TikTok ปัดข่าว ขายบริษัทให้อีลอน มัสก์ ชี้เป็นแค่เรื่องแต่ง

TikTok ปัดข่าว ขายบริษัทให้อีลอน มัสก์ ชี้เป็นแค่เรื่องแต่ง

14 ม.ค. 2568 12:10 น.

TikTok ปัดข่าว ขายบริษัทให้อีลอน มัสก์ ชี้เป็นแค่เรื่องแต่ง

TikTok ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าจีนกำลังพิจารณาอนุญาตให้ขายกิจการของบริษัทที่อยู่ในอเมริกาให้กับอีลอน มัสก์ โดยระบุว่าเป็น “เรื่องแต่ง”

TikTok ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าจีนกำลังพิจารณาอนุญาตให้ขายกิจการของบริษัทที่อยู่ในอเมริกาให้กับอีลอน มัสก์ โดยระบุว่าเป็น “เรื่องแต่ง”

ความเห็นของ TikTok เกิดขึ้นหลังจากรายงานของบลูมเบิร์กที่ว่าเจ้าหน้าที่จีนกำลังพิจารณาทางเลือกที่จะขายธุรกิจของบริษัทในอเมริกาให้กับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้มีการแบนแอปพลิเคชันดังกล่าว

ผู้พิพากษาศาลฎีกามีกำหนดตัดสินกฎหมายที่กำหนดเส้นตายวันที่ 19 มกราคมให้ TikTok ต้องขายกิจการในอเมริกา มิฉะนั้นจะถูกแบนในประเทศ ขณะที่ TikTok กล่าวย้ำว่าจะไม่ขายกิจการในอเมริกา

โฆษกของ TikTok กล่าวกับบีบีซี ว่า “เราไม่สามารถคาดหวังให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องแต่งได้”

บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งที่เจ้าหน้าที่จีนกำลังพิจารณาอยู่ก็คือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ของมัสก์ จะเข้าควบคุมกิจการของ TikTok ในอเมริกา โดย X ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้

อีลอน มัสก์ เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมกลับเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งในวันที่ 20 มกราคม เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์เรียกร้องให้ศาลฎีกาชะลอการตัดสินใจจนกว่าเขาจะเข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้เขาสามารถหา “ข้อยุติทางการเมือง” ได้

ทนายความของเขายื่นคำร้องทางกฎหมายต่อศาล โดยระบุว่าทรัมป์ “ไม่เห็นด้วยกับการแบน TikTok” และ “แสวงหาความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยใช้วิธีการทางการเมืองเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่ง” เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ทรัมป์ได้พบกับนายโจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok ที่คฤหาสน์ของเขาในรีสอร์ทมาร์อาลาโก ในรัฐฟลอริดา

เมื่อวันจันทร์ สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครต 2 คน ได้แก่ วุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด มาร์คีย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโร คานนา ได้เรียกร้องให้รัฐสภาและประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขยายกำหนดเส้นตายในวันที่ 19 มกราคมอีกด้วย

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้พิพากษาหลายคนดูเหมือนจะโน้มเอียงที่จะยืนหยัดตามกฎหมายและยึดมั่นตามกำหนดเส้นตาย ระหว่างการโต้เถียงกันเกือบสามชั่วโมง ผู้พิพากษาทั้ง 9 คนได้กลับมาพูดถึงปัญหาความมั่นคงของชาติที่ก่อให้เกิดกฎหมายนี้

รัฐบาลของไบเดนโต้แย้งว่าหากไม่มีการขายกิจการ TikTok ก็อาจถูกจีนใช้เป็นเครื่องมือในการสอดส่องและบงการทางการเมืองได้ แต่บริษัทปฏิเสธว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ได้มีอิทธิพลต่อบริษัท และกล่าวว่ากฎหมายแบน TikTok ในสหรัฐฯ ถือเป็นการละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 ของผู้ใช้แอปฯ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ข้อตกลงหยุดยิงฉนวนกาซาใกล้เสร็จสิ้น ยุติสงครามอิสราเอล-ฮามาส

ข้อตกลงหยุดยิงฉนวนกาซาใกล้เสร็จสิ้น ยุติสงครามอิสราเอล-ฮามาส

14 ม.ค. 2568 11:38 น.

ข้อตกลงหยุดยิงฉนวนกาซาใกล้เสร็จสิ้น ยุติสงครามอิสราเอล-ฮามาส

เจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์เปิดเผยว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในฉนวนกาซาและการปล่อยตัวตัวประกัน กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยคณะเจรจาจะพบกันที่กรุงโดฮาของกาตาร์ในวันนี้ เพื่อสรุปรายละเอียด

เจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาหยุดยิงเปิดเผยกับบีบีซีว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในฉนวนกาซาและการปล่อยตัวตัวประกัน กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยคณะเจรจาจะพบกันที่กรุงโดฮาของกาตาร์ในวันนี้ (14 ม.ค.)  เพื่อสรุปรายละเอียด ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงใกล้จะบรรลุผลแล้ว และรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังทำงานอย่างเร่งด่วนในเรื่องนี้

เจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การเจรจาอยู่ใน “ขั้นตอนที่มีความคืบหน้า” โดยข้อตกลงอาจเกิดขึ้นภายใน “ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน หรือมากกว่านั้น” ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล รวมถึง ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี แห่งกาตาร์ ซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจาดังกล่าว

ผู้เจรจาจะพบกันที่กรุงโดฮาของกาตาร์ เพื่อหารือรายละเอียดแผนยุติสงครามในฉนวนกาซาให้เสร็จสิ้น หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวตัวประกันที่เขาสนับสนุนนั้นใกล้จะบรรลุผลแล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยได้มอบร่างข้อตกลงสุดท้ายให้อิสราเอลและฮามาสเมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการสรุปเกี่ยวกับการเจรจากล่าว หลังจากการ “บรรลุข้อตกลง” ในช่วงเที่ยงคืนของการเจรจา ซึ่งมีผู้แทนของทั้งประธานาธิบดีไบเดน และว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมด้วย

เจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์กล่าวกับบีบีซีว่าฮามาสและเจ้าหน้าที่อิสราเอลกำลังเจรจาทางอ้อมในสถานที่แห่งเดียวกันเมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่เปิดเผยรายละเอียดบางส่วนที่เป็นไปได้ของข้อตกลง โดยระบุว่า “การหารือทางเทคนิคโดยละเอียดใช้เวลานานพอสมควร”

ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าฮามาสจะปล่อยตัวประกัน 3 คนในวันแรกของข้อตกลง หลังจากนั้น อิสราเอลจะเริ่มถอนทหารออกจากพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และ 7 วันต่อมา ฮามาสจะปล่อยตัวประกันเพิ่มอีก 4 คน และอิสราเอลจะอนุญาตให้ผู้พลัดถิ่นในภาคใต้เดินทางกลับภาคเหนือได้ แต่ต้องเดินเท้าผ่านถนนเลียบชายฝั่งเท่านั้น

รถยนต์ รถลากสัตว์ และรถบรรทุกจะได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องทางที่อยู่ติดกับถนนซาลาห์ อัล-ดิน โดยมีเครื่องเอ็กซ์เรย์ที่ควบคุมโดยทีมรักษาความปลอดภัยทางเทคนิคของกาตาร์-อียิปต์คอยตรวจสอบ

ข้อตกลงดังกล่าวมีบทบัญญัติให้กองกำลังอิสราเอลอยู่ในบริเวณเส้นทางฟิลาเดลฟี เป็นชื่อรหัสที่อิสราเอลใช้เรียกพื้นที่แคบๆ กว้างประมาณ 100 เมตรและยาว 14 กิโลเมตร ที่ตั้งอยู่ตลอดแนวชายแดนระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์ และรักษาเขตกันชน 800 เมตรตามแนวชายแดนตะวันออกและเหนือในระยะแรก ซึ่งจะใช้เวลา 42 วัน

อิสราเอลยังตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 1,000 คน รวมถึงประมาณ 190 คนที่ต้องรับโทษจำคุก 15 ปีหรือมากกว่านั้น ส่วนฮามาสจะปล่อยตัวตัวประกัน 34 คน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ขณะที่การเจรจาข้อตกลงระยะที่ 2 และ 3 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 ของการหยุดยิง.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

บราซิลตามรอยหลายประเทศ ออกกฎหมายจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน

บราซิลตามรอยหลายประเทศ ออกกฎหมายจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน

14 ม.ค. 2568 10:54 น.

บราซิลตามรอยหลายประเทศ ออกกฎหมายจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน

ประธานาธิบดีของบราซิล นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ลงนามในร่างกฎหมายจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน ตามอย่างหลายประเทศทั่วโลกที่มีการออกข้อจำกัดในลักษณะนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบราซิล นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ลงนามในร่างกฎหมายจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มทั่วโลกที่มีการออกข้อจำกัดในลักษณะนี้ โดยกฎหมายที่จำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน จะมีผลกับเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในประเทศ โดยจะใช้สมาร์ทโฟนได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินและอันตราย ใช้เพื่อการศึกษา หรือในกรณีที่นักเรียนมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าวและเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คามิโล ซานตานา กล่าวว่า การที่เด็กเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ผู้ปกครองยากที่จะติดตามว่าเด็กทำอะไร และการจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยภาครัฐหวังให้สมาร์ทโฟนถูกใช้ในชั้นเรียนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา และอยู่ภายใต้คำแนะนำของครูเท่านั้น เช่นเดียวกับในหลายประเทศ

กฎหมายนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จากทั้งฝ่ายพันธมิตรของประธานาธิบดีลูลาและฝ่ายตรงข้ามอย่างอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู นอกจากนี้ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมากก็เห็นด้วยกับการจำกัดการใช้งานนี้ ผลสำรวจในเดือนตุลาคมโดย Datafolha ระบุว่าเกือบ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการห้ามสมาร์ทโฟนในโรงเรียน และมากกว่า 3 ใน 4 เชื่อว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อเด็ก

ริคาร์โด มาร์ตินส์ รามอส วัย 43 ปี พ่อของลูกสาวสองคนและเจ้าของร้านเบอร์เกอร์ในริโอเดจาเนโร กล่าวว่าการจำกัดสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ยากแต่ก็จำเป็น แม้ว่าสมาร์ทโฟนจะมีประโยชน์สำหรับการค้นคว้าเพื่อการเรียน แต่การใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนั้นไม่ดี เขาเชื่อว่าการห้ามนี้จะช่วยให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

ขณะที่ลูกสาววัย 13 ปีของเขา อิซาเบลา กล่าวว่า เพื่อนร่วมชั้นของเธอมีปัญหาในการตั้งใจเรียนเพราะสมาร์ทโฟน และเธอเห็นด้วยกับการจำกัดนี้ แต่เชื่อว่าไม่เพียงพอที่จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งหมด

ตามผลการสำรวจที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคมโดยคณะกรรมการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของบราซิล พบว่าในปี 2023 โรงเรียนในบราซิลประมาณ 2 ใน 3 มีการจำกัดการใช้สมาร์ทโฟน ขณะที่ 28% ห้ามใช้โดยสิ้นเชิง ขณะที่รัฐริโอเดจาเนโร มารันเยา และโกยาสได้ผ่านกฎหมายท้องถิ่นที่ห้ามสมาร์ทโฟนในโรงเรียนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่พบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้รัฐเซาเปาโลกำลังหารือเรื่องการห้ามสมาร์ทโฟนทั้งในโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน

ขณะที่รายงานจาก UNESCO ในเดือนกันยายนระบุว่า 1 ใน 4 ของประเทศทั่วโลกต่างก็มีข้อจำกัดในการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนแล้ว.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟน

ฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯเผยความพร้อมดูแลความปลอดภัยพิธีสาบานตนทรัมป์

ฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯเผยความพร้อมดูแลความปลอดภัยพิธีสาบานตนทรัมป์

14 ม.ค. 2568 09:59 น.

ฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯเผยความพร้อมดูแลความปลอดภัยพิธีสาบานตนทรัมป์

หน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ แถลงความพร้อมการรักษาความปลอดภัยในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

วันที่ 14 มกราคม 2568 อีกเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ดูแลด้านความมั่นคง ได้แถลงชี้แจงแผนด้านความปลอดภัยสำหรับพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานพร้อมบัตรเข้าชมได้ประมาณ 250,000 คน

นายเดฟ ซันด์เบิร์ก ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายรับผิดชอบสำนักงานเอฟบีไอ ประจำวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ไม่พบภัยคุกคามที่เจาะจงหรือน่าเชื่อถือใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งที่อาคารรัฐสภา โดยบอกว่าเอฟบีไอจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานอื่นเพื่อแบ่งปันข้อมูล และหยุดยั้งภัยคุกคามใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น  

ทางด้านนายเจ. โทมัส แมงเกอร์ หัวหน้าตำรวจรัฐสภาสหรัฐ กล่าวว่า ยังไม่มีภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายใด และเขาคิดว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับงานนี้อาจเป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว และเขากล่าวว่าการเพิ่มระดับความปลอดภัยที่เกิดขึ้นรอบอาคารรัฐสภาหลังจากวันที่ 6 มกราคม และสำหรับพิธีศพประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ที่มีอยู่แล้วนั้นจะยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปในพิธีสำหรับผู้ที่มีตั๋วเข้าชม

ขณะเดียวกันนายแมตต์ แม็กคูล จากสำนักงานภาคสนามหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กล่าวว่า สำนักงานการบินแห่งสหรัฐฯ จะประกาศข้อจำกัดการบินชั่วคราวทั้งในและรอบๆ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะเดียวกันแผนการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมของหน่วยข่าวกรองจะยังคงใช้โดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกัน และขอประชาชนอย่าตกใจหากเห็นโดรนเหล่านี้ระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง หรือระหว่างการฝึกซ้อมที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“คิม จองอึน” สั่งยิงขีปนาวุธรอบใหม่ไปทางทะเลตะวันออก เป็นการต้อนรับทรัมและเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้

"คิม จองอึน" สั่งยิงขีปนาวุธรอบใหม่ไปทางทะเลตะวันออก เป็นการต้อนรับทรัมและเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้

14 ม.ค. 2568 09:04 น.

“คิม จองอึน” สั่งยิงขีปนาวุธรอบใหม่ไปทางทะเลตะวันออก เป็นการต้อนรับทรัมและเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้

เช้านี้เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธรอบใหม่ ไปทางทะเลตะวันออก กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นขีปนาวุธชนิดใด ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ และใกล้กับช่วงเวลาที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

วันที่ 14 มกราคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า คณะเสนาธิการกองทัพเกาหลีใต้ เปิดเผยกรณีตรวจจับขีปนาวุธที่ยังไม่สามารถระบุชนิดได้ของกองทัพเกาหลีเหนือ ถูกยิงออกไปทางทะเลตะวันออก นับเป็นการทดสอบขีปนาวุธเกาหลีเหนือครั้งที่ 2 ของปีนี้ และใกล้กับช่วงเวลาที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางทหารของกองทัพเกาหลีใต้กำลังวิเคราะห์รายละเอียดการยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ

รายงานข่าวระบุว่า ในการยิงขีปนาวุธครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ 6 มกราคม เกาหลีเหนืออ้างว่ายิงขีปนาวุธพิสัยกลางความเร็วเหนือเสียง ซึ่งถือเป็นการยั่วยุครั้งแรกของปีนี้ ก่อนที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 มกราคมนี้.

อัยการสั่งฟ้อง 9 ผู้ต้องหาปล้นสะดมบ้านขณะเกิดไฟป่าแอลเอ ซ้ำเติมเหยื่อไฟป่า

อัยการสั่งฟ้อง 9 ผู้ต้องหาปล้นสะดมบ้านขณะเกิดไฟป่าแอลเอ ซ้ำเติมเหยื่อไฟป่า

14 ม.ค. 2568 08:49 น.

อัยการสั่งฟ้อง 9 ผู้ต้องหาปล้นสะดมบ้านขณะเกิดไฟป่าแอลเอ ซ้ำเติมเหยื่อไฟป่า

อัยการแอลเอ สั่งฟ้องผู้ต้องหา 10 คน จากเหตุไฟป่า โดย 9 ราย ในข้อหาปล้นสะดม ส่วนอีก 1 ราย ข้อหาวางเพลิง ขณะที่ตำรวจเดินหน้าจับกุมผู้ต้องสงสัยปล้นสะดมบ้านในย่านหรูกว่า 30 คนแล้ว

นาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอสแอนเจลิสเคาน์ตี้ เปิดเผยว่ามีการตั้งข้อหากับบุคคล 10 ราย จากเหตุไฟป่าแอลเอ โดย 9 รายในข้อหาปล้นสะดมระหว่างเหตุไฟไหม้ป่าพาลิเสดส์ และ ไฟป่าอีตัน และอีก 1 รายในข้อหาวางเพลิงในเมืองอะซูซา จากการดำเนินการจับกุมในข้อหาปล้นสะดมกว่า 30 ราย ตั้งแต่เกิดไฟไหม้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

โดยอัยการระบุว่าผู้ต้องหารายหนึ่งมีการขโมยทรัพย์สินภายในบ้านที่ได้รับคำสั่งให้อพยพมูลค่ากว่า 200,000 ดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีการขโมยรางวัลเอ็มมี่ไปด้วย ซึ่งผู้ต้องหาบางคนจะถูกพิจารณาคดีพร้อมกล่าวย้ำว่า หากใครก็ตามฉวยโอกาสจากโศกนาฏกรรมนี้เพื่อเอาเปรียบเหยื่อไฟป่าเจ้าหน้าที่จะตามหาและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ซึ่งหลักฐานที่นำไปสู่การจับกุมคือกล้องวิดีโอตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะกล้องวิดีโอบริเวณหน้าประตูบ้านที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ ไฟป่าที่เริ่มขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว กำลังลุกลามในพื้นที่ลอสแอนเจลิสทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ มีผู้สูญหายอย่างน้อย 23 คน และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตน่าจะเพิ่มเขึ้นอีก ขณะที่ต้องอพยพผู้คนอีกหลายพันคน และมีอาคารกว่า 12,000 หลังถูกทำลาย และคาดว่าลมกระโชกแรงจากลมซานตาอานา ซึ่งเริ่มแรงขึ้นในวันจันทร์จะทำให้สถานการณ์ไฟป่าเลวร้ายลง โดยจากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าไฟป่าแอลเอครั้งนี้ น่าจะเป็นไฟป่าที่สร้างความเสียหายมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ.

ที่มา : Latimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟป่าแอลเอ

นายกฯ กรีนแลนด์เผย พร้อมทำงานกับสหรัฐฯ ในด้านการทหาร

นายกฯ กรีนแลนด์เผย พร้อมทำงานกับสหรัฐฯ ในด้านการทหาร

14 ม.ค. 2568 06:58 น.

นายกฯ กรีนแลนด์เผย พร้อมทำงานกับสหรัฐฯ ในด้านการทหาร

นายกฯ กรีนแลนด์เผย พร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ในด้านการทหารและสำรวจทรัพยากร แต่ย้ำว่า การใช้ที่ดินของกรีนแลนด์ ชาวกรีนแลนด์จะเป็นคนตัดสินใจเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย มุทเท อีเกอ นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. 2568 ว่า รัฐบาลของเขากำลังหาทางที่จะทำงานร่วมกับโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ในด้านการทหารและการสำรวจทรัพยากรแร่ธาตุในกรีนแลนด์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์กลับมาแสดงความสนใจอยากครอบครองเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ทหารและการกดดันทางเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงเป็นที่ตั้งของศูนย์อวกาศขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีแหล่งแร่ธาตุหายากขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก และอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินเรือจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากสำหรับอเมริกา

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีอีเกอออกมาประกาศว่า กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย พร้อมเน้นย้ำเรื่องความสำคัญในการเปิดเผยเพื่อความร่วมมือกับค้าขายกับทั่วโลก

ล่าสุดในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. 2568 นายอีเกอกล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก ว่า รัฐบาลของเขาพร้อมที่จะเริ่มการพูดคุยกับรัฐบาลของนายทรัมป์ที่กำลังจะรับตำแหน่ง แต่เขาย้ำว่า การใช้ที่ดินของกรีนแลนด์ เป็นเรื่องของกรีนแลนด์ ไม่ใช่ใครอื่น

“เป็นกรีนแลนด์ที่จะตัดสินใจว่า เราจะเห็นชอบเรื่องอะไร” นายอีเกอกล่าว

ขณะเดียวกัน นายลาร์ส ลอคเคอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์กก็พูดถึงเรื่องที่นายทรัมป์ให้ความสนใจเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง ที่งานแถลงข่าวในกรุงเยรูซาเลม โดยระบุว่า เขาไม่ต้องการมีข้อพิพาทกับนายทรัมป์ เขามีวิธีเฉพาะตัวในการพูดคำขอ และสิ่งที่เรากำลังทำคือการเข้าหารืออย่างละเอียดมากขึ้นกับว่าที่ประธานาธิบดีผู้นี้

“เราเห็นด้วยว่า อเมริกันมีความกังวลบางอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในมหาสมุทรอาร์กติก แบบเดียวกับที่เรามี” นายราสมุสเซนกล่าว และเสริมว่า เดนมาร์กพร้อมจะพูดคุยกับนายทรัมป์ เพื่อรับประกันผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของชาวอเมริกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไบเดนเสียใจเหยื่อไฟป่า LA พุ่ง 24 ศพ จนท.ลอสแอนเจลิสเตรียมพร้อมรับมือลมแรง

ไบเดนเสียใจเหยื่อไฟป่า LA พุ่ง 24 ศพ จนท.ลอสแอนเจลิสเตรียมพร้อมรับมือลมแรง

14 ม.ค. 2568 03:22 น.

ไบเดนเสียใจเหยื่อไฟป่า LA พุ่ง 24 ศพ จนท.ลอสแอนเจลิสเตรียมพร้อมรับมือลมแรง

ไฟป่า LA : โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตในเหตุไฟป่าที่ลอสแอนเจลิส ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งเตรียมการเพื่อรับมือลมแรง หวั่นจุดไฟป่าเพิ่มขึ้นอีก

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. 2568 นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่ารอบนครลอสแอนเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 24 ศพ โดยที่ยังเหลือไฟป่าขนาดใหญ่อีก 2 จุดที่นักดับเพลิงยังไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด

“เราปวดใจที่เราต้องสูญเสียดวงวิญญาณผู้บริสุทธิไปถึง 24 ดวง” ไบเดนกล่าว “จิลกับผมขอสวดภาวนาให้แก่พวกเขาและบุคคลผู้เป็นที่รักของพวกเขา”

ไบเดนบอกด้วยว่า เขาได้รับรายงานเกี่ยวกับความพยายามควบคุมไฟป่าในลอสแอนเจลิสอย่างต่อเนื่อง และเขาได้สั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายร้อยคน รวมถึงการสนับสนุนทั้งทางบกและทางอากาศ ไปยังรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว และทีมของเขาจะมีการตอบสนองทันทีต่อคำร้องขอความช่วยเหลือใดๆ

ทั้งนี้ สถานการณ์ในปัจจุบัน ไฟป่าอีตัน (Eaton Fire) ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 2 ครอบคลุมพื้นที่ 35,701 ไร่ ถูกควบคุมได้แล้ว 33% ขณะที่ไฟป่าเฮิร์สต์ (Hurst Fire) ซึ่งมีขนาดเล็กสุดที่ 2,020 ไร่ ถูกควบคุมได้แล้ว 95% แต่ไฟป่าแพลลิเสด (Palisades Fire) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 59,970 ไร่ ถูกควบคุมได้เพียง 14% เท่านั้น

น.ส.คาเรน แบส นายกเทศมนตรีลอสแอนเจลิสกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังมีการเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ลมแรงจะมาถึงตามการทำนายของพยากรณ์อากาศ ซึ่งคาดว่า ในวันอังคารลมแรงถึง 112 กม./ชม. พัดที่ภูเขาแถบเวนทูรา เคาน์ตี ซึ่งห่างจากไฟป่าแพลลิเสดราว 80 กม.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเชื่อว่า ไฟป่าแพลลิเสดกับอีตัน จะไม่เผชิญลมแรงขนาดนั้นแต่จะอยู่ที่ประมาณ 48 กม./ชม. กับลมกระโชกความเร็ว 80 กม./ชม.เท่านั้น และมีความมั่นใจว่าพวกเขาจะรับมือไหว แต่ลมแรงระดับ 112 กม./ชม. อาจจุดประกายให้เกิดไฟป่าแห่งใหม่ในภูมิภาคได้ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ

รถน้ำจำนวนมากเตรียมพร้อมใกล้จุดเกิดเหตุไฟป่าแพลลิเสด

ตอนนี้ยังมีประชาชนที่อยู่ภายใต้คำสั่งอพยพอีกมากกว่า 92,000 คน ขณะที่อีก 89,000 ได้รับคำเตือนให้อพยพ

นายโรเบิร์ต ลูนา นายอำเภอเขตลอสแอนเจลิส เคาน์ตี คาดการณ์ด้วยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายในพื้นที่ไฟป่าแพลลิเสดกับไฟป่าอีตันอีก 23 ราย

ด้านสำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส ประกาศระงับบริการคุ้มกันกลับบ้าน ซึ่งเป็นการพาประชาชนที่ต้องอพยพกลับไปยังบ้านของตัวเอง เพื่อตามหาสัตว์เลี้ยงหรือยาที่จำเป็น โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

ชุมชนในย่านแปซิฟิก แพลลิเสด ถูกไฟป่าเผาทำลายย่อยยับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นชี้ ยังไม่ต้องป้องกัน “นันไก ทรัฟ” เป็นพิเศษ หลังเกิดแผ่นดินไหว 6.9

ญี่ปุ่นชี้ ยังไม่ต้องป้องกัน “นันไก ทรัฟ” เป็นพิเศษ หลังเกิดแผ่นดินไหว 6.9

14 ม.ค. 2568 01:35 น.

ญี่ปุ่นชี้ ยังไม่ต้องป้องกัน “นันไก ทรัฟ” เป็นพิเศษ หลังเกิดแผ่นดินไหว 6.9

ทางการญี่ปุ่นยืนยัน ยังไม่ต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว “นันไก ทรัฟ” เป็นพิเศษ หลังเกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.9 นอกชายฝั่งคิวชู เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น (JMA) เปิดเผยว่า คณะผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบความเป็นไปได้ ที่จะมีความเชื่อมโยงระหว่างเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.9 แมกนิจูด ที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำวันเดียวกันนี้ กับแผ่นดินไหวใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณ “นันไก ทรัฟ” (Nankai Trough) ซึ่งเป็นร่องลึกใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ทางใต้ของญี่ปุ่นแล้ว

ทั้งนี้ นันไก ทรัฟ เป็นร่องลึกใต้มหาสมุทรแปซิฟิก มีความยาวตั้งแต่อ่าวสุรุกะ นอกชายฝั่งจังหวัดชิสุโอกะ ตอนกลางของประเทศ ไปจนถึงทะเลฮิวกะนาดะ นอกจังหวัดมิยาซากิ ทางตอนใต้ โดยคณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหวของรัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า มีโอกาส 70% ถึง 80% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8-9 แมกนิจูดที่จุดนี้ภายใน 30 ปีข้างหน้า

การประเมินล่าสุดของรัฐบาลระบุด้วยว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แผ่นดินไหวที่นันไก ทรัฟ อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 230,000 ศพ และทำลายอาคารบ้านเรือนกับสิ่งปลูกสร้างต่างๆ กว่า 2 ล้านหลัง

อย่างไรก็ตาม ในคืนวันจันทร์ JMA ก็ออกมาเปิดเผยว่า คณะผู้เชี่ยวชาญเสร็จสิ้นการประเมินแล้ว และได้ข้อสรุปว่า ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้าเป็นพิเศษ

ด้านนาย สึคาดะ ชินยะ เจ้าหน้าที่ของ JMA กล่าวว่า แผ่นไหวที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์สามารถเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวที่นันไก ทรัฟ และความรุนแรงของมันก็ไม่ได้มากพอจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกคำแนะนำพิเศษเพื่อป้องกันไว้ก่อน

แต่นายสึคาดะย้ำว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนักว่า แผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา และประชาชนควรเตรียมการในทุกๆ วันเพื่อรับมือแผ่นดินไหว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

สุดสลด หญิงดาลิตวัย 18 ในอินเดีย ถูกชาย 64 คนข่มขืนตลอด 5 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2835955

สุดสลด หญิงดาลิตวัย 18 ในอินเดีย ถูกชาย 64 คนข่มขืนตลอด 5 ปี

13 ม.ค. 2568 23:08 น.

สุดสลด หญิงดาลิตวัย 18 ในอินเดีย ถูกชาย 64 คนข่มขืนตลอด 5 ปี

หญิงวรรณะดาลิตในอินเดียถูกชาย 64 คนข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้วหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 13 ม.ค. 2568 ว่า หญิงวรรณะดาลิตวัย 18 ปีจากรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย กล่าวหาชาย 64 คนว่าทารุณกรรมทางเพศเธอมาตั้งแต่ 5 ปีก่อน หรือตอนที่เธอมีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

ตำรวจอินเดียจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับคดีนี้แล้ว 28 ราย มีอายุระหว่าง 17-47 ปี โดยมีทั้งเพื่อนบ้านของหญิงผู้เสียหาย, โค้ชกีฬา และเพื่อนของผู้เป็นบิดาของเธอ

ข่าวระบุว่า หญิงรายนี้แจ้งเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศให้เจ้าหน้าที่ฟัง หลังจากทีมที่ปรึกษาซึ่งทำงานภายใต้โครงการของรัฐบาล เดินทางไปเยี่ยมบ้านของเธอ

ตำรวจกำลังทำคดีนี้โดยแยกเป็น 18 คดีภายใต้กฎหมายอาชญากรรมต่างๆ ของอินเดีย รวมถึงกฎหมายป้องกันการก่ออาชญากรรมต่อผู้มีวรรณะต่ำกว่าและชนเผ่าต่างๆ ในอินเดีย และกฎหมายคุ้มครองเด็กจากการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากเหตุเกิดตั้งแต่ตอนผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์

ตำรวจระบุด้วยว่าอาจมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมภายในไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากตำรวจกำลังสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยมีการจัดตั้งทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 25 คนมารับผิดชอบทำคดี

ทั้งนี้ตามการเปิดเผยของตำรวจ การทารุณกรรมทางเพศเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้เสียหายยังเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 13 ปี โดยเพื่อนบ้านของเธอถูกกล่าวหาว่า ลวนลามและถ่ายภาพเธอในเชิงลามกอนาจาร และก่อเหตุซ้ำอีกครั้งตอนที่เธอมีอายุ 16 ปี โดยบันทึกวิดีโอขณะก่อเหตุ และแบ่งปันกับผู้กระทำผิดคนอื่นๆ ที่ลงมือก่อเหตุติดต่อกันหลายปี

ทนายความผู้เป็นประธานคณะกรรมการสวัสดิภาพเด็กท้องถิ่น บอกกับหนังสือพิมพ์ “อินเดียน เอ็กซ์เพรส” (Indian Express) ว่า หญิงผู้เสียหายเป็นนักกีฬาและเข้าค่ายฝึกซ้อมหลายครั้ง ซึ่งนี่อาจเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้กระทำผิดลงมือก่อเหตุเพิ่มเติม

ตำรวจระบุอีกว่า ผู้เสียหายระบุว่าเธอถูกรุมโทรมข่มขืน 3 ครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยผู้กระทำผิดใช้โทรศัพท์พ่อของเธอในการติดต่อเธอ และผู้เสียหายบันทึกเบอร์ติดต่อกับคนกลุ่มนี้เอาไว้ในโทรศัพท์ ซึ่งตอนนี้ตำรวจกำลังใช้โทรศัพท์เครื่องนี้ในการตามรอยผู้ก่อเหตุ

ด้านครอบครัวของผู้เสียหายดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลย และเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยออกมาหลังจากทีมที่ปรึกษาของรัฐบาลเดินทางไปเยี่ยมบ้านของเธอเมื่อเดือนธันวาคม ก่อนที่พวกเขาจะติดต่อกับคณะกรรมการสวัสดิภาพเด็ก ซึ่งหญิงผู้เสียหายถูกขอให้ไปปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการพร้อมกับแม่ของเธอ

“เธอได้รับการปรึกษาและเปิดใจต่อหน้านักจิตวิทยา บรรยายเรื่องการทารุณกรรมทางเพศที่เธอต้องเผชิญตั้งแต่อายุ 13” ประธานคณะกรรมการสวัสดิภาพเด็กบอกกับ อินเดียน เอ็กซ์เพรส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc