ทรัมป์เรียกเกาหลีเหนือ “มีอำนาจด้านนิวเคลียร์” และผู้นำคิมต้องดีใจที่เขากลับมา

ทรัมป์เรียกเกาหลีเหนือ "มีอำนาจด้านนิวเคลียร์" และผู้นำคิมต้องดีใจที่เขากลับมา

22 ม.ค. 2568 10:18 น.

ทรัมป์เรียกเกาหลีเหนือ “มีอำนาจด้านนิวเคลียร์” และผู้นำคิมต้องดีใจที่เขากลับมา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวถึงเกาหลีเหนือว่าเป็นประเทศที่มีอำนาจด้านนิวเคลียร์ และคาดว่านายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะดีใจที่ได้เห็นเขากลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

วันที่ 22 มกราคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาวกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้นำใหม่ของสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงเกาหลีเหนือว่ามีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ และคาดว่านายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะดีใจที่ได้เห็นเขากลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง โดยกล่าวว่า เขาเป็นมิตรกับผู้นำเกาหลีเหนือ เขาชอบผู้นำคิม และผู้นำคิมก็ชอบเขา และเชื่อว่าเข้ากันได้ดีมาก 

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางความคาดหวังว่า ทรัมป์อาจกำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตโดยตรงกับนายคิม จองอึน และในช่วงการหาเสียงเขามักจะพูดถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับผู้นำเกาหลีเหนือหลายครั้ง นอกจากนี้ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์ยังมีโอกาสได้เดินทางไปพบกับนายคิม จองอึน ด้วยตัวเองถึง 3 ครั้ง รวมไปถึงการประชุมสุดยอดที่เป็นการไปพบกันครั้งแรกในสิงคโปร์ เมื่อปี 2561

อย่างไรก็ตาม บรรดาสื่อต่างๆระบุว่า ยังคงไม่ชัดเจนว่าคำว่า มีอำนาจนิวเคลียร์ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดนั้นหมายถึงอะไร เพราะเมื่อเขาบอกว่าเกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ ก็จะเท่ากับว่ารัฐบาลทรัมป์ยอมรับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยไม่คำนึงถึงความพยายามในข้อตกลงไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ คำว่า “มีอำนาจนิวเคลียร์” หรือประเทศที่มีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ แตกต่างจากการที่ประเทศมหาอำนาจต่างๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซีย ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าครอบครองเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์โดยสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์. 

สลด ยอดเหยื่อไฟไหม้โรงแรมตุรกี เพิ่มเป็น 76 ศพ ตร.รวบตัวผู้ต้องสงสัย 9 รายไปสอบสวน

สลด ยอดเหยื่อไฟไหม้โรงแรมตุรกี เพิ่มเป็น 76 ศพ ตร.รวบตัวผู้ต้องสงสัย 9 รายไปสอบสวน

22 ม.ค. 2568 09:53 น.

สลด ยอดเหยื่อไฟไหม้โรงแรมตุรกี เพิ่มเป็น 76 ศพ ตร.รวบตัวผู้ต้องสงสัย 9 รายไปสอบสวน

กระทรวงมหาดไทยของตุรกีเผยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงแรมสกีรีสอร์ท เพิ่มเป็น 76 ศพ ขณะที่ตำรวจได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 9 รายที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้รุนแรงครั้งนี้ ขณะที่พยานยืนยันตอนเกิดเหตุไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้นเลย

22 มกราคม 2568 นายอาลี เยอร์ลิกายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของตุรกี เปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ที่โรงแรมแกรนด์ คาทาล ในรีสอร์ทสกีคาร์ทาลคายา เมืองโบลู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 76 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 51 ราย ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาภายในซากโรงแรมโรงแรมเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากดับไฟได้สำเร็จ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวอีกว่า มีแขกลงทะเบียนพักที่โรงแรมแห่งนี้ทั้งสิ้น 238 คน และขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางดึก ทำให้ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างนอนหลับหนีออกมาไม่ทัน และมีพยานยืนยันว่าตอนที่เกิดไฟไหม้ไม่มีใครได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไฟไหม้ดังขึ้นเลย

ล่าสุดตำรวจได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 9 รายที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้รุนแรงครั้งนี้ แต่ทางตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการสอบสวน ขณะที่ในเบื้องต้นเชื่อว่าต้นเพลิงอาจมาจากร้านอาหารในโรงแรม

ขณะเดียวกันประธานาธิบดีเรเจป ทายิป แอร์โดอัน ของตุรกี ประกาศว่าได้กำหนดให้วันพุธที่ 22 มกราคม เป็นวันไว้อาลัยทั่วประเทศ หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงแรม.

6 คำสั่งบริหารในมือทรัมป์ ที่ต้องจับตา

6 คำสั่งบริหารในมือทรัมป์ ที่ต้องจับตา

22 ม.ค. 2568 09:53 น.

6 คำสั่งบริหารในมือทรัมป์ ที่ต้องจับตา

  • โดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมประกาศว่ายุคทองของอเมริกาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แค่วันแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ก็สั่นสะเทือนไปทั้งสหรัฐฯ เมื่อเขาลงนามคำสั่งบริหาร ไปแล้วจำนวนมาก
  • คำสั่งบริหารบางคำสั่งหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายและเสี่ยงถูกฟ้องร้อง ที่สำคัญคำสั่งบริหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดผลกระทบกับคนในวงกว้าง โดยเฉพาะชาวอเมริกันเอง ทำให้การเมืองสหรัฐอเมริการ้อนแรงตั้งแต่วันแรก
  • คำสั่งบริหาร เป็นคำสั่งลายลักษณ์อักษรที่ออกโดยประธานาธิบดีถึงหน่วยงานของรัฐบาลกลาง และไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา และแม้รัฐสภาจะสามารถออกกฎหมายเพื่อยกเลิกคำสั่งบริหารได้ แต่ประธานาธิบดีก็มีอำนาจยับยั้งกฎหมายนั้นได้

ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารที่สำคัญหลายฉบับ ทันทีที่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ ตามคำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างรวดเร็วในประเด็นสำคัญที่ใช้รณรงค์หาเสียง โดยคำสั่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ก็คือการปราบปรามการเข้าเมือง และการยกเลิกนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบางส่วน

อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารบางคำสั่งหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายและเสี่ยงถูกฟ้องร้อง ซึ่งอาจจะทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆในการบริหารประเทศในสมัยที่ 2

สำหรับคำสั่งบริหารที่น่าจับตามากที่สุด 6 เรื่องได้แก่

ประกาศให้แก๊งค้ายาเป็น “องค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ”

คำสั่งระบุอะไรบ้าง?

คำสั่งนี้อ้างว่าแก๊งค้ายาได้ก่อความรุนแรงและความหวาดกลัวทั่วโลก และทำให้สหรัฐเต็มไปด้วยอาชญากรรม ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐ นโยบายของสหรัฐคือการกำจัดกลุ่มเหล่านี้ในประเทศ โดยกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ของสหรัฐต้องเสนอคำแนะนำเกี่ยวกับกลุ่มที่ควรได้รับการกำหนดสถานะดังกล่าวภายใน 14 วัน และเตรียมดำเนินการเนรเทศบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว

อุปสรรคคืออะไร?

การกำหนดให้แก๊งค้ายาเป็นองค์กรก่อการร้ายอาจเปิดทางให้มีการดำเนินคดีต่อพลเมืองสหรัฐหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเหล่านี้โดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ การกำหนดดังกล่าวอาจทำให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศต่าง ๆ เช่น เม็กซิโก ที่เรียกร้องให้เคารพอธิปไตยของตน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น?

การกำหนดสถานะดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายในเม็กซิโกหรือประเทศอื่น ๆ
รัฐบาลกลางสหรัฐอาจจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมและเครื่องมือทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้นเพื่อต่อสู้กับแก๊งค้ายาและอาชญากรรมอื่น ๆ และไล่ล่าธุรกิจและผลประโยชน์ทางการเงินของพวกเขาในทั้งสองฝั่งชายแดน

ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คำสั่งระบุอะไรบ้าง?

คำสั่งให้เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติยื่นคำร้องขอถอนตัวจากข้อตกลงปารีสทันที โดยอ้างว่าข้อตกลงนี้ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

อุปสรรคคืออะไร?

การถอนตัวจากข้อตกลงโลกเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศอาจใช้เวลานานตามข้อกำหนดของสหประชาชาติ

ในอดีต ทรัมป์เคยประกาศเจตนาถอนตัวในปี 2017 แต่กระบวนการไม่เสร็จสิ้นจนถึงปี 2020 และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการถอนตัวอีกครั้ง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น?

สหรัฐเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 11% ของโลก ซึ่งการถอนตัวอาจทำลายความพยายามระดับโลกในการลดการปล่อยก๊าซ จุดประเด็นคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐ และผลกระทบต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงอื่น ๆ

คำสั่งยกเลิกสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิด

คำสั่งระบุอะไรบ้าง?

คำสั่งนี้มีเป้าหมายยกเลิกสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดสำหรับเด็กที่เกิดในสหรัฐจากพ่อแม่ที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงพ่อแม่ที่อยู่ในประเทศด้วยวีซ่าชั่วคราว

อุปสรรคคืออะไร?

หลักการสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสหรัฐ (การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14) ซึ่งระบุว่าบุคคลที่เกิดในสหรัฐหรือได้รับการโอนสัญชาตินั้นเป็นพลเมืองของประเทศ คำสั่งนี้จึงขัดแย้งต่อกฎหมายหลัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น?

การเพิกถอนสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดอาจนำไปสู่การเนรเทศจำนวนมาก ซึ่งอาจรวมถึงผู้ที่เคยได้รับสิทธินี้แล้ว

ถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

คำสั่งระบุอะไรบ้าง?

คำสั่งระบุว่าสหรัฐจะถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก เนื่องจากการจัดการที่ผิดพลาดในช่วงการระบาดของโควิด-19

อุปสรรคคืออะไร?

การถอนตัวจะไม่สมบูรณ์จนถึงปี 2026 และต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น?

การถอนตัวของสหรัฐอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถของ WHO ในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ

เปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก”เป็น “อ่าวอเมริกา”

คำสั่งระบุอะไรบ้าง?

คำสั่งให้เปลี่ยนชื่อ “Gulf of Mexico” เป็น “Gulf of America” บนเอกสารทางการของรัฐบาลสหรัฐ

อุปสรรคคืออะไร?

ทรัมป์ไม่สามารถบังคับให้ประเทศอื่น ๆ หรือบริษัทต่าง ๆ เปลี่ยนชื่อได้ตามใจได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น?

เม็กซิโกอาจยื่นข้อพิพาทอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับชื่อดังกล่าว

ให้การรับรองแค่ชายและหญิงเท่านั้น

คำสั่งระบุอะไรบ้าง?

สหรัฐจะรับรองเพียง 2 เพศ คือ ชายและหญิง โดยระบุว่าเพศเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

อุปสรรคคืออะไร?

กลุ่มสิทธิมนุษยชนมีแผนจะต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น?

เอกสารทางการ เช่น หนังสือเดินทาง จะต้องระบุเพศชายหรือหญิงเท่านั้น ซึ่งอาจกระทบต่อกลุ่มคนข้ามเพศ และเกิดกระแสความไม่พอใจ ทั้งๆ ที่สหรัฐฯประกาศตัวว่าเป็นประเทศที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่พลเมือง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำสั่งบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในวันแรก ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย แต่ยังมีคำสั่งบริหารอีกหลายข้อที่ต้องติดตามด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะนำไปสู่ข้อพิพาททางการเมืองต่อไป

โดยจำนวนคำสั่งฝ่ายบริหารที่ออกโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าสามารถออกได้กี่ฉบับ ขึ้นอยู่กับการใช้สิทธิอำนาจบริหาร และปัญหาที่ประเทศเผชิญในระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งที่ผ่านมาประธานาธิบดีบางคนอาจออกคำสั่งเพียงไม่กี่ฉบับ ในขณะที่บางคนออกคำสั่งหลายร้อยฉบับตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ statista.com จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2025 ที่ผ่านมา  ระบุว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งบริหารไปแล้วทั้งสิ้น 220 ฉบับ (ยังไม่นับรวมกับการลงนามครั้งล่าสุด) ขณะที่นายโจ ไบเดนประธานาธิบดีสหรัฐฯคนก่อนลงนามคำสั่งบริหารไปทั้งหมด 162 ฉบับ ส่วนผู้นำสหรัฐฯที่ลงนามคำสั่งบริหารมากที่สุด คือนายแฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ประธานาธิบดีคนที่ 32 โดยมีการเซ็นคำสั่งบริหารมากถึง 3,721 ฉบับ. 

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : BBC , statista.com

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รายงานพิเศษ

ทำไมทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัวจาก WHO-ออกแล้วส่งผลอย่างไร?

ทำไมทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัวจาก WHO-ออกแล้วส่งผลอย่างไร?

22 ม.ค. 2568 09:00 น.

ทำไมทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัวจาก WHO-ออกแล้วส่งผลอย่างไร?

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งพิเศษเริ่มกระบวนการพาสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก ซึ่งเขาเคยพยายามทำตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ถูกหยุดไว้ได้
  • ทรัมป์โจมตีองค์การอนามัยโลกหลายอย่าง ทั้งความล้มเหลวในการรับมือโควิด-19, การสมรู้ร่วมคิดกับจีน และขีดรีดเงินมหาศาลจากสหรัฐฯ
  • ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาเตือนว่า การถอนตัวจากสมาชิกที่ทรงอิทธิพลที่สุดของ WHO อย่างสหรัฐฯ อาจส่งผลร้ายต่อสาธารณสุขโลก และการรับมือโรคระบาดในอนาคต

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ และเขาลงนามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารหลากหลายฉบับ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศตามที่ได้หาเสียงเอาไว้ โดยหนึ่งในนั้นคือ การพาสหรัฐอเมริกาออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO)

องค์การอนามัยโลกเป็นหน่วยงานสหประชาชาติที่ช่วยปกป้องสุขภาพและความมั่นคงด้านสาธารณสุขของคนทั้งโลก นายทรัมป์ โจมตี WHO ว่า ทุจริตและกล่าวหาว่าขูดรีดอเมริกา เนื่องจากงบประมาณ 1 ใน 5 ขององค์กรนี้มาจากสหรัฐฯ และชาวอเมริกันหลายล้านคนที่โหวตเลือกเขากำลังสงสัยในคุณค่าของหน่วยงานระหว่างประเทศนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลเบื้องหลังในการตัดสินใจของนายทรัมป์คืออะไร แล้วผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงขนาดไหน เมื่อผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า การถอนตัวจากสมาชิกที่ทรงอิทธิพลที่สุดของ WHO อย่างสหรัฐฯ อาจส่งผลร้ายต่อสาธารณสุขโลก

คำสั่งของทรัมป์ว่าอย่างไร?

คำสั่งพิเศษของนายทรัมป์จะหยุดการโอนย้ายงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้แก่องค์การอนามัยโลกทั้งหมด รวมทั้งเรียกตัวและมอบหน้าที่ใหม่ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกับพนักงานสัญญาจ้างที่ทำงานกับ WHO และประสานความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับหุ้นส่วนระหว่างปีระเทศ เพื่อสานต่องานต่างๆ ที่จำเป็นซึ่งก่อนหน้านี้ดำเนินการโดย WHO

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สหรัฐฯ จะสามารถออกจากองค์การอนามัยโลกได้จริงๆ นั้น พวกเขาต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเสียก่อน นอกจากนั้นสหรัฐฯ ต้องมอบทุนให้แก่ WHO ในปีงบประมาณปัจจุบันให้ครบตามสัญญา และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาต้องรอเวลา 1 ปี จึงจะสามารถออกจากการเป็นสมาชิกได้

คำสั่งของนายทรัมป์ระบุด้วยว่า รัฐบาลจะทบทวน, เพิกถอน และแทนที่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงสุขภาพโลกฉบับปี 2567 ของรัฐบาลไบเดน โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

WHO คืออะไร ทำหน้าที่อะไร?

องค์การอนามัยโลกเป็นหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสุขภาพขององค์การสหประชาชาติ (UN) ได้รับมอบอำนาจในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อสุขภาพทั่วโลก เช่นการระบาดของเชื้อ ฝีดาษลิง, อีโบลา และ โปลิโอ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะแถบแอฟริกา

WHO ยังให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีแก่ประเทศรายได้น้อย ช่วยกระจายวัคซีน เวชภัณฑ์และการรักษาต่างๆ รวมทั้งร่างแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานการณ์ด้านสุขภาพหลายร้อยกรณี รวมถึงเรื่องสุขภาพจิตและโรคมะเร็ง

องค์การอนามัยโลกมักออกคำแนะนำถึงชาติสมาชิกว่าควรรับมือกับวิกฤติด้านสุขภาพต่างๆ อย่างไร แต่พวกเขาไม่มีอำนาจบังคับให้ประเทศเหล่านั้นปฏิบัติตาม

ทำไมทรัมป์อยากพาสหรัฐฯ ออกจาก WHO?

นายทรัมป์เคยพยายามพาสหรัฐฯ ออกจากองค์การอนามัยโลกมาแล้วในปี 2563 โดยกล่าวหาว่า หน่วยงานนี้ บริหารผิดพลาดอย่างร้ายแรงและปกปิดความจริงเรื่องการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 แต่ถูกรัฐบาลไบเดนหยุดเอาไว้ เนื่องจากต้องรอเวลา 1 ปี

นายทรัมป์พูดมานานแล้วว่าเขาเชื่อว่าต้นกำเนิดของไวรัสนั้นมาจากห้องทดลองในเมืองอู่ฮั่นของจีน แต่จีนปฏิเสธ ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็แสดงความสงสัยแบบเดียวกัน และในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พวกเขาเรียกร้องให้จีนเพิ่มความโปร่งใส และช่วยเหลือทำความเข้าใจว่าการระบาดเริ่มขึ้นได้อย่างไร … 5 ปีหลังจากพบผู้ป่วยรายแรก

ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด นายทรัมป์โจมตีองค์การอนามัยโลกหนักกว่าเดิม โดยเรียกหน่วยงานนี้ว่า องค์กรหลอกลวงทุจริตระดับโลก ที่ปกปิดร่องรอยให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างน่าอับอาย ขณะที่ WHO ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายทรัมป์มาตลอด

คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์อ้างด้วยว่า WHO ล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการปฏิรูปที่จำเป็นเร่งด่วน และแสดงให้เห็นความไร้ความสามารถในการแสดงออกอย่างอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมจากชาติสมาชิกของตัวเอง

อีกประเด็นที่นายทรัมป์ยกขึ้นมาและดูจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าสำหรับเขาก็คือ เรื่องงบประมาณที่สหรัฐฯ มอบให้องค์การอนามัยโลกทุกปี โดยระหว่างการลงนามคำสั่งพิเศษเมื่อ 20 ม.ค. นายทรัมป์กล่าวว่า “WHO ขูดรีดพวกเรา ทุกคนขูดรีดจากสหรัฐฯ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว”

“WHO ยังคงเรียกร้องรายจ่ายมหาศาลจากสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม มากกว่าสัดส่วนงบประมาณที่ประเทศอื่นๆ จ่ายมากมาย” คำสั่งของนายทรัมป์ระบุ และเสริมด้วยว่า “จีนซึ่งมีประชากร 1.4 พันล้านคนมากกว่าประชากรสหรัฐฯ 300% แต่กลับจ่ายเงินอุดหนุนให้ WHO น้อยกว่า (สหรัฐฯ) เกือบ 90%”

ออกจาก WHO ส่งผลอย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก อาจทำให้ขีดความสามารถของโลกในการป้องกันการระบาดครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ลดน้อยลง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของ WHO และจัดหาเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขให้องค์กรนี้จำนวนหลายร้อยคน

อนึ่ง ในปีงบประมาณ 2565-2566 สหรัฐฯ สนับสนุนงบประมาณให้องค์การอนามัยโลกถึง 1,284 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยเหตุนี้ การเสียประเทศผู้สนับสนุนใหญ่ไป อาจกระทบต่อโครงการสุขภาพระดับโลกหลายอย่าง เช่นความพยายามในการกำจัดเชื้อโปลิโอ, โครงการสุขภาพแม่และเด็ก และการวิจัยเพื่อระบุไวรัสชนิดใหม่

ดร.ทอม ฟรีเดน ประธานและซีอีโอขององค์กร “Resolve to Save Lives” ในสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การถอนตัวจาก WHO ไม่เพียงเป็นการตัดงบประมาณที่แสนสำคัญจากองค์กรนี้ แต่ยังเป็นการละทิ้งบทบาทให้การเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขโลก และทำให้สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการตัดสินใจสำคัญเรื่องความมั่นคงสุขภาพโลก

“การปฏิรูปที่แท้จริงต้องการการมีส่วนร่วม ไม่ใช่การละทิ้ง เราไม่สามารถทำให้ WHO มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการเดินจากไป การตัดสินใจนี้ทำให้อิทธิพลของอเมริกาอ่อนลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดร้ายแรงมากขึ้น”

ขณะที่นายลอว์เรนซ์ กอสติน ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมด้านกฎหมายสุขภาพโลกแห่งองค์การอนามัยโลก ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เตือนว่า การที่ WHO เสียทรัพยากรจากอเมริกาจะทำให้การสังเกตการณ์โรคและการตอบสนองต่อโรคระบาดถดถอย ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่โรคอุบัติใหม่จะหลุดจากความควบคุม ข้ามพรมแดน และกระจายไปทั่วโลก


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cnn , sky

ทรัมป์ประกาศแผนลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI

ทรัมป์ประกาศแผนลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI

22 ม.ค. 2568 06:54 น.

ทรัมป์ประกาศแผนลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในสหรัฐฯ โดยจะมีการลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ และสร้างศูนย์ข้อมูลหลายสิบแห่งทั่วประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ประกาศเปิดบริษัท “สตาร์เกต” (Stargate) พร้อมเงินลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอด 4 ปีข้างหน้า

ทรัมป์ระบุว่าโครงการนี้จะสร้างงานอย่างน้อย 100,000 ตำแหน่ง และสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งกำลังมีการมองหาที่ตั้งในหลายสถานที่ทั่วประเทศ โดยทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการเก็บอุตสาหกรรมนี้เอาไว้ในสหรัฐฯ และเขาจะช่วยด้วยการออกคำสั่งฉุกเฉินหลายฉบับ

จากนั้นนายทรัมป์ส่งไม้ต่อให้ ซีอีโอบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ 3 เจ้า ได้แก่ นาย แลร์รี เอลลิสัน จากบริษัท ออราเคิล (Oracle), แซม อัลต์แมน จากบริษัท โอเพนเอไอ (OpenAI) และ มาซาโยชิ ซน จากซอฟท์แบงก์ (SoftBank) อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ ซีอีโอทั้ง 3 ได้แก่ (จากซ้าย) มาซาโยชิ ซน จาก SoftBank, แลร์รี เอลลิสัน จาก Oracle และ แซม อัลต์แมน จาก OpenAI

นายเอลลิสันเป็นผู้ก้าวขึ้นมากล่าวต่อ โดยระบุว่า ศูนย์ข้อมูลที่นายทรัมป์พูดถึงกำลังก่อสร้างกันแล้วในรัฐเทกซัส โดยอาคารแต่ละแห่งจะมีขนาด 5 แสนตารางฟุต โดยจะมี 10 อาคาร แต่จะขยายเป็น 20 อาคารในอนาคต และจะมีการสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมในสถานที่อื่นๆ ด้วย

ซีอีโอออราเคิลบอกอีกว่า ศูนย์ข้อมูลที่พวกเขากำลังสร้างจะช่วยในการเก็บรักษาและทบทวนประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาด้านการดูแลสุขภาพ

จากนั้นเป็นคิวของนาย มาซาโยชิ ซน ซีอีโอซอฟท์แบงก์ โดยเขาระบุว่า เมื่อเดือนก่อน เขาฉลองชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการสัญญาว่าจะลงทุนเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเขากลับมาในวันนี้เพื่อเสนอเงินลงทุนอีก 5 แสนล้านดอลลาร์ โดย 1 แสนล้านจะลงทุนในทันที ส่วน 5 แสนล้านที่ว่าจะทยอยตามมาตลอด 5 ปีข้างหน้า

นายซนบอกอีกว่า ยุคแห่ง AI จะมาถึงอย่างรวดเร็วมากๆ และหลังจากนั้น ซุปเปอร์ปัญญาประดิษฐ์จะมาเพิ่มช่วยแก้ปัญหาที่มนุษยชาติไม่เคยคิดว่าจะแก้ไขได้

ต่อมาถึงตาของนาย อัลต์แมน ซีอีโอของ โอเพนเอไอ โดยเขากล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำสิ่งนี้ในอเมริกา และเขาเชื่อว่านี่จะเป็นโครงการที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยนี้ “เราจะไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้เลยหากไม่มีท่านประธานาธิบดี”

จากนั้นนายทรัมป์ได้ถามนายอัลต์แมนว่า AI จะช่วยต่อสู้กับปัญหาต่างๆ อย่างไร เช่นปัญหาสุขภาพ ซึ่งซีอีโอโอเพนเอไอตอบว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยรักษาโรคหลายอย่างได้อย่างรวดเร็ว

นายทรัมป์กลับขึ้นมาพูดต่อและอ้างว่า ตอนนี้รัฐบาลของเขาหาเงินลงทุนในสหรัฐฯ ได้เกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว และตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 ล้านล้านในสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำกลุ่ม Proud Boys กับ Oath Keepers พ้นคุก หลังทรัมป์อภัยโทษ

ผู้นำกลุ่ม Proud Boys กับ Oath Keepers พ้นคุก หลังทรัมป์อภัยโทษ

22 ม.ค. 2568 04:32 น.

ผู้นำกลุ่ม Proud Boys กับ Oath Keepers พ้นคุก หลังทรัมป์อภัยโทษ

โดนัลด์ ทรัมป์ อภัยโทษ-ลดโทษ ผู้ถูกตัดสินความผิดจากเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภากว่า 1,500 คน รวมถึง 2 ผู้นำกลุ่มขวาจัดสุดโต่ง ซึ่งได้รับการปล่อยตัวแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเฮนรี “เอ็นริเก” ตาร์ริโอ อดีตผู้นำกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” (Proud Boys) กับนาย สจวต โรดส์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “โอธ คีเปอร์ส” (Oath Keepers) ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว ในวันอังคารที่ 21 ม.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งอภัยโทษ

การปล่อยตัวนายตาร์ริโอกับนายโรดส์ เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษผู้ต้องขังจำนวนมากกว่า 1,500 คน ที่ถูกตัดสินความผิดจากเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 นอกจากนั้นนายทรัมป์ยังสั่งยกฟ้องผู้ที่ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการจลาจลดังกล่าว แต่การพิจารณาคดียังไม่เริ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มพราวด์ บอยส์ เป็นกลุ่มชายล้วนที่มีความคิดเอียงขวาสุดโต่ง และต่อต้านผู้อพยพอย่างรุนแรง ส่วนกลุ่มโอธ คีเปอร์ คือกองกำลังต่อต้านรัฐบาลสหรัฐฯ ฝ่ายขวาจัด

นายโรดส์ เป็นอดีตทหารสหรัฐฯ และทนายความผู้เรียนจบจากมหาวิทยาลัย เยล ถูกพิพากษาจำคุก 18 ปีในปี 2566 ข้อหา สมคบคิดปลุกระดม จากการยกพวกสมาชิกกลุ่ม โอธ คีเปอร์ ของเขาไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าไปในอาคารรัฐสภา แต่เขาสั่งการสมาชิกกลุ่มอยู่ด้านนอก

ส่วนนายตาร์ริโอถูกพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาสมคบคิดปลุกระดม เช่นเดียวกัน จากเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภา โดยระหว่างเกิดเหตุเขาไม่ได้อยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. แต่เขาสั่งการลูกน้องโดยตรง ซึ่งความผิดดังกล่าวทำให้ศาลพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 22 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐเดโมแครตแห่ฟ้องศาล ต้านทรัมป์ยกเลิกการให้สัญชาติโดยกำเนิด

รัฐเดโมแครตแห่ฟ้องศาล ต้านทรัมป์ยกเลิกการให้สัญชาติโดยกำเนิด

22 ม.ค. 2568 02:45 น.

รัฐเดโมแครตแห่ฟ้องศาล ต้านทรัมป์ยกเลิกการให้สัญชาติโดยกำเนิด

อัยการจากรัฐฝั่งเดโมแครตนับสิบรัฐ ร่วมกันยื่นฟ้องศาล เพื่อต้านคำสั่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ ที่ต้องการยกเลิกการให้สัญชาติโดยกำเนิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 อย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น เขายังลงนามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารหลายสิบฉบับเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศตามที่ได้ให้สัญญาไว้ตอนหาเสียง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การยกเลิกการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวระบุว่า จะมีผลกับเด็กที่เกิดหลังจากมีการออกคำสั่ง 30 วัน โดยเด็กที่เข้าข่ายคือเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นผู้อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายในสหรัฐฯ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ผู้เป็นมารดาต้องอยู่ในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เช่น อยู่ด้วยวีซ่า และบิดาไม่ใช่คนอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารอัยการจากรัฐฝั่งเดโมแครต 18 รัฐ ร่วมกันยื่นคำร้องศาลรัฐบาลกลางรัฐแมสซาชูเซตส์ เพื่อขัดขวางคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่รัฐบาลจะได้บังคับใช้ โดยระบุว่า คำสั่งพิเศษดังกล่าว ละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 14 ซึ่งระบุว่าใครก็ตามที่เกิดในแผ่นดินสหรัฐฯ ให้ถือว่าเป็นพลเมืองอเมริกัน

“ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีจะมีอำนาจกว้างขวางในการวางนโยบายคนเข้าเมือง แต่ว่าคำสั่งยกเลิกการให้สัญชาติอยู่นอกเหนือจากกรอบอำนาจทางกฎหมายของประธานาธิบดี” เอกสารคำฟ้องระบุ

อนึ่ง การเพิกถอนสิทธิ์ในการได้สัญชาติโดยกำเนิดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นสิทธิ์ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และในอดีตศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ก็เคยมีคำพิพากษาปกป้องสิทธิ์นี้มาแล้วถึง 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีกฎหมายรัฐบาลกลางที่ผ่านโดยสภาคองเกรส ก่อนหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ในปี 2411 อยู่ด้วย

เรื่องนี้จึงอาจกลายเป็นการต่อสู้ในชั้นศาลครั้งใหญ่คดีแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 โดยเอกสารคำฟ้องถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางแมสซาชูเซตส์ หมายความว่า การอุทธรณ์คำตัดสินใดๆ จะต้องผ่านศาลอุทธรณ์สำหรับเขตพิจารณาคดีที่ (First Circuit Court) ซึ่งผู้พิพากษาทุกคนอยู่ฝั่งเดโมแครต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.เกาหลีใต้ขึ้นศาลครั้งแรก ปฏิเสธสั่งจับ สส.คืนประกาศกฎอัยการศึก

ปธน.เกาหลีใต้ขึ้นศาลครั้งแรก ปฏิเสธสั่งจับ สส.คืนประกาศกฎอัยการศึก

22 ม.ค. 2568 01:20 น.

ปธน.เกาหลีใต้ขึ้นศาลครั้งแรก ปฏิเสธสั่งจับ สส.คืนประกาศกฎอัยการศึก

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ปรากฏตัวต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก เพื่อให้การคดีประกาศกฎอัยการศึก โดยเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า เขาออกคำสั่งให้จับ สส.ในคืนวันเกิดเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ปรากฏตัวต่อหน้าศาลครั้งแรก และให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะถอดถอนนายยุนออกจากตำแหน่งตามมติของสภาสมัชชาแห่งชาติหรือไม่ กรณีที่เขาถูกกล่าวหาว่า ประกาศกฎอัยการศึกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน

ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มการพิจารณาคดีตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่นายยุนเพิ่งเดินทางมาขึ้นศาลในวันอังคารที่ 21 ม.ค. 2568 เป็นครั้งแรก โดยนั่งรถตู้เดินทางมาจากทัณฑสถานในกรุงโซล ที่เขาถูกควบคุมตัวเอาไว้ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยมีตำรวจจำนวนมากตั้งแถวเป็นกำแพงมนุษย์ที่หน้าศาล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สนับสนุนนายยุนที่มารวมตัวกันเข้าใกล้เกินไป

ในศาล นายยุนระบุในแถลงการณ์เปิดคดีของเขาว่า “ผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตด้วยความเชื่อในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่” “เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอให้ศาลตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียดในทุกแง่มุม”

ระหว่างการไต่สวนซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นายยุนถูกถามว่า ในคืนวันที่เขาประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ 3 ธ.ค. 2567 เขาได้ออกคำสั่งผู้บัญชาการทหารระดับสูงให้ “ลากตัว” สส.ออกจากรัฐสภา เพื่อป้องกันไม่ให้ สส.โหวตคว่ำคำสั่งของเขาหรือไม่ ซึ่งนายยุนตอบว่า “ไม่”

คำตอบของนายยุนขัดแย้งกับคำพูดของผู้บัญชาการกองทัพที่อ้างก่อนหน้านี้ว่า นายยุนออกคำสั่งดังกล่าว หลังจากสมาชิกสภาหลายคนปีนข้ามรั้ว และฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าไปในอาคารรัฐสภา

อนึ่ง นายยุนประกาศกฎอัยการศึกโดยอ้างเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและกองกำลังต่อต้านรัฐ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เป็นที่ชัดเจนว่า เหตุผลให้การออกคำสั่งของเขามาจากปัญหาทางการเมืองของตัวเขาเอง

หลังการพิจารณาคดีในวันอังคารเสร็จสิ้น มีรายงานว่ารถตู้ที่นำตัวนายยุนออกจากศาล ไม่ได้ตรงกลับไปยังทัณฑสถานแต่ไปยังโรงพยาบาลกรุงโซลแทน โดยกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ชี้แจ้งว่า นายยุนจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล สืบเนื่องจากผลการตรวจร่างกายที่ออกมาก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลเมียนมา เนรเทศแก๊งหลอกลวงออนไลน์กว่า 50,000 คน กลับจีน

รัฐบาลเมียนมา เนรเทศแก๊งหลอกลวงออนไลน์กว่า 50,000 คน กลับจีน

21 ม.ค. 2568 23:05 น.

รัฐบาลเมียนมา เนรเทศแก๊งหลอกลวงออนไลน์กว่า 50,000 คน กลับจีน

รัฐบาลทหารเมียนมาเนรเทศผู้ต้องสงสัยมีส่วนร่วมในปฏิบัติการหลอกลวงผ่านทางออนไลน์กลับประเทศจีนมากกว่า 50,000 คนแล้ว นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฐานของแก๊งหลอกลวงทางออนไลน์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดบริเวณชายแดนเมียนมา และเต็มไปด้วยคนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ถูกหลอกมาโดยขบวนการค้ามนุษย์อีกที และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงคนชาติเดียวกัน จนธุรกิจสีดำนี้มีเงินสะพัดหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

บทบรรณาธิการที่เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ในวันอังคารที่ 21 ม.ค. 2568 เปิดเผยขอบเขตของขบวนการหลอกลวงให้สาธารณะได้รับรู้เป็นครั้งแรก

รายงานระบุว่า รัฐบาลทหารจับกุมและเนรเทศชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงกลับประเทศบ้านเกิดของพวกเขาแล้วมากกว่า 55,000 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 โดยในจำนวนนี้มากกว่า 53,000 คน ถูกสั่งกลับไปประเทศจีน นอกจากนั้นเป็นชาวเวียดนามราว 1,000 คน, ชาวไทย 600 คน ส่วนที่เหลือมาจากชาติต่างๆ อีก 25 ประเทศ

บทความบอกด้วยว่า ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผิดนี้ไม่ใช่ชาวเมียนมาหรือชาวต่างชาติทั่วไป แต่เป็นผู้ร้ายหลบหนี ที่ลอบเข้าสู่เมียนมาอย่างผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เข้าร่วมในการต่อสู้กับการหลอกลวงทางออนไลน์และการพนันออนไลน์

ทั้งนี้ ชายแดนทางเหนือของเมียนมาซึ่งติดต่อกับจีน เคยเป็นแหล่งซ่องสุมของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่บริหารโดยกลุ่มติดอาวุธที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหาร แต่ปฏิบัติการปราบปรามอย่างหนักของกองกำลังพันธมิตรฝ่ายกบฏกลุ่มชาติพันธุ์ กวาดล้างศูนย์หลอกลวงไปได้มากมาย

หลังจากนั้น แก๊งหลอกลวงออนไลน์ก็ย้ายฐานที่มั่นลงใต้ไปอยู่ตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศไทย ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลเมียนมากับทางการไทยได้ตกลงร่วมมือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์และการพนันออนไลน์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟไหม้โรงแรมในสกีรีสอร์ทตุรกี คร่าแล้ว 66 ศพ แขกโดดหน้าต่างหนีตาย

ไฟไหม้โรงแรมในสกีรีสอร์ทตุรกี คร่าแล้ว 66 ศพ แขกโดดหน้าต่างหนีตาย

21 ม.ค. 2568 21:58 น.

ไฟไหม้โรงแรมในสกีรีสอร์ทตุรกี คร่าแล้ว 66 ศพ แขกโดดหน้าต่างหนีตาย

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุไฟไหม้โรงแรมที่สกีรีสอร์ท ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 66 ศพแล้ว มีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงแรม “แกรนด์ คาร์ทาล” ความสูง 12 ชั้น ในรีสอร์ท คาร์ทัลคายา (Kartalkaya) ห่างจากเมืองหลวงกรุงอังการาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 170 กม. เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 21 ม.ค. 2568 เป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

นายอาลี เยอลิคายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของตุรกีเปิดเผยว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ในเวลา 3.27 น. ตามเวลาท้องถิ่น และลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากใช้วัสดุประเภทไม้ห่อหุ้มอาคาร ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 66 ศพ บาดเจ็บอีก 51 ราย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้แล้ว

นายเยอลิคายาบอกด้วยว่า ขณะเกิดเหตุมีแขกลงทะเบียนพักที่โรงแรมแห่งนี้ทั้งสิ้น 238 คน โดยตุรกีกำลังอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน 2 สัปดาห์ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองมักพาลูกหลานเดินทางท่องเที่ยว

สถานีโทรทัศน์ NTV รายงานว่า มีผู้เคราะห์ร้ายอย่างน้อย 3 รายที่เสียชีวิตเพราะกระโดดลงมาจากโรงแรมเพื่อหนีไฟไหม้ ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนเผยว่า มีผู้เข้าพักโรงแรมหลายคนใช้เชือกหรือผ้าปูที่นอนผูกกันเพื่อใช้ปีนหนีลงจากอาคาร

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ต้นตอของเพลิงไหม้เริ่มขึ้นที่ร้านอาหารภายในโรงแรม ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขายังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรทำให้เกิดไฟไหม้ ขณะที่อาคารบางส่วนติดกับหน้าผา ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานได้ลำบาก

ผู้รอดชีวิตหลายรายบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า พวกเขาไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้เลยในตอนเกิดเหตุ นอกจากนั้นทางโรมแรมยังขาดมาตรการความปลอดภัยกรณีเกิดไฟไหม้ เช่น บันไดหนีไฟ และเครื่องตรวจจับควัน ขณะที่นาย นูริ เอร์ซอย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของตุรกี เผยว่า โรงแรมแห่งนี้มีทางหนีไฟเพียง 2 จุดเท่านั้น

ด้านประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน แห่งตุรกี กล่าวในเวลาต่อมาว่า เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและฝ่ายตุลาการเริ่มการสืบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้แล้ว และพวกเขากำลังใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงและหาตัวคนผิดมาลงโทษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna