ทรัมป์ชะลอตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโก หลัง 2 ฝ่ายปิดดีลคุมชายแดน

ทรัมป์ชะลอตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโก หลัง 2 ฝ่ายปิดดีลคุมชายแดน

4 ก.พ. 2568 01:38 น.

ทรัมป์ชะลอตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโก หลัง 2 ฝ่ายปิดดีลคุมชายแดน

ผู้นำเม็กซิโกเผย โดนัลด์ ทรัมป์ จะเลื่อนการตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโกออกไปก่อน หลังทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพิ่มการป้องกันชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.คลอเดีย เชนบอม ประธานาธิบดีเม็กซิโก เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 3 ก.พ. 2568 ว่า สหรัฐฯ จะเลื่อนการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของเม็กซิโกในอัตรา 25% ออกไปเป็นเวลา 1 เดือน หลังจากเธอกับโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีข้อตกลงกันเรื่องชายแดน

น.ส.เชนบอมระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการที่เม็กซิโกจะส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติไปเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนอีก 10,000 นาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ โดยเฉพาะยาเฟนทานิล (fentanyl) ซึ่งเป็นหนึ่งในยาที่นายทรัมป์แสดงความกังวลเป็นพิเศษ ซึ่งทหารกลุ่มนี้จะถูกส่งไปในทันที

ประธานาธิบดีเม็กซิโกบอกด้วยว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ก็สัญญาว่าจะดำเนินการเพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธอานุภาพสูงผ่านชายแดนสหรัฐฯ เข้าสู่เม็กซิโกเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ก.พ.) โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกเพิ่มขึ้นในอัตรา 25% และจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 10% โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันอังคารนี้ (4 ก.พ.)

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า เขาจะตั้งกำแพงภาษีการค้ากับสหภาพยุโรป และอาจรวมถึงสหราชอาณาจักรด้วย

“มันอาจเกิดขึ้นได้นะ แต่มันจะเกิดขึ้นกับสหภาพยุโรปแน่นอน ผมบอกคุณได้เลย เพราะพวกเขาเอาเปรียบเราอย่างที่ผมพูด คุณรู้มั้ย เราขาดดุลการค้ากับพวกเขาถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ” โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับนักข่าวบีบีซีหลังถูกถามว่า เขาจะตั้งกำแพงภาษีกับสหราชอาณาจักรด้วยหรือไม่

“พวกเขาไม่ซื้อรถยนต์ของเรา ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์จากฟาร์มของเรา พวกเขาแทบไม่ซื้ออะไรเลย แต่เราซื้อทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์หลายล้านคัน, อาหารและผลิตภัณฑ์จากฟาร์มจำนวนมหาศาล UK ออกนอกลู่นอกทางไปมาก และเราจะมาดูกันเรื่อง UK แต่สหภาพยุโรปออกนอกทางไปแล้ว”

ผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า สหรัฐฯ กับ UK อาจจะเจรจากันได้ แต่ไม่ระบุแน่ชัดว่าเขาจะเริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้าจาก EU เมื่อไร บอกเพียงว่า มันจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้หวันสั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้ AI จีน “DeepSeek” กังวลความปลอดภัย

ไต้หวันสั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้ AI จีน “DeepSeek” กังวลความปลอดภัย

3 ก.พ. 2568 23:40 น.

ไต้หวันสั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้ AI จีน “DeepSeek” กังวลความปลอดภัย

ไต้หวันสั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้งานเอไอ DeepSeek ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทจีน อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 3 ก.พ. 2568 ว่า รัฐบาลไต้หวันสั่งห้ามหน่วยงานรัฐไม่ให้ใช้ “DeepSeek” โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญชาติจีนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยอ้างเหตุผลเรื่องความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ หลังจากตอนแรกแค่แนะนำว่าอย่าใช้เท่านั้น

นายโช จุง-ไท นายกรัฐมนตรีไต้หวันประกาศคำสั่งดังกล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า การใช้ DeepSeek ภายในหน่วยงานรัฐบาลนั้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางข้อมูลของไต้หวัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตื่นตัวในอุตสาหกรรมเอไอ หลังจาก DeepSeek เปิดตัวออกมาและทะยานเป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุดภายในไม่กี่สัปดาห์ แซงหน้าคู่แข่งทุกเจ้า นอกจากนั้น ผู้พัฒนายังอ้างว่า พวกเขาใช้งบประมาณในการฝึกฝนเอไอตัวนี้ต่ำกว่าคู่แข่งในตลาดหลายเท่าด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก DeepSeek เป็นเอไอสัญชาติจีน ทำให้ชาติตะวันตกและพันธมิตรออกมาแสดงความกังวลเรื่องปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเช่น การเซ็นเซอร์ข้อมูล และความกังวลว่ารัฐบาลจีนอาจเข้าถึงข้อมูลอ่อนไหวบางอย่างจากการใช้งานเอไอตัวนี้

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในอิตาลี, เกาหลีใต้, ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ ก็กำลังดำเนินการสืบสวนการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของ DeepSeek ซึ่งสำนักงานคุ้มครองข้อมูลของอิตาลี เพิ่งมีคำสั่งให้บริษัทผู้ให้บริการแชทบอท DeepSeek หยุดให้บริการในประเทศก่อน เนื่องจากมีการเปิดเผยเรื่องการใช้งานข้อมูลไม่เพียงพอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ออสเตรเลียช็อก ฉลามขย้ำเด็กสาววัย 17 เสียชีวิตที่บริสเบน

ออสเตรเลียช็อก ฉลามขย้ำเด็กสาววัย 17 เสียชีวิตที่บริสเบน

3 ก.พ. 2568 23:08 น.

ออสเตรเลียช็อก ฉลามขย้ำเด็กสาววัย 17 เสียชีวิตที่บริสเบน

เด็กสาววัย 17 ในออสเตรเลียถูกฉลามกัดขณะว่ายน้ำนอกชายฝั่งใกล้เมืองบริสเบน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา นับเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิตในออสเตรเลียครั้งที่ 2 ของปีแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยกู้ชีพของออสเตรเลียได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุฉลามทำร้ายคนอย่างรุนแรงที่หาดวูริม บีช (Woorim Beach) ทางเหนือของเมืองบริสเบน เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น. วันจันทร์ที่ 3 ก.พ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ถูกทำร้ายเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาประมาณ 17.00 น.

ตำรวจยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเด็กสาวรายนี้กำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเลนอกชายฝั่งเกาะบาร์บี ซึ่งเป็นที่ตั้งของหาดวูริม ก่อนที่เธอจะถูกฉลามทำร้าย โดยที่ไม่มีการระบุสายพันธุ์ของสัตว์นักล่าตัวนี้แต่อย่างใด

ด้านหน่วยบริการรถพยาบาลรัฐควีนส์แลนด์ยืนยันว่า ผู้เคราะห์ร้ายได้รับบาดแผลรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตบริเวณร่างกายส่วนบน ขณะที่สื่อออสเตรเลียรายงานเจาะจงว่า เธอถูกกัดที่แขนขณะอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่งประมาณ 100 ม.

ทั้งนี้ ข่าวระบุว่าน่านน้ำบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นที่อยู่ของฉลามมากมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่มีมาตรการป้องกันบริเวณใกล้ชายฝั่ง โดยใช้ทุ่นที่เรียกว่า “drumline” ซึ่งมีสมอถ่วงถึงก้นทะเล และมีตะขอเกี่ยวมากมาย คอยดักฉลามที่ว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ซึ่งฉลามที่ถูกจับได้บางสายพันธุ์จะถูกทำการุณยฆาต ขณะที่สายพันธุ์อื่นจะถูกปล่อยตัวในน่านน้ำอื่น

อย่างไรก็ตาม นี่นับเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิตในออสเตรเลียครั้งที่ 2 ของปีนี้แล้ว หลังจากนาย แลนซ์ แอปเปิลบี นักโต้คลื่นถูกโจมตีที่นอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลียเมื่อ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

'อธิบดีทวีศักดิ์'ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.42 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นายวัชระ สิงห์โตทอง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ค่ายจิรประวัติได้ดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดีค่ายจิรประวัติ เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในค่ายทหาร และเป็นการสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ ได้ลงพื้นที่สำรวจดิน รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงดินด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับดินในพื้นที่ และร่วมวางแผนในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ในโครงการทหารพันธุ์ดีค่ายจิรประวัติ ที่ใช้สำหรับเพาะปลูกพืชปลอดภัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชในโครงการให้เจริญเติบโตได้อย่างดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน มอบหมายให้ สถานีพัฒนาที่ดินนครนายก จัดเตรียมข้อมูลการปรับปรุงดินด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน สำหรับการถวายรายงาน และร่วมเตรียมความพร้อมการรับเสด็จฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

– 006

‘อธิบดีทวีศักดิ์’รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2568 จากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

'อธิบดีทวีศักดิ์'รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2568 จากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

‘อธิบดีทวีศักดิ์’รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2568 จากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.37 น.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้ารับโล่รางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2567 ประเภทนักบริหารภาครัฐ/ราชการ จาก ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี จัดโดยสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ ณ อาคารสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ รางวัลนิสิตศิษย์เก่าดีเด่นของ ม.เกษตรศาสตร์ มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรตินิสิตเก่าของสถาบันที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และรับผิดชอบต่อสังคม เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่องค์กร สังคมและประเทศ สร้างความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กรและมหาวิทยาลัย

– 006

72ปีอสป.มุ่งมั่นพัฒนาภาคประมงไทย

72ปีอสป.มุ่งมั่นพัฒนาภาคประมงไทย

72ปีอสป.มุ่งมั่นพัฒนาภาคประมงไทย

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาองค์การสะพานปลา ครบรอบ 72 ปี โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่องค์การสะพานปลา ว่าได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการค้าสัตว์น้ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนภาคประมงไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งมุ่งมั่นเป็นศูนย์กลางการค้าสัตว์น้ำที่มีมาตรฐาน ให้กับชาวประมงผู้ประกอบการ เศรษฐกิจของประเทศ และสามารถขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรให้เติบโตเพื่ออนาคตของภาคการประมงไทยและประเทศชาติ

สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2568 องค์การสะพานปลา พร้อมเดินหน้าพลิกฟื้นการประมงของไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศและประชาชนอีกครั้ง อีกทั้งช่วยฟื้นคืนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวประมง และสร้างความมั่นคงด้านอาหารทะเล ให้แก่ประชาชนในประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาและส่งเสริมภาคการประมงให้เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าและขยายตลาดการส่งออกสินค้าประมงของตลาดไทย ผ่านการขนถ่ายท่าเทียบเรือประมงขององค์การสะพานปลานำออกสู่ตลาดในประเทศโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และชาวประมงผู้ประกอบอาชีพประมงโดยสุจริตให้ได้รับความเป็นธรรมพร้อมพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนสามารถพัฒนาศักยภาพและนำมาซึ่งการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์น้ำสู่ผู้บริโภค และสามารถพัฒนาตลาดปลาเชิงท่องเที่ยวของไทยในอนาคต โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณพนักงานดีเด่นประจำปี 2567 พร้อมทั้งปล่อยพันธุ์ปลาสวาย73 ตัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี องค์การสะพานปลา

‘อิทธิ’ปลดล็อกทุเรียนไทย ลอตแรกส่งไปจีนย้ำยึดหลัก‘4ไม่’

‘อิทธิ’ปลดล็อกทุเรียนไทย  ลอตแรกส่งไปจีนย้ำยึดหลัก‘4ไม่’

‘อิทธิ’ปลดล็อกทุเรียนไทย ลอตแรกส่งไปจีนย้ำยึดหลัก‘4ไม่’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามการส่งออกทุเรียนปลอดสาร Basic Yellow 2 และแคดเมียม ที่ด่านพรมแดนนครพนม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม พร้อมหารือแนวทางการส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ มีนโยบายเร่งด่วนให้ขับเคลื่อน “นโยบายผลไม้ปลอดภัย มีคุณภาพ สำหรับการบริโภคในประเทศและส่งออก” จึงมอบหมายให้ตนเร่งติดตามแก้ปัญหาสาร Basic Yellow 2 ปนเปื้อนในทุเรียนผลสดส่งออกไปจีน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สามารถปลดล็อกทุเรียนไทยส่งออกไปจีนได้แล้ว โดยได้รับรายงานจากกรมวิชาการเกษตร ว่าได้มีการส่งออกทุเรียนทางบก 6 ชิปเมนท์ ปริมาณ 96 ตัน มูลค่าประมาณ 7.8 ล้านบาท ทางด่านตรวจพืชนครพนม 3 ชิปเมนท์ และทางด่านตรวจพืชเชียงของ 3 ชิปเมนท์ โดยในทุกชิปเมนท์ได้รับการรับรองรายงานผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการแล้ว เมื่อช่วงวันที่ 20-21 มกราคมที่ผ่านมา

“ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯไม่นิ่งนอนใจภายหลังจีนมีมาตรการเข้มงวดตรวจสาร Basic Yellow 2 ในทุเรียนทุกลอตเราได้ประชุมติดตามเร่งรัดเพื่อให้สามารถส่งออกทุเรียนได้เร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สามารถดำเนินการได้สำเร็จแล้ว ต้องขอชื่นชมอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุเรียนไทยเป็นทุเรียนอันดับ 1 ของโลก”นายอิทธิ กล่าว

ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้สุ่มเก็บตัวอย่างทุเรียน เพื่อทดสอบ Basic Yellow 2 ตั้งแต่ค่ำวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา จนได้ผล TestReport ที่ใช้ประกอบการส่งออกทุเรียนไปจีนตามเงื่อนไขที่จีนกำหนด โดยเริ่มเก็บตัวอย่างภายหลังจากการแจ้งการอนุญาตให้ห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถทั้ง 6 แห่ง ที่ได้รับการอนุญาตจาก GACC เข้าเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการ รวม 11 ล้ง 13 ชิปเมนท์ ปริมาณ 155.5 ตัน มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท จากตัวอย่างในพื้นที่ จ.จันทบุรี 5 ล้ง 7 ชิปเมนท์ ปริมาณ 58.5 ตัน มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท และตัวอย่างในพื้นที่ จ.ชุมพร 6 ล้ง 6 ชิปเมนท์ปริมาณ 97 ตัน มูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท

“การส่งออกทุเรียนผ่านด่านตรวจพืชนครพนม ได้กำชับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ให้ตรวจสอบใบรายงานผลการทดสอบ Basic Yellow 2 ในเนื้อและเปลือก ต้องตรวจไม่พบหรือ Not Detected และ Cadmium ในเนื้อ (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05mg/kg) จึงจะออกใบรับรองสุขอนามัยพืช PC เพื่อแสดงที่ด่านนำเข้าของประเทศจีน ขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการส่งออกมาตรการเข้มงวด ยึดหลัก “4 ไม่” ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สี ไม่มีสารเคมีต้องห้าม มีเป้าหมาย
“Set Zero” การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด เพื่อรักษาตลาดทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีนที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท และอีกหลายแสนล้านให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

มหาสารคามรณรงค์แก้ฝุ่นพิษ ลุยเคาะประตูบ้านให้ความรู้

มหาสารคามรณรงค์แก้ฝุ่นพิษ ลุยเคาะประตูบ้านให้ความรู้

มหาสารคามรณรงค์แก้ฝุ่นพิษ ลุยเคาะประตูบ้านให้ความรู้

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศาลากลางบ้านหัน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Kick off) การป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) “หยุดเผา หยุดฝุ่นเพื่อคุณ เพื่อเรา” สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในชุมชน แบบเคาะประตูบ้าน พร้อมแจกหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก ให้ประชาชนได้สวมใส่ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน

นายวิบูรณ์ ผวจ.มหาสารคาม กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่าจังหวัดมหาสารคามมีจุดความร้อน137 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งนาข้าว และไร่อ้อย รวมไปถึงการเผาในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว จังหวัดมหาสารคาม จึงได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Kick off) การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

โดยได้จัดกิจกรรมพร้อมกันทั้ง 13 อำเภอ ลงพื้นที่เดินรณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน และแจกหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนในชุมชน และทำความเข้าใจกับพี่น้องในชุมชนได้ทราบว่าปีนี้ทางภาครัฐให้ความสำคัญในเรื่องการลดการเผาในที่โล่งแจ้งค่อนข้างมาก หากพบการเผาในพื้นที่การเกษตรและถูกแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็จะถูกตัดสิทธิ์การใช้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากภาครัฐ 3 ปี

สกู๊ปแนวหน้า : อพท.เปิดโฮมสเตย์ระดับอาเซียนกลางป่าภูกระดึง ท่องเที่ยวชุมชนรูปหัวใจ ฉ่ำไปด้วยมิตรภาพของคนพื้นที่

สกู๊ปแนวหน้า : อพท.เปิดโฮมสเตย์ระดับอาเซียนกลางป่าภูกระดึง ท่องเที่ยวชุมชนรูปหัวใจ ฉ่ำไปด้วยมิตรภาพของคนพื้นที่

สกู๊ปแนวหน้า : อพท.เปิดโฮมสเตย์ระดับอาเซียนกลางป่าภูกระดึง ท่องเที่ยวชุมชนรูปหัวใจ ฉ่ำไปด้วยมิตรภาพของคนพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พองหนีบ เป็นหมู่บ้านใจกลางหัวใจภูกระดึง” หมู่บ้านที่อยู่กับธรรมชาติ ให้ธรรมชาติบำบัดสภาพจิตใจจากความวุ่นวายจากการทำงาน ที่นี่สามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติในอ้อมกอดของภูกระดึง ที่พักผ่อนที่เงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวาย มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของคนท้องถิ่นบ้านพองหนีบ ในอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

หมู่บ้านพองหนีบนี้ปกติจะเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม โดยมีการทำการท่องเที่ยวเสริมควบคู่ โดยเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เรียนรู้วิถีคนอยู่ร่วมกับธรรมชาติกับป่าภูกระดึง ที่มีลำน้ำสำคัญคือลำน้ำพอง อีกทั้งยังมีจุดแหล่งโบราณคดี เป็นเสมาหินทราย อายุประมาณ 1,500 ปี ถึงแม้หมู่บ้านพองหนีบนี้จะอยู่ห่างไกลมาก แต่ไม่เคยจะห่างหายจากการเยี่ยมเยือนจากผู้คนข้างนอก นักท่องเที่ยว หน่วยงานต่างๆ เข้ามาพัฒนา ซึ่งไม่นานมานี้เป็นหมู่บ้านพองหนีบเพิ่งได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ไว้พร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยมเยือน

นายธรรมนูญ ภาคธูปผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย กล่าวว่าจากข้อมูลพื้นฐานด้านการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย “มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ที่จะทำให้สายท่องเที่ยวท้องถิ่นวิถีชีวิต เที่ยวไทยได้อย่างมั่นใจ” ที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท หรือโฮมสเตย์ เป็นที่พักที่นักท่องเที่ยวจะต้องพักค้างแรมภายใต้ชายคาบ้านเดียวกันกับเจ้าของบ้าน และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตระหว่างกัน พร้อมทั้งถ่ายทอดประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยว และพานักท่องเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยว และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นน้ำตก ขี่จักรยาน นั่งเรือ เดินป่า ศึกษาธรรมชาติ

ซึ่งกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวรูปแบบ โฮมสเตย์จัดทำมาตรฐานที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท หรือมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย (Home Stay Standard) เพื่อเป็นเครื่องมือในการยกระดับ และเป็นแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและครบวงจร ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน โดยมีเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 10 ด้าน 31 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านที่พัก อาหาร ความปลอดภัย อัธยาศัยไมตรีของเจ้าของบ้าน รายการนำเที่ยว ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน การบริหารจัดการ และประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

จังหวัดเลย โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย อพท. เลย ดำเนินงานร่วมบูรณาการกับภาคี
เครือข่าย ดำเนินการพัฒนาส่งเสริมโฮมสเตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน สนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้ด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้ประกอบการ ที่พัก เข้ารับสมัครเพื่อขอมาตรฐานที่พักโฮมสเตย์ และโฮมลอดจ์ และมาตรฐานชุมชนท่องเที่ยวตามเกณฑ์ของ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงตลอดทุกปี

ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดเลยมีโฮมสเตย์ ได้รับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำนวน 1 แห่ง คือ โฮมสเตย์บ้านพองหนีบ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย จำนวน 4 หลัง โดยมีอายุการรับรองมาตรฐาน จำนวน 3 ปี ระหว่างปี 2567 – 2569 โดยชุมชนบ้านพองหนีบเข้ารับรางวัล เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2567 ของกรมการท่องเที่ยว เมื่อ 2 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ผ่านมา

ล่าสุดในปี 2568 โฮมสเตย์บ้านพองหนีบ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ได้รับเชิญจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Tourism AwardCeremony) ในวันที่ 20 มกราคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ Persada Johor เมืองยะโฮร์บาห์รู สหพันธ์มาเลเซีย เนื่องจากได้ผ่าน การประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน (แต่ชุมชนไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมรับรางวัล เนื่องจากการเดินทางไกลต้องใช้ทุนทรัพย์ ถ้านักท่องเที่ยวที่มาพักแรมนอกจากโฮมสเตย์ นักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์แคมป์ปิ้งได้อีกด้วย

ติดต่อเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 098-1054341 // Facebook : ท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านพองหนีบ หรือ สอบถาม ขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่ ติดต่อกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย โทรศัพท์ 042-813086 หรือ อพท.เลย โทรศัพท์ 042-861116

อัมรินทร์ ชูฤทธิ์

ผู้ช่วยฯเร่งติดตาม โครงการปตน.-ปตร. ปลายคลองแม่กลอง ใช้บริหารจัดการน้ำ

ผู้ช่วยฯเร่งติดตาม  โครงการปตน.-ปตร.  ปลายคลองแม่กลอง  ใช้บริหารจัดการน้ำ

ผู้ช่วยฯเร่งติดตาม โครงการปตน.-ปตร. ปลายคลองแม่กลอง ใช้บริหารจัดการน้ำ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุง ปตน.-ปตร.ปลายคลองแม่กลอง บริเวณ กม.6 500 ของคันกั้นน้ำเค็มสายอัมพวา-เอกชัย เนื่องจากสภาพปัญหาเดิมอาคาร ปตน.-ปตร.ปลายคลองแม่กลอง ไม่สามารถใช้งานได้ บานประตูเรือสัญจร ระบบไฮโดรลิก และระบบต่างๆ รวมถึงระบบควบคุมระยะไกลชำรุดเสียหาย ส่งผลให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการรื้อถอนและติดตั้งบาน Mitre Gate ขนาด 6.00×7.00 เมตร และอุปกรณ์ประกอบ รื้อถอนและติดตั้งบานปรับระดับน้ำ ขนาด 1.50 X 2.00 เมตร รื้อถอนและติดตั้งระบบไฮดรอลิก และอุปกรณ์ประกอบ จัดหาและติดตั้งระบบควบคุมระยะไกล พร้อมอุปกรณ์ประกอบ จัดหาและติดตั้งหัวขับไฟฟ้าสำหรับบานปรับระดับน้ำ เริ่มดำเนินการเดือนมีนาคม 2569 สิ้นสุดระยะเวลาก่อสร้างเดือนมีนาคม 2569 วงเงินงบประมาณ 95 ล้านบาท ซึ่งทางโครงการชลประทานสมุทรสงคราม ชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประกาศ TOR ประมูลงานโดยวิธีE-bidding และจะเซ็นสัญญาได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2568