การทำข้อตกลงยอมรับผิดของ ฮันเตอร์ ไบเดน เกิดขึ้นในขณะที่ ส.ส.รีพับลิกันกับแคนดิเดตประธานาธิบดีหลายคนกล่าวหา โจ ไบเดน ว่า กำลังใช้กระทรวงยุติธรรมเป็นอาวุธเล่นงานศัตรูทางการเมือง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งโดนอัยการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการจัดเก็บเอกสารลับทางราชการอย่างไม่เหมาะสมถึง 37 กระทง โดยที่เขาเพิ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นศาลไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

การทำข้อตกลงของ ฮันเตอร์ ไบเดน เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วจากกลุ่มผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ กับสมาชิกอาวุโสของรีพับลิกันในสภาคองเกรส เช่น น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกกลุ่ม MAGA ของนายทรัมป์ โจมตีว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้กระทรวงยุติธรรมทำเป็นมองไม่เห็นการคอร์รัปชัน

ส่วนนายเควิน แมกคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นหลักฐานของระบบ 2 มาตรฐาน และประกาศว่าคดีนี้จะทำให้การสืบสวน นายฮันเตอร์ ไบเดน ของพรรครีพับลิกันยกระดับขึ้น ในขณะที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ปิดปากเงียบในเรื่องคดีนี้.

ที่มา : bbccnn

กู้ภัยแข่งกับเวลา หาเรือดำน้ำสูญหาย เหลือออกซิเจนพอหายใจแค่ 40 ชม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703415

กู้ภัยแข่งกับเวลา หาเรือดำน้ำสูญหาย เหลือออกซิเจนพอหายใจแค่ 40 ชม.

21 มิ.ย. 2566 03:15 น.

กู้ภัยแข่งกับเวลา หาเรือดำน้ำสูญหาย เหลือออกซิเจนพอหายใจแค่ 40 ชม.

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย เรือดำน้ำชมไททานิกที่สูญหาย เหลือออกซิเจนพอหายใจแค่ 40 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเขาไม่มั่นใจว่าจะช่วยทันหรือไม่ แต่ย้ำจะทำทุกทางที่เป็นไปได้

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ทีมกู้ภัยจากนานาชาติยังคงเร่งค้นหาเรือดำน้ำ ‘ไททัน’ (Titan) ของบริษัทนำเที่ยวเอกชน ‘โอเชียนเกต’ (Oceangate) ที่สัญญาณขาดหายระหว่างดำน้ำสำรวจซากเรือไททานิกที่จมอยู่ก้นทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมผู้โดยสารในเรือ 5 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย. 2566)

ในวันอังคารที่ 20 มิ.ย. หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ และกองทัพอากาศแคนาดา ตัดสินใจส่งเครื่องบินและเรือออกมาร่วมปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำความยาว 21 ฟุตลำนี้มากขึ้น ขณะที่กัปตันหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวลเรื่องปริมาณออกซิเจนในเรือ

นายเจมี เฟรเดอริกค์ กัปตันหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่เมืองบอสตัน ว่า ยานดำน้ำควบคุมระยะไกล (ROV) ลงไปในจุดสุดท้ายที่มีข้อมูลว่าเรือดำน้ำลำนี้อยู่แล้ว พร้อมย้ำว่านี่เป็นการค้นหาที่ซับซ้อนมาก และทีมกู้ภัยนานาชาติซึ่งประกอบด้วย หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และกองทัพเรือของสหรัฐฯ กับแคนาดา กำลังทำงานแข่งกับเวลา

พวกเขาค้นหาครอบคลุมพื้นที่ 7,600 ตารางไมล์ ซึ่งใหญ่กว่ารัฐคอนเนตทิคัต แต่ความพยายามค้นหาเหล่านี้ยังไม่มีผลลัพธ์ใดๆ เลย

เฟรเดอริกค์ ยอมรับด้วยว่า เจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าจะมีเวลาพอช่วยเหลือผู้โดยสารบนเรือดำน้ำหรือไม่ เนื่องจากคาดว่าบนเรือที่เหลือออกซิเจนพอใช้หายใจได้ประมาณ 40 ชั่วโมงเท่านั้น “ผมไม่รู้คำตอบของคำถามนั้น สิ่งที่ผมบอกพวกคุณได้ก็คือ เราจะทำทุกอย่างภายใต้อำนาจของเราเพื่อให้การช่วยเหลือบังเกิดผล”

ด้านหน่วยบัญชาการทหารขนส่งของสหรัฐฯ ระบุว่า กำลังส่งเรือของกองทัพและเรือพาณิชย์มาช่วยค้นหา ขณะที่ นายจอห์น เคอร์บี ผู้ประสานงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ บริษัท โอเชียนเกต ให้บริการนำเที่ยวตามโปรแกรม 8 วัน รวมไปถึงการนั่งเรือดำน้ำขนาดเล็กประมาณรถบรรทุก ชมซากเรือไททานิกที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก 3,800 เมตร นอกชายฝั่งห่างจากเมืองเซนต์จอห์น รัฐนิวฟันด์แลนด์ ทางตะวันออกของแคนาดา ไปประมาณ 700 กิโลเมตร ด้วยสนนราคาคนละ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.69 ล้านบาท

ผู้ที่อยู่บนเรือ 5 คน ได้แก่ นายสตอกตัน รัช ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท โอเชียนเกต, นายฮามิช ฮาร์ดิง นักธุรกิจใหญ่ชาวสหราชอาณาจักร, นายชาห์ซาดา ดาวูด มหาเศรษฐีชาวปากีสถาน กับ สุไลมาน ดาวูด ลูกชาย และนายปอล-อองรี นาร์โฌเล นักดำน้ำชาวฝรั่งเศสและเป็นผู้ขับเรือดำน้ำ.

ที่มา : cnn

สภาญี่ปุ่นเผย พบเหยื่อ ก.ม.บังคับทำหมัน 2.5 หมื่นคน เด็กสุดแค่ 9 ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703413

สภาญี่ปุ่นเผย พบเหยื่อ ก.ม.บังคับทำหมัน 2.5 หมื่นคน เด็กสุดแค่ 9 ขวบ

21 มิ.ย. 2566 01:59 น.

สภาญี่ปุ่นเผย พบเหยื่อ ก.ม.บังคับทำหมัน 2.5 หมื่นคน เด็กสุดแค่ 9 ขวบ

รัฐสภาญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เด็ก 9 ขวบ 2 คน เป็นหนึ่งในกลุ่มคน 25,000 ราย ที่ถูกบังคับทำหมันตามกฎหมายสุพันธุศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อปรับปรุงพันธุกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ญี่ปุ่นบังคับใช้กฎหมายสุพันธุศาสตร์นานถึง 48 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2491-2539 โดยจะอนุญาตให้แพทย์สามารถบังคับทำหมันบุคคลที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา หรือทุพพลภาพทางกาย ซึ่งอาจถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรรุ่นหลังเกิดมาอย่างด้อยคุณภาพ

กฎหมายดังกล่าวเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ดำมืดของญี่ปุ่น ช่วงที่พวกเขากำลังฟื้นฟูประเทศหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพิ่งยกเลิกไปในปี 2539 หรือเพียง 27 ปีก่อน

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา รัฐสภาญี่ปุ่นเผยแพร่รายงานผลการศึกษาความยาว 1,400 หน้า ตามการสืบสวนของรัฐบาลซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 โดยในรายงานยอมรับว่ามีประชาชนประมาณ 25,000 คน ที่ตกเป็นเหยื่อกฎหมายสุพันธุศาสตร์ และมากกว่า 16,000 คนในจำนวนนี้ถูกทำหมันอย่างไม่ยินยอม

รายงานระบุอีกว่า เหยื่อบางรายถูกหลอกว่าเข้ารับการผ่าตัดที่พบได้ทั่วไป เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งในเวลานั้นมีอำนาจบังคับให้มีการผ่าตัดทำหมันได้อย่างไม่มีกฎเกณฑ์ และมีเด็กวัย 9 ขวบ 2 คน เป็นชายและหญิง ถูกบังคับทำหมันด้วย

ทั้งนี้ เหยื่อวัย 80 ปีรายหนึ่ง ผู้ถูกบังคับทำหมันตั้งแต่อายุ 14 ปี บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า รายงานของรัฐสภาญี่ปุ่นเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลหลอกลวงเด็กๆ “ผมไม่อยากให้รัฐบาลปกปิดเรื่องนี้ในเงามืดอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความเจ็บปวดของพวกเราอย่างจริงจังโดยเร็ว”

หลังจากรายงานฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่ออกมา มีคนจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมถึงต้องใช้เวลาเกือบ 50 ปีกว่าจะมีการยกเลิกกฎหมายนี้ บ้างก็ว่ารายงานไม่ได้อธิบายเหตุผลเบื้องหลังการออกกฎหมายสุพันธุศาสตร์เลย

ขณะเดียวกันบนโลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ก็มีผู้ออกมาแสดงความไม่พอใจจำนวนมาก ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งระบุว่า รู้สึกขยะแขยงมากที่ได้รู้ว่ามีเด็กอายุแค่ 9 ขวบถูกบังคับทำหมัน ส่วนบางคนโจมตีรัฐบาลที่ยกเลิกกฎหมายช้าเกินไป

อนึ่ง รัฐบาลญี่ปุ่นเคยออกมาขอโทษเหยื่อกฎหมายสุพันธุศาสตร์ในปี 2562 โดยตกลงจะมอบเงินชดเชยแก่เหยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่คนละ 3.2 ล้านเยน (ราว 788,300 บาท) โดยที่ นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นยอมรับว่ากฎหมายนี้สร้างความเจ็บปวดใหญ่หลวงแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อ

นอกจากญี่ปุ่นแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่เคยมีกฎหมายบังคับทำหมันเพื่อปรับปรุงพันธุกรรม รวมถึงเยอรมนี, สวีเดน และสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขาก็เคยออกมาขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และมอบเงินชดเชยแก่เหยื่อผู้รอดชีวิต.

ที่มา : bbc

อิมจีฮเย สตรีมเมอร์สาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตแล้ว หลังไลฟ์สดปลิดชีพตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703408

อิมจีฮเย สตรีมเมอร์สาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตแล้ว หลังไลฟ์สดปลิดชีพตัวเอง

20 มิ.ย. 2566 23:49 น.

อิมจีฮเย สตรีมเมอร์สาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตแล้ว หลังไลฟ์สดปลิดชีพตัวเอง

อิม จี-ฮเย สตรีมเมอร์และนางแบบสาวชาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่กี่วันหลังจากเธอพยายามจบชีวิตตัวเองถ่ายทอดสดผ่านยูทูบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิม จี-ฮเย นางแบบสาวชาวเกาหลีใต้ผู้ใช้ชื่อบนโลกออนไลน์ว่า ‘BJ Imvely’ เสียชีวิตแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย. 2566 ขณะมีอายุได้ 37 ปี ตามการข้อความที่เผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมของเธอ ไม่กี่วันหลังจากเธอพยายามจบชีวิตตัวเองถ่ายทอดสดผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา อิมเดินทางกลับจากการดื่มสังสรรค์ถ่ายทอดสดกับกลุ่มเพื่อร่วมวงการสตรีมเมอร์ แต่ภายในงานอิมมีปากเสียงกับไลฟ์สตรีมเมอร์หญิงอีกคนหนึ่งถึงขั้นมีการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย

หลังจากกลับมาถึงบ้าน อิมก็ไลฟ์สดผ่านเว็บไซต์ยูทูบคนเดียว ร่ำไห้ต่อว่าสตรีมเมอร์คนอื่นหลายคน กล่าวหาว่าพวกเขาพวกเขาไม่ให้ค่าตอบแทนเธอที่ไปร่วมเป็นแขกในการถ่ายทอดสดก่อนหน้านี้ จากนั้นเธอจึงเขียนคำสั่งเสีย กล่าวว่า “ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง” แล้วหายไปจากหน้าจอโดยไม่หยุดถ่ายทอดสด

จากนั้นประมาณ 20 นาทีต่อมา ภาพจากไลฟ์แสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายนายเข้ามาในบ้านของเธอ พร้อมเสียงตะโกนโหวกเหวก หนึ่งในนั้นคือคำว่า “เอากรรไกรมา”

ภาพเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่รีบมาที่บ้านของ อิม จี-ฮเย ถูกเผยแพร่ผ่านไลฟ์สดด้วย

ไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่าหลังจากนั้นอาการของ อิม จี-ฮเย เป็นอย่างไร จนกระทั่งมีการประกาศข่าวการเสียชีวิตของเธอผ่านอินสตาแกรมของเธอเองเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ก่อนเสียชีวิต อิม จี-ฮเย เป็นทั้งไลฟ์สตรีมเมอร์และนางแบบ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2549 ผ่านนิตยสาร Maxim ต่อมาในปี 2556 เธอเข้าทำงานกับ Road FC ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสม (MMA) รายใหญ่ของเกาหลีใต้ ในฐานะสาวริงเกิร์ล (ring girl) ก่อนจะแต่งงานในปี 2567 แต่หย่าร้างในเวลาไม่นาน โดยมีลูกสาว 2 คน

อิม จี-ฮเย ยังเคยร่วมแสดงบทบาทเล็กๆ ในภาพยนตร์เกาหลีใต้หลายเรื่องรวมถึง Sunflower เมื่อปี 2549 และนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เธอก็กลายเป็นหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงในฐานสตรีมเมอร์บนช่องทอง ยูทูบ และแพลตฟอร์มออนไลน์ของเกาหลีอย่าง AfreecaTV

ที่มา : koreaherald , koreaboo

เผยหนึ่งในชายรวยสุดของปากีฯ อยู่ในเรือดำน้ำที่สูญหาย ขณะลงไปดูซาก ‘ไททานิก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703348

เผยหนึ่งในชายรวยสุดของปากีฯ อยู่ในเรือดำน้ำที่สูญหาย ขณะลงไปดูซาก ‘ไททานิก’

20 มิ.ย. 2566 19:03 น.

เผยหนึ่งในชายรวยสุดของปากีฯ อยู่ในเรือดำน้ำที่สูญหาย ขณะลงไปดูซาก ‘ไททานิก’

เผยหนึ่งในชายรวยที่สุดของปากีสถาน และลูกชายวัย 19 อยู่ในเรือดำน้ำนำเที่ยว ‘ไททัน’ ที่สูญหายด้วย ขณะลงไปดูซากเรือไททานิก ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก ด้านสหรัฐฯ-แคนาดาเร่งค้นหาครั้งใหญ่แข่งกับเวลา


เมื่อ 20 มิ.ย. 2566 เผยหนึ่งในผู้ชายที่รวยที่สุดของปากีสถาน นายชาห์ซาดา ดาวูด (Shahzada Dawood) วัย 48 ปี และลูกชาย ‘ซูเลมาน ดาวูด’ วัย 19 ปี เป็น 2 ใน 5 คน ที่เดินทางไปกับเรือดำน้ำนำเที่ยว ‘ไททัน’ ของบริษัทนำเที่ยวเอกชน ‘OceanGate Expeditions’ (โอเชียนเกต เอ็กซ์เพดิชั่นส์) ซึ่งได้สูญหายปริศนา ขณะลงไปสำรวจดูซากเรือไททานิก ที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก ในระดับความลึกจากผิวน้ำ 12,500 ฟุต หรือราว 3,810 เมตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย. 2566 แต่จากนั้น เรือดำน้ำลำนี้ได้ขาดการติดต่อกับเรือแม่ ‘MV Polar Prince’ หลังดำดิ่งลงไปสู่ใต้มหาสมุทร เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาทีแล้ว

เรือดำน้ำนำเที่ยวไททัน ถูกปล่อยลงสู่ผิวน้ำ ก่อนดำดิ่งสู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อสำรวจซากเรือไททานิก แต่แล้ว เรือดำน้ำ พร้อม 5 คนบนเรือได้สูญหายไปเมื่อ 19 มิ.ย.2566

นายชาห์ซาดา ดาวูด เป็นนักธุรกิจชาวปากีสถาน ซึ่งเป็นรองประธานบริษัท Engro Corporation ซึ่งประกอบธุรกิจด้านผลิตปุ๋ยเคมี อาหารและพลังงาน รวมทั้งยังเป็นเจ้าของบริษัท Dawood Hercules Corporation ด้วย นายชาห์ซาดาเกิดในปากีสถาน แต่ได้ย้ายมาอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเขาได้มาศึกษาด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยบักกิงแฮม

ชาห์ซาดา ดาวูด

ในขณะที่ นักท่องเที่ยวอีกคนที่เดินทางมากับเรือดำน้ำไททัน คือนายฮามิช ฮาร์ดิง มหาเศรษฐีนักสำรวจชาวอังกฤษ วัย 58 ปี นอกจากนั้น ยังคาดว่า Paul-Henri Nargeolet นักสำรวจชื่อดังชาวฝรั่งเศสเดินทางไปกับเรือดำน้ำลำนี้ด้วย

ฮามิช ฮาร์ดิง

สำหรับปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำไททัน ซึ่งหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และแคนาดา ได้เร่งค้นหาครั้งใหญ่เพื่อแข่งกับเวลา ก่อนที่ออกซิเจนในเรือดำน้ำจะหมดลงในเวลา 7.00 น. ของวันพฤหัสฯ ที่ 22 มิถุนายน ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ นั้น เป็นปฏิบัติการค้นหาทั้งบนผิวน้ำในระยะทางประมาณ 900 ไมล์ ทางตะวันออกของเคป ค้อด (Cape Cod) คาบสมุทรทางตะวันออกสุดของรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการค้นหาโดยอุปกรณ์โซนาร์ฟังเสียงใต้น้ำ ที่ระดับความลึก 13,000 ฟุตในบริเวณดังกล่าว

พลเรือตรี จอห์น เมาเกอร์ ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งเขตหนึ่งของสหรัฐฯ แถลงข่าวการสูญหายไปของเรือดำน้ำนำเที่ยวไททัน ว่า มีคนบนเรือดำน้ำไททัน 5 คน ประกอบด้วย กัปตันเรือ 1 คน และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสำรวจ 4 คน โดยไม่ระบุว่าคนทั้ง 5 บนเรือดำน้ำไททันเป็นใครบ้าง

พลเรือตรีเมาเกอร์ แถลงว่า เครื่องบิน C-130 ได้บินค้นหาเหนือผิวน้ำและเครื่องบินอีกสองลำ P-8 ได้ใช้อุปกรณ์โซนาร์ในการค้นหาเรือดำน้ำ ในขณะที่ยังมีเรือพาณิชย์หลายลำมาร่วมค้นหา และเรือลำหนึ่งได้ใช้โซนาร์ค้นหาเรือดำน้ำไททัน ด้านบริษัทโอเชียนเกต เจ้าของเรือดำน้ำไททัน ก็กำลังค้นหาเรือดำน้ำ และบอกว่าทางบริษัทจะใช้ทุกอย่างทั้งหมดที่มีเพื่อนำคนในเรือดำน้ำ 5 ชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัย หลังจากเรือดำน้ำไททันได้สูญหาย ขณะดำลงไปสำรวจซากเรือไททานิกที่จมสู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก หลังชนภูเขาน้ำแข็ง เมื่อ 111 ปีก่อน

ที่มา : DailymailCNN

จีน-สหรัฐฯ ตกลงจะรักษาสัมพันธ์กันให้มั่นคง หลัง ‘สี จิ้นผิง’ พบ ‘บลิงเคน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2703311

จีน-สหรัฐฯ ตกลงจะรักษาสัมพันธ์กันให้มั่นคง หลัง ‘สี จิ้นผิง’ พบ ‘บลิงเคน’

20 มิ.ย. 2566 16:54 น.

จีน-สหรัฐฯ ตกลงจะรักษาสัมพันธ์กันให้มั่นคง หลัง ‘สี จิ้นผิง’ พบ ‘บลิงเคน’

จีน-สหรัฐฯ ตกลงจะรักษาความสัมพันธ์ต่อกันให้มั่นคง หลังปธน.สี จิ้นผิง พบปะหารือกับแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ที่มาเยือนปักกิ่ง สมานรอยร้าวระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ทวีมากขึ้น

เมื่อ 20 มิ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน รัฐบาลจีน-สหรัฐฯ ตกลงจะพยายามและรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ในระหว่างที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้พบปะหารือกับนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่ง จนนับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดคนแรกของสหรัฐฯ ที่มาเยือนจีนในระยะเวลาเกือบ 5 ปี

การพบปะหารือระหว่างปะธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายบลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นภารกิจสำคัญเรื่องสุดท้ายของนายบลิงเคนในโอกาสเดินทางมาเยือนจีนเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งถูกจับตาอย่างใกล้ชิด และก่อนหน้านี้ นายบลิงเคน ได้พบหารือกับนายหวัง อี้ นักการทูตระดับสูงของจีน และนายฉิน กัง รมว.ต่างประเทศจีนแล้ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หารือกับนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯเมื่อ 19 มิ.ย.2566 ในโอกาสเดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ

จากการหารือกันเป็นเวลา 30 นาที ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และนายบลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่มั่นคงมากขึ้น เพราะหากเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งและสองของโลกขึ้นมา ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก

นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯจับมือทักทายนายหวัง อี้ นักการทูตระดับสูงของจีน ในโอกาสพบหารือขณะมาเยือนกรุงปักกิ่ง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนปฏิเสธที่จะยอมตกลงในความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะหวนกลับมาติดต่อสื่อสารทาง ‘ทหารต่อทหาร’ ผ่านช่องทางต่างๆ โดยจีนอ้างว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นอุปสรรคกับเรื่องนี้ ในขณะที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตนในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่กรณีไต้หวัน ไปจนถึงการค้า รวมทั้งความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ต่ออุตสาหกรรมการผลิตชิปของจีน สิทธิมนุษยชน และการก่อสงครามของรัสเซียในยูเครน

‘ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงในประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ดีมาก’ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวกับนายบลิงเคน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างทั้งสองฝ่ายหารือกันโดยไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ารับฟัง โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงยังหวังว่าจะได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ดีและคงที่ และเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถเอาชนะความยากลำบากมากมาย พร้อมกับเรียกร้องให้สหรัฐฯ ไม่ควรทำร้ายสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมตามกฎหมายของจีน

ที่มา : Aljazeera