แก๊ป ขอลาออกจากวงหลังเจอดราม่า แสตมป์ ขอโทษเรื่องส่วนตัวทำให้มีผลกระทบ

แก๊ป ขอลาออกจากวงหลังเจอดราม่า แสตมป์ ขอโทษเรื่องส่วนตัวทำให้มีผลกระทบ

20 ม.ค. 2568 18:13 น.

แก๊ป ขอลาออกจากวงหลังเจอดราม่า แสตมป์ ขอโทษเรื่องส่วนตัวทำให้มีผลกระทบ

เรียกว่าเป็นดราม่ามหากาพย์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเรื่องที่นักร้องหนุ่ม แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข พูดถึงกรณีถูกคุกคาม และกลายเป็นประเด็นบานปลาย ถูกโซเชียลขุดว่าแท้จริงคนที่เจ้าตัวหมายถึงคือ แจม คู่กรณีที่เคยทำงานร่วมกัน รวมไปถึง แก๊ป แฟนคู่กรณี ซึ่งเป็น Sound Engineer วง Tilly Birds

ก่อนที่ฝ่ายแก๊ปจะออกมาชี้แจงว่าเรื่องคุกคามไม่เป็นความจริง อีกทั้งพูดถึงเรื่องคดีฟ้องร้องที่ตนถูกแสตมป์ฟ้องในคดีหมิ่นประมาททั้งทางแพ่งและอาญา แต่สุดท้ายแสตมป์ยอมถอนฟ้อง รวมถึงคดีชู้สาวที่ นิว จีริสุดา ภรรยาแสตมป์ ฟ้อง แจม ด้านเพื่อนของแสตมป์ก็พูดถึงการนอกใจของนักร้องหนุ่มไปคบกับแจม จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ในขณะที่วง Tilly Birds ก็ได้มีการชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแก๊ป ไม่ขอไปยุ่ง ซึ่งข้อมูลที่ได้รับคือเรื่องเกี่ยวกับคดีชู้สาว อีกทั้งไม่เคยได้รับแจ้งถึงเรื่องการคุกคามและไม่มีหลักฐาน

โดยหลังจากที่ แก๊ป ได้ไปออกรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 เพื่อชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งเล่าไทม์ไลน์ของ แจม และ แสตมป์ ก่อนที่จะกลายเป็นดราม่าร้อน และยืนยันว่าเชื่อในสิ่งที่ แจม พูด แม้หลังจากนั้น แสตมป์-นิว จะโฟนอินชี้แจงถึงเรื่องนี้ แต่แก๊ปก็ไม่เชื่อ และมีข้อโต้แย้งถามกลับตลอดการสนทนา

และล่าสุด แก๊ป โพสต์ไอจีว่าตัดสินใจขอลาออกจากการทำงานกับวง Tilly Birds แล้ว โดยบอกว่า “จากเหตุการณทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจนถึงขณะนี้ ผมได้ตระหนักดีว่าในฐานะที่ต้องติดตามวงไปทำงาน อาจนำพาความยุ่งยากและปัญหามาให้วง ผมจึงขอลาออกจากการทำงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอโทษที่ทำให้เรื่องส่วนตัวมีผลกระทบครับ”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

แสตมป์-นิว เปิดใจปมดราม่า ลั่น แจม ไม่ใช่สไตลิสต์ พร้อมเผยเหตุยอมถอนฟ้อง

แสตมป์-นิว เปิดใจปมดราม่า ลั่น แจม ไม่ใช่สไตลิสต์ พร้อมเผยเหตุยอมถอนฟ้อง

20 ม.ค. 2568 16:14 น.

แสตมป์-นิว เปิดใจปมดราม่า ลั่น แจม ไม่ใช่สไตลิสต์ พร้อมเผยเหตุยอมถอนฟ้อง

หลังจากที่นักร้องหนุ่ม แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข พูดถึงกรณีถูกคุกคาม ก่อนที่จะกลายเป็นประเด็นบานปลาย และมีการขุดว่าแท้จริงคนที่เจ้าตัวหมายถึงคือ แจม คู่กรณีที่เคยทำงานร่วมกัน รวมไปถึง แก๊ป แฟนคู่กรณี ซึ่งเป็น Sound Engineer ก่อนที่ฝ่ายแก๊ปจะออกมาพูดถึงเรื่องคดีฟ้องร้อง ซึ่งเป็นคดีชู้สาวที่ นิว จีริสุดา ภรรยาแสตมป์ ฟ้อง แจม ด้านเพื่อนก็พูดถึงการนอกใจของแสตมป์ จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ล่าสุด แสตมป์ อภิวัชร์ พร้อมด้วย นิว จีริสุดา โฟนอินเปิดใจครั้งแรกผ่านทางรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 เริ่มต้น แสตมป์ บอกว่า ดูอยู่ตั้งแต่แรก นิวก็อยู่ด้วย อันดับแรกขอโทษที่วันนั้นพูดไม่ครบทุกประเด็น ซ่อนประเด็นที่มีปัญหาคือเรื่องนอกใจภรรยา พูดเฉพาะสิ่งที่ภรรยาผมถูกกระทำ ขอโทษทุกคนด้วย ยอมรับความผิดต่อหน้านิว ขอโทษที่นอกใจไปคบกับแจม ตอนนี้ปรับความเข้าใจและเดินหน้าต่อแล้ว ส่วนเรื่องที่พูดบนเวที คือพอแจมออกจากศาลเยาวชนฯ เขาสัญญากับนิวแล้วว่าจะไปแก้ไขความเข้าใจผิดกับแก๊ปให้ว่าเขาเป็นชู้กับผม คือแจมโกหกแก๊ปว่าผมไปตามจีบ แต่ความจริงไม่ใช่ ผมคบหากับเขาจริงๆ มีความสัมพันธ์จริงๆ

ทีนี้ก็ทำให้เกิดความชุลมุนไม่จบ เพราะว่ามันทำให้นิวดูเป็นบ้าเป็นหลังไปคุกคามเขา แต่จริงๆ อยากให้แจมยืนยันด้วยตัวเอง เรื่องเงิน 1 ล้านไม่ใช่ประเด็น ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นคือแจมไม่ยอมรับว่าเขาเคยคบหากับผม  มันทำให้นิวที่อยู่ในสังคมถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนบ้า ยืนยันว่าผมคบกับเขาจริงๆ ทำไมจะต้องโกหก ที่ผ่านมานิวถูกมองไม่ดีในสายตาคนอื่น มันอันตราย ซึ่งเรื่องที่แก๊ปเล่ามามันตรงข้ามหมดเลยที่เราเจอ ทำเอาแก๊ปหัวเราะและบอกว่าโอเค

หนุ่มถามว่าถ้าแจมยอมรับว่าเคยคบกัน มีการฟ้องและแยกย้ายกันทำมาหากิน แค่นั้นเองถูกไหม แสตมป์บอกว่าถูกต้อง ที่พูดบนเวทีก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าสาธารณชน แต่จะพูดว่านิวชนะคดี อย่าไปเชื่อแจม แต่สุดท้ายมันทำให้ตนเป็นแบบนี้ แต่ไม่เป็นไร

หนุ่มแย้งว่าแต่คดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานกัน มันมีการไกล่เกลี่ยกันก่อน จะบอกชนะคดี คำนี้อาจยังใช้ไม่ได้ ถ้าใช้คำว่ามีการยอมความ มันเป็นอีกเรื่อง มันอาจเป็นการสื่อสารหรือเปล่า นิว ตอบว่า  เรื่องราวเกิดขึ้นในวันสืบพยาน พอมาถึงแล้วแจมแทบไม่สู้อะไรมาเลย ศาลก็บอกว่าแจมผิดอะไรหรือเปล่าทำไมถึงต้องดึงรั้งการสู้นี้ เขาบอกว่าเขาไม่มี 10 ล้าน คุณพ่อเขาบอก ตอนแรกแจมรอในรถค่ะ ให้คุณพ่อมาคุยคนเดียวก่อน ก็เลยบอกว่าถ้าติดเรื่องนี้ เราก็มาคุยกันได้นะ แต่ขออย่างเดียว ออกไปให้พูดความจริงได้มั้ย เพราะเวลาพี่ไปทำงานมันอันตราย ต้องใช้การ์ด 2 คนตลอดเวลา

หนุ่มถามว่ามีหลักฐานในศาลไหม นิว บอกว่า ก็ใช่ค่ะ ต่อหน้าศาล มีพยาน มีทนายนั่งอยู่ในห้อง แต่ที่แก๊ปได้รับแมสเซจมาอีกอย่าง นิว บอกว่า แก๊ปไม่อยู่ในศาลในวันคดีฟ้องชู้ วันสืบพยานแก๊ปไม่มา หนุ่มถามว่าเรื่องไกล่เกลี่ยวันนั้น เรื่องเงินลดจาก 10 ล้านเหลือ 1 ล้าน เป็นการผ่อนชำระ แต่มีข้อแม้ว่าต้องออกไปบอกกับทุกคนว่าให้พุดความจริงว่าเคยคบกัน ฉันมาฟ้องตามกฎหมายแล้ว อย่าพูดว่าฉันประสาท นิว บอกว่าใช่ แจมเขาเอาแก๊ปมาอัดเสียงที่หลังเวที ก็เลยอยากแก้ปัญหาตรงนี้

แสตมป์ยอมรับว่าตนผิดเองที่ติดกระดุมผิดตั้งแต่แรก ปัญหาก็ไม่เกิด ต้องขอโทษทุกคน ส่วนเรื่องไฟลต์บิน เขามานั่งข้างๆ แต่มีคนมานั่งคั่น 1 คน เราสืบทราบมาอีกทีว่าเพื่อนของแจมสามารถจองที่นั่งสายการบินได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นก่อนที่จะคบกัน หนุ่มแย้งว่าแล้วเราจะดึงมาเป็นเรื่องการคุกคามได้ยังไง เพราะมันเกิดขึ้นก่อนคบ หรือคิดว่ามันคุกคามจนทำให้ต้องไปจีบเขาเหรอ แสตมป์ บอกว่า ตนยอมรับที่ skip เรื่องราวชู้สาว แต่พยายามเล่าว่าเขามี access ถึงตนได้แบบนี้เสมอเลย ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

ด้านแก๊ปถามว่าถ้าไม่ปลอดภัย แล้วทำไมเอาไปเป็นสไตลิสต์ แสตมป์บอกว่า ก่อนอื่นเขาไม่ใช่สไตลิสต์ เอาจริงๆ เป็นชู้สาว แต่ว่าตนอุปโลกน์ขึ้นมา เสื้อผ้าใช้ของที่บ้านนี่แหละ แต่อาจให้เขาเลือกในไลน์ เขาไม่เคยไปซื้อที่ไหน มีแค่งานเดียวที่ซื้อ หนุ่มถามว่าอุปโลกน์เรื่องแจมเป็นสไตลิสต์เพื่อให้นิวตายใจใช่ไหม แสตมป์บอกว่า ขอโทษนะนิว แต่ใช่ครับ

หนุ่มถามว่าเรื่องแชตที่แสตมป์บอกแจมว่าดีลได้งบเรื่องสไตลิสต์ 3 หมื่นบาท ดังนั้นเรื่องค่าคอสตูมจะจ่ายแยก แจมรับไปเลย 3 หมื่น น้องเขาชื่อปิ่น เดี๋ยวพี่แอดแจมเข้าไปในกลุ่ม แจมถามว่าเข้าไปได้เหรอ แสตมป์บอกว่ามีแค่ 3 คน พี่ ปิ่น แจม ถามว่าอันนี้ย้ำการเป็นสไตลิสต์ 3 หมื่นไหม แสตมป์บอกว่าใช่ อันนี้คืองานเดียวที่บอกเลย ที่อิมแพ็ค ซึ่งเขาไปซื้อเสื้อผ้าจริงๆ ที่เหลือคือซื้อเสื้อผ้าโดยผมเอง จริงๆ งานนี้เป็นตอนที่เกิดเรื่องราว นิวเริ่มระแคะระคายแล้ว ผมพยายามไม่ให้เขามาทำ แต่เขาอยากมาทำให้ได้ ผมคิดว่าเขาอยากจะมาเอาหลักฐานว่าเขาเป็นสไตลิสต์มาใช้ในศาลต่อไป

ส่วนเรื่อง 2 คดีที่ถอนฟ้อง มีเรื่อง 112 มากดดัน เขาบอกว่าไม่ได้มากดดันเลย ไม่ได้ข่มขู่เลย แสตมป์ บอกว่า ทุกศาลที่ผมไปจะมีทนายมา แล้วในชั้นสืบพยาน ทนายโทรมาหานิวว่า ถ้าไปต่อ ผมไปต่อนะ นิวบอกว่า 112 นี่เป็นของแสตมป์ เขาไม่ใช่ทนายแสตมป์ ต้องไปคุยกับแสตมป์เอง ซึ่งเขาก็มาติดต่อทางทนายผมเหมือนกัน วันสืบพยานแจมยอมจ่าย 1 ล้าน นิว เสริมว่า เขาจำนนต่อหลักฐาน เขาก็ขอโทษ และขอให้นิวลดให้ แสตมป์ กล่าวต่อว่า เขาขอทนายนิวนอกห้อง นิว เสริมว่า ก่อนสืบพยานทนายฝั่งแจมเขานัดทนายฝั่งนิวคุยข้างนอก และคุย 112 อีกที

เมื่อถามว่าแต่ทำไม 2 คดีแรก แพ่งกับอาญา เรายอมถอนโดยจำเลยไม่ได้จ่ายอะไร คดี 3 ฟ้อง 10 ล้าน เหลือ 1 ล้าน ถ้าเราเป็นต่อ เราจะถอนทำไม แสตมป์ เพราะ 2 คดีแรกเป็นของตน แต่ผมทำผิดกับนิวมามาก นิวไม่ยอมเพื่อผมอีกแล้ว ในคดีชู้จึงยอมให้ไปเสี่ยงเอา เลยไม่ได้ถอน แต่ผมถอนทั้งหมดเพราะกลัวคำขู่เรื่อง 112 แต่คดีของนิว นิวไม่อยากยอมผมแล้ว โดยใน 2 คดีแรก แสตมป์ฟ้อง แต่ยอม ส่วนคดีชู้นิวฟ้อง แสตมป์ยอม แต่นิวไม่ยอม

เรื่องไกล่เกลี่ยได้เงิน 1 ล้าน ในสัญญาประนีประนอมยอมความมันมีเรื่องชู้สาวไหม นิว บอกว่า ถ้าในสัญญาประนีประนอมไม่มีเรื่องชู้สาว จะมีแค่ตกลงว่าทำอะไรบ้าง กับเรื่องเงินและการผ่อน แต่งวดล่าสุดก็เลทมา ถามว่าจะจบยังไง เราแค่อยากให้แก๊ปอยู่ในโลกความเป็นจริง แสตมป์เสริม ตอนนี้แก๊ปแปะคำร้องของนิวไป ทำให้คนทั้งประเทศเห็นแล้ว ตนไม่ต้องการอะไร นิว ยืนยันไม่มีเจตนาร้ายกับแก๊ปและแจม แสตมป์ บอกว่า แต่นิวเดือดร้อนที่คนเข้าใจผิด แก๊ปยืนยันว่ายังไงก็เชื่อแจม นิว บอกว่าไม่เป็นไร แต่ต่อไปไม่ต้องเจอกันอีกแล้ว

หนุ่มถามเรื่องที่แสตมป์จะเอาแก๊ปออกจากงานของวงอื่นจิงไหม แสตมป์ บอกว่า เคยโทรไปบอกว่าเราคงร่วมงานกันไม่ได้ถ้ายังมีคนนี้อยู่ เพราะมันเกิดปะทะกัน 2 ครั้ง จะรู้สึกไม่ปลอดภัย เลยไม่ขอรับงานร่วมกัน ตราบที่ยังมีคนนี้อยู่ แก๊ปถามว่าเจตนาคืออะไร แสตมป์บอกว่าความปลอดภัย นิวบอกว่าไม่ใช่ว่าเกลียดชัง แต่เพื่อความปลอดภัย ไม่ต้องปะทะกัน แก๊ปถามว่าทำไมถึงกลัวการอัดคลิป ทำไมถึงคิดว่าจะมีความไม่ปลอดภัย แสตมป์ บอกว่า เพราะมันเกิดขึ้น 2 ครั้ง คือคุณบุกมาหาเราที่ห้องพัก มามองหน้าภรรยาตั้งนาน นิวบอกว่าตัวพยานวัตถุมันมีคลิปที่งานออกมา เลยรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็นำไปใช้ในศาล แสตมป์บอกว่านิวถูกกระทำมาเยอะแล้ว ไม่อยากให้มีอะไรแบบนี้ในชีวิตอีก

แก๊ปถามว่าตนทำอะไรให้ไม่ปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาตนต่างหากที่รู้สึกถูกคุกคาม ยิ่งหลังจบคดียิ่งรู้สึก แสตมป์บอกว่า พวกเราไม่ทักไปหาคุณเลย ระวังอย่างมากที่จะไม่เจอคุณ แต่คุณมาอัดคลิปนิวจริงๆ มีส่งหลักฐานไปในศาลจริงๆ บอกว่าเข้าใจผิดแจมคบแสตมป์ แต่แก๊ปบอกว่าเราเจอแค่ 2 ครั้ง แสตมป์-นิว บอกว่าถูก เพราะว่าเราไม่รับงานคู่

ถามว่าไทม์ไลน์ที่เริ่มคบคือช่วงไหน แสตมป์บอกว่ายอมรับว่าคุยกับแจมตอน 2020 ส่วนตอนขึ้นเครื่องบินปี 2019 ซึ่งไม่ตรงกับไทม์ไลน์ของแก๊ป และมาคุยกันจริงๆ คือ ปี 2022 ยืนยันว่าคบหากับแจมจริง มีพยานหลักฐาน ข้อมูล แชต และรูปภาพที่เชิงชู้สาว ซึ่งภรรยามีกว่า 500 หน้า 

แสตมป์ ขอโทษนิวที่เคยหลงแจม ข้อความตามช่วงที่พี่ป้องเอามาแขวนผมในเน็ต ก็คือช่วงเวลานั้นแหละครับ ส่วนที่เขาบอกจะมารอร้องเพลงกับผม ขอไม่ร้องดีกว่า แต่ตอนนี้เรากลับมาทำความเข้าใจกับนิวใหม่แล้ว อย่ามองนิวว่าเป็นคนแบบนั้น เพราะนิวถูกกระทำจากผมและแจมมามากแล้ว

ตอนนี้งานแคนเซิลหมดเลย น่าจะเป็นเพราะเรื่องที่ผมพูดบนเวทีแล้วอาจจะไปพูดบนเวทีแล้วพาดพิงวงอื่น และนอกใจภรรยา ปิดท้าย แสตมป์ ขอโทษที่พูดถึงวง Tilly Birds และ Cocktail ทุกวงหรือคนที่ผมพาดพิงถึง ผมไม่คิดว่าพูดออกไปแล้วจะทำให้ไฟลามทุ่งขนาดนี้ เพราะนิวเขาทุกข์มามากแล้วจริงๆ มันพังมากเลยครับ ในขณะที่ แก๊ป ก็ยังเลือกที่จะเชื่อ แจม เหมือนเดิม

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

แจม ยืนยัน ไม่ได้คบ แสตมป์ เป็นแค่แฟนคลับ-สไตลิสต์ ย้ำไม่เคยคุกคาม

แจม ยืนยัน ไม่ได้คบ แสตมป์ เป็นแค่แฟนคลับ-สไตลิสต์ ย้ำไม่เคยคุกคาม

20 ม.ค. 2568 14:54 น.

แจม ยืนยัน ไม่ได้คบ แสตมป์ เป็นแค่แฟนคลับ-สไตลิสต์ ย้ำไม่เคยคุกคาม

หลังจากที่ แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข นักร้องหนุ่มชื่อดัง พูดถึงกรณีถูกคุกคาม ก่อนที่จะกลายเป็นประเด็นบานปลาย และมีการขุดว่าแท้จริงคนที่เจ้าตัวหมายถึงคือ แจม คู่กรณีที่เคยทำงานร่วมกัน รวมไปถึง แก๊ป แฟนคู่กรณี ซึ่งเป็น Sound Engineer ก่อนที่ฝ่ายแก๊ปจะออกมาพูดถึงเรื่องคดีฟ้องร้อง ซึ่งเป็นคดีชู้สาวที่ นิว จีริสุดา ภรรยาแสตมป์ ฟ้อง แจม ด้านเพื่อนก็พูดถึงการนอกใจของแสตมป์ จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แจม เปิดใจผ่านรายการ โหนกระแส ทางช่อง 3 ว่า ยืนยันว่าไม่เคยคบหากับแสตมป์ในเชิงชู้สาว เรื่องนี้มันจบไปนานแล้วในชั้นศาล ตอนได้เท่านี้ เป็นไปตามคำสั่งศาลคือไม่นำไปพูดต่อ ให้เกียรติอีกฝั่งด้วย ทางตนและแก๊ปอยากจะแยกย้ายกับเรื่องนี้จริงๆ แล้ว ส่วนเรื่องไฟลต์บิน ตนกดจองผ่านมือถือผ่านแอป ถ้าเกิดว่ามันเป็นการดีลกับใครสักคนไว้ หนูคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของหนูที่ต้องมาหาว่าคนนั้นเป็นใคร เป็นคู่กรณีหรือเปล่าที่รู้สึกว่าละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

แจม ยืนยันว่าไม่เคยคุกคามเขา เป็นไปตามที่แก๊ปเล่า ในส่วนของคุณพ่อ อันนี้จะอยู่ในส่วนทางคุณพ่อชี้แจง ในการการคุกคามถึงบ้าน ไม่จริง ไม่มีการคุกคามแน่นอน ส่วนเรื่อง 112 ยืนยันไม่มีการข่มขู่ กับประเด็นว่าทำไมแสตมป์ถึงพูดว่าคบกับแจม หนูไม่ทราบเจตนา ทางหนูก็ไม่เคยพูดถึงหรือแสดงอะไรกับเขาเหมือนกัน ในส่วนของเขาที่พูดกับใครต้องไปถามเขา

ส่วนเรื่องคุณป้อง เพื่อนแสตมป์ เขาพูดถึงเรื่องที่เขาเป็นต้นทางด้วย ตนยอมรับว่ารู้จักกับพี่ป้องจริง ก็ต้องถามพี่ป้องว่าเป็นแฟน พี่ป้องรู้คำนี้จากใคร จากหนูหรือเปล่า ถามว่าฝ่ายแสตมป์มาจีบเหรอ ไม่ทราบเหมือนกัน อีกฝ่ายทักมา ถามว่าจีบไหมตอบไม่ได้ อยู่ที่เขาทักมาด้วยเหตุผลอะไร ตั้งแต่ชั้นกระบวนการศาลจบไป พวกเราอยากเลิกยุ่งกับอีกฝ่ายมากๆ

ส่วนเรื่องคดีความที่จ่าย 1 ล้านบาท ที่จ่ายก็เพราะว่าถ้าจ่ายแล้วจากกันไปได้ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก หนูก็ยอมจ่าย เขาอาจจะรู้สึกไม่ดี หนูก็เยียวยาสภาพจิตใจไป จ่ายเพื่อให้จบไป ถึงตรงนี้ หนุ่ม ถามว่า แต่รู้ไหมว่าตรงนี้มันเป็นมุมของการยอมความด้วย แจม บอกว่า ส่วนนี้ตนไม่สนใจ ระหว่างทางสภาพจิตใจตนก็แย่ ตนก็ได้ผลกระทบมาตลอด เมื่อตนจ่ายไปแล้วมันควรจะหยุด

เมื่อถามว่าในส่วนที่เขาฟ้องศาลเยาวชน เราต่อสู้ว่าอะไร แจม กล่าวว่า ตนปฏิเสธศาลเยาวชนไปว่าไม่มีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ ทางเราไม่อยากยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องเคยไปสื่อสารกับทิลลี่เบิร์ดว่านิวคิดมากไปเอง ไม่ว่าจะใครก็ช่าง หนูไม่เคยพูดถึงพวกเขา ในส่วนการที่หนูจะไปคุยกับวงหรือบุคคลต่างๆ หนูไม่ได้กล่าวโทษอีกฝ่าย เพราะฉะนั้นพวกหนูอยากเลิกยุ่งแล้ว

กับคลิปที่ไปไหนมาไหนกับแสตมป์ รวมถึงภาพที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แจม บอกว่า ตอนนั้นหนูอยู่ช่วงที่ทำงานกับคุณแสตมป์ เหตุการณ์เป็นไปตามคลิป มันเกิดขึ้นไปแล้ว คนอาจจะเข้าใจผิดไปแล้ว อันนี้หนูไม่สามารถไปทำให้ใครเข้าใจได้ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าไม่ได้คบกัน เป็นแค่แฟนคลับและสไตลิสต์

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

แก๊ป เชื่อ แจม ไม่ได้คบ แสตมป์ ย้ำไม่เคยคุกคาม ไล่ไทม์ไลน์ก่อนเกิดเรื่อง

แก๊ป เชื่อ แจม ไม่ได้คบ แสตมป์ ย้ำไม่เคยคุกคาม ไล่ไทม์ไลน์ก่อนเกิดเรื่อง

20 ม.ค. 2568 14:13 น.

แก๊ป เชื่อ แจม ไม่ได้คบ แสตมป์ ย้ำไม่เคยคุกคาม ไล่ไทม์ไลน์ก่อนเกิดเรื่อง

รายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 โดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย รับหน้าที่ดำเนินรายการ เชิญ แก๊ป แฟน แจม คู่กรณีของนักร้องหนุ่ม แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข มาชี้แจงถึงประเด็นร้อนกรณีที่นักร้องหนุ่มพูดบนเวทีคอนเสิร์ตเรื่องถูกคุกคาม จนเกิดกระแสในวงกว้าง มีการขุดประเด็นต่างๆ ออกมามากมาย รวมไปถึงเรื่องที่ นิว จีริสุดา ภรรยาแสตมป์ ฟ้องชู้ แจม ก่อนที่ แสตมป์ จะออกมาชี้แจงและขอโทษที่พูดไม่หมด แต่งานนี้ฝ่ายคู่กรณีบอกว่าไม่เคยคบหา แสตมป์

โดย แก๊ป ยืนยันว่า แจม ไม่ได้คบหากับแสตมป์ ซึ่งตนรู้ว่าแจมชื่นชอบแสตมป์มากมาตั้งแต่ก่อนที่ตนจะคบกับแจมตั้งแต่ปี 2564 โดยแจมเป็นแฟนคลับแสตมป์มาตั้งแต่ปี 2553 ถ้ามีคอนเสิร์ตก็จะตามไปดู คนรอบตัวรู้ว่าชอบมาก แต่เรื่องเกิดขึ้นน่าจะเพราะคู่กรณีผู้หญิง (นิว จีริสุดา) เข้าใจว่าพี่แจมเป็นชู้กับสามีเขา แต่ตนมั่นใจว่าแฟนตนไม่เป็นแบบนั้น เพราะรู้จักฝ่ายหญิงมาก่อนที่ทางฝั่งคู่กรณีทักมาจริงๆ จังๆ

ก่อนจะเล่าว่า แสตมป์ติดต่อแจมผ่านทางไดเร็กไอจีถึงขั้นเปลี่ยนไปไลน์ ชวนไปทำงาน จริงๆ ชวนตนไปด้วย แต่ตนไม่ไป เพราะที่นั่นมีคนของเขาอยู่แล้วเลยปฏิเสธไป เขาก็ชวนแจมไป แต่พอมันจะเกินเลย แต่มันไม่มีการเกินเลยในเรื่องแบบนั้น คือไม่ได้คุยลักษณะแฟนอย่างที่เขากล่าวถึง การพูดว่าแฟนกันมาจากแค่ฝั่งนั้นไม่ใช่ฝั่งตน และมันไม่เคยมีเรื่องแบบนั้น ซึ่งก่อนขึ้นศาล แสตมป์บอกว่าเขาเป็นแฟนกับแจม แต่ตนไม่เชื่อ เพราะตนรับรู้มาในแบบของตน แจมบอกว่าไปทำงานเป็นสไตลิสต์ให้แสตมป์ ไม่มีอะไรเกินเลย กับเรื่องแสตมป์ ตอนแรกก็สงสัย ตนทะเลาะกันเกิน 50 รอบแล้ว เขาก็ยืนยันว่าไม่ใช่ จนตนมั่นใจว่าเขาไม่ได้เป็นแฟน แต่ฝ่ายแสตมป์พยายามตามตื๊อ ซึ่งตนเห็นมาตลอด

ส่วนเรื่องที่แสตมป์ฟ้องคือคดีหมิ่นประมาท คือตนไปปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคารพก่อนจะย้ายวง เราไปเจอกันตามงาน เขาเข้าใจไปว่าผมไปดักเจอ แต่จริงๆ วันนั้นไปทำงานให้วงดนตรีวงหนึ่ง และไปเร็วกว่าเวลานัด ก็เดินด้านหลังเวทีกัน พอเจอเพื่อนแล้วก็ปลีกตัวมาที่เวทีที่ต้องไปทำงาน ตรงนั้นมี 2 เวที เราเดินจากเวที 1 ไปเวที 2

ระหว่างเดินไปก็เดินผ่านห้องนึงซึ่งตนไม่ได้สังเกตว่าห้องใคร ระหว่างนั้นมีคนเปิดประตูออกมา ตนเห็นหางตาก็หันกลับไปก็เจอคู่กรณีกับทีมงาน ตนตกใจและชะงัก ทำอะไรไม่ถูก แต่หลังจากนั้นก็โดนตะโกนด่าจากฝั่งผู้หญิง (นิว) ด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า เป็นอะไรมากไหมไอ้เหี้x มึxโกหก พูดความจริงดิ ถามว่าเขาหาว่าโกหกเรื่องอะไร เขาหาว่าเราโกหกเรื่องที่เขาเป็นบ้า ตอนนั้นยังไม่ถึงการฟ้อง ซึ่งจริงๆ มันมีเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นอีก

ก่อนจะเปิดไทม์ไลน์เล่าเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มจากปี 2553 แจมเป็นแฟนคลับคู่กรณีชาย (แสตมป์) จากนั้น 15 พ.ย. 2562 แจมรู้จักกับแก๊ป แฟนคนปัจจุบัน จากนั้นเดือน ธ.ค. 2562 คู่กรณีชายเริ่มมีการเข้ามาพูดคุยกับแจมมากขึ้น ก.พ. 2563 เกิดประเด็นเรื่องไฟลต์บิน ปี 2564 แก๊ปคบกับแจม ต้นปี 2565 คู่กรณีชายชวนแก๊ปไปทำงาน มิ.ย. 2565 แจมร่วมงานกับคู่กรณีชายในฐานะสไตลิสต์

ส.ค. 2565 คู่กรณีชายเริ่มเข้าหาเกินความจำเป็น พี่แจมรู้สึกตัวก็เลยเริ่มรักษาระยะห่างออกมาตั้งแต่ช่วงนั้น หลังมีคลิปที่แฟนคลับขอถ่ายรูป คู่กรณีชายมีการขอให้ไม่ต้องออกมาหน้างาน แต่มีการว่าจ้างงานเป็นครั้งๆ แบบออนไลน์ จากนั้นต้นปี 2566 คู่กรณีชายเริ่มถามหาแจมจากคนอื่นว่าอยู่ไหน ทำยังไงถึงจะได้เจอ ก่อนที่ในเดือน ก.พ. 2566 คู่กรณีหญิง (นิว) พยายามติดต่อหาคุณแม่ของแจม ส่งข้อความหาเพื่อนแจม บอกให้แจมเลิกยุ่งสักที และแจมออกจากการเป็นสไตลิสต์ มีการส่งงานครั้งสุดท้าย 25 ก.พ. 2567

แต่วันที่ 26 ก.พ. 2566 แก๊ปได้ทำงานกับวงดนตรีวงหนึ่ง ทราบจากไลน์อัพว่ามีคู่กรณีชาย จึงตั้งใจไปพบเพื่อสอบถามเจตนาในการติดต่อหาคุณแม่ของแจม แต่กลับเจอคู่กรณีหญิงสวนกลับรุนแรงและหยาบคาย จากนั้นคนรอบตัวก็ถูกคู่กรณีหญิงฟอลโลว์ สลับอันฟอลโลว์ไปมา

ซึ่งในวันที่เกิดเหตุ 26 ก.พ. 2566 ตอนนั้นเห็นทางคู่กรณีหญิงพยายามติดต่อแม่ฝ่ายหญิงแล้วรู้สึกไม่สบายใจ จึงตั้งใจว่าจะไปเจอเพื่อสอบถามว่าโทรหาแม่ตน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ทางคู่กรณีหญิงด่าเสียงดังว่ามึงมายุ่งกับผัวกูทำไม ซึ่งในวันนั้นก็มีคนเยอะมาก 

เมื่อถามถึงทำไมเชื่อใจแจม แก๊ป ถามกลับว่า “ถ้าเป็นพี่หนุ่ม สมมติแฟนพี่หนุ่มบอกว่าเราไม่เคยอะไรกับใคร กับอีกคนมาบอกว่าคนนี้เคยอะไรกับแฟนเรา พี่หนุ่มจะเชื่อใครครับ” แต่งานนี้ หนุ่ม กรรชัย บอกว่า “พี่ไม่ใช่คนดีไง” พอถามว่าถ้าความจริงไม่เป็นแบบนั้นจะรับได้ไหม แก๊ป บอกว่า ถ้าเป็นแบบนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากัน

แก๊ป ยืนยันไม่เคยคุกคามเขา แฟนก็ไม่เคย พ่อแฟนก็ไม่เคย ส่วนเรื่องประเด็นทางการเมืองไม่มี มีเรื่องเกี่ยวกับหลักฐานต่อสู้คดีที่เขาฟ้องมา ซึ่งพูดกันตามตรงในนั้นมีอยู่ ซึ่งเราไม่สามารถเอาออกมาในการช่วยเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งมันเป็นสิ่งสำคัญ

ส่วนการฟ้องร้องและต่อมามีการถอนฟ้อง โดยแสตมป์บอกว่ามีเรื่องของมาตรา 112 มากดดัน  แก๊ป กล่าวว่า เรายังบอกกับเขาอยู่เลยว่า เราไม่อยากไปถึงตรงนี้เลย คุณกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวดีมั้ย เราแยกกันดีไหม คือมันไม่ใช่การขู่ ถ้าในประเด็นพ่อแจม เขามาในฐานะพ่อ ที่โดนกระแสเรื่องยศ ตอนนั้นศาลถามว่าคุณเป็นใคร เขาก็แค่บอกว่าเป็นพลตรี… แค่นี้ ไม่ได้มีการข่มขู่อะไรทั้งสิ้น

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ไฟไหม้ใหญ่ใกล้หอคอยซึเท็นคาคุในเมืองโอซากา

ไฟไหม้ใหญ่ใกล้หอคอยซึเท็นคาคุในเมืองโอซากา

21 ม.ค. 2568 17:58 น.

ไฟไหม้ใหญ่ใกล้หอคอยซึเท็นคาคุในเมืองโอซากา

สื่อญี่ปุ่นรายงานข่าวไฟไหม้ใหญ่ที่อาคารพาณิชย์ ใกล้กับหอคอยชื่อดังที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอซากา

สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น รายงานอ้างตำรวจและหน่วยดับเพลิงว่า เกิดเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ในเขตนานิวะ ใกล้หอคอยสึเท็นคาคุ สัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอซากา เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

โดยไฟไหม้เกิดขึ้นที่ชั้นล่างของอาคารสูง 5 ชั้น รถดับเพลิงอย่างน้อย 26 คันและเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำถูกส่งไปที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมเปลวไฟที่ลุกลามออกมาจากอาคาร ภาพข่าวที่ออกอากาศสดเห็นไฟยังคงลุกไหม้และมีกลุ่มควันดำพวยพุ่งออกมาจากบางส่วนของอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บนถนนชอปปิงใจกลางเมืองโอซากา ห่างจากหอคอยทสึเท็นคาคุ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 100 เมตร

จากการสอบสวนของตำรวจและนักดับเพลิง พบว่าเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ศูนย์เกมแห่งหนึ่งบนชั้น 1 ของอาคาร โดยตัวอาคารได้รับความเสียหายไปประมาณ 650 ตารางเมตร รวมถึงอาคารอื่นที่อยู่ใกล้เคียง โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายเป็นชายอายุ 30 ปี ซึ่งทำงานที่ศูนย์เกม ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้

หอคอยซึเท็นคาคุ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโอซาก้าในย่านชินเซไก ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหอไอเฟล และได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี 1956 หลังจากได้รับความเสียหายในช่วงสงคราม หอคอยแห่งนี้มีความสูง 103 เมตร และสามารถมองเห็นวิวเมืองแบบพาโนรามา และเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว

ที่มา NHK

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผลตรวจก้อนปริศนา เกยหาดซิดนีย์ มีเชื้ออีโคไล และแบคทีเรียสารพัด

ผลตรวจก้อนปริศนา เกยหาดซิดนีย์ มีเชื้ออีโคไล และแบคทีเรียสารพัด

21 ม.ค. 2568 15:13 น.

ผลตรวจก้อนปริศนา เกยหาดซิดนีย์ มีเชื้ออีโคไล และแบคทีเรียสารพัด

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเผย ผลตรวจก้อนกลมปริศนา เกย 9 หาดในนครซิดนีย์จนต้องสั่งปิดชายหาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถูกพบว่ามีกรดอิ่มตัว แบคทีเรียอีโคไล และแบคทีเรียจากอุจจาระ

สภาเขตชายหาดทางตอนเหนือของซิดนีย์แถลงผลการตรวจสอบ หลังได้ส่งเศษซากก้อนกลมปริศนาที่พบตามชายหาด ไปยังสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยพบว่ามีกรดอิ่มตัว แบคทีเรียอีโคไล และแบคทีเรียจากอุจจาระ รวมทั้งยังพบว่ามีหินภูเขาไฟชนิดพัมมิส อยู่ด้วย ซึ่งล่าสุดทางการขอให้ประชาชนที่พบก้อนกลมเหล่านี้หลีกเลี่ยงการสัมผัสและติดต่อเจ้าหน้าที่โดยด่วน

ก้อนกลมปริศนาชุดล่าสุดได้รับการเก็บกวาดออกจากชายหาดในอ่าวเมื่อสัปดาห์นี้ ตามที่สภาเขตชายหาดตอนเหนือระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร หลังจากที่ชายหาด 9 แห่ง รวมถึงหาดยอดนิยมอย่างหาดแมนลี่ และดี วาย พบเจอก้อนปริศนามาเกยฝั่ง จนต้องสั่งปิดหาดเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่มาผ่านมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจากที่มีก้อนดำขนาดใหญ่หลายพันก้อนถูกพบตามชายฝั่งของเมืองในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดบางแห่งเป็นเวลาหลายวัน และสั่งให้มีการทำความสะอาดครั้งใหญ่

ด้านนายกเทศมนตรีซู เฮอิน กล่าวว่าเธอหวังว่าการวิเคราะห์ของ EPA จะสามารถระบุแหล่งที่มาของก้อนกลมปริศนานี้ได้ เพื่อที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับชายหาดอื่นๆ โดยทางเทศบาลเรายังคงทำการตรวจสอบชายหาดอย่างสม่ำเสมอ และขอให้ชุมชนรายงานหากพบสิ่งผิดปกติ

ทั้งนี้ ก้อนกลมปริศนาชุดแรกที่พบในเดือนตุลาคมเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นก้อนน้ำมันดิน แต่ต่อมาพบว่ามีส่วนประกอบต่างๆ ตั้งแต่น้ำมันปรุงอาหารและโมเลกุลของคราบสบู่ ไปจนถึงยาลดความดันโลหิต สารกำจัดศัตรูพืช เส้นผม ยาเสพติดเมทแอมเฟตามีน และยาสัตวแพทย์

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าก้อนเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับก้อนไขมัน น้ำมัน และจารบี ที่มักเรียกว่า “แฟตเบิร์ก” ซึ่งมักก่อตัวขึ้นในระบบบำบัดน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม ทางซิดนีย์ วอเตอร์รายงานว่าโรงบำบัดน้ำของพวกเขายังคงทำงานตามปกติ และไม่พบปัญหาเกี่ยวกับระบบบำบัดของเมือง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ก้อนกลมปริศนา

ข้อตกลงปล่อยตัวประกัน: ชัยชนะของฮามาส ความล้มเหลวของอิสราเอล?

ข้อตกลงปล่อยตัวประกัน: ชัยชนะของฮามาส ความล้มเหลวของอิสราเอล?

21 ม.ค. 2568 15:07 น.

ข้อตกลงปล่อยตัวประกัน: ชัยชนะของฮามาส ความล้มเหลวของอิสราเอล?

  • ภายหลังการสู้รบกว่า 1 ปี ฮามาสและอิสราเอลได้บรรลุข้อตกลงแบบเป็นขั้นตอนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยจะปล่อยตัวตัวประกันแลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังมีการหยุดยิง 42 วันและการให้ความช่วยเหลือ ข้อตกลงดังกล่าวยังเปิดประตูสู่การเจรจาเพิ่มเติมที่อาจนำไปสู่การถอนทหารอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาและการหยุดยิงถาวร
  • รัฐมนตรี นักการเมือง และแม้แต่ครอบครัวตัวประกันบางส่วนในอิสราเอล มองว่าการยอมรับข้อตกลงนี้เป็นความพ่ายแพ้ของอิสราเอล นายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีฝ่ายขวาจัด และพรรคของเขาลาออกจากรัฐบาลและรัฐสภา โดยเรียกการสงบศึกครั้งนี้ว่าเป็นการ “ยอมแพ้” ด้านนายเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เรียกการสงบศึกครั้งนี้ว่า “หายนะ”
  • แม้กลุ่มฮามาสมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม แต่กลุ่มยังคงแสดงตนต่อชาวปาเลสไตน์ในฐานะกลุ่มต่อต้านอิสราเอลที่น่าเกรงขามที่สุด โดยได้เพิ่มกำลังพลโดยรับสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายใหม่เกือบเท่ากับจำนวนที่สูญเสียไป

สงครามที่ยาวนานที่สุดของอิสราเอลจนถึงขณะนี้ไม่สามารถทำลายล้างศัตรูหลักอย่างฮามาสได้ ซึ่งแม้จะสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ฮามาสก็ถือว่าข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาเป็นชัยชนะของตนเอง และเป็นความล้มเหลวของอิสราเอล

ไม่นานหลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ชายติดอาวุธที่สวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้นในรถยนต์ที่สัญจรไปมาบนท้องถนนในฉนวนกาซาเพื่อเฉลิมฉลอง สมาชิกของหน่วยรบพิเศษสวมเครื่องแบบเต็มยศที่จัตุรัสอัลซารายา ในเมืองกาซา ซิตี้ ระหว่างการเคลื่อนย้ายตัวประกัน ซึ่งเป็นการเตือนฮามาสว่ากองกำลังติดอาวุธของพวกเขายังคงปักหลักอยู่ที่นี่มากว่า 15 เดือน หลังจากที่อิสราเอลตั้งเป้าที่จะทำลายพวกเขา

เป้าหมายหลักประการหนึ่งของฮามาสในการจับตัวประกันประมาณ 250 คนระหว่างการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 คือการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในเรือนจำของอิสราเอล ขณะที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซาเพื่อตอบโต้ ฮามาสก็สาบานว่าจะไม่ส่งตัวประกันคืนจนกว่าอิสราเอลจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว ยุติสงครามอย่างถาวร และอนุญาตให้สร้างเมืองขึ้นใหม่

ภายหลังการสู้รบกว่า 1 ปี ฮามาสและอิสราเอลได้บรรลุข้อตกลงแบบเป็นขั้นตอนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยจะปล่อยตัวตัวประกันแลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังมีการหยุดยิง 42 วันและการให้ความช่วยเหลือ ข้อตกลงดังกล่าวยังเปิดประตูสู่การเจรจาเพิ่มเติมที่อาจนำไปสู่การถอนทหารอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาและการหยุดยิงถาวร

โอซามา ฮัมดาน สมาชิกการเมืองอาวุโสของฮามาส กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีรา หลังจากบรรลุข้อตกลงว่า “ข้อตกลงบรรลุเงื่อนไขทั้งหมด การต่อต้านบรรลุสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการ” 

คาลิล อัล ไฮยา ผู้เจรจาหลักของฮามาส กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อิสราเอลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสงครามได้ และยกย่องกองกำลังติดอาวุธของฮามาสที่ชื่ออัล กัสซัม ซึ่งนายอาบู โอไบดา โฆษกของกองกำลังนี้ กล่าวยกย่องสงครามในฉนวนกาซา ว่าเป็น “แรงบันดาลใจ” สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป เป้าหมายหลักของอิสราเอลในความขัดแย้งครั้งนี้คือการกำจัดฮามาส

รัฐมนตรี นักการเมือง และแม้แต่ครอบครัวตัวประกันบางส่วนในอิสราเอล มองว่าการยอมรับข้อตกลงนี้เป็นความพ่ายแพ้ของอิสราเอล นายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีฝ่ายขวาจัด และพรรคของเขาลาออกจากรัฐบาลและรัฐสภา โดยเรียกการสงบศึกครั้งนี้ว่าเป็นการ “ยอมแพ้” ด้านนายเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัดเช่นกัน เรียกการสงบศึกครั้งนี้ว่า “หายนะ” และกลุ่มทหารสำรองเรียกการสงบศึกครั้งนี้ว่า “ข้อตกลงยอมแพ้”

เบน กวีร์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เมื่อคุณเห็นการเต้นรำในฉนวนกาซา การเฉลิมฉลองในหมู่บ้านต่างๆ ในจูเดียและซามาเรีย คุณจะเข้าใจว่าฝ่ายใดที่ยอมแพ้ในข้อตกลงนี้” จูเดียและซามาเรียคือสิ่งที่อิสราเอลเรียกเขตเวสต์แบงก์

แต่ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ยินดีต้อนรับข้อตกลงนี้ รวมถึงครอบครัวตัวประกันส่วนใหญ่ นายไอแซก เฮอร์ซอก ประธานาธิบดีอิสราเอล และฝ่ายค้านทางการเมือง ขณะที่สำนักงานของเนทันยาฮูกล่าวหลังจากที่คณะรัฐมนตรีด้านความมั่นคงอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังคง “สนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์ของสงคราม”

แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องนี้กล่าวว่า เนทันยาฮูบอกกับรัฐมนตรีว่าสหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นว่า “หากฮามาสทำลายข้อตกลงในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง อิสราเอลก็สามารถกลับมาสู้รบได้อีกครั้ง”

‘การอยู่รอดของกลุ่มฮามาสถือเป็นความพ่ายแพ้ของอิสราเอล’


การตอบสนองของอิสราเอลต่อกลุ่มฮามาสในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้นรุนแรงมาก โดยโจมตีกาซาอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่ม คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนและต้องพลัดถิ่นอีกหลายแสนคน ซึ่งหลายคนต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์ มีอาหารไม่เพียงพอและการรักษาพยาบาลไม่เพียงพอ

อิสราเอลยังสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับกลุ่มฮามาส โดยสังหารผู้นำระดับสูงของกลุ่ม รวมถึงนายยาห์ยา ซินวาร์ ผู้วางแผนการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และอ้างว่าสังหารนักรบของกลุ่มได้หลายพันคน อิสราเอลไม่ลดละความพยายามในการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในพื้นที่ที่เคยถูกกวาดล้างไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ต่อสู้และเอาชนะกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนทางตอนเหนือได้ในที่สุด ซึ่งกลุ่มนี้ได้เปิดแนวรบใหม่ต่อต้านอิสราเอลเพื่อสนับสนุนฉนวนกาซา

กลุ่มฮามาสที่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารและทางการเมืองของฉนวนกาซา ได้ลดขนาดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของตัวตนเดิมหลังจากที่อิสราเอลดำเนินการสู้รบเป็นเวลา 15 เดือน และเนื่องจากการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรในภูมิภาคอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กลุ่มนี้ต้องถูกโดดเดี่ยวในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสยังคงแสดงตนต่อชาวปาเลสไตน์ในฐานะกลุ่มต่อต้านอิสราเอลที่น่าเกรงขามที่สุด โดยได้เพิ่มกำลังพลโดยรับสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายใหม่เกือบเท่ากับจำนวนที่สูญเสียไป

แอนโธนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในสุนทรพจน์ที่สภาแอตแลนติก เมื่อไม่นานนี้ว่า “ทุกครั้งที่อิสราเอลเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางทหารและถอนกำลัง กลุ่มก่อการร้ายฮามาสจะรวมกลุ่มกันอีกครั้งและถือกำเนิดอีกครั้ง เพราะไม่มีอะไรมาเติมเต็มช่องว่างนี้แล้ว”

“เราประเมินว่าฮามาสได้คัดเลือกนักรบใหม่เกือบเท่ากับที่สูญเสียไป นั่นคือสูตรสำหรับการก่อกบฏและสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

ทาฮานี มุสตาฟา นักวิเคราะห์อาวุโสของ International Crisis Group (ICG) โต้แย้งว่าความทุกข์ทรมานที่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาต้องเผชิญจากสงครามของอิสราเอลเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการรับสมัครกองกำลังใหม่

“คุณจะเห็นการรับสมัครที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะเมื่อมีการยึดครองและความรุนแรง คุณจะพบว่ามีความเกี่ยวข้องที่นั่น” เธอกล่าวว่า “คุณคาดหวังได้อย่างไรว่าประชากรในฉนวนกาซาที่สูญเสียทุกอย่างจะยอมแพ้ง่ายๆ มันเป็นสงครามเพื่อความอยู่รอด กลุ่มต่างๆ เช่น ฮามาส เป็นผู้จัดหาวิธีการให้ชาวปาเลสไตน์”

ในการแสดงความเห็นต่อสภาแอตแลนติก บลิงเคนกล่าวว่าสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำกับรัฐบาลอิสราเอลว่า “ฮามาสไม่สามารถพ่ายแพ้ได้ด้วยปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว หากไม่มีทางเลือกอื่นที่ชัดเจน แผนหลังสงคราม และการเติบโตทางการเมืองที่น่าเชื่อถือเพื่อชาวปาเลสไตน์ ฮามาส หรือสิ่งที่น่ารังเกียจและอันตรายพอๆ กัน ก็จะเติบโตขึ้นอีกครั้ง”

ฮามาสให้คำมั่นที่จะก่อร่างสร้างใหม่

การปกครองฉนวนกาซาหลังสงครามยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจเป็นเพราะความกังขาว่าข้อตกลงหยุดยิงจะดำเนินไปเกินกว่าขั้นตอนเริ่มต้นหรือไม่ เป้าหมายสูงสุดของอิสราเอลในการทำสงคราม คือการทำลายล้างฮามาสให้สิ้นซาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสดูเหมือนจะไม่รู้สึกกังวล โดยระบุว่ากลุ่มฮามาสจะเข้ามามีบทบาทในการสร้างดินแดนที่ถูกทำลายให้ฟื้นขึ้นมาใหม่  นายโอซามา ฮัมดาน สมาชิกการเมืองอาวุโสของฮามาส  กล่าวว่า “ประชากรทั้งหมด รวมทั้งกลุ่มต่อต้านที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จะเริ่มสร้างสิ่งที่การยึดครองได้ทำลายล้างขึ้นมาใหม่”

ฮัมดานยืนกรานว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร วันรุ่งขึ้นสำหรับกาซาก็ยังคงเหมือนกับวันก่อนหน้า

“วันรุ่งขึ้นก็เหมือนวันนี้ เหมือนกับวันก่อน…มันจะเป็นวันของชาวปาเลสไตน์” ฮัมดานกล่าว

แม้ว่าฮามาสอาจอ้างว่าได้รับชัยชนะ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบังคับให้อิสราเอลยกเลิกการปิดล้อมกาซาได้ และทำได้เพียงเฝ้าดูการโจมตีของอิสราเอลที่สังหารพลเรือนชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคน และทำให้กาซากลายเป็นที่ที่อยู่อาศัยไม่ได้ การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และสงครามที่จุดชนวนขึ้นนั้นส่งผลกระทบเป็นระลอกคลื่น โดยเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ และปรับเปลี่ยนภูมิภาคโดยพื้นฐาน

ฮามาสไม่ได้มองว่าการเอาชีวิตรอดเป็นเป้าหมายในสงครามครั้งนี้ นายมุสตาฟาจาก ICG กล่าวว่า แต่สำหรับอิสราเอล การเอาชีวิตรอดของกลุ่มถือได้ว่าเป็น “ความพ่ายแพ้”.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งบริหารชุดใหญ่ “ผู้อพยพ-สิ่งแวดล้อม-เจ้าหน้าที่รัฐ”

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งบริหารชุดใหญ่ "ผู้อพยพ-สิ่งแวดล้อม-เจ้าหน้าที่รัฐ"

21 ม.ค. 2568 12:48 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งบริหารชุดใหญ่ “ผู้อพยพ-สิ่งแวดล้อม-เจ้าหน้าที่รัฐ”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งและคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่พลังงาน การอภัยโทษทางอาญา และผู้อพยพ

ต่อไปนี้คือคำสั่งฝ่ายบริหารสำคัญบางส่วนที่ลงนามในวันแรกที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง:

การอภัยโทษ

ทรัมป์ได้อภัยโทษแก่กลุ่มผู้สนับสนุนประมาณ 1,500 คน ที่บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 เพื่อแสดงการสนับสนุนผู้ที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ขณะที่พวกเขาพยายามป้องกันไม่ให้สมาชิกรัฐสภารับรองความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2020 ของทรัมป์

“พูดตรงๆ นะ เราหวังว่าพวกเขาจะออกมาในคืนนี้” ทรัมป์กล่าว “เราเชื่อเช่นนั้น”

การอภัยโทษยังช่วยลดโทษของสมาชิกกลุ่มขวาจัด Proud Boys และ Oath Keepers จำนวน 14 คน รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสมคบคิดก่อกบฏด้วย เอกสารดังกล่าวยังสั่งให้อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ยกเลิกคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับการจลาจล ส่งผลให้มีการยุติคดีความเกือบ 1,600 คดี โดยสั่งให้กระทรวงยุติธรรมยกเลิกคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาประมาณ 300 คดี และสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยอีก 14 คนที่ถูกตั้งข้อหาในคดีกบฏ

ผู้อพยพ


ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประกาศให้การอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ กำหนดให้กลุ่มอาชญากรเป็นองค์กรก่อการร้าย และกำหนดให้บุตรของผู้อพยพที่เข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ที่เกิดในดินแดนของสหรัฐฯ ได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า คำสั่งของทรัมป์ในการจัดการกับการตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ จะระงับโครงการนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 เดือน และจะสั่งให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อดูว่านักเดินทางจากบางประเทศควรอยู่ภายใต้คำสั่งการห้ามเดินทางหรือไม่

คำสั่งดังกล่าวระบุ “สหรัฐฯ ไม่มีศักยภาพในการรองรับผู้อพยพจำนวนมาก”

ทั้งนี้ สิทธิพลเมืองโดยกำเนิดได้รับการบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และจะต้องได้รับเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 จากทั้งสองสภาของรัฐสภาจึงจะเปลี่ยนแปลงได้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าทรัมป์วางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายนี้อย่างไร

รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ยังเร่งการยกเลิก CBP One ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือที่ผู้อพยพใช้ในการจองนัดหมายเพื่อปรากฏตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

เจ้าหน้าที่รัฐบาลของไบเดนให้เครดิตกับแอปพลิเคชันดังกล่าวว่า ช่วยลดจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวที่ชายแดนได้ตั้งแต่มีการนำแอปพลิเคชันนี้มาใช้ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2023 ซึ่งเป็นช่องทางทางกฎหมายเพียงช่องทางเดียวในการขอสถานะผู้ลี้ภัยที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก โดยในขณะนี้ เว็บไซต์สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน ระบุว่าแอปดังกล่าว “ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป”

การยกเลิกคำสั่งของไบเดน

ในการปรากฏตัวที่สนามกีฬาแคปิทัล วัน อารีนา ในกรุงวอชิงตันดีซี ทรัมป์ยังได้ลงนามได้เพิกถอนคำสั่งของฝ่ายบริหาร 78 ฉบับของรัฐบาลชุดก่อน

“ผมจะเพิกถอนคำสั่งของฝ่ายบริหารที่ทำลายล้างและรุนแรงเกือบ 80 ฉบับของรัฐบาลชุดก่อน” ทรัมป์กล่าว ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าเขาจะลงนามในคำสั่งที่สั่งให้ทุกหน่วยงานเก็บรักษาบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ “การข่มเหงทางการเมือง” ภายใต้การบริหารของไบเดน

การยกเลิกนี้มีผลบังคับใช้กับคำสั่งฝ่ายบริหาร ตั้งแต่วันแรกที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้ารับตำแหน่งในปี 2021 จนกระทั่งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ตั้งแต่การบรรเทาทุกข์จากโควิด-19 ไปจนถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

ความหลากหลาย

ทรัมป์ยังได้ยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความมีส่วนร่วม หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘DEI’ และส่งเสริมสิทธิของผู้คนในกลุ่ม LGBTQ+ และกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการทำตามสัญญาที่จะจำกัดการคุ้มครองชาวอเมริกันที่ถูกละเลยมากที่สุด

ในคำสั่งฝ่ายบริหาร 78 ฉบับที่ถูกยกเลิกซึ่งลงนามโดยไบเดน ยังรวมถึงมาตรการอย่างน้อย 12 มาตรการที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีรสนิยมรักร่วมเพศและข้ามเพศ

ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้สหรัฐฯ ยอมรับเพศเพียง 2 เพศ คือ ชายและหญิง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้รัฐบาลใช้คำว่า “เพศ” แทน “เพศสภาพ” พร้อมทั้งกำหนดให้เอกสารประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาล รวมถึงหนังสือเดินทางและวีซ่า ต้องอิงตามสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า “การจำแนกทางชีววิทยาของบุคคลซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงได้ว่าเป็นชายหรือหญิง”

ในบรรดาคำสั่งที่ยกเลิก ทรัมป์ได้ยกเลิกคำสั่ง 2 ฉบับที่ไบเดนลงนามในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยคำสั่งหนึ่งเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเชื้อชาติสำหรับชุมชนที่ด้อยโอกาส และอีกคำสั่งหนึ่งคือการต่อสู้กับการเลือกใช้อัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศ
ทรัมป์ได้ยกเลิกคำสั่งอื่นๆ ที่มุ่งช่วยเหลือคนผิวดำ ฮิสแปนิก ชนพื้นเมืองอเมริกัน และเอเชียอเมริกัน รวมถึงชาวเกาะแปซิฟิก

TIKTOK

ทรัมป์ลงนามคำสั่งเลื่อนการแบน TikTok ซึ่งเป็นแอปวิดีโอสั้นยอดนิยมเป็นเวลา 75 วัน ซึ่งมีกำหนดปิดให้บริการในวันที่ 19 มกราคม คำสั่งดังกล่าวสั่งให้อัยการสูงสุดไม่บังคับใช้กฎหมาย “เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีโอกาสตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมเกี่ยวกับ TikTok”

ทรัมป์เคยเสนอความเป็นไปได้ของการร่วมทุน ในสัดส่วน 50-50 ระหว่าง “สหรัฐฯ” และบริษัทไบต์แดนซ์ เจ้าของชาวจีน แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าจะดำเนินการอย่างไร

การระงับการกำกับดูแลและจ้างงาน

ทรัมป์ลงนามคำสั่งระงับการจ้างงานของรัฐบาลและกฎหมายของรัฐบาลกลางฉบับใหม่ รวมถึงคำสั่งที่กำหนดให้พนักงานของรัฐบาลกลางต้องกลับไปทำงานเต็มเวลาในสถานที่จริงทันที

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมจะดำเนินการระงับการกำกับดูแลทันที ซึ่งจะทำให้ข้าราชการภายใต้รัฐบาลไบเดนไม่สามารถดำเนินการควบคุมต่อไปได้”  และเสริมว่าเขาจะ “ระงับการจ้างงานชั่วคราวเพื่อให้แน่ใจว่าเราจ้างเฉพาะคนที่มีความสามารถและซื่อสัตย์ต่อประชาชนชาวอเมริกันเท่านั้น”

การดำเนินการดังกล่าวจะบังคับให้พนักงานรัฐบาลจำนวนมากต้องละทิ้งการทำงานจากระยะไกล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 พันธมิตรบางส่วนของทรัมป์กล่าวว่าคำสั่งให้กลับไปทำงานนั้น มีจุดประสงค์เพื่อช่วยลดภาระงานของข้าราชการ ทำให้ทรัมป์สามารถแทนที่พนักงานรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งมานานด้วยผู้ภักดีได้ง่ายขึ้น

เงินเฟ้อ

ทรัมป์สั่งให้หน่วยงานและฝ่ายบริหารทั้งหมดบรรเทาค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้กับชาวอเมริกันและเพิ่มความมั่งคั่งให้กับคนงานชาวอเมริกัน

มาตรการต่างๆ รวมถึงการลดกฎระเบียบและนโยบายด้านสภาพอากาศที่เพิ่มต้นทุน และกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและขยายอุปทานที่อยู่อาศัย

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า “ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นโยบายที่ทำลายล้างของรัฐบาลไบเดนได้ก่อให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อครั้งประวัติศาสตร์ต่อชาวอเมริกัน”

สิ่งแวดล้อม

ทรัมป์ยังได้ลงนามถอนตัวจากสนธิสัญญาปารีสว่าด้วยสภาพอากาศ ซึ่งรวมถึงการส่งจดหมายถึงสหประชาชาติเพื่ออธิบายการถอนตัว

การประกาศดังกล่าวซึ่งเป็นที่คาดหมายกันอย่างท่ก นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งยิ่งกระทบต่อเป้าหมายหลักของข้อตกลงปารีส ในการหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดูไม่แน่นอนยิ่งขึ้น เนื่องจากปีที่แล้วเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า “นโยบายของรัฐบาลของผมคือการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและประชาชนชาวอเมริกันมาเป็นอันดับแรก”

เขายกเลิกบันทึกความตกลงของไบเดนในปี 2023 ที่ห้ามขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ประมาณ 16 ล้านเอเคอร์ในเขตอาร์กติก โดยระบุว่ารัฐบาลควรสนับสนุนการสำรวจและผลิตพลังงานบนที่ดินและแหล่งน้ำของรัฐบาลกลาง 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเพิกถอนคำสั่งฝ่ายบริหารปี 2021 ที่ลงนามโดยโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี ที่ให้รถยนต์ใหม่ครึ่งหนึ่งที่ขายในสหรัฐฯ ภายในปี 2030 ต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

เป้าหมาย 50% ของไบเดน ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ และต่างประเทศ

ทรัมป์กล่าวในคำสั่งฝ่ายบริหารว่า เขาจะระงับการแจกจ่ายเงินทุนรัฐบาลที่ไม่ได้ใช้จากกองทุน 5,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ เรียกร้องให้ยุติการยกเว้นให้รัฐต่างๆ บังคับใช้กฎเกณฑ์รถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2035 และกล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณายุติเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้า

ทรัมป์มีแผนที่จะสั่งให้สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมทบทวนกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้ควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการปล่อยมลพิษระหว่าง 30% ถึง 56% ภายในปี 2032 เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์การปล่อยมลพิษของรัฐบาลกลาง รวมถึงกฎเกณฑ์คู่ขนานที่ออกโดยกระทรวงคมนาคมของสหรัฐฯ

ทรัมป์ระบุในคำสั่งว่าเขาต้องการยกเลิกการยกเว้นที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมมีต่อรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อเดือนธันวาคม โดยอนุญาตให้รัฐยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเพียงอย่างเดียวภายในปี 2035 ซึ่งกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการนำไปบังคับใช้ในรัฐอื่นๆ อีก 11 รัฐ

สาธารณสุข

คำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับ ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์การอนามัยโลก โดยระบุว่าหน่วยงานด้านสุขภาพระดับโลกจัดการกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และวิกฤตด้านสุขภาพระหว่างประเทศอื่นๆ ไม่ถูกต้อง

แผนดังกล่าวซึ่งสอดคล้องกับคำวิจารณ์ของทรัมป์ที่มีต่อหน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติมาอย่างยาวนาน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายด้านสุขภาพระดับโลกของสหรัฐฯ และทำให้สหรัฐฯ โดดเดี่ยวจากความพยายามของนานาชาติในการต่อสู้กับโรคระบาดมากขึ้น

ทรัมป์ได้เสนอชื่อผู้วิพากษ์วิจารณ์องค์การอนามัยโลกหลายคน ให้ดำรงตำแหน่งสาธารณสุขระดับสูง รวมถึงนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการฉีดวัคซีน ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ ซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานด้านสุขภาพหลักของสหรัฐฯ ทั้งหมด รวมถึงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA)

ประสิทธิภาพของรัฐบาล

ทรัมป์ลงนามในคำสั่งของฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้งคณะที่ปรึกษาที่เรียกว่า กระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (Department of Government Efficiency) ซึ่งมีเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการฟ้องร้องทันทีที่ท้าทายการดำเนินงานขององค์กร

กลุ่มดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “DOGE” อยู่ภายใต้การบริหารของนายอีลอน มัสก์ และมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการยุบหน่วยงานของรัฐบาลกลางทั้งหมดและเลิกจ้างพนักงานในรัฐบาลกลาง 3 ใน 4 ส่วน

การกำหนดเป้าหมายไปที่ ‘DEEP STATE’

ประธานาธิบดีลงนามในเอกสาร “ยุติการใช้อาวุธ” ของรัฐบาลต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คำสั่งดังกล่าวสั่งให้อัยการสูงสุดสอบสวนกิจกรรมของรัฐบาลกลางในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงที่กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า

ระบุว่ารัฐบาลจะ “ระบุและดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขความประพฤติมิชอบในอดีตของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธในการบังคับใช้กฎหมายและการใช้อาวุธในชุมชนข่าวกรอง”

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารซึ่งเขากล่าวว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อ “คืนเสรีภาพในการพูดและยุติการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลกลาง” ทำเนียบขาวกล่าวว่า “ภายใต้ข้ออ้างในการต่อสู้กับ ‘ข้อมูลที่ผิดพลาด’ ‘ข้อมูลบิดเบือน’ และ ‘ข้อมูลที่ผิด’ รัฐบาลกลางได้ละเมิดสิทธิในการพูดที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญของพลเมืองอเมริกัน”

ทรัมป์และพันธมิตรพรรครีพับลิกันกล่าวหารัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีไบเดนจากพรรคเดโมแครตว่าสนับสนุนการปิดกั้นเสรีภาพในการพูดบนแพลตฟอร์มออนไลน์

พลังงาน

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ โดยสัญญาว่าจะเติมเต็มแหล่งสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์และส่งออกพลังงานของสหรัฐฯ ไปทั่วโลก

เขาวางแผนอย่างกว้างๆ เพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซของสหรัฐฯ ในระดับสูงสุด ซึ่งรวมถึงการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ การยกเลิกกฎระเบียบที่มากเกินไป และถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทรัมป์กล่าวว่าเขาคาดหวังว่าคำสั่งดังกล่าวจะช่วยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและปรับปรุงความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังลงนามคำสั่งที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในรัฐอลาสกา ซึ่งเป็นการย้อนกลับความพยายามของไบเดนในการปกป้องผืนดินและแหล่งน้ำอันกว้างใหญ่ในเขตอาร์กติกจากการขุดเจาะ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุติการให้เช่าฟาร์มกังหันลม ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของทำเนียบขาว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าเขาจะเพิกถอนสิ่งที่เขาเรียกว่าข้อบังคับเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานของวสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ หลังจากที่ไบเดนพยายามส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นายกฯกัมพูชาปฏิเสธว่า รัฐบาล-ฮุนเซน ไม่ได้อยู่เบื้องหลังลอบสังหารลิม กิมยา

นายกฯกัมพูชาปฏิเสธว่า รัฐบาล-ฮุนเซน ไม่ได้อยู่เบื้องหลังลอบสังหารลิม กิมยา

21 ม.ค. 2568 12:43 น.

นายกฯกัมพูชาปฏิเสธว่า รัฐบาล-ฮุนเซน ไม่ได้อยู่เบื้องหลังลอบสังหารลิม กิมยา

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวว่ารัฐบาล และสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งลอบสังหารนายลิม คิมยา อดีตส.ส.ฝ่ายค้านของกัมพูชา

วันที่ 20 มกราคม 2568 เว็บไซต์ข่าวพนมเปญโพสต์ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้กล่าวปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลกัมพูชาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนายลิม กิมยา อดีตสมาชิกรัฐสภาพรรคฝ่ายค้านของพรรคกู้ชาติ ซึ่งปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว ซึ่งเขาถูกมือปืนคนไทยยิงอย่างอุกอาจ เสียชีวิตในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวว่า นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องเกาะกูดแล้ว ตอนนี้ยังมีคนกล่าวหาว่ารัฐบาลกัมพูชาอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมนายลิม กิมยา แต่เขาขอตั้งคำถามว่า รัฐบาลโง่ขนาดนั้นเลยหรือ เพราะหากรัฐบาลได้มีการวางแผนก่อเหตุฆาตกรรม ก็คงไม่จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยและส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเพื่อดำเนินการสอบสวน

โดยผู้นำกัมพูชา กล่าวถึงประเด็นนี้ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เปิดตัวโครงการพัฒนา ในหมู่บ้านบุน รานี แสนไชย ในอำเภอพนมกระวาน จังหวัดโพธิสัตว์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เป็นการออกมาตอบโต้คำกล่าวหาจากนักวิจารณ์ต่างชาติที่ระบุว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นบิดาของเขา อยู่เบื้องหลังการสังหารครั้งนี้

นายมาเนต อธิบายว่า ภายหลังการลอบสังหาร นักวิจารณ์ในต่างประเทศต่างด่วนสรุป ว่าอดีตนายหรัฐมนตรีฮุนเซน เป็นผู้สั่งการสังหาร ซึ่งเขาได้อธิบายว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงและไม่ยุติธรรม เขายืนยันว่ารัฐบาลประณามการโจมตีครั้งนี้และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต

เขากล่าวว่า การสอบสวนของทางการไทยดูเหมือนจะสรุปได้ว่าการลอบสังหารดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความบาดหมางส่วนตัวและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เขามองว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านและนักวิเคราะห์เป็นความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า

ทั้งนี้ นายลิม กิมยา วัย 74 ปี อดีตสมาชิกรัฐสภาพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือซีเอ็นอาร์พี ซึ่งปัจจุบันยุบไปแล้ว ถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยนายเอกลักษณ์ แพน้อย ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไปยังกัมพูชา แต่ถูกเจ้าหน้าที่จากจังหวัดพระตะบองจับกุมและส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย.

จีนทำถึง ทำสถิติกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด เชิดมังกรเรืองแสงยาวที่สุดในโลก

จีนทำถึง ทำสถิติกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด เชิดมังกรเรืองแสงยาวที่สุดในโลก

21 ม.ค. 2568 12:23 น.

จีนทำถึง ทำสถิติกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด เชิดมังกรเรืองแสงยาวที่สุดในโลก

ชาวบ้านในเมืองจินเจียง มณฑลฝูเจี้ยนของจีน ร่วมแรงร่วมใจ ทำมังกรสะท้อนแสงยาวเกือบ 3 ร้อยเมตรก่อนร่วมกันเชิดมังกร เพื่อร่วมกันสร้างสถิติกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด เชิดมังกรเรืองแสงยาวที่สุดในโลก

ใกล้เทศกาลตรุษจีนเข้ามา ชาวจีนต่างจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ล่าสุดชาวบ้านนับพันคนได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงการเชิดมังกรเรืองแสงอันน่าตื่นตาในเมืองจินเจียง มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะเป็นการทำตามประเพณีของชาวจีนแล้ว ยังเป็นการสร้างสถิติโลก การเชิดมังกรเรืองแสงที่ยาวที่สุดในโลกของกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดอีกด้วย

โดยมังกรเรืองแสงนี้มีความยาว 297.88 เมตร และจะถูกนำมาโชว์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้

ทั้งนี้ มังกรตัวนี้สร้างขึ้นโดยทีมเชิดมังกรในเมืองจินเจียง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแม่น้ำสายแม่ของจินเจียง คือ “ลำธารเก้าสิบเก้า” ดังนั้นมังกรจึงมีลำตัวที่ประกอบด้วย 99 ส่วน ซึ่งทำจากวัสดุเรซินที่เป็นเอกลักษณ์ และมีการผสมผสานองค์ประกอบที่เรืองแสงเข้าไปทำให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประกอบกับความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านนับพันคนที่มาร่วมเชิดมังกร ทำให้เกิดภาพความพลิ้วไหวสวยงามเป็นอย่างยิ่ง.

ที่มา : CNS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตรุษจีน