ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778081

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Mr.Flower เพิ่งกลับมาจากอินเดียเมื่อค่ำวันพุธที่ 27 ธันวาคม 2566 โดยการไปอินเดียครั้งนี้ ได้มีโอกาสดีที่ได้พบว่าองค์ดาไล ลามะ องค์ที่ 14 ผู้นำด้านจิตวิญญาณของชาวทิเบต เสด็จไปประทับและโปรดญาติโยมที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยพระองค์จะประทับอยู่ที่พุทธคยาจนถึงช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2567 

ในการไปอินเดียครั้งนี้ Mr.Flower นำคณะเล็กๆ ไปด้วยกันรวม 10 คน ไปถึงพุทธคยาวันที่ 23 ธันวาคม โดยคืนแรกนอนพักที่วัดไทยพุทธคยา คืนที่สองและสามไปนอนที่เมืองพาราณสี ส่วนคืนที่สี่กลับไปนอนที่วัดไทยพุทธคยา เพื่อจะได้เตรียมตัวกลับไทยได้สะดวกในวันที่ 27 ธันวาคม 

ผู้ร่วมทริปทุกคนบอกว่าอิ่มเอมใจมากกับการร่วมเดินทางด้วยกันในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้ทราบข่าวดีเรื่ององค์ดาไล ลามะ องค์ที่ 14 ประทับอยู่ที่พุทธคยา
แล้ว ยังได้มีโอกาสได้กราบสักการะนมัสการและถวายผ้าไตร และเครื่องไทยธรรมแด่พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และกราบนมัสการพระวิเทศวชิรญาณ วิ. (สมพงษ์ญาณธีโร) รักษาการเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ โดยพระวิเทศวชิรญาณ วิ.ท่านได้นำสามเณรสุเทพ นรากร อายุ 10 ขวบซึ่งสามเณรสุเทพบวชอยู่ที่วัดหนองขุน อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ไปสวดปาฏิโมกข์ ถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

สามเณรสุเทพได้รับการยกย่องว่ามีความจำเป็นเลิศ เพราะสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้ด้วยปากเปล่า จนจบภายในเวลาเพียง 46 นาทีเท่านั้น นับว่าเป็นสามเณรที่สมควรได้รับการยกย่องและสนับสนุนให้ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยขั้นสูง และศึกษาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ต่อ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายยิ่งๆ ขึ้นไป ในการนี้ สามเณรสุเทพได้สวดพระปาฏิโมกข์ ณ ลานพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังได้เมตตาสวดพระปาฏิโมกข์ให้บรรดาพระและเณรจากทิเบต และเมียนมารวมถึงพุทธศาสนิกชนไทยที่ไปรวมตัวกันในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยาด้วย ต้องยอมรับว่าการจะได้ฟังการสวดพระปาฏิโมกข์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น บุคคลใดที่ได้ฟังพระปาฏิโมกข์ จึงนับว่ามีบุญมาก 

ในทริปนี้ Mr.Flower ยังนำสมาชิกไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูป หรือมหาสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างเพื่อเป็นสิ่งบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อเป็นสังเวชนียสถานในการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในเมืองสารนาถ แคว้นพาราณสี และเข้าชมพิพิธภัณฑสถานเมืองสารนาถ แล้วในช่วงค่ำนำสมาชิกไปล่องเรือในแม่น้ำคงคา ชมบ้านเมืองและวังเก่าริมแม่น้ำคงคา และได้มองเห็นสัจธรรมของการทุกชีวิตคือการตายจาก โดยได้เห็นการเผาศพด้วยฟืน ณ ริมแม่พระคงคา โดยไฟจากการเผาศพที่ริมน้ำแห่งนี้ไม่เคยมอดดับแม้แต่วินาทีเดียวมาตั้งแต่ 4 พันกว่าปีมาแล้ว และยังได้ชมพิธีบูชาอารตี ณ ริมฝั่งพระคงคาอีกด้วย 

สำหรับทริปหน้าจะจัดในช่วงวันที่ 22-27 กุมภาพันธ์ 2567 ครั้งนี้จะพาไปเมืองที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย และสถานที่ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล โดยในช่วงเวลาดังกล่าวองค์ดาไล ลามะ จะเสด็จ ณ เมืองกุสินาราด้วย 

ผู้ที่สนใจร่วมทริปกุสินารา ลุมพินีวันในครั้งหน้า โปรดติดต่อจองที่นั่งด่วน ที่หมายเลข 091-7233615

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778090

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์ปล่อยดาวเทียมไถ่หยวน ได้ส่งจรวดขนส่งลองมาร์ช-11 (Long March-11)เพื่อนำดาวเทียมทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศดวงใหม่ทั้ง 3 ดวง ขึ้นสู่วงโคจร จากฐานปล่อยดาวเทียมกลางทะเล นอกชายฝั่งหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดาวเทียมทั้ง 3 ดวงนี้ อยู่ในกลุ่มดาวเทียมสือเยี่ยน-24 ซี (Shiyan-24C) ซึ่งจะใช้เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศเป็นหลัก สำหรับจรวดขนส่งลองมาร์ช นั้น นี่เป็นภารกิจครั้งที่ 503 ของจรวดรุ่นนี้แล้ว

ในวันเดียวกัน จีนยังได้ส่งดาวเทียมอีก 2 ดวงขึ้นสู่วงโคจรด้วย เป็นดาวเทียมดวงที่ 57 และ 58 ของระบบดาวเทียมนำร่อง เป่ยโต๋ว-3 โดยศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชาง ในมณฑลเสฉวน เป็นผู้ปล่อยดาวเทียมทั้งสองดวงเมื่อเวลา 11.26 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา โดยใช้จรวดขนส่งลองมาร์ชเช่นกัน นับเป็นภารกิจครั้งที่ 504ของลองมาร์ช

นักวิทยาศาสตร์ของจีนคาดหวังจะให้ระบบดาวเทียมนำร่องเป่ยโต๋ว-3 นี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาด้านอวกาศตามที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ เคยตั้งเป้าว่าต้องการให้ระบบมีความครอบคลุม บูรณาการ และชาญฉลาดมากขึ้น

ซีอาร์จี สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เปิด ‘CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778097

ซีอาร์จี สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน  เปิด ‘CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง’

ซีอาร์จี สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เปิด ‘CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง’

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ซีอาร์จี ตอกย้ำความเป็นองค์กรต้นแบบสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (ซีอาร์จี) องค์กรที่สนับสนุนงานด้านคนพิการในระดับดีเยี่ยม ต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ ตอกย้ำความเป็นองค์กรต้นแบบของการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันเดินหน้าสานต่อนโยบายการให้ความสำคัญของคุณค่าของแต่ละบุคคล ด้วยแนวคิดที่มุ่งเน้นการให้โอกาส และความเท่าเทียม เปิดตัวจุดนัดพบ “CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง” ณ ร้าน เคเอฟซี สาขาบ้านสีลม

จารุวรรณ งามพิสุทธิ์ไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เปิดเผยว่า ซีอาร์จี เล็งเห็นความสำคัญของคุณค่าของแต่ละบุคคล ด้วยแนวคิดที่มุ่งให้โอกาสในการเข้าทำงาน แด่เพื่อนผู้พิการให้สามารถดำรงชีพในสังคมไทย จึงได้ดำเนินงานตามนโยบายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันมีการจ้างงานพนักงานคนพิการเกินกว่าโควตาที่กฎหมายกำหนดครอบคลุมทั้งในส่วนปฏิบัติงานหน้าร้านและสำนักงานใหญ่ซึ่งกลุ่มประเภทความพิการที่จ้างงานในปัจจุบันมี 4 ประเภท ประกอบด้วย ผู้มีความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย,ทางการมองเห็น, ทางการเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย และทางสติปัญญา

ภายใน “CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง” มีมุมต่างๆ และกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นในทุกเดือน

ด้วยความมุ่งมั่นให้โอกาสและสร้างความเท่าเทียม สร้างอาชีพและพัฒนาศักยภาพคนพิการอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อในศักยภาพของคนพิเศษ (ผู้พิการ) ว่าสามารถปฏิบัติงาน และก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกายได้ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง สามารถดำรงชีพในสังคมได้อย่างมีความสุขอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ผ่านโครงการที่จัดขึ้นตาม Employee Journey เพื่อสนับสนุนพนักงานคนพิเศษภายในองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ซีอาร์จี ได้รับรางวัลองค์กรที่สนับสนุนงานด้านคนพิการดีเด่น 9 ปีติดต่อกัน ซึ่งไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ซีอาร์จี ยังเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด ด้วยการเปิดจุดนับพบ “CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง” ณ ร้านเคเอฟซี สาขาบ้านสีลม ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะให้เป็นพื้นที่สร้างความสุข ความผ่อนคลายให้กับพนักงานพิเศษ ผู้บกพร่องทางการได้ยิน ทั้งที่เป็นพนักงานขององค์กรเอง และบุคคลภายนอกได้ใช้เป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรับรู้ข่าวสารต่างๆ ของซีอาร์จี ต่อยอดเป็นการสร้างโอกาสในการส่งเสริมอาชีพให้กับบุคคลอื่นให้ได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับซีอาร์จีได้อีกทางหนึ่ง

ภายใน “CRG Deaf Community พื้นที่สร้างสุข เพื่อคนไร้เสียง” มีมุมต่างๆ และกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นในทุกเดือน เช่น Learning Corner จุดบริการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าอื่นๆ บนอินเตอร์เนต, Plearn Corner กิจกรรมกลุ่มที่จะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ ฝึกสมอง และสนุกกับบอร์ดเกมส์ต่างๆ, CRG Fine Day กิจกรรมพิเศษในการส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับทุกคนสลับสับเปลี่ยนมาตลอด เช่น การสอนทำคัพเค้ก การทำวุ้น การทำลูกชุบ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงCareer @ CRG ที่จะรวบรวมตำแหน่งงานว่าง ภายใน CRG และบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลที่ผู้พิการสามารถสมัครงานง่ายๆ เพียงแอดไลน์ เท่านั้น โดยในช่วงแรกจะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30-21.00 น. สำหรับผู้พิการทางการได้ยินที่เข้ามาใช้บริการ เพียงแสดงบัตรผู้พิการ และลงทะเบียน จะได้รับส่วนลด 15% ในการซื้อสินค้าทันที

“ซีอาร์จี พร้อมให้โอกาสกับบุคคลทุกกลุ่มด้วยเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมของทุกคน เพราะนี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดูแลพนักงานในองค์กรของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้แก่สังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย พร้อมกับสามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ต่อไป” จารุวรรณกล่าวในตอนท้าย

Plearn Corner กิจกรรมกลุ่มที่จะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ ฝึกสมอง และสนุกกับบอร์ดเกมส์ต่างๆ

Plearn Corner กิจกรรมกลุ่มที่จะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ ฝึกสมอง และสนุกกับบอร์ดเกมส์ต่างๆ

CRG Fine Day กิจกรรมพิเศษในการส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับทุกคน

CRG Fine Day กิจกรรมพิเศษในการส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับทุกคน

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778082

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภาพชีวิต ‘คนไร้บ้าน’ ในนิวยอร์ก-ซานฟรานซิสโก

ประมวลภาพคนไร้บ้านจากหลายพื้นที่ของนครนิวยอร์กและนคร ซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ โดยรายงานจากรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าจำนวนคนไร้บ้านในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จนสูงเป็นประวัติการณ์และกำลังกลายเป็นปัญหาสังคมลำดับต้นๆ ในสังคมอเมริกันที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส ปีใหม่แด่ ‘หนังสือพิมพ์แนวหน้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/777841

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส ปีใหม่แด่ ‘หนังสือพิมพ์แนวหน้า’

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส ปีใหม่แด่ ‘หนังสือพิมพ์แนวหน้า’

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทาน ส.ค.ส เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2567 แด่ “หนังสือพิมพ์แนวหน้า” โดยมีผู้แทนจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นผู้เชิญ สร้างความปลื้มปิติแก่คณะผู้บริหาร กองบรรณาธิการ และพนักงาน อย่างหาที่สุดมิได้

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แห่ดาวคริสต์มาส’ ภูมิศรัทธาแห่งดวงดาวสกลนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778085

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แห่ดาวคริสต์มาส’ ภูมิศรัทธาแห่งดวงดาวสกลนคร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แห่ดาวคริสต์มาส’ ภูมิศรัทธาแห่งดวงดาวสกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขบวนรถแห่ดาวกุมาร

วันคริสต์มาส ๒๕ ธันวาคม เป็นวันสำคัญของชาวคริสต์ในการอวยพระพรต่อกันในวันปีใหม่ ดังนั้น งานหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานประเพณีแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส สกลนคร แม้ว่างานนี้จะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ โดย พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน อดีตผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งมีความประสงค์ให้หมู่บ้านคริสตชนในเขตปกครองของท่านนั้นได้นำดาวอันเป็นสัญลักษณ์แห่งดวงดาวที่นำไปสู่การประสูติของพระเยซูในคืนวันที่ ๒๔ ธันวาคม นั้นมาเฉลิมฉลองการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้าในหมู่บ้านของตน แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีการแห่ก็เป็นเพียงกลุ่มคริสตชนวัดพระหฤทัยฯ ของสกลนคร ซึ่งยังมีจำนวนน้อยอยู่ โดยการแห่ดาวขึ้นที่สกลนคร เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๘๒ หรือพ.ศ.๒๕๒๕ ต่อมาเมื่อ พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ฯ ได้สร้างสำนักมิสซังแห่งใหม่ขึ้นที่สกลนครและย้ายมาประจำที่สำนักใหม่แล้ว จึงได้มอบหมายให้ชุมชนท่าแร่ หมู่บ้านคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และศูนย์กลางของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงนั้น เป็นผู้นำในการทำดาวและประดับประดารถบุษบก ถ้ำพระกุมารสำหรับใช้ในขบวนแห่

งานประเพณีแห่ดาวเทศกาลคริสตมาส

โดยเริ่มแห่จากศาลากลางจังหวัดสกลนครไปยังบริเวณโรงเรียนเซนต์ยอแซฟสกลนคร ก่อนที่มีพิธีเฉลิมฉลองคริสต์มาส เช่นเดียวกับที่ชาวคริสตชนได้ร่วมกันทำแต่ละวัดคริสต์ทั่วประเทศ ในครั้งแรกแม้ว่าจะประสบปัญหาแต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของชาวคริสตชนจึงมีการปรับปรุงและพัฒนาการประกวดดาวอย่างต่อเนื่องจนทำให้วันนี้มีจำนวนดาวจากหมู่บ้านต่างๆ มาร่วมกันมากขึ้นจนมีจำนวนถึงกว่า๒๐๐ ขบวน แม้ว่าครั้งหนึ่งในเมื่อค.ศ.๑๙๙๙-พ.ศ.๒๕๔๓ ได้ย้ายการจัดเพื่อสมโภชการเปิดปี “ปีติมหาการุญคริสตศักราช ๒๐๐๐” ที่ บ้านท่าแร่ ก็มีเสียงเรียกร้องให้กลับมาจัดที่สกลนครเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน จนได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและองค์การบริหารส่วนจังหวัดและจังหวัดสกลนครให้เป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดทำให้เทศกาลคริสต์มาสของสกลนครมีสีสันของเทศกาลแห่งศรัทธา ด้วยความพร้อมนี้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนาได้ให้ นายชัยพลสุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิด งานประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส สกลนคร 2023 เพื่อส่งเสริมให้เป็นงาน Winter Festivals สร้างการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมร่วมกับ วีระเดช ใจเสรี พระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ส่วนราชการต่างๆ และศาสนิกชนทั้งเมือง เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความร่วมมือกับองค์การเครือข่ายทั้ง ๕ ศาสนาร่วมกันจัดโครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” ประกอบด้วยกิจกรรม “เสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด” ของศาสนาพุทธ“วันอาซูรอสัมพันธ์” ของศาสนาอิสลาม “เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส” ของศาสนาคริสต์ “เทศกาลนวราตรี” ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ “วันครบรอบ 554 ปี วันคล้ายวันประสูติพระศาสดาศรีคุรุนานักเทพ พระปฐมบรมศาสดา” ของศาสนาซิกข์ เพื่อส่งเสริมเทศกาลประเพณีด้านศาสนาและวัฒนธรรม ให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชื่นชมและร่วมกันสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนาต่อไป

พระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

พระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา

เปิดเส้นทางเที่ยวตามรอยนักบุญฯ

เปิดเส้นทางเที่ยวตามรอยนักบุญฯ

พิธีเปิดขบวนแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส

พิธีเปิดขบวนแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส

พิธีเปิดขบวนรถดาวกุมารสกลนคร

พิธีเปิดขบวนรถดาวกุมารสกลนคร

เคาท์ดาวน์วันคริสต์มาส ๒๐๒๓

เคาท์ดาวน์วันคริสต์มาส ๒๐๒๓

สีสันดวงดาวจากคริสตชน

สีสันดวงดาวจากคริสตชน

วันแห่ดาวเด็กรอรับของอวยพระพร

วันแห่ดาวเด็กรอรับของอวยพระพร

วันดาวแห่งความสุขปีใหม่

วันดาวแห่งความสุขปีใหม่

เรียนรู้สร้างดาวของที่ระลึก

เรียนรู้สร้างดาวของที่ระลึก

Health News : ท่องอวกาศยิ่งทำนกเขาไม่ขัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778091

Health News : ท่องอวกาศยิ่งทำนกเขาไม่ขัน

Health News : ท่องอวกาศยิ่งทำนกเขาไม่ขัน

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า การใช้ชีวิตในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์หลายด้าน แต่ล่าสุด มีผลการศึกษาในหนูทดลอง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The FASEB Journal ฉบับล่าสุด เผยว่าหนูตัวผู้ที่โตเต็มวัย ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมจำลองคล้ายกับห้วงอวกาศ ซึ่งเป็นภาวะไร้น้ำหนักและต้องสัมผัสกับรังสีอันตรายอยู่ตลอดเวลาได้รับความเสียหายที่เนื้อเยื่อประสาทและหลอดเลือดซึ่งเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศดูเหมือนว่าความเสียหายนี้จะคงอยู่อย่างถาวร แม้จะได้พักฟื้นหลังสิ้นสุดการทดลองไปเป็นเวลานานถึง 1 ปีแล้วก็ตาม

ดร.มานูเอลลา อันดราเด นักสรีรวิทยาผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตตของสหรัฐฯ บอกว่า แม้อาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัวจะพบได้มากถึง 50% ในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ในอดีตยังไม่เคยมีการศึกษาถึงผลกระทบของการท่องอวกาศต่อเรื่องนี้มาก่อน ทำให้ยังไม่ทราบชัดว่า สุขภาพทางเพศของนักบินอวกาศชายจะเป็นอย่างไร หลังจากที่ต้องปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศมาระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษานี้ก็เป็นสิ่งกระตุ้นเตือน ให้วงการสำรวจอวกาศได้ตระหนักถึงผลกระทบของการเดินทางนอกโลกที่มีต่อสุขภาพทางเพศ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาร้ายแรงอย่างยิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับนักบินอวกาศชาย โดยพวกเขาอาจต้องประสบกับภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนานหลายเดือนหรือหลายปี หลังสิ้นสุดการปฏิบัติภารกิจและกลับมายังพื้นโลกแล้ว

โซไซตี้ : ‘ทิวลิป’ คว้ารางวัลใหญ่ส่งท้ายปี ‘Superbrands Thailand 2023’ ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ ครองใจผู้บริโภคยาวนานกว่า 48 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778098

โซไซตี้ : ‘ทิวลิป’ คว้ารางวัลใหญ่ส่งท้ายปี ‘Superbrands Thailand 2023’ ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ ครองใจผู้บริโภคยาวนานกว่า 48 ปี

โซไซตี้ : ‘ทิวลิป’ คว้ารางวัลใหญ่ส่งท้ายปี ‘Superbrands Thailand 2023’ ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ ครองใจผู้บริโภคยาวนานกว่า 48 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้บริหารทิวลิปร่วมกันยินดีกับความสำเร็จ

แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิป รับรางวัลใหญ่ส่งท้ายปี “สุดยอดแบรนด์ชุดเครื่องนอน” หรือ “ซูเปอร์แบรนด์ไทยแลนด์ 2566” จากเวที Superbrands Thailand 2023 ร่วมกับสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งสิ้น 25 แบรนด์ โดยทิวลิปได้รับรางวัลนี้เป็นปีแรก ถือเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของแบรนด์ เนื่องจากรางวัลดังกล่าว ตัดสินจากผลคะแนนโหวตของผู้บริโภคทั่วประเทศ 15,000 คน ผ่านเกณฑ์ในการคัดเลือก ได้แก่ Brand Quality (คุณภาพของแบรนด์) Brand Affinity (ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค) และ Brand Personality (เอกลักษณ์ของแบรนด์) ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จในฐานะแบรนด์ชุดเครื่องนอนที่ผู้บริโภคไว้วางใจและครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า 48 ปี

เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย รองประธานบริหาร บริษัท ที แอล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดเครื่องนอนทิวลิป กล่าวว่า “ทิวลิปได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในปี ค.ศ.1975 เริ่มต้นผลิตสินค้า มุ้งกันยุง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ในอาคารพาณิชย์ห้องเดียว จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 48 ปี ทิวลิปได้ขยายฐานการผลิตสู่โรงงานที่ได้มาตรฐานหลายแห่งและศูนย์กระจายสินค้าพร้อมพนักงานมากกว่า 1,000 คนเรามุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ ประณีตและใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด โดย Brand Values หรือคุณค่าของตราสินค้า มี 3 ประการด้วยกัน คือ มุ่งมั่นรักษาคุณภาพสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ, มุ่งมั่นสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ด้านสุขภาพ เช่น ชุดเครื่องนอนกันไรฝุ่น แบคทีเรียและเชื้อรา, มุ่งมั่นในการมอบบริการที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค เช่น สามารถสั่งผลิตตามขนาดที่ผู้บริโภคต้องการได้ รวมถึงการรับประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างดีที่สุด”

แม้ว่าชุดเครื่องนอนทิวลิปจะมีลวดลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ที่หลากหลายอยู่แล้ว แต่แบรนด์ก็ไม่หยุดสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด โดยมีการจดลิขสิทธิ์ (licensing) กับ Character ชั้นนำระดับโลกมาเป็นระยะเวลามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็น Disney, Universal Studio, Sanrio, San-X ซึ่งทำให้บริษัทเจาะกลุ่มตลาดเด็ก วัยรุ่น และผู้ที่ชื่นชอบ Characterเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย ผู้บริหารทิวลิป เผยความภูมิใจที่แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิปรับรางวัลใหญ่ส่งท้ายปี

นอกจากลวดลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ระดับโลกแล้ว แบรนด์ทิวลิปยังสร้างสรรค์ผลงาน Character ร่วมกับศิลปินไทยด้วย ได้แก่ หมาจ๋า(Dogplease) ซึ่งเริ่มต้นคอลแลปกับแบรนด์ทิวลิปมาตั้งแต่ปลายปี 2018 ในการออกแบบลายผ้าห่มการกุศลในแคมเปญ “ทิวลิปให้ไออุ่น” โดยผ้าห่มทิวลิปลายหมาจ๋าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 543,000 บาทถูกนำไปมอบให้กับมูลนิธิ เดอะวอยซ์ (เสียงของเรา)โดย เก๋-ชลลดา เมฆราตรี เพื่อช่วยเหลือสุนัขพิการและบาดเจ็บ หลังจากนั้นชุดเครื่องนอนทิวลิปก็ทำงานร่วมกับศิลปินคนไทย นัด หมาจ๋า หรือ ณัฐวีร์ลิมปนิลชาติ เจ้าของเพจ “หมาจ๋า” มาโดยตลอดเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว และก็ยังมีศิลปินไทยท่านอื่นๆ เช่น ทูนหัวของบ่าว (Kingdom of tigers) ที่ออกแบบลวดลายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงหมาแมว (pet lover)Jaytherabbit ไอดอลของสาวโสด เป็นต้น

ผู้บริหารแบรนด์ทิวลิป ยังกล่าวถึงหลักในการผลิตสินค้า ที่ปัจจุบันคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ผ่านกลไก 3 R ได้แก่ Reduce ลดการสร้างขยะ ได้แก่ ลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงลดการใช้ถุงพลาสติก Reuse คือการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือใช้ซ้ำทั้งในกระบวนการผลิตชุดเครื่องนอนและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ภายในสำนักงาน ส่วน Recycle มีการนำเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิต มาสร้างสิ่งใหม่ที่มีประโยชน์ เช่น นำเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิตผ้าปูที่นอน มาทำเป็นถุงผ้าเพื่อใช้แทนถุงพลาสติก เป็นต้น รวมถึงร่วมปลูกป่าชายเลนสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนรอบโรงงาน และการมอบเงินบริจาคในโครงการ CSR ต่างๆ เช่น แคมเปญทิวลิปให้ไออุ่น

สำหรับรางวัลซูเปอร์แบรนด์ที่ได้รับในปีนี้นั้น ถือเป็นแรงผลักดันให้ทิวลิปมุ่งมั่นพัฒนาและก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยชุดเครื่องนอนทิวลิป ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มคุณภาพสินค้า เช่น ที่นอนทิวลิป รุ่นใหม่ล่าสุด NEW YORK ที่ทันสมัยด้วยระบบพ็อกเก็ตสปริงสุญญากาศเสริมด้วยยางพาราแท้จากธรรมชาติ มาในรูปแบบกล่อง ขนย้ายสะดวก หนาถึง 9 นิ้ว รับประกัน 10 ปี เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 500 แห่ง ส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศกว่า 22 ประเทศทั่วโลกและเพิ่มช่องทางจำหน่ายในสื่อออนไลน์ทุกช่องทางเว็บไซต์ https://www.tulip.co.th/ Facebook Shopee Lazada Tiktok เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิป รับรางวัลจากเวที Superbrands Thailand 2023 ร่วมกับสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวม 25 แบรนด์

แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิป รับรางวัลจากเวที Superbrands Thailand 2023 ร่วมกับสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวม 25 แบรนด์

“ทิวลิป” คว้ารางวัลใหญ่ “Superbrands Thailand 2023”

“ทิวลิป” คว้ารางวัลใหญ่ “Superbrands Thailand 2023”

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778084

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Artist’s Parents 1886

หลังยุค Francois Bocion ยังมี Felix Edouard Vallotton ศิลปินชาว Lausanneอีกผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่ม Les Nabis ที่มีผลงานจำนวนมากใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne เขาเกิดวันที่ 28 ธันวาคม 1865ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นเภสัชกร เขาเป็นลูกคนที่สามในจำนวนพี่น้องสี่คนโดยมีแม่เป็นลูกสาวของช่างเฟอร์นิเจอร์ เขาเริ่มเข้าเรียนหนังสือครั้งแรกที่ College Cantonal และจบทางด้านคลาสิกในปี 1882 ก่อนเข้าเรียนทางด้านศิลปะกับ Jean Samson Guignard การที่เขามีแววทางด้านศิลปะทำให้ครูของเขาแนะนำให้เขาเรียนศิลปะอย่างจริงจัง เดือนมกราคมปี 1882 เขาจึงย้ายไปอยู่ Rue Jacob ใกล้ Saint Germain des Pres ปารีสและเข้าเรียนที่ Academie Julian ซึ่งเขาได้รู้จักกับศิลปินดังๆ อีกหลายคนซึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพล ต่อแนวทางศิลปะของเขาในเวลาต่อมา เขาชื่นชอบงานของ Leonardo da Vinci, Hobein, Durer, Goya และ Manet มากโดยเฉพาะ 2 คนแรก จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ใน Louvre เพื่อฝึกคัดลอกงานของศิลปินเหล่านี้ ในการฝึกฝนวาดภาพเหมือน เขายังให้พ่อและแม่นั่งเป็นแบบให้เป็นประจำ

แม้เขาจะสามารถสอบเข้า Ecole des Beaux-Arts ได้ แต่เขากลับเรียนที่เดิมและใช้เวลาส่วนใหญ่ตามคาเฟ่ใน Montmartre นับจากปี 1885 เขาเริ่มจดบันทึกงานที่ตัวเองสร้างสรรค์ และเริ่มส่งงานเข้าจัดแสดงที่ ParisSalon ซึ่งได้รับคำชมมากมายจากนักวิพากษ์ศิลป์ ปี 1887 เขาเริ่มส่งงานแนว Realism ไปจัดแสดงมากขึ้น แต่นักวิพากษ์ศิลป์กลับวิจารณ์ว่า ผลงานแปลกแยกกับแนวทางศิลปะดั้งเดิมมากเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวิจารณ์จาก Jules Lefebvre อาจารย์ของเขาเองที่ Academie Julien ทำให้เขาเริ่มทำงานนอก Academie Julien และเริ่มมีปัญหาทางด้านการเงิน ในขณะเดียวกันโรงงานของพ่อเขาก็เริ่มมีปัญหาทางการเงินเช่นกันจึงไม่สามารถสนับสนุนทางการเงินให้เขาได้ ซ้ำร้ายเขาติดเชื้อไทฟอยด์อีกทำให้สุขภาพย่ำแย่จนถึงกับเป็นโรคซึมเศร้า

Juliette Lacour 1886

เขาเลยเดินทางไป Zermatt สวิส เพื่อพักฟื้นและได้สร้างสรรค์งานเกี่ยวกับทิวทัศน์ของเทือกเขา Alpine ไว้จำนวนหนึ่ง ปี 1889 เขานำผลงานไปจัดแสดงที่ Paris Universal Exposition และได้เห็นงานพิมพ์แนวญี่ปุ่นของHokusai ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงด้าน Woodblock ซึ่งต่อมามีอิทธิพลต่อการสร้างงานของเขามาก ปี 1890 เขาเริ่มรับงานซ่อมภาพ และเป็นนักวิพากษ์ศิลป์เพื่อหาเลี้ยงชีพโดยทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ La Gazettede Lausanne หลังจากนั้นเขาเริ่มเดินทางหาความรู้ทั่วยุโรป และเริ่มส่งผลงานไปยังSalon des Independants จนได้รับการว่าจ้างให้สร้างสรรค์งานส่วนตัวของคหบดี เขาจึงเริ่มทดลองการสร้างพิมพ์ใหม่ๆและเริ่มสร้างงานบนไม้ งานของเขาเป็นที่เตะตา OctaveUzanne นักหนังสือพิมพ์เลยเขียนบทความชื่นชมงานเขา โดยตั้งชื่อว่า The Renaissance of the Woodcut

ปี 1892 เขากลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม Les Nabis กลุ่มศิลปินรุ่นเยาว์ที่มาจาก Academie Julian ที่สร้างสรรค์งานในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Impressionism,Abstract Art และ Symbolism พวกเขาต่างอาศัยผลงานของ Paul Gauguin และ Paul Cezanneเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน แม้จะอยู่ในกลุ่ม Les Nabis แต่เขากลับไม่ได้สร้างสรรค์งานไปในแนวทางเดียวกันกับศิลปินอื่นในกลุ่มจนได้ชื่อว่า Foreign Nabis เขากลับเน้นการสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับภาพในชีวิตประจำวัน ภาพเหมือนและภาพนู้ดบนไม้โดยมีรายละเอียดเพียงเล็กน้อยตามอย่าง Hokusai

เมื่องานแกะสลักไม้ของเขาเริ่มประสบความสำเร็จส่งผลให้เศรษฐานะของเขาเริ่มดีขึ้นจนได้รับการว่าจ้างมากมายในระหว่างปี 1893-7 อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างสรรค์งานไม้บนปกโปรแกรมละครด้วย งานของเขาได้แทรกซึมไปยังหนังสือทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐฯจนได้ชื่อว่ามีอิทธิพลต่องานของ Edvard Munch, Aubrey Beardsley และ Ernst LudwigKirchner ในเวลาต่อมา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานของเขาเปลี่ยนแปลงจากงานละเอียดอ่อนที่ใช้มืดทึบในช่วงต้น สู่การใช้สีที่สดใสมากขึ้นแต่ลดรายละเอียดลงตามแนวทางศิลปะของ Hokusai นั่นเอง

The Pharo, Marseille 1901

The Pharo, Marseille 1901

The Pharo, Marseille 1901

The Pharo, Marseille 1901

Agaves 1921

Agaves 1921

The Port of Rouen 1901

The Port of Rouen 1901

The Port of Rouen 1901

The Port of Rouen 1901

Still Life with Gladioli 1924

Still Life with Gladioli 1924

Rust Stream and White Pebbles 1921

Rust Stream and White Pebbles 1921

Equestrain view of La Cagne 1921

Equestrain view of La Cagne 1921

Chateau Gaillard 1924

Chateau Gaillard 1924

คุยกัน 7 วันหน : เตรียมรับมือมาตรการสกัดสินค้าทำลายโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778093

คุยกัน 7 วันหน : เตรียมรับมือมาตรการสกัดสินค้าทำลายโลก

คุยกัน 7 วันหน : เตรียมรับมือมาตรการสกัดสินค้าทำลายโลก

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในรอบปี 2566 ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกรณีของไทยส่งผลให้สภาพอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้นในช่วงที่มีฝนตก ฝนก็จะตกหนักมากจนเกิดภาวะน้ำท่วม หรือในช่วงที่ฝนแล้งก็จะแล้งหนักมาก

ปัญหาเหล่านี้จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงพืชผลทางการเกษตรและส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม อีกทั้งภาวะโลกร้อนทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างผู้ใช้น้ำกลุ่มต่างๆ ในไทยหรือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้หรือในช่วงที่เกิดวิกฤตภัยแล้ง

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะต้องหันมาให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างจริงจังในระยะถัดไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในด้านความต้องการ และการจัดหา เช่น การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่างๆ อาทิ บ่อกักเก็บน้ำ หรือออกแบบมาตรการรวมทั้งแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เป็นต้น

หากไปดูประสบการณ์จากหลายประเทศเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรม คือตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำได้ ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตนมผงของเนสท์เล่ ประเทศเม็กซิโกที่ใช้เทคโนโลยีดึงน้ำออกมาจากนมที่แปรรูป ซึ่งทำให้โรงงานมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้โดยที่ไม่ต้องพึ่งน้ำจากแหล่งภายนอก หรือสิงคโปร์ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลน้ำตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยทำให้เกิดการบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์อย่างมีประสิทธิภาพหรือแม้แต่อิสราเอลก็มีการพัฒนานวัตกรรมชลประทานน้ำหยด ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำในภาคเกษตรได้อย่างมหาศาลและมีการพัฒนาโครงข่ายน้ำด้วยระบบท่อใต้ดินที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้สามารถผันน้ำจากพื้นที่ที่มีน้ำส่วนเกินไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำได้ เช่นเดียวกับโครงการเดลตาเวิร์กส์ (Delta Works) ของเนเธอร์แลนด์ ที่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น คันกั้นน้ำ จนทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบริหารจัดการน้ำและป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนการตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อน มีจุดเริ่มต้นมาจากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP เกิดขึ้นในการประชุม ครั้งที่ 21 ในปี 2015 ณ กรุงปารีส จึงได้เกิด “ความตกลงปารีส” ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดเป้าหมายที่ทะเยอทะยานขึ้นโดยตั้งเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่โลกดูดซับได้เอง (Net Zero emissions) ภายในปี 2050 พร้อมกับกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจนเพื่อต่อสู้โลกร้อน

นับจากนั้น การประชุม COP ครั้งต่อๆ มาก็เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการเพื่อบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส ซึ่งการปฏิบัติจริงนั้นไม่ง่าย เฉพาะเรื่องการช่วยเหลือทางการเงินของประเทศร่ำรวยแก่ประเทศยากจนก็ยังต้องผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งล่าสุดในการประชุม COP28 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเดือนธันวาคมนี้ มีการนำเสนอข้อมูลว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อปรับตัวรับมือกับปัญหาโลกร้อนและจำเป็นต้องใช้เงินอีกหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด

สำหรับสาระสำคัญที่สรุปได้จากการประชุม COP28 มีการเน้นย้ำถึงเป้าหมายการรักษาระดับไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และตระหนักถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 43 ภายในปี 2573 และร้อยละ 60 ภายในปี 2578ตามเดิม ซึ่งยังสวนทางกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันที่ยังคงเพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็น 2 เท่าภายในปี 2573 นอกจากนั้นยังมีการประกาศข้อตกลงจัดตั้งกองทุนชดเชยค่าความเสียหายและความสูญเสีย ซึ่งเป็นกองทุนแรกของโลกที่จ่ายเงินชดเชยค่าผลกระทบที่ไม่อาจย้อนคืนจากหายนะทางสภาพอากาศให้แก่ประเทศยากจนและเปราะบาง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงเรียกร้องให้ลดการใช้พลังงานฟอสซิล แต่ในขณะเดียวกันโลกยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 80% เช่น น้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน ทำให้การประชุมกลายเป็นเสียงแตกฝ่ายหนึ่ง เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา และประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก รวมกว่า 100 ประเทศมองว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นตัวการหลักในการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน การจะบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกคือ ต้อง “เลิก” ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และให้ระบุข้อตกลงในการประชุมนี้

ขณะที่ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ออกมาคัดค้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกพลัส อิหร่าน อิรักและรัสเซีย ที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ระบุว่าการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเป็นข้อตกลงที่สุดโต่งเกินไป ทำให้การลงนามในร่างสุดท้าย จึงไม่มีการระบุถึงแผนลดการใช้พลังงานฟอสซิล

ตามข้อมูลของ IMF พบว่าในปี 2022 ประเทศต่างๆ ใช้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลรวมกันทั้งโลกเป็นมูลค่า7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 7.1% ของจีดีพีโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกมากกว่าสองเท่าตัวจากจำนวน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2020 ปัจจัยสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นมากหลังจากรัสเซียบุกยูเครน ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อลดความเดือดร้อนของภาคธุรกิจและครัวเรือนทำให้ IMF อยากเห็นการขึ้นราคาคาร์บอน เพราะมันจะเป็นแรงจูงใจที่ใหญ่ที่สุดในการลดการปล่อยคาร์บอน

ขณะที่รายงาน Net-Zero Industry Tracker 2023 Edition จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขณะนี้ถือว่ายังไม่ใกล้เคียงต่อเป้าหมายคาร์บอนศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มองว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การปล่อยคาร์บอนมีอัตราเร่งเฉลี่ยที่ 3% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมต่างๆ ความต้องการบริโภคและภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งกว่า 90% ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมเหล็ก ที่ต่างเผชิญกับความซับซ้อนอย่างมากในการลดคาร์บอนดังนั้นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่เป้าหมาย Net Zero ต้องใช้เงินมากถึง 13.5 ล้านล้านดอลลาร์

การปรับเปลี่ยนนี้ต้องใช้การลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วยเงินอย่างเดียวยังไม่เพียงพอภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องการทั้งทิศทางนโยบายและการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ามาช่วยด้วยเพื่อพยุงให้หน้าที่ของอุตสาหกรรมสามารถประคองตัวเองให้เข้าถึงทรัพยากรและทำให้เศรษฐกิจเติบโตด้วย

แน่นอนว่าเป้าหมาย Net Zeroเป็นแรงกดดันที่ทำให้แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมาตรการทางการค้า” ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสกัดสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตโดยพบว่าตั้งแต่ปี 2565 เริ่มมีการออกมาตรการราคาคาร์บอน (carbon pricing instruments) ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ carbon tax หรือมาตรการทางภาษี และมาตรการนำระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System หรือ ETS) ใน 47 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2567 เชื่อว่ามาตรการต่างๆ ของแต่ละประเทศจะมีความเข้มข้นมากขึ้น

แน่นอนว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งการออกกฎหมาย การเร่งกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับกระแสโลก

โดย ดาโน โทนาลี