ประเดิมศักราชใหม่ ไหว้พระขอพร ย้อนวันวาน ‘สุขสราญงานวัด ทัศนาสถาปัตย์ นมัสการมหาเจดีย์’

ประเดิมศักราชใหม่ ไหว้พระขอพร ย้อนวันวาน  ‘สุขสราญงานวัด ทัศนาสถาปัตย์ นมัสการมหาเจดีย์’

ประเดิมศักราชใหม่ ไหว้พระขอพร ย้อนวันวาน ‘สุขสราญงานวัด ทัศนาสถาปัตย์ นมัสการมหาเจดีย์’

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเดิมศักราชใหม่เอาใจสายบุญ เตรียมปักหมุดเที่ยวงานวัดไหว้พระขอพรเสริมมงคลรับปีมะเส็งที่จะชวนทุกคนให้มาสัมผัสกับเสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัดประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในย่านธนบุรีที่ “วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” เชิญชวนให้ทุกคนได้ตื่นตาเพลินใจไปด้วยกันในงาน “สมโภชพระอาราม ๑๙๗ ปี วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” พร้อมเชิญชวนร่วมแต่งกายย้อนวันวาน ชิมอาหารท้องถิ่น ชมศิลปินร่วมสมัย เที่ยวงานปลอดภัยแบบใส่ใจรักษ์โลก ให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศงานวัดแบบสุดชิล อิ่มบุญ สุขใจไปด้วยกัน และยังได้ช้อปปิ้งของดีของเด็ดจากร้านค้าชุมชนมากกว่า 100 ร้านค้าการแสดงทางวัฒนธรรม รวมถึงจุดเช็คอินสุดปังที่ทุกคนต้องได้มาเก็บภาพประทับใจกับห้องภาพฉายานิติกร และกิจกรรมอีกมากมายเสริมความเป็นสิริมงคลตลอดปี 2568 พร้อมชมความมหัศจรรย์อันงดงามและบูชาความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุมหาเจดีย์หนึ่งเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งจากองค์การยูเนสโกกับการจัดงานของปีนี้ภายใต้แนวคิด“สุขสราญงานวัด ทัศนาสถาปัตย์ นมัสการมหาเจดีย์” โดยการจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจระหว่าง วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, มูลนิธิสิริวัฒนภักดี,บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา สำนักงานเขตธนบุรี และพี่น้องชุมชนย่านกะดีจีน-คลองสาน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมสักการะ และเสริมความเป็นสิริมงคลตลอดปี 2568 นี้

พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กล่าวว่า “วัดประยุรฯเรียกกันว่า “วัดรั้วเหล็ก” เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหารที่สมเด็จพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ได้อุทิศสวนกาแฟสร้างขึ้นเป็นวัดในปี 2371 เมื่อครั้งเป็นเจ้าพระยาคลังว่าที่กรมท่า และพระสมุหกลาโหม โดยได้ถวายเป็นอารามหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 และได้รับพระราชทานนามว่า วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จนถึงปัจจุบันมีอายุ 197 ปี การจัดงานสมโภชฯ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อจะได้รักษาดูแลวัดวาอารามให้เจริญก้าวหน้ามีบทบาทต่อสังคมต่อไป และเมื่อมารวมกันแล้วก็มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่วัดและสังคม ภายใต้แนวทางการจัดการ บวร ยกกำลังสอง เชื่อมโยงบริบทสังคมในทุกมิติ บ้าน วัดโรงเรียน บริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคม ราชการ สร้างรายได้ให้คนในชุมชนและพื้นที่โดยรอบสิ่งสำคัญ คือ การร่วมกันจัดงานในทุกปีทำให้งานสมโภชวัดประยุรฯ เป็นเทศกาลที่คงรูปแบบเทศกาลงานวัดแบบดั้งเดิมที่ยิ่งใหญ่ในย่านฝั่งธนบุรี อันเป็นโมเดลต้นแบบการพัฒนาชุมชนเมืองซึ่งวัดประยุรฯเปรียบเสมือนศูนย์รวมทางวัฒนธรรมของชาวไทยย่านกะดีจีนฝั่งธนบุรี ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ ได้แก่ พุทธเถรวาท พุทธมหายาน คริสต์ และอิสลาม แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างดี ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี จึงถือเป็นย่านประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร”

พบกับ กิจกรรมด้านศาสนา ชมความมหัศจรรย์อันงดงามและบูชาความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุมหาเจดีย์ หนึ่งเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งจากองค์การยูเนสโก ไหว้พระขอพรในวิหารพระพุทธนาค ตีระฆัง สุขสราญ รุ่งโรจน์ ในพระบรมธาตุมหาเจดีย์ สักการะพระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา พระประธานในพระอุโบสถ สักการะพระพุทธนาคหน้าพระวิหาร สักการะพระพุทธนาคปรกพันปีในพิพิธภัณฑ์ สักการะพระพุทธรูปหยกขาว (ปางปฐมเทศนา) สักการะหลวงพ่อแขกในเขามอ เป็นต้น กิจกรรมด้านวัฒนธรรม การประกวดและการแสดงทางด้านวัฒนธรรมจากเวทีการแสดงและร้านค้าชุมชนในย่านกุฎีจีน-คลองสานมากกว่า 100 ร้านค้า ผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่อยู่ในเครือข่ายการทำงานตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมเครือข่ายประชารัฐรักสามัคคี อาทิ โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย โครงการสารพัดสรรพศิลป์ โครงการ OTOP Junior ก่อนที่จะไปสนุกกับชิงช้าสวรรค์ ซุ้มเกมงานวัด วาดภาพเหมือนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา และจุดเช็คอินสุดปังที่ทุกคนต้องไม่พลาดอย่างห้องภาพฉายานิติกร กิจกรรมประกวดอาหาร 3 ศาสน์ “ร้านดีศรีชุมชน กะดีจีน-คลองสาน ปี 4” เพื่อยกระดับร้านค้าชุมชนที่มาออกร้านให้มีมาตรฐาน และเพื่อรักษาชื่อเสียงร้านค้าชุมชน รวมถึงกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การรณรงค์ร้านค้าชุมชน ภายในงานใช้ภาชนะรองรับอาหารรักษ์โลก และช้อปปิ้งเพลินใจแบบรักษ์โลกในราคาถูกส่งต่อของไร้ค่า.. ให้มีค่ากันได้ที่ SX REPARTMENT STORE เพราะของเก่าจากผู้อื่นอาจมีประโยชน์และมีค่าต่อใจเรา

มาร่วม “สุขสราญงานวัด ทัศนาสถาปัตย์ นมัสการมหาเจดีย์” ได้ในงาน “สมโภชพระอาราม 197 ปี วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” ระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2568 ตั้งแต่เวลา 16.00-23.00 น. งานนี้สายบุญต้องไม่พลาด

เนื้องอกกระดูกสันหลัง ปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

เนื้องอกกระดูกสันหลัง ปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

เนื้องอกกระดูกสันหลัง ปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื้องอกกระดูกสันหลัง คือก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง หรือรอบๆ กระดูกสันหลังเซลล์ที่ผิดปกตินี้แบ่งตัวอย่างเหนือการควบคุมของร่างกาย เนื้องอกกระดูกสันหลังแบ่งเป็นชนิดเนื้อดีและเนื้อร้ายสามารถแบ่งชนิดตามต้นกำเนิดได้เป็นเนื้องอกปฐมภูมิ คือเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง และเนื้องอกทุติยภูมิคือเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากมะเร็งที่ตำแหน่งอื่น แล้วแพร่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง

ผศ.พญ.กัณฐิกา วศินพงศ์วณิช แพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลัง สถาบันกระดูกสันหลัง (Bumrungrad Spine Institute ให้ข้อมูลว่า เนื้องอกกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ โดยปกติแล้วเนื้องอกกระดูกสันหลังจะโตอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการหลายอย่างรวมกัน และปวดหลัง คืออาการหนึ่งที่พบได้

อาการเนื้องอกกระดูกสันหลังผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้หลายแบบ ขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก ดังนี้ ปวดกลางหลังทั่วๆ ไป/ปวดมากตอนกลางคืน, เดินผิดปกติ/สูญเสียการทรงตัว หรือหกล้มบ่อยๆ, ชา/อ่อนแรง/รู้สึกเสียวที่แขนหรือขา หรือบริเวณลำตัว, เดินลำบากในที่มืด, ควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้, กล้ามเนื้ออ่อนแรง,กระดูกสันหลังคด

อย่างไรก็ตาม เนื้องอกมีโอกาสเกิดได้ในคนทุกคน แต่อุบัติการณ์เกิดต่ำมาก นักวิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกกระดูกสันหลัง อาจจะเกิดจากไวรัส ยีนที่บกพร่อง การสัมผัสสารเคมี หรือสารพิษบางชนิด และภาวะบกพร่องของภูมิคุ้มกัน

การตรวจเพื่อวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยจาก ประวัติผู้ป่วยและอาการ การตรวจร่างกาย โดยประเมินกำลังของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวและการควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว การรับรู้ที่ผิวหนัง รีเฟล็กซ์ หรือเอกซเรย์ จะมองเห็นโครงสร้างที่เป็นกระดูกชัด แต่ไม่สามารถเห็นโครงสร้างที่เป็นเนื้อเยื่ออื่น ดังนั้น จึงไม่เห็นเนื้องอกโดยตรง ขณะที่เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI เป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัยเนื้องอกกระดูกสันหลัง ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องทำการฉีดสีเพื่อให้แยกชนิด หรือขอบเขตของเนื้องอกได้ชัดเจนมากขึ้น ส่วนวิธี Positron emission tomography (PET SCAN) เป็นการตรวจการทำงานของเซลล์ทั้งร่างกาย ใช้สำหรับดูว่าเนื้องอกมีการกระจายไปที่ตำแหน่งใดบ้างในร่างกาย

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์ เมื่อสูญเสียการทรงตัวหรือหกล้มบ่อยๆ สังเกตว่าเดินลำบาก ก้าวขาลำบาก เนื่องจากเกร็งหรือปวด มีภาวะกล้ามเนื้อขาเกร็ง เสียวขา ชาขาหรือลำตัว ปวดหลังโดยเฉพาะปวดมากเวลานอนหงาย หรือปวดมากตอนกลางคืน ควบคุมการอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า เป็นเนื้องอกกระดูกสันหลัง แนะนำให้มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากปวดหลังมีสาเหตุได้จากหลายอย่าง และโรคเนื้องอกกระดูกสันหลังกลับเป็นสาเหตุพบได้น้อย ปวดหลังทั่วๆ ไปอาจจะค่อยๆดีขึ้น ในขณะที่เนื้องอกกระดูกสันหลังมักปวดกลับมาเป็นซ้ำ ปวดตลอดเวลา หรืออาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ

พลเอกหญิงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี เป็นที่ประจักษ์

พลเอกหญิงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  พระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี เป็นที่ประจักษ์

พลเอกหญิงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี เป็นที่ประจักษ์

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นเจ้าหญิงที่พสกนิกรชาวไทยต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี โดยเฉพาะเรื่องแฟชั่น พระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่า ทรงเป็น “เจ้าหญิงดีไซเนอร์” ที่มีผลงานโดดเด่นด้านแฟชั่นบนเวทีระดับโลก รวมทั้งด้านศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ ทรงเป็นต้นแบบของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในเรื่องของการนำผ้าไทยมาออกแบบและตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายที่มีความทันสมัยหรูหรา งดงาม ซึ่งทรงสวมใส่ตามงานพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เป็นนิจ ด้วยทรงสนพระทัยเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่นตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และในขณะที่ยังทรงศึกษา พระองค์ทรงเคยแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นทรงออกแบบครั้งแรก ในปารีส แฟชั่น วีค ทรงเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าของพระองค์เอง ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” อีกทั้ง ยังทรงได้รับรางวัลศิลปินศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชั่นและเครื่องประดับ) ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบและผลงานเป็นที่ประจักษ์

ด้านแฟชั่น พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีแบรนด์เสื้อผ้าเครื่องประดับ “SIRIVANNAVARI” และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ผลงานของพระองค์เคยไปจัดแสดงคอลเลคชั่นบนแคตวอล์กระดับโลกมาแล้ว อาทิ คอลเลคชั่น Spring & Summer 2007 ในงาน Paris Fashion Week 2007, งาน Paris Fashion Week 2008 ซึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์มีความโดดเด่น สร้างชื่อเสียงและความชื่นชมในพระปรีชาสามารถ นอกจากนี้ ยังทรงแสดงผลงานแฟชั่น Exhibition “Ethnic rock” ในงาน Russian Fashion Week ตุลาคม 2008

และเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ทรงเดินทางไปร่วมงานกาลาดินเนอร์ “L’Art et L’Âme de la Thaïlande”(ศิลปะและจิตวิญญาณไทย) ณ โรงแรม Intercontinental Paris Le Grand ในกรุงปารีส โดยงานนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการจัดขึ้นตามพระดำริเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านสายตามุมมอง คนรุ่นใหม่ด้านแฟชั่นรูปแบบผสมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าให้ทัดเทียมนานาประเทศ ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 9 ทรงทำมาตลอดด้วยการยกระดับวงการทอผ้าไหมไทยให้เป็นผ้าที่สามารถนำไปประยุกต์ในวงการแฟชั่นต่างๆ ระดับโลกได้เพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยโดยพระองค์หญิงทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมมัดหมี่ แบบประยุกต์ปักขนนกยูงทองจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI

เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านผ้าไหมไทยพลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงร่วมออกแบบชุดว่ายน้ำให้ 95 สาวงามผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาล ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI ตามคำทูลเชิญของ พอลล่า เอ็ม ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส  นอกจากนี้ ได้ประทานชุดแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ในคอลเลคชั่นทรงออกแบบพิเศษ โดยทรงตัดเย็บชุดราตรีจากผ้าไหมไทยด้วยพระองค์เองให้แก่ เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์สมิสยูนิเวิร์ส 2017 และ โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่

สำหรับคอลเลคชั่นทรงออกแบบ ออทั่ม-วินเทอร์ 2019/20 ครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” และ S’Homme ที่ทรงนำเอาโครงเสื้อที่เป็นไอคอนของแบรนด์มาตีความใหม่สำหรับไลฟ์สไตล์อันโมเดิร์นและโก้หรูของการเดินทางไปต่างประเทศในฤดูหนาว ทรงมีพระดำรัสว่า “คอลเลคชั่นนี้นับได้ว่าเป็นคอลเลคชั่นออทั่ม-วินเทอร์ครั้งแรกของ SIRIVANNAVARI ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการมิกซ์แอนด์แมทช์ วิธีการสไตลิ่ง วิธีการเลเยอร์เสื้อผ้าหลายๆ ชิ้นทับกัน ให้ดูสวยงาม โมเดิร์น และสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวันในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นสไตล์การแต่งตัวของข้าพเจ้าเวลาอยู่ต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเมืองไทยจะไม่ได้มีอากาศหนาวมาก แต่ทุกวันนี้คนไทยก็เดินทางไปต่างประเทศในช่วงฤดูหนาวกันค่อนข้างเยอะ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ SIRIVANNAVARI ต้องทำคอลเลคชั่นออทั่ม-วินเทอร์ออกมาเพื่อให้คนไทยได้เห็นวิธีการสไตลิ่งเสื้อผ้าหน้าหนาวและได้ลองสวมใส่เสื้อผ้าหน้าหนาวที่ทำจากฝีมือของคนไทยบ้าง”

นอกจากนี้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและแบ่งปันองค์ความรู้ให้แก่วงการผ้าไทยในปัจจุบันให้แก่ผู้ที่อยู่ในวงการผ้าไทยในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติอีกทั้ง ยังทรงนำแนวคิดที่เป็นสากลมาพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดตัวหนังสือและทรงเสวนาวิชาการหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” เพื่อยกระดับและแบ่งปันองค์ความรู้แก่วงการผ้าไทย ในโอกาสที่โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2022 (ไทย เท็กซ์ไทล์ เทรนด์ บุ๊ก สปริง/ซัมเมอร์ 2022) ซึ่งทรงมีพระวินิจฉัยพิจารณาเนื้อหาต้นฉบับและพระราชทานคำแนะนำพร้อมทรงแก้ไขรายละเอียดต่างๆ ทรงมีพระดำรัสว่า “แรงบันดาลใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ มาจาก “สมเด็จย่า” ซึ่งก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการที่พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้กับทุกคน ทรงเป็นองค์เริ่มต้นที่ริเริ่มการทำงานทั้งหมดและทรงดึงจิตวิญญาณของเอกลักษณ์ความเป็นไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

“ท่านหญิงทำเพื่อให้ทุกคนจดจำสมเด็จย่ารวมถึงทำอย่างไรให้งานของพระองค์ได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอด ในสิ่งที่พระองค์ทรงงานมาทั้งหมด และจะทำอย่างไรให้ผ้าไทย งานคราฟท์ไทยทั้งหมดไปสู่ความเป็นไทยที่มีความเป็นสากลและยั่งยืน ซึ่งตัวท่านหญิงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์จากวิชาชีพที่ได้เป็นอยู่ทุกวันนี้ และใช้วิชาชีพนี้มาถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลที่จะต้องสานต่องานนี้ต่อไป และจากประสบการณ์การทำงานของท่านหญิง คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยน่าจะมีเทรนด์บุ๊กเป็นของตัวเอง มีเทรนด์เป็นของตัวเอง และเป็นหนังสือที่ไม่ควรฉาบฉวย เป็นหนังสือที่ควรอยู่ในห้องเรียน อยู่ในห้องสมุด เพราะเราควรรู้ว่าสีของประเทศไทยเป็นอย่างไร สิ่งทอของเราเป็นอย่างไร และเราสามารถประยุกต์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เทียบเท่าระดับสากลได้ ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานไปสู่ระดับสากลได้”

อีกทั้ง ยังทรงมีพระดำรัสว่า เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงงานตั้งแต่ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และได้เห็นวิธีการทรงงานของสมเด็จย่าที่พระราชทานคำแนะนำชาวบ้านในเรื่องของสีผ้า จึงทรงนำมาประยุกต์ใช้ในการทรงงานของพระองค์ด้วย พร้อมกันนี้ ได้ทรงออกแบบลายมัดหมี่ ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ที่ทุกลวดลายเปี่ยมไปด้วยความหมาย อาทิ ลาย S หมายถึง Srivannavari สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ลาย s จำนวน 10 แถว หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ลายเชิงผ้ารูปหัวใจหมายถึง ความรักที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกคน = Eternity Love เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากลเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน ทรงมีพระดำรัสว่า “ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสตามเสด็จ สมเด็จย่า สมเด็จพระพันปีหลวง มาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นท่านทรงงาน และรับรู้ถึงความทุ่มเทของพระองค์ท่านในการอนุรักษ์ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน และสืบสาน ภูมิปัญญาไทยมาโดยตลอด เห็นการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ข้าพเจ้ามีความตั้งใจ ที่จะสืบสานพระราชปณิธาน โดยข้าพเจ้าได้นำประสบการณ์การทำงาน การศึกษา เดินทางไปชมผ้าไทย และงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ตามภาคต่างๆ ทำให้เห็นผลงาน ที่สามารถ นำมาพัฒนา ให้ร่วมสมัย และเป็นสากลได้จากการค้นคว้า เก็บข้อมูล ลงพื้นที่จริง ข้าพเจ้าจึงได้ ออกแบบลายผ้ามัดหมี่ มอบให้ช่างทอผ้า เป็นของขวัญปีใหม่ โดยออกแบบลายให้มีความหมายถึงการส่งมอบความรัก ความสุข ให้ชาวไทยทุกคน เป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลายผ้า ออกแบบให้ร่วมสมัย ใช้ได้จริงในหลายโอกาส”

ต่อมาในปี 2566 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023” ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย” (Moving Culture) พร้อมทั้งทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “การทำหนังสือเล่มที่ 3 เป็นอะไรที่สนุกสนานสีสันสดใส อย่างหัวข้อวัฒนธรรมเคลื่อนคล้อย เป็นเรื่องวัฒนธรรมจากพื้นที่ต่าง ๆมารวมในที่เดียวกัน ไฮไลต์ของเล่มนี้คือ ผ้าบาติกมาจากมลายู และผ้าขาวม้า จากเปอร์เซีย”

อีกทั้ง ยังทรงมีรับสั่งว่า “เชื่อเหลือเกินว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นองค์ความรู้ที่ผู้ประกอบการรอคอย จะทำมาอาชีพได้เป็นกอบเป็นกำ พวกเราที่เป็นนักวิชาการ จะย่อยให้ทุกคนได้ต่อยอดต่อไป ครูอาจารย์ต้องสอนและให้โอกาสเด็กได้อ่านและทำ หนังสือเล่มนี้ต้องลงมือทำ เชื่อเหลือเกินว่าอาชีพนี้จะทำให้ประเทศไทยเจริญด้วยมือของเรา ขอฝากหนังสือเล่มนี้และใช้ให้มีประโยชน์ที่สุด”

ต่อมาในวันที่ 13 สิงหาคม เดือนสิงหาคม 2566 ทรงเป็นประธานเปิดตัวหนังสือ “แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 4”(Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2023-2024) มีเนื้อหาว่าด้วยแนวคิด “ความงดงามแห่งความหลากหลาย : Beauties in Diversity” โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ที่มีวัฒนธรรมและเทคนิคการสร้างสรรค์ผืนผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งวัฒนธรรมย่อยทั้งหลายนี้คือต้นทุนทางภูมิปัญญาที่สามารถนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาและต่อยอดให้กับการสร้างสรรค์ผืนผ้าและผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

ในปี 2567 ทรงพระกรุณาเป็นบรรณาธิการบริหาร เล่มที่ 5 ต้อนรับฉบับฤดูร้อน 2025 ของหนังสือ “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2025” พระนิพนธ์เล่มนี้ช่วยสร้างสรรค์ด้านงานออกแบบที่ยังคงรากฐานดั้งเดิมอันประณีตและงดงามของผ้าไทยตลอดจนงานหัตถกรรมต่างๆ ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่นภูมิภาค ไปจนถึงยกระดับเตรียมพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นได้ในระดับสากล พร้อมแนวคิดเรื่องการใช้สีสันโทนไทย ที่เน้นการผสมผสานเฉดสี โดยแบ่งสัดส่วนของสีต่างๆ ในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการผ้าไทยทุกสาขาใช้งานง่ายขึ้น

นอกจากนี้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตัวหนังสือครบรอบ 16 ปี “SIRIVANNAVARI:16 YEARS OF GLOR” เบื้องหลังเส้นทางแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK ทรงมีรับสั่งว่า “เริ่มต้นจากการไปร้านหนังสือต่างๆ ทำให้ได้เห็นหนังสือแฟชั่นของแบรนด์ต่างๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนความฝันที่เป็นจริง ข้าพเจ้าเคยมีความฝันไว้ว่าอยากมีหนังสือแฟชั่นเป็นของตัวเอง เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานของข้าพเจ้าและแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงวันนี้ รวมทั้งตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้มอบโอกาสให้คนในวงการแฟชั่นรุ่นหลังๆ ได้ศึกษาเรียนรู้”

นอกจากภาพความทรงจำอันสวยงามภายในหนังสือ SIRIVANNAVARI : 16 YEARS OF GLORY ที่ทรงคัดเลือกรูปภาพหลายร้อยภาพอย่างพิถีพิถันด้วยองค์เอง เพื่อลงตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่ภาพสเก็ตช์ภาพการฟิตติ้งนางแบบ ภาพเบื้องหลังเวทีภาพถ่ายแคมเปญโฆษณา ภาพรันเวย์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่จะนำพาผู้อ่านไปอยู่ในดินแดนของ SIRIVANNAVARI BANGKOK อีกทั้ง ยังนำเสนอเรื่องราวและเบื้องหลังต่างๆ ของแบรนด์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน อาทิ บทสัมภาษณ์ขององค์ดีไซเนอร์และที่มาของสัญลักษณ์นกยูงหนังสือ “SIRIVANNAVARI : 16 YEARS OF GLORY” มีความโดดเด่นด้วยปกสีชมพูฟูเชียอันเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ซึ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์อันเหนือระดับขององค์ดีไซเนอร์

ด้วยความที่พระองค์ทรงเริ่มต้นอาชีพในวงการแฟชั่นตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ในพระดำริของพระองค์หญิงทรงมีรับสั่งว่า คุณสมบัติของศิลปินที่ดีต้องประกอบไปด้วย “ศิลปินที่ดีต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และประวัติศาสตร์ของตัวเอง ต้องเป็นคนที่มุ่งมั่นในงาน ตั้งเป้าหมายและทำให้ได้ตามที่ตั้งใจ มีสปิริต มีการทำงานที่ต่อเนื่อง รวมทั้งต้องมีแพชชั่นในงาน ต้องรู้จริงในงานของตัวเอง รู้จักแก้ปัญหาและมีวินัย รวมทั้งต้องมีเทสต์ที่ดี และรู้เทสต์ของทั่วโลก ทุกวันนี้แม้ว่าโลกจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย แต่อย่างไรก็ต้องชอบทักษะด้านงานฝีมือซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ต้องฝึกฝนตัวเองตลอดเวลา เพื่อที่เราจะสามารถบอกทีมงานให้ทำตามได้ อีกอย่างคือ ผู้ใหญ่สั่งมาอย่างไร สอนมาอย่างไร ต้องไม่ลืมสิ่งที่พวกเขาสอนมา บุคคลที่เป็นแรงผลักดันพระองค์เดียวและทรงเป็นไอคอนของข้าพเจ้า ก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จย่าทรงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ข้าพเจ้าทูลลาไปเรียนต่อด้านแฟชั่น ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วกลับมาถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน”

ด้วยความตั้งพระทัยในการส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นต่อไปและผู้ที่รักในแฟชั่น รวมทั้งส่งผ่านประสบการณ์ในวงการแฟชั่นที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 16 ปี ผ่านหนังสือ “SIRIVANNAVARI : 16 YEARS OF GLORY” องค์ดีไซเนอร์พระราชทานข้อคิดให้แก่บุคคลที่มองพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ ว่า “อย่างแรกคือ ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ใจชอบหรือไม่ถ้าเกิดเจอปัญหา หรือทุกข์เมื่อไหร่ แต่ทุกข์แล้วยังมีความสุข แสดงว่าเราชอบสิ่งนั้นจริง และต้องพร้อมรับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและแง่ลบ รู้จักยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ ที่สำคัญคือ ยึดความเป็น Identity (ตัวตน) และอย่าลืมพัฒนาตัวเองทั้งสมอง มือ ใจ หรือแม้กระทั่งตาของตัวเอง เมื่อฝึกตัวเราแล้ว ก็จะสามารถชนะคู่แข่งได้ 

พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงก่อตั้งโครงการ “Princess Collection” ทรงเล็งเห็นความสำคัญของโรคมะเร็งเต้านม และทรงตอกย้ำความสำคัญของการส่งต่อพลังใจจากผู้หญิงถึงผู้หญิงด้วยกัน ซึ่งนอกจากการออกแบบชุดชั้นในแฟชั่นการกุศล ร่วมกับแบรนด์ชุดชั้นในระดับโลกวาโก้ (Wacoal) ในชื่อ “Princess Collection SIRIVANANVARI x Wacoal” แล้ว ทรงมีพระทัยห่วงใยผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง จึงทรงออกแบบชุดชั้นในสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านม (Balancing Bra) เน้นความสดใส ประดับโลโก้ริบบิ้นสีชมพูรูปหัวใจของโครงการฯที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง ในสีชมพูฟูเชีย ซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์ และสีส้มโอลด์โรส เพื่อมอบความมั่นใจในความเป็นผู้หญิงให้กลับเต็มเปี่ยม พร้อมดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์แฟชั่นลำลองที่ออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI วางจำหน่ายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ Lazada ในชื่อร้านค้า“Princess Collection โดยมูลนิธิกาญจนบารมี” และจุดจำหน่ายของมูลนิธิฯ ทั่วประเทศ โดยกิจกรรมทั้งหมดในโครงการ Princess Collection นำรายได้สนับสนุนโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ด้วยเครื่องแมมโมแกรม ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสทั่วประเทศ ของ “มูลนิธิกาญจนบารมี” และสนับสนุนการดำเนินงานของ “สถาบันมะเร็งแห่งชาติ”

ด้านกีฬา นอกจากพระอัจฉริยภาพที่โดดเด่นในฐานะดีไซเนอร์แล้ว ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาโดยทรงโปรดกีฬาแบดมินตัน และการขี่ม้าทรงเริ่มเล่นกีฬาแบดมินตันตั้งแต่ทรงศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 และทรงผ่านการคัดเลือกเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อพ.ศ.2548 และทรงคว้าเหรียญทองประเภททีมหญิง อีกทั้ง ทรงร่วมเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันแบดมินตันในซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่จังหวัดนครราชสีมา และทรงคว้าเหรียญทองแดงจากประเภททีมหญิง

ขณะที่ กีฬาขี่ม้า พระองค์ทรงสนพระทัยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ตามแบบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยทรงคว้าแชมป์ประเภท Dressage ในรายการ “ไทยแลนด์แชมเปี้ยนชิพ คิงส์คัพ 2012” และทรงเป็นคนไทยคนแรกที่จบหลักสูตรการขี่ม้าจากประเทศฝรั่งเศส โดยพระองค์ทรงเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย ทรงคว้าเหรียญเงินในการแข่งขันศิลปะการบังคับม้า ประเภทบุคคล ทั้งนี้ สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล Best Achievement Award ให้แก่พระองค์ด้วย

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงนำทีมชาติไทย คว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดในการแข่งขันขี่ม้า “FEI Asian Championships Pattaya 2019” การแข่งขันขี่ม้าครั้งประวัติศาสตร์ในทวีปเอเชีย รายการ “FEI Asian Championships Pattaya 2019” โดยสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ทั้งนี้ ทรงสร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม นำทัพนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองในการแข่งขัน Dressage ศิลปะบังคับม้าประเภททีม ประเดิมชัยให้ทีมชาติไทยเป็นเหรียญแรกซึ่งตลอดการแข่งขัน 8 วัน ทีมไทยทำผลงานยอดเยี่ยมสามารถกวาดเหรียญรางวัลได้มากที่สุด 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดง

องค์ผู้บังคับกองพันทหารม้ารักษาพระองค์

พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงร่วมซักซ้อมสวนสนาม โดยทรงม้านำขบวนกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ด้วยความสง่างาม ในตำแหน่ง“องค์ผู้บังคับกองพันทหารม้ารักษาพระองค์” ในการจัดพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ประจำปี 2567 ทั้งนี้ ทรงพระปรีชาสามารถในด้านการขี่ม้าเป็นอย่างมากทรงเป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน เคยเข้าร่วมแข่งขันในระดับซีเกมส์เอเชี่ยนเกมส์หลายสมัย โดยทรงให้ความสำคัญกับการฝึกกำลังพลและม้าของหน่วยให้มีความพร้อมและสง่างามอยู่เสมออีกทั้ง ทรงดูแลด้านการสัตวบาล โครงการบ้านพักม้าชราในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังจากการปลดประจำการ การสร้างศูนย์บริการและเวชศาสตร์ฟื้นฟูม้า เพื่อให้เป็นสถานบริการสุขภาพ ทั้งด้านการรักษาและเป็นศูนย์การศึกษาและฝึกงานของบุคลากร ด้านสัตวแพทย์ในประเทศไทย นอกจากนี้ การจัดโครงการจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือและดูแลตัวม้าคอกม้า เพื่อสวัสดิการที่ดีของม้า รวมทั้งการแนะนำการบริหารจัดการคอกม้าต่างๆ ให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาชาติ

ด้านดนตรี พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีและสนพระทัยในด้านดนตรีไทยและดนตรีคลาสสิกมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยปัจจุบันทรงเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธิรอยัลแบงค์คอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า และ วงรอยัล แบงค์คอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra) หรือ RBSO ทั้งยังทรงพระนิพนธ์เพลงให้วงรอยัลแบงค์คอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า ถวายงานในแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ.2559 เป็นต้นมา และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปีพ.ศ.2562 มูลนิธิรอยัล แบงค์คอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า ได้รับพระราชทานพระอนุญาตให้อัญเชิญบทเพลงพระนิพนธ์ในพลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ 4 บทเพลงจัดแสดงดนตรี “Four Royal Orchestral Suites for His Majesty King Rama X” ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงละครแห่งชาติ และล่าสุด เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2565 มูลนิธิวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้จัดการแสดงคอนเสิร์ต “Royal Concert” เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา  ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดง โดย พลเอกหญิงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้อำนวยการแสดงคอนเสิร์ตและบรรเลงบทเพลงพระนิพนธ์ของพระองค์

ด้านการอนุรักษ์ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสนพระทัยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทางทะเล โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริ ที่ผ่านมา พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ณ หอประชุมภูติอนันต์ โรงเรียนนายเรือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์สารคดีโครงการ พระราชทานพระราโชบายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ ทรงปล่อยปลาฉลามและเต่าทะเลทอดพระเนตรนิทรรศการของหน่วยงานสนองพระดำริฯ ทอดพระเนตรการปล่อยเต่าทะเลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต ผ่านระบบการประชุมทางไกลวีดิทัศน์พร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ กองทัพเรือ ได้สนองพระดำริ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาในการดำเนินงานสนับสนุน “โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” โดยทรงมีความห่วงใยปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล การทำร้ายสัตว์ทะเลด้วยน้ำมือมนุษย์ โดยตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นการอนุรักษ์และการสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลไทย

สำหรับ “โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา”ได้ดำเนินโครงการจำนวน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ 2.ด้านการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยและแนวปะการังประกอบด้วย แผนงานจัดทำปะการังเทียม และแผนงานอนุรักษ์ท้องทะเล 3.ด้านการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกและประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย แผนงานเสริมสร้างจิตสำนึก และแผนงานประชาสัมพันธ์โครงการ

และในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 8 มกราคม 2568 ขอถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระชนม์ยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตราบนานเท่านาน

คุณแหน : 8 มกราคม 2568

คุณแหน : 8 มกราคม 2568

คุณแหน : 8 มกราคม 2568

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ พร้อมคณะข้าราชบริพารวังเลอดิสและคณะผู้เคยถวายงานร่วมจัดงานบำเพ็ญกุศลถวาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสครบ 17 ปี ของวันสิ้นพระชนม์ 2 ม.ค. ณ วัดราชบพิธฯ งานนี้ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์,พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์,พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์,ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร,ณัชชัย ถาวรธวัช,วัลลภ อธิคมประภา,ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์,ภัทธิรา หาญสกุล,พีรพงศ์ สุรวรรณ ไม่ยอมพลาด..

ll ชาว Digital CEO#5ร่วมยินดีกับเพื่อนในรุ่น อโรชา นันทมนตรี ที่ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น ผวจ.นครปฐม, ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี และ ธนียา นัยพินิจ ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น ผวจ.พิจิตร งานนี้เพื่อนๆ เตรียมนัดฉลองใหญ่..

ll ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ แจ้งว่า ดีป้า ได้ย้ายอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่เป็นทางการ ตั้งแต่ 7 ม.ค. ไปลาดพร้าว ซอย 10..

ll จีรานุช ภิรมย์ภักดี ไปฉลองปีใหม่ที่นครซิดนีย์ 6 วัน โดยมีลูกชายที่น่ารัก สุนิษฐ์ สก๊อต ควง ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ไปลงเรือยอชต์ร่วมเคาท์ดาวน์ชมพลุ ณ อ่าวซิดนีย์ ด้วยกัน..

ll ยินดีกับ ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ที่ บมจ.สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (SNPS) ได้รับ 2 รางวัลใหญ่ในงาน The Prime Minister’s Industry Award 2024 คือ รางวัลอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น ประเภทการบริหารธุรกิจสู่สากล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยมี แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน..

ll ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม สัมภาษณ์เรื่องนโยบายขับเคลื่อนสภาเภสัชกรรม ในรายการคิดดี สังคมดี ติดตามชมที่ https://youtu.be/qbh91GcCAb8?si=sW62b4ca84f5FdEK..

ll เพื่อนๆ ยินดีกับ เฉลิม-สินีนุช โกกนุทาภรณ์ที่ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์(TEGH)ได้รับคะแนนการจัดอันดับความยั่งยืนระดับ AAA ในการจัดอันดับ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย..ll อนุโมทนาบุญกับ ศักดา-สุมาลี เด่นแดนโดม ไปทำบุญรับปีใหม่ณ วัดป่าห้วยซวก และมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนของ รร.เชียงคาน และ รร.ห้วยซวก จ.เลย..

ll ช่วงสิ้นปี ประวิทย์ ธงชัยระวีวัฒน์ ไปพักผ่อนและดูแลกิจการที่นครซีแอตเทิล เป็นเวลา 3 อาทิตย์..ll ยินดีกับว่าที่เจ้าสาวคนสวย ชัญญา ยงเห็นเจริญ น้องคนเล็กแห่งทายาทรุ่นที่ 2 ชลิต อินดัสทรีฯ ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์รายใหญ่ของไทย ภายใต้แบรนด์“POP”บุตรีของ ชลิต-สุชญา ยงเห็นเจริญ เตรียมจูงมือว่าที่เจ้าบ่าว โด คยุน คิม (Do Kyun Kim) นักธุรกิจชาวเกาหลีใต้ เจ้าของโรงงานกิมจิ“Oppa Kimchi”โดยจะจัดงานฉลองมงคลสมรส 11 ม.ค.นี้ 18.30 น. ณ รร.ยู สาทร กรุงเทพฯ..

ll สุเมธ สุรบถโสภณ พร้อมคณะกรรมการรุ่น BCC 129 ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ปทุม คัมภีร์ศาสตร์ บิดาของเพื่อนร่วมรุ่น ประสิทธิชัย คัมภีร์ศาสตร์..ll

น้องใหม่

เครือข่ายพันธมิตรลงนามบันทึกข้อตกลงโรคหายากในไทย ระยะที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จส่งเสริมชีวิตผู้ป่วยและมอบการรักษาที่เท่าเทียม

เครือข่ายพันธมิตรลงนามบันทึกข้อตกลงโรคหายากในไทย ระยะที่ 2  ต่อยอดความสำเร็จส่งเสริมชีวิตผู้ป่วยและมอบการรักษาที่เท่าเทียม

เครือข่ายพันธมิตรลงนามบันทึกข้อตกลงโรคหายากในไทย ระยะที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จส่งเสริมชีวิตผู้ป่วยและมอบการรักษาที่เท่าเทียม

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือข่ายพันธมิตรลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมมาตรฐานการดูแลรักษาโรคหายากในประเทศไทย หรือ Rare Disease MOU ระยะที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จจากการผนึกกำลังกันตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ของการร่วมลงนามระยะที่ 1 ที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการสนับสนุนกันและกันของกลุ่มผู้ป่วย และการส่งเสริมกรอบนโยบายเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคหายาก

สำหรับ Rare Disease MOU ระยะ 2 นี้ มีพันธมิตรเข้าร่วมผนึกกำลัง 8 หน่วยงาน ได้แก่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ (สวพจ) มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยโรค HAE แห่งประเทศไทย มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ชมรมผู้ป่วยท้าวแสนปมแห่งประเทศไทย และบริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด โดยบันทึกข้อตกลงฯ ระยะเวลา 3 ปีในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหายาก การยกระดับการวินิจฉัยและรักษา การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ และการเพิ่มเสียงจากผู้ป่วยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายโรคหายากในประเทศไทย

ศ.ดร.นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะประธานข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ กล่าวว่า “สำหรับ Rare Disease MOU ระยะที่ 2 นี้ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ที่ได้ทำงานร่วมกันกับบุคลากรทางการแพทย์และโรงเรียนแพทย์ จะมุ่งเน้นการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยโรคหายากอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ผ่านการให้ความรู้แก่กลุ่มแพทย์และนักเรียนแพทย์ พร้อมทั้งให้ได้ศึกษาเคสโรคหายากมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหายากให้กระจายอยู่ทุก ๆ ภูมิภาคทั่วประเทศ และช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ขณะเดียวกันแพทยสมาคมฯ ยังมุ่งผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านโรคหายาก เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขในประเทศให้รองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ศ.นพ.ธันยชัย สุระ นายกสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ (สวพจ) กล่าวว่า “การขับเคลื่อนโรคหายากเบื้องต้นใน MOU ระยะที่ 1 เริ่มต้นได้ดี ด้วยการร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ในการขยายขอบเขตความรู้เกี่ยวกับโรคหายากให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สำหรับ MOU ระยะที่ 2 ในวันนี้สมาคมฯ ต้องการสานต่อการขับเคลื่อนโรคหายากให้สังคมเกิดการรับรู้เพื่อจะได้ค้นพบผู้ป่วยโรคหายากเจอมากขึ้น เร็วขึ้น โดยเฉพาะการรับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การวินิจฉัยโรคและการตรวจเพื่อยืนยันทางห้องปฏิบัติการ จะต้องมีการพัฒนาให้ใช้เวลาน้อยลงเร็วขึ้นและสามารถตรวจเบื้องต้นได้ในประเทศไทย รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์กรต่างๆ และมูลนิธิที่เกี่ยวกับโรคหายากเองก็ตาม”

ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล อาจารย์สาขาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก (Thai Rare Disease Foundation, ThaiRDF) กล่าวว่า “5 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน การที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายและสร้างความตระหนักรู้ทำให้เราเชื่อมั่นว่าเสียงของผู้ป่วยกำลังถูกได้ยินมากขึ้น แต่ความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคหายากยังคงเผชิญกับอุปสรรคมากมายโดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย และยาใหม่ที่ใช้ในการรักษาโรคหายากหลากหลายโรคซึ่งไม่เคยมียารักษาโรคเหล่านี้มาก่อนในอดีต การลงนามระยะที่ 2 นี้ จะเป็นการย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคหายากที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ส่งเสียงของผู้ป่วยให้ดังยิ่งขึ้น โดยขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่เอื้อต่อการรักษา การสนับสนุนการวิจัย และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

รศ.นพ.ฮิโรชิ จันทาภากุล นายกสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย และอาจารย์สาขาวิชาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “การที่ยาสำหรับโรคหายากได้ถูกบรรจุเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคหายากสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมแล้วนั้น ยังเป็นการช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยสามารถเข้าใจโรคหายากได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงและการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับโรคหายากที่ลึกขึ้นและช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต โดยความร่วมมือจากบันทึกข้อตกลงฯ ระยะที่ 1 ที่ผ่านมาเราได้จัดตั้งศูนย์วินิจฉัยและศูนย์ส่งต่อผู้ป่วยโรค HAE ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผู้ป่วยในไทย สำหรับ MOU ครั้งใหม่นี้เราจะยังมุ่งมั่นสร้างแรงกระเพื่อมเกี่ยวกับโรคหายากให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่ากลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศเช่นเดียวกัน”

Life & Health : แนวปฏิบัตให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์และอายุยืนยาว รับปีใหม่

Life & Health : แนวปฏิบัตให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์และอายุยืนยาว รับปีใหม่

Life & Health : แนวปฏิบัตให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์และอายุยืนยาว รับปีใหม่

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบัน การรักษาสุขภาพให้ดีและดูอ่อนวัยแม้ในวัยสูงอายุเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีและดูอ่อนวัยช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก ปีใหม่นี้ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหารมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ให้คำแนะนำในการรักษาสุขภาพให้ดีและดูอ่อนวัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

l รักษาอารมณ์ดี การศึกษาเชิงลึกยาวนาน 75 ปี จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าการรักษาอารมณ์ดีสามารถช่วยยืดอายุขัยได้ โดยมีผลต่อสุขภาพกายและจิตใจ การมีอารมณ์ที่ดีไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกเป็นสุข แต่ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณแลดูสดใส นอกจากนี้การเลิกเอาคิ้วผูกโบและทำหน้าเครียดที่มีแต่ผลเสียยังช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย การหัวเราะและยิ้มยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้า ทำให้เราดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

l ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วนอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้วยังช่วยชะล้างพิษและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านและเกิดริ้วรอยได้ง่าย

l หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่มหรือใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที และควรเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม นอกจากนี้การหยีตายังเพิ่มรอยตีนกาได้ ดังนั้น ควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกัน การออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาแดดอ่อนตอนเช้าหรือตอนเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาทีก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน

l ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วันจะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้นและส่งผลดีต่อสุขภาพผิว การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายและผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่ง การออกกำลังกายยังช่วยขับของเสียออกทางเหงื่อ ช่วยให้ร่างกายมีความกระชับและมีน้ำมีนวล มีการศึกษาวิจัยว่าการออกกำลังกายในวันเสาร์อาทิตย์วันละ 75 นาทีก็ให้ผลใกล้เคียงกับการออกกำลังกายทุกวัน หรือการเดินหลังอาหารทุกมื้อครั้งละ 10 นาทีก็ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมน Growth Hormone ได้ดีเช่นกัน

l เข้านอนสี่ทุ่มและหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พักผ่อนและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ การนอนตั้งแต่สี่ทุ่มและหลับสนิทในห้องมืดที่ปราศจากแสงหรือคลื่นสัญญาณรบกวนช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลฮอร์โมน ลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ยิ่งเข้านอนในช่วงเวลานี้ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนซึ่งช่วยให้หลับลึกและซ่อมแซมร่างกายอย่างเต็มที่ การหลับสนิทยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังและช่วยให้ร่างกายมีพลังงานพร้อมสำหรับกิจกรรมในวันถัดไป

l ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ความเครียดมีผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ การจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ การหาวิธีผ่อนคลายเช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบสามารถช่วยลดความเครียดได้ การเดินเล่นในสวน อ่านหนังสือฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายก็มีผลดีต่อจิตใจและช่วยให้ผิวพรรณแลดูสดใส ลดการเกิดสิวและริ้วรอยที่เกิดจากความเครียด

l ดูแลสุขภาพผิว การรักษาความสะอาดและความชุ่มชื้นของผิวเป็นพื้นฐานของการดูดี การล้างหน้าด้วยโฟมหรือครีมที่เหมาะกับสภาพผิวช่วยขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันที่สะสมอยู่บนผิว การใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่นช่วยให้รูขุมขนไม่กว้างเกินและอย่าถูแรงๆเพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย อย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน จะทำลายผิวหน้าเพราะนอกจากผิวจะไม่ได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน อาจทำให้เป็นสิวอุดตันด้วย

l คบเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่าส่งผลให้เรามีมุมมองที่สดใสและกระปรี้กระเปร่า การทำกิจกรรมร่วมกับคนรุ่นใหม่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้
สิ่งใหม่ๆ การมีเพื่อนที่มีมุมมองเชิงบวกและรักการทำกิจกรรมช่วยให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและมีความสุขกับชีวิต การคบเพื่อนที่มีกิจกรรมและความสนใจที่หลากหลายยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

l ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรัก ความรักเป็นพลังบวกที่ช่วยให้เรารู้สึกมีความหมายและมีความสุขความรักไม่จำเป็นต้องเป็นความรักในเชิงโรแมนติกเท่านั้น แต่รวมถึงความรักในครอบครัว เพื่อนสัตว์เลี้ยง หรือการมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม การมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดีช่วยให้สุขภาพจิตดีและมีอายุยืนยาว การมีครอบครัวและเพื่อนที่รักใคร่
กลมเกลียวช่วยให้เรามีที่พึ่งพิงและสามารถแบ่งปันความสุขและความทุกข์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

l เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว การเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวให้ดูสดใสและทันสมัยช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เรารู้สึกอ่อนวัย การทดลองเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เหมาะกับบุคลิกภาพช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น การเลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสและสวมใส่สบายช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความมั่นใจ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เช่น การเปลี่ยนทรงผมหรือการแต่งหน้าในสไตล์ใหม่ๆ ก็ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นและไม่ตกยุค

การดูแลสุขภาพรับปีใหม่และหน้าหนาวนี้ ด้วยอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อรักษาสุขภาพให้ดี ดังนี้

l รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่โดยเน้นผัก ผลไม้ และสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย เช่น มะนาว ขิง กระเจี๊ยบ และเห็ด เป็นต้น

l ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือดื่มน้ำอุ่น น้ำสมุนไพร เพื่อช่วยการไหลเวียนของโลหิต และลดอาการหนาว

l ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู และลดความเครียด

l สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศ ควรใส่เสื้อผ้าหลายชั้น และสวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าที่ใส่สบาย เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย

l ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและผิวแห้ง

l หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น

l หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลีกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

l ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ ยังควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และหากมีอาการผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงและสนุกสนานกับการเข้าสู่ปีใหม่กัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

H&M เปิดตัวคอลเลคชั่น the wellness edit พร้อมให้สัมผัสความนุ่มสบายไปกับไอเทมใหม่

H&M เปิดตัวคอลเลคชั่น the wellness edit  พร้อมให้สัมผัสความนุ่มสบายไปกับไอเทมใหม่

H&M เปิดตัวคอลเลคชั่น the wellness edit พร้อมให้สัมผัสความนุ่มสบายไปกับไอเทมใหม่

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

H&M MOVE ร่วมกับ H&M HOME นำเสนอคอลเลคชั่น Wellness Edit ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บทุกประสาทสัมผัส สินค้าและของใช้ต่างๆในคอลเลคชั่นนี้ช่วยให้คุณสัมผัสกับช่วงเวลาแห่งการดูแลตัวเองในแต่ละวัน โดยมีเลกกิ้งโยคะจาก H&M Move ที่ผลิตจากวัสดุ SoftMove™ และใช้ผ้า LYCRA® SPORTS ซึ่งนับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย ผลิตจากเนื้อผ้าSoftMove™ ผสมผสานความนุ่มและการใช้งานได้อย่างลงตัว มอบอิสระให้ทุกๆ การเคลื่อนไหวแนบชิดกับผิวของคุณ

ต้อนรับปีใหม่ไปกับคอลเลคชั่น H&M Wellness Edit เชิญชวนให้คุณลงทุนกับตัวเองโดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ที่จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ยั่งยืนและวางรากฐานสำหรับความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง ลงมือทำช้าลงหน่อยจุดเทียนหอม หายใจเข้าลึกๆ และสัมผัสความสงบที่โอบล้อมคุณขณะที่คุณเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับภายใน

“เราออกแบบคอลเลคชั่นนี้ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะให้พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ของเดือนมกราคมนำทางเรา แสงที่สดใสแต่แสนอบอุ่นนี้เป็นการเริ่มต้นของปีใหม่ที่แสดงให้เราเห็นถึงจุดที่เราปรารถนาและวิธีที่เราต้องการลงทุนในตัวเอง เราเชื่อในการเริ่มต้นอย่างอ่อนโยน การเสริมพลังภายในและการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ จากภายใน เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่และสามารถเปล่งประกายด้วยศักยภาพทั้งหมดของเรา” Marie Fredros หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ H&M Move กล่าว

กางเกงเลกกิ้ง H&M Wellness Edit ช่วยให้คุณผ่อนคลายได้ทุกวัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หัวใจสำคัญของคอลเลคชั่นนี้คือ กางเกงเลกกิ้งโยคะโฉมใหม่เนื้อผ้าSoftMove™ ที่ออกแบบมาเพื่อความสบายและพอดีตัวกับผู้สวมใส่ที่สุด กางเกงเลกกิ้งตัวนี้ให้ความรู้สึกนุ่มสบายและสามารถปรับให้เข้ากับทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายนำเสนอเนื้อผ้า SoftMove™ เต็มรูปแบบในโทนสีธรรมชาติของสีขาวครีม โทนสีกลางๆ ที่ดูเรียบง่าย และสีเหลืองเนยออกแบบมาสำหรับกิจกรรมที่ไม่หนักมากเช่น โยคะ พิลาทิส หรือการทำสมาธิไอเทมใหม่ๆ ได้แก่ เสื้อบราสำหรับเล่นกีฬาที่ดูสะอาดตา และเสื้อบราทรงสามเหลี่ยมที่ออกแบบมาให้จับคู่ได้อย่างลงตัวกับกางเกงเลกกิ้งโยคะเนื้อผ้า SoftMove™ กางเกงขายาว หรือกางเกงขาปั่นจักรยานขาสั้นซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นนี้หากต้องการให้ลุคสมบูรณ์แบบให้สวมแจ๊กเกตบุนวม เสื้อสเวตเตอร์คอกลมหรือเสื้อฮู้ด และอย่าลืมอุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักที่ข้อมือแบบมีสไตล์ เพื่อยกระดับการออกกำลังกาย

H&M HOME ให้การสนับสนุนคอลเลคชั่น Wellness Edit นำเสนอไอเทมดูแลตนเองที่คัดสรรมาเพื่อยกระดับพื้นที่และความเป็นอยู่ของคุณ H&M HOME นำเสนอความหรูหราให้กับกิจวัตรประจำวันด้วยผ้าขนหนูผ้าฝ้ายสัมผัสนุ่มสบาย ผ้าคลุมอาบน้ำที่เข้าชุดกันและพรมเช็ดเท้าที่ผสมผสานการใช้งานเข้ากับความผ่อนคลายอย่างลงตัว ตั้งแต่ถาดไม้ที่ดูทันสมัยไปจนถึงเครื่องหอมและเทียนหอม สินค้าแต่ละชิ้นออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณรู้สึกดีที่สุดและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของคุณให้กลายเป็นสวรรค์สำหรับทุกสัมผัส

คอลเลคชั่น Wellness Edit จะวางจำหน่ายในร้านบางร้านค้าและ th.hm.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

กรมวิทย์บริการ ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ

กรมวิทย์บริการ ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ

กรมวิทย์บริการ ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ (proficiency testing, PT) โดยดำเนินการจัดส่งตัวอย่างอาหารสัตว์ ให้แก่ห้องปฏิบัติการที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 47 ห้องปฏิบัติการเพื่อให้ห้องปฏิบัติการดำเนินการทดสอบผลการวัด รายการ Water – soluble chlorides (as NaCl) in feeding stuffs และส่งผลกลับมายังศูนย์ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ ภายในวันที่23 มกราคม 2568 เพื่อประเมินผลทางสถิติด้วยวิธีการเปรียบเทียบผลการวัดระหว่างห้องปฏิบัติการ

อาหารสัตว์ (Feed) หมายถึง สิ่งที่สัตว์กินเข้าไปแล้วไม่เกิดพิษต่อร่างกาย เมื่อร่างกายของสัตว์ได้รับอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการ สัตว์จะสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้
ซึ่งการบริโภคอาหารของสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เศรษฐกิจ ผู้เลี้ยงและผู้ผลิตอาหารสัตว์ ควรตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนะของอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สารอาหารหรือโภชนะที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในวัตถุดิบอาหารสัตว์มี 6 ประเภท คือ น้ำ คาร์โบไฮเดรต โปนตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งแร่ธาตุเป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญ มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเจริญเติบโตของสัตว์ เนื่องจากช่วยปฏิกิริยาต่างๆในร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ฮอร์โมน และเป็นองค์ประกอบของของเหลวในร่างกายและเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความสมดุลของกรดและด่าง ได้แก่ เกลือ (โซเดียม โพแทสเซียมและคลอไรด์) ส่วนใหญ่สัตว์ได้รับอาหารที่มีการเสริมเกลือ ทำให้สัตว์ได้ทั้งโซเดียมและคลอไรด์ไปพร้อมๆ กัน โดยอาศัยการดูดซึมที่ลำไส้ ส่วนที่เกินความต้องการจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หน้าที่ของโซเดียมและคลอไรด์คือ การควบคุมความดัน และความเข้มข้นของเหลวภายนอกเซลล์ (Extracellular fluid) และรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างภายในตัวสัตว์ โดยทั่วไปการหาปริมาณของคลอไรด์ที่ละลายน้ำในตัวอย่างอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ จะวิเคราะห์หาปริมาณในรูปของโซเดียมคลอไรด์ (NaCl)

ทั้งนี้ กรมวิทย์ บริการส่งเสริมและพัฒนาห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพด้านอาหารและอาหารสัตว์ โดยจัดกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สาขาอาหาร รายการ Water – soluble chlorides (as NaCl) in feeding stuffs การเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ของการวิเคราะห์ทดสอบคุณค่าทางโภชนะในอาหารสัตว์ของห้องปฏิบัติการทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเป็นต้องมีความมั่นใจในผลการตรวจวิเคราะห์ว่ามีการควบคุมคุณภาพและรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเกณฑ์หรือมาตรฐานกำหนดอันเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตประชาชนระดับพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

ALLY KIDS DAY 2025 : OUTER SPACE ผจญภัยสุดขอบจักรวาล เติมเต็มจินตนาการของเด็กไทย

ALLY KIDS DAY 2025 : OUTER SPACE  ผจญภัยสุดขอบจักรวาล เติมเต็มจินตนาการของเด็กไทย

ALLY KIDS DAY 2025 : OUTER SPACE ผจญภัยสุดขอบจักรวาล เติมเต็มจินตนาการของเด็กไทย

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันเด็กแห่งชาติปีนี้ ศูนย์การค้าในเครืออัลไล (ALLY) เชิญชวนทุกครอบครัวร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในงาน ALLY KIDS DAY 2025 : OUTER SPACE ที่จะพาเด็กๆ ท่องอวกาศและค้นหาแรงบันดาลใจจากโลกแห่งดวงดาวและจักรวาลในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยหนูๆ น้องๆ จะได้สัมผัสกับกิจกรรมที่ทั้งสนุกและเปี่ยมไปด้วยความรู้ผ่านนิทรรศการและเวิร์กช็อปหลากหลายรูปแบบ ที่ออกแบบมาเพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และปลูกฝังความหลงใหลในการเรียนรู้

กวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมนเนจเมนท์จำกัด กล่าวว่า “ALLY KIDS DAY 2025 : OUTER SPACE เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อมอบความสุขและแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ เพราะเราเชื่อว่าจินตนาการและการเรียนรู้เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเด็กๆ ให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคต ปีนี้เราจึงนำโลกของอวกาศมาถ่ายทอดให้เด็กๆ ได้สัมผัส ผ่านกิจกรรมที่สนุกและเต็มไปด้วยความรู้ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการระบบสุริยะจักรวาลแบบ 3 มิติ กิจกรรมยิงจรวดอวกาศ หรือเวิร์กช็อปสร้างระบบสุริยะที่ออกแบบมาเพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราตั้งใจให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่เด็กๆ และครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีคุณค่า และสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจ”

กิจกรรมที่น่าสนใจเริ่มต้นด้วยนิทรรศการระบบสุริยะจักรวาลแบบ 3 มิติได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) นิทรรศการนี้จะพาเด็กๆ ดำดิ่งไปสู่การสำรวจระบบสุริยะจักรวาลแบบเสมือนจริง ให้สัมผัสกับดวงดาวและดาวเคราะห์ในมิติที่ใกล้ชิดและสมจริงที่สุด กิจกรรมยิงจรวดอวกาศที่จะช่วยเสริมสร้างทั้งความรู้และความสนุกสนานในเวลาเดียวกันซึ่งจะได้เรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์และการทำงานของจรวดพร้อมทั้งพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และความคิดเชิงตรรกะผ่านเกมที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ จุดถ่ายรูปนักบินอวกาศ และ Mock up ชุดนักบินอวกาศจะทำให้ รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ในบรรยากาศอันน่าประทับใจ และเวิร์กช็อประบบสุริยะจักรวาลจำลองแบบ3D ที่ได้เปิดให้เด็กๆ สร้างระบบสุริยะไซส์Mini ของตัวเอง พร้อมมองเห็นรายละเอียดแบบ 360 องศาของชิ้นงาน ความพิเศษ เพิ่มขึ้นด้วยเครื่องเล่นสไลเดอร์ ยานอวกาศและบ้านลมอวกาศที่สูงกว่า 7 เมตร ที่เด็กๆจะได้สนุกสนานพร้อมพัฒนาทักษะการทรงตัวและกล้ามเนื้อมัดเล็กจากการปีนป่ายในพื้นที่ ที่ออกแบบมาเพื่อการผจญภัยอวกาศ โดยเฉพาะ ขาดไม่ได้การถ่ายภาพกับ Mascotนักบินอวกาศสุดน่ารัก ซึ่งจะเป็นตัวแทนของความมหัศจรรย์ในโลกจักรวาล พร้อมรับของรางวัลลูกโป่งฟอยด์อวกาศ ฟรีและของขวัญอื่นๆ อีกมากมาย

ALLY KIDS DAY 2025 : OUTER SPACE ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมวันเด็ก แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้กับเด็กๆทุกคน ร่วมเดินทางไปในจักรวาลแห่งจินตนาการ และปลูกฝังความหลงใหลในการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะทุกความฝันของเด็กๆ สำคัญเสมอ มาร่วมทำให้วันเด็กปีนี้เป็นวันที่พิเศษที่สุดด้วยกัน! ในวันที่ 11-12 มกราคม 2568 ได้ที่ศูนย์การค้าในเครืออัลไล (ALLY) ซึ่งอยู่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เดอะคริสตัล (เอกมัย-รามอินทรา, ราชพฤกษ์, ชัยพฤกษ์), เพลินนารี่,อมอรินี่, แอมพาร์ค และสัมมากร เพลส รามคำแหง

เจ้าแม่ซอฟต์พาวเวอร์! ‘ลิซ่า’เปิดตัวเมนูชาไทยดังไกลถึงอเมริกา

เจ้าแม่ซอฟต์พาวเวอร์! 'ลิซ่า'เปิดตัวเมนูชาไทยดังไกลถึงอเมริกา

เจ้าแม่ซอฟต์พาวเวอร์! ‘ลิซ่า’เปิดตัวเมนูชาไทยดังไกลถึงอเมริกา

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

สร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อศิลปินระดับโลกอย่าง “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ได้ไปร่วมเปิดสูตรของตัวเองกับทาง Erewhon น้ำปั่นไฮเอนด์จากสินค้าออร์แกนิกคุณภาพดีในสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเซเลบริตี้ชื่อดังทั่วโลก และยังเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย

โดยเมนูของลิซ่าที่ได้พาไปเฉิดฉายสู่สายตาชาวโลกคือ Thai up the World ซึ่งก็คือ ชาเย็นไทยแบบคลาสสิก ด้วยส่วนผสมหลักจากชาดำที่โดดเด่น เสริมด้วยเนื้อครีมของนมวัวออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ

โดย ลิซ่า เผยว่าตื่นเต้นมากที่ได้เปิดเผยสูตรนี้ พร้อมทั้งได้โชว์ทำชาเย็นไทย Thai up the World ให้แฟนๆ ชมด้วยตัวเอง โดยภายหลังจากใส่ส่วนผสมทุกอย่างก็ปั่นเข้าด้วยกัน แล้วเทใส่แก้วอันเป็นเอกลักษณ์ของ Erewhon ทั้งยังเชิญชวนส่งท้ายด้วยภาษาไทยสุดน่ารักว่า “อย่าลืมมาทานกันเยอะๆ นะคะ”

ซึ่งราคาของ Thai up the World By Lisa แก้วนี้ ราคาบนเว็บไวต์ Erewhon ปรากฏอยู่ที่ 11 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 380 บาท