อะไรอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง-ปล่อยตัวประกัน อิสราเอลฮามาส

อะไรอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง-ปล่อยตัวประกัน อิสราเอลฮามาส

15 ม.ค. 2568 08:45 น.

อะไรอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง-ปล่อยตัวประกัน อิสราเอลฮามาส

  • ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวมากมายว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ จุดประกายความหวังที่จะยุติสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินมานานถึง 15 เดือน
  • จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา การหยุดยิงจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ซึ่งกลุ่มฮามาสจะทยอยปล่อยตัวประกัน และกับนักโทษที่ฝ่ายอิสราเอลจับตัวเอาไว้ และส่งชาวบ้านกลับคืนถิ่นฐาน
  • จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงหลังสงครามผ่านพ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีการถกเถียงกันอย่างหนัก อิสราเอลควบคุมด้านความมั่นคงในกาซา แต่สหรัฐฯ ยืนยันว่า ปาเลสไตน์ควรเป็นผู้บริหารดินแดนแห่งนี้

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสใกล้จะเกิดขึ้นเต็มทนแล้ว โดยทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในขั้นสุดท้ายของการหารือกันผ่านตัวกลางเรื่องเงื่อนไข เพื่อยุติการโจมตีฉนวนกาซาที่ดำเนินมานานถึง 15 เดือน และมีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน

เจ้าหน้าที่ของทั้งอาหรับ, สหรัฐฯ และอิสราเอล บอกกับ บีบีซี และ ซีบีเอส นิวส์ ว่า ทั้งสองเห็นชอบเรื่องหลักการของข้อตกลงหยุดยิงแล้ว และหากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี การเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

คำถามที่ตามมาคือ หลังจากบรรลุข้อตกลงแล้ว การหยุดยิงจะดำเนินไปในรูปแบบใด เงื่อนไขอะไรบ้างที่อยู่ในข้อตกลง ตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ และอิสราเอลจะถอนทหารทั้งหมดหรือเปล่า?

อะไรอยู่ในข้อตกลง?

ความท้าทายใหญ่ที่สุดในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้คือ เรื่องอนาคตของกาซาหลังสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ข้อตกลงนี้จะยุติการโจมตีของอิสราเอลในกาซาทันทีที่บังคับใช้ ตามด้วยการปล่อยตัวประกันครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566

กลุ่มฮามาสลักพาตัวชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติไปรวม 251 คน ในการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 และปัจจุบันยังคงมีตัวประกันที่อยู่ในมือของพวกเขาอีก 94 คน แต่ฝ่ายอิสราเอลเชื่อว่า มีเพียง 60 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่

ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลคาดว่าจะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนราว 1,000 คน โดยหลายคนถูกจำคุกมานานหลายปี เพื่อแลกกับตัวประกัน

ด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับฮามาส เผยว่า ข้อตกลงนี้ จะหยุดการต่อสู้ มอบความมั่นคงให้อิสราเอล และเปิดช่องสำหรับการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชาวปาเลสไตน์ที่ต้องทนทุกข์กับสงครามมานาน โดยไบเดนไม่ลืมย้ำว่า ฮามาสเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

หยุดยิง 3 เฟส

คาดกันว่าการหยุดยิงจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส หรือ 3 ช่วง ซึ่งรายละเอียดกำลังอยู่ระหว่างการหารือขั้นสุดท้าย และจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบในข้อตกลง เงื่อนไขต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

เฟสที่ 1 เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์บอกกับ บีบีซี ว่า ในช่วงนี้ตัวประกัน 34 คน ซึ่งคาดว่าเป็นพลเรือนทั้งหมด จะถูกส่งตัวคืนสู่อิสราเอล และกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ โดยมีตัวประกัน 3 คนจะได้รับการปล่อยตัวในทันที ส่วนที่เหลือจะเป็นการแลกเปลี่ยนตลอดช่วง 6 สัปดาห์

ระหว่างนี้ ทหารอิสราเอลจะเริ่มถอนกำลังออกจากเขตที่อยู่อาศัยในฉนวนกาซา เมื่อการหยุดยิงเฟสที่ 1 เข้าสู่วันที่ 16 อิสราเอลกับฮามาสจะกลับมานั่งโต๊ะเจรจาอีกครั้ง เพื่อหารือเรื่องการหยุดยิงเฟสที่ 2 กับ 3

เฟสที่ 2 ตัวประกันที่เหลืออยู่ทั้งหมด ซึ่งเป็นทหารและกำลังสำรองของอิสราเอล จะได้รับการปล่อยตัว แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง

ในหมู่นักโทษกว่า 1,000 คนที่อิสราเอลเลือกมาเพื่อแลกเปลี่ยนกับตัวประกัน มี 190 คนที่กำลังรับโทษจำคุก 15 ปีหรือนานกว่านั้น แต่อิสราเอลยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ปล่อยตัวนักโทษที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาฆาตกรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566

ระหว่างเฟสที่ 2 อิสราเอลจะอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์นับล้านคนที่ต้องอพยพลงมาอยู่ตอนใต้ของฉนวนกาซา กลับคืนสู่ถิ่นฐานในภาคเหนือ

เฟสที่ 3 จะประกาศไปด้วยการฟื้นฟูกาซาขึ้นมาใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลานานหลายปี ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลยืนยันว่า พวกเขาคงกำลังทหารไว้ในเขตกันชน หรือเขตความมั่นคงในกาซาตลอดช่วงหยุดยิง

แผนการหลังสงครามผ่านพ้นเป็นอย่างไร?

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ พูดถึงแผนการหลังสงครามของกาซาในวันอังคาร ซึ่งรวมถึงเรื่องการสร้างใหม่และการบริหาร เขาต้องการให้องค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PA) ที่ควบคุมเขตเวสต์แบงก์อยู่ตอนนี้ เชิญนานาชาติเข้ามาสร้างและบริหารรัฐบาลชั่วคราวหลังข้อตกลงหยุดยิงหมดลง

หน่วยงานบริหารกาซาควรดำเนินงานโดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหประชาชาติ ที่เข้ามาดูแลด้านการสร้างเสถียรภาพและการฟื้นฟูกาซา นายบลิงเคนระบุ นอกจากนั้น เขายังต้องการให้ประชาคมนานาชาติและชาติอาหรับ เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคง และกำกับดูแลการส่งความช่วยเหลือ โดยอาจส่งทหารเข้ามาประจำการในกาซา

ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะยืนกรานว่า พวกเขาต้องการเป็นผู้ควบคุมด้านความมั่นคงของกาซาหลังการต่อสู้จบลง แต่ประชาคมนานาชาติเชื่อว่า กาซาควรบริหารโดยชาวปาเลสไตน์

และนายบลิงเคนก็พูดอย่างชัดเจนว่า “ชาวปาเลสไตน์จำเป็นและคู่ควรที่จะสามารถตัดสินใจทางการเมืองด้วยตัวเองได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และอิสราเอลต้องละทิ้งความเชื่อที่ว่า อิสราเอลสามารถรักษาสถานะควบรวมดินแดนโดยพฤตินัยแบบนี้ได้ต่อไป”

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

กว่าการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับฮามาสจะมาถึงจุดนี้นั้นไม่ง่าย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อใจกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงจะหยุดการต่อสู้ได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า สงครามจะจบลงอย่างถาวรหรือไม่

หนึ่งในเป้าหมายหลักของอิสราเอลในการทำสงครามในกาซาคือ การทำลายกลุ่มฮามาสและขีดความสามารถในการบริหารของพวกเขาให้สิ้นซาก แต่ถึงแม้ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยิวจะสร้างความเสียหายให้ฮามาสอย่างหนัก แต่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ก็ยังเหลือขีดความสามารถในการบริหารและฟื้นฟูกลุ่มกลับมาอยู่บ้าง

นอกจากนั้น ยังไม่ชัดเจนด้วยว่า ตัวประกันในมือของฮามาสเป็นหรือตายกี่คน และฮามาสรู้ที่อยู่ของตัวประกันครบทุกคนหรือไม่ ในขณะที่ฮามาสก็เรียกร้องให้อิสราเอลปล่อยตัวประกันคำสั่งที่รัฐบาลยิวบอกว่าจะไม่ปล่อยตัว รวมถึงผู้มีส่วนร่วมในการโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566

อิสราเอลบอกว่าจะคงกำลังทหารอยู่ในเขตกันชนตลอดช่วงเวลาของข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าหลังจากนั้น พวกเขาจะถอนทหารออกไปหรือไม่

และอย่างสุดท้าย การหยุดยิงใดๆ ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสนั้นมักจะเปราะบางเสมอ ในอดีตทั้งสองฝ่ายเคยต่อสู้กันมาหลายครั้ง หยุดยิงกันมาหลายครั้ง และทุกครั้งระหว่างหยุดยิงก็ยังมีการปะทะกันประปราย จนสุดท้ายการหยุดยิงก็พังทลาย การหยุดยิงครั้งนี้ จะแตกต่างออกไปหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbc , newarab

ผลพวงจากไฟป่า แม้ไฟดับแต่ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

ผลพวงจากไฟป่า แม้ไฟดับแต่ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

15 ม.ค. 2568 08:00 น.

ผลพวงจากไฟป่า แม้ไฟดับแต่ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

  • ไฟป่าแอลเอที่ยังคงลุกไหม้เผาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลแล้ว ยังสร้างปัญหาด้านสุขภาพในระยะยาวแบบประเมินมูลค่าไม่ได้อีกด้วย
  • ไฟป่าที่รุนแรง ย่อมทำให้เกิดการสะสมของมลพิษ โดยเฉพาะฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่แทรกซึมในอากาศที่เราหายใจ ทั้งฝุ่นละออง PM10 ที่สามารถเข้าสู่ปอดได้ลึกและก่อให้เกิดมะเร็งและโรคหัวใจ และ PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 4 เท่า สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและไปถึงเกือบทุกเนื้อเยื่อในร่างกาย
  • ทุกปี มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100,000 คนจากการสูดดม PM2.5 ที่เกิดจากไฟป่า โดยผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ยากจน เช่น อเมริกากลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาใต้

ไฟป่าแอลเอที่ยังคงลุกไหม้เผาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลแล้ว ยังสร้างปัญหาด้านสุขภาพในระยะยาวแบบประเมินมูลค่าไม่ได้อีกด้วย

ไฟป่าที่รุนแรง ย่อมทำให้เกิดการสะสมของมลพิษ โดยเฉพาะฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่แทรกซึมในอากาศที่เราหายใจ ทั้งฝุ่นละออง PM10 ที่สามารถเข้าสู่ปอดได้ลึกและก่อให้เกิดมะเร็งและโรคหัวใจ และ PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 4 เท่า สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและไปถึงเกือบทุกเนื้อเยื่อในร่างกาย

ทุกปี มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100,000 คนจากการสูดดม PM2.5 ที่เกิดจากไฟป่า โดยผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ยากจนกว่า เช่น อเมริกากลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาใต้

ภัยร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์

ผลกระทบของไฟป่าต่อชีวิตมนุษย์จะอยู่ยาวนานแม้ว่าไฟจะดับไปแล้ว โดยระหว่างปี 2000 ถึง 2023 มีผู้เสียชีวิตจากไฟป่าทั่วโลกประมาณ 1,890 คน ทั้งในยุโรปตอนใต้ อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย

ในแคลิฟอร์เนียเอง ควันไฟที่ปกคลุมอากาศจะเป็นตัวทำลายสุขภาพมนุษย์มากที่สุด จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ระหว่างปี 2008 ถึง 2018 มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในรัฐนี้ประมาณ 55,000 รายเนื่องจาก PM2.5 จากไฟป่า ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่มากกว่าการเกิดอุบัติเหตุบนถนน และเสี่ยงมากกว่าการฆาตกรรม

โดยเขม่าควันไฟปริมาณมากสามารถแผ่ขยายไปทั่วโลก อย่างชาวสิงคโปร์สูดซากป่าของอินโดนีเซีย ขณะที่ชาวนิวยอร์กมองเห็นแสงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยฝุ่นจากไฟป่าในป่าโบราณของแคนาดา และในเดลี เมืองใหญ่ที่มีประชากร 33 ล้านคน ถูกปกคลุมด้วยควันจากการเผาทุ่งนาข้าวในทุกฤดูเก็บเกี่ยว

ผลกระทบของไฟป่าต่อสุขภาพจิต

ดร.โจตี มิศรา รองผู้อำนวยการสภาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากไฟป่ามีแนวโน้มที่จะเกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า และความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ในชุมชนที่ไม่ได้รับผลกระทบ

โดยผลกระทบในระยะสั้น จะทำให้ผู้คนที่ประสบเหตุรู้สึกเครียด โกรธ เศร้า ช็อก ซึมเศร้า และหงุดหงิด บางคนอาจเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือมีฝันร้าย และบางคนอาจพึ่งพายาเสพติดหรือแอลกอฮอล์เพื่อเยียวยาตนเอง

ส่วนในระยะยาว อาจะเกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และบาดแผลทางจิตใจสามารถส่งผลต่อผู้คนมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยมีปัญหาสุขภาพจิตมาก่อนก็ตาม งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า PTSD อาจคงอยู่นานถึงสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นทศวรรษหลังจากไฟป่าโดยอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังจากไฟป่าผ่านพ้นไปเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี

ดร.หยาง หลิว ประธานแผนกสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยเอโมรี กล่าวว่า ควันไฟเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต โดยงานวิจัยของเขาในปี 2024 แสดงความเชื่อมโยงระหว่างการเข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินสำหรับโรควิตกกังวลกับการสัมผัสควันไฟป่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง เด็กผู้หญิง และผู้สูงอายุ เพราะการสูดดมควันจำนวนมากอาจกระตุ้นโรควิตกกังวลได้ ยิ่งระดับคุณภาพอากาศของลอสแอนเจลิสสูงกว่ามาตรฐานระดับชาติ 10 ถึง 20 เท่า ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปกป้องตัวเองจากควันพิษเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การดูแลสุขภาพจิตและกาย

หลิวแนะนำให้ผู้คนป้องกันตัวเองโดยการหลีกเลี่ยงควันไฟ เช่น ปิดหน้าต่าง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA ในบ้านหากมี

ขณะที่เด็ก ๆ ควรได้รับการปกป้องเช่นกัน โดยดร.ซาบรินา เรนเทอเรีย จากศูนย์การแพทย์ ซีดาร์ -ซีไนกล่าวว่า การเปิดอกพูดคุยกับเด็กและช่วยพวกเขาจัดการกับอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยพ่อแม่ต้องดูแลตัวเอง เพราะเด็กมักเลียนแบบการตอบสนองของผู้ใหญ่ การทำกิจกรรมง่าย ๆ เช่น การฟังเพลง การฝึกหายใจลึก หรือการทำสมาธิสามารถช่วยลดความเครียดได้ และหากมีอาการผิดปกติควรไปปรึกษาจิตแพทย์

การเยียวยาทางจิตใจและชุมชน

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนหรือพูดคุยกับผู้อื่นที่มีประสบการณ์คล้ายกันสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจได้ มิศราย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อสร้างการเยียวยาอย่างร่วมกัน เพราะเหตุไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่ไฟป่าอาจเกิดขึ้นกับประชาชนในทุกพื้นที่

มุมมองต่ออนาคต

ถึงแม้พื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ทุกปีจะลดลง 27% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดจากมนุษย์จะเพิ่มความรุนแรงให้วงจรของฤดูแล้งและฤดูฝน และกลายเป็นเชื้อเพลิงเมื่อเกิดภัยแล้ง

การหยุดยั้งภัยพิบัติเหล่านี้คงไม่สามารถทำได้ในเร็ววัน และผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคปอดและโรคหัวใจ จะอยู่ไปอีกหลายทศวรรษ ขณะที่ความเสียหายต่อบรรยากาศโลกยิ่งต้องใช้เวลาหลายศตวรรษในการฟื้นฟู.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : CNN , channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รายงานพิเศษ

เหตุคนงานติดเหมืองเก่าแอฟริกาใต้ ช่วยได้แล้ว 92 คน พบอีก 60 ศพ

เหตุคนงานติดเหมืองเก่าแอฟริกาใต้ ช่วยได้แล้ว 92 คน พบอีก 60 ศพ

15 ม.ค. 2568 04:50 น.

เหตุคนงานติดเหมืองเก่าแอฟริกาใต้ ช่วยได้แล้ว 92 คน พบอีก 60 ศพ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยคนงานเหมือนที่ติดอยู่ในเหมืองทองเก่ามานานหลายเดือน กลับขึ้นมาได้อีกเกือบร้อยคน และนำร่างผู้เสียชีวิตกลับขึ้นมาได้อีก 60 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยของแอฟริกาใต้ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในเหมืองทองเก่า “บัฟเฟลส์ฟอนเทน” (Buffelsfontein) กลับขึ้นมาบนผิวโลกได้อีก 92 คน ในช่วงวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา (13-14 ม.ค. 2568) และนำร่างผู้เสียชีวิตกลับขึ้นมาได้อีกอย่างน้อย 60 ศพ แต่เชื่อว่ายังมีคนงานอีกหลายร้อยคนติดอยู่ในเหมืองแห่งนี้

การช่วยเหลือคนงานเหมืองกลุ่มนี้กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างหนัก โดยในตอนแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 รัฐบาลประกาศจะไม่ช่วยเหลือเนื่องจากเป็นผู้ที่มาทำเหมืองอย่างผิดกฎหมาย และว่าพวกเขาสามารถกลับขึ้นมาได้เอง แต่ที่ไม่ทำเพราะกลัวถูกจับ ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้ตัดการส่งน้ำและอาหารลงไป เพื่อให้คนงานเหล่านี้กลับขึ้นมาเอง

แต่กลุ่มสิทธิและนักเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์แผนการของเจ้าหน้าที่อย่างหนัก และเกิดการเผชิญหน้าตึงเครียดระหว่างตำรวจ, คนงานเหมือง และสมาชิกชุมชนท้องถิ่น ก่อนที่กลุ่มสิทธิจะชนะคดีในศาลบังคับให้เจ้าหน้าที่ส่งน้ำ อาหาร และยา ลงไปให้คนงานเหมือง อย่างไรก็ตาม เสบียงที่ถูกส่งไปไม่เพียงพอ และเชื่อว่ามีคนงานอดตายมากกว่า 100 คน

นอกจากนั้น คนงานเหมืองยังไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้เอง เนื่องจากช่องเหมืองชันเกินไป ส่วนระบบเชือกรอกที่พวกเขาใช้เพื่อเข้าไปในเหมืองก็ถูกถอดออกไปแล้ว

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์จนกระทั่งชุมชนท้องถิ่นเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือของพวกเขาเองเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ม.ค. ก่อนที่ปฏิบัติการอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งที่ปฏิบัติการควรเริ่มตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว

ในวันอังคาร ชาวบ้านและครอบครัวของคนงานเหมืองจำนวนมากมารวมตัวกันที่เหมือง ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองสติลฟอนเทน (Stilfontein) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครโยฮันเนสเบิร์ก บางคนถือป้ายประณามการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ผู้รอดชีวิตบางคนถูกตำรวจจับใส่กุญแจมือและเดินเรียงแถวจากไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

รมว.คลัง UK ลาออก โดนโยงคดีทุจริตของอดีตนายกฯ บังกลาเทศ

รมว.คลัง UK ลาออก โดนโยงคดีทุจริตของอดีตนายกฯ บังกลาเทศ

15 ม.ค. 2568 03:42 น.

รมว.คลัง UK ลาออก โดนโยงคดีทุจริตของอดีตนายกฯ บังกลาเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักร ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนัก หลังเธอถูกโยงเข้ากับการสืบสวนคดีคอร์รัปชันของอดีตผู้นำบังกลาเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.ทิวลิป ซิดดิก อายั 42 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักร (UK) ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ในวันอังคารที่ 14 ม.ค. 2568 หลังจากถูกตั้งคำถามมานานหลายสัปดาห์ เรื่องความสัมพันธ์ทางการระหว่างเธอกับ เชค ฮาซีนา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ และเป็นป้าของเธอ

น.ส.ซิดดิกยืนยันว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ระบุในจดหมายลาออกที่ส่งถึงนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี UK ว่า เธอตัดสินใจลาออกเพราะมันชัดเจ้นว่า การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการคลังต่อไป จะทำให้การทำงานของรัฐบาลต้องไขว้เขว

ด้านเซอร์ ลอรี แม็กนัส ที่ปรึกษาด้านจริยธรรมของรัฐบาล ก็ส่งจดหมายถึงนายสตาร์เมอร์ เช่นกัน โดยระบุว่า น.ส.ซิดดิกไม่ได้ละเมิดจรรยาบรรณของรัฐมนตรี แต่ที่น่าเสียใจก็คือ เธอควรระมัดระวังเรื่องผลกระทบต่อชื่อเสียงของเธอ จากความสัมพันธ์ทางครอบครัวอันใกล้ชิดกับอดีตผู้นำบังกลาเทศมากกว่านี้

ทั้งนี้ เชค ฮาซีนา ผู้ปกครองบังกลาเทศมาตั้งแต่ปี 2552 จนกระทั่งถูกโค่นอำนาจและต้องหนีออกนอกประเทศในเดือนสิงหาคม 2567 กำลังถูกสืบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยคดีทุจริตและฟอกเงิน โดยนางฮาซินากับพรรคของเธอปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ต่อมาในเดือนธันวาคม น.ส.ซิดดิก ก็มีชื่ออยู่ในการสืบสวนของบังกลาเทศ โดยพวกเขาต้องการรู้ว่า ครอบครัวของเธอมีส่วนในการยักยอกเงินทุนสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในบังกลาเทศหรือไม่

ในคดีดังกล่าว คณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชันของบังกลาเทศกล่าวหาว่า มีความผิดปกติทางการเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการทำสัญญาก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มูลค่า 12,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อว่านางฮาซินากับ น.ส.ซิดดิก อาจได้รับผลประโยชน์

นอกจากนั้น น.ส.ซิดดิกยังถูกสงสัยเรื่องการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักร ที่อาจเชื่อมโยงกับนางฮาซินาและผู้สนับสนุนของเธอ

ข่าวระบุว่า น.ส.ซิดดิกอาศัยอยู่ที่แฟลตแห่งหนึ่งในย่านลอนดอนเหนือ ซึ่งครอบครัวของเธอได้รับมาจากนายโมอิน กานี ทนายความของรัฐบาลนางฮาซินา ในปี 2552 เธอยังได้รับอสังหาริมทรัพย์อีกแห่งในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2547 จากนักพัฒนาคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคสันนิบาตอาวามิ (Awami League) พรรคการเมืองของนางฮาซีนา

อนึ่ง น.ส.ซิดดิกเป็นรัฐมนตรีคนที่ 2 ในรัฐบาลของนายสตาร์เมอร์ที่ตัดสินใจลาออกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตามหลัง น.ส.ลูอีส เฮก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเธอยอมรับว่า ก่อนจะได้เข้าสู่รัฐบาล เธอเคยกระทำผิดคดีอาญาลหุโทษ จากการแจ้งความเท็จว่าโทรศัพท์หาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

เจ้าหญิงเคทโล่งใจ โรคมะเร็ง “สงบ” แล้ว มุ่งเน้นพักฟื้นร่างกาย

เจ้าหญิงเคทโล่งใจ โรคมะเร็ง “สงบ” แล้ว มุ่งเน้นพักฟื้นร่างกาย

15 ม.ค. 2568 02:05 น.

เจ้าหญิงเคทโล่งใจ โรคมะเร็ง “สงบ” แล้ว มุ่งเน้นพักฟื้นร่างกาย

เจ้าหญิงเคทยืนยัน โรคมะเร็งของพระองค์อยู่ในภาวะสงบแล้ว พร้อมให้กำลังใจผู้ป่วยคนอื่นๆ ว่ามีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสมอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 14 ม.ค. 2568 แคเทอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ยืนยันเป็นครั้งแรกว่า โรคมะเร็งของพระองค์อยู่ในภาวะ “สงบ” หรือ “remission” ซึ่งหมายความว่าตรวจไม่พบสัญญาณมะเร็งแล้ว

เจ้าหญิงเคทระบุในข้อความที่โพสต์ลงบนโลกออนไลน์ว่า พระองค์รู้สึกโล่งใจและว่าพระองค์ยังคงมุ่งเน้นการพักฟื้นร่างกายต่อไป “ใครก็ตามที่เคยมีประสบการณ์ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งจะรู้ว่า มันต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับความปกติแบบใหม่ และฉันกำลังตั้งตารอปีแห่งความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า”

เจ้าหญิงเคทเปิดเผยเรื่องดังกล่าวหลังจากพระองค์กลับไปเยือนโรงพยาบาล รอยัล มาร์สเดน (Royal Marsden) ที่พระองค์เคยรับการรักษาโรคมะเร็งมาก่อนหน้านี้อีกครั้ง โดยพระองค์ได้พบผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นๆ และพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมกับให้กำลังใจพวกเขาว่า จะมีแสงสว่างรออยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน เจ้าหญิงเคทบอกเพียงว่า พระองค์เสร็จสิ้นการรักษาด้วยวิธีคีโมบำบัดแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าตรวจไม่พบเซลล์มะเร็งแล้วหรือไม่

องค์กรการกุศล “Cancer Research UK” ระบุว่า แพทย์มักใช้คำว่าโรคสงบ หรือ remission กับผู้ป่วยมะเร็งโดยไม่ใช้คำว่ารักษาหาย (cure) เนื่องจากไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า ยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ในร่างกายคนไข้ หรือมะเร็งจะกลับมาอีกหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาล รธน.เกาหลีใต้ ไต่สวนคดีถอดถอน ปธน.นัดแรก จบในเวลาแค่ 4 นาที

ศาล รธน.เกาหลีใต้ ไต่สวนคดีถอดถอน ปธน.นัดแรก จบในเวลาแค่ 4 นาที

14 ม.ค. 2568 23:20 น.

ศาล รธน.เกาหลีใต้ ไต่สวนคดีถอดถอน ปธน.นัดแรก จบในเวลาแค่ 4 นาที

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ เริ่มการไต่สวนคดีถอดถอนประธานาธิบดีแล้ว โดยการไต่สวนนัดแรกจบลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนายยุน ซอกยอล ไม่มาขึ้นศาล

เมื่อวันอังคารที่ 14 ม.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญแห่งเกาหลีใต้เกิดการไต่สวนนัดแรก จากทั้งหมด 5 นัด ในคดีถอดถอนประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล จากกรณีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอย่างไม่ถูกต้อง จนเกิดความวุ่นวายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีจบลงภายในเวลาเพียง 4 นาที ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป เนื่องจากนายยุนไม่ยอมเดินทางมาให้การในชั้นศาลด้วยตัวเอง อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังจากก่อนหน้านี้ทีมสอบสวนพยายามบุกที่พักประธานาธิบดีเข้าจับกุมตัวเขาตามหมายจับข้อหาก่อกบฏ แต่ไม่สำเร็จ

การไต่สวนครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 16 ม.ค. ซึ่งนายมุน ฮยอง-แบ รักษาการตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งเกาหลีใต้ กล่าวว่า ศาลจะเริ่มกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องได้เลย ไม่ว่านายยุนจะมาปรากฏตัวหรือไม่ก็ตาม

นายมุนระบุด้วยว่า ศาลได้ปฏิเสธคำร้องของนายยุน ที่ขอให้ถอดถอนนาง ชอง คเย-ซอน (Chung Kye-sun) ผู้พิพากษา 1 ใน 8 คนออกจากการพิจารณาคดีด้วย โดยทีมทนายความของนายยุนอ้างว่านางชองเคยเป็นผู้นำสมาคมวิจัยกฎหมายก้าวหน้า ทำให้อาจเกิดความไม่ยุติธรรมในการตัดสินคดี

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ศาลรัฐธรรมนูญมีเวลา 180 วันในการตัดสินใจว่า จะถอดถอนนายยุนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีตามมติของสภาสมัชชาแห่งชาติหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินให้ถอดถอน เกาหลีใต้จะต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ภายใน 60 วัน แต่ถ้าไม่ให้ถอดถอน นายยุนจะกลับเข้าทำงานได้ทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhub

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวจีนขี่เจ็ตสกีชนกันที่ภูเก็ต ตาย 1 เจ็บ 1

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวจีนขี่เจ็ตสกีชนกันที่ภูเก็ต ตาย 1 เจ็บ 1

14 ม.ค. 2568 22:29 น.

สื่อนอกตีข่าว นักท่องเที่ยวจีนขี่เจ็ตสกีชนกันที่ภูเก็ต ตาย 1 เจ็บ 1

นักท่องเที่ยวชาวจีนขี่เจ็ตสกีชนกันที่ภูเก็ต จนมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

สำนักข่าว ซีซีทีวี ของจีน รายงานอ้างการเปิดเผยของสถานทูตจีนในประเทศไทยว่า เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชายชาวจีน 2 คนเช่าเจ็ตสกีมาขับขี่ที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ทางใต้ของไทย ในวันอังคารที่ 14 ม.ค. 2568 ก่อนที่เจ็ตสกีของทั้งคู่จะเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้รายหนึ่งเสียชีวิต และอีกรายได้รับบาดเจ็บ

ข่าวระบุว่า ชายทั้งสองคนมาจากมณฑลเหอหนานของจีน โดยอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 13.45 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งทั้งคู่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่หนึ่งในนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนหญิงสาวที่มาด้วยกันและเช่าเจ็ตสกีลำที่ 3 ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ซีซีทีวีระบุว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นี่นับเป็นอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นบริเวณ จ.ภูเก็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ม.ค.) เรือใบชนิดลำเรือคู่ หรือเรือคาตามารัน ซึ่งบรรทุกชาวจีน 33 คน กับลูกเรืออีก 5 คน ล่มในทะเลนอกชายฝั่งเกาะราชา ทางเหนือของ จ.ภูเก็ต แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเลือกเดินทางไป โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งใกล้เทศกาลตรุษจีน โดยเมื่อปีก่อน ชาวจีนครองอัตราส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ที่ 6.7 ล้านคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สามสิ่งที่อาจทำให้ข้อตกลงหยุดยิงในกาซามีแนวโน้มเป็นไปได้

สามสิ่งที่อาจทำให้ข้อตกลงหยุดยิงในกาซามีแนวโน้มเป็นไปได้

14 ม.ค. 2568 15:13 น.

สามสิ่งที่อาจทำให้ข้อตกลงหยุดยิงในกาซามีแนวโน้มเป็นไปได้

  • คณะเจรจาได้ร่วมหารือกันที่กรุงโดฮาของกาตาร์ เพื่อสรุปรายละเอียดแผนการยุติสงครามในกาซา หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯเผยว่า ข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันที่เขาสนับสนุนใกล้จะบังเกิดผลแล้ว
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อข้อตกลงนี้ คือการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป รวมถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู จากหน่วยงานทหารของอิสราเอลเอง และความอ่อนแอลงของกลุ่มพันธมิตรฮามาสในกลุ่มกองกำลังผสมที่ใช้ชื่อว่า Axis of Resistance หรือ “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” ของอิหร่าน
  • เจ้าหน้าที่อิสราเอลซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงที่เสนอดังกล่าว ระบุว่าในระยะแรก ตัวประกัน 33 คนจะถูกปล่อยตัว ซึ่งรวมถึงเด็ก ผู้หญิง ซึ่งบางคนเป็นทหารหญิง ผู้ชายอายุเกิน 50 ปี และผู้บาดเจ็บและป่วย

โครงร่างของข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันในฉนวนกาซา ซึ่งขณะนี้กำลังมีการหารือกันระหว่างอิสราเอลและฮามาสในการเจรจาทางอ้อมที่กรุงโดฮา อยู่บนโต๊ะเจรจามาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แล้วทำไมจึงมีความคาดหวังว่าข้อตกลงนี้จะได้ผล หลังจากที่ถูกระงับไว้ในช่วงการเกิดสงครามนานถึงแปดเดือน?

มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป ทั้งทางการเมืองและในทางปฏิบัติ

สิ่งแรกคือการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป

เขาขู่ว่าสถานการณ์ “จะเผชิญความยุ่งเหยิง” หากตัวประกันไม่ได้รับการปล่อยตัวก่อนเขาเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมนี้

กลุ่มฮามาสอาจตีความว่า นั่นเป็นสัญญาณว่าแม้แต่เบรกที่อยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโจ ไบเดน ใช้เพื่อพยายามควบคุมรัฐบาลอิสราเอลก็จะถูกยกเลิก แม้ว่าจะนึกภาพไม่ออกว่าสิ่งนี้มีความหมายว่าอย่างไร สำหรับดินแดนที่ถูกทำลายจากสงครามนานถึง 15 เดือนแล้วก็ตาม

อิสราเอลเองก็รู้สึกกดดันจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ที่ต้องการให้ยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา ซึ่งคุกคามความหวังของทรัมป์ที่จะบรรลุข้อตกลงระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น และภาพลักษณ์ที่ทรัมป์ต้องการในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ยุติสงคราม

ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยังคงเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรฝ่ายขวาจัดในกลุ่มแนวร่วมของเขาให้ทำสงครามต่อไป

แต่ทรัมป์อาจเป็นเครื่องมือสำหรับเขาในการโน้มน้าวพันธมิตรของเขาให้ยอมรับข้อตกลงและอยู่ในรัฐบาลต่อไป ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่และบุคคลที่เขาเลือกเป็นเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถูกมองว่าสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งนายเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง จากฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล กล่าวว่าเขาต้องการผนวกเข้ากับอิสราเอล

แต่หลังจากการประชุมกับนายกรัฐมนตรีเมื่อคืนที่ผ่านมา นายสโมทริชดูเหมือนจะไม่มั่นใจ โดยระบุบนโซเชียลมีเดียว่าข้อตกลงปัจจุบันเป็น “หายนะ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล และเขาจะไม่สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คนบางกลุ่มในอิสราเอลเชื่อว่าทั้งนายสโมทริช และนายอิทามาร์ เบน-กเวอร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรฝ่ายขวาจัด มองว่าบทบาทปัจจุบันของพวกเขาในรัฐบาลอิสราเอล เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะรักษาการควบคุมเขตเวสต์แบงก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรัมป์กลับมาทำงานที่ทำเนียบขาว และพวกเขาไม่น่าจะทำตามคำขู่ว่าจะถอนตัว

สิ่งที่สองที่เปลี่ยนไปคือ แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อนายเนทันยาฮูจากหน่วยงานทหารของอิสราเอลเอง

มีรายงานว่าบุคคลสำคัญหลายคน กล่าวท้าทายเนทันยาหลายครั้งเกี่ยวกับเป้าหมายทางทหารที่ลดน้อยลงในการทำสงครามต่อไป หลังจากการสังหารผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาส และการทำลายล้างฉนวนกาซา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทหารอิสราเอล 10 นายถูกสังหารในฉนวนกาซา ทำให้อิสราเอลต้องตระหนักถึงต้นทุนของสงคราม และคำถามที่ไม่มีวันสิ้นสุดว่า “ชัยชนะทั้งหมด” เหนือกลุ่มฮามาส ที่เนทันยาฮูสัญญาไว้จะเป็นไปได้หรือไม่

ปัจจุบัน นักวิเคราะห์บางคนแนะนำว่ากลุ่มฮามาสกำลังสร้างตัวขึ้นมาใหม่เร็วกว่าที่อิสราเอลจะเอาชนะได้ ดังนั้น อิสราเอลจึงจำเป็นต้องพิจารณากลยุทธ์ของตนใหม่

ประการที่สาม คือมีการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังที่นี่ด้วย นั่นคือการอ่อนแอลงของกลุ่มพันธมิตรฮามาสในกลุ่มกองกำลังผสมที่ใช้ชื่อว่า Axis of Resistance หรือ “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” ของอิหร่าน ตั้งแต่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนไปจนถึงนายบาชาร์ อัล-อัสซาด ในซีเรีย รวมถึงการสังหารนายยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำฮามาสในฉนวนกาซา

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ตอนนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในรอบหลายเดือนที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างอิสราเอลและฮามาสและยุติสงคราม

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่การเจรจาครั้งล่าสุดคือช่องว่างระหว่างพวกเขา

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือความขัดแย้งโดยตรงระหว่างข้อกังวลสำคัญของฮามาสซึ่งต้องการยุติสงคราม และอิสราเอลซึ่งต้องการให้ความขัดแย้งกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือการทหารก็ตาม

ข้อตกลงซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยระบุในเดือนพฤษภาคม แบ่งออกเป็นสามระยะ โดยการหยุดยิงถาวรจะมีผลบังคับใช้ในระยะที่สองเท่านั้น

ความสำเร็จในตอนนี้จะขึ้นอยู่กับว่าสามารถหาหลักประกันมาบรรเทาความกลัวของกลุ่มฮามาสที่ว่า อิสราเอลจะถอนตัวออกจากข้อตกลงหลังจากการปล่อยตัวตัวประกันในระยะแรกได้หรือไม่

ขณะที่คำถามเกี่ยวกับวิธีการบริหารพื้นที่ที่อิสราเอลถอนตัวออกไปนั้น ยังไม่ชัดเจนในขณะนี้

แต่เครือข่ายทางการทูตที่เชื่อมโยงกันทั่วภูมิภาคในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และความจริงที่ว่านายเนทันยาฮูได้ส่งหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอลไปร่วมเจรจาที่กรุงโดฮา พร้อมกับที่ปรึกษาทางการเมืองคนสำคัญ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังกรุงโดฮา ของนายกาดูรา ฟาเรส ผู้ประสานงานด้านผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์

ข้อตกลงยังไม่เสร็จสิ้น และการเจรจาครั้งก่อนก็ล้มเหลวมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงเดิมนี้กำลังจุดประกายความหวังใหม่ขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเจรจากำลังเกิดขึ้นในบริบทใหม่ของภูมิภาค โดยมีแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภายในและจากพันธมิตรสำคัญในต่างประเทศ

ขณะที่พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ในวันที่ 20 มกราคม ถือเป็นเส้นตายโดยพฤตินัยสำหรับข้อตกลงหยุดยิง ทรัมป์กล่าวว่าจะเลวร้ายลง หากตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับกุมตัวไว้ไม่ได้ถูกปล่อยตัวก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่ง

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าผู้เจรจาต้องการให้แน่ใจว่าทรัมป์จะยังคงสนับสนุนข้อตกลงบนโต๊ะเจรจาต่อไป ดังนั้นการเข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงของสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนตะวันออกกลางของทรัมป์ พร้อมด้วยเบรตต์ แมคเกิร์ก ผู้แทนของไบเดน จึงถือเป็น “เรื่องสำคัญ”

เจ้าหน้าที่อิสราเอลซึ่งให้ข้อมูลกับนักข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงที่เสนอดังกล่าว กล่าวว่าในระยะแรก ตัวประกัน 33 คนจะถูกปล่อยตัว ซึ่งรวมถึงเด็ก ผู้หญิง ซึ่งบางคนเป็นทหารหญิง ผู้ชายอายุเกิน 50 ปี และผู้บาดเจ็บและป่วย

ในวันที่ 16 ของการหยุดยิง การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นในขั้นตอนที่สอง ซึ่งตัวประกันที่ยังมีชีวิตที่เหลืออยู่ เช่นทหารชายและชายวัยเกณฑ์ทหาร จะได้รับการปล่อยตัว และศพของตัวประกันที่เสียชีวิตจะถูกส่งกลับ

ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้กองกำลังถอนกำลังออกไปเป็นระยะ โดยกองกำลังอิสราเอลยังคงอยู่ในแนวชายแดนเพื่อป้องกันเมืองและหมู่บ้านที่อยู่ตามแนวชายแดนของอิสราเอล จะมีการจัดเตรียมความปลอดภัยในแนวระเบียงฟิลาเดลฟี ตามแนวชายแดนทางใต้ของฉนวนกาซา โดยอิสราเอลจะถอนกำลังออกจากบางส่วนของแนวระเบียงฟิลาเดลฟี หลังจากผ่านไปไม่กี่วันแรกของข้อตกลง

ประชาชนที่อาศัยทางเหนือของกาซาที่ไม่มีอาวุธ จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาได้ โดยมีกลไกเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการเคลื่อนย้ายอาวุธใดๆ เข้าไปที่นั่น กองกำลังอิสราเอลจะถอนกำลังออกจากแนวระเบียงเน็ตซาริม ในใจกลางฉนวนกาซา

เจ้าหน้าที่อิสราเอลกล่าวว่า นักรบชาวปาเลสไตน์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรม หรือโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตจะได้รับการปล่อยตัวเช่นกัน แต่จำนวนจะขึ้นอยู่กับจำนวนตัวประกันที่ยังมีชีวิต ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด และจะไม่รวมถึงนักรบที่เข้าร่วมในการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023.

ที่มา BBC Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สตาร์บัคส์ปรับนโยบายใหม่ “ไม่ซื้อกาแฟ ห้ามนั่งในร้าน”

สตาร์บัคส์ปรับนโยบายใหม่ "ไม่ซื้อกาแฟ ห้ามนั่งในร้าน"

14 ม.ค. 2568 12:49 น.

สตาร์บัคส์ปรับนโยบายใหม่ “ไม่ซื้อกาแฟ ห้ามนั่งในร้าน”

สตาร์บัคส์เตรียมยกเลิกนโยบายสำหรับร้านกาแฟในอเมริกาเหนือ ที่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้ามานั่งในร้านได้ตามสะดวก ซึ่งใช้มาเกือบ 7 ปี โดยกำหนดให้ลูกค้าต้องซื้อของ หากต้องการเข้ามานั่งเล่นหรือใช้ห้องน้ำ

สตาร์บัคส์เตรียมยกเลิกนโยบายสำหรับร้านกาแฟในอเมริกาเหนือ ที่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้ามานั่งในร้านได้ตามสะดวก ซึ่งใช้มาเกือบ 7 ปี โดยกำหนดให้ลูกค้าต้องซื้อของ หากต้องการเข้ามานั่งเล่นหรือใช้ห้องน้ำ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวซึ่งกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมเป็นต้นไป ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายที่นำมาใช้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งอนุญาตให้ผู้คนใช้เวลาในร้านสตาร์บัคส์และใช้ห้องน้ำได้โดยไม่ต้องซื้อสินค้าใดๆ

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “กลับสู่สตาร์บัคส์” ซึ่งเป็นแผนที่ประกาศโดยซีอีโอคนใหม่ของบริษัทในขณะที่เขาพยายามแก้ปัญหายอดขายที่ตกต่ำ

เครือร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าวว่า จรรยาบรรณธุรกิจฉบับใหม่ของบริษัท ยังกล่าวถึงการคุกคามและห้ามสูบบุหรี่และการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากภายนอกเข้ามาในร้าน มีเป้าหมายเพื่อให้ร้านมีความเป็นมิตรมากขึ้น

โฆษกของสตาร์บัคส์กล่าวว่า “การนำจรรยาบรรณธุรกิจมาใช้ เป็นขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมซึ่งช่วยให้เราสามารถให้ความสำคัญกับลูกค้าที่จ่ายเงินและต้องการนั่งและเพลิดเพลินกับร้านกาแฟของเราเป็นอันดับแรก” “การปรับปรุงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่ที่เรากำลังดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ในร้านกาแฟในขณะที่เรากำลังพยายามนำสตาร์บัคส์กลับมา”

บริษัทกล่าวว่ากฎใหม่จะถูกแสดงไว้ทุกสาขา และพนักงานจะได้รับคำสั่งให้ขอให้ผู้ที่ละเมิดจรรยาบรรณออกจากร้าน ซึ่งรวมถึงอนุญาตให้พนักงานโทรเรียกตำรวจเมื่อจำเป็น สตาร์บัคส์กล่าวว่าพนักงานจะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบายใหม่

ในปี 2018 สตาร์บัคส์ตัดสินใจให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปนั่งในร้านกาแฟและห้องน้ำได้ฟรี หลังจากมีการจับกุมชายสองคนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟียซึ่งนำไปสู่การถกเถียงกัน ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในปี 2018 นายโฮเวิร์ด ชูลท์ซ ประธานของสตาร์บัคส์กล่าวว่า เขาไม่ต้องการให้ผู้คนรู้สึกว่า “ด้อยค่า” หากพวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร้าน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นมา พนักงานและลูกค้าต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายในร้าน ในปี 2022 สตาร์บัคส์ได้ปิดร้าน 16 แห่งทั่วประเทศ รวมถึง 6 แห่งในลอสแองเจลิส และ 6 แห่งในเมืองซีแอตเทิล  เนื่องจากปัญหาความปลอดภัยที่เกิดขึ้นหลายครั้ง รวมถึงการใช้ยาเสพติดและพฤติกรรมที่ก่อกวนอื่นๆ ที่คุกคามพนักงาน

นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักในช่วงต้นปี 2020 ปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการใช้ยาในทางที่ผิดก็เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาคนไร้บ้าน

การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะนำมาใช้ในช่วงปลายเดือนนี้ ได้แก่ การเติมกาแฟร้อนหรือเย็นฟรีหนึ่งครั้ง สำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่มในร้าน

สตาร์บัคส์พยายามกระตุ้นยอดขายที่ซบเซาเนื่องจากต้องรับมือกับการขึ้นราคาเมล็ดกาแฟ และการคว่ำบาตรที่เกิดจากสงครามอิสราเอล-กาซา.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เปิดรายละเอียด งานพิธีสาบานตน “โดนัลด์ ทรัมป์” รับตำแหน่งปธน.สหรัฐฯ

เปิดรายละเอียด งานพิธีสาบานตน "โดนัลด์ ทรัมป์" รับตำแหน่งปธน.สหรัฐฯ

14 ม.ค. 2568 12:29 น.

เปิดรายละเอียด งานพิธีสาบานตน “โดนัลด์ ทรัมป์” รับตำแหน่งปธน.สหรัฐฯ

  • “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้วและได้รับการรับรองจากรัฐสภา เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ขณะที่การเตรียมพร้อมสำหรับวันประวัติศาสตร์ก็กำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่ ตั้งแต่พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ไปจนถึงขบวนพาเหรดประธานาธิบดี และงานเลี้ยงแบบพิธีการที่จะมีขึ้นในช่วงค่ำ 
  • ขณะที่ประเด็นด้านความปลอดภัยของว่าที่ประธานาธิบดีดูจะเป็นประเด็นหลักที่ทางการสหรัฐฯให้ความสำคัญอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ความพยายามลอบสังหารทรัมป์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ในช่วงแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งปีที่ผ่านมา

พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดจัดขึ้นไว้ในวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2025 ช่วงเที่ยงวัน ตามเวลาสหรัฐฯ  ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2540 ที่พิธีสาบานตนประธานาธิบดี ตรงกับวันหยุดมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ส่งผลให้ในครั้งนี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากขึ้น

โดยทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 และในส่วนของงานพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 60 แล้ว โดยจัดขึ้นที่ที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ฝั่งตะวันตก ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

คณะกรรมการร่วมของสภาคองเกรสว่าด้วยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง (Joint Congressional Committee on Inaugural Ceremonies (JCCIC) ยังไม่ยืนยันรายชื่อผู้แสดง วิทยากร และบุคคลสำคัญต่างๆ แต่มีหลายคนที่เปิดเผยออกมาแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าพิธีการจะดำเนินไปตามลำดับเหตุการณ์ตามปกติ ตั้งแต่พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการที่ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือก และรองประธานาธิบดีได้รับเลือก จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะตามด้วยคำปราศรัยเปิดงานของทรัมป์ต่อประชาชน

จากนั้นจะเข้าสู่พิธีการลงนามในห้องทำงานของประธานาธิบดี หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้ว ประธานาธิบดีที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งจะเดินทางไปยังห้องประธานาธิบดีในอาคารรัฐสภาสหรัฐ ซึ่งเป็นที่ที่ทรัมป์จะทำงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขา ได้แก่ การลงนามการเสนอชื่อ ประกาศ และคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อกำหนดทิศทางสำหรับการบริหารของเขา

เสร็จจากงานพิธีการจะตามด้วยงานเลี้ยงอาหารกลางวันในอาคารรัฐสภา ซึ่งทางรัฐสภาจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันเปิดงานตามธรรมเนียม ผู้เข้าร่วมงานได้แก่ สมาชิกรัฐสภา ศาลฎีกา และแขกผู้มีเกียรติอื่นๆ โดยทั่วไปแล้ว กำหนดการจะประกอบด้วยสุนทรพจน์ มอบของขวัญ และการปราศรัยเพื่อแสดงความยินดีต่อฝ่ายบริหารชุดใหม่

ในช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ทรัมป์และรองประธานาธิบดี จะได้ชมการเดินสวนสนามของเหล่าทหาร และขบวนพาเหรด ที่บันไดทางด้านหน้าของรัฐสภา ซึ่งจะเป็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ไปตามถนนเพนซิลเวเนีย  

สุดท้ายของการเฉลิมฉลองจะจบลงด้วยงานเลี้ยงฉลองวันเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบพิธีการ งประธานาธิบดีทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 จะะปรากฎตัวพร้อมกันและอาจจะมีการควงคู่เต้นรำตามธรรมเนียม ขณะที่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชมพิธีการสาบานตนรับตำแหน่ง สามารถรับชมผ่านการถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ช่องต่างๆ ที่คาดว่าจะถ่ายทอดสดกันตลอดทั้งงาน

เปิดรายชื่อศิลปินร่วมแสดง

งานนี้จะเริ่มต้นด้วยการแสดงดนตรี นำโดยคณะนักร้องประสานเสียงจากมหาวิทยาลัยเนแบรสกา-ลินคอล์น หลังจากนั้น วงดุริยางค์ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ จะแสดงต่อ โดยมีเอมี โคลบูชาร์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการร่วมของรัฐสภาว่าด้วยพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 60 จะเป็นผู้ดำเนินรายการ

หลังจากรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เข้าพิธีสาบานตน จะมีผู้พิพากษาศาลฎีกาเบรตต์ คาวานอห์ เป็นผู้ทำพิธี ตามมาด้วยการแสดงเพลง “America the Beautiful” โดยแคร์รี่ อันเดอร์วูด ศิลปินผู้ได้รับรางวัลแกรมมี่ ร่วมกับวง Armed Forces Chorus และ Naval Academy Glee Club

อันเดอร์วูด วัย 41 ปี เป็นศิลปินแนวคันทรีที่เริ่มต้นอาชีพในรายการ American Idolเธอเป็นที่รู้จักจากเพลงฮิตอย่าง “Inside your Heaven” “Jesus Take the Wheel” และ “Before He Cheats”

ขณะเดียวกัน The Village People ซึ่งเป็นวงดนตรีโปรดของทรัมป์ จะไปร่วมแสดงดนตรี ที่ผ่านมาทรัมป์มักจะใช้เพลงฮิต “YMCA” และ “Macho Man” ของวงนี้ในการรณรงค์หาเสียงของเขาเป็นประจำ

เตรียมพร้อมด้านความปลอดภัย

บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ดูแลด้านความมั่นคง ได้แถลงชี้แจงแผนด้านความปลอดภัยสำหรับพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานพร้อมบัตรเข้าชมได้ประมาณ 250,000 คน โดยนายเดฟ ซันด์เบิร์ก ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายรับผิดชอบสำนักงานเอฟบีไอ ประจำวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ไม่พบภัยคุกคามที่เจาะจงหรือน่าเชื่อถือใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งที่อาคารรัฐสภา โดยบอกว่าเอฟบีไอจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานอื่นเพื่อแบ่งปันข้อมูล และหยุดยั้งภัยคุกคามใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น  

ทางด้านนายเจ. โทมัส แมงเกอร์ หัวหน้าตำรวจรัฐสภาสหรัฐ กล่าวว่า ยังไม่มีภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายใด และเขาคิดว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับงานนี้อาจเป็นผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว และเขากล่าวว่าการเพิ่มระดับความปลอดภัยที่เกิดขึ้นรอบอาคารรัฐสภาหลังจากวันที่ 6 มกราคม และสำหรับพิธีศพประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ที่มีอยู่แล้วนั้นจะยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปในพิธีสำหรับผู้ที่มีตั๋วเข้าชม

ขณะเดียวกันนายแมตต์ แม็กคูล จากสำนักงานภาคสนามหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กล่าวว่า สำนักงานการบินแห่งสหรัฐฯ จะประกาศข้อจำกัดการบินชั่วคราวทั้งในและรอบๆ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะเดียวกันแผนการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมของหน่วยข่าวกรองจะยังคงใช้โดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกัน และขอประชาชนอย่าตกใจหากเห็นโดรนเหล่านี้ระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง หรือระหว่างการฝึกซ้อมที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า