‘กรมฝนหลวง’ขออนุญาต เพิ่มเที่ยวบินลดฝุ่น PM2.5 กทม.

'กรมฝนหลวง'ขออนุญาต เพิ่มเที่ยวบินลดฝุ่น PM2.5 กทม.

‘กรมฝนหลวง’ขออนุญาต เพิ่มเที่ยวบินลดฝุ่น PM2.5 กทม.

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

“อิทธิ”สั่งฝนหลวงกรมฝนหลวงและการบินเกษตรขออนุญาตวิทยุการบินเพิ่มเที่ยวบินเข้าปฏิบัติการเจาะชั้นบรรยากาศเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กทม.เพิ่ม ในห้วงเวลาที่ไม่กระทบกับเที่ยวบินพาณิชย์

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้หารือเบื้องต้นกับนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมถึงการขออนุญาตให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาปฏิบัติการเจาะชั้นบรรยากาศเพื่อระบายฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในในห้วงเวลาที่ไม่กระทบกับเที่ยวบินพาณิชย์ 

ทั้งนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ปฏิบัติการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือสเปรย์น้ำแช่น้ำแข็งในชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผันที่ขวางกั้นฝุ่นละอองอยู่ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นช่องให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กลอยผ่านช่องนี้ขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบนได้ ปฏิบัติการทั้งช่วงเช้าและบ่าย โดยขึ้นบินจากฐานปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน กาญจนบุรี และระยอง แต่ในช่วงที่กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นสะสมถึงระดับสีแดง จะเสนอให้วิทยุการบินพิจารณาอนุญาตเพิ่มเที่ยวบิน แต่ต้องไม่กระทบกับเที่ยวบินพาณิชย์

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเตรียมมาตรการสร้างแรงจูงใจลดการเผาในพื้นที่เกษตร ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ลดจุดความร้อนในทุกพื้นที่ โดยมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ จะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัวและให้รับทราบว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเกษตรกรที่ไม่เผา จะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากภาครัฐ แต่รายใดที่เผา ถ้ารัฐมีมาตรการช่วยเหลืออะไร จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ตลอดจนมีมาตรการทางกฎหมายด้วย

ขณะที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า จะมอบหมายให้วิทยุการบินพิจารณาว่า สามารถเพิ่มการอนุญาตเที่ยวบินของกรมฝนหลวงฯ เข้าปฏิบัติการลดฝุ่นในกทม. ได้อีกหรือไม่ โดยในปัจจุบันอนุญาตให้บินทั้งช่วงเช้าและบ่ายรวม 12 เที่ยวบิน นอกจากนี้ยังอนุญาตเพิ่มเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานหัวหินให้ด้วยเนื่องจากระยะนี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กวิกฤติในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนหลายพื้นที่

รมช.เกษตรฯเยี่ยมตลาดฯ ร่วมชิงปลาในพื้นที่ภูเก็ต

รมช.เกษตรฯเยี่ยมตลาดฯ  ร่วมชิงปลาในพื้นที่ภูเก็ต

รมช.เกษตรฯเยี่ยมตลาดฯ ร่วมชิงปลาในพื้นที่ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการซื้อขายสัตว์น้ำของตลาดชิงปลาบ้านในยาง ที่ตลาดชิงปลาบ้านในยาง ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยตลาดดังกล่าวเป็นตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าประมงที่จับได้จากเรือประมงพื้นบ้าน สัตว์น้ำมีความสดใหม่ ปลอดสารพิษ ซึ่งบรรยากาศในการขาย เมื่อชาวประมงเทปลาลงบนแผงขายปลาเล็กๆก็จะมีการยื้อแย่งปลาและสัตว์น้ำให้กับผู้คนที่มาซื้อสัตว์น้ำนั้น และมีการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นชื่อ “กลุ่มประมงพื้นบ้านตลาดชิงปลาหาดในยาง”

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมง ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมเรือประมง เครื่องมือทำการประมง และแผงปลาสำหรับขายสัตว์น้ำ และงบประมาณภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการประมงสนับสนุนการท่องเที่ยว กับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ จ.ภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม กรมประมง มีแผนดำเนินงานให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถยกระดับมาตรฐานการจำหน่ายสัตว์น้ำให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย และมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้ตลาดขายสัตว์น้ำ “ตลาดชิงปลา” เป็นที่รู้จักในกลุ่ม

เกษตรกรเชียงรายยื่นใช้สิทธิ์แก้หนี้ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธ.ก.ส

เกษตรกรเชียงรายยื่นใช้สิทธิ์แก้หนี้  สมาชิกกองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธ.ก.ส

เกษตรกรเชียงรายยื่นใช้สิทธิ์แก้หนี้ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธ.ก.ส

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) เปิดเผยว่า ด้วยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 มีมติรับทราบและเห็นชอบให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่แสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เบื้องต้นจำนวน 16,794 ราย และที่แจ้งเพิ่มเติมภายหลัง ที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ถูกต้องครบถ้วนแล้ว และ เป็นหนี้ NPL ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้ได้สิทธิเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง เพื่อทดแทนเกษตรกรตามกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 15,481,657,199.77 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 และจังหวัดเชียงราย มีเกษตรกรได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ สถาบันเจ้าหนี้ธ.ก.ส. จำนวน 46 ราย

ทั้งนี้ สำนักงาน กฟก.จังหวัดเชียงรายได้ประสานแจ้งให้เกษตรกรตามรายชื่อ จำนวน46 ราย ดำเนินการยื่นแบบเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 สถาบันเจ้าหนี้ ธ.ก.ส. ณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 1 โดยกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 27 มกราคม 2568 เพื่อส่งมอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฯ ให้เกษตรกร ตามขั้นตอนต่อไป

‘นฤมล’ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าเกษตรกรไทย

'นฤมล'ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าเกษตรกรไทย

‘นฤมล’ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.21 น.

”รมว.นฤมล“ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าของเกษตรกรไทย เสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ รัฐมนตรีด้านการเกษตรจากหลากหลายประเทศ เนื่องในโอกาสการเข้าร่วมการประชุม Berlin Agriculture Minister’s Conference ครั้งที่ 17 ณ ศูนย์การประชุม City Cube Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดย นางนฤมล กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และผลักดันประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทย นอกจากนี้ รัฐมนตรีจากประเทศอื่น ๆ ได้ให้ความสนใจในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย อีกด้วย

นางนฤมล ยังได้แสดงความยินดีและพร้อมสนับสนุนความร่วมมือในด้านการเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตต่อไป

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จับมือ 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมความรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาดินอย่างยั่งยืน

'กรมพัฒนาที่ดิน'จับมือ 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมความรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาดินอย่างยั่งยืน

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จับมือ 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมความรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาดินอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงนาม MOU ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ตั้งเป้าส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความสําคัญของดิน การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวันดินโลกและแนวพระราชดําริด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการดินอย่างยั่งยืน โดยมี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก นายณัฐวรรธน์ ภรนรา ประธานกรรมการมูลนิธิดั่งพ่อสอน นายต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมลงนาม ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม 2801 ชั้น 8 อาคาร 2 กรมพัฒนาที่ดิน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สมาคมดินโลก มูลนิธิดั่งพ่อสอน มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการดินและที่ดินในระบบการผลิต สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดิน และวันดินโลก ส่งเสริมการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน และถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายให้มีความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

“ซึ่งที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการบูรณาการความร่วมมือด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนเพื่อการเกษตรกับหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อการศึกษาวิจัยด้านการเกษตรเป็นสำคัญ รวมถึงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เกษตรกร ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงนี้ และพร้อมสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ข้อมูล องค์ความรู้ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ และพร้อมให้ความร่วมมือกับทั้ง 5 หน่วยงาน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการรวมพลัง ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรจากหลากหลายองค์กร เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่มุ่งเน้นการใช้ดินและที่ดินอย่างชาญฉลาด รักษาคุณภาพดินให้ยั่งยืน และสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

– 006

โก โฮลเซลล์ ลุยต่อรับตรุษจีน เปิดสาขา ‘ขอนแก่น’ เดินหน้ากลยุทธ์เจาะหัวเมืองใหญ่ รับการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจร้านอาหาร

โก โฮลเซลล์ ลุยต่อรับตรุษจีน เปิดสาขา 'ขอนแก่น' เดินหน้ากลยุทธ์เจาะหัวเมืองใหญ่ รับการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจร้านอาหาร

โก โฮลเซลล์ ลุยต่อรับตรุษจีน เปิดสาขา ‘ขอนแก่น’ เดินหน้ากลยุทธ์เจาะหัวเมืองใหญ่ รับการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจร้านอาหาร

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิด โก โฮลเซลล์ สาขาขอนแก่น สาขาลำดับที่ 12 อย่างเป็นทางการ โดย โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายสาขาภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง คว้าโอกาสทองชิงกำลังซื้อคึกคัก ในช่วงเทศกาลตรุษจีน และ Easy E-Receipt 2.0 พร้อมปักหมุดจุดหมายใหม่ให้ผู้ประกอบการโฮเรก้า ธุรกิจท่องเที่ยว ในหัวเมืองเศรษฐกิจดีแห่งอีสาน

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า ขอนแก่น ถือเป็นจังหวัดใหญ่จังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด มหาวิทยาลัย ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อีกทั้งยังเป็นเมือง Smart City และได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 จังหวัดให้เป็นเมืองแห่ง MICE City หรือเมืองที่มีความพร้อมและศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมเชิงธุรกิจ ทำให้มีความเคลื่อนไหวที่หลากหลาย โดยเฉพาะในภาคธุรกิจอาหารที่มีการเติบโตและมีรูปแบบธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภัตตาคาร ร้านอาหารทั่วไป สตรีทฟู้ด กระจายอยู่ทั่ว ที่สำคัญมีร้านอาหารระดับมิชลินให้ผู้คนได้เสาะหาความอร่อยอยู่เป็นจำนวนมาก สร้างเสน่ห์ให้กับเมืองและดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วทุกสารทิศ

“ขอนแก่น ถือเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของการทำธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่ โก โฮลเซลล์ จะเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งรวมสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการ และนำเสนอบริการที่จะเป็นจุดหมายใหม่และทางลัดในการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร หรือธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก ของทุกท่านให้มีความแตกต่าง รวมถึงจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้ร้านค้าของผู้ประกอบการเติบโตไปด้วยกัน”

โก โฮลเซลล์ สาขาขอนแก่น มีพื้นที่ขายกว่า 9,000 ตารางเมตร เป็นสาขาลำดับที่ 12 ตั้งอยู่ถนนประชาสโมสร ถนนสายเศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมืองจังหวัดขอนเเก่น ครบครันด้วยสินค้ามากกว่า 15,000 รายการ ชูจุดเด่นในการเป็น HOUSE OF FRESH อาณาจักรวัตถุดิบอาหารสด ด้วยโซนอาหารสดขนาดใหญ่ มีตู้อควาเรียมที่ขนทัพ กุ้ง หอย ปู ปลา ส่งตรงจากท้องทะเลมาแหวกว่ายตัวเป็นๆ  เนื้อสัตว์ ชีส ผลิตภัณฑ์เเช่เเข็งที่คงคุณค่าความสด มีคุณภาพจากแหล่งผลิตได้มาตรฐานชั้นนำทั่วโลก และผัก ผลไม้ สดจากฟาร์มทั่วไทยและนำเข้า ตลอดจนวัตถุดิบอาหารที่หลากหลาย เครื่องปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ พร้อมบริการบ่มเนื้อ Dry Aged เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เข้มข้น บริการตัดแต่งเนื้อสัตว์ ปลา เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาในการเตรียมวัตถุดิบ โซน Beverage Solution ที่จะคอยให้บริการเป็นที่ปรึกษาและแชร์ไอเดียในการทำธุรกิจร้านเครื่องดื่ม คาเฟ่ เรียกได้ว่า ครบจบในที่เดียว ตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านอาหารได้เป็นอย่างดี ตลอดจนโซน GOfe’ คาเฟ่เล็กๆ ที่มาพร้อมกับ 3 เมนูเด็ดขึ้นชื่อ ไก่ย่าง ซี่โครงหมูบาร์บีคิว ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โก โฮลเซลล์ ได้รับซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกรในพื้นที่ เเละจังหวัดใกล้เคียง สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ อาทิ ปลานิลและปลาทับทิม ที่ได้ชื่อว่า “ปลาอารมณ์ดี” จากเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในลำน้ำพอง จังหวัดขอนเเก่น  หรือ ผักปลอดภัย จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ บ้านโคกนกทา จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น

พิเศษสำหรับสาขาขอนแก่น สมัครสมาชิกใหม่ รับฟรี คูปองส่วนลด รวมมูลค่า 1,000 บาท (คูปองส่วนลดมูลค่า 50 บาท จำนวน 20 คูปอง) คูปองส่วนลด 50 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการครบ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ (แสดงคูปองส่วนลดที่จุดบริการชำระเงินก่อนการชำระเงิน คูปองมีระยะเวลาที่สามารถใช้และรับส่วนลดตามที่ระบุบนคูปองส่วนลดเท่านั้น คูปองส่วนลดใช้ได้ถึงวันที่ 30 เม.ย.2568) พบ สินค้าโปรแรง ดีลสุดช็อค ที่ขนทัพมาจัดโปรโมชั่นมากมาย ลดเพิ่มทันที เมื่อซื้อกลุ่มสินค้าที่ร่วมรายการ ซื้อครบรับฟรี เมื่อซื้อสินค้าใดๆ ครบ 800 บาท/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลด 30 บาท สำหรับซื้อสินค้าที่ GOfe ครบ 50 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ และเมื่อซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท/ใบเสร็จ รับฟรี! ของพรีเมี่ยม (วันที่ 22 – 28 ม.ค.2568)  พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 แลก 800 คะแนน ลด 150 บาท สำหรับซื้อสินค้า 2,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ที่ โก โฮลเซลล์ สาขาขอนแก่น (แลกสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 2568 – 21 ก.พ.2568 ใช้งานคูปองได้ถึง 21 ก.พ.2568)

นอกจากนี้ โก โฮลเซลล์ ยังเข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 2.0 ของภาครัฐ กับ 4 สิทธิพิเศษสุดคุ้ม

·      GO 1 ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ตามมาตรการ Easy E-Receipt

·      GO 2 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับ GO LUCKY โดยสมาชิกโก โฮลเซลล์ รับบัตรของขวัญ มูลค่ารวม 1.25 ล้านบาท เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 2,500 บาทต่อใบเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2568 นอกจากนี้ยังมีสินค้าโปรโมชันสุดคุ้มราคาพิเศษที่จัดเต็มเพื่อลูกค้าทุกท่าน

·      GO 3 พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ด้วยการแลก 900 คะแนน ลด 150 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2568 และ แลก 1,000 คะแนน ลด 150 บาท ตั้งแต่วันที่ 12 – 28 กุมภาพันธ์ 2568

·      GO 4 ส่งฟรีทุกออเดอร์ เมื่อสั่งซื้อผ่านแอปฯ GO WHOLESALE ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป

-(016)

แบ็คยาร์ดปั้น Digital Hospital ต้นแบบ ชู ‘รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร’ รองรับผู้รับบริการแบบไร้รอยต่อ

แบ็คยาร์ดปั้น Digital Hospital ต้นแบบ ชู ‘รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร’ รองรับผู้รับบริการแบบไร้รอยต่อ

แบ็คยาร์ดปั้น Digital Hospital ต้นแบบ ชู ‘รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร’ รองรับผู้รับบริการแบบไร้รอยต่อ

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

กลุ่มบริษัทแบ็คยาร์ด เสริมสร้างการวางโครงสร้างพื้นฐานทาง IT ด้วยการให้บริการระบบ SMART ERP และ Agency Relationship Management Platform (ARM) ให้กับโรงพยาบาลพริ้นซ์ มุกดาหาร ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ และ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยโซลูชันดังกล่าวได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับการจัดการและการให้บริการในโลก Digital Healthcare อย่างเต็มรูปแบบ

เอกฤทธิ์ ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทแบ็คยาร์ด กล่าวว่า “SMART ERP และ ARM Platform ถูกพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโรงพยาบาลในยุคดิจิทัล เรามุ่งเน้นพลิกโฉมประสบการณ์ของผู้รับบริการและบุคลากรทางการแพทย์ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยไม่เพียงแต่ยกระดับระบบเดิม แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดในการทำงานทุกแผนกให้ราบรื่น”

“SMART ERP ช่วยบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานในโรงพยาบาล เช่น การรักษา การเงิน และสินค้าคงคลังให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ ARM Platform เสริมประสิทธิภาพในการให้บริการและโปรแกรมการรักษา ในการเชื่อมต่อและเพิ่มประสบการณ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการเบิกจ่ายประกันและการเลือกแพ็กเกจการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่ตรงกับความต้องการ”

SMART ERP เป็นระบบจัดการทรัพยากรที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Odoo ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากการรักษาการเงิน และสินค้าคงคลัง ลดข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทุกแผนก พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคตด้วยการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ส่วนARM Platform ออกแบบมาเพื่อพัฒนากระบวนการจัดการภายในและการบริการแก่ผู้รับบริการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ ARM Claim ที่เชื่อมโยงข้อมูลการรักษากับกระบวนการเบิกจ่ายประกัน เพิ่มความแม่นยำ และ ARM Inventory ที่ช่วยให้ตัวแทนประกันเลือกแพ็กเกจการรักษาที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการประกันและการบริการ โดยมุ่งหวังให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้รับบริการ ลดระยะเวลาการรอคอย และยกระดับมาตรฐานการทำงานในโรงพยาบาล พร้อมเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบสาธารณสุขยุคใหม่

โรงพยาบาลพริ้นซ์ มุกดาหาร เป็นแห่งแรกที่นำระบบ SMART ERP มาสนับสนุน Digital Patient Journey ซึ่งช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจร ตั้งแต่การลงทะเบียนเข้ารับบริการด้วยตนเอง การชำระค่าบริการที่รวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิวนาน จนถึงการติดตามสถานะและอัปเดตทุกขั้นตอนการรักษาผ่าน Kiosk หน้าจอโทรทัศน์ และโทรศัพท์มือถือ เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่สะดวก ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน SMART ERP และ ARM Platform สามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 02-853-9131 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.backyard.in.th

039

คำหอม ชวนลิ้มรสเสน่ห์ไทย 4 ภาค ฉลองวันแห่งความรัก

คำหอม ชวนลิ้มรสเสน่ห์ไทย 4 ภาค ฉลองวันแห่งความรัก

คำหอม ชวนลิ้มรสเสน่ห์ไทย 4 ภาค ฉลองวันแห่งความรัก

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

ร้านอาหารคำหอม ชวนคุณร่วมฉลองวันวาเลนไทน์ มอบค่ำคืนพิเศษให้คนพิเศษของคุณ ในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกของร้านคำหอม ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสวนสวยของเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ (ถนนวิทยุ)

มอบความทรงจำแสนหวานผ่านมื้อค่ำรสเลิศที่ได้แรงบันดาลใจจากเสน่ห์อาหารไทย มื้อค่ำวันวาเลนไทน์ 6 คอร์ส นี้คัดสรรวัตถุดิบพรีเมี่ยมและสูตรอาหารจากสี่ภาค รังสรรค์ขึ้นด้วยความรักและความหลงใหลในภูมิปัญญาอาหารไทยของทีมเชฟเอียน กิตติชัย ที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในสูตรอาหาร บวกกับความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอของเชฟ  ให้แต่ละคอร์สอาหารสวยงามแปลกตาทว่ายังคงรสชาติดั้งเดิม เปรียบดังการเดินทางสู่ท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคผ่านกลิ่นหอมและรสชาติอาหารที่กลมกล่อมครบรสในทุกคำ

เพิ่มความพิเศษ ฉลองวันวาเลนไทน์ด้วยดอกกุหลาบที่จัดเตรียมไว้ให้ทุกคู่รัก เพื่อค่ำคืนวันแห่งความรักโดยเฉพาะ เมนูไฮไลท์ในมื้อนี้ ได้แก่

•ช่อกุหลาบ: เกี๊ยวรูปทรงดอกกุหลาบไส้ปลาเนื้อขาวจากอันดามันและสมุนไพร

•หอยนางรมกรอบ: หอยนางรมจากภาคใต้ที่นำมาทอดกรอบเสิร์ฟพร้อมซอสเต้าหู้ยี้

•สลัดหมึกบด: สลัดปลาหมึกยักษ์พร้อมเมล็ดฟักทอง แตงโม และลูกฟิก

•ต้มข่า: ต้มข่าปลาสลิด มะพร้าวน้ำหอม และมะดัน

•แกงคั่ว: แกงคั่วใบชะคราม กับเนื้อ Australia Short Rib

•นมเย็น: ไอศกรีมนมกุหลาบจุฬาฯ เสิร์ฟด้วยสาคูครีมชีสตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบสวยหวาน

เมนูวันวาเลนไทน์ 6 คอร์ส ราคา 2,800++ บาท ต่อท่าน สำหรับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ให้บริการเวลา 18.00 น.- 22.00น. สมาชิก Accor Plus รับส่วนลดค่าอาหาร 20% และเครื่องดื่ม 15% ในโอกาสพิเศษนี้ พร้อมคะแนนสะสม Dining Rewards สำหรับสมาชิก ALL

ห้องอาหารคำหอม ตั้งอยู่ ณ ชั้นล๊อบบี้ เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพ สำรองที่นั่ง เพื่อร่วมฉลองวันแห่งความรัก สัมผัสมนต์เสน่ห์อาหารไทยที่ได้แรงบันดาลใจทั้ง 6 คอร์ส ผ่านเว็บไซต์ http://www.khumhomrestaurant.com หรือ โทร 02 666 3311

038

เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ (THE RITZ–CARLTON, BANGKOK) จัดงานเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กับสัญลักษณ์ใหม่แห่งความหรูหราใจกลางเมือง ผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของไทยเข้ากับความสง่างามเหนือกาลเวลาของเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ด้วยแรงบันดาลใจจากบ้านไทยหลังใหญ่บนถนนวิทยุ สู่โรงแรมแห่งใหม่ที่มีห้องพัก 260 ห้อง พร้อมวิวทิวทัศน์ที่ผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาของสวนลุมพินี โดยโรงแรมแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโรงแรมหรูในเครือ Marriott International ตั้งอยู่ในอาคารสูง 216 เมตร ภายในโครงการวัน แบงค็อก

งานเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย คับคั่งไปด้วยแขกคนสำคัญและบุคคลที่มีชื่อเสียงหลากหลายวงการ อาทิ  ฯพณฯ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค  เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย, พร้อม สิริสันต์, เก๋ – ชลลดา เมฆราตรี, วุ้นเส้น – วิริฒิพา ภักดีประสงค์, นิกม์ ธนะภูมิกุล, กรัชเพชร อิสสระ-จันทรศมี เป็นต้น

Jenni Benzaquen รองประธานอาวุโสของ The Ritz-Carlton, St. Regis, and Bvlgari Hotels & Resorts   กล่าวว่า “การเปิดโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในการนำเสนอการบริการอันเป็นเอกลักษณ์และประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับหนึ่งในโลเคชั่นที่มีชีวิตชีวา และเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้ง การผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของไทยเข้ากับความสง่างามเหนือกาลเวลาของเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน และการออกแบบที่ล้ำสมัย ไม่เพียงแต่ยกระดับภูมิทัศน์ความหรูหราของเมืองนี้ แต่ยังมอบประสบการณ์ที่แท้จริงและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักสัมผัสสิ่งใหม่ ๆ อีกด้วย”

โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค  ออท.สหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย

สถาปนิกผู้มีวิสัยทัศน์จากบริษัท SOM ในชิคาโก และบริษัท A49 ของประเทศไทย ได้ออกแบบภายนอกอาคารให้มีเฉลียงแบบเปิดที่ไล่ระดับขึ้นอย่างงดงาม ซึ่งให้มุมมองที่กว้างไกลไปจนถึงสวนลุมพินีและเส้นขอบฟ้าของเมือง ส่วนภายในนั้น บริษัทออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำของไทยอย่าง PIA ได้สร้างสรรค์พื้นที่ที่สะท้อนถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ ผ่านการตกแต่งที่แฝงไปด้วยความหรูหราซึ่งไร้กาลเวลาและความทันสมัยที่ลงตัว

แรงบันดาลใจจากแนวคิด “สองอารยธรรมผสานเป็นหนึ่ง” ทำให้โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โอบรับความมีชีวิตชีวาของเมืองหลวง อันเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและเรื่องราวอันน่าประทับใจ เพื่อเชิญชวนแขกสู่โอเอซิสที่ทันสมัยและเงียบสงบ

ด้วยการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยดั้งเดิมและการออกแบบร่วมสมัย ห้องพักและห้องสวีทของโรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเปิดรับทิวทัศน์อันงดงาม ขณะที่ห้องพักหลายห้องมีระเบียงส่วนตัว สามารถมองเห็นทิวทัศน์สีเขียวชอุ่มของสวนลุมพินี โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกห้องพัก Deluxe Room ขนาดกว้างขวาง 50 ตารางเมตร ห้องสวีท Gardenia Suite ที่ตกแต่งอย่างประณีตบนพื้นที่ 102 ตารางเมตร หรือห้องสวีท Marigold และ Amaranth Suite ที่น่าหลงใหล ในขนาด 127 ตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมี The Ritz-Carlton Suite เพนท์เฮาส์ขนาด 389 ตารางเมตร ที่มอบประสบการณ์พักผ่อนสุดหรูอันเป็นเอกลักษณ์

เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ นำทุกท่านท่องไปในโลกของรสชาติและบรรยากาศที่แตกต่างกันสามแห่ง  โดยแต่ละแห่งมีสไตล์ในรสชาติและบรรยากาศเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นDuet by David Toutain โดยเชฟมิชลินสตาร์ชื่อดัง David Toutain ร่วมกับ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร เชฟ Valentin Fouache ให้บริการอาหาร Modern French Cuisine ภายในเรือนกระจกที่งดงาม คอนเซ็ปต์ที่ล้ำสมัยนี้สำรวจความกลมกลืนระหว่างอาหารและธรรมชาติ โดยเน้นการใช้วัตถุดิบที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันผสานกับศิลปะการทำอาหาร เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ดึงดูดประสาทสัมผัสอย่างสมบูรณ์แบบ

ทีน่า ลิว, เก๋-ชลลดา เมฆราตรี, พร้อม สิริสันต์, ลิวอิส ควินน์และแบรด เอ็ดแมน

Tina Liu (ทีน่า ลิว) ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม กล่าวว่า “เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ในฐานะ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แห่งแรกในกรุงเทพฯ เรานำประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นมานำเสนอผ่านประสบการณ์ที่สร้างสรรค์และน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการแสดง กิจกรรม หรือการเดินทางเชิงศิลปะ การเข้าพักของเราถูกออกแบบมาเพื่อสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำซึ่งสอดคล้องกับแขกของเรา และให้เกียรติแก่ ‘ความเบ่งบานทางวัฒนธรรม’ ของไทย – จากอดีตที่สง่างามไปสู่อนาคตที่น่าตื่นเต้น”

เริ่มต้นการเดินทางเพื่อค้นพบวัฒนธรรมใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยที่ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยสามารถเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.theritzcarltonbangkok.com

นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยก้าวไกล STeP ผนึกกำลัง วช. ยกระดับศักยภาพนักวิจัยสู่ตลาดโลก

นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยก้าวไกล STeP ผนึกกำลัง วช. ยกระดับศักยภาพนักวิจัยสู่ตลาดโลก

นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยก้าวไกล STeP ผนึกกำลัง วช. ยกระดับศักยภาพนักวิจัยสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จับมือ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์ มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศ ภายใต้ “โครงการการพัฒนากลไกการใช้ประโยชน์งานวิจัยด้านการแพทย์ผ่านการสร้างแผนงานด้านเทคโนโลยีและบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม” เพื่อมุ่งสนับสนุนให้นักวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของตลาด อีกทั้งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาประ เทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

ด้าน ผศ.ดร.ทินกร ปงธิยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ และในฐานะหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาใน 2 มิติหลัก คือ การสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี (Technology Roadmap) ที่เปรียบเสมือนแผนที่นำทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์แก่นักวิจัย และการบ่มเพาะธุรกิจ (Business Incubation) เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านเครื่องมือแพทย์ ตั้งแต่การพัฒนาความคิดไปจนถึงการสร้างเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุด คือการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งบริษัท Medical Device Tech Spin-off จากงานวิจัยและสามารถรองรับการเติบโตได้ทุกช่วงธุรกิจ โดยตั้งเป้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์นำร่องใน 7 เทคโนโลยี พร้อมสร้างทีมผู้บริหารที่มีศักยภาพทั้งในตำแหน่ง CEO และ CTO

“ปัจจุบัน ทีมอาจารย์นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ผู้พัฒนาเทคโนโลยี 3 ใน 7 ผลงาน” อันได้แก่ เครื่องวัดแรงดูดกลืนสำหรับทารก, ชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพในช่องปากสำหรับวินิจฉัยรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปาก และชุดน้ำยาสำหรับตรวจวินิจฉัยชนิดของพาหะอัลฟา-ธาลัสซีเมีย ผ่านการประเมินความพร้อมของเทคโนโลยี และการวางแผนพัฒนาภายใต้กฎหมายเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนการประเมินการลงทุนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อให้เทคโนโลยีที่คิดค้นสามารถตอบโจทย์กับความต้องการในยุคปัจจุบัน และยังสามารถพัฒนาต่อยอดอย่างถูกทาง ซึ่งนับเป็นผลสำเร็จที่มุ่งหวังของโครงการในครั้งนี้ โดยโครงการดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการลดการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 95 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดสรรสวัสดิการสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนอีกด้วย

ทั้งนี้ อาจารย์ นักวิจัย ที่สนใจอยากดันงานวิจัย นวัตกรรม ของตนเองทั้งด้านการแพทย์ หรือด้านอื่นๆ ไปสู่เชิงพาณิชย์ สามารถเดินทางเข้ามาสอบถาม และบอกโจทย์ความต้องการของท่าน โดยตรงได้ที่ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ : 0 5394 8678

040