‘มดดำ’เผยดาราสาวยืมของ 62 ล้านยังอยู่ไทย ตอนนี้เครียดมาก

'มดดำ'เผยดาราสาวยืมของ 62 ล้านยังอยู่ไทย ตอนนี้เครียดมาก

‘มดดำ’เผยดาราสาวยืมของ 62 ล้านยังอยู่ไทย ตอนนี้เครียดมาก

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.53 น.

ทำเอาขาเผือกหูผึ่งอีกครั้ง หลังจากพิธีกรฝีปากกล้า “มดดำ คชาภา” เปิดประเด็นกลางรายการว่าด้วยเรื่องของดาราสาวยืมของ 62 ล้านบาท แต่ไม่คืน โดยเป็นสิ่งของประเภทเครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งคนที่ให้ยืมเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่สนิทกับมดดำ และนักธุรกิจคนดังกล่าวได้บอกกับมดดำว่าถ้าดาราสาวไม่คืนภายใน 1 เดือน จะไปเอาเรื่องที่กองปราบ แถมมีหลุดบอกใบ้นักธุรกิจ ซึ่งชาวเน็ตก็ไปสืบทราบจนรู้ว่าคู่กรณีที่ให้ดาราสาวยืมของคือ เมย์ ดร.วาสนา อินทะแสง ทั้งนี้แต่หลายคนยังสงสัยว่าดาราสาวที่ติดหนี้คือใครกันแน่?

ล่าสุด มดดำ ถูกถามถึงเรื่องนี้อีกครั้งในรายการข่าวใส่ไข่ว่า ดาราสาวยังอยู่ไทยมั้ย? ด้าน มดดำ ยืนยันว่าอยู่ ถามต่อแต่เห็นไปเช็กที่คอนโดก็ไม่อยู่แล้ว? มดดำบอกว่า เขาก็มีบ้านหรือเปล่า เขาให้เวลาเดือนหนึ่ง ตอนแรกเขาจะไปแจ้งความ เลยบอกว่าใจเย็นก่อนมั้ย เพราะเรารู้จักกับทั้งคู่ ก็คุยกันว่าให้เวลาเขาหน่อยว่ากี่เดือน ๆ ซึ่งให้เขาคุยกันเอง

เมื่อถามระหว่างดาราสาวกับเมย์ ใครโทรหามดดำเยอะกว่ากัน? มดดำ บอกว่า ปกติคุยกับเมย์ทุกวันอยู่แล้ว กับดาราสาวก็ไลน์คุยกัน ถามว่าให้คำแนะนำยังไง ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำยังไง ก็บอกว่าเคลียร์กันเอง มันเป็นเรื่องของเขาสองคน

ดาราสาวเครียดมากไหม? มดดำ ตอบว่า เครียดมาก พอถามต่อว่าเครียดเพราะไม่มีของไปคืนหรือยังไง มดดำบอกว่า ก็ไม่รู้ของไปไหน แต่เขาน่าจะเคลียร์ภายใน 1 เดือน สมมุติ 1 เดือนนี้ไม่คืน เขาก็จะไปกองปราบ เพราะเขาก็ต้องการของเขาคืน

ถามว่าไม่คืนเป็นเวลานานเท่าไหร่? มดดำบอกว่า 7 เดือน ก่อนจะบอกว่าที่พูดมาเพราะตอนแรกจะไปแจ้งความ แล้วเราบอกว่าอย่าเพิ่งมั้ย ถ้าทำแบบนี้แกก็ไม่ได้ของ ของก็ไม่ไป เจรจาดีๆ แล้วทำเป็นเดตไลน์มาเลยว่าจะคืนวันไหน คุยเป็นลายลักษณ์อักษรดีกว่า อีกเดือนค่อยว่ากัน ให้โอกาสคนดีกว่า

ชาวCOOLสุดฟิน ชม ชิม อิ่มพุง ใน ‘อำพลฟูดส์ Presents COOL FOOD FAIR : EATERY JOURNEY’

ชาวCOOLสุดฟิน ชม ชิม อิ่มพุง ใน ‘อำพลฟูดส์ Presents COOL FOOD FAIR : EATERY JOURNEY’

ชาวCOOLสุดฟิน ชม ชิม อิ่มพุง ใน ‘อำพลฟูดส์ Presents COOL FOOD FAIR : EATERY JOURNEY’

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.52 น.

เรียกว่าเป็นความรู้สึกเต็มอิ่มเต็มพุง ความสุขพุ่งเกินค่าฝุ่น PM2.5 กันไปเลยทีเดียวสำหรับ ‘อำพลฟูดส์ Presents COOL FOOD FAIR : EATERY JOURNEY’ เทศกาลอาหารรวมจักรวาลความอร่อยสุดฟิน ที่ ‘COOLfahrenheit’ สถานีเพลงเพราะอันดับ 1 ของเมืองไทย ไม่ได้จัดให้ชาว COOL แค่มากินพุงกางไปกับร้านเด็ดทั่วไทยในที่เดียวเท่านั้น แต่ยังเสิร์ฟพร้อมเพลงเพราะ ๆ กับดนตรี T-POP สุดฮอต จากศิลปินสุด COOL ที่ทยอยมาส่งความสนุกจนล้น BCC HALL ชั้น 5, Central Ladprao เมื่อวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยความอิ่มอร่อยสุดฟิน เริ่มตั้งแต่ก้าวเข้ามาในฮอลล์ พบกับเมนูเด็ดหลากหลาย พร้อมกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจาก ‘ร้านเด็ดดารา’ อย่าง ‘เนื้อแท้-โต วีรชน, เปรี้ยวซ่าปลาระเบิด ลูกชิ้นปลาระเบิด by เปรี้ยวAF, น้ำพริกปุยแสบปาก-ปุยฝ้าย ณัฎฐพัชร์, น้ำพริกปากท้อง-ไชยา มิตรชัย, ครัวบ้านพี่เอ-เอ ศุภชัย, April’s Farm-ตุ๊ก ชนกวนันท์, ข้าวเกรียบอะไรซ์-นิว นภัสสร, Red Hot Chilli Sisters-มายด์ ลภัสลัล, FOX CHA LA LEMON-พิม พิมพ์พรรณ, CHALALA cake house-เนย แจม พิกเล็ท, เตี๋ยวคนชล-ชมพู่ ก่อนบ่าย, บ้านพี่แยม-แยม ฐปณีย์, แม่จวงยกนิ้ว-จุ๊บแจง วิมลพันธ์, อี้จาสุกี้หมาล่า-นุ่น รมิดา, ส้มตำใจเกินร้อยน้อยโพธิ์งาม, เห็ดทอดกรอบ Teddy-เท็ดดี้ LOSO, สยามชาไทย-เด่นคุณ งามเนตร, ก๋วยเตี๋ยวเรือลำพาย-เฟิสท์ เอกพงศ์, กะบับว่า by สะโบมั้ย-F.HERO, KEN PHU PANG-เคน ภูภูมิ’ รวมทั้งเมนู Hot ขึ้น Feed จากร้านเซเลบชื่อดังทั้งของหวานคาว และของอร่อยสุขภาพดีเอาใจสาย Healthy จาก ‘คลับอร่อย by อำพลฟูดส์’ พร้อมมูฟทะยานไปให้สุด กับจุดเล่นเกมกิจกรรมลุ้นทองคำ และของรางวัลอีกมากมายภายในงาน

ก่อนจะโคจรมาชมความสนุกแบบจัดเต็มหน้าเวที ที่แค่วันแรกก็เรียกเสียงกรี๊ดลั่นจาก ‘NEVONE’ 4 หนุ่มบอยกรุ๊ป วงใหม่ของ ‘อาร์เอส มิวสิค’ ที่มาในซิงเกิลล่าสุด ‘ต่อต้าน (Shout Out)’ เอาใจ VENDY กลุ่มเอฟซีที่มาให้กำลังใจในฮอลล์ แล้วส่งต่อให้กับสาวเท่เสียงละมุน ‘sarah salola’ ขึ้นมาชวนร้องเพลงซึ้ง ‘ขอให้เรื่องของเราไม่มีตอนจบ (I Wish), ย้อนแชท (Your Chat)’ แบบเติมเต็มความทรงจำ

เดินทางกันต่อในวันที่ 2 ก็ได้พบกับ 5 แม่มดสาวแสนซน ‘Wizzle’ ที่จัดเพลงแดนซ์มาเรียกความสนุก ปลุกต่อมความมันส์กับเพลงล่าสุด ‘โอน้อยออก (Truth or Dare)’ ก่อนจะสลับไปหาของอร่อย สุดเอ็นจอยอีทติ้ง ระหว่างรอเจอ 5 หนุ่มบอยกรุ๊ป ‘PERSES’ ที่ขึ้นมาโชว์สเต็ปแบบเต็มพลังในเพลงฮิต  ‘BODYGUARD’ เรียก FanChant พร้อมเสียงกริ๊ดลั่นจากเหล่า PIECES จนสนั่นไปทั้งฮอลล์

ในวันส่งท้าย ก็ได้ชมความสามารถของสาวน้อยสุดเท่ ‘D-NA’ ที่มาร่วมโชว์เอนเนอร์จี้บนเวทีในซิงเกิลใหม่แนว Pop Dance อย่าง ‘Break My Heart’ ก่อนจะส่งต่อให้ เกิร์ลกรุ๊ป 3 สาวสุดฮอต ‘PiXXiE’ ที่มีเพลงฮิตสุดคิวท์มาฝากอย่าง ‘ไม่ได้ก็ไม่เอา (Whatever), เกินต้าน (Too Cute)’ ทำเอาเหล่า PiXXeL และแฟนคลับฟันน้ำนมร้องตามลั่น เป็นการปิดจบ Mini Concert ได้อย่างสุด COOL แบบฟูลฟีลทุกความรู้สึก

และไม่ใช่แค่ความอิ่มฟิน ความสุขพุ่งไปกับ COOL FOOD FAIR : EATERY JOURNEY เท่านั้น แต่ชาว COOL ยังส่งความรักษ์โลกเพื่อสานต่อกิจกรรมเทศกาลอาหาร และดนตรีคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Event) ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในงาน โดยมีจุดคัดแยกขยะ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ตามนโยบาย RS Net Zero ของ อาร์เอส กรุ๊ป ที่จัดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

#AmpolFoodFamily #COOLFOODFAIR #EATERYJOURNEY #COOLfahrenheit

014

‘พลอย’มิสแกรนด์ปราจีนบุรี 2025 ปลื้มรับเกียรติร่วมเปิดงานประจำปีสุดยิ่งใหญ่

'พลอย'มิสแกรนด์ปราจีนบุรี 2025 ปลื้มรับเกียรติร่วมเปิดงานประจำปีสุดยิ่งใหญ่

‘พลอย’มิสแกรนด์ปราจีนบุรี 2025 ปลื้มรับเกียรติร่วมเปิดงานประจำปีสุดยิ่งใหญ่

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.45 น.

สาวงามที่มีอัตตลักษณ์โดดเด่นอย่าง พลอย พรพิมล กุหลาบ มิสแกรนด์ปราจีนบุรี 2025 เป็นปลื้ม ที่ได้รับเกียรติร่วมเปิดงานประจำปีสุดยิ่งใหญ่ ณ วัดแจ้ง (เมืองเก่า) อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ที่มพร้อมการแต่งกายด้วยชุดไทยสวยงาม นอกจากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเปิดงานแล้ว พลอยยังได้ร่วมเชิญชวน ให้พ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดปราจีนบุรีให้มาร่วมงานบุญประจำปีของ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี งานนี้ได้ร่วมถ่ายรูป และขอกำลังใจจากผู้หลักผู้ใหญา รวมถึงพ่อแม่พี่น้องชาวปราจีนบุรี ในการสู้ศึกครั้งใหญ่บนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2025 อีกด้วย

014

หวานเจี๊ยบ! ‘แจ๊ค ธนพล’เปิดตัวแฟนสาวสวยคนใหม่

หวานเจี๊ยบ! 'แจ๊ค ธนพล'เปิดตัวแฟนสาวสวยคนใหม่

หวานเจี๊ยบ! ‘แจ๊ค ธนพล’เปิดตัวแฟนสาวสวยคนใหม่

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.28 น.

หลังครองตัวเป็นโสดมาได้สักพักใหญ่ สำหรับนักร้องลูกทุ่งหนุ่มเสียงดี “แจ๊ค ธนพล” แต่ล่าสุดได้เปิดตัวแฟนสาวคนใหม่อย่างเป็นทางการในวันเกิดของฝ่ายหญิง ซึ่งสาวคนดังกล่าวก็คือ เอม รมิดา นักร้องลูกทุ่งสาวจากค่ายโฟร์เอสไทยแลนด์นั่นเอง

โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพคู่ พร้อมเขียนแคปชั่นอวยพรสุดหวาน บอกว่า “HBD นะคะ มีความสุขมากๆ รักนะคะ เอม รมิดา” งานนี้ท่ามกลางความสุขของทั้งคู่นั้น เหล่าคนบันเทิงและแฟนคลับที่ได้เห็นโพสต์ดังกล่าว ก็ร่วมแสดงความยินดี พร้อมกับแซวหนุ่มแจ๊คกันล้นหลามเลยทีเดียว

‘โบว์ เบญจวรรณ’โชว์ความแซ่บ แชะภาพฮอตทำเกาะเสม็ดลุกเป็นไฟ

'โบว์ เบญจวรรณ'โชว์ความแซ่บ แชะภาพฮอตทำเกาะเสม็ดลุกเป็นไฟ

‘โบว์ เบญจวรรณ’โชว์ความแซ่บ แชะภาพฮอตทำเกาะเสม็ดลุกเป็นไฟ

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.13 น.

เรียกว่าเสิร์ฟความร้อนแรงอีกแล้ว หลังประกาศว่าพร้อมมูฟออนเปิดใจรับรักใหม่สำหรับ “โบว์ เบญจวรรณ” โดยมาในเซ็ตภาพโชว์หุ่นเป๊ะปังอวดความเนียนของผิวกาย เห็นแล้วใจจะหลุด โดย โบว์ เบญจวรรณ ได้โพสต์ภาพนุ่งสั้นเว้าหลัง ที่แอบโชว์อกอึ๋มและแผ่นหลังขาวเนียน โพสท่าแชะภาพริมระเบียงในที่พักจากทริปเกาะเสม็ด ทำเอาไอจีไฟแทบลุกเลยทีเดียว

‘เด่นคุณ’ โดนป่วน คอนเสิร์ตแรกล่มไม่เป็นท่า

‘เด่นคุณ’ โดนป่วน คอนเสิร์ตแรกล่มไม่เป็นท่า

‘เด่นคุณ’ โดนป่วน คอนเสิร์ตแรกล่มไม่เป็นท่า

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.03 น.

ได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องสำหรับละคร “เพลงพยัคฆ์” ของผู้จัด จริยา แอนโฟเน กำกับโดย เกรย์ ชัยยุทธ ชูศักดิ์ไพบูลย์ ที่เพลงก็ไพเราะ เนื้อเรื่องสนุกเข้มข้นชวนติดตาม

สำหรับอีพี14 ก็จะมีเพลงเพราะ ๆ มาให้ฟังกันอีก รวมถึงมีคอนเสิร์ตใหญ่ โดยเป็นตอนที่ พยัคฆ์(เด่นคุณ งามเนตร) ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงครั้งแรก แต่การร้องเพลงครั้งนี้มีเทคนิคพิเศษในการร้องให้ไพเราะ เมื่อคอนเสิร์ตเริ่มขึ้นมีธเนศ(สิงโต สกลรัฐ)ร้องเพลงเปิดเวทีให้ก่อน ต่อด้วยพยัคฆ์ที่ขึ้นมาร้องเพลง “อยากฮักให้โดนโดน” ทำเอาคนดูสนุกสนาน ถูกใจกับเสียงเพลงอย่างมาก ขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี พยัคฆ์เกิดปวดท้องกะทันหัน จนฝืนร้องเพลงต่อไปไม่ไหวและทรุดลงจนต้องวิ่งเข้าหลังเวที ทำให้แทนรัก(ยิหวา ปรียากานต์) ต้องรีบขึ้นไปแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ฉากนี้ถ่ายทำกันที่ร้านสยามภูไท เป็นฉากใหญ่ การถ่ายทำจึงค่อนข้างยุ่งยาก ต้องถ่ายจากบนเวทีและด้านล่างสลับกันไปมา ทำให้เด่นคุณต้องร้องเพลงอยู่หลายครั้งเลยทีเดียว กว่าจะได้ภาพมุมกล้องต่าง ๆ ครบ และที่ขาดไม่ได้ก็คือฉากที่เด่นคุณต้องทำสีหน้าทรมานเพราะปวดท้อง แถมยังถูกคนดูเขวี้ยงของใส่เพราะนักร้องวิ่งหายไปหลังเวที

ทำไมเด่นคุณถึงเกิดอาการปวดท้องจนคอนเสิร์ตล่ม ต้องติดตามชมฉากนี้ได้ในละคร “เพลงพยัคฆ์” วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ เวลา19.00 น.ทางช่อง 3 

เปิดสถิติการศึกษาเหลื่อมล้ำปี’67 แนะเชื่อมข้อมูลเด็กกับทุกหน่วยงานเพื่อจัดสวัสดิการได้ตรงจุด

เปิดสถิติการศึกษาเหลื่อมล้ำปี’67 แนะเชื่อมข้อมูลเด็กกับทุกหน่วยงานเพื่อจัดสวัสดิการได้ตรงจุด

เปิดสถิติการศึกษาเหลื่อมล้ำปี’67 แนะเชื่อมข้อมูลเด็กกับทุกหน่วยงานเพื่อจัดสวัสดิการได้ตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.10 น.

6 ก.พ. 2568 นายไกรยส ภัทราวาท  ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี 2568 “Sustainable System Change for Equitable Education in Thailand” ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ห้อง Mitrtown Hall 1 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ว่า สถิติที่น่าตกใจล่าสุดคือในปี 2567 เด็กไทยเกิดใหม่เพียง 4.6 แสนคน เทียบกับปี 2526 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตนเกิด เวลานั้นไทยมีสถิติการเกิดปีละประมาณ 1 ล้านคน

ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยคงไม่น่าจะกลับมามีอัตราการเกิดระดับ 1 ล้านคนต่อปี ข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็พบว่า ในทุกครั้งที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติ ไล่ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (ปี 2540) วิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551) และวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 (ปี 2563) หลังสถานการณ์นั้นศักยภาพก็ลดลงไปเสียทุกครั้ง โดยก่อนต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเคยโตร้อยละ 7 ต่อปี แต่ล่าสุดเหลือเพียงร้อยละ 1.6 ต่อปี  นอกจากนั้น สัดส่วนผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้น

“การมีผู้สูงอายุที่มากขึ้นแต่ประชากรวัยแรงงานและประชากรที่เกิดใหม่ลดลง คือความท้าทายที่ว่าหากประเทศไทยจะยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หนทางเดียวที่โครงสร้างประชากรนี้จะให้คำตอบนั้นได้คือเด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียวที่ทำให้ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ออกจากกับดักรายได้ปานกลาง การที่จะมีผลิตภาพ ทางออกคือการศึกษา และไม่ใช่การศึกษาสำหรับคนบางกลุ่ม แต่เป็นการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกคน” นายไกรยส กล่าว

นายไกรยส กล่าวต่อไปว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ราว 3 ล้านคน   ในจำนวนนี้รัฐบาลจัดงบประมาณดูแลเด็กยากจนและยากจนพิเศษประมาณ 1.9 ล้านคน เหลืออีก 1.1 ล้านคน ซึ่งมีการไปเยี่ยมบ้านและรับทราบปัญหาความยากจนมาแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณที่ครอบคลุม ดังนั้นการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในอนาคต เช่น งบฯ ปี 2569 ก็สามารถพิจารณางบประมาณเพื่อเติมเต็มโอกาสของเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาได้

ขณะที่ในปี 2567 มีเด็กในกลุ่มยากจนพิเศษอยู่ที่ราว 1.3 ล้านคน สูงขึ้นกว่าปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยรายได้ของครัวเรือนกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ อยู่ที่ 1,133 บาทต่อเดือน หรือ 37 บาทต่อวัน เมื่อดูสถานะครอบครัว พบราวร้อยละ 42 ของครอบครัวเด็กยากจนพิเศษ มีลักษณะพ่อแม่หย่าร้างหรือแยกกันอยู่ และร้อยละ 38.77 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่อยู่กับญาติ

ซึ่งสถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน ทำอย่างไรนอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ระบบการศึกษา ภาครัฐ ท้องถิ่นและเอกชน จะเข้ามามีบทบาทส่งเสริมให้ความเปราะบางนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อความหวังในการศึกษาต่อไปในอนาคต ยังมีข้อค้นพบด้วยว่า กลุ่มยากจนพิเศษจำนวนไม่น้อยอยู่ในครัวเรือนที่เป็นสมาชิกพึ่งพิง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง สอดคล้องกับที่เห็นเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ว่าเด็กกลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนมาดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

“การศึกษาสูงสุดของคนในครอบครัวเป็นอย่างไร เราพบว่าสมาชิกครัวเรือนของเด็กครัวเรือนยากจนพิเศษส่วนใหญ่จบแค่ประถมศึกษา ถ้าน้องเหล่านี้เรียนจบ ม.3 เขาจะเป็นคนแรกในครัวเรือน และถ้าเขาได้ไปไกลถึงระดับปริญญาตรี มีครัวเรือนน้อยมากที่มีสมาชิกเคยไปถึงระดับนั้นได้ แต่ถ้าทำได้จะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าครัวเรือนนี้จะออกจากความยากจนได้ ที่เป็นความยากจนข้ามรุ่น” นายไกรยส ระบุ

นายไกรยส ยังกล่าวอีกว่า 10 จังหวัดที่พบนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษมากที่สุด อันดับ 1 แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 45.09 รองลงมา นราธิวาส ร้อยละ 39.81 อันดับ 3 นครพนม ร้อยละ 39.22 อันดับ 4 อำนาจเจริญ ร้อยละ 39.21 อันดับ 5 ร้อยเอ็ด ร้อยละ 38.61 อันดับ 6 เท่ากัน 2 จังหวัด คือกาฬสินธุ์กับยโสธร ร้อยละ 37.73 อันดับ 7 มุกดาหาร ร้อยละ 35.9 อันดับ 8 ศรีสะเกษ ร้อยละ 35.86 และอันดับ 10 สกลนคร ร้อยละ 35.18 และเนื่องในโอกาสที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ข้อมูลนี้ก็จะเป็นประโยชน์มากกับผู้นำท้องถิ่นจะหามาตรการมาช่วยเด็กกลุ่มนี้

ขณะที่ในส่วนของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ในปี 2567 หมายถึงเด็กที่ไม่เจอตัวในระบบสถานศึกษาในสังกัดต่างๆ เทียบกับจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปี พบว่ามีอยู่ประมาณ 9.8 แสนคน โดย 10 อันดับจังหวัดที่พบปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด คือ อันดับ 1 ตาก ร้อยละ 32.71 รองลงมา แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 23.12 อันดับ 3 สมุทรสาคร ร้อยละ 19.84 อันดับ 4 ระนอง ร้อยละ 15.23 อันดับ 5 ภูเก็ต ร้อยละ 14.18

อันดับ 6 ปทุมธานี ร้อยละ 12.86 อันดับ 7 กรุงเทพฯ ร้อยละ 12.36 อันดับ 8 สมุทรปราการ ร้อยละ 11.88 อันดับ 9 กาญจนบุรี ร้อยละ 10.7 และอันดับ 10 ตราด ร้อยละ 10.56 สะท้อนถึงความจำเป็นต้องมีมาตรการที่แตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ โดยสรุปแล้ว หากต้องการแก้ไขปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษา จะมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาไป กับ 2.กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งต้องพยายามดึงกลับเข้ามาให้ได้

ทั้งนี้ เมื่อบุคคลมีเลขประจำตัว 13 หลักอยู่แล้ว สามารถใช้ API ระหว่างหน่วยงาน ในการเชื่อมข้อมูลจากโครงการ Thailand Zero Dropout ไปยังทุกกระทรวงที่มีทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับบางเงื่อนไขของเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมออกแว่นตา พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีกองทุนคุ้มครองเด็ก เป็นต้น

“เราเชื่อว่าถ้าเราสามารถเชื่อมโยงเลข 13 หลัก ผ่านทาง API ของทุกหน่วยงาน เด็กจะได้สวัสดิการซึ่งรัฐจัดให้ตามหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว เราไม่ต้องการเงินเพิ่มเติมอีก แต่เราต้องการให้สวัสดิการกับเด็กเจอกันให้ได้ และเมื่อเจอกันแล้วทุกคนจะต้องได้รับรายงานกลับไปว่าเด็กได้รับหรือไม่ได้รับสวัสดิการอะไร จะได้ไม่มีความซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ทุกคนทราบตรงกันว่าเด็กมีความพร้อมกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วหรือยัง อันนี้เป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษา ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ทุกหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านการแชร์ข้อมูล” ผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าว

043…

‘สอวช.’กางแนวทางผลักดันธุรกิจด้วยนวัตกรรม ปลดล็อกข้อจำกัดกม.หนุนเข้าสู่ตลาด

‘สอวช.’กางแนวทางผลักดันธุรกิจด้วยนวัตกรรม ปลดล็อกข้อจำกัดกม.หนุนเข้าสู่ตลาด

‘สอวช.’กางแนวทางผลักดันธุรกิจด้วยนวัตกรรม ปลดล็อกข้อจำกัดกม.หนุนเข้าสู่ตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.38 น.

‘สอวช.’ร่วมการประชุม Thailand Synergy Forum 2025 เผยแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย ผลักดันธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและสนับสนุนการเข้าสู่ตลาด

วานนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2568) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เข้าร่วมการประชุมงาน Thailand Synergy Forum2025 ณ ห้องศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทั้ง 11 หน่วยงานใน Thailand Synergy ได้ทำงานร่วมกันมามากกว่า 10 ปี จึงได้มีการหารือกันถึงสิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อ และได้เห็นถึงความสำคัญของ Innovation หรือ นวัตกรรม ที่เกิดขึ้นมาจากผู้ประกอบการ หรือ Enterprise ทำให้มีแนวคิดที่จะผลักดันให้ SMEsของไทยเติบโตขึ้นไปเป็น IDE (Innovation-Driven Enterprise) หรือ ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้ โดยถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ที่ต้องใช้พลังความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

“ใน 11 หน่วยงานมีภารกิจการดำเนินงานที่ต่างกัน แต่เราสามารถตั้งวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกันได้ในการทำเพื่อประเทศ เรายังมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่อีกมาก โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ SMEsพัฒนาไปเป็น IDE ได้ ทุกหน่วยงานจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องมีการกำหนดวาระการดำเนินงานและผลลัพธ์ร่วมกัน” ดร.สุวิทย์ กล่าว

ด้าน ดร.สุรชัย ได้กล่าวสนับสนุนแนวทางในการผลักดัน SMEs สู่ IDE และได้เล่าถึงบทบาทและภารกิจของ สอวช. ในฐานะหน่วยงานต้นน้ำด้านนโยบาย ซึ่ง สอวช. ได้ตั้งเป้าหมายยกระดับไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการเพิ่มจำนวนบริษัทนวัตกรรม ที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ราย แต่ในขณะเดียวกัน IDE ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การขยายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งธุรกิจ การขอใบอนุญาต และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา สอวช. เห็นถึงข้อจำกัดและความท้าทายเหล่านี้ จึงได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยได้มีการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น

1. การเสริมสร้างการลงทุนผ่านกลไก University Holding Company (UHC) โดย สอวช. ได้จัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2566 ซึ่งช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถทำการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและ Spin-off ผ่านกลไก UHCได้

2. ขยายการเข้าถึงตลาดผ่าน ECIP แพลตฟอร์ม E-Commercial and Innovation Platform ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา ด้วยการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัล การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการขายหรือ SaleTalent และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก3. กลไกเชื่อมโยงธุรกิจกับบริการให้คำปรึกษาเชิงลึกผ่าน Innovation Business Development Service (iBDS) ซึ่งจะช่วยให้ SME ได้รับการแก้ปัญหาด้านนวัตกรรม 4. การปลดล็อกกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการวิจัยและสร้างนวัตกรรม ซึ่งที่ผ่านมา สอวช. ได้สนับสนุนการออกกฎหมายเพื่อช่วยขจัดอุปสรรค หรือช่วยให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น ระเบียบสภานโยบายฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม พ.ศ. 2563 เปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถให้ทุนแก่ภาคเอกชนและประชาสังคมได้โดยตรง

ทั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมในภาคเอกชนและภาคประชาสังคม รวมทั้งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act) กำหนดให้ถ่ายโอนความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากทุนของรัฐไปยังผู้รับทุนที่มีศักยภาพในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

5. Offset Policy คือการกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมีความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านโครงการที่ใช้งบประมาณของภาครัฐหรือภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ สอวช. ผลักดันร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมบัญชีกลาง โดยนโยบายนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับ SMEs และIDE ไทย ผ่านการรับความรู้จากต่างประเทศ รวมถึงเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน

ดร.สุรชัย ยังได้เน้นย้ำว่า การเปลี่ยน SMEs ของไทยให้กลายเป็น IDEs ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกต้องใช้ความพยายามร่วมกันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักลงทุนภาคเอกชน และผู้นำอุตสาหกรรมต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วน ร่วมมือกัน จะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง และผลักดันให้ IDE ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.20 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568 เพื่อตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) ขอให้ตนเองและครอบครัว เฮงๆ ตลอดปีมะเส็ง

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 23.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย คณะผู้ช่วยกรรมการ คณะผู้บริหาร อาสาสมัคร รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชนจำนวนมาก ร่วมในพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) และหลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า ให้ตนเอง และครอบครัว รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมะเส็ง โดยมี คณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย วัดอุภัยราชบำรุง เป็นผู้ประกอบพิธีสงฆ์ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป” เนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น เป็นพิธีที่สำคัญพิธีหนึ่ง จัดขึ้นในวันประสูติของเทพยดาฟ้าดิน (ทีกงแซ) เจ้าแห่งสวรรค์อันเป็นที่เคารพกันทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับชาวจีนแล้ว   ท่านเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความเคารพอย่างสูงเหมือนกันหมด และเพื่อเป็นสัญญาณว่าได้สิ้นสุดงานเทศกาลตรุษจีน โดยทำพิธีเวียนธูปรอบศาลเจ้า 3 รอบ ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึกพระคุณเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว และเริ่มต้นวันปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างมีความสุข และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยเกิดสถานการณ์ปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] เกินมาตรฐาน อันเป็นวิกฤตการณ์ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนัก และบูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ การติดตั้งเครื่องบอกค่า PM2.5 อัตโนมัติ รวมถึงติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน และการจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้น รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม รวมถึงจัดให้มีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกวันหลังปิดทำการในแต่ละวัน และจัดจุดปฐมพยาบาลเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงาน พร้อมทั้งจัดเตรียมหน้ากากอนามัยบริเวณกองอำนวยการในกรณีที่ผู้มีจิตศรัทธาต้องการใส่ขณะร่วมงานเทศกาลตรุษจีน และในขณะร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มีทั้งการ “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง)” ร่วมลงชื่อทำบุญ “พะเก่ง”  คือการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา โดยพระสงฆ์อนัมนิกาย  เพื่อขอพรให้ครอบครัวเป็นสุข สะเดาะเคราะห์  เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตาตลอดปี  รับประทาน “สาคูสิริมงคล” รวมทั้งรับ “ฮู้แดง” ประทับยันต์หลวงปู่ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพื่อความเป็นสิริมงคล เฮง ๆ ตลอดปีใหม่จีน

ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดไช้ …  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรง เฮงๆ ตลอดปี มะเส็ง

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

‘อธพ.-รธว.’เฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

'อธพ.-รธว.'เฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

‘อธพ.-รธว.’เฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.51 น.

5 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี ณ ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ได้ดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในค่ายทหาร และเป็นการสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  

อีกทั้ง ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางด้านเกษตรกรรม ตามศาสตร์พระราชา และเป็นการเชื่อมโยงไปยังราษฎรให้ได้รับประทานอาหารปลอดภัย และลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน  ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ ได้ดำเนินการลงพื้นที่สำรวจดิน รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงดินด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับดินในพื้นที่ และร่วมวางแผนในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ในโครงการทหารพันธุ์ดี ที่ใช้สำหรับเพาะปลูกพืชปลอดภัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชในโครงการให้เจริญเติบโตได้อย่างดียิ่งขึ้น ในการนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กราบบังคมทูลถวายรายงานข้อมูลการปรับปรุงดินด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ และการสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน ซึ่งใช้สำหรับการปรับปรุงคุณภาพดิน ทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยดูดซับธาตุอาหารในดินหรือจากปุ๋ยเคมีที่ใส่เพิ่มเติมไม่ให้สูญเสียได้ง่าย เป็นแหล่งธาตุอาหารพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ช่วยต้านทานความเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ช่วยเพิ่มปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน จึงช่วยให้พืชเจริญเติบโต มีความแข็งแรงตามธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี (เมื่อมีการใช้ร่วมกัน) จึงใช้ทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย