มฟล.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการบดีและสถาปนาอธิการบดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737591

มฟล.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการบดีและสถาปนาอธิการบดี

มฟล.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการบดีและสถาปนาอธิการบดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.47 น.

วันที่ 15 มิ.ย.66 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธาน จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มัชฌิมา นราดิศร ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางสาวมัชฌิมา นราดิศร ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 โดยมี กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงาน และนักศึกษา ตลอดจนนายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากหน่วยงานจากทุกภาคส่วนของจังหวัดเชียงรายสื่อมวลชน ร่วมพิธีการโดยพร้อมเพรียง

โดยพิธีการประกอบด้วย พิธีนมัสการพระเจ้าล้านทองเฉลิมพระเกียรติฯ ที่วิหารพระเจ้าล้านทองเฉลิมพระเกียรติ, พิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพิธีสถาปนาอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่หอประชุมสมเด็จย่า

สำหรับพิธีสถาปนาอธิการบดี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระฉายาลักษณ์พระศรีนครินทราบรมราชชนนี รองศาสตราจารย์ชุษณะ รุ่งปัจฉิม รักษาการแทนรองอธิการบดี อ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร รับสนองพระบรมราชโองการ และให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดีอย่างเต็มความสามารถ และจะธำรงไว้ซึ่งเกียรติคุณและศักดิ์ศรีของความเป็นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงตลอดไป จะยึดมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในการปลูกป่าสร้างคน และสานต่อเจตนารมย์การจัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้มีความเจริญก้าวหน้าสืบไป

จากนั้นพระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย กล่าวสัมโมทนียกถา และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวแสดงความยินดี และสวมสังวาลประจำตำแหน่งอธิการบดีให้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

สำหรับประวัติโดยย่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่Master of Agriculture จาก The University of Sydney, ประเทศออสเตรเลีย Doctor of Philosophy University of Adelaide, ประเทศออสเตรเลีย

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2542 – ปัจจุบัน และยังเป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ 3 มกราคม 2566 – ปัจจุบันและเคยดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญเป็น ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ศาลปกครองสูงสุด สั่ง ‘ป.ป.ช.’ ต้องเปิดเผยผลสอบ คำชี้แจง คดี ‘นาฬิกาบิ๊กป้อม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551290

16 มิ.ย. 2566

ศาลปกครองสูงสุด สั่ง 'ป.ป.ช.' ต้องเปิดเผยผลสอบ คำชี้แจง คดี 'นาฬิกาบิ๊กป้อม'

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนคำสั่งให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยผลสอบ คดี ‘นาฬิกาบิ๊กป้อม’ นาฬิกาหรู และคำชี้แจงของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับ คดี ‘นาฬิกาบิ๊กป้อม’ นาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมตรี และ รมว.กลาโหม ที่ขณะนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า มีความผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ 

โดยก่อนหน้านี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่ง ‘ป.ป.ช.’ ส่งรายงานการไต่สวนคดี “บิ๊กป้อมยืมนาฬิกาเพื่อน” ให้กับ วีระ สมความคิด ภายใน 15 วัน พร้อมชี้ว่าต้องปฎิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ769/2564 คดีหมายเลขแดง อ326/2566 ในคดีที่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ The Matter ยื่นฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จำนวน 2 เรื่อง คือ

1. รายงานสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งคณะทำงานรวบรวมเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช. ในวันที่มีมติเกี่ยวกับคดีนี้ รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

2. คำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ในคดีนี้ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

เนื่องจากคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ทั้ง 7 ประเด็นนั้น ศาลพิจารณาแล้วว่า ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนคำสั่งศาลปกครองกลาง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

อดใจรอ ‘ประธานกกต.’ลั่น ‘รับรองสส.’ สัปดาห์หน้าแต่ไม่ครบ 100%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551289

16 มิ.ย. 2566

อดใจรอ ‘ประธานกกต.’ลั่น ‘รับรองสส.’ สัปดาห์หน้าแต่ไม่ครบ 100%

‘ประธานกกต.’ ลั่นพร้อมประกาศผลรับรองสส. สัปดาห์หน้า แต่ไม่ยืนยันจะครบ 100% หรือไม่ ให้ดูที่คำร้อง แต่จะ ‘รับรองสส.’ เร็วกว่าเลือกตั้งปี2562 ยันไม่แทรกแทรงกรรมการไต่สวนสอบ ‘พิธา’ ถือ หุ้นitv

ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง( ประธานกกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางสำนักงาน กกต.ได้มีการเสนอข้อมูลการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้น แต่เห็นว่าการรับรองผลจะต้องมีข้อมูลประกอบมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นกระบวนการพิจารณาเรื่องการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีการประชุมต่อในสัปดาห์หน้า

รับรองสส. เร็วกว่าเลือกตั้งปี62

รวมทั้งการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย โดยยืนยันว่าการประกาศ ‘รับรองผลสส.’จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องประกาศไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้จะช้าหรือเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลที่จะเข้าสู่การพิจารณานั้นครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่

นายอิทธิพร กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้นั้นมาจากผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามว่ามีว่าที่ สส.คนใดเข้าข่ายหรือไม่ ซึ่งกระบวนการนี้ใกล้จะแล้วเสร็จ ถ้าสัปดาห์หน้ามีข้อมูลเพียงพอ ก็จะประกาศรับรองผลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 95 แต่ถ้าข้อมูลครบถ้วนก็จะสามารถประกาศให้ได้ครบร้อยละ 100 

“ทั้งนี้ ผมยืนยันว่า กกต.จะประกาศผลให้เร็วกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2562’ประธานกกต. ระบุ

ส่วนกรณีที่มีเอกสารหลุด และพบว่ามีจำนวน 71 สส.ที่พบเรื่องร้องเรียนนั้น เป็นเอกสารที่สำนักงานเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม กกต. เพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ข้อมูลหลัก และยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

ส่วนจะมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ประกาศรับรองผลให้กับ 71 สส.หรือไม่นั้น ยังไม่อยากพูดเช่นนั้น เพราะเมื่อดูข้อมูลคำร้องจะสามารถพูดได้ว่าสำนวนที่ร้องเป็นประเภทใด ถ้าเกี่ยวข้องทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต.ต้องพิจารณาว่าจะมีมติให้ดำเนินการอย่างไร หรือจะให้ดำเนินการสืบสวนต่อไปก่อน

ลุ้นกกต.แจกใบเหลือง-ใบส้ม

ทั้งนี้ หากมีใบเหลือง หรือใบส้ม จะต้องดำเนินการก่อนประกาศก่อนรับรองผลสส. ส่วนจะแจกให้กับใครหรือไม่แจกนั้นจะต้องดูที่กระบวนการสืบสวนไต่สวน ซึ่งข้อมูลมาจาก กกต.จังหวัด หรือส่วนกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเสนอผ่านเลขาธิการ กกต.เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ซึ่งไม่สามารถพูดได้ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไรต่อไป

“ยืนยันว่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนครบกรอบ 60 วัน หาก กกต.ต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็สามารถที่จะทำได้ เพราะระยะเวลามีเพียงพอและกฎหมายเปิดช่องย่นให้สามารถระยะเวลา เพื่อดำเนินการ ซึ่งขณะนี้สำนวนคำร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง กกต.ยังไม่ได้มีการเริ่มพิจารณา”

ไม่แทรกแทรงกรรมการไต่สวนสอบ ‘พิธา’ ถือหุ้นitv

สำหรับกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นitv จะประกาศผลพิจารณารับรองไปก่อนหรือไม่นั้น นายอิทธิพร กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการโดย กกต.ได้มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งจะดำเนินการไปตามระเบียบการสืบสวนไต่สวน 

โดยกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการไว้ชัดเจน ย้ำว่าต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และต้องยึดถือกระบวนการตามขั้นตอนต่างๆอย่างเคร่งครัด ส่วนจะต้องแยกระหว่างการประกาศรับรองผลกับการสืบสวนไต่สวนหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่เกี่ยว เพราะ กกต.คำนึงถึงสาเหตุสำคัญ คือการเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ส่วนกรณีบริษัทไอทีวี ล่าสุดออกแถลงการณ์ เป็นเอกสารคำชี้แจงโดยมีทั้งเอกสารลงบันทึกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และคลิปวิดีโอการประชุมผู้ถือหุ้นที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ รวมถึงเอกสารที่ยื่นให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้จัดการมรดกจะมีผลต่อการพิจารณาของ กกต.หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตามอำนาจการตรวจสอบของคณะกรรมการการสืบสวนไต่สวน ซึ่งได้ทำหน้าที่ตามขั้นตอนจะมีการเรียกพยานหรือเอกสารได้ โดย กกต.จะไม่ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำงาน 

โดยขั้นตอนของคณะกรรมการไต่สวนฯ มีหน้าที่ให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วภายใน 20 วัน หากไม่ทันสามารถขอขยายระยะเวลาได้ครั้งละ 15 วัน ดังนั้นเรื่องนี้จะทำโดยเร็วไม่ได้เพราะจะขัดต่อกระบวนการของกฎหมายที่กำหนด

หากมีการเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 เพื่อให้ทันต่อการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น เรื่องนี้พูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณา หรือการนำเสนอของใคร ทุกอย่าง กกต.ต้องตัดสินโดยมติในที่ประชุม เมื่อยังไม่มีเรื่องเข้ามาอาจจะไม่เหมาะสมถ้าหากพูดเรื่องนี้ไปก่อน

โดยเรื่องนี้ถ้าตามกฎหมายไม่จำเป็น ต้องให้มีผู้ร้องเรียนเข้ามาก่อนตามทฤษฎีข้อมูลหลักฐานผลการตรวจสอบวินิจฉัยของคณะกรรมการสืบสวนเป็นอย่างไรจะต้องเสนอมาตามลำดับ เมื่อมาถึง กกต.จะต้องพิจารณาว่าข้อมูลเพียงพอ หรือว่าจะต้องดำเนินการอะไรเพิ่มเติม หรือสามารถตัดสินได้เลย

ส่วนเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถพิจารณาได้ทันก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันปัญหา ประธาน กกต. กล่าวว่า คิดอย่างนั้นไม่ได้เพราะเรื่องเข้าสู่กระบวนการถ้าเทียบกับระเบียบสืบสวนไต่สวน ก็เหมือนประมวลวิธีพิจารณาความอาญา หากไปเร่งก็จะไม่เป็นธรรม

‘จุรินทร์’ ระบุ อยากเห็น ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดโดยเร็ว-พณ.ไม่มีเกียร์ว่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551287

16 มิ.ย. 2566

‘จุรินทร์’ ระบุ อยากเห็น ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดโดยเร็ว-พณ.ไม่มีเกียร์ว่าง

‘จุรินทร์’ ระบุ อยากเห็น ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดโดยเร็ว- รอ กกต.รับรอง สส.95% ยัน ก.พาณิชย์ไม่มีเกียร์ว่าง ทำงานเต็มที่จนนาทีสุดท้าย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ กล่าวถึงการจัดตั้ง ‘รัฐบาลใหม่’ ล่าช้าจะกระทบต่อภาพรวมและความเชื่อมั่น ของประเทศอย่างไร ว่า ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายอยากเห็น การจัดตั้ง ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดขึ้นโดยเร็ว หลังจากที่มีการเลือกตั้ง2566

 ทั้งภาคเอกชนที่สะท้อนออกมาชัดเจนตรงกันว่าอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้มาต่อยอด หรือสะสางปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น แต่ทั้งหมดต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายเพราะว่าหน่วยงานที่มีการกำกับดูแลการเลือกตั้ง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีหน้าที่ที่จะต้องกำกับดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

 เพราะฉะนั้นการประกาศผลการเลือกตั้งก็จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ มิเช่นนั้น กกต.ก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ทราบว่า กกต.ก็เร่งประกาศผลเลือกตั้งออกมา

‘จุรินทร์’ ระบุ อยากเห็น ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดโดยเร็ว-พณ.ไม่มีเกียร์ว่าง

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องนับหนึ่งที่จากการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เสียก่อน ให้ได้ครบไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ซึ่งก็ต้องรอ กกต.เป็นผู้นับหนึ่งให้กับการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อไป 

‘จุรินทร์’ ระบุ อยากเห็น ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดโดยเร็ว-พณ.ไม่มีเกียร์ว่าง
‘จุรินทร์’ ระบุ อยากเห็น ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดโดยเร็ว-พณ.ไม่มีเกียร์ว่าง

นายจุรินทร์ รักษาการ รมว.พาณิชย์ บอกว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่มีเกียร์ว่างนายจุรินทร์ รักษาการ รมว.พาณิชย์ บอกว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่มีเกียร์ว่าง

ทั้งหมดยังอยู่ในกรอบ 60 วัน ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สำหรับงานในส่วนกระทรวงพาณิชย์เท่าที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ ตนจะทำหน้าที่จนนาทีสุดท้าย ตราบเท่าที่มีหน้าที่ จนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

‘ภูมิธรรม’ มอบฝ่ายกฎหมาย ดูแล ว่าที่สส.ถูกร้อง ‘ทุจริตเลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551284

16 มิ.ย. 2566

‘ภูมิธรรม’ มอบฝ่ายกฎหมาย ดูแล ว่าที่สส.ถูกร้อง ‘ทุจริตเลือกตั้ง’

‘ภูมิธรรม’ มอบฝ่ายกฎหมายดูแลว่าที่สส. ถูกร้อง ‘ทุจริตเลือกตั้ง’ รอดูรายละเอียดคำร้องให้ชัดเจน ระบุ เรื่อง ประธานสภาฯ ยังไม่คืบ รอพรรคแกนนำเป็นผู้ดำเนินการ ยัน ‘ก้าวไกล’ แกนนำตั้งรัฐบาล

ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ยังไม่มีการรับรอง สส. ขณะเดียวกันมีรายงานว่ามีรายชื่อของผู้สมัครเพื่อไทยบางส่วนถูกร้องเรียนนั้นว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังพิจารณาของ กกต. ที่ประกาศออกมาก็เป็นเพียงข่าวบอกว่าจำนวนเท่าใด แต่รายละเอียดของแต่ละ ว่าที่ สส.เพื่อไทย เป็นอย่างไรยังไม่ทราบ 

มีฝ่ายกฏหมายดูแล ว่าที่สส.ที่ถูกร้องเรียน

ขณะนี้เราได้ให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการประสานงานหากทราบว่าเป็นเขตไหนบ้างก็ต้องดูว่าคำร้องเป็นการร้องเรียนเรื่องอะไร และหากทราบรายละเอียดก็ต้องมาดูการสอบสวนต่างๆว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้ก็เตรียมการให้ผู้แทนราษฎรที่คาดว่าจะโดนอยู่ในลิสต์รายชื่อเข้ามาเจอฝ่ายกฎหมาย ตอนนี้ต้องรอกกต.ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

เมื่อถามว่าอย่างพรรคการเมืองบางพรรคอาจถูกร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียงทุจริต นายภูมิธรรม ระบุว่า พรรคเพื่อไทยไม่น่าจะโดนเรื่องแบบนี้ แต่อย่างไรก็ต้องดูความเป็นจริงว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เพราะการแก้ข้อกล่าวหาก็ต้องแก้ไปตามคำกล่าวหา ว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่งก็ได้เตรียมเรื่องต่างๆไว้กว้างๆ 

วันนี้พอจะทราบรายละเอียดที่ สส.บางคนผ่าน กกต.จังหวัดมาแล้วบ้าง ทาง กกต. จังหวัดก็ปิดไปเรียบร้อย คดีก็ไม่มีความคืบหน้าต่อว่าผิดหรือถูกอย่างไร ก็ไม่มีปัญหา แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมีสิทธิ์ร้องเรียนมายัง กกต.กลางได้อีก

ส่วนล่าสุดที่มีรายงานว่า กกต.อาจจะประกาศรับรอง สส.ในวันพุธที่ 21 มิถุนายนนี้นั้น นายภูมิธรรม มองว่า เป็นเรื่องดี ถ้า กกต. ประกาศได้เร็วขึ้นก็จะเป็นประโยชน์สามารถฟอร์มรัฐบาลได้เร็วขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในกรอบอำนาจของ กกต.ที่จะพิจารณาอยู่ เราก็รอตรงนั้น

ยัน ‘ก้าวไกล’ แกนนำตั้งรัฐบาล

เมื่อถามต่อว่าหากมีการประกาศรับรองสส.ได้ 95% ก็จะเข้าสู่กระบวนการเปิดประชุมสภา ความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งประธานสภาเป็นอย่างไรบ้าง นายภูมิธรรม ระบุว่า จากเดิมที่ยังคุยว่าถึงจุดไหน ก็ยังคงอยู่จุดนั้นเพราะเป็นเรื่องของพรรคแกนนำที่จะเป็นผู้ดำเนินการประสานงาน เพียงแต่การคุยครั้งแรกเราได้บอกถึงวัตถุประสงค์และความคิดของแต่ละฝ่ายไปแล้ว 

พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคแกนนำก็บอกว่าจะนำไปพิจารณา ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดกลับมา ก็ยังรออยู่ เพราะถือว่าเราให้เกียรติพรรคแกนนำในการจัดการประสานงาน

ส่วนในวันที่ 20 มิ.ย.จะมีการประชุม 8 พรรคร่วมอีกครั้งจะมีการนำเอาเข้าหารือด้วยหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เท่าที่ผ่านมาก็พยายามจะให้คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านได้ทำนโยบายต่างๆและพูดคุยกันเพื่อจะเอาข้อสรุปนั้นไปเสนอกับที่ประชุม ซึ่งในที่ประชุมก็มีการเสนอกันว่าอีกประเด็นที่สำคัญมากกว่าการทำนโยบาย คือการดำเนินการที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่เรียบร้อยให้ได้ ก็มีการเสนอกับพรรคแกนนำไปแล้วว่ามีความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องนโยบายก็คงต้องรอว่าพรรคแกนนำมองอย่างไร ซึ่งในการประชุมก็มีการกำหนดวาระอยู่แล้วว่าจะต้องแสดงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลว่าไปถึงไหนอย่างไร

เมื่อถามว่าในที่ประชุมพรรคร่วมมีการพูดถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆอย่างไรหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่าไม่เกี่ยวกับตรงนี้เลย ก็เป็นแค่เรื่องที่คุยกันว่าเราจะไปทำอะไร และ 12 คณะทำงานก็ไม่เกี่ยวกับ ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลปัญหาต่างๆของพรรคร่วมมาพิจารณาร่วมกัน ซึ่งก็คงจะต้องรอว่าพรรคไหนจะได้กระทรวงอะไรไปรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาที่ประชุมตรงนี้มากำหนด

ปัญหาแท็กซี่ แก้ได้! ‘เพื่อไทย’ ต้องคุม ‘คมนาคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551281

16 มิ.ย. 2566

ปัญหาแท็กซี่ แก้ได้! 'เพื่อไทย' ต้องคุม 'คมนาคม'

‘เศรษฐา’ เชื่อ แก้ปัญหา ‘แท็กซี่’ เป็นรูปธรรม ‘เพื่อไทย’ ต้องคุมคมนาคม แต่ขึ้นกับ ‘นายกฯ’ ตัดสินใจ ไม่มีอำนาจต่อรอง

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เผย จะสามารถแก้ปัญหาแท็กซี่ได้แน่นอน หากคุม “กระทรวงคมนาคม” 

หลังหารือกับสมาชิกสหกรณ์แท๊กซี่ ที่แจ้งความความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่ายทั้ง พลังงาน เชื้อเพลิง ค่าครองชีพ ส่งผลให้ต้องขับรถหารายได้ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงขอให้เพิ่มเข้าประกันสังคมหรือสร้างกองทุน เมื่อชราภาพจะได้มีเงินบางส่วนช่วยเหลือ

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

นายเศรษฐา กล่าวว่า หลังรับฟังปัญหา มีหลายเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าจะต้องแก้ไขให้แท็กซี่ แต่การ “จัดตั้งรัฐบาล” ยังไม่จบสิ้นและตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะไปต่อรองตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ซึ่งการปะพบครั้งนี้เป็นการคุยปัญหาต่อเนื่อง จากที่เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ได้ไปพบกลุ่มแท็กซี่มาแล้ว 1 ครั้ง

หากตั้งรัฐบาลเสร็จ พรรคเพื่อไทยได้รับการมอบหมายจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ดูกระทรวงคมนาคม เชื่อว่าปัญหาหลายอย่างจะแก้ไขได้โดยเร็ว เพราะเกือบ 10ปี ไม่ได้ไม่ได้ดูแลแท็กซี่อย่างจริงใจ 

ส่วนที่บอกว่า การตั้งรัฐบาลจะจบในไตรมาส 3 นั้น เป็นเพียงการคลาดการณ์และคาดหวังส่วนตัว แต่หวังว่าจะจบได้ในเร็ววัน เพราะประชาชนเดือดร้อนรอคอยอยู่ อย่างกลุ่มแท็กซี่ในปัจจุบัน มีบริษัทข้ามชาติมาทำธุรกิจในประเทศไทย ทำให้การประกอบอาชีพถูกตัดหน้า 

เมื่อถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยจำเป็น ต้องได้เก้าอี้กระทรวงคมนาคมหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า จะแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมได้ พรรคเพื่อไทยต้องได้ดูแลกระทรวงคมนาคม แต่หากไม่ได้ เชื่อว่า “ว่าที่นายกฯ” คงมีความกังวลกับปัญหานี้เช่นกัน คงส่งผ่านเรื่องเดือดร้อนไปทางรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยก็ต้องเอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นที่ตั้ง

สมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐาสมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐา

สมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐาสมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐา

‘รับรอง สส.’ สัปดาห์หน้า คดี ‘พิธา’ อยู่ในเงื้อมมือ ‘กกต.’ ไม่เกิน 50 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551272

16 มิ.ย. 2566

'รับรอง สส.' สัปดาห์หน้า คดี 'พิธา' อยู่ในเงื้อมมือ 'กกต.' ไม่เกิน 50 วัน

พิจารณาคุณสมบัติ ‘พิธา’ เป็น สส. ได้หรือไม่ อยู่ในอำนาจของ ‘กกต.’ ภายใน 50 วันต้องตัดสินใจ กฎหมายอนุญาตให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญได้

นาย อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ให้สัมภาษณ์ว่า กกต.ตระหนักดีในความต้องการให้มีการเปิดสภาโดยเร็ว แต่กฎหมายก็กำหนดให้ต้องตรวจสอบ แต่จะประกาศได้เร็วกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแน่ๆ กรณี พิธา เข้าสู่กระบวนการสืบสวนไต่สวนแล้ว ตามระเบียบมีกำหนดขั้นตอน และระยะเวลาชัดเจนต้องไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 20 วันขยายเวลาได้สองครั้ง ครั้ง15 วัน  

ประธาน กกต. แถลงความคืบหน้ารับรอง สส. ประธาน กกต. แถลงความคืบหน้ารับรอง สส.

ส่วนเอกสารหลักฐานใดๆ ที่ปรากฏ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน จะเรียกใครมาสอบหรือไม่ การตัดสินใจ จะดำเนินการอย่างไร กกต.ต้องตัดสินใจจากที่ประชุม กกต.เท่านั้น ไม่ว่าจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง หรือ ดำเนินการใดๆ

ประธาน กกต. ยืนยันว่าการรับรอง สส. จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ส่วนจะร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ต้องดูมาตรา127ในพรป.สส.เป็นหลัก ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเบื้องต้นไว้มากพอสมควร ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว ประกาศได้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต้องฟังรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้งและแหล่งข้อมูลต่างๆ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับข้อมูลเช่น สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ มีคำร้องบ้างหรือไม่ ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมาย และต้องดูรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้ง

ส่วนการตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ก็ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ สัปดาห์หน้าถ้าประกาศได้หมด ก็รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ เอกสารที่หลุดมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับคำร้องจึงจะพิจารณาได้ว่าต้องมีมติให้ดำเนินการอย่างไร ต่อไปจากคำร้องนั้น

กรณีใบเหลือง ใบส้ม จะต้องให้ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง  แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเข้ามา  หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่สามารถก็ทำได้แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องทำขนาดนั้น

นักวิชาการ แนะสร้างพื้นที่พูดคุย ทางออกสำคัญปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551260

15 มิ.ย. 2566

นักวิชาการ แนะสร้างพื้นที่พูดคุย ทางออกสำคัญปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

สัมภาษณ์พิเศษ คมชัดลึกexclusive อ.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านความมั่นคง แนะควรสร้างพื้นที่พูดคุยเจรจาเพิ่มขึ้น ทางออกสำคัญปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

นับตั้งแต่ การประกาสเปิดตัวของ ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ   (pelajar Bangsa) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี โดยภายในงานได้มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” รวมทั้งได้มีการจัดพิมพ์บัตรเพื่อร่วมแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียล ในประเด็น “ให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย” ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวล และตื่นตระหนักของประชาชนในสังคมอย่างกว้างขวาง

 ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ เป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองจัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (right to self determination) ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อองค์กรเป็นขบวนการนักศึกษาแห่งชาติเมื่อ 31 พ.ค. โดยมี นายอิรฟาน อุมา เป็นประธานขบวนการนักศึกษาแห่งชาติคนปัจจุบัน  

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับทีมข่าว คมชัดลึกexclusive แสดงความเห็นต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในมุมมองนักวิชาการ มีความน่าสนใจในหลายประเด็น 


ในความเห็นส่วนตัวของ อ.วันวิชิต มองว่าฝ่ายความมั่นคงควรที่จะเร่งจัดทำเวทีเสวนาซึ่งไม่ใช่เป็นการทำควบคู่หรือทำแข่งแต่เป็นการสร้างพื้นที่เปิดเพื่อรับฟังมุมมองไม่ควรทำให้สถานศึกษาหรือกลุ่มนักศึกษาขบวนการต่างๆมีความรู้สึกว่าถูกจับตามอง แต่ควรที่จะเปิดเวทีเสวนาเพื่อเป็นการรับฟังพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

“ในขณะเดียวกัน การทำความเข้าใจฝ่ายที่เคลื่อนไหว สถานศึกษา ก็ไม่ควรมองกองทัพที่มาทำหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเป็นในแง่อุปสรรคของการพูดคุยประเด็นแรกที่จะต้องเร่งในการหารือฉะนั้น กองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาคที่ 4 ส่วนหน้า นอกเหนือจากสถานะที่จะต้องเฝ้าจับตามอง ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการสร้างเวทีหรือพื้นที่สร้างสรรค์ ความขัดแย้งต่างๆต้องมีการพัฒนาสู่การเปิดพื้นที่พูดคุยของกลุ่มผู้ขัดแย้งทั้งหมด แล้วถ้ากลุ่มขัดแย้งไม่ออกมาทั้งหมด ยังมีกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง หรือผู้บงการ จะทำให้การเจรจาต่างๆเกิดการตั้งแง่” อ.วันวิชิต กล่าว


นักวิชาการด้านความมั่นคงท่านนี้ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ต้องรับฟังข้อเสนอของฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มผู้เห็นต่างแลกเปลี่ยนข้อเสนอกัน แล้วรับข้อเสนอของทุกฝ่ายได้หรือไม่ ขณะเดียวกันการบูรณาการด้านความมั่นคง ในอนาคต กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็จะมีการถอนกำลัง หรือรวมถึงในเรื่องการปรับลดงบประมาณลงในปี2570 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่า สุดท้ายความขัดแย้งจะไม่มี 

“ดังนั้นจะเห็นแนวทางแล้วว่าบทบาทของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายพลเรือนอย่างเช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)หรือบทบาทเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี ต้องมาทำหน้าที่ทดแทนในอนาคต รวมทั้งทำหน้าที่ในลักษณะบังคับประคองไปด้วย “
 


ประเด็นในเรื่องการนำประวัติศาสตร์ในอดีตที่เคยมีความบาดหมางกันระหว่างไทยและชนชาติมลายูในอดีตมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว อ.วันวิชิต มองว่า ผู้เคลื่อนไหวมักจะใช้โอกาสในการนำประวัติศาสตร์ตัดตอนหรือประเด็นที่เป็นฝ่ายถูกกระทำนำมาใช้ แต่อย่างไรก็ดีต้องไม่ลืมว่าสำนึกความรักชาติพึ่งถูกมาตัดแบ่งในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้นสำนึกรักชาติต่างๆมันไม่มีในช่วงเวลานั้น เรื่องของกลุ่มเจ้าเมืองที่สูญเสียอำนาจและการจัดเก็บภาษีรายได้ที่เคยตักตวงมาก่อน

“ดังนั้น อย่าลืมว่าพอเป็นรัฐชาติ การยกเลิกระบบหัวเมืองต่างๆ รวมถึงประเทศราช เจ้าเมืองต่างๆมันหายไป การชักเก็บภาษีต้องเปลี่ยนมาเป็นการรับเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนประจำปีจากรัฐส่วนกลาง แย้งมันเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งของชนชั้นนำ ไม่ใช่ความขัดแย้งของในส่วนประชาชนหรือราษฎร การเมืองที่เกี่ยวกับความขัดแย้งของราษฎรในเวลานั้นมันไม่มี แต่เป็นเนื้อเรื่องของความขัดแย้งของชนชั้นนำกับรัฐสยามในส่วนกลางมากกว่า ประวัติศาสตร์ที่ไม่ครบถ้วนต่างหากจึงกลายมาเป็นปัญหาความขัดแย้ง”

ถามถึงแผนการทำงานของว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้เริ่มต้นการทำงานในส่วนของสันติภาพของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ในสายตานักวิชาการ เมินผลดี ผลเสีย ของแผนงานดังกล่าวอย่างไรบ้าง อ.วันวิชิต กล่าวว่า ในส่วนข้อดี ก็จะสามารถทำให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถที่จะดูแลตนเอง ลดความกังวล ความหวาดระแวง แต่ในขณะเดียวกันการจะดูแลการปกครองตนเอง ในเรื่องของความมั่นคงจะสามารถดูแลได้ครบถ้วนหรือไม่ หมายความว่า เมื่อทหารคลายตัว ปล่อยมือให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เช่น ปอพ. ฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็ตาม หรือแม้กระทั่งศอ.บต.ก็ตาม สามารถมีประสิทธิภาพในการดูแลรวมกระทั่งประชาชนในพื้นที่ เป็นแนวร่วมในการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาร่วมกันได้หรือไม่ 

“ทหารไม่ได้รังเกียจที่จะถอนตัวอย่างเต็มกำลัง หลังปี2570 แต่มันเป็นเรื่องของความเป็นห่วงมากกว่า “

ขณะเดียวกันในแผนงานของ 8 ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล ในชุดคณะทำงานสันติภาพปาตานีได้มีการพูดถึงว่าจะดำเนินการเจรจากับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างเช่น ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ บีอาร์เอ็น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าในความเป็นจริงแล้วขบวนการ บีอาร์เอ็น  มีความสำคัญหรือยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่จริงหรือไม่

อ.วันวิชิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราถูกตั้งคำถามว่ากลุ่ม บีอาร์เอ็น คือกลุ่มที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบเพียงกลุ่มเดียวหรือไม่ กลุ่ม บีอาร์เอ็น คือกลุ่มที่เคลื่อนไหวตัวจริง เพียงกลุ่มเดียวหรือยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงเคยสอบถามคนในพื้นที่แล้วว่ามีศักยภาพต่อการเปลี่ยนแปลงหรือศักยภาพที่ท้าทาย การที่จะเข้าไปสู่กระบวนการตรวจสอบหรือความเป็นธรรม บางอย่างเราไม่สามารถที่จะยกเว้นได้ กลุ่มผู้ก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ต่างๆ แม้จะเอามาพูดคุยแต่ทั้งหลายทั้งปวง ส่วนตัวคิดว่าจะใช่ผู้กระทำความผิดตัวจริงหรือไม่ 

“ถ้าเป็นตัวจริงแล้วมีศักยภาพมีทรัพยากรบุคคลที่มาพูดคุยและเจรจากับภาครัฐได้มากน้อยแค่ไหนหรือเป็นแค่กลุ่มแฝงที่ยืมใช้ชื่อ บีอาร์เอ็น มาเคลื่อนไหวหรือเปล่า”

เมื่อถามต่อไปว่าแล้วในความเป็นจริงกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆที่มีชื่อยังมีศักยภาพพอในการที่จะกระทำการต่างๆได้หรือไม่ อ.วันวิชิต ตอบว่า ในเรื่องของกิจกรรมความรุนแรงน่าจะลดลง แต่ในบทบาทการระดมความคิดเห็น หรือเป็นการปลูกฝังในกลุ่มของเยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้ ในเรื่องนี้เห็นการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมในลักษณะแบบนี้มากกว่า

“การใช้การกระทำด้วยความรุนแรง ดังนั้นการต่อสู้ด้วยมวลชนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อความมั่นคงของหน่วยทหารแล้วก็ส่วนกลาง มีการจับตามองมาหลายปีแล้วว่าบทบาทในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้การระดมมวลชน การปราศรัยหรือการประกาศจุดยืนของกลุ่มเยาวชนในการระดมมวลชนในทุกช่วงเพศวัยมีมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการใช้ความรุนแรงไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ ดังนั้นความชอบธรรมเดียวก็คือการระดมมวลชนและใช้การปลูกฝังข้อมูลรวมทั้งความเชื่อของเขาเรื่องนี้ต่างหากที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องไปพูดคุยและจับตามอง”

เวทีปราศรัย ‘ก้าวไกล’ พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551259

15 มิ.ย. 2566

เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ

เวทีสุดท้ายของหัวหน้าพรรค”ก้าวไกล” ที่เชียงใหม่ เป็นการพบปะมวลชนที่สวนสาธารณะเทศบาลสันทรายหลวง   อำเภอสันทราย โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สื่อสารไปถึงผู้สนับสนุน คือการขอบคุณไปถึงมิตร “พรรคเพื่อไทย” ที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล และส่งให้ขึ้นเป็นนายกฯ

ที่ สวนสาธารณะเทศบาล ต. สันทรายหลวง  อ. สันทราย จ.เชียงใหม่  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมาพบปะประชาชน  โดยมีประชาชนจำนวนมากมารอต้อนรับ นายพิธา กล่าวปราศรัยว่า  ขอให้ทุกคนจำเอาไว้ถึงบรรยากาศในวันนี้ ถึงความสามัคคี เพราะในอนาคตมีภารกิจร่วมกัน และต้องทำงานอีกมากยังมีปัญหา มีมารผจญ และมีขวากหนามอีกมาก  เมื่อถึงวันที่เจอปัญหาแบบนั้น ขอให้จำไว้ว่า ประเทศนี้เป็นประเทศที่มี การเมืองที่เป็นไปได้ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า พรรค “ก้าวไกล”  เป็นไปได้  จากนี้จะเดินหน้าเพื่อชาวเชียงใหม่ทุกคน


“ก้าวไกล”  พร้อมทำงานกับพรรคเพื่อไทย โดยเอาประชาชนมาเป็นที่ตั้ง   ขอขอบคุณเพื่อไทยที่มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและมาสนับสนุนพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ตนเองพร้อมรับใช้ทุกคน      “หมดเวลาสำหรับความขัดแย้ง ถึงเวลาของความสมานฉันท์ หมดเวลาของการเมืองแบบเก่า  ๆ ถึงเวลาของประชาชนแล้ว วันนี้ขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับ  1 สิทธิ 1 เสียงที่รวมกันเป็นล้าน ๆ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในประเทศนี้ ขอให้ส่งเสียงไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาลว่า พวกเราพร้อมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน แม้การเดินทางข้างหน้าจะลำบากแต่จะไม่เหงาแน่นอน แล้วมาเปลี่ยนแปลงสันทราย มาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และมาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปด้วยกัน”   นายพิธา ระบุ

อโนทัย สกุลทอง ผู้สื่อข่าว NATION TV  รายงานว่า ภารกิจ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ที่ จ.เชียงใหม่  ตลอดทั้งวัน (15)  รวมทั้งหมด 7 ภารกิจ คือ หารือ ร่วมกับภาคส่วน 4 วงประชุม และเวทีปราศรัยขอบคุณประชาชน 3 เวที ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.เมือง   อ.หางดง และอ.สันทราย

เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ
เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ
เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ
เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมาพบปะประชาชน ที่ สวนสาธารณะเทศบาล ต. สันทรายหลวง  อ. สันทราย จ.เชียงใหม่   ภารกิจสุดท้ายตลอดวันนี้ ( 15 )

ว่าที่นายกฯแห่ง ‘ก้าวไกล’ ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551256

15 มิ.ย. 2566

ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต

เดินสายภาคเหนือพบประชาชน ของหัวหน้าพรรค “ก้าวไกล ” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เวทีปราศรัยเชียงใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กระตุ้นประชาชนในพื้นที่ ได้เวลาเข้าสู่ “วันใหม่” ของเชียงใหม่ ประกาศขอทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองของคนทุกคน ถึงเวลาของการเลือกความหวัง ไม่ใช่ความกลัว

ที่บริเวณประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่   นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ได้ปราศรัยขอบคุณประชาชน  นายพิธา  ระบุว่า  วันใหม่ ของเชียงใหม่ มาถึงแล้ว วันใหม่ที่จะเต็มไปด้วยความเท่าเทียม วันใหม่ที่จะเต็มไปด้วยความเท่าทัน วันใหม่ที่เชียงใหม่เป็นของประชาชน   จากความเชื่อมั่นที่มีให้ “ก้าวไกล”     หลังจากนี้เป็นต้นไป ยังมีภารกิจที่ต้องทำร่วมกันอีกมากมาย  ต้องทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองของคนทุกคน  วันนี้ภารกิจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีงานที่ยังต้องทำร่วมกัน ทั้งเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ เรื่องสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นภารกิจที่จะต้องเปลี่ยนเชียงใหม่ไปด้วยกัน
   

 “ก้าวไกล”  จะเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่  กับ สส.ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทนราษฎร ที่พูดแทนราษฎร ผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า สนับสนุนรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ที่ชื่อว่า  พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  การเดินทางยังอีกยาวไกล เต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยขวากหนาม เต็มไปด้วยอุปสรรคจากคนที่ต้องการแช่แข็งเชียงใหม่ไว้ ขออย่าไปกลัว อย่าไปกังวล อย่าไปเบื่อกับการเมืองแบบนี้  ต้องจับมือกันเดินไปข้างหน้า ไม่มีวันถอยหลังอีกแล้ว

 “ถึงเวลาที่พวกเราต้องเลือกอนาคต ไม่เลือกอดีต ถึงเวลาที่พวกเราต้องเลือกเอกภาพไม่ใช่ความขัดแย้ง ถึงเวลาที่เราต้องเลือกประชาชนและประเทศไทย ไม่ใช่ปรสิตอีกต่อไป ถึงเวลาที่เราต้องเลือกความหวังไม่ใช่ความกลัว และเมื่อพวกเราทำสำเร็จเมื่อไหร่ ความเชื่อมั่น ที่คนเชียงใหม่มีให้ผม ความเชื่อมั่นที่ผมมีให้คนชาวเชียงใหม่ ไม่มีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้ถ้าพวกเราร่วมมือกัน”  นายพิธา ระบุ

ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  พบปะกับประชาชน ที่อ.เมือง จ.เชียงใหม่  สำหรับพื้นที่เชียงใหม่  พรรคก้าวไกล ได้สส. 7 จาก 10  ที่นั่ง