กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.53 น.

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้หลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” “อนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย”

วันที่ 7 มกราคม 2568 เวลา 15.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้หลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการแถลงข่าวได้มีการจัดแสดงกระบือปลักไทย จำนวน 2 ตัว ณ ลานเอนกประสงค์หน้าเสาธง หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบตั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยดำเนินการบริการผสมเทียมกระบือที่มีความพร้อมโดยโดยใช้น้ำเชื้อกระบือพ่อพันธุ์ชั้นดีของกรมปศุสัตว์ และสนับสนุนพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยในการคุมฝูงและปรับปรุงสายพันธุ์ในฝูงกระบือของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีกระบือตั้งท้องจากการผสมเทียมและใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง จำนวนกว่า 360 ตัว และมีลูกกระบือเกิดใหม่มากกว่า 400 ตัว

สำหรับโครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อพสกนิกร ชาวไทย ในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ เพื่อจัดประกวดแข่งขันกระบือปลักไทย ซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจ ได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ เพื่อเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิตถึงการบริโภค ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรภาคเอกชน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรและประชาชนผู้สนใจด้านการจัดการ การเลี้ยงกระบือปลักไทย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ และเทคโนโลยีการผลิตกระบือปลักไทย ที่มีคุณภาพ โดยมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการ ประกอบด้วย 3 โซน

โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยการดำเนินงานโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตร

ตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน

โซนที่ 2 นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานภายใต้กรมปศุสัตว์ จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ การขึ้นทะเบียนกระบือปลักไทย การเลี้ยงดูกระบือปลักไทย อาหารสัตว์และพืชอาหารสัตว์สำหรับกระบือ การตรวจโครโมโซมฯ

ในกระบือ การตรวจเร่งเนื้อแดงจากปัสสาวะกระบือ และโรคและการป้องกันที่สำคัญในกระบือ

โชนที่ 3 นิทรรศการของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ (สมาคมฯ จำนวน 5 กลุ่ม การออกร้านสาธิตและจำหน่ายสินค้าของกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ นิทรรศการมีชีวิต การแสดงพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยต้นแบบ กิจกรรมวิ่งควาย กิจกรรมสู่ขวัญควาย

กิจกรรมการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น

1) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
2) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
3) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
4) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
5) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
6) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
7) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 366 – 48 เดือน

กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน

9) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
10) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
11) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
12) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 14 – 24 เดือน
13) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
14) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
15) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือโดเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
16) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 366 – 48 เดือน

ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 3 ถ้าย

1. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศผู้ 1 รางวัล
2. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศเมีย 1 รางวัล
3. ถ้วยรางวัลพระราชทานกระบือปลักไทยยอดเยี่ยม ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 1 รางวัล
โดยมีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข การนำกระบือเข้าประกวด มีข้อกำหนด ดังนี้
1. ต้องมีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ติดอยู่ที่ตัวกระบือแบบถาวร เช่น ติดเบอร์หูพลาสติก การสักเบอร์หู
หรือมีการฝังไมโครชิฟ
2. ต้องมีรูปร่างลักษณะตรงตามอัดลักษณ์ ลักษณะประจำพันธุ์ของกระบือปลักไทย ตามการขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์ของกรมปศุสัตว์ “กระบือปลักไทย DLD BU 01/2023”
3. ต้องมีหนังสือรับรองผลการตรวจโครโมโซม เพื่อยืนยันการเป็นกระบือปลักไทยทีมีใครโมโซมจำนวน 48 แท่ง
หรือ 24 คู่ หรือกรณียังไม่มีหนังสือรับรองผลการตรวจโครโมโซม กระบือที่ส่งเข้าประกวดต้องได้รับการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจโครโมโซม
4. กระบือที่ส่งเข้าประกวดต้องเกิดจากพ่อ-แม่พันธุ์ กระบือปลักไทย เท่านั้น
“กระบือที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ จะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมกระบือปลักไทย (จำนวนไม่น้อยกว่า 500 โดส) น้ำเชื้อที่รีดแล้วถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางกรมปศุสัตว์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย และนำไปใช้ประโยชน์
ในกิจกรรมของกรมปศุสัตว์ต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2568

'กรมพัฒนาที่ดิน'จัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2568

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2568

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ.2568 กรมพัฒนาที่ดิน จัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2568 โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม และ ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน คณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมฯ ศาลพระภูมิ ศาลตา-ยาย อนุสาวรีย์ ดร.บรรเจิด พลางกูร ทำบุญเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระสงฆ์ จำนวน 19 รูป พร้อมทั้งกล่าวอวยพรปีใหม่และให้โอวาทแก่บุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อร่วมกันสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมที่สำคัญ ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

– 006

‘กรมการข้าว’จัดพิธีทำบุญตักบาตร-ขอพรปีใหม่เสริมสิริมงคล ต้อนรับปี 68

'กรมการข้าว'จัดพิธีทำบุญตักบาตร-ขอพรปีใหม่เสริมสิริมงคล ต้อนรับปี 68

‘กรมการข้าว’จัดพิธีทำบุญตักบาตร-ขอพรปีใหม่เสริมสิริมงคล ต้อนรับปี 68

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

วันอังคารที่ 7 มกราคม 2568 เวลา 07.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่ 2568 แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป จากวัดลาดปลาเค้า กรุงเทพฯ ณ บริเวณหน้าอาคารกรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

– 006

ททท. เปิดตัวหนังสือ ‘กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์’

ททท. เปิดตัวหนังสือ 'กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์'

ททท. เปิดตัวหนังสือ ‘กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์’

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวหนังสือ“กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์”  ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสมนต์เสน่ห์เมืองสองแควผ่านตัวอักษร ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของจังหวัดพิษณุโลก เมืองประวัติศาสตร์อายุกว่า 600 ปี ที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ารวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหวังกระตุ้นการเดินทางสู่เมืองน่าเที่ยวรับศักราชใหม่ในปี 2568โดยมี นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ห้องสมุด อาคารททท. สำนักงานใหญ่  นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. กล่าวว่า ททท. กำหนดแนวทางส่งเสริมการตลาดสำหรับภูมิภาคภาคเหนือ มุ่งกระตุ้นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่เมืองน่าเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมกับพิพิธภัณฑ์เพลงโบราณ บ้านอภิสิทธิ์ สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการเปิดตัวหนังสือ “กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์” หนังสือที่สะท้อนความสำคัญของจังหวัดพิษณุโลกในมิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยมีการถอดความจากวรรณกรรมอันทรงคุณค่าที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลกอย่างน่าสนใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงความเป็นมาและความสำคัญในแง่มุมต่าง ๆ ที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อนของจังหวัดนี้ โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือจะถูกนำไปมอบให้แก่มูลนิธิที่ดำเนินการช่วยเหลือผู้พิการ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์เพลงโบราณ บ้านอภิสิทธิ์ สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการททท. เชื่อมั่นว่าหนังสือ “กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์”จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางสู่เมืองน่าเที่ยวอย่างจังหวัดพิษณุโลกและเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนทำให้พิษณุโลกกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทรงคุณค่าและน่าหลงใหล สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่จากการเดินทางที่มีความหมาย

นายอภิสิทธิ์ สรรพานิช ผู้ก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์เพลงโบราณ บ้านอภิสิทธิ์  สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการ” กล่าววว่า ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์เพลงโบราณ บ้านอภิสิทธิ์  สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการเริ่มต้นจากตนเองและน้องชายมีความตั้งใจที่จะใช้ช่วงเวลาในบั้นปลายชีวิตทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคมและด้วยความที่สองคนพี่น้องมีความรักในดนตรีและเสียงเพลงจึงตกลงที่จะนำบ้านของตนเองจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เพลงโบราณ”บ้านอภิสิทธิ์ สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการ”ภายในพิพิธภัณฑ์ถูกจัดตกแต่งด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น มีการจัดกิจกรรมฉายหนังเพลงโบราณเดือนละครั้งและปณิธานที่ต้องการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมต่อผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงที่ยากไร้ และคนยากจน ในทุกปีพิพิธภัณฑ์จะทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการช่วยคนพิการ คนป่วยติดเตียง คนยากไร้ และให้ทุนการศึกษานักเรียนยากจนอย่างต่อเนื่องผ่านมูลนิธิการกุศลต่างๆและเข้าเยี่ยมครอบครัวกลุ่มเป้าหมายโดยตรง แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ น้อยๆ แต่พวกเรามีความสุขที่ได้ทำตามกำลังที่เรามี รวมไปถึงจิตเมตตาของกัลยาณมิตรที่ส่งมาสนับสนุนพิพิธภัณฑ์เราทุกครั้งที่เราจัดกิจกรรมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ “กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์”ออกจำหน่ายเพื่อนำรายได้ช่วยเหลือสังคมต่อไป

หนังสือ “กว่าจะมาถึง…เมืองพระพิศณุโลกย์” เขียนขึ้นโดย นายอภิสิทธิ์ สรรพานิช ผู้ก่อตั้ง“พิพิธภัณฑ์ เพลงโบราณบ้านอภิสิทธิ์  สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการ”เนื้อหาภายในหนังสือนำเสนอเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองพิษณุโลก วิถีชีวิตที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชุมชนอันเป็นรากเหง้าทางสังคมที่หล่อหลอมมาอย่างยาวนาน ก่อเกิดเป็นภูมิปัญญาที่ส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในมิติของโบราณสถาน วัดวาอาราม หัตถกรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น ฯลฯ พร้อมทั้งบอกเล่าความเชื่อและตำนานของเมืองพิษณุโลก ผ่านการถอดความจากจินตวรรณกรรมคำกวีเรื่อง “นารายณ์” โดย “สมมาเบญจพงษ์” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยความละเอียดและลึกซึ้ง นอกจากนี้ภายในงานยังจัดเสวนาในหัวข้อ“การท่องเที่ยว…ประวัติศาสตร์…ตำนานพื้นถิ่น” ร่วมเสวนาโดย ดร.พลาดิศัย สิทธิธัญญกิจ นักประวัติศาสตร์และนักเขียนอาวุโสทางด้านประวัติศาสตร์ชาติไทยรศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล นักประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยนเรศวร นางศศิอาภา สุคนธรัตน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยวททท. และ นางสาวรัตนบุณย์ อาจทนอง ผู้บริหารสำนักพิมพ์มติชน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางมายังจังหวัดพิษณุโลก ททท. ได้นำเสนอสินค้าบริการและกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ผ่าน 5 Must Do in Thailand  ไม่ว่าจะเป็น MUST TASTEชิมเมนูเด็ดประจำท้องถิ่น ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ห่อหมกปลาช่อนใบยอ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เป็นต้น MUST TRYลองลุยกับกิจกรรมสุดผจญภัยล่องแก่งลำน้ำเข็ก เข็กน้อยอัลตร้าเทรล ปีนเขาล่องเรือตาหมื่น เป็นต้น  MUST BUYสินค้าชุมชนต้องชอป สมเด็จพระนางพญา พระพุทธชินราชเนื้อผงเสาร์ 5 กล้วยตากบางกระทุ่ม เป็นต้น MUST SEEKวิวสวยจุดถ่ายรูปอัปโปรไฟล์ใหม่ ชมค้างคาว ณ บ้านมุง อำเภอเนินมะปราง ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ณ อุทยานแห่งชาติภูลมโลเป็นต้น และ MUST SEEชมไลฟ์สไตล์แบบคนท้องถิ่นที่ต้องเห็นสักครั้ง ตักบาตรรับอรุณ ณ วัดใหญ่
นั่งรถรางชมเมือง และสัมผัสวิถีชุมชน ณ บ้านวังส้มซ่า เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือได้ที่พิพิธภัณฑ์เพลงโบราณบ้านอภิสิทธิ์  สรรพานิช…มิตรเพื่อนพิการโทร.0846654795  หรือ ททท.สำนักงานพิษณุโลก โทรศัพท์ 055 252 742 Facebook Fanpage : ททท. สำนักงานพิษณุโลก หรือ โทร. 1672  Travel Buddy

ปักหมุดตามรอยร้านขนมชื่อดังที่’ลิซ่า’แวะซื้อ Er Te Café

ปักหมุดตามรอยร้านขนมชื่อดังที่'ลิซ่า'แวะซื้อ Er Te Café

ปักหมุดตามรอยร้านขนมชื่อดังที่’ลิซ่า’แวะซื้อ Er Te Café

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

เรียกว่ากลายเป็นไวรัลไปทั่วโซเชียลกับภาพ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” เดินช้อปปิ้งที่ห้างพารากอน ในช่วงปีใหม่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งลิซ่ากำลังยืนอยู่ที่ร้าน  Er Te Café สั่งเครื่องดื่มและคุ้กกี้ Er Te ‘s Cookies เมนูสุดฮิตที่มีในช่วงเทศกาล

ตามส่องเมนูที่น่าสนใจของร้าน พบว่ามี Snowball Cookies คุ้กกี้ทรงกลม หอมเนยแท้นำเข้าจากยุโรป สอดไส้ด้วยแมคคาเดเมียนำเข้าจากออสเตรเลีย และ Crunchy oats cranberry cookies คุ้กกี้อบแห้ง ทำจากข้าวโอ๊ตให้สัมผัสกรุบกรอบในทุกคำ พร้อมกับรสเปรี้ยวอมหวานจากแครนเบอร์รี่อบแห้งที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น และแพกเกจจิ้งกระปุกทรงกลมที่น่ารักสุดๆ จะทานเองหรือเป็นของฝากก็ดูดี อีกทั้งยังมีเมนูชานมหลากหลายสัญชาติที่มารวมอยู่ที่ร้านเดียว เมนูขายดีแนะนำ คือ Around the world Er Te ชา3สายพันธุ์ 2สัญชาติ ญี่ปุ่นเเละไต้หวันเบลนผสมกัน กลิ่นชาชัด หอมและลงตัวมากๆ และเมนูชาไทย ของร้านที่ลูกค้าต่างชาติชอบมากๆ สูตรพิเศษที่เบลนผสมชาใต้เเละชาเหนือเข้าด้วยกัน คาดว่าน่าจะป็นหนึ่งในเมนูโปรดของลิซ่า ที่มาทุกครั้งต้องมาลองเรียกว่า Er Te Café ถือเป็นร้านโปรดของลิซ่า ที่มาเมืองไทยเมื่อไหร่เป็นต้องแวะมากินและสั่ง อย่างเมื่อวันเกิดปีที่ผ่านมา เค้กสุดพิเศษจากร้าน Er Te Café ก็ได้ไปร่วมอยู่ในงานปาร์ตี้วันเกิดด้วย และนี่ลิซ่ายังมาซื้อคุ้กกี้กลับบ้านด้วยตัวเองถึงที่ร้านอีก  Er Te Café คาเฟ่ชาและขนมหวานที่รวบรวมสูตรชาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกและขนมหวานที่รังสรรค์โดยฝีมือเชฟระดับโลก มี 2 สาขา ได้แก่ พารากอน และ ศูนย์สิริกิตติ์ หรือสามารถสั่งออนไลน์เดลิเวอรี่ได้ทาง Lineman/Grab/Robinhood/FoodPanda /ShopeeFood

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เปิดศักราชปีมะเส็ง ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2025

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เปิดศักราชปีมะเส็ง ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2025

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เปิดศักราชปีมะเส็ง ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2025

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

กลุ่มเดอะมอลล์ เปิดศักราช ร่วมเผชิญความท้าทายเศรษฐกิจปีมะเส็ง ทุ่มงบ 200 ล้านบาท กระตุ้นกำลังซื้อคนกรุง-ปริมณฑลในเทศกาลตรุษจีน ต่อเนื่องวาเลนไทน์ ขานรับมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 และ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ หรือเงิน 10,000 เฟส 2พร้อมปักหมุด 8 ประสบการณ์ความ ‘เฮง’ ตอกย้ำต้นตำรับพิธีเสริมสิริมงคลในเทศกาลตรุษจีน เชื่อมั่นยุคดิจิทัลกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่คู่กันและมีแนวโน้มมีความสำคัญเพิ่มขึ้นจัดงาน เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2025 : ปีมะเส็งเฮงมาหา   13 ม.ค. – 17 ก.พ. 68 กับความ ‘เฮง’  ตั้งแต่วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว คาดเงินสะพัดตรุษจีนในกลุ่มเดอะมอลล์ 3,500 ล้านบาท เชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ สามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้ธุรกิจในช่วงเดือนแรกของปีเติบโต 10 %                        

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด (Miss Voralak Tulaphorn ; Chief Marketing OfficerThe Mall Group Co., Ltd.)  กล่าวว่า “ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ได้เตรียมจัดงาน  เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2025 : ปีมะเส็ง                เฮงมาหา  ซึ่งเป็นแคมเปญแรกของปี 2568 (2025) หรือปีมะเส็ง โดยใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ในการจัดแคมเปญ ทั้งในส่วนของโปรโมชั่นของห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์, เอ็มโพเรียม, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน   ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์  ตลอดจนกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลสำหรับเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา และเดอะมอลล์ โคราช ให้สอดรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งในส่วน มาตรการ Easy E-Receipt 2.0 และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ หรือเงิน 10,000 เฟส 2 สนับสนุนการบริโภคในประเทศ  โดยทั้ง 2 มาตรการ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้าได้ต่อเนื่องจากเทศกาลปีใหม่ โดยมีลูกค้าที่มีความต้องการใช้จ่ายเพื่อร่วมมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ในขณะที่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ หรือเงิน 10,000 เฟส 2 ก็น่าจะมีส่วนสนับสนุนให้เกิดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งการใช้จ่ายในการซื้อของไหว้, การให้อั่งเปาลูกหลาน เป็นต้น  โดยเชื่อมั่นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ สามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้ธุรกิจในช่วงเดือนแรกของปีเติบโต 10 %   และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจมีตัวเลขเติบโตที่ดีในไตรมาสแรกของปี โดยเศรษฐกิจในภาพรวมของปีนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการที่คาดว่าจะเติบโตราว 4.0% ซึ่งน่าจะมาจากการกระตุ้น    การใช้จ่ายและการกระตุ้นการท่องเที่ยวของทุกภาคส่วน

และในฐานะที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เป็นศูนย์กลางความมหัศจรรย์ที่ดีที่สุดของครอบครัวคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล เทศกาลตรุษจีนปีนี้ ได้ตอกย้ำแนวคิดสำคัญ ‘มูเตลู มาร์เก็ตติ้ง’ ซึ่งเดอะมอลล์ เป็นรีเทลแรก ต้นตำรับของการอัญเชิญเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ มาให้ประชาชนสักการะ พร้อมวิธีการไหว้ให้ ‘เฮง’ ถูกต้อง การให้บริการชุดเซ่นไหว้ที่ถูกต้องตามประเพณี , กิจกรรมการแสดง, โปรโมชั่น ครบศาสตร์ความสุขทุกวันสำคัญ วันไหว้ – วันจ่าย –  วันเที่ยว ตามธรรมเนียมสำคัญของจีน  โดยมี 8 ไฮไลท์ ปีมะเส็ง “ เฮงมาหา”  ดังนี้

  • เฮง มาหาความปัง @เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน เอ็ม ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 1

เปิดรับความปังกับการเสริมมงคลในปีมะเส็ง กับการจำลองวิหารเทพเจ้ามังกรเขียวอัครทิพย์วารี และอัญเชิญ ‘เทพเจ้ามังกรเขียว’ องค์จำลองจากวัดทิพยวารีวิหาร (กัมโล่วยี่)  ผ่านการทำพิธีถูกต้อง นำพิธีโดย ดร.คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์และประธานคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย-จีน พร้อมกับอัญเชิญเทพเจ้าที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมสักการะในวันตรุษจีนมาให้ประชาชนสักการะขอพรให้คุ้มครองในปีมะเส็งตามความเชื่อ  รวมถึงการจัดพิธีแก้ชง สะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตาโดยสมาคมเต็กก่า ซึ่งประชาชนสามารถร่วมสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค – 2 ก.พ. นี้

  • เฮง มาหาความอร่อย @เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา และ เดอะมอลล์ โคราช    

เปิดรับความมงคลกับอาหารอร่อยชั้นเลิศ เสริมพลังรับปีมะเส็ง โดยร่วมกับหอการค้าไทย-จีน ในโอกาสฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการค้าไทย จีน ร่วมคัดสรรร้านอาหารชั้นนำมาให้บริการ ได้แก่ ที่สุดของเมนูจักรพรรดิ ครั้งแรกกับ การออกร้านของ “ร้านซีอานเยี่ยม”  สุดยอดร้านอาหาร ต้นตำรับประวัติศาสตร์ 2,000 ปี จากมณฑลส่านซี ประเทศจีน กับเมนูเกี๊ยวซีอาน, เบอร์เกอร์จีน, บะหมี่เปลียง เปลียงเนื้อ, บะหมี่ซุปทองซี่โครงหมู, เนื้อวัวเสียบไม้ และเมนูมงคลจากภัตตาคาร ร้านอาหารเลื่องชื่อชั้นนำกว่า 1,500 เมนู อาทิ ร้านข้าวมันไก่ เฟิงไฉ , ร้านนายเม้ง บะหมี่ปูเกี๊ยวกุ้งยักษ์, ร้านสีลมภัตตาคาร, ร้านฉั่ว บัก ฮง เป็ดพะโล้ท่าดินแดง, ร้านเต้าหู้คลองแงะ, ร้าน เฮียเฮง ขาหมูหนังกริ๊บ by เชฟเฮง เป็นต้น โดยเริ่มอิ่มอร่อยได้ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค – 2 ก.พ.

  • เฮง มาหาเฮง @เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา และ เดอะมอลล์ โคราช

  เปิดรับความตระการตา กับการแสดงเชิดมังกรเรืองแสง และ ครั้งแรกในประเทศไทยกับการแข่งขันเชิดมังกรเรืองแสง จากกว่า 20 ทีม 2,000  ชีวิต วันที่ 24 – 26 ม.ค. 2568  และพบกับกิจกรรมการประกวด THE MALL LIFESTORE CHINESE NEW YEAR COSTUME CONTEST ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท ในวันที่ 26 ม.ค. ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค และชมการแสดงเชิดสิงโต-มังกร, การโชว์ศิลปวัฒนธรรมจีน วันที่ 24 ม.ค – 2 ก.พ. นี้ ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา และ เดอะมอลล์ โคราช

  • เฮง มาหาแรงบันดาลใจกับงานอาร์ตทอย ‘ลูกมังกร’ @เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

เปิดรับแรงบันดาลใจกับการชมงานประติมากรรม ‘อาร์ตคาแรกเตอร์’ อาณาจักรลูกเทพมังกร 9 องค์ ผลงานการสร้างสรรค์จากคุณนนท์- อภิทรัพย์ ภูผา (Zing Zing The Lion) ศิลปินอาร์ตทอยรุ่นใหม่ ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมเกม AR ตามหาลูกมังกร ชิงรางวัลมากมาย ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, บางแค และงามวงศ์วาน เพลิดเพลินและถ่ายรูปใกล้ชิดกับขบวน Mascot 9 ลูกมังกร ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา

  • เฮง มาหาอั่งเปา รวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท  

เปิดรับความ ‘เฮง’ กับโปรโมชั่นสุดคุ้มให้ช้อปรับคืนภาษี กับสินค้าแบรนด์ดังลดสูงสุด 70% ภายในห้างสรรพสินค้า โดยสมาชิก M Card และลูกค้าบัตรเครดิต BANGKOK BANK M VISA ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ รับคืนรวมสูงสุด 7,600 บาท และเมื่อช้อปฯ ครบตามกำหนด รับอั่งเปา รวมสูงสุด 1,600 บาท  ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค – 6 ก.พ. 68  และตั้งแต่ 29 ม.ค. – 2 ก.พ. 68 ช้อปฯ 1,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ  รับฟรี เซ็ทซองอั่งเปา “มะเส็งเฮงรับโชค” พิเศษ ! วันตรุษจีน 29 ม.ค. 68 สมาชิกบัตร  M Card ใช้คะแนนสะสม 9, 99 และ 999 M Point แลกรับอั่งเปา สูงสุด 300 บาท ผ่าน M Card Application

นอกจากนี้ เมื่อช้อปฯ ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ “ปีมะเส็งเฮงมาหา รับมั่งคั่งทั่วหน้า” ช้อปผ่านบัตรเครดิต BANGKOK BANK M VISA ช้อปในศูนย์ฯ 6,000 บาทขึ้นไป รับ CASH COUPON 1,000 บาท พิเศษสุด 24 ม.ค. 68 – 2 ก.พ. 68 ช้อปในศูนย์ฯ 20,000 บาทขึ้นไป รับทองคำแผ่น 1 สลึง มูลค่า 12,500 บาท (จำกัด 40 ท่านแรก), สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ แลก 90 SMILE POINTS รับ CASH COUPON 300 บาท, สมาชิก M Card  ช้อปฯ ครบ 1,500 บาทขึ้นไป รับฟรี ! เซ็ทซองอั่งเปา JOY•LUCK•LOVE , ครบ  3,000 บาทขึ้นไป รับ Lucky Bag กระเป๋ามงคลรับเฮง พิเศษ ! ฉลองตรุษจีน 25 ม.ค. – 2 ก.พ. 68 จับลูกเทพ “มังกรเขียว” ครบ 3 องค์ รับเลย!!! E-Coupon 100 บาท* จากร้านอาหารที่ร่วมรายการ และสนุกกับจุดถ่ายภาพ AR SNAP PHOTO ลูกเทพมังกรพร้อมคำอวยพร กับกิจกรรม AR HUNT ลูกเทพมังกร 9 องค์

  • เฮง มาหาชุดไหว้มหามงคลและของอร่อย @กูร์เมต์มาร์เก็ต & กูร์เมต์ อีทส์ ทุกสาขา

   เปิดรับมงคลกับชุดไหว้และเมนูมงคล จากกูร์เมต์ มาร์เก็ต และกูร์เมต์ อีทส์ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจนด้วย 7 ชุดไหว้เสริมมงคล ในคอนเซ็ปต์ “โชคลาภหลั่งไหล กับความรุ่งเรืองไม่หยุดยั้ง” ประกอบด้วย ชุดไหว้ร่ำรวยรุ่งโรจน์, ชุดซาแซมหาเฮง, ชุดไหว้สมบูรณ์พูนสุข, ชุดไหว้ทันใจ, ซีฟู้ดบารมีเศรษฐีเงินล้าน, ชุดไหว้รุ่งเรืองเฟื่องฟู, ชุดไหว้ซาแซมหาทรัพย์ พร้อมโปรมหาเฮง สำหรับสมาชิก M Card อาทิ รับฟรี M Cash Coupon, ปฏิทินจีนมงคล, ผ้าพันคอลายมงคล  และองค์เจ้าแม่กวนอิม ปลุกเสกจากวัดทิพยวารี เมื่อซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข          ที่กำหนด รวมถึงอิ่มอร่อยกับเมนูมงคลจาก กูร์เมต์ อีทส์ “ปีมะเส็ง มหาเฮง อร่อยทุกจาน โดนทุกเจน” ตั้งแต่ 16 – 31 ม.ค. 68

  • เฮงมาหาฟิน

 เปิดรับความ ‘ฟิน’ กับศิลปิน นักร้อง กับการแสดงพิเศษ โดยวันที่ 24 ม.ค. เวลา 16.00 น.  กับการเริ่มต้นเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน กับศิลปิน กลัฟ คณาวุฒิ  ไตรพิพัฒนพงษ์ ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  บางแค, วันที่ 24 ม.ค. เวลา 16.00 น. พบกับ ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  บางกะปิ และที่เดอะมอลล์ โคราช พบกับศิลปิน “ต้าห์อู๋” ที่จะมาพร้อมกับโชว์สุดพิเศษ วันที่ 1 ก.พ. เวลา 16.00 น.

  • เฮง มหาศาล @เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน  

  เปิดรับโชคลาภ บารมี กับเทคนิคการตั้งโต๊ะไหว้เจ้า – บรรพบุรุษ  รับความเฮงๆ ปังๆ ปีมะเส็ง โดย ดร.คฑา ชินบัญชร  ในวันที่ 24  ม.ค. 68  

โดยทั้งหมด คือ กิจกรรมและโปรโมชั่นในแคมเปญ JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2025 : ปีมะเส็ง  เฮงมาหา ซึ่งเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ และห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดขึ้นต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งคาดว่า มาตรการภาครัฐ Easy E-Receipt 2568 และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ หรือเงิน 10,000 เฟส 2 จะช่วยกระตุ้นให้มีการออกมาใช้จ่ายในเทศกาลเพิ่มขึ้น ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง สูงสุด 50,000 บาท คืนภาษีให้นักช้อปสูงสุด 17,500  บาท พิเศษสำหรับสมาชิกบัตร           M Card และบัตรเครดิต BANGKOK BANK M VISA เมื่อช้อปภายในห้างฯและศูนย์ฯ ที่ เดอะมอลล์,                เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา และห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ รับเพิ่ม E Coupon รวมสูงสุด 1,000 บาท เมื่อแสดง E-RECEIPT ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างวันที่               16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.18 น.

วานนี้อังคารที่ ๗มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๒.๒๙ น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังอาคารคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ ทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง หรือ Oncogenesis พระราชทาน แก่คณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ ๓ ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน รวม ๖๔คนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานและความซับซ้อนของโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาจภพบ ๓๓๐๔ พัฒนาการ พันธุศาสตร์ และโรคมะเร็ง เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในประเทศไทย และมีแนวโน้มการเกิดอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอยู่ตลอด ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้า วิจัย พัฒนาด้านการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรค เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย ตั้งแต่ “กระบวนการและขั้นตอนของการเกิดมะเร็งและชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง” ประกอบด้วยหลายขั้นตอน มีความซับซ้อนในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น กลไกการเกิดมะเร็งจากสารเคมี โดย “ขั้นเริ่มต้น” เชื่อว่าสามารถแยกออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ กลไกที่ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอโดยตรง และทำให้เกิดการกลายพันธุ์ จนภายหลังกลายเป็นเซลล์มะเร็ง เช่น การเกิดมะเร็งจากสาร อะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ที่พบจากเชื้อราในเมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ และสารเอ็น-ไนโตรซามีน (N-nitrosamine) ที่พบในอาหาร เช่น ปลาร้า กะปิ และเครื่องดื่มบางชนิด  ส่วนกลไกที่ไม่ได้ทำลายดีเอ็นเอโดยตรงจะมีการทำปฏิกิริยาในระบบการควบคุมการแสดงออกของยีนส์ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง เมื่อเข้าสู่ “ขั้นก่อตัว” เซลล์จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และเข้าสู่ “ขั้นกระจายตัว” ทั้งนี้ เซลล์มะเร็งมีลักษณะทางชีววิทยาที่สำคัญ คือการแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้ง และการเปลี่ยนแปลงในโปรตีน ซึ่งระยะแรกเซลล์มะเร็งจะอยู่รวมกันในบริเวณที่เกิดความผิดปกติ หากตรวจพบในระยะนี้ จะมีโอกาสยับยั้งและรักษาให้หายได้

ปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงเรียนแพทย์ลำดับที่ ๒๓ ของไทย ได้รับการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของ World Federation for Medical Education โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และแพทยสภา จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยทั้งในระดับปริญญาตรี โทและเอก เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้นำด้านสุขภาพและการบริการทางการแพทย์ ที่มีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ปส.วางยุทธศาสตร์ สู่ ‘องค์กร SMART’ ระดับสากล

ปส.วางยุทธศาสตร์ สู่ ‘องค์กร SMART’ ระดับสากล

ปส.วางยุทธศาสตร์ สู่ ‘องค์กร SMART’ ระดับสากล

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดทำแผนกลยุทธ์ พ.ศ. 2568-2570” โดยมี ดร.กิตติ์กวิน อรามรุณ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นประธานฯ โดยมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส. เข้าร่วมกว่า 58 คน ณ โรงแรมการ์เดน ซีวิว รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี

ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาแผนกลยุทธ์ใหม่ที่จะขับเคลื่อน ปส. สู่การเป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนภารกิจขององค์กรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็น“องค์กร SMART ด้านการกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในระดับสากล เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และสิ่งแวดล้อม”

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเชิงลึกผ่านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) และการประเมินปัจจัยเชื่อมโยง (TOWS Matrix) เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสม สร้างเป้าหมายที่ชัดเจน และกำหนดตัวชี้วัดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง รวมถึงการออกแบบโครงการและกิจกรรมที่ตอบโจทย์บริบทการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การประชุมในครั้งนี้ ปส. ไม่เพียงแต่มุ่งสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล แต่ยังแสดงถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพองค์กรให้พร้อมรับมือกับความท้าทายระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

พัฒนาศักยภาพนักวิจัย เป็น ‘entrepreneur’ ผลักดันการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์

พัฒนาศักยภาพนักวิจัย เป็น ‘entrepreneur’  ผลักดันการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์

พัฒนาศักยภาพนักวิจัย เป็น ‘entrepreneur’ ผลักดันการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าและตรวจเยี่ยมโครงการการพัฒนากลไกการใช้ประโยชน์งานวิจัยด้านการแพทย์ผ่านการสร้างแผนงานด้านเทคโนโลยีและบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. โดยมี รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย เชียงใหม่, รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และผศ.ดร.ทินกร ปงธิยา ม.เชียงใหม่ พร้อมคณะนักวิจัย นำเสนอและรายงานความก้าวหน้าโครงการ ณ อาคารอํานวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าการบ่มเพาะนักวิจัยให้มีความพร้อมรอบด้านนับเป็นความสำคัญในการยกระดับสมรรถนะของนักวิจัย โดยเฉพาะในมิติการเป็น entrepreneur โครงการนี้ได้นำร่องการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ สู่การพึ่งพาตนเองด้านเครื่องมือแพทย์ของประเทศไทยในระยะยาว

รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในเป้าหมายการก้าวเข้าสู่การเป็น World Medical Hub ซึ่งมีการคัดเลือกให้นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย เป็นโอกาสนำร่อง สร้างโอกาสลดการนำเข้าทางเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดสรรสวัสดิการสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง

ภายใต้โครงการนี้ วช. ได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกลุ่มวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์ ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยริเริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์ เสริมสร้างขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมทาง
การแพทย์ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและทักษะทางธุรกิจ เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐาน

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตลูกชิ้นจากเนื้อปลาจะมีน้ำจากการต้มลูกชิ้นมากกว่า 3-6 ตันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะเก็บน้ำไว้ในห้องเย็นเพื่อจำหน่ายให้ผู้ประกอบการประเภทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารที่ต้องการใช้น้ำชนิดนี้ทำอาหาร แต่ก็ยังมีน้ำต้มลูกชิ้นเหลือเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์เป็นประจำทุกวัน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำต้มลูกชิ้นเป็นหัวน้ำซุปปลาประเภทพร้อมปรุง (ready-to-cook : RTC) ที่มีกลิ่นหอมกรุ่น รสกลมกล่อมสไตล์เอเชีย เหมาะแก่การผลิตเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ญาณี ศรีมารุต ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยด้านการลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ทีมวิจัยได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการผลิตหัวน้ำซุปปลาจากน้ำต้มลูกชิ้นขึ้นด้วยกระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำเพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร นอกจากนี้ยังนำน้ำซุปไปเข้ากระบวนการสเตอริไลซ์เพื่อยืดอายุได้โดยไม่เสียรสชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเก็บรักษาในบรรจุภัณฑ์โดยไม่ต้องแช่เย็นและใส่สารกันบูดได้นานกว่า 1 ปี เหมาะแก่การผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดความลับทางการค้าเรียบร้อยแล้ว และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งนี้ในขั้นตอนของการทดลองขยายขนาดการผลิตทีมวิจัยได้รับทุนจากโครงการสนับสนุนเร่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (Research gap fund) ประจำปีงบประมาณ 2563

ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์ไว้ที่ปริมาตร 150 กรัมต่อซอง ใช้เป็นหัวน้ำซุปสำหรับทำน้ำแกงได้ประมาณ 5 ถ้วย หรือใช้ทำชาบูได้ 1 มื้อ (2-3 คน) ทั้งนี้การออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบการผลิตเป็นซองขนาดเล็กสำหรับบริโภค 1 คนต่อ 1 มื้อ หรือเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือร้านจัดเลี้ยง ซึ่งหัวน้ำซุปแบบ RTC จะช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดเก็บวัตถุดิบสด และระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต อาทิ แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในประเทศไทยรวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก และจะยิ่งเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นหากผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น “ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย”

ดร.ยุวเรศ มลิลา ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยอธิบายว่า ในปี 2566 ผลิตภัณฑ์น้ำซุปใสมีมูลค่าในตลาดโลกสูงถึงราว 1.8 แสนล้านบาท (4.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในช่วงปี 2567-2576 มีแนวโน้มอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ปีละ 5.1% โดยหน่วยงานด้านการวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณการไว้ว่าในปี 2576 ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท (6.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งหากผลิตภัณฑ์เป็น clean label หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น ผงชูรส สารแต่งกลิ่นรส สารแต่งสี สารกันบูด) และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท RTC จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะตอบโจทย์ได้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับตนเอง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารที่ใช้งานได้สะดวก สามารถจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหมดอายุที่สำคัญผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้กลิ่นรสแบบเอเชียยังเป็นที่นิยมในหลายประเทศซึ่งมีกำลังซื้อสูงอาทิ ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นี้มีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพในการทำการตลาดทั้งในไทย (ตลาดพรีเมียม) และต่างประเทศ

“นอกจากการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์หัวน้ำซุปปลาเข้มข้นที่ปัจจุบันพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ขณะนี้ทีมวิจัยยังพร้อมเปิดรับโจทย์วิจัยการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารประเภทน้ำซุปและน้ำแกงในระดับอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อร่วมวิเคราะห์ความเหมาะสมทั้งด้านความคุ้มค่าในการผลิตและโอกาสทางการตลาดก่อนลงทุนทำวิจัยได้” ดร.ยุวเรศ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อดีของผลิตภัณฑ์ คือ 1.อร่อยแบบไร้ผงชูรส เพราะนักวิจัยเลือกใช้กระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่สารปรุงแต่งชนิดที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น สารแต่งสี สารกันบูด) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกระบวนการสเตอริไลซ์ ทำให้จัดเก็บได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น, 2.ผลิตภัณฑ์เป็นหัวน้ำซุปชนิดRTC จึงเหมาะแก่การใช้งานทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม ช่วยรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบสดลดระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกระบวนการผลิต เช่น แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากข้อดีเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รับประทานสะดวก ประหยัดเวลา และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การนำน้ำต้มลูกชิ้นมาอัปไซเคิลเป็นหัวน้ำซุปปลาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ของเหลือทิ้งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การแปรรูปเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยังช่วยเพิ่มโอกาสในการพาสินค้าไทยไปครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้วย