ทรัมป์ทำอะไรบ้างในวันแรกที่เข้าทำงานในทำเนียบขาว

ทรัมป์ทำอะไรบ้างในวันแรกที่เข้าทำงานในทำเนียบขาว

21 ม.ค. 2568 12:08 น.

ทรัมป์ทำอะไรบ้างในวันแรกที่เข้าทำงานในทำเนียบขาว

  • โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ ในวันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้มีการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนคำสั่ง 100 คำสั่ง ของเขา ซึ่งเขาเปิดเผยต่อสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 มกราคม
  • คำสั่งฝ่ายบริหารครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น ความมั่นคงชายแดน การย้ายถิ่นฐาน การผลิตพลังงานภายในประเทศ และการอภัยโทษของประธานาธิบดี ขณะที่ทรัมป์ ได้ให้คำมั่นว่าจะเป็นผู้นำเผด็จการ แต่เพียงแค่ใน วันแรก ของการดำรงตำแหน่งเท่านั้น

ระหว่างแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของทรัมป์ คำสัญญาของเขาสำหรับสิ่งที่จะต้องทำในวันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยครอบคลุมคำถามเรื่องการย้ายถิ่นฐานไปจนถึงการออกแบบรัฐบาลกลางใหม่

ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากก้าวเท้ากลับเข้าสู่ห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว พร้อมเอกสารคำมั่นสัญญาสิ่งที่จะทำในวันแรกเกือบ 60 ฉบับและคำสั่งฝ่ายบริหารอีกมากถึง 100 ฉบับ ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับในช่วงเช้าของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งนับเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของฝ่ายบริหารชุดใหม่ที่ต้องการสร้างผลงานอย่างเร่งด่วน แม้ว่าคำสั่งเหล่านั้นอาจจะถูกปัดตกในสภา หรือทางกฎหมายก็ตาม

จอห์น บาร์ราสโซ วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันกล่าวว่า เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีคำสั่งฝ่ายบริหารจำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อการสร้างความตกตะลึงและหวาดกลัวและหายอย่างคาดว่าจะมีผลกระทบตามมา 

นโยบายผลักดันผู้อพยพ

วาระการประชุมวันแรกของทรัมป์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาการผลักดันผู้อพยพข้ามแดน ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญต่อนโยบายทางการเมืองของเขามานาน ทรัมป์ประกาศว่าเขาจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่ชายแดนทางใต้ โดยลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ห้องทำงานรูปไข่ ส่ผลให้กระทรวงกลาโหมต้องใช้ทรัพยากรและบุคลากรจำนวนมากในการส่งไปสร้างกำแพงชายแดน

ทรัมป์สั่งยุติการใช้แอพลิเคชั่น ที่ให้ผู้อพยพสามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ ว่าพวกเขาตั้งใจที่จะเข้าสู่สหรัฐฯ และช่วยให้พวกเขาสามารถนัดหมายเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยกับเจ้าหน้าที่ชายแดนได้ โดยทรัมป์ประมาณการว่ามีผู้อพยพไร้เอกสารเกือบ 11 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศ แม้ว่าทรัมป์จะกล่าวว่าเขาจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติและจะใช้ทรัพยากรทางทหารแล้วก็ตาม

ทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งที่มุ่งเน้นการกำหนดนิยามความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นกระบวนการที่ทุกคนที่เกิดในดินแดนสหรัฐฯจะได้รับสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งคำสั่งของทรัมป์ห้ได้ามหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ออกเอกสารบางประเภทที่โดยปกติแล้วจะมอบให้กับพลเมืองสหรัฐฯ 

คำสั่งนี้มีผลกับเด็กที่เกิดหลังจาก 30 วันหลังมาตรการถูกบังคับใช้ สำหรับพ่อแม่อยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย และในแม่อยู่ในสหรัฐฯ ชั่วคราว ด้วยวีซ่า และพ่อเป็นผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้อาจเผชิญกับการท้าทายทางกฎหมายและการฟ้องร้องตามมา

นำพาสงครามรัสเซีย-ยูเครนสู่จุดจบ

ที่ผ่านมา ทรัมป์ยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสงครามการสู้รบในยูเครนและกาซาจะไม่เกิดขึ้นหากเขาเข้ามาเป็นผู้นำสหรัฐฯ แม้ข้อตกลงหยุดยิงเพื่อหยุดยั้งการสู้รบของอิสราเอลในฉนวนกาซาจะบรรลุได้เพียงไม่กี่วันก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปในยูเครน ซึ่งรัสเซียได้เปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบในปี 2565

ระหว่างการหาเสียงทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะยุติความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนโดยเร็วในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง พร้อมย้ำว่า สงครามจะจบลงอย่างแน่นอน ภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่ง และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมาเขาประกาศว่าเขาจะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย อย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ารับตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ทีมงานของทรัมป์ระบุว่าจะกดดันประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนให้บรรลุข้อตกลง 

เพิ่มแรงกดดันด้านภาษีศุลกากร


ส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ของทรัมป์ในช่วงวันแรกๆ ของการดำรงตำแหน่งคือการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับรัฐบาลกลาง โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม ทรัมป์ประกาศว่าในวันพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เขาจะสร้าง “หน่วยงานด้านสร้างรายได้ภายนอกที่จะทำหน้าที่เก็บภาษีศุลกากร อากร และรายได้ทั้งหมดที่ได้มาจากแหล่งต่างประเทศ

ทรัมป์เรียกร้องให้มีโครงการเพิ่มภาษีศุลกากร ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าจากจีนสูงถึงร้อยละ 60 เพื่อกระตุ้นการผลิตในประเทศ และยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสูงถึง 25% จากเม็กซิโก และแคนาดาหากพวกเขาไม่ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการข้ามพรมแดนและการลักลอบขนยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์แสดงความกังขาต่อแนวทางouh โดยกล่าวว่าภาษีศุลกากรที่หนักหน่วงเช่นนี้อาจนำไปสู่สงครามการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯในอนาคต

อภัยโทษจำเลยเหตุจลาจลรัฐสภา 6 มกราคม


ทรัมป์กล่าวว่า ผู้ที่ถูกจับกุมตัวจากการบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ว่าเป็น นักโทษการเมือง และ ตัวประกัน ไม่ใช่ผู้ก่อจลาจล พร้อมสัญญาว่าจะเริ่มออกการอภัยโทษภายในไม่กี่นาทีแรกของการดำรงตำแหน่ง

โดยทรัมป์ ได้ลงนามอภัยโทษผู้ก่อจลาจลที่อาคารรัฐสภา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกล่าวว่าการอภัยโทษจะครอบคลุมผู้คนมากกว่า 1,500 คน ซึ่งดูเหมือนว่าจะครอบคลุมเกือบทุกคนที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาตั้งแต่การโจมตีเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 นอกจากนี้เขายังลดโทษให้กับกลุ่ม Oath Keepers และ Proud Boys ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสมคบคิดก่อกบฏ

ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีวันที่ 6 มกราคม กล่าวว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังแต่ไม่แปลกใจ และ ท้อแท้แต่ไม่ท้อถอย กับการอภัยโทษหมู่ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มอบให้แก่ผู้คนเกือบ 1,600 คนที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่ามีความผิดในเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐ แต่พวกเขาเชื่อว่าการอภัยโทษของทรัมป์สำหรับผู้กระทำความผิดรุนแรงฐานสมคบคิดก่อกบฏ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ตราบใดที่ผู้สมัครของคุณได้รับชัยชนะ การใช้ความรุนแรงระหว่างพรรคการเมืองกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบรรลุจุดหมายทางการเมืองได้

หยุดยั้ง “ความบ้าคลั่งของกลุ่มคนข้ามเพศ”

อีกหนึ่งคำมั่นสัญญาของทรัมป์ที่บอกว่าจะทำตั้งแต่วันแรกนั้นรวมถึงประเด็นเรื่อง สงครามวัฒนธรรม หลายประเด็นซึ่งเป็นแรงผลักดันฐานเสียงของเขามาอย่างยาวนาน ซึ่งรวมถึงการหยุดยั้งความบ้าคลั่งของคนข้ามเพศ ตามที่ทรัมป์เคยพูดหาเสียงเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว

ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะห้ามไม่ให้ผู้หญิงข้ามเพศเล่นกีฬาสำหรับผู้หญิง นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่า เขาจะเคลื่อนไหวเพื่อห้ามการดูแลเด็กโดยคำนึงถึงเพศ อย่างการขลิบอวัยวะเพศเด็ก และเขาจะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่เพื่อสั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทุกแห่ง ยุติโครงการทั้งหมดที่ส่งเสริมแนวคิดเรื่องเพศและการเปลี่ยนแปลงทางเพศในทุกช่วงวัย 

ทรัมป์ยังขู่ด้วยว่าจะตัดเงินทุนรัฐบาลกลางสำหรับโรงเรียนและวิทยาลัยที่ส่งเสริมทฤษฎีวิพากษ์วิจารณ์เชื้อชาติ ความวิกลจริตของคนข้ามเพศ และเนื้อหาเกี่ยวกับเชื้อชาติ เพศ หรือการเมืองที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ทันที.

ทรัมป์ลงนามแล้ว เลื่อนแบน TikTok ไปอีก 75 วัน

 ทรัมป์ลงนามแล้ว เลื่อนแบน TikTok ไปอีก 75 วัน

21 ม.ค. 2568 09:34 น.

ทรัมป์ลงนามแล้ว เลื่อนแบน TikTok ไปอีก 75 วัน

โดนัลด์ ทรัมป์ลงนามคำสั่งเกี่ยวกับ TikTok ทันทีที่ขึ้นรับตำแหน่ง โดยเลื่อนการแบนแอปพลิเคชั่น TikTok ออกไป 75 วัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเลื่อนการบังคับใช้การแบนแอปพลิเคชั่นวิดีโอสั้นยอดนิยม TikTok ออกไปอีก 75 วัน ซึ่งเดิมทีแอปนี้มีกำหนดจะถูกปิดในวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยคำสั่งดังกล่าวระบุให้อัยการสูงสุด ระงับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีโอกาสพิจารณาดำเนินการที่เหมาะสมเกี่ยวกับ TikTok ต่อไป

นอกจากนี้ ยังสั่งให้กระทรวงยุติธรรมออกจดหมายถึงบริษัทต่างๆ เช่น Apple, Google ของ Alphabet และ Oracle ซึ่งทำงานร่วมกับ TikTok โดยระบุว่า จะไม่มีการละเมิดกฎหมาย และไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้น ก่อนที่รัฐบาลจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ TikTok

ปูตินแสดงความยินดี “โดนัลด์ ทรัมป์” รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

ปูตินแสดงความยินดี "โดนัลด์ ทรัมป์" รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

21 ม.ค. 2568 09:33 น.

ปูตินแสดงความยินดี “โดนัลด์ ทรัมป์” รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวแสดงความยินดีกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าจะเปิดใจให้มีการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน

วันที่ 20 มกราคม 2568 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวแสดงความยินดีกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวว่า เขายินดีกับความตั้งใจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯที่จะเปิดการเจรจากับรัสเซีย โดยรัสเซียพร้อมเปิดใจให้มีการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน

โดยผู้นำรัสเซียกล่าวยินดีกับทรัมป์ ในระหว่างการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอลกับสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่ง โดยปูตินกล่าวว่า เขาได้ยินถ้อยแถลงจากทรัมป์และสมาชิกในทีมเกี่ยวกับความปรารถนาที่จะฟื้นฟูการติดต่อสื่สารทางตรงกับรัสเซีย ซึ่งถูกระงับโดยรัฐบาลนายโจ ไบเดน และความจำเป็นในการทำทุกอย่างเพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งที่ 3

นายปูตินกล่าวว่า การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ควรจะยึดหลัก ความเท่าเทียมกันและการเคารพซึ่งกันและกัน โดยคำนึงถึงบทบาทสำคัญที่ประเทศของเรามีต่อประเด็นสำคัญบางประเด็นในวาระการประชุมระดับโลก รวมถึงการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงระดับโลก

นอกจากจากนี้ปูตินกล่าวว่า การยุติสถานการณ์ขัดแย้งกับยูเครน เป้าหมายไม่ควรเป็นการสงบศึกชั่วคราว ไม่ใช่การพักกำลังเพื่อรวบรวมกำลังและเสริมกำลังอาวุธเพื่อดำเนินความขัดแย้งต่อไปในเวลาต่อมา แต่ควรเป็นสันติภาพระยะยาว บนพื้นฐานของการเคารพต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของประชาชนทุกคน ทุกชาติที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ .

ระทึก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าไต้หวัน บ้านเรือนพังบาดเจ็บ 15 ราย

ระทึก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าไต้หวัน บ้านเรือนพังบาดเจ็บ 15 ราย

21 ม.ค. 2568 09:14 น.

ระทึก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าไต้หวัน บ้านเรือนพังบาดเจ็บ 15 ราย

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ทางตอนใต้ของไต้หวันเมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 15 ราย

วันที่ 21 มกราคม 2568 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ทางตอนใต้ของไต้หวันในช่วงเช้าตรู่ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 15 ราย โดยศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนอยู่ห่างจากเมืองหยูจิง ไปทางเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร ที่ความลึก 10 กิโลเมตร ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางของไต้หวัน บันทึกขนาดแผ่นดินไหวได้ 6.4

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหว โดยมีรายงานว่าบ้านเรือนของประชาชนพังถล่ม นอกจากนี้มีสะพานถล่ม และเสาไฟล้มหักโค่น แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ในจำนวนนี้ มีคน 6 คน รวมทั้งเด็ก 1 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากบ้านที่พังถล่มในเขตหนานซี เมืองไถหนาน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 บริเวณชายฝั่งตะวันออกของเกาะฮวาเหลียน ซึ่งเป็นภูเขา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 1,000 ราย ซึ่งนับเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกอีกหลายร้อยครั้ง ขณะที่ไต้หวันตั้งอยู่ตามแนววงแหวนไฟ ของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวที่ล้อมรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นจุดที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดทั่วโลก

ทรัมป์จ่อลงนามคำสั่ง พาสหรัฐฯ ถอนตัวความตกลงปารีส หนุนขุดน้ำมัน

ทรัมป์จ่อลงนามคำสั่ง พาสหรัฐฯ ถอนตัวความตกลงปารีส หนุนขุดน้ำมัน

21 ม.ค. 2568 05:59 น.

ทรัมป์จ่อลงนามคำสั่ง พาสหรัฐฯ ถอนตัวความตกลงปารีส หนุนขุดน้ำมัน

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ยืนยันจะพาสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีส และสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันเพิ่ม เพื่อแก้วิกฤติเงินเฟ้อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารในวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 เพื่อยืนยันความตั้งใจของเขาที่จะสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และย้อนคืนความคืบหน้าของสหรัฐฯ ในการรับมือภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการใช้พลังงานสะอาด รวมถึง ให้คำมั่นว่าจะพาสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านสภาพอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ในการปราศรัยเปิดงานหลังกล่าวสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขาจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ โดยจะปรับปรุงการอนุญาตและทบทวนข้อกำหนดต่างๆ ที่สร้างภาระให้แก่การผลิตและใช้พลังงาน รวมถึงการขุดเหมือง และการแปรรูปแร่ธาตุที่ไม่ใช่เชื้อเพลิง

นายทรัมป์ยังตั้งใจที่จะมีมาตรการเพื่อยุติการให้เช่าที่ดินและน่านน้ำ เพื่อผลิตพลังงานลม และยกเลิกมาตรการเพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไบเดน

“ด้วยการกระทำของผมในวันนี้ เราจะยุติมาตรการ กรีน นิว ดีล (Green New Deal) และเราจะเพิกถอนข้อบังคับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ของเรา และรักษาคำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผมให้ไว้กับเหล่าผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ พูดอีกอย่างคือ คุณจะสามารถซื้อรถยนต์ที่คนต้องการได้แล้ว”

ทั้งนี้ ทรัมป์ตั้งเรื่องการควบคุมราคาพลังงานเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของเขา เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพในสหรัฐฯ โดยเขายืนยันว่า การลดข้อจำกัดจะสามารถทำให้ราคาพลังงานลดลง และต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อโดยรวมได้

“วิกฤติอัตราเงินเฟ้อมีสาเหตุจากการใช้จ่ายที่มากเกินไปมาก และราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น” นายทรัมป์กล่าวระหว่างการปราศรัยครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 “ด้วยเหตุนั้น ในวันนี้ ผมจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติด้วย เราจะ ‘ขุดเลยที่รัก ขุดเลย’ (drill, baby, drill)”

“เราจะกลับมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยอีกครั้ง และเป็นทองคำเหลวใต้เท้าเราที่จะช่วยให้บรรลุสิ่งนั้น” นายทรัมป์กล่าวในวันจันทร์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศจะยกเลิกคำสั่งห้ามขุดเจาะน้ำมันบ่อใหม่ นอกชายฝั่งสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด ที่ไบเดนประกาศไว้ก่อนหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่การทำงานนั้นต้องอาศัยการโหวตในสภาคองเกรส ใช้คำสั่งพิเศษไม่ได้

นักวิเคราะห์ยังแสดงความกังขาว่า มาตรการต่างๆ ของนายทรัมป์ จะเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ที่สูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว หรือดันราคาน้ำมันเบนซินให้ต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนได้ตามที่เขาสัญญาหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทำเนียบขาวสามารถใช้อำนาจสั่งการโดยตรงได้อย่างจำกัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จะเหลืออะไรไว้ต่อรอง?

จะเหลืออะไรไว้ต่อรอง?

21 ม.ค. 2568 05:04 น.

จะเหลืออะไรไว้ต่อรอง?

ทิศทางศึกยูเครนยังคงมุ่งไปสู่โต๊ะเจรจา หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำหลายต่อหลายครั้งว่าจะหารือกับผู้นำรัสเซียให้เร็วที่สุด

จึงไม่แปลกที่ทุกฝ่ายจะพยายามเร่ง “สะสมแต้ม” ในสนามรบเพื่อสร้างความได้เปรียบ กระนั้นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับฝ่ายยูเครนคือ ความพยายามที่จะใช้จังหวัด “คูร์สก์” ของรัสเซีย เป็นข้อแลกเปลี่ยน

ในช่วงต้นเดือน ส.ค.2567 กองทัพยูเครนได้ส่งหน่วยรบหัวกะทิบุกเข้าไปในจังหวัดของรัสเซีย โดยมีเป้าประสงค์ในทีแรกว่า ต้องการบีบให้กองทัพรัสเซียโยกกำลังบางส่วนออกจากภูมิภาคดอนบาส (เหมือนในปฏิบัติการตีโต้ฤดูร้อนครั้งแรกของยูเครนปี 2565) เพื่อกลับไปป้องกันบ้าน แต่ในเมื่อไม่ได้ผลจึงมีการออกไอเดียว่า งั้นยึดคูร์สก์เอาดีกว่า เผื่ออนาคตจะได้เอาไปยื่นหมูยื่นแมว แลกกับดินแดนที่เสียไป

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำหรับยูเครนคือ ความไม่รีบไม่ร้อนของฝ่ายรัสเซียที่จะโหมกำลังทวงคืนแผ่นดินดั้งเดิมกลับคืน (ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียหน่วยรบโดยใช่เหตุ) และอยู่ระหว่างการใช้วิธีสู้เกมยาว ปฏิบัติการ “ล้อมยิง” ลดกำลังพลยูเครนในจังหวัดคูร์สก์ไปเรื่อยๆ เล่นจุดอ่อนของกองทัพยูเครนที่กำลังประสบปัญหากำลังพลขาดแคลน และกำลังถูกชาติตะวันตกกดดันให้เอาวัยรุ่นอายุ 18-24 ปีมาออกรบ

ข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า นับตั้งแต่ ส.ค.2567 กองทัพยูเครนได้เสียทหารในคูร์สก์ไปแล้ว 52,450 นาย รถถัง 304 คัน ยานเกราะและยานยนต์กว่า 1,900 คัน ปืนใหญ่ 371 กระบอก รถยิงจรวด 44 คัน รวมถึงรถยิงจรวดไฮมาร์สจากอเมริกัน 13 คัน และตอนนี้ดินแดนที่รัสเซียเสียไป 1,268 ตารางกิโลเมตร ก็ทวงคืนกลับมาได้แล้วกว่า 60% หากเป็นไปตามที่รัสเซียกล่าวทั้งหมด แล้วอย่างงี้ยูเครนจะ เหลืออะไรไว้ให้ต่อรองเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ นี่คือคำถามที่น่าสนใจ.

ตุ๊ ปากเกร็ด

คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม

ทรัมป์เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

ทรัมป์เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

21 ม.ค. 2568 03:00 น.

ทรัมป์เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะลงนามคำสั่งพิเศษหลายฉบับ รวมถึงประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อรับมือผู้อพยพผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ แล้ว ในวันที่ 20 ม.ค. 2568 โดยในการกล่าวปราศรัยครั้งแรก นายทรัมป์ระบุว่าจะลงนามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารหลายฉบับทันที รวมถึงคำสั่งประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

นายทรัมป์ระบุว่า ประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าว จะทำให้การเข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมดจะถูกหยุดทันที และรัฐบาลจะเริ่มกระบวนการเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายนับล้านคน ไปสู่ที่ที่พวกเขาจากมา

นายทรัมป์ยังมีแผนกลับไปบังคับใช้นโยบายที่เรียกว่า “Remain in Mexico” ซึ่งกำหนดให้ผู้อพยพที่ขอลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ จากชายแดนเม็กซิโก ต้องอยู่ในเม็กซิโกต่อไป จนกว่าศาลผู้อพยพจะมีคำวินิจฉัย นอกจากนั้นเขาจะส่งทหารและบุคลากรไปยังชายแดนเพิ่มเติมด้วย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้เขาจะลงนามคำสั่งที่จะกำหนดให้แก๊งค้ายาเสพติดต่างๆ ในเม็กซิโก จะถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย และบังคับใช้กฎหมายศัตรูต่างชาติปี ค.ศ. 1798 เพื่อใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทั้งระดับรัฐและส่วนกลาง จัดการกับแก๊งต่างชาติบนแผ่นดินสหรัฐฯ

นายทรัมป์ยังให้คำมั่นว่า จะยกเครื่องระบบการค้าของสหรัฐฯ ใหม่ และประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ เพื่อแก่ปัญหาราคาพลังงานสูงให้แก่ผู้บริโภค

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์ขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างชาติ รวมถึง แคนาดา, เม็กซิโก และจีน ในวันแรกที่เขารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า จะไม่มีการประกาศตั้งกำแพงภาษีใหม่ในวันสาบานตน

ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำคำมั่นสัญญาที่ว่า จะยึดการควบคุมคลองปานามากลับคืนมา โดยนายทรัมป์อ้างว่า คลองแห่งนี้ถูกควบคุมโดยจีน และปฏิบัติต่อเรื่องของสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม “เราไม่ได้มอบมันให้จีน เรามอบให้ปานามา และเรากำลังจะนำมันกลับคืนมา”

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของนายทรัมป์บอกด้วยว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีแผนจะยุตินโยบาย “DEI” ซึ่งย่อมาจาก “ความหลากหลาย, ความเท่าเทียม และการเปิดรับ” ภายในรัฐบาล และจะมีนโยบายอย่างเป็นทางการกำหนดให้สหรัฐฯ ยอมรับเพียง 2 เพศคือ ชายกับหญิง เท่านั้น

ที่มา : bbc

โดนัลด์ ทรัมป์ ปราศรัยหลังสาบานตน ลั่นยุคทองของอเมริกาเริ่มขึ้นแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ปราศรัยหลังสาบานตน ลั่นยุคทองของอเมริกาเริ่มขึ้นแล้ว

21 ม.ค. 2568 01:08 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ปราศรัยหลังสาบานตน ลั่นยุคทองของอเมริกาเริ่มขึ้นแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนจะกล่าวปราศรัยประกาศว่า ยุคทองของอเมริกาเริ่มขึ้นแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ในวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 นับเป็นการคัมแบ็กทางการเมืองครั้งใหญ่หลังเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 และถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมากมาย ถึงขั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาชญากรรม

พิธีสาบานตนในครั้งนี้จัดขึ้นภายในห้องโถงกลมของอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ต่างจากปกติที่จะจัดกลางแจ้ง เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นจนอาจเป็นอันตราย โดยนอกจากนายทรัมป์แล้ว นาย เจ.ดี. แวนซ์ ก็สาบานตนรับตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย

หลังจากนั้น นายทรัมป์ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัย โดยระบุว่า “ยุคทองของอเมริกาเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้แล้ว” “จากวันนี้เป็นต้นไป ประเทศของเราจะเจริญรุ่งเรืองและได้รับความเคารพ”

“อธิปไตยของเราจะกลับคืนมา ความปลอดภัยของเราจะฟื้นคืน ตราชั่งของความยุติธรรมจะถูกปรับสมดุลใหม่” นายทรัมป์กล่าวต่อ และเสริมว่า ความรุนแรงอันชั่วร้าย และการใช้กฎหมายเป็นอาวุธอย่างไม่เป็นธรรมของกระทรวงยุติธรรมจะจบลง “สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือ การสร้างประเทศที่ภาคภูมิ, รุ่งเรือง และเสรี”

“อีกไม่นานอเมริกาจะยิ่งใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และเยี่ยมยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา” นายทรัมป์กล่าวและว่า เขากลับมาเป็นประธานาธิบดีด้วยความมั่นใจและมองโลกในแง่ดี และนี่คือการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่อันน่าตื่นเต้นของความสำเร็จแห่งชาติ “แสงอาทิตย์จะสาดส่องไปทั่วโลก และอเมริกามีโอกาสที่จะคว้าโอกาสนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

นายทรัมป์ยังกล่าวโจมตีนโยบายและการรับมือวิกฤติผู้อพยพเข้าเมืองของรัฐบาลไบเดนด้วย โดยระบุว่า ความท้าทายของประเทศจะถูกกำจัด สหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤติความเชื่อมั่น เรื่องการคอร์รัปชันและความสุดโต่งในองค์กร รัฐบาลชุดก่อนมอบที่หลบภัยและการคุ้มครองแก่อาชญากรอันตราย ที่เข้าประเทศของเราอย่างผิดกฎหมาย

รัฐบาลชุดนั้นมอบงบประมาณไร้ขีดจำกัดให้กับการป้องกันชายแดนของประเทศอื่น แต่กลับไม่ปกป้องชายแดนของอเมริกา “เรามีรัฐบาลที่จัดการวิกฤติง่ายๆ ในประเทศของตัวเองยังไม่ได้เลย”

จากนั้น นายทรัมป์หันไปพูดเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติที่สหรัฐฯ เผชิญ ทั้งเฮอริเคนในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และไฟป่าใหญ่ที่ลอสแอนเจลิส โดยระบุว่า ไฟป่าส่งผลกระทบกลุ่มผู้ที่ร่ำรวยที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดจำนวนหนึ่ง และบางคนนั่งอยู่ที่นี่ ณ ตอนนี้ด้วย “พวกเขาไม่มีบ้านแล้ว นั่นมันน่าสนใจจริงๆ”

ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า สหรัฐฯ มีระบบสาธารณสุขที่ไม่ทำงานในตอนเกิดภัยพิบัติ แต่มีการใช้จ่ายเงินให้แก่ระบบสาธารณสุขมากกว่าที่ใดในโลก สหรัฐฯ ยังมีระบบการศึกษาที่สอนให้ลูกหลานของเราอับอายในตัวเอง “ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่วันนี้ และมันจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว”

นายทรัมป์กล่าวต่อว่า เขาได้รับมอบอำนาจที่จะย้อนคืนการทรยศอันโหดร้าย ที่ผู้มีอำนาจกระทำต่อชาวอเมริกัน และว่าเขาจะคืนความศรัทธา, ความมั่งคั่ง, ประชาธิปไตย และเสรีภาพ ให้แก่ชาวอเมริกัน “จากวินาทีนี้เป็นต้นไป การถดถอยของอเมริกาได้จบลงแล้ว”

เมื่อพูดถึงเรื่องความพยายามลอบสังหารตัวเขาเมื่อปีก่อน นายทรัมป์ระบุว่า เขาคือประธานาธิบดีที่ถูกทดสอบมากกว่าประธานาธิบดีคนใด บางคนพยายามจะหยุดยั้งความเคลื่อนไหวของเรา พยายามพรากเสรีภาพ และชีวิตของเขา แต่ชีวิตของเขาถูกช่วยไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง นั่นคือการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

นายทรัมป์ยืนยันว่า รัฐบาลของเขาจะทำงานเพื่อแก้ไขทุกวิกฤติด้วยเกียรติ, อำนาจ และความเข้มแข็ง และจะนำความรุ่งโรจน์กลับคืนสู่ประชาชนทุกเชื้อชาติและศาสนา “20 มกราคม 2568 คือวันแห่งการปลดปล่อย” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกับเสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วห้องโถงของอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ

ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ยังกล่าวขอบคุณชุมชนชาวอิสแปนิกและคนผิวดำที่มอบความรักและความเชื่อใจให้แก่เขา และว่า “ผมได้ยินเสียงของพวกคุณในการหาเสียง และผมตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับพวกคุณ”

ทรัมป์บอกด้วยว่า วันที่ 20 ม.ค.คือวัน มาร์ติน ลูเธอร์ คิง นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง และ “เราจะบากบั่นเพื่อทำให้ความฝันของเขาเป็นความจริง” ขณะที่เหล่าผู้มาร่วมงานต่างยืนขึ้นปรบมือดังกึกก้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โบเดนหัวใส ชิงอภัยโทษคู่อริของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนเริ่มพิธีสาบานตน

โบเดนหัวใส ชิงอภัยโทษคู่อริของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนเริ่มพิธีสาบานตน

20 ม.ค. 2568 23:10 น.

โบเดนหัวใส ชิงอภัยโทษคู่อริของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนเริ่มพิธีสาบานตน

โจ ไบเดน ชิงอภัยโทษให้แก่คู่อริของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พิธีสาบานตนรับตำแหน่งจะเริ่มขึ้น อ้างเพื่อป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีด้วยเหตุผลทางการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งอภัยโทษล่วงหน้าให้แก่ ดร.แอนโทนี เฟาชี อดีตที่ปรึกษาด้านการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 และพลเอก มาร์ก มิลลีย์ นายพลเกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันพวกเขาจากการถูกดำเนินคดีโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง

ดร.เฟาชีกลายเป็นหน้าตาของสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 ในยุคการปกครองของรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก แต่การพูดตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการรับมือโรคของเขานั้น ทำให้เขาขัดแย้งกับพรรครีพับลิกัน และตกเป็นเป้าความเกลียดชังจากกลุ่มฝ่ายขวา โดนเฉพาะ อีลอน มัสก์ ผู้เรียกร้องให้ดำเนินคดีนายเฟาชี

ส่วนนายพลมิลลีย์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของกองทัพสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจให้นายทรัมป์ หลังเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า นายทรัมป์เป็นพวก “ฟาสซิสต์ถึงแก่น” และเป็นบุคคลอันตรายที่สุดในประเทศนี้ ทำให้นายทรัมป์โพสต์ข้อความขู่จะลงโทษนายมิลลีย์

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวของ โจ ไบเดน เกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และส่งมอบหน้าที่ต่อให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำคนต่อไปของประในเวลา 12.00 น. วันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 นี้

นอกจาก ดร.เฟาชี กับนายพลมิลลีย์แล้ว ไบเดนยังอภัยโทษล่วงหน้าให้แก่สมาชิกคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎร ผู้สืบสวนคดีการก่อจลาจลที่อาคารัฐสภา เมื่อ 6 ม.ค. 2564 รวมถึงเจ้าหน้าที่และพยานที่ขึ้นให้การด้วย

นายไบเดนย้ำด้วยว่า การอภัยโทษดังกล่าวไม่ใช่การยอมรับว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หรือตีความผิดว่าเป็นการยอมรับความผิดใดของข้อหาใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนประหารชีวิต 2 คนร้ายคดีขับรถชนคน-แทงคนหน้าวิทยาลัย ตายเจ็บอื้อ

จีนประหารชีวิต 2 คนร้ายคดีขับรถชนคน-แทงคนหน้าวิทยาลัย ตายเจ็บอื้อ

20 ม.ค. 2568 22:36 น.

จีนประหารชีวิต 2 คนร้ายคดีขับรถชนคน-แทงคนหน้าวิทยาลัย ตายเจ็บอื้อ

ทางการจีนดำเนินการประหารชีวิต 2 คนร้ายผู้ก่อเหตุโจมตี 2 เหตุการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. 2568 ทางการจีนดำเนินการประหารชีวิตนาย ฟาน เว่ยฉิว วัย 62 ปี ผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่มาร่วมตัวกันหน้าสนามกีฬาในเมืองจูไห่ ทางตอนใต้ของประเทศ ในวันที่ 11 พ.ย. 2567 ก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 35 ศพ และบาดเจ็บอีก 43 รายแล้ว

วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังประหารชีวิตนาย ซู่ เจี๋ยจิน วัย 21 ปี ผู้ก่อเหตุใช้ของมีคมไล่แทงผู้คนที่หน้าสถาบันอาชีวศิลป์และเทคโนโลยี “อู๋ซี” ในเขตอี้ซิง เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู เมื่อ 16 พ.ย. 2567 จนมีผู้เสียชีวิต 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 17 รายด้วย

ตำรวจในประเทศจีนระบุว่า การโจมตีทั้ง 2 เหตุการณ์มีแรงจูงใจมาจากความต้องการล้างแค้นสังคม โดยนายฟานก่อเหตุเพราะไม่พอใจที่ต้องแบ่งทรัพย์สินในข้อตกลงหย่าร้าง

นายฟานถูกพบว่ามีความผิดจริงในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนธันวาคม 2567 และถูกศาลประชาชนกลางเมืองจูไห่พิพากษาให้รับโทษประหารชีวิตเมื่อ 11 ธ.ค. ในข้อหาเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยศาลระบุว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุของเขานั้น ชั่วร้ายอย่างยิ่ง และวิธีการก็โหดร้ายเป็นพิเศษ

ส่วนนายซู่ ผู้จบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ในปี 2567 สารภาพกับเจ้าหน้าที่โดยไม่ลังเลว่า เขาก่อเหตุเพราะโกรธแค้นที่วิทยาลัยไม่ยอมออกประกาศนียบัตรจบการศึกษาให้, ผลการสอบไม่ดี และไม่พอใจปริมาณรายได้ที่เขาได้รับจากการฝึกงาน โดยเขาถูกศาลประชาชนกลางเมืองอู๋ซี พิพากษาประหารชีวิต เมื่อ 17 ธ.ค. 2567

ทั้งนี้ อาชญากรรมความรุนแรงในประเทศจีน ซึ่งเดิมที่แทบไม่เกิดขึ้น กลับพบเห็นบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการขับรถชนผู้คนและใช้อาวุธมีดไล่ทำร้าย และหลายคดีมีมูลเหตุจูงใจมาจากความไม่พอใจในสภาพเศรษฐกิจ, อัตราว่างงาน และการขยับสถานะทางสังคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera