ราชินีลูกทุ่ง ผ่องศรี วรนุช เข้ารักษาตัวใน รพ. แฟนๆ ส่งกำลังใจ

ราชินีลูกทุ่ง ผ่องศรี วรนุช เข้ารักษาตัวใน รพ. แฟนๆ ส่งกำลังใจ

3 ก.พ. 2568 18:42 น.

ราชินีลูกทุ่ง ผ่องศรี วรนุช เข้ารักษาตัวใน รพ. แฟนๆ ส่งกำลังใจ

ทำเอาแฟนเพลงลูกทุ่งเป็นห่วง เมื่อราชินีลูกทุ่งชื่อดัง ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยลูกทุ่ง-ขับร้อง) ประจำปี 2535 มีอาการอ่อนเพลีย และครอบครัวต้องพานักร้องดังเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลธนบุรี 1 มาตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา

ราชินีลูกทุ่ง ผ่องศรี วรนุช เข้ารักษาตัวใน รพ. แฟนๆ ส่งกำลังใจ

ซึ่งในเพจ เพลงลูกทุ่งไทย ได้โพสต์ภาพของ คุณแม่ผ่องศรี ที่นอนพักรักษาตัวใน รพ. พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “ร่วมส่งกำลังใจให้ศิลปินแห่งชาติ ราชินีเพลงลูกทุ่ง แม่ผ่องศรี วรนุช มีการอ่อนเพลีย เข้ารักษาตัว ณ รพ.ธนบุรี 1 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา ขอให้แม่ผ่องหายไวๆ มีสุขภาพแข็งแรง นะครับ”

โดยมีแฟนๆ ที่ทราบข่าวต่างคอมเมนต์แสดงความเป็นห่วง และอวยพรให้หายป่วยเป็นจำนวนมาก บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ขอส่งกำลังใจและอวยพรให้คุณแม่ผ่องศรีหายป่วยไวๆ นะคะ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ไทด์ เอกพันธ์ อวดภาพสวีต ทับทิม ลั่นความรักไม่ได้อยู่ที่วัย แฟนๆ แห่แซว

ไทด์ เอกพันธ์ อวดภาพสวีต ทับทิม ลั่นความรักไม่ได้อยู่ที่วัย แฟนๆ แห่แซว

3 ก.พ. 2568 17:56 น.

ไทด์ เอกพันธ์ อวดภาพสวีต ทับทิม ลั่นความรักไม่ได้อยู่ที่วัย แฟนๆ แห่แซว

หลังจากที่นักแสดงหนุ่มจิตอาสา ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดใจว่ากำลังศึกษาดูใจกับนางเอกสาวรุ่นน้อง ทับทิม อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ที่อายุห่างกัน 28 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ ทับทิม ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ามีคนคุยแล้ว ความรักแฮปปี้ดี มีความสุข ในขณะที่ คุณแม่เปิ้ล ธัญยธรณ์ ธีราธนันพัฒน์ ก็เปิดใจกับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ว่า ทราบเรื่องนี้มานาน 2-3 ปีแล้ว ความรักครั้งนี้อยู่ในสายตาของแม่ตลอด พร้อมทั้งชื่นชมว่าไทด์เป็นคนดี น่าจะดูแลลูกสาวได้

ไทด์ เอกพันธ์ อวดภาพสวีต ทับทิม ลั่นความรักไม่ได้อยู่ที่วัย แฟนๆ แห่แซว

และล่าสุด ไทด์ เอกพันธ์ สาดความหวานฉ่ำต้อนรับเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ด้วยการโพสต์ภาพคู่กับ ทับทิม อัญรินทร์ พร้อมทั้งเขียนแคปชั่น “F e b u a r y เดือนแห่งความรัก ขอให้ความรักสดใส ขอให้ได้ทำในสิ่งที่รัก ขอให้ได้เจอปลายทางที่ชอบ ให้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ให้ ยิ้มได้ในทุกๆ วัน ที่สำคัญวันนี้ขอให้รวยๆ ปังๆ กันทุกๆ คนนะครับ Cr..tide2tide Fc..k”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FFc.tide2tide%2Fposts%2F1219301956220525&show_text=true&width=500

ก่อนจะโพสต์ภาพคู่หวานๆ เพิ่มเติม และเขียนข้อความว่า “have a nice day สิ่งหนึ่งที่โลกเราใบนี้ไม่เคยขาดนั่นก็คือ “ความรัก” แต่ละวัยก็มีมุมมองของความรักแตกต่างกันไป ความรักไม่ได้อยู่ที่วัย.. มันอยู่ที่ความเข้าใจระหว่างคนสองคน Cr..tide2tide Fc..k”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FFc.tide2tide%2Fposts%2F1219972242820163&show_text=true&width=500

เจอภาพหวานๆ เข้าไปทำเอาคนโสดตายเรียบเลยทีเดียว งานนี้แฟนๆ ต่างเข้ามาแซวความหวานรัวๆ อาทิ น่ารักมากค่ะ, น่ารักมากค่ะขอให้เป็นคู่บุญบารมีกันตลอดไปนะคะ, หน้าคล้ายกันเลยค่ะ คู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันนะคะ ขอให้สมหวังค่ะ, น่ารัก คู่ควร เหมาะสม กันมากค่ะ ขอให้พี่ทั้งสองมีความสุขมากๆ พี่ทั้งสองน่ารักมากค่ะ, แต่งเลยค่ะพ่อจะได้มีน้องแฝด ฯลฯ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ปีใหม่-ป๋าต๊อบ แอดมิต รพ. ทั้งคู่ แต่ดีใจได้ใช้สิทธิ์คู่สมรสเซ็นเอกสารแทนได้

ปีใหม่-ป๋าต๊อบ แอดมิต รพ. ทั้งคู่ แต่ดีใจได้ใช้สิทธิ์คู่สมรสเซ็นเอกสารแทนได้

3 ก.พ. 2568 16:54 น.

ปีใหม่-ป๋าต๊อบ แอดมิต รพ. ทั้งคู่ แต่ดีใจได้ใช้สิทธิ์คู่สมรสเซ็นเอกสารแทนได้

หลังจากที่คู่รักดังอย่างนักแสดงสาว ปีใหม่ สุมนต์รัตน์ และนักธุรกิจดัง ป๋าต๊อบ ปฏิญญา ควรตระกูล ควงคู่กันไปจดทะเบียนสมรสหลัง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม บังคับใช้ เรียกว่าเป็นวันที่ทั้งคู่รอคอยมานานกว่า 16 ปี

ปีใหม่-ป๋าต๊อบ แอดมิต รพ. ทั้งคู่ แต่ดีใจได้ใช้สิทธิ์คู่สมรสเซ็นเอกสารแทนได้

แต่ล่าสุด ปีใหม่-ป๋าต๊อบ ก็ควงคู่แอดมิตเข้า รพ. ซะแล้ว เนื่องจากป่วยทั้งคู่ แต่ในการป่วยครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ทั้งคู่สามารถเซ็นเอกสาร รพ. แทนกันได้ในฐานะคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย

ซึ่งในอินสตาแกรม @phimai2828 ของปีใหม่ โพสต์ภาพทั้งคู่อยู่ใน รพ. พร้อมทั้งเขียนแคปชั่น “ป่วยค่ะ!!! ฉลองการจดทะเบียนสมรส เพราะว่าวันนี้ได้ใช้สิทธิ์การเป็นภรรยาเซ็นเอกสารของโรงพยาบาลแทนคุณแฟนได้แล้ว ดีใจมากๆ เลย แต่ไม่ดีใจตรงที่ป่วยนี่ล่ะค่ะ ป่วยแพ็คคู่”

โดยมีแฟนๆ ที่เข้ามาอวยพรให้ทั้งคู่หายไวๆ บ้างก็บอกว่าป่วยแบบหวานเจี๊ยบ ด้านนักแสดงสาว ยู่ยี่ อลิสา เพื่อนสนิท ก็เข้ามาคอมเมนต์ว่า “โอ้โหแอดมิตเลย ทำอะไรก็ทำด้วยกันจริงๆ” และใส่อีโมจิหัวใจด้วย

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

จีนสู้กลับทรัมป์ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 10-15% เริ่ม 10 ก.พ.

จีนสู้กลับทรัมป์ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 10-15% เริ่ม 10 ก.พ.

4 ก.พ. 2568 14:18 น.

จีนสู้กลับทรัมป์ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 10-15% เริ่ม 10 ก.พ.

จีนได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 10-15% เพื่อตอบโต้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐฯ เริ่ม 10 ก.พ. นี้ ส่งผลให้สงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกปะทุขึ้นอีกครั้ง

จีนได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 10-15% เพื่อตอบโต้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐฯ เริ่ม 10 ก.พ. นี้ ส่งผลให้สงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอผ่อนผันมาตรการภาษีแก่เม็กซิโกและแคนาดา 

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 10% มายังสหรัฐฯ ทั้งหมด จะมีผลบังคับใช้เมื่อเวลา 00:01 น. ของวันอังคาร ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หลังจากที่ทรัมป์ได้เตือนจีนหลายครั้งว่าจีนไม่ได้ดำเนินการมากพอที่จะหยุดยั้งการนำเข้ายาเสพติดผิดกฎหมายจากสหรัฐฯ

กระทรวงการคลังของจีนประกาศว่าจะจัดเก็บภาษีถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลวของสหรัฐฯ ในอัตรา 15% ส่วนน้ำมันดิบ อุปกรณ์ทางการเกษตร และรถยนต์บางรุ่น ในอัตรา 10% กระทรวงฯ ระบุว่ามาตรการขึ้นภาษีสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้

จีนยังกล่าวอีกว่าได้เริ่มการสอบสวนการผูกขาดในบริษัทกูเกิล ของอัลฟาเบต อิงค์ โดยรวมถึงบริษัท PVH Corp เจ้าของแบรนด์ต่างๆ รวมถึง คาลวินไคลน์  และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐฯ Illumina ไว้ใน “รายชื่อนิติบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ”

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ของจีนและสำนักงานศุลกากรของจีนกล่าวว่า ได้กำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกทังสเตน เทลลูเรียม รูทีเนียม โมลิบดีนัม และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรูทีเนียม เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ” จีนควบคุมอุปทานแร่ธาตุหายากดังกล่าวจำนวนมากของโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อวันจันทร์ (3 ก.พ.) ทรัมป์ได้ระงับการขึ้นภาษี 25% กับเม็กซิโกและแคนาดาในนาทีสุดท้าย โดยตกลงที่จะหยุดการสอบสวนเป็นเวลา 30 วัน เพื่อแลกกับการประนีประนอมด้านการบังคับใช้กฎหมายชายแดนและอาชญากรรมกับสองประเทศเพื่อนบ้าน แต่จีนกลับไม่ได้รับผ่อนปรนเช่นนั้น และโฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า ทรัมป์จะไม่พูดคุยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน จนกว่าจะถึงปลายสัปดาห์นี้

ในช่วงดำรงตำแหน่งวาระแรกในปี 2018 ทรัมป์ได้เริ่มสงครามการค้าเป็นเวลา 2 ปีกับจีน เนื่องจากจีนมีดุลการค้าเกินดุลมหาศาลจากสหรัฐฯ โดยเรียกเก็บภาษีสินค้ามูลค่าหลายร้อยพันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก

Oxford Economics ระบุในบันทึกที่ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนว่า “สงครามการค้ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จีนจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม” ด้านทรัมป์เตือนว่าเขาอาจเพิ่มภาษีกับจีนอีก เว้นแต่จีนจะหยุดยั้งการส่งเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาที่มีอันตรายถึงชีวิต เข้าสู่สหรัฐฯ

จีนเรียกเฟนทานิลว่าเป็นปัญหาของอเมริกา และกล่าวว่าจีนจะเรื่องคัดค้านการเก็บภาษีไปที่องค์การการค้าโลก และดำเนินมาตรการตอบโต้อื่นๆ แต่ยังเปิดโอกาสให้มีการเจรจากัน จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในปริมาณค่อนข้างน้อย คิดเป็น 1.7% ของการนำเข้าในปีที่แล้ว มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์

ในปี 2019 จีนได้กำหนดภาษีนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน ผลกระทบในปัจจุบันสูงขึ้น โดยจีนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของสหรัฐฯ 4.16 ล้านตันในปี 2024 มูลค่า 2,410 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปริมาณในปี 2018.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผู้คนแห่อพยพ หลังเกิดแผ่นดินไหวกว่า 200 ครั้ง ใกล้เกาะซานโตรินี

ผู้คนแห่อพยพ หลังเกิดแผ่นดินไหวกว่า 200 ครั้ง ใกล้เกาะซานโตรินี

4 ก.พ. 2568 12:45 น.

ผู้คนแห่อพยพ หลังเกิดแผ่นดินไหวกว่า 200 ครั้ง ใกล้เกาะซานโตรินี

ชาวกรีซและนักท่องเที่ยว ต่างรอเข้าคิวเพื่อขึ้นเรือข้ามฟากและขึ้นเครื่องบินพิเศษเพื่อนำผู้คนออกจากเกาะซานโตรินี หลังจากเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล กว่า 200 ครั้งในช่วง 4 วันที่ผ่านมา

ชาวกรีซและนักท่องเที่ยว ต่างรอเข้าคิวเพื่อขึ้นเรือข้ามฟากและขึ้นเครื่องบินพิเศษเพื่อนำผู้คนออกจากเกาะซานโตรินี หลังจากเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล กว่า 200 ครั้งในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ในพื้นที่ระหว่างเกาะซานโตรินีและอามอร์กอส ในทะเลอีเจียนตั้งแต่วันศุกร์ (31 ม.ค.) ทำให้ทางการต้องปิดโรงเรียนบนเกาะซานโตรินี และเกาะอิออส อามอร์กอส และอานาฟี ที่อยู่ใกล้เคียงนับตั้งแต่วันศุกร์

ในวันจันทร์ ได้เกิดแผ่นดินไหวหลายครั้ง โดยบางครั้งมีขนาดมากกว่า 4 ที่เกาะซานโตรินี และเกิดห่างกันเพียงไม่กี่นาที โดยประชาชนได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ในอาคารและท่าเรือขนาดเล็ก หน่วยรับมือภัยพิบัติได้ส่งกำลังลงพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวบนเกาะ ซึ่งพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดบางส่วนตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน จะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่าประชาชนที่อาศัยบนเกาะไม่ได้กังวลมากนัก เนื่องจากพวกเขาคุ้นเคยกับแผ่นดินไหว แต่บางคนที่เดินทางมาทำงานบนเกาะซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อน ก็ได้ย้ายออกไปแล้ว

สายการบินอีเจียน แอร์ไลน์ กล่าวว่า ได้ให้บริการเที่ยวบินเพิ่มเติม 3 เที่ยวบิน ทั้งขาไปและกลับจากเกาะซานโตรินีในวันจันทร์และวันอังคาร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว ตามคำขอของกระทรวงป้องกันพลเรือนของกรีซ

เอฟธิมิโอส เล็กคัส ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาธรณีแปรสัณฐานและการจัดการภัยพิบัติ และหนึ่งในทีมผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินสถานการณ์ภาคสนาม กล่าวกับโทรทัศน์ของกรีซ กล่าวว่า “เราประเมินว่าการเกิดแผ่นดินไหวจะยังคงดำเนินต่อไปอีกสักสองสามวัน และอาจมีการเกิดแผ่นดินไหวที่ยาวนาน”

กรีซตั้งอยู่บนรอยเลื่อนหลายแนว และมักเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง การปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 1600 ปีก่อนคริสตกาล ก่อให้เกิดเกาะซานโตรินีในปัจจุบัน โดยการปะทุครั้งสุดท้ายในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1950

ด้านผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากิจกรรมภูเขาไฟที่ไม่รุนแรง ซึ่งสามารถบันทึกได้ใกล้กับเกาะซานโตรินีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

อัยการสหรัฐฯ เตือน ใครขวางทีมรัฐบาลของอีลอน มัสก์ อาจถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

อัยการสหรัฐฯ เตือน ใครขวางทีมรัฐบาลของอีลอน มัสก์ อาจถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

4 ก.พ. 2568 11:44 น.

อัยการสหรัฐฯ เตือน ใครขวางทีมรัฐบาลของอีลอน มัสก์ อาจถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเอฟบีไอกำลังสืบสวน “การกำหนดเป้าหมาย” ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในการขัดขวางนายอีลอน มัสก์ เพื่อลดขนาดของรัฐบาล

อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเอฟบีไอกำลังสืบสวน “การกำหนดเป้าหมาย” ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในการขัดขวางนายอีลอน มัสก์ เพื่อลดขนาดของรัฐบาล โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาล พยายามต่อต้านการทำงานของผู้ช่วยของมัสก์ ที่ทำงานร่วมกับกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE ในการเข้าถึงข้อมูลลับจำนวนมากโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเหมาะสม

DOGE ถูกตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง และลดการใช้จ่ายของรัฐบาลหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ผู้วิจารณ์กล่าวว่า DOGE ถูกใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายหน่วยงานและโครงการของรัฐบาลที่มองว่าไม่สอดคล้องกับวาระ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์

นายเอ็ดเวิร์ด มาร์ติน รักษาการอัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นหลักฐานแรกที่แสดงให้เห็นว่า การต่อต้านความพยายามของมัสก์อาจนำไปสู่ผลทางกฎหมาย มาร์ตินกล่าวในแถลงการณ์ว่า “การตรวจสอบเบื้องต้นของหลักฐานที่นำเสนอต่อเรา บ่งชี้ว่าบุคคลและ/หรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มได้กระทำการที่ดูเหมือนจะละเมิดกฎหมายในการกำหนดเป้าหมายเจ้าหน้าที่ของ DOGE” มาร์ตินกล่าวว่า เอฟบีไอและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ กำลังเตรียม “ดำเนินการอย่างรวดเร็ว”

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มาร์ตินเปิดเผยจดหมายที่เขาเขียนถึงมัสก์ เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใดก็ตามที่พยายามคุกคามหรือขัดขวางผู้ที่ทำงานร่วมกับมัสก์ โดยมัสก์โพสต์ข้อความขอบคุณเพื่อตอบกลับข้อความของมาร์ติน

รัฐบาลทรัมป์ปลดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระดับสูง 2 คน จากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของมัสก์ หลังจากที่พวกเขาพยายามขัดขวางไม่ให้ตัวแทนของ DOGE เข้าถึงพื้นที่ต้องห้ามของอาคาร จนเกิดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังระดับสูงคนหนึ่งได้ต่อต้านความพยายามของทีม DOGE ที่จะเข้าถึงระบบการเงินของหน่วยงาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

มัสก์ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา และสเปซเอ็กซ์ รวมถึงเจ้าของ X เป็นผู้นำในการลดขนาดรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งใหญ่  ส่วนนายมาร์ติน ซึ่งดำรงตำแหน่งอัยการสหรัฐฯ ชั่วคราว ทำหน้าที่กำกับดูแลการยกฟ้องคดีอาญาที่ค้างอยู่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ตามคำสั่งของทรัมป์

เขาได้ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะหลายครั้งเพื่อสนับสนุนทรัมป์และใส่ร้ายคู่ต่อสู้ทางการเมืองของเขา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่แหกกฎสำหรับอัยการสหรัฐฯ ที่มักจะหลีกเลี่ยงแถลงการณ์ใดๆ ที่อาจรับรู้ว่าเป็นเรื่องทางการเมือง.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

มาเลเซียจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ดูแลความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

มาเลเซียจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ดูแลความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

4 ก.พ. 2568 09:50 น.

มาเลเซียจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ดูแลความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

มาเลเซียจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลการควบคุมพื้นที่ชายแดน ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างกรอบงานควบคุมชายแดนที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 นายไซฟุดดิน นาซูเตียน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของมาเลเซีย ระบุว่า มาเลเซียได้จัดตั้ง สำนักงานควบคุมและป้องกันชายแดน ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ เพื่อกำกับดูแลการควบคุมพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบรอฮิม ในการสร้างกรอบงานควบคุมชายแดนที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำนักงานควบคุมและป้องกันชายแดนมาเลเซียจะรวมหน้าที่การควบคุมชายแดนที่จุดเข้า-ออกระหว่างประเทศของมาเลเซียเข้าไว้ในหน่วยงานเดียว ต่างจากปัจจุบันที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกัน โดยนายอิสมาอิลเผยว่ามาตรการนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับชาติ และการควบคุมชายแดนที่มีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันภัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ความเสี่ยงจากอาวุธผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ

นายอิสมาอิลกล่าวว่า หน่วยงานควบคุมและป้องกันชายแดน จะเข้ามาดูแลจุดตรวจชายแดน 114 จุดทั่วมาเลเซียโดยแบ่งออกเป็นระยะ ระยะแรกจะมีจุดตรวจราว 22 จุด รวมถึงจุดตรวจที่พลุกพล่านที่สุดของมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่สะพานเชื่อมยะโฮร์ และสะพานเชื่อมเซเคินด์ ที่เชื่อมต่อมาเลเซียกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์.

หน่วยงาน USAID คืออะไร ทำไมรัฐบาลทรัมป์อยากปิด?

หน่วยงาน USAID คืออะไร ทำไมรัฐบาลทรัมป์อยากปิด?

4 ก.พ. 2568 08:45 น.

หน่วยงาน USAID คืออะไร ทำไมรัฐบาลทรัมป์อยากปิด?

  • อีลอน มัสก์ เผย รัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินการเพื่อปิด USAID หน่วยงานอิสระของรัฐบาลที่คอยให้เงินช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลก
  • องค์กรนี้ถูกโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจมตีมานานแล้วว่าใช้งบประมาณสิ้นเปลือง และบริหารโดยพวกบ้าฝ่ายซ้ายจัด
  • แต่การปิด USAID ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำผ่านสภาคองเกรสและอาจต้องต่อสู้ในชั้นศาล รัฐบาลทรัมป์จึงผุดไอเดีย รวม USAID เข้ากับกระทรวงต่างประเทศ เพื่อให้มันอยู่ในการควบคุม

หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ หรือ ยูเอสเอด (USAID) กำลังตกเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในสหรัฐฯ หลังจากรัฐบาลทรัมป์แสดงเจตนาว่าพวกเขาจะปิดองค์กรนี้ในฐานะองค์กรอิสระ แล้วเปลี่ยนให้อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงต่างประเทศแทน ตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์

ยูเอสเอด เป็นองค์กรที่กระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไปทั่วโลก และใช้เงินเพียงส่วนเล็กๆ ของงบประมาณโดยรวมของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่โดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานนี้อย่างหนักว่าบริหารโดย “พวกบ้าฝ่ายซ้ายสุดโต่ง” ขณะที่อีลอน มัสก์ ซึ่งคุมกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) เรียก USAID ว่า องค์กรอาชญากรรม

เมื่อวันจันทร์ (3 ก.พ. 2568) นายมัสก์ประกาศว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อปิด USAID เพียงสัปดาห์เดียวหลังพนักงานสัญญาจ้างขององค์กรนี้ถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่บางคนถึงขั้นถูกเลิกจ้าง ตามหลังการประกาศระงับเงินช่วยเหลือต่างประเทศที่โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้

สำนักงานของ USAID ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถูกปิดในวันจันทร์ จนพนักงานไม่สามารถเข้าไปได้ และต้องทำงานทางไกลแทน ท่ามกลางรายงานข่าวว่า ผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยกับรองของเขาใน USAID ถูกพักงานไม่มีกำหนด หลังปฏิเสธคำขอของนายมัสก์ ไม่ให้ทีมงานของ DOGE เข้าถึงระบบป้องกันของ USAID เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

USAID ทำอะไร ทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ กับอีลอน มัสก์ ถึงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและอยากปิดองค์กรนี้?

อีลอน มัสก์
อีลอน มัสก์

USAID คืออะไร?

USAID คือหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูแลด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาแก่ต่างประเทศ คอยให้ความช่วยเหลือประเทศที่กำลังตกอยู่ในความขัดแย้ง และช่วยประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อื่นๆ ด้วยการบรรเทาความยากจน, การระบาดของโรค และวิกฤติอื่น

หน่วยงานนี้ก่อตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในปี 2504 ในฐานะองค์กรอิสระโดยมีเป้าหมาย 2 อย่างคือ ตอบโต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น และดำเนินโครงการช่วยเหลือต่างชาติที่หลากหลาย บนพื้นฐานความคิดที่ว่า ความมั่นคงของอเมริกันเกี่ยวพันกับเสถียรภาพและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ

ตอนนี้ USAID มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน โดยกว่า 2 ใน 3 ส่วนทำงานในต่างประเทศ และมีสำนักงานอยู่ในมากกว่า 60 ประเทศ

งบประมาณส่วนใหญ่ของ USAID ใช้ไปกับโครงการด้านสุขภาพ เช่นการจัดหาวัคซีนโปลิโอแก่ประเทศที่โรคยังหมุนเวียนอยู่ และช่วยหยุดการระบาดของไวรัสต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การระบาดทั่วโลก นอกจากนั้น USAID ยังดูแลระบบตรวจจับความอดอยาก ซึ่งใช้การวิเคราะห์ข้อมูลมากมายเพื่อทำนายว่า จะเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้นที่ใดในโลกด้วย

นายเจเรมี คอนนินดิก อดีตเจ้าหน้าที่ของ USAID ในยุครัฐบาลโอบามาและไบเดน ระบุว่า งานขององค์กรนี้เป็นงานเร่งด่วน และการตัดมันออกไปจะเป็นการขัดขวางโครงการริเริ่มด้านสาธารณสุขสำคัญในโรงพยาบาลที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในประเทศอื่นๆ ซึ่งกำลังช่วยเหลือคนมากกว่า 20 ล้านคน

USAID ได้งบประมาณมากแค่ไหน?

ตามข้อมูลจากวอชิงตัน โพสต์ ในปีงบประมาณ 2566 USAID บริหารจัดการงบประมาณรวมมากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่ถึง 1% จากงบประมาณประจำปีของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยพวกเขากระจายเงินดังกล่าวไปให้มากกว่า 130 ประเทศ โดย 10 ประเทศที่ได้รับเงินช่วยเหลือมากที่สุดในปี 2566 คือ

ยูเครน, เอธิโอเปีย, จอร์แดน, คองโก, โซมาเลีย, เยเมน, อัฟกานิสถาน, ซูดานใต้ และซีเรีย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา USAID ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม, การพัฒนา และเศรษฐกิจแก่ยูเครนและประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในยูเครนเป็นจำนวนมาก รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาด้วย

โดนัลด์ ทรัมป์
โดนัลด์ ทรัมป์

USAID โดนกล่าวหาเรื่องอะไร?

ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงในวันจันทร์ อีลอน มัสก์ รัวข้อความผ่าน X กล่าวหา USAID เรื่องการคอร์รัปชัน

“รู้หรือไม่ว่า USAID กำลังใช้เงินภาษีของคุณ เป็นทุนให้กับการวิจัยอาวุธชีวภาพ รวมทั้งโควิด-19 ซึ่งสังหารคนหลายล้าน?” หนึ่งในโพสต์ของนายมัสก์ระบุ อ้างข้อมูลจากบทความของ นิวยอร์กโพสต์ ในปี 2566 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับต้นกำเนิดการระบาดของโควิด-19

นายมัสก์กล่าวหาต่อโดยไม่แนบหลักฐานใดๆ ว่า USAID เป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายสุดโต่ง เป็นองค์กรที่สิ้นเปลืองงบประมาณอย่างบ้าคลั่ง และอ้างว่า USAID จ่ายเงินจ้างองค์กรสื่อต่างๆ ให้เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของตัวเอง

ในการประชุมผ่าน X ครั้งแรกของ DOGE เมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา นายมัสก์ระบุว่าเขาได้หารือเรื่อง USAID กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลายครั้ง และนายทรัมป์ก็เห็นด้วยว่าเราควรปิดองค์กรนี้ ขณะที่นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า USAID บริหารจัดการโดยพวกบ้าฝ่ายซ้ายสุดโต่ง และเราจะไล่พวกเขาออกไป

ด้านคอนนินดิกเรียกการแสดงความเห็นของนายทรัมป์กับนายมัสก์ว่า เป็นแคมเปญกระจายข้อมูลเท็จอย่างอุกอาจ และว่า USAID ทำงานร่วมกับองค์กรเอ็นจีโอกับหุ้นส่วนเอกชนมากมาย เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

หน่วยงาน USAID คืออะไร ทำไมรัฐบาลทรัมป์อยากปิด?

โดนัลด์ ทรัมป์ ปิด USAID ได้หรือไม่?

การปิด USAID น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากโพลสำรวจความคิดเห็นบอกมานานแล้วว่า ชาวอเมริกันต้องการลดการให้เงินช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ

แต่การจะปิดองค์กรนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เนื่องจากในปี 2541 สภาคองเกรสผ่านกฎหมายยืนยันสถานะของ USAID ในฐานะหน่วยงานบริหารที่มีสิทธิ์ในตัวเองแล้ว ความพยายามใดๆ ในการปิดองค์กรนี้จะต้องทำผ่านสภาคองเกรส และอาจต้องเผชิญการต่อสู้ในชั้นศาลด้วย

ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในตัวเลือกที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาคือ การทำให้ USAID กลายเป็นสาขาของกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้องค์กรนี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐที่มีสิทธิ์ในตัวเองอีกต่อไป ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการทำงานของ USAID โดยที่ผ่านมา พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ ได้ แต่หากไปรวมกับกระทรวงต่างประเทศ พวกเขาจะทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวในวันจันทร์ (3 ก.พ.) ว่า เขาเป็นรักษาการผู้อำนวยการของ USAID แล้ว และยืนยันว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ได้มีแผนจะยุติโครงการทั้งหมดที่ USAID ทำ

“มีหลายสิ่งที่พวกเขาทำดี และมีหลายอย่างที่พวกเขาทำแล้วเราตั้งคำถามอย่างรุนแรง มันเป็นเรื่องของวิธีการที่พวกเขาบริหารในฐานะองค์กร และพวกเขาควรรับคำสั่งจากกระทรวงต่างประเทศ ให้เป็นไปตามนโยบาย ซึ่งตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

นายรูบิโอบอกด้วยว่า “ทัศนคตีของพวกเขา (USAID) คือ ‘เราไม่ต้องตอบคำถามพวกคุณเพราะเราเป็นหน่วยงานอิสระ เราไม่ต้องตอบคำถามใคร’ นั่นไม่เป็นความจริง และจะไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป”


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbc , nbcnews

ทรัมป์เลื่อนตั้งกำแพงภาษีแคนาดา 30 วัน หลังตกลงเสริมกำลังคุมชายแดน

ทรัมป์เลื่อนตั้งกำแพงภาษีแคนาดา 30 วัน หลังตกลงเสริมกำลังคุมชายแดน

4 ก.พ. 2568 05:37 น.

ทรัมป์เลื่อนตั้งกำแพงภาษีแคนาดา 30 วัน หลังตกลงเสริมกำลังคุมชายแดน

สหรัฐฯ จะเลื่อนบังคับใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้าแคนาดาออกไป 30 วัน หลังจากผู้นำทั้ง 2 ประเทศตกลงกันได้เรื่องมาตรการควบคุมชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของประเทศแคนาดา ประกาศผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ X ในวันจันทร์ที่ 3 ก.พ. 2568 ว่า สหรัฐฯ จะเลื่อนการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของแคนาดาในอัตรา 25% ออกไปเป็นเวลา 30 วัน หลังจากเขาโทรศัพท์คุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ และตกลงเรื่องความร่วมมือในการควบคุมชายแดนได้

เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการเลื่อนการตั้งกำแพงภาษี แคนาดาจะเพิ่มการลงทุนด้านความมั่นคงชายแดน จัดตั้งกองกำลังจู่โจมร่วม แคนาดา-สหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรม, การลักลอบขนยาเฟนทานิล และการฟอกเงิน รวมทั้งแต่งตั้ง “เฟนทานิล ซาร์” คอยควบคุมการปฏิบัติการ และร่วมกับสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีแก๊งค้ายาเสพติดเป็นกลุ่มก่อการร้าย

นอกจากนั้น นายทรูโดยังลงนามคำสั่งใหม่ในการจัดหาข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับอาชญากรรมในลักษณะองค์กรและยาเฟนทานิล ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนปฏิบัติการนี้เป็นเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสืบเนื่องจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ก.พ.) โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกเพิ่มขึ้นในอัตรา 25% และจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 10% โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันอังคารนี้ (4 ก.พ.)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ น.ส.คลอเดีย เชนบอม ประธานาธิบดีเม็กซิโกยืนยันว่า สหรัฐฯ จะเลื่อนการตั้งกำแพงภาษีเม็กซิโกออกไป 1 เดือน หลังจากเธอบรรลุข้อตกลงเรื่องชายแดนกับโดนัลด์ ทรัมป์

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว เม็กซิโกจะส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติไปเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนอีก 10,000 นาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ โดยเฉพาะยาเฟนทานิล (fentanyl) ซึ่งเป็นหนึ่งในยาที่นายทรัมป์แสดงความกังวลเป็นพิเศษ ซึ่งทหารกลุ่มนี้จะถูกส่งไปในทันที

ประธานาธิบดีเม็กซิโกบอกด้วยว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ก็สัญญาว่าจะดำเนินการเพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธอานุภาพสูงผ่านชายแดนสหรัฐฯ เข้าสู่เม็กซิโกเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เนทันยาฮูเตรียมพบโดนัลด์ ทรัมป์ ขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

เนทันยาฮูเตรียมพบโดนัลด์ ทรัมป์ ขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

4 ก.พ. 2568 03:18 น.

เนทันยาฮูเตรียมพบโดนัลด์ ทรัมป์ ขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล เดินทางเยือนสหรัฐฯ และเตรียมเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเขาคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนต่างๆ จากรัฐบาลใหม่ชุดนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล เดินทางเยือนสหรัฐฯ และกำลังจะกลายเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้รับพบปะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันอังคารที่ 4 ก.พ. 2568 นี้ ท่ามกลางการหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างความดีความชอบในการทำให้เกิดข้อตกลงหยุดยิง 6 สัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งหยุดสงครามที่ดำเนินมานาน 15 เดือน และส่งผลให้มีตัวประกันชาวอิสราเอล 13 คนกับคนไทยอีก 5 คนได้รับการปล่อยตัวแล้ว แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่อิสราเอลจับตัวเอาไว้ 583 คน

อย่างไรก็ตาม นายเนทันยาฮูกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก เนื่องจากพรรครวมรัฐบาลต่างไม่เห็นด้วยกับการหยุดยิงและขู่ให้เขาทำสงครามต่อมิเช่นนั้นจะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วม ซึ่งจะทำให้รัฐบาลของเขาล่มสลาย

การเยือนสหรัฐฯ ของนายเนทันยาฮูถูกมองว่าเป็นการยกระดับสถานะของเขาในเวทีโลก หลังศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับเขาในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม แต่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับ ICC จึงไม่มีพันธกรณีใดๆ ที่พวกเขาจะต้องจับกุมนายเนทันยาฮูตามหมายจับ พวกเขายังประณามความเคลื่อนไหวของ ICC ด้วย

ทั้งนี้ คาดกันว่านายเนทันยาฮูจะหารือกับนายทรัมป์เรื่องปัญหาต่างๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงการรื้อฟื้นความพยายามพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับซาอุดีอาระเบียให้กลับสู่ระดับ “ปกติ” อีกครั้ง และเรื่องการรับมืออิหร่าน ซึ่งยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีอิสราเอลโดยตรงแล้ว 2 ครั้งในปี 2567 ที่ผ่านมา

ผู้นำทั้งสองยังต้องการสานต่อข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับทั้งหลาย รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่งเกิดขึ้นตอนที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก

อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียระงับการเจรจาฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอลหลังจากสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 โดยยืนยันว่า การเจรจาจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าปัญหาเรื่องความเป็นรัฐของปาเลสไตน์จะได้รับการแก้ไข

ซาอุฯ สนับสนุนแนวคิดการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์เคียงคู่ไปกับอิสราเอล หรือที่เรียกว่า “ระบบ 2 รัฐ” (two-state solution) ซึ่งเป็นสูตรที่นานาชาติเสนอมานานแล้วเพื่อสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง แต่นายเนทันยาฮูกับรัฐบาลของเขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และยิ่งต่อต้านหนักขึ้นอีกหลังฮามาสโจมตีพวกเขาเมื่อ 7 ต.ค.

นายเนทันยาฮูคาดหวังว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากนายทรัมป์อีกครั้ง หลังจากในการปกครองสมัยแรก นายทรัมป์ช่วยผู้นำอิสราเอลมากมาย ทั้งผลักดันข้อตกลงอับราฮัม และย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังกรุงเยรูซาเลม แม้ปาเลสไตน์กับหลายประเทศจะต่อต้าน

นอกจากนั้นนายทรัมป์ยังประกาศยอมรับว่าอิสราเอลมีอธิปไตยเหนือที่ราบสูงโกลัน ที่อิสราเอลไปยึดมาและนานาชาติก็มองว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของซีเรีย

และหลังจากรับตำแหน่งสมัยที่ 2 นายทรัมป์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายอิสราเอลของสหรัฐฯ ไปจากสมัยของ โจ ไบเดน รวมถึงยกเลิกการคว่ำบาตรผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ถูกกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดชาวปาเลสไตน์ และอนุมัติส่งระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้แก่กองทัพอิสราเอลด้วย หลังจากรัฐบาลไบเดนไม่อนุญาตมาตลอด

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กับนายเนทันยาฮูมีความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งทำให้สื่อของอิสราเอลพากันตั้งคำถามว่า การพบปะของทั้งสองคนในครั้งนี้จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc