วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าวัสดุเศษเหลือรวมถึงผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน (เกรดต่ำ/ตกเกรด) ของหน่อไม้ฝรั่ง โดยการสกัดสารสำคัญและนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ คุกกี้ธัญพืช และเครื่องดื่มผง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ มุ่งเพิ่มช่องทางธุรกิจและเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย

“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและนิยมปลูกกันมากในประเทศไทย เป็นพืชที่มีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 120-140 บาทต่อกิโลกรัม) เนื่องจากมีความต้องการในตลาดสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 8,908 ไร่ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 8,271 ตันต่อปี (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2566) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการผลิตหน่อไม้ฝรั่งจะมีวัสดุเศษเหลือรวมถึงผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน (เกรดต่ำ/ตกเกรด) ประมาณร้อยละ 30-50 ซึ่งวัสดุเศษเหลือบางส่วนจะถูกทิ้ง เกิดเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และบางส่วนถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และปุ๋ย

ทั้งนี้ เศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งจะมีสารอาหารและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อีกทั้งมีปริมาณเส้นใยอาหารค่อนข้างสูงด้วย โดยเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งมีปริมาณเส้นใยอาหารทั้งหมดประมาณร้อยละ 58-79 โดยน้ำหนักแห้ง ดังนั้น จึงเป็นวัตถุดิบที่มีความน่าสนใจในการนำมาผลิตเป็นเส้นใยอาหารที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะเส้นใยอาหารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ

จากคุณประโยชน์ของเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งดังกล่าว วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ จึงได้ศึกษาการสกัดเส้นใยอาหารจากเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการสกัดด้วยเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส อัลคาเลส และอะไมโลกลูโคซิเดส และการสกัดด้วยน้ำ โดยได้เส้นใยอาหารที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้นและมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ในการอุ้มน้ำและอุ้มน้ำมันดีขึ้น นอกจากนั้น ยังได้ศึกษาการสกัดเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ด้วยวิธีการสกัดด้วยเอนไซม์เซลลูเลส เพื่อให้ได้ผลผลิตเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้สูงและขยายขนาดการสกัดสู่ระดับอุตสาหกรรม อีกทั้งประยุกต์ใช้เส้นใยอาหารที่ผลิตได้นำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่ วว. พัฒนา มีดังนี้ 1.คุกกี้ธัญพืชผสมสารสกัดไฟเบอร์จากหน่อไม้ฝรั่ง ให้พลังงาน 528.45 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม และเป็นพลังงานจากไขมัน 312.93 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 10.126-10.319 บาทต่อ 100 กรัม และ 2.ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผงผสมสารสกัดไฟเบอร์จากหน่อไม้ฝรั่ง ให้พลังงาน 346.58 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม และเป็นพลังงานจากไขมัน 23.04 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ ประมาณ 6.231-9.827 บาทต่อ 100 กรัม

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก  สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ และขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมวินัยการออมผ่านสถานศึกษาระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนการออมแห่งชาติ โดยมี ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. และผู้แทนจากกองทุนการออมแห่งชาติ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัด ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เรียนรับทราบถึงสิทธิและโยชน์การเป็นสมาชิก หลักเกณฑ์การสมัคร เงื่อนไขการออม เงินสมทบจากรัฐบาล เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมวินัยการออมผ่านสถานศึกษา ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือการส่งเสริมการออมกับ กอช. ดังนี้ 1.บันทึกความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการออม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2560, 2.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม ระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติกับ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ระยะเวลาความร่วมมือช่วงละ 5 ปี, 3.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออมระหว่าง กองทุนการออมแห่งชาติ กับ สำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564, 4.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม โครงการสถานศึกษาส่งเสริมการออมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 มีระยะเวลา 3 ปี

ตั้งแต่ดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560-2567 มีจำนวนสมาชิก กอช. กลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุ 15-20 ปี จำนวนทั้งสิ้น 193,385 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 จากจำนวนนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และนักเรียนระดับอาชีวศึกษา ซึ่งในปี 2567 ได้ขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับนายสมใจ วิเศษทักษิณ และ นายชูสิน วรเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 278 แห่ง

และที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาครูแกนนำ “วิทยากรอาสา กอช. เว้าเรื่องออม” จากสถานศึกษา ภายใต้เขตตรวจราชการที่ 10 และ 11 (สพม. จำนวน 7 แห่ง) จำนวน 21 ราย
และมีสถานศึกษา ภายใต้สังกัด สอศ. เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 112 แห่ง รวมถึงสถานศึกษานำร่องเข้าร่วมกิจกรรม “อาชีวะสร้างอาชีพ กอช. เพิ่มเงินออม บสย.ต่อยอดธุรกิจ” จำนวน 15 แห่ง (ปี 2566-2568)

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีประเด็นหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน อาทิ แนวทางความร่วมมือกับผู้ตรวจราชการ 18 เขตรวมถึงการพัฒนาครูแกนนำ “วิทยากรอาสา กอช. เว้าเรื่องออม” ต่อเนื่อง ในปี 2568 จำนวน 100 คน ซึ่งครูแกนนำที่ร่วมโครงการฯ จะได้รับค่าวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาท(กิจกรรม 1 ครั้ง ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) พร้อมได้รับเกียรติบัตร และผลักดันและส่งเสริมให้มีการนำเนื้อหาเรื่องการวางแผนการเงิน และการออมเงินเพื่ออนาคต ให้อยู่ในแผนการเรียนการสอน วิชาเรียน กิจกรรม หรือชุมนุม ตามความเหมาะสมของสถานศึกษา

โดยในปีนี้จะเพิ่มรางวัลสถานศึกษาส่งเสริมการออมกับ กอช. ยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (ระยะเวลา 1 ม.ค.-30 ก.ย. 2568) ซึ่งรางวัลสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่มียอดสมัครสมาชิก กอช. รายใหม่ประจำปี 2568 จำนวน 300 คนขึ้นไป สูงสุด 3 อันดับแรก จะได้รับเงินรางวัล สถานศึกษาละ 20,000 บาท และรางวัลสถานศึกษาสังกัด สอศ. ที่มียอดสมัครสมาชิก กอช. รายใหม่ประจำปี 2568 จำนวน 300 คนขึ้นไป สูงสุด 3 อันดับแรก ได้รับเงินรางวัล สถานศึกษาละ 20,000 บาท

ในการนี้ สถานศึกษาสังกัด สพฐ. และ สอศ. ที่มีผลการดำเนินงานส่งเสริมวินัยการออมยอดเยี่ยม มีสมาชิก กอช.รายใหม่ 3 อันดับแรก จะได้รับรางวัลโล่เกียรติคุณในงานวันออมแห่งชาติ และมอบเกียรติบัตรสำหรับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาผู้อำนวยการสถานศึกษา คุณครู อาจารย์ผู้ประสานงานของสถานศึกษาที่ได้รับรางวัล

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning  ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ (สพนว.) กรมวิทย์ บริการ ได้จัดประชุมหารือเพื่อยกระดับระบบการเรียนรู้ผ่านe-Learning ณ ห้องประชุม 325 อาคารสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ กรมวิทย์บริการ โดยมี นางสาวปัทมา นพรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านe-Learning จากบริษัท เลิร์นเทค จำกัดกุลฑลี ภาสอาจ กรรมการผู้บริหาร และนภาพร พรพระแก้ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนาระบบ e-Learning ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล

ด้วยระบบ e-Learning จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาความรู้ที่ทันสมัย ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยเสริมสร้างทักษะและศักยภาพในการพัฒนาตนเองและประเทศอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2567 ระบบ e-Learning ของกรมวิทย์ บริการ มีผู้เข้าเรียนมากถึง 205,603 ราย สะท้อนความนิยมและความสำคัญของแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้ในการสร้างบุคลากรคุณภาพที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การพัฒนาระบบ e-Learning สอดคล้องกับนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ฟรีในหลักสูตร Upskill, Reskill และ Newskill รวม43 หลักสูตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ หลักสูตรผ่านระบบ e-Learning ของกรมวิทย์ บริการ ช่วยพัฒนาทักษะในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมมอบประกาศนียบัตร (e-certificate) สำหรับผู้เรียนจบหลักสูตร เพิ่มคุณค่าและความน่าเชื่อถือในสายงานผู้สนใจสามารถสมัครเรียนฟรีได้ที่ https://dss2.mylearntime.com/xlms_dss/portal/index.jsp

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 21.17 น.

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม เร่งแก้ไขกฎหมายโรงงานหยุดเอื้อโรงงานรีไซเคิล-กำจัดกากมลพิษที่มาตรฐานต่ำ พร้อมเร่งคลอดกฎหมาย PRTR รายงานเคลื่อนย้ายสารมลพิษ “กระทรวงอุตสาหกรรม” รับลูกชงร่างพ.ร.บ จัดการกากอุตสาหกรรมเข้าครม.สัปดาห์หน้านี้

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ทำการชั่วคราว ห้อง 501 ชั้น5 อาคาร The Rice (สะพานควาย) กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “วิกฤติขยะพิษกับชีวิตประชาชน” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ นำเสนอปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรม และแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่างจริงจังจากภาครัฐ

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า มูลนิธิบูรณะนิเวศติดตามผลกระทบมลพิษจากอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี2541 ทำให้เห็นปัญหากากอุตสาหกรรมส่งผลกระทบคุกคามสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอันนำมาซึ่งการสังหารผู้นำชุมชนที่ร่วมกันต่อต้านคัดค้านปัญหากากของเสียอุตสาหกรรมมากที่สุด ทั้งยังมีการคุกคาม และทำร้ายอันมีความสัมพันธ์กับปัญหากากอุตสาหกรรมค่อนข้างชัดเจนมาตลอดในหลายพื้นที่

สิ่งนี้เป็นปัญหาสะท้อนถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ไม่ได้ทำควบคู่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ควบคู่กับการทุจริตคอรัปชั่น การออกกฎหมายที่เอื้อต่อการทำโรงงานรีไซเคิล และโรงงานกำจัดกากของเสียอย่างเสรี เพื่อประกอบกิจการได้ในทุกจังหวัด อีกทั้งยังยกเลิกกฎระเบียบที่ให้การกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมทำได้โดยวิธีฝังกลบเท่านั้นก็เปลี่ยนมาเป็นการอนุญาตให้นำมารีไซเคิลได้

โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือคำสั่ง คสชที่ 4/2559 อนุญาตให้โรงงานประเภท 105 คือ โรงงานคัดแยกฝังกลบขยะ และโรงงานประเภท 106 ที่ดำเนินกิจการรีไซเคิลขยะจากอุตสาหกรรมดำเนินกิจการได้ โดยระงับการใช้กฎหมายผังเมืองจนทำให้ผู้ประกอบการจากประเทศจีนจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อีกทั้งการละเลยการตรวจสอบการบังคับใช้กฏหมายจากหน่วยงานท้องถิ่นทำให้สถานการณ์แย่ลง

“ทั้งหมดนี้คือมรดกมลพิษที่เกิดจากการบริหารนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คิดถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องเร่งรีบแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ใบอนุญาตประกอบโรงงานต้องมีการต่ออายุ และควรสนับสนุนการออก พ.ร.บ การรายงาน และเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือกฎหมาย PRTR ที่ร่างโดยภาคประชาชนและกำลังนำเข้าสู่สภา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษที่ต้นเหตุ” น.ส. เพ็ญโฉม กล่าว

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวอีกว่าอยากเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมระงับการออกใบอนุญาตการจัดดำเนินกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 เพราะพบว่ามีบริษัทนายหน้ามาขอใบอนุญาต และปล่อยให้ผู้ประกอบกิจการจากจีนมาขอเช่าพื้นที่ทำกิจการ เมื่อมีความผิดใดๆ ก็ไม่สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากให้กับชุมชน

นางขนิษฐนันท์ อภิหรรษากร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับชุมชน โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 หน้าที่ของรัฐ หมวดที่ 5 ในการทำให้สิทธิของประชาชนเป็นสิ่งจับต้องได้ ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียน โดยขอข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข

 โดยสามารถส่งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือคณะรัฐมนตรี จะต้องมีข้อสั่งการให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผล เช่น กรณีการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงงานแว็กซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่จ.ราชบุรี ได้ส่งข้อเสนอแนะเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เป็นต้น ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการสั่งการได้โดยตรง มีเพียงหน้าที่ในการให้คำเสนอแนะเท่านั้น

ขณะที่นายสนธิ คชวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะจากกากอุตสาหกรรมประมาณ 25 ล้านตัน ซึ่ง 19.8 ล้านตันสามารถนำไปกำจัดได้อย่างเหมาะสม ส่วนที่เหลือไม่ทราบแหล่งกำจัดที่ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามว่าขยะเหล่านี้ไปไหน เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีข่าวการเกิดเพลิงไหม้ในโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลในหลายพื้นที่

 โดยเฉพาะโรงงานรีไซเคิล วิน โพเสส ที่อำเภอบ้านค่าย จ. ชลบุรี ส่งผลกระทบให้กับชุมชนกว่าร้อยหลังคาเรือนจากมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ของสารเคมีที่เก็บไว้ในโรงงาน และภาพรวมประเทศไทยมีโรงงานที่รับกำจัด คัดแยกและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมอยู่ประมาณ 2,500 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่มีเงินลงทุนน้อย ประสิทธิภาพต่ำ และระบบการบำบัดมลพิษไม่มีประสิทธิภาพ บางส่วนลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมในพื้นที่โรงงานเอง หรือในพื้นที่ดินที่ซื้อไว้ใกล้แหล่งชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการลักลอบการนำเข้ากากอุตสาหกรรม ขยะอิเลกทรอนิกส์ และขยะพลาสติกเข้ามาในประเทศ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถกำกับดูแล ตรวจสอบสั่งการและดำเนินคดีได้ ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้

“สิ่งเร่งด่วนที่ควรจะทำในตอนนี้คือ รัฐบาลต้องยกเลิกคำสั่งคสชที่ 4/2559  ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งการขยายตัวของโรงงานประเภท 105 และ 106 นอกจากนี้ยังต้องเร่งการแก้ไขข้อกฏหมายให้มีการวางเงินประกัน และการจัดตั้งกองทุนโดยเก็บเงินจากโรงงานเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที”นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องมีการปฏิรูประบบอนุญาตตั้งโรงงานประเภทดังกล่าวให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในการขจัดมลพิษ รวมทั้งปฏิรูประบบอนุญาต และการเคลื่อนย้ายกาก ให้มีการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลทั้งการจัดเก็บ การขนย้าย การจัดการกากของแต่ละโรงงานให้สาธารณชนรับทราบด้วย อีกทั้งควรกำหนดให้โรงงานไฟฟ้าความร้อนทุกขนาดที่ผลิตจากเชื้อเพลิงขยะ  รวมถึงโรงงานรีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรมทุกขนาดต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยุคใหม่ต่างให้ความใส่ใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยมีนโยบายในการปรับปรุงระเบียบหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อลดผลกะทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ… เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยเนื้อหาสำคัญให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นกับโรงงานประเภท 105 และ 106 โดยให้โรงงานประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ .ร.บ ฉบับนี้  และกากอุตสาหกรรมยังหมายรวมถึง กากอุตสาหกรรมจากการผลิต และกากอุตสาหกกรมที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ เช่น ขยะอิเลกทรอนิกส์ เป็นต้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ร่าง พ .ร.บ ดังกล่าวยังมีเรื่องการจัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลระทบจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยใช้เงินตั้งต้นจากกองทุน SME ประชารัฐ จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาล ซึ่งกองทุน SME ประชารัฐจะยังคงอยู่เพียงขยายการดูแลไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ  ซึ่งคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ และมั่นใจว่าจะกฎหมายดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมที่สะอาดมากขึ้น

‘วันนอร์’เปิดแข่งขัน’นกกรงหัวจุก’ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น’ซอฟต์พาวเวอร์’

'วันนอร์'เปิดแข่งขัน'นกกรงหัวจุก'ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น'ซอฟต์พาวเวอร์'

‘วันนอร์’เปิดแข่งขัน’นกกรงหัวจุก’ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น’ซอฟต์พาวเวอร์’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

‘ปธ.วันนอร์’ เปิดงานแข่งขัน ‘นกกรงหัวจุก’ ที่ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หวังปลดล็อก ‘นกปรอดหัวโขน’ จากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ สร้างรายได้ให้ประชาชน

22ม.ค.2568 ที่บริเวณสนามหญ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดการแข่งขันนกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก) “ก้าวที่กล้า สานฝันสู่เสรี”  โดยมี นายสุรเทพ บุญญวัฒนวณิชย์ นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน โอกาสนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

ประธานสภาฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า คุ้นเคยกับนกกรงหัวจุกมานาน ตั้งแต่ยังไม่มีการประกวด เคยมีโอกาสเลี้ยงสมัยที่ศึกษาในระดับประถม ความสวยงามของนกกรงหัวจุกเป็นเรื่องที่ดีงามมาก ถ้าสามารถที่จะมีการอนุญาตเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก อนุญาตให้ไม่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การคุ้มครองโดยธรรมชาติกับการคุ้มครองโดยมนุษย์ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นนั้นแตกต่างกัน เชื่อว่าความสามารถของมนุษย์โดยเฉพาะคนไทย ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในการผสมนกเขาได้ดี สามารถที่จะเลือกให้นกเกิดเสียงดี มีราคาตัวละ 2 ล้านบาทได้ เชื่อว่าถ้ามีการปลดล็อกนกกรงหัวจุก ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี น่าจะเป็นประโยชน์และขยายพันธุ์ได้มากกว่าธรรมชาติ 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากขณะนี้สิ่งแวดล้อมทำลายธรรมชาติ อาหารของนกลดน้อยลงไป แต่ถ้ามนุษย์เลี้ยงสามารถจัดสรรอาหารได้ คนทำอาหารเลี้ยงนกร่ำรวยได้ เป็นอุตสาหกรรม เกิดตั้งแต่คนเพาะเลี้ยง คนทำกรงหากมีฝีมือ ก็สามารถขายได้ในราคาแพง เป็น Soft Power เป็นความชอบของคนที่ประเมินราคาไม่ได้ การจัดการแข่งขันครั้งแรกที่รัฐสภาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะสภาใครเสียงดีก็สามารถเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ทั้ง 500 ท่านในสภาต้องมีเสียงที่ดี เพราะเสียงที่ดีมาจากการเพาะพันธุ์ ฝึกฝน เสียงที่ดีก็พัฒนาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ 

นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นสภากับสมาคมร่วมมือกันได้เพราะต่างคนต่างใช้เสียงเช่นเดียวกัน การเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งในรูปแบบธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดทั้งยังมีการขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ และสร้างอาชีพให้แก่คนไทยในหลายพื้นที่อีกมากมาย รัฐสภายินดีสนับสนุนส่งเสริมร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสานฝันสู่เสรี อนาคตที่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงเทศกาลนกกรงหัวจุกแข่งขันกัน อยากส่งเสริมให้มีการแข่งขันทั่วประทศ มิใช่ภาคใต้อย่างเดียว 

ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมนกกรงหัวจุกพัฒนาครบวงจร เป็นการสร้างชื่อเสียง ให้กับคนเลี้ยง ครอบครัว และท้องถิ่น ตลอดจนระดับประเทศ การแข่งขันนกกรงหัวจุกครั้งนี้ สมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทยจัดขึ้นโดยได้รับการผลักดันจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ให้ได้รับความร่วมมือจากรัฐสภา และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ ร่วมมือกันจัดการแข่งขันครั้งนี้ ในนามประธานรัฐสภา ขอขอบคุณทุกฝ่าย และขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐสภายินดีสนับสนุน มิว่าจะเป็นการออกกฎหมาย หรือสนับสนุนอื่น ๆ เพราะ เป็นผลประโยชน์ของประชาชน

ทั้งนี้ประธานสภาฯ ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้กับกรรมการผู้ตัดสินการแข่งขันนกกรงหัวจุก พร้อมทั้ง รับมอบของที่ระลึกจากนายกสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย จากนั้นได้ร่วมเดินชมบูธนิทรรศการนกปรอดหัวโขนและสินค้า OTOP จากทุกภาคส่วน

สำหรับการแข่งขันดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 ม.ค.  โดยสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทยร่วมมือกับรัฐสภา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมการเลี้ยงนกปรอดหัวโซน และสร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุ์นกและธรรมชาติอันเป็นมรดกของชาติ ซึ่งจะมีการจัดเสวนาทางวิชาการ เพื่อศึกษาเป็นข้อมูลในการผลักดัน ถอดถอนบัญชีนกปรอดหัวโขน ลําดับที่ 576 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายกําหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 2567

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

“ศุภมาส” ใช้ Lifelong Learning เป็นฐานร่วมพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก เปิดโครงการ New Generation Trader : NGT รุ่นที่ 3 วางเป้าเสริมแกร่งนักรบเพื่อการส่งออก ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะ พร้อมโชว์ผลสำเร็จรุ่น 1 และ 2 พัฒนา 126 ทีม 294 คน ฟันยอดขายและร่วมลงทุนกว่า 20 ล้าน

22 มกราคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก (New Generation Trader : NGT) รุ่นที่ 3 และกิจกรรมการสร้างเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการสมรรถนะสูเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก ประกอบด้วยการเสวนาแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการ ศักยภาพและความพร้อมของสินค้าไทยในเวทีโลก พร้อมแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่สุรนารี และผู้ประกอบการ NGT รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ราชการกระทรวง อว. รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว.เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว.

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. นอกจากจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของนักศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning ที่เน้นให้มหาวิทยาลัยไทยเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน สามารถกลับมา Upskill Reskill ในทักษะใหม่ ๆ ในยุคที่ภาคเศรษฐกิจมีอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้น และธุรกิจออนไลน์เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการเช่นในปัจจุบัน โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินการ และประสบความสำเร็จคือ โครงการพัฒนา ผู้ประกอบการสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก หรือ New Generation Trader : NGT ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว รวม 2 รุ่น

รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการ NGT รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ได้พัฒนาผู้ประกอบการสินค้า และพัฒนานักธุรกิจท้องถิ่นแล้วกว่า 126 ทีม มีผู้เข้าร่วม 294 คน สร้างยอดขายและมีการร่วมลงทุนมากกว่า 20 ล้านบาท และสามารถได้เปิดแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการขายสินค้า เช่นใน Alibaba, eBay และ Amazon และ Taobao รวมถึงต่อยอด และเชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพการประกอบธุรกิจในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวง  อว. เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park), โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เป็นต้น อีกทั้งยังได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ จากที่ผู้เข้าร่วมได้ส่งผลงานเข้าประกวด เช่น รางวัล Gold Medal 2022 KAOHSIUNG International Invention & Design Expo จากไต้หวัน และรางวัล International Invention and Trade Expo จากประเทศอังกฤษ

น.ส.ศุภมาส ยังกล่าวอีกว่า โดยไฮไลต์ของโครงการ NGT รุ่นที่ 3 ในปี 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้เน้นการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้หลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะ ได้แก่ หลักสูตร Pre-course ซึ่งเปิดรับจำนวน 4,000 คน เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้เบื้องต้นการทำธุรกิจยุคปัจจุบันผสานความร่วมมือกับทีมโค้ชภาคเอกชน ที่มีประสบการณ์ขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ เช่น สมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย-จีน สมาคมผู้ประกอบการส่งออกผักและผลไม้ไทย เป็นต้น และหลักสูตร Deep course ผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 200 คน จะได้รับบ่มเพาะเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เชิงลึก เรียนรู้กลไก แทรนด์สินค้า มาตรฐานการส่งออก ร่วมกับภาคเอกชน เป็นต้น พร้อมทั้งการฝึกประสบการณ์ขายจริงร่วมกับภาคเอกชน โดยทีมโค้ชด้านการทำธุรกิจส่งออกและธุรกิจออนไลน์ ให้การ Coaching รวมถึงวิทยากรพิเศษให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ และทักษะต่าง ๆ มาทำการค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และขายสินค้าได้จริง

“พร้อมกันนี้ ยังจะขยายและกระจายสินค้าที่มีมาตรฐาน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดประเทศจีน เป็นสินค้าการเกษตรผลไม้ที่มีมาตรฐาน กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา เน้นสินค้าสุขภาพและผลไม้เมืองร้อน กลุ่มประเทศ CLMV สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นต้น รวมถึงสร้างการรับรู้ของนานาประเทศ ที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนา Start-up เพื่อเป็นฐานต่อการพัฒนาประเทศให้ตรงจุด และมีประสิทธิภาพต่อไป” น.ส.ศุภมาส กล่าว

-(016)

บุคคลในข่าว 22 มกราคม 2568

บุคคลในข่าว 22 มกราคม 2568

22 ม.ค. 2568 04:30 น.

บุคคลในข่าว 22 มกราคม 2568

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสีขายดีที่สุด เตรียมรับมือสงครามการค้าจากผู้นำใหม่สหรัฐฯ ฉบับนี้ประจำวันพุธที่ 22 มกราคม 2568

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้ รศ.พญ.ฉัตรประอร งามอุโฆษ นำ วิรัช ฉัตรนิธิกุล พร้อมครอบครัว เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อสมทบทุนโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เมื่อวันก่อน.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน พิธีเปิดเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2568 ณ ถนนเยาวราช วันพุธที่ 29 มกราคม สาธารณรัฐ ประชาชนจีน จะนำการแสดงทางวัฒนธรรมแบบ Thai Contemporary ผสมผสานเครื่องดนตรีจีน แสดงหน้าพระพักตร์

สยามแก๊ส อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เปิด “บริษัทซิโน สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์” คลังก๊าซใหญ่ที่สุดในภูมิภาคจีนตอนใต้ ให้ ดร.วรวิทย์ วีรบวรพงศ์ โดยมี กาจฐิติ วิวัธวานนท์ และ ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล มาร่วมงานด้วย ที่เมืองจูไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน วันก่อน.

ถือเป็นผู้นำที่มีฤทธิ์เดชและโด่งดังที่สุดในโลกเวลานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเที่ยงคืนวันจันทร์ตามเวลาในประเทศไทย “ไต้ฝุ่น” ว่า สิ่งที่เหนือความคาดหมาย คือ ทรัมป์พลิกนโยบายหาเสียงที่เห็นจีนเป็นศัตรูด้วยการญาติดีกับจีน โดย ทรัมป์ ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับ ประธานาธิบดีสี ผู้นำจีน เมื่อวันศุกร์ พร้อมกับส่งเทียบเชิญประธานาธิบดีสีร่วมงานพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของตนด้วย ถือเป็นสัญญาณที่ดี

ตรุษจีน ปณต–ม.ล.ตรีนุช สิริวัฒนภักดี และ วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ แถลงข่าวการจัด “เทศกาลตรุษจีนเยาวราช” ประจำปี 2568 โดยมี วันทนีย์ วัฒนะ, อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ, พินิจกาญจนชูศักดิ์ และ พ.ต.อ.วุฒิชัย ไทยวัฒน์ มาร่วมแถลงด้วย ที่โรงแรมแกรนด์ไชน่า วันก่อน.

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ประธานาธิบดีสี ได้แสดงความยินดีกับ ทรัมป์ ที่ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง “เราทั้งสองต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และหวังว่า จะสามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯในช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ โดยมุ่งหวังให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นจากจุดเริ่มใหม่นี้” ท่าทีของสองผู้นำพลิกความคาดหมายของคนทั้งโลก

ประธานาธิบดีสี ได้ส่ง หาน เจิ้ง รองประธานาธิบดี ไปร่วมพิธีสาบานตนของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้พบกับ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พบกับ อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลาและสเปซเอ็กซ์ นายทุนคนสำคัญของทรัมป์ และเป็นหนึ่งในทีม รัฐบาลทรัมป์ ที่มีผลประโยชน์กับจีน รถยนต์ไฟฟ้าเทสลา ของ อีลอน มัสก์ ขายดีและมีโรงงานใหญ่ในจีน

เวลคัม เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย จัดงานเลี้ยงต้อนรับ แดรคเยล เทนซินดอร์จี เลขาธิการสภากาชาดภูฏาน ในโอกาสมาเยือนไทย โดยมี ดร.อภิชาติ ชินวรรโณ,พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี และ มณเฑียร ตันตกิตติ์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมมณเฑียร วันก่อน.

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า รัฐบาลจีน มองว่า อีลอน มัสก์ มีแนวคิดที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนมากกว่าคนอื่นในแวดวงทรัมป์ และ รองประธานาธิบดีหาน ก็ได้หารือกับ อีลอน มัสก์ เรียกร้องให้บริษัทอเมริกัน รวมทั้งเทสลา ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ “ไต้ฝุ่น” เห็นว่าต้องจับตาคือ คำสั่งฝ่ายบริหารเกือบ 100 ฉบับ ที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ จะเซ็นออกมาในวันแรกที่ได้อำนาจ จะมีคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน 60% ตามที่ลั่นวาจาไว้ในเวทีหาเสียงหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ถือว่า “ทรัมป์พลิกนโยบายญาติดีกับจีน” อย่างที่ “ลม เปลี่ยนทิศ” เขียนไว้ใน “หมายเหตุประเทศไทย” เมื่อวันจันทร์ เพราะคนจนนับ 100 ล้านคนในสหรัฐฯ ต้องพึ่งสินค้าจีนราคาถูกในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีสินค้าจีน คนจนในอเมริกาจะลำบากสาหัสกว่าปัจจุบันแน่นอน

สร้างรอยยิ้ม วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. รับมอบกล่องของขวัญในโครงการ “M SMILING BOX ส่งต่อกล่องสร้างยิ้ม อิ่มหัวใจ” จาก วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ เพื่อส่งความสุขให้เด็กด้อยโอกาส โดยมี จตุพร โรจนพานิช และ วรนุช ศิรธรานนท์ มาร่วมงานด้วย ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ วันก่อน.

แต่ที่แน่นอนแล้วคือ ประธานาธิบดีทรัมป์ จะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้ชะลอการแบนแอป TikTok ของจีน ที่ ทรัมป์ ใช้หาเสียงจนได้ชัยชนะ มีชาวอเมริกันใช้บริการกว่า 170 ล้านคน และ ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯอีกกว่า 7 ล้านแห่ง ถือเป็นการ เปลี่ยนท่าทีต่อจีน ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้โลกเดือดน้อยลง

แต่ที่ น่าเกลียด ก็คือ ก่อนวันสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเปิดตัว เหรียญมีม $TRUMP Token ที่เป็นเหรียญของตัวเอง ทำโดยบริษัทในเครือของทรัมป์ ปั่นราคาขึ้นไปจนถึง 60–70 เหรียญต่อ 1 โทเคน ทำให้ มูลค่าตลาดของเหรียญมีมทรัมป์พุ่งขึ้นไปถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กว่า 1 ล้านล้านบาท ภายในวันเดียว

เพื่อการศึกษา ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ซีอีโอบริษัทสโคป มอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้ สราวุธ วัชรพล เพื่อสมทบทุนมูลนิธิไทยรัฐ โดยมี ดวงฤทัย บุญปาสาณ, พลณพงศ์ ชีพสัตยากร, ไพลิน ศิริพัฒน์ และ สิรญา แก้วพรรณา มาร่วมในพิธีด้วย ที่ สนง.นสพ.ไทยรัฐ วันก่อน.

Bubblemaps บริษัทตรวจสอบข้อมูล Token บน Blockchain ได้ตรวจสอบพบว่า ก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเปิดตัว โทเคนทรัมป์ 4 ชั่วโมง มีกระเป๋าเงินได้รับโอนเงิน 1 ล้านดอลลาร์ และ กระเป๋าใบนี้ก็ได้ซื้อโทเคนทรัมป์ในนาทีแรกที่เปิดตัว แล้วก็ ขายออก นอกจากนี้ โทเคนทรัมป์ยังถูกส่งไปให้กระเป๋าเงินอีก 10 ใบ จนคนในแวดวงเงินดิจิทัลมองว่า เป็นการปั่นราคาเหรียญ $TRUMP หรือไม่

ระหว่างนี้ นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ใช้ชีวิตชิวๆบินไปร่วมงาน เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ที่ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เอนจอยกับหิมะและอากาศหนาวจนถึง 25 ม.ค. ระหว่างนี้ก็ปล่อยให้ “นายกฯเงา” ทักษิณ ชินวัตร เดินสายหาเสียงทั่วประเทศประกาศนโยบายรัฐบาลเต็มที่

ใช้ดีค่ะ รุจิตร สุธนะเสรีพร เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “The Soothing Care for Sensitive Skin” ทรีตเมนต์สำหรับผิวเซนซิทีฟทุกประเภทเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยมี สุริยน ศรีอรทัยกุล, ปรียามล ธนวิสุทธิ์ และ นพ.วชิระ คุณาธาทร มาร่วมงานด้วย ที่ BDMS Connect Center วันก่อน.

อดีตนายกฯทักษิณ ไปปราศรัยหาเสียงที่หนองคายว่า นายกฯประกาศแล้วว่า ปีนี้จะจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ภายในสิ้นปีนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์และยาเสพติดต้องหมดไป ถ้าสามารถทำได้จริง “ไต้ฝุ่น” สนับสนุนเต็มที่ เพราะนี่คือ ความหายนะของคนไทยและประเทศไทย ไม่ต่างไปจาก การพนันออนไลน์

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ จีนดำจีนเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เข้ามาเต็มประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย และไปต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน ก็คือ “ฟรีวีซ่าจีน” ที่เป็นนโยบายของ รัฐบาลเพื่อไทย เพื่อหวัง ดึงนักท่องเที่ยวจีน แต่กลับได้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน มาทำร้ายคนไทยและประเทศไทย แม้แต่นักท่องเที่ยงจีนก็กลัวแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนจนไม่กล้ามาเที่ยวไทย ถ้า นายกฯแพทองธาร จะปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนจริง ก็ต้อง “ปิดฟรีวีซ่าจีนทันที” เพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าไทยอย่างเสรี

ดื่มเพลิน นภิส ศศิวิมลกุล และ พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช เปิดตัวแบรนด์รังนกแท้ X ชาตรามือ “ชาอู่หลงหอมหมื่นลี้รังนกแท้” เครื่องดื่มสุขภาพกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ผสานคุณค่าจากรังนกแท้ โดยมี ภัทร์นฤน สุนันทนาสุข มาร่วมงานด้วย ที่ร้านชาตรามือ สี่แยกเกษตร วันก่อน.

ล่าสุด หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ออกแถลงการณ์ในนาม กระทรวงการต่างประเทศจีน เรียกร้องให้ ประเทศต่างๆในอาเซียนใช้มาตรการเข้มข้นในการปราบปรามการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมเรียกร้องให้ “ประเทศที่เกี่ยวข้อง” แสดงความรับผิดชอบด้วย หนึ่งในนี้ก็คือ ประเทศไทย

หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ระบุว่า คดีต่างๆของ การพนันออนไลน์ และ การฉ้อโกงด้านคมนาคม ตามแนว ชายแดนไทย–เมียนมา ได้คุกคามและทำร้ายพลเมืองจีนและประเทศอื่นๆ “ไต้ฝุ่น” ว่า คนไทยนี่แหละโดนหนักที่สุด ก็หวังว่า นายกฯแพทองธาร และ นายกฯเงาทักษิณ จะพูดจริงทำจริง รัฐมนตรีต่างประเทศจีนแถลงชัดเจนขนาดนี้ รัฐบาลไทยควรจะรู้สึกแล้วนะ ควรจะทำอะไรบ้าง

06.00 น. เช้าวันนี้ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดฟังปาฐกถาธรรมหัวข้อ “อ่านเพื่อสติ” โดย พระเทพวัชรญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และร่วมสวดมนต์บทสวด “บารมี 30 ทัศ” ณ Park @ Siam ด้านข้างศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์

บนแผงวันนี้ วารสารการเงินธนาคาร ฉบับมกราคม เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2025 รับมือเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน จากมุมมองของ รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และ 5 ซีอีโอแบงก์ยักษ์ใหญ่ของไทย กลยุทธ์ปรับพอร์ตกองทุนรวมรับการลงทุนปี 2568, ทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืนไปถึง 100 ปี, ศิลปวัฒนธรรม การเมืองและเรื่องที่ลือ พระประวัติเจ้าดารารัศมี, KITCHEN & HOME บ้านในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก สนุกกับการทำอาหารด้วยกระทะ Non-stick, หนังสือ แกะรอยข้อมูลทุจริต การใช้ข้อมูลในงานด้านการ บัญชีนิติวิทยา และการสืบสวนการฉ้อโกง ผู้เขียน Leah Wietholter ผู้แปล พเยีย เสงี่ยมวิบูล, สมชาย ศุภธาดา, วชิระ บุณยเนตร, องค์กรสุขภาวะ Well–being Organization ผู้เขียน ดร.นพ.เจตน์ รัตนจีนะ

“ไต้ฝุ่น”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

ติ๊ก ชีโร่ เลื่อนแถลงข่าว เคลียร์ประเด็นอุบัติเหตุ มีคนเสียชีวิต 2 ราย

ติ๊ก ชีโร่ เลื่อนแถลงข่าว เคลียร์ประเด็นอุบัติเหตุ มีคนเสียชีวิต 2 ราย

22 ม.ค. 2568 18:49 น.

ติ๊ก ชีโร่ เลื่อนแถลงข่าว เคลียร์ประเด็นอุบัติเหตุ มีคนเสียชีวิต 2 ราย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ติ๊ก ชีโร่ นักร้องชื่อดัง ได้ขับรถชนและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปเมื่อช่วงปลายปี 2567 ท่ีผ่านมา ล่าสุด ผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าวเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย และล่าสุด พ่อเหยื่อ ติ๊ก ชีโร่ เมาแล้วขับ ได้ร้องขอความเป็นธรรมว่าไม่ได้รับการเยี่ยวยาแต่อย่างใด 

งานนี้ทางภรรยาของ ติ๊ก ชีโร่ จึงขอแถลงข่าวเพื่อชี้แจงในฝั่งของตนบ้าง โดยได้นัดสื่อมวลชนเพื่อจะแถลงข่าวในวันที่ 22 ม.ค. 2568 เอาไว้ว่า 

“ติ๊ก ชีโร่ ฝากแจ้งหมาย ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่าน เข้าร่วมการแถลงข่าวที่เป็นประเด็นล่าสุดของพี่ติ๊ก ซีโร่ นะคะ วันพุธที่ 22 ม.ค.2568 เวลา 17.00 น ที่ ร้าน Eat View (นิมิตรใหม่)” 

ก่อนที่ภรรยาของ ติ๊ก ชีโร่ จะมีการแจ้งเพื่อเลื่อนวันและเวลาที่จะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวเอาไว้ผ่านทางเฟซบุ๊กของตัวเองว่า “ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่าน เข้าร่วมการแถลงข่าวที่เป็นประเด็นล่าสุดของพี่ติ๊ก ชีโร่ นะคะ Edit เปลี่ยนแปลงวันและเวลา แถลงข่าววันที่ 23.1.2568 เวลา 15.00 น. ร้าน Eat View (นิมิตรใหม่) อ้อขอแถลงทุกๆ อย่างในวันที่แจ้งนะคะ ทุกคนจะได้สารที่ตรงกันไม่บิดเบือน ขอบคุณค่ะ” 

จากนั้น ก็ได้อัปเดตเพื่อขอเปลี่ยนแปลงเวลาและสถานที่ที่จะแถลงข่าวในเรื่องนี้อีกครั้งว่า “Edit ทางเราขอเปลี่ยนวันและเวลาแถลงข่าวเป็น วันที่ 23.1.2568 เวลา 11:00 น สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทยนะคะ เรียนเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงมารับฟังแถลงการณ์ของพี่ติ๊ก ชิโร่ นะคะ”

ในวันพรุ่งนี้เตรียมฟังเรื่องราวอีกมุมจากฝั่งของ ติ๊ก ชีโร่ ที่จะออกมาชี้แจงในกรณีดังกล่าวได้ทางไทยรัฐออนไลน์ ในเวลา 11.00 น. 

สรุปให้ ไผ่ ลิกค์ ออกมาเคลียร์ประเด็น ดิว อริสรา ถูกอดีตเลขาแฉเรื่องเงินกู้

สรุปให้ ไผ่ ลิกค์ ออกมาเคลียร์ประเด็น ดิว อริสรา ถูกอดีตเลขาแฉเรื่องเงินกู้

22 ม.ค. 2568 17:36 น.

สรุปให้ ไผ่ ลิกค์ ออกมาเคลียร์ประเด็น ดิว อริสรา ถูกอดีตเลขาแฉเรื่องเงินกู้

หลังจากที่มีข่าวอักษรย่อของดาราสาวคนหนึ่ง ว่าไปชักชวนคนมาปล่อยเงินกู้กินดอก หรือบางกระแสบอกว่า ไปยืมเงินชาวบ้านมาปล่อยกู้กินดอก โดยอ้างว่าเอาเงินไปให้ สส.ยืม และดาราสาวยังชวนมาร่วมโควต้าลงทุนลอตเตอรี่เพราะได้โควต้าจากผู้ยิ่งใหญ่ อ้างว่าได้จากคนที่ชื่อธรรมนัส

ล่าสุดทางด้าน ไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม มือขวาของ ธรรมนัส และมีสถานะเป็นพี่ชายที่แสนดีของดาราสาวที่กำลังเป็นข่าว โดยไผ่ได้พูดในรายการเจาะลึกทั่วไทยว่า 

– เรื่องนี้เอ่ยชื่อไปเลย เพราะรู้กันอยู่แล้ว ว่าคนที่เป็นข่าวคือ ดิว อิสรา

– ไผ่เล่าว่า ไม่รู้เรื่องมาก่อน ได้รู้ตามข่าว และท่านธรรมนัสได้ส่งข่าวมาให้ดู และได้โทรถามดิวในบางส่วนแล้ว

– ไผ่ไม่สามารถพูดแทนอีกฝ่ายได้ทั้งหมด พูดได้เท่าที่คุยและในมุมมองของไผ่เอง

– ยืนยันว่าไผ่ไม่ได้ไปกู้หรือยืมเงินของใครตามที่เป็นข่าวออกมาข้างต้น และไม่เคยข่มขู่ใครอย่างที่หลายคนเข้าใจจากที่อ่านข้อความในแชท

– ในส่วนที่บอกว่าไผ่เอาเงินไปให้คนอื่นกู้อีกที ไผ่เป็นคนรับเรื่องร้องเรียนเรื่องพวกนี้จากชาวบ้านทุกวัน คงไม่ทำเรื่องแบบนี้อย่างแน่นอน 

– ไผ่บอกว่า ดิวอยากเห็นข้อความในการฟ้องก่อน ว่าอีกฝ่ายจะฟ้องอะไรแล้วค่อยออกมาพูด รู้แค่ว่าเรื่องเกิดจากฝั่งอดีตเลขาที่ชื่อซาบีน่าและได้ออกไปแล้ว

– ถ้าดูจากเนื้อความที่หลุดออกมา คือเอาเงินไปปล่อยกู้กัน ดิวก็บอกกับไผ่แบบนั้นว่าเอาเงินไปปล่อยกู้ และคำพูดบางอย่าง ไผ่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง ดิวบอกว่าตอนนี้รอเงินจากคนนั้นคนนี้อยู่ 

– ดิวคงมีการอ้างชื่อว่าจะเอาเงินจากทางนั้นก่อน รอเงินจากทางนี้ก่อน แต่ในลักษณะข่มขู่ตามที่หลายคนเข้าใจไม่มี

– ไผ่ไม่เคยคุยกับอดีตเลขาของดิวเป็นการส่วนตัว

– ดิวบอกกับไผ่ว่า ขอดูก่อนว่าอดีตเลขาฟ้องร้องเรื่องอะไร ฟ้องแบบไหนแล้วค่อยออกมาพูด

– เมื่อวาน (20 ม.ค.) ไผ่ได้เช็กแล้วไม่มีการฟ้อง คู่กรณี (อดีตเลขาดิว) แค่มีการลงบันทึกประจำวันที่ สน.คลองตัน

– เรื่องทั้งหมดที่หลุดออกมาเป็นจากฝั่งอดีตเลขาส่วนตัว คือซาบีน่า เพราะเป็นแชทที่ดิวคุยกับซาบีน่า

– เท่าที่คุยกับดิว ไผ่ไม่สามารถพูดได้ร้อยเปอร์เซนต์เพราะไม่รู้เรื่องการเอาเงินไปปล่อยกู้ ไม่รู้ว่ามีเงินของคนอื่นด้วยหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่ายืมหรือคำว่าร่วมทุนปล่อยกู้ ไผ่จึงพูดแทนดิวในเรื่องนี้ไม่ได้

– และ 88 คือชื่อบริษัทของดิว ไม่ใช่ มาเก๊า 888 อย่างที่หลายคนเข้าใจแต่อย่างใด 

– ประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ไผ่ตอบแทนดิวไม่ได้

– ไผ่ ถูกคนนอกมองว่าเป็นพี่ชายที่แสนดี ปกป้องดิว น้องคนนี้ตลอด แต่มันไม่ใช่ ไผ่ดูว่าอันไหนผิดอันไหนถูกก็ต้องว่าไปตามนั้น

– ส่วนเรื่องได้โควต้าหวยจากธรรมนัส ไผ่ยังไม่ได้ถามเพราะเพิ่งรู้เช่นกัน แต่เรื่องหวยธรรมนัสไม่มีโควต้าเรื่องนี้แน่นอน

– ไผ่ไม่รู้ว่าดิวกับซาบีน่ามีปัญหาอะไรกัน

– ดิวมีครอบครัว ไผ่เข้าไปยุ่งกับดิวมากไม่ได้ แต่ยอมรับเคยเตือนอีกฝ่ายเรื่องการใช้ชีวิต และการลงทุนปล่อยกู้กินดอกว่าไม่ควรทำ เคยเตือนแล้วทั้ง 2 เรื่อง

ปันปัน ถูกคนจับคู่จิ้น โอ๊ต หลาน น็อต วิศรุต แต่เจอดับฝันบอกแค่เพื่อนกัน

ปันปัน ถูกคนจับคู่จิ้น โอ๊ต หลาน น็อต วิศรุต แต่เจอดับฝันบอกแค่เพื่อนกัน

22 ม.ค. 2568 17:35 น.

ปันปัน ถูกคนจับคู่จิ้น โอ๊ต หลาน น็อต วิศรุต แต่เจอดับฝันบอกแค่เพื่อนกัน

กลับมาใช้สเตตัสหัวใจโสดอีกครั้ง สำหรับนางเอกสาว ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์ ที่เพิ่งเลิกรากับแฟนหนุ่มรุ่นพี่เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา และถึงแม้จะยังไม่มีหนุ่มรู้ใจ แต่ก็น่าจะเป็นสาวฮอตมีหนุ่มจีบเรื่อยๆ ตามสไตล์สาวสวยโสด

และที่ทำเอาคนจับตามองเห็นจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของปันปันและ โอ๊ต ธนภูมิ หลานชายหนุ่มหล่อของ น็อต วิศรุต สามีของชมพู่ อารยา ซึ่งหลายคนจะเห็นเขาผ่านทางภาพกับครอบครัวชมพู่อยู่บ่อยๆ 

ล่าสุด ปันปัน โพสต์คลิปกระโดดเกาะหลัง โอ๊ต ในระหว่างเล่นฟิตเนส โดยให้ฝ่ายชายออกกำลังกายไปด้วย เรียกว่าทดสอบความสตรองของร่างกายแบบสุดๆ พร้อมทั้งเขียนแคปชั่น “เอาหน่อยเพื่อนๆ”

งานนี้แฟนๆ ต่างก็พากันพายเรือจิ้นทั้งคู่ยกใหญ่ เพราะเคมีของทั้งคู่ได้มากๆ ดูใกล้ชิดสนิทสนม เหมาะสมกันสุดๆ แถมยังติดแฮชแท็ก #โอ๊ตปัน แต่งานนี้เจอ ปันปัน คว่ำเรือแบบจังๆ ตอบทันทีว่า “เพื่อนกันค่า 55” เรียกว่าดับฝันกันอย่างไวเลยจ้า!

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

https://www.tiktok.com/embed/v2/7461915894491532562?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.thairath.co.th%2Fentertain%2Fceleb%2F2837602