คอนเทนต์เป็นเหตุ อินฟลูฯ ชาวอินโดฯ ถูกจำคุกเกือบ 3 ปี ฐานแนะพระเยซูไปตัดผม

คอนเทนต์เป็นเหตุ อินฟลูฯ ชาวอินโดฯ ถูกจำคุกเกือบ 3 ปี ฐานแนะพระเยซูไปตัดผม

13 มี.ค. 2568 11:39 น.

คอนเทนต์เป็นเหตุ อินฟลูฯ ชาวอินโดฯ ถูกจำคุกเกือบ 3 ปี ฐานแนะพระเยซูไปตัดผม

ศาลอินโดนีเซียตัดสินจำคุก TikToker รายหนึ่งเกือบ 3 ปี ฐานเผยแพร่ข้อความสร้างความเกลียดชังต่อศาสนาคริสต์ หลังจากเธอพูดคุยกับภาพของพระเยซูในโทรศัพท์และบอกให้พระองค์ตัดผม

ราตู ทาลิซา หญิงข้ามเพศชาวมุสลิม ซึ่งมีผู้ติดตามบน TikTok เกือบ 450,000 คน ถูกศาลในจังหวัดสุมาตราเหนือตัดสินโทษให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน จากกรณีที่เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพของพระเยซู ตามรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล และสื่อท้องถิ่น

ทาลิซา ซึ่งเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ในชื่อ ราตู เอนต็อก แสดงความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากมีผู้ชมบอกว่าเธอควรตัดผมให้ดูเหมือนผู้ชาย ในระหว่างการไลฟ์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมปีที่แล้ว ทาลิซาได้ถือรูปพระเยซูคริสต์ขึ้นมาและกล่าวว่า คุณไม่ควรดูเหมือนผู้หญิง คุณควรตัดผมเพื่อให้ดูเหมือนพ่อของคุณ

คอนเทนต์เป็นเหตุ อินฟลูฯ ชาวอินโดฯ ถูกจำคุกเกือบ 3 ปี ฐานแนะพระเยซูไปตัดผม

หลังจากที่คลิปถูกเผยแพร่ กลุ่มคริสเตียน 5 กลุ่ม ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย โดยกล่าวหาว่าทาลิซากระทำความผิดฐาน หมิ่นศาสนา จนนำไปสู่การจับกุมเธอในวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งนอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งให้ทาลิซาจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนประมาณ 224,000 บาทด้วย

เธอถูกตัดสินโทษภายใต้ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (EIT) ของอินโดนีเซีย หลังจากศาลตัดสินว่าคำพูดของเธออาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม และความสมานฉันท์ทางศาสนา

อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คำตัดสินนี้เป็นการโจมตีเสรีภาพในการแสดงออกของราตู ทาลิซาอย่างน่าตกใจ และระบุว่ากฎหมาย EIT ไม่ควรถูกใช้เพื่อดำเนินคดีลงโทษผู้คนเพียงเพราะความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย

แม้อินโดนีเซียควรมีมาตรการห้ามการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังทางศาสนา ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ ความเป็นปฏิปักษ์ หรือความรุนแรง แต่คำพูดของราตู ทาลิซาไม่ได้เข้าข่ายในระดับนั้น คำตัดสินนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมาย EIT ของอินโดนีเซียที่มีลักษณะเผด็จการและละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันฮามิด ยังเรียกร้องให้อินโดนีเซียยกเลิกคำตัดสินของราตู ทาลิซา และปล่อยตัวเธอทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องยกเลิกหรือแก้ไขบทบัญญัติที่เป็นปัญหาในกฎหมาย EIT ที่ใช้ในการเอาผิดเกี่ยวกับศีลธรรมการหมิ่นประมาท และวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง” ฮามิดกล่าว

ตามข้อมูลของแอมเนสตี้ ตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2024 มีประชาชนอย่างน้อย 560 คน ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมาย EIT ในข้อหาต่าง ๆ รวมถึง หมิ่นประมาท และสร้างความเกลียดชัง โดยทาลิซาเป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่ถูกตัดสินโทษในข้อหาหมิ่นศาสนาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นศาสนาอิสลาม

อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประชากร 231 ล้านคน หรืออย่างน้อย 93% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ ระบุว่าตนเองนับถือศาสนาอิสลาม.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

เกาหลีใต้ตั้งข้อหานักบิน ทิ้งระเบิดพลาดเป้าตกใส่ชุมชน

เกาหลีใต้ตั้งข้อหานักบิน ทิ้งระเบิดพลาดเป้าตกใส่ชุมชน

13 มี.ค. 2568 10:15 น.

เกาหลีใต้ตั้งข้อหานักบิน ทิ้งระเบิดพลาดเป้าตกใส่ชุมชน

ทางการเกาหลีใต้ตั้งข้อหานักบินกองทัพอากาศ 2 นาย ข้อหาประมาทเลินเล่อ ทิ้งระเบิดพลาดเป้าจนตกใส่หมู่บ้านระหว่างฝึกซ้อ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บมากถึง 29 คน

เจ้าหน้าที่สืบสวนทางทหารของเกาหลีใต้ตั้งข้อหานักบินกองทัพอากาศ 2 นายเมื่อวันพฤหัสบดี (13 มี.ค.) ในข้อหาประมาทเลินเล่อทางอาญาจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หลังจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดพลาดจนตกใส่หมู่บ้าน ระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 29 คน และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นวงกว้าง โดยลูกระเบิดอเนกประสงค์แบบ MK-82 แบบไม่มีระบบนำวิถีจำนวน 8 ลูก ถูกยิงจากเครื่องบินรบ 2 ลำ และตกลงในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองโพชอน ใกล้ชายแดนเกาหลีเหนือ ระหว่างการฝึกยิงกระสุนจริง

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมยืนยันว่าข้อผิดพลาดของนักบินในการป้อนค่าพิกัดเข้าสู่ระบบของเครื่องบินเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ทิ้งระเบิดผิดพลาด ตามแถลงการณ์ของหน่วยสืบสวนคดีอาญาของกระทรวง ซึ่งขณะนี้นักบินทั้งสองถูกสั่งพักงานจากภารกิจบิน และมีกำหนดให้มีการทบทวนใบรับรองภารกิจการบินของพวกเขา ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม

เสนาธิการทหารอากาศของเกาหลีใต้ ได้ออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะทบทวนขั้นตอนปฏิบัติภารกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก และการสอบสวนยังดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ หลายพื้นที่ในโพชอนและภูมิภาคใกล้เคียงเป็น สนามฝึกซ้อมทางทหาร ที่กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ใช้งานมานานหลายปี ซึ่งชาวบ้านเคยร้องเรียนมานานเกี่ยวกับ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเสียงรบกวน จากหน่วยทหารที่ถูกส่งมาฝึกในพื้นที่

ทางด้านเกาหลีเหนือ ซึ่งมักประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างกองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เป็นประจำ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่การซ้อมรบอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ โดยชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ระเบิดอาจตกเลยไปยังฝั่งเกาหลีเหนือ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ตะลึง เสือดำอ้วนพุงย้อยเกือบถึงพื้น สวนสัตว์จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก (คลิป)

ตะลึง เสือดำอ้วนพุงย้อยเกือบถึงพื้น สวนสัตว์จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก (คลิป)

13 มี.ค. 2568 08:07 น.

ตะลึง เสือดำอ้วนพุงย้อยเกือบถึงพื้น สวนสัตว์จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก (คลิป)

นักท่องเที่ยวจีนเผยภาพสุดช็อก ไปเที่ยวสวนสัตว์เจอเสือดำอ้วนหนักจนแทบลากพุง ผู้เชี่ยวชาญเตือนอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งโรคหัวใจ โรคตับ และเบาหวาน

วันที่ 13 มีนาคม 2568 นักท่องเที่ยวจีนเผยคลิปวิดีโอ และมีการแชร์ในโลกโซเชียล เป็นภาพเสือดำเพศเมีย อายุ 16 ปี มีลักษณะอ้วนมาก พุงขนาดใหญ่แทบลากไปกับพื้น และมันกำลังเดินอย่างเชื่องช้าในกรงของสวนสัตว์เฉิงตู มณฑลเสฉวน ของจีน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา หลายคนมองว่า ดูเหมือนมันพยายามหลบซ่อนตัวหลังต้นไม้ราวกับรู้สึกอับอายหรือไม่สบายตัว

คลิปวิดีโอเสือดำอ้วนถูกแชร์เป็นไวรัล หลายคนมองว่าสวนสัตว์ขาดการดูแลที่เหมาะสม ทำให้สัตว์มีภาวะอ้วนจนกระทบต่อสุขภาพ ทางสวนสัตว์เฉิงตู ต้องเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสัตว์ ทุกคนต่างตั้งคำถามว่า ทำไมเสือดำตัวนี้ถึงมีน้ำหนักเกินขนาดนี้

ด้านสวนสัตว์เฉิงตูได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง และยอมรับปัญหาว่าเสือดำอ้วนเกินไปจริง แต่ยืนยันไม่ได้ละเลยการดูแล และกำลังเร่งแก้ไข ช่วยให้พวกมันลดน้ำหนัก แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยแผนการลดน้ำหนักของเสือดำตัวนี้

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าเตือนว่า ภาวะอ้วนในสัตว์นักล่าอย่างเสือดำเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะอาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคตับ และเบาหวาน นอกจากนี้ น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะสร้างแรงกดทับต่อข้อต่อของสัตว์ ทำให้เกิดปัญหาการเคลื่อนไหวและโรคข้ออักเสบ ซึ่งอาจทำให้สัตว์ไม่สามารถเดินหรือวิ่งได้ตามปกติ หากไม่ได้รับการควบคุมน้ำหนักอย่างถูกต้อง อาจทำให้สัตว์มีอายุสั้นลง.

ชมคลิป ที่นี่

ชุลมุนไฟดับสนามบินแถาหยวน ของไต้หวัน กระทบหลายเที่ยวบิน เร่งสอบสวนหาสาเหตุ

ชุลมุนไฟดับสนามบินแถาหยวน ของไต้หวัน กระทบหลายเที่ยวบิน เร่งสอบสวนหาสาเหตุ

13 มี.ค. 2568 07:57 น.

ชุลมุนไฟดับสนามบินแถาหยวน ของไต้หวัน กระทบหลายเที่ยวบิน เร่งสอบสวนหาสาเหตุ

เกิดเหตุชุลมุน ไฟดับทั้งสนามบินเถาหยวน ของไต้หวัน กระทบบริการเช็กอิน เครื่องสแกนสัมภาระ และระบบรักษาความปลอดภัย ทำให้มีหลายเที่ยวบินล่าช้า เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่าชั่วโมงกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ

วันที่ 12 มีนาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุไฟฟ้าดับที่อาคารผู้โดยสาร 2 ของสนามบินนานาชาติเถาหยวน เมืองเถาหยวน ของไต้หวัน เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ส่งผลให้ระบบต่างๆ ภายในสนามบินหยุดชะงัก สร้างความสับสนให้กับผู้โดยสารจำนวนมากที่กำลังเดินทาง

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อเกิดไฟดับ ระบบเช็กอินและเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจสอบสัมภาระไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้เกิดแถวรอคิวยาวเหยียดบริเวณโถงผู้โดยสารขาออก นอกจากนี้ ไฟฟ้าดับยังส่งผลกระทบต่อหลายชั้นของอาคารผู้โดยสาร รวมถึงลานจอดรถของสนามบิน

ขณะที่ไฟดับผู้โดยสารจำนวนมากที่อยู่ในอาคารผู้โดยสาร 2 ต้องเดินทางผ่านทางเดินที่มืดสนิท สร้างความไม่สะดวกและกังวลเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย แม้ว่าทีมงานสนามบินจะพยายามเร่งแก้ไข แต่ในช่วงแรกยังมีจุดที่ไฟฟ้าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ทันที และต่อมาไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ภายใน 1 ชั่วโมง 13 นาที หลังจากไฟฟ้าดับไปประมาณ 15 นาที เครื่องปั่นไฟสำรองเริ่มทำงาน แต่ยังมีบางส่วนของอาคารที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.13 น. สนามบินจึงสามารถฟื้นฟูระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบ

ทางด้านบริษัทท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และเป็นศูนย์กลางการเดินทางหลักของประเทศเปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้กระทบต่อเที่ยวบิน มีการเปลี่ยนแปลงตารางบิน เนื่องจากกระบวนการเช็กอินและตรวจสอบสัมภาระต้องหยุดชะงักไประยะหนึ่ง และยังกระทบกับหลายพื้นที่ของสนามบิน รวมถึงลานจอดรถ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง หรืออุบัติเหตุจากเหตุไฟดับครั้งนี้ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบหาสาเหตุของไฟฟ้าดับครั้งนี้ ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกิดจากปัญหาทางเทคนิค ระบบไฟฟ้า หรือปัจจัยอื่น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสผลเอ็กซ์เรย์ดีขึ้น แต่ยังต้องได้รับออกซิเจน

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสผลเอ็กซ์เรย์ดีขึ้น แต่ยังต้องได้รับออกซิเจน

13 มี.ค. 2568 05:30 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสผลเอ็กซ์เรย์ดีขึ้น แต่ยังต้องได้รับออกซิเจน

วาติกันเผย ผลเอ็กซ์เรย์ของโป๊ปฟรานซิสยืนยันว่าอาการของพระองค์ดีขึ้น แต่ยังต้องรับการบำบัดด้วยออกซิเจน และใช้เครื่องช่วยหายใจ

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในคืนวันพุธที่ 13 มี.ค. 2568 ระบุว่า อาการประชวรของพระองค์ยังคงทรงตัว แต่ผลการเอ็กซ์เรย์เมื่อวันอังคาร ยืนยันการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

แถลงการณ์ของวาติกันบอกอีกว่า โป๊ปฟรานซิสยังคงต้องได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนการไหลสูงในช่วงกลางวัน และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบไม่สอดท่อระหว่างพักผ่อนตอนกลางคืน

นอกจากนี้ ตลอดวันโป๊ปฟรานซิสยังร่วมพิธีฝึกปฏิบัติชีวิตจิต (spiritual exercise) ผ่านวิดีโอคอลล์, รับศีลมหาสนิท, สวดมนต์ภาวนา และทำกายภาพบำบัดการเคลื่อนไหวในช่วงเช้า กับทำกายภาพบำบัดทางเดินหายใจในช่วงบ่าย

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระชนมายุ 88 พรรษา เข้าโรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 หลังเกิดอาการหายใจลำบาก ซึ่งผลการตรวจพบว่า พระองค์มีอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง แต่พระองค์มีอาการทรงตัวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มี.ค. วาติกันระบุว่า ผลตรวจเลือดและการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาของโป๊ปฟรานซิสเป็นบวก ส่งผลให้แพทย์ยกเลิกคำวินิจฉัยโรคแบบ “ระมัดระวัง” ก่อนหน้านี้ โดยหมายความว่าพระองค์ไม่ได้อยู่ในอันตรายร้ายแรงอีกต่อไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

รัสเซียยึดคืนพื้นที่แคว้นคูสค์ได้เพิ่มอีก ปูตินลั่นไม่นานชิงคืนได้ทั้งหมด

รัสเซียยึดคืนพื้นที่แคว้นคูสค์ได้เพิ่มอีก ปูตินลั่นไม่นานชิงคืนได้ทั้งหมด

13 มี.ค. 2568 05:05 น.

รัสเซียยึดคืนพื้นที่แคว้นคูสค์ได้เพิ่มอีก ปูตินลั่นไม่นานชิงคืนได้ทั้งหมด

รัสเซียยึดพื้นที่ในแคว้นคูสค์ที่ถูกยูเครนชิงไปกลับมาได้เพิ่มอีก ขณะที่วลาดิเมียร์ ปูติน ให้คำมั่นว่าอีกไม่นานจะสามารถปลดปล่อยดินแดนได้ทั้งหมด

เมื่อวันพุธที่ 12 มี.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขายึดคืนหมู่บ้านในแคว้นคูสค์ที่ถูกยูเครนบุกเข้ายึดครองได้อีก 5 แห่ง ขณะที่วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนแคว้นแห่งนี้เป็นครั้งแรก พร้อมให้คำมั่นว่าอีกไม่นานดินแดนทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยจากเงื้อมมือของศัตรู

ทั้งนี้ ยูเครนสร้างเซอร์ไพรส์เมื่อ 6 ส.ค. 2567 เมื่อพวกเขายกทัพข้ามพรมแดนเข้าสู่แคว้นคูสค์ของรัสเซีย บุกโจมตีและชิงพื้นที่จำนวนหนึ่งเอาไว้ได้ หวังเบี่ยงเบนความสนใจของรัสเซียจากแนวรบฝั่งตะวันออก แต่หลังจากผ่านมา 6 เดือน รัสเซียค่อยๆ ชิงพื้นที่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ และสถานการณ์ของฝ่ายยูเครนก็แย่ลงอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

บล็อกเกอร์ชาวรัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นทหารยืนอยู่คู่กับธง 3 สีของรัสเซีย ที่จัตุรัสในเมืองซุดชา ใกล้พรมแดนยูเครน และอยู่บนถนนหลวงที่ยูเครนใช้เป็นเส้นทางส่งเสบียง

ด้านประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนแคว้นคูสค์เป็นครั้งแรกหลังยูเครนบุกโจมตี โดยเขากล่าวชื่นชมผลงานของเหล่าทหารที่สามารถยึดดินแดนคืนมาได้ และให้คำมั่นว่าอีกไม่นานดินแดนของแคว้นคูสค์จะได้รับการปลดปล่อยจากศัตรูอย่างสิ้นเชิง

ไม่กี่นาทีหลังจากวิดีโอคำพูดของนายปูตินถูกเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์รัสเซีย ฝ่ายผู้บัญชาการกองทัพของยูเครนก็ออกมากล่าวเป็นนัยว่ากองทัพของเขากำลังล่าถอยเพื่อลดความสูญเสีย

“ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการช่วยชีวิตทหารยูเครน เพื่อการณ์นี้ หน่วยต่างๆ ของกองกำลังป้องกันจะต้องเคลื่อนกำลังไปยังตำแหน่งที่เหมาะกว่าหากจำเป็น” นายโอเลกซานเดอร์ ซีร์สกี ประธานคณะเสนาธิการกองทัพยูเครน ระบุผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊ก

นายพลซีร์สกีเสริมว่า “ถึงแม้จะมีแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกองทัพรัสเซียและเกาหลีเหนือ เราจะรักษาการป้องกันในแคว้นคูสค์ต่อไปนานเท่าที่เหมาะสมและจำเป็น” นอกจากนั้นยังเปิดเผยด้วยว่าการต่อสู้ยังดำเนินต่อไปบริเวณชานเมืองซุดชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ดูเตร์เตถึงกรุงเฮกแล้ว หลังเครื่องบินล่าช้าหลายชั่วโมง เตรียมขึ้นศาล ICC

ดูเตร์เตถึงกรุงเฮกแล้ว หลังเครื่องบินล่าช้าหลายชั่วโมง เตรียมขึ้นศาล ICC

13 มี.ค. 2568 03:14 น.

ดูเตร์เตถึงกรุงเฮกแล้ว หลังเครื่องบินล่าช้าหลายชั่วโมง เตรียมขึ้นศาล ICC

โรดริโก ดูเตร์เต เดินทางถึงกรุงเฮกแล้ว หลังเครื่องบินล่าช้าหลายชั่วโมง เตรียมขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินที่นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์โดยสาร เดินทางถึงกรุงเฮก ของประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว ในวันพุธที่ 12 มี.ค. 2568 และเตรียมขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีที่เขาทำสงครามกับยาเสพติดจนมีผู้เสียชีวิตหลายพันศพ

นายดูเตร์เตถูกจับกุมตัวที่สนามบินในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น เขาก็ถูกพาขึ้นเครื่องบินเช้าเหมาลำเพื่อเดินทางไปยังกรุงเฮก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ICC โดยมีการหยุดแวะพักที่นครดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระหว่างทาง

เครื่องบิน กัล์ฟสตรีม จี550 (Gulfstream G550) เดินทางถึงดูไบในช่วงเช้าวันพุธ แต่การเดินทางต่อไปยังกรุงเฮกต้องล่าช้าออกไปนานหลายชั่วโมง เนื่องจากนายดูเตร์เตต้องเข้ารับการตรวจทางการแพทย์

จากนั้นเครื่องบินก็ออกเดินทางต่อและลงจอดที่เมืองรอตเทอร์ดาม ของเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่ ICC จะยืนยันว่า ดูเตร์เตอยู่ในความควบคุมของพวกเขาแล้ว และเตรียมเผชิญหน้ากับข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยการไต่สวนจะเริ่มขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

นายเฟร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ คู่แข่งทางการเมืองโดยตรงของนายดูเตร์เต และประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์ มีส่วนช่วยอย่างมากในการส่งตัวดูเตร์เตให้แก่ ICC โดยไม่กี่นาทีหลังจากอดีตประธานาธิบดีผู้นี้ถูกจับ นายมาร์กอสก็ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ ระบุว่า ฟิลิปปินส์จะปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมาย

“นี่คือสิ่งที่ประชาคนนานาชาติคาดหวังจากเรา” นายมาร์กอส จูเนียร์ กล่าว

ทั้งนี้ ตระกูลดูเตร์เตกับตระกูลมาร์กอส เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุดในฟิลิปปินส์ พวกเขาร่วมมือกันคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 โดยที่ตัวนายดูเตร์เตไม่เห็นด้วย ก่อนที่ความเป็นพันธมิตรก็พังลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน

นายมาร์กอสเคยประกาศว่าจะไม่ให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของ ICC แต่ความสัมพันธ์กับตระกูลดูเตร์เตที่เสื่อมถอยทำให้เขาเปลี่ยนจุดยืนในเวลาต่อมา

นางซารา ดูเตร์เต ลูกสาของนายดูเตร์เตและรองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบัน ถูกรัฐสภาลงมติถอดถอน หลังเธอกล่าวว่าจะลอบสังหารนายมาร์กอส และกำลังรอการวินิจฉัยจากศาล ว่าเธอควรโดนถอดถอนตามมติของสภาหรือไม่ ซึ่งหากศาลตัดสินถอดถอน นางดูเตร์เตจะถูกตัดสินทางการเมืองนานหลายปี และไม่ทันลงเลือกตั้งครั้งต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพปากีสถานช่วยตัวประกัน 300 คนได้แล้ว หลังกลุ่มติดอาวุธยึดรถไฟ

กองทัพปากีสถานช่วยตัวประกัน 300 คนได้แล้ว หลังกลุ่มติดอาวุธยึดรถไฟ

13 มี.ค. 2568 00:53 น.

กองทัพปากีสถานช่วยตัวประกัน 300 คนได้แล้ว หลังกลุ่มติดอาวุธยึดรถไฟ

กองทัพปากีสถานช่วยเหลือตัวประกันกว่า 300 คนบนรถไฟที่ถูกกลุ่มติดอาวุธบุกยึดได้แล้ว แต่มีตัวประกันถูกสังหารไป 25 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพของประเทศปากีสถานยืนยันในวันพุธที่ 12 มี.ค. 2568 ว่า พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวประกันมากกว่า 300 คนออกมาจากรถไฟโดยสารที่ถูกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาลูจิสถานบุกยึดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาได้แล้ว

โฆษกกองทัพระบุว่า ระหว่างปฏิบัติการมีนักรบติดอาวุธของกองทัพปลดปล่อยบาลูจ (BLA) ถูกสังหาร 33 ศพ ขณะที่มีตัวประกันพลเรือน 21 คน และเจ้าหน้าที่กองทัพ 4 คนบนรถไฟ ถูกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้สังหาร ตั้งแต่ก่อนปฏิบัติการช่วยเหลือจะเริ่มขึ้น

ตอนนี้ กองทัพยังคงมีปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุ เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีภัยคุกคามใดๆ เหลืออยู่

อนึ่ง กองทัพปลดปล่อยบาลูจถูกทางการปากีสถาน รวมถึงหลายประเทศในโลกฝั่งตะวันตก จัดเป็นองค์กรก่อการร้าย พวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มกบฏที่ต่อสู้เพื่ออำนาจปกครองตนเองที่มากขึ้น หรือแยกแคว้นบาลูจิสถานเป็นอิสระจากปากีสถาน โดยกล่าวหารัฐบาลว่าฉกฉวยประโยชน์จากแร่ธาตุในแคว้นของพวกเขา แต่ละเลยไม่ดูแล

ทั้งนี้ ขบวนรถด่วน “จาฟเฟอร์” ซึ่งกำลังพาผู้โดยสารหลายร้อยคนเดินทางจากเมืองเกตตาไปยังเมืองเปศวาร์ถูกนักรบติดอาวุธของกลุ่ม BLA โจมตีเมื่อวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่รถไฟอยู่ที่เขตซีบี (Sibi) อันห่างไกลของแคว้นบาลูจิสถาน

โดยนายมูฮัมหมัด คาชิฟ ผู้ควบคุมรถไฟเมืองเกตตา บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า มีผู้โดยสาร 400-450 คนซื้อหรือจองตั๋วโดยสารรถไฟขบวนที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของกองทัพนายหนึ่งยืนยันกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่ของกองทัพมากกว่า 100 คนโดยสารอยู่บนรถไฟขบวนนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กรีนแลนด์เซอร์ไพรส์ ฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง หนุนค่อยๆ แยกตัวจากเดนมาร์ก

กรีนแลนด์เซอร์ไพรส์ ฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง หนุนค่อยๆ แยกตัวจากเดนมาร์ก

13 มี.ค. 2568 00:13 น.

กรีนแลนด์เซอร์ไพรส์ ฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง หนุนค่อยๆ แยกตัวจากเดนมาร์ก

พรรคฝ่ายค้านของกรีนแลนด์สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการแยกตัวเป็นอิสระ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการดินแดนแห่งนี้เป็นของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พรรคเดโมคราติต (Demokraatit) ฝ่ายกลาง-ขวา ผู้สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระจากเดนมาร์กแบบค่อยเป็นค่อยไป คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ของเขตกึ่งปกครองตนเองกรีนแลนด์ หลังผลการนับคะแนนที่ใกล้เสร็จสิ้นชี้ว่า พวกเขาได้คะแนนเสียงไปประมาณ 30%

นายเยนส์-เฟรเดอริค เนลเซน หัวหน้าพรรคเดโมคราติต บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า “กรีนแลนด์ต้องการให้พวกเรายืนเคียงข้างกันในช่วงเวลาที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากภายนอก” “มีความจำเป็นต้องสามัคคีกันเพื่อที่เราจะได้เข้าสู่การเจรจากับทุกฝ่าย”

หลังจากนี้ พรรคของนายเนลเซนจะต้องเจรจากับพรรคอื่นๆ เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคการเมืองที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้จำนวน 5 จาก 6 พรรค ต่างสนับสนุนการแยกกรีนแลนด์เป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่พวกเขามีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องจังหวะเวลาและความเร็วของกระบวนการแยกตัว

พรรคเดโมคราติตซึ่งได้คะแนนโหวตมากกว่าการเลือกตั้งปี 2564 ถึง 20% ถือเป็นพรรคสายกลางในเรื่องการแยกตัวเป็นอิสระ

ส่วนพรรค “แนลีรัค” (Naleraq) อีกหนึ่งพรรคฝ่ายค้านผู้สนับสนุนการเริ่มกระบวนการแยกตัวในทันที และสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นกับสหรัฐฯ มาคะแนนตามมาเป็นอันดับที่ 2 โดยได้ไปเกือบ 25%

ความนิยมของพรรคแนลีรัคพุ่งสูงขึ้นก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึง หลังจาก น.ส.อากี-มาทิลดา ฮูห์-ดัม หนึ่งในนักการเมืองอายุน้อยที่มีคะแนนนิยมมากที่สุด ตัดสินใจย้ายฝั่งจากหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลมาเข้าร่วมพรรคแนลีรัค โดยเธอมีคะแนนนิยมเป็นรองเพียงนายเนลเซนเพียงคนเดียวเท่านั้น

ขณะที่ 2 พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน ได้แก่พรรค “อินูอิท แอทะกาทิกอิท” (Inuit Ataqatigiit – IA) กับพรรค “ซีอูมุท” (Siumut) ได้คะแนนเป็นอันดับ 3 กับ 4

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีประชากรเพียง 57,000 คน ถูกปกครองโดยประเทศเดนมาร์กซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 3,000 กม.มานานกว่า 300 ปี โดยกรีนแลนด์เป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเอง มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องกิจการภายใน แต่เดนมาร์กเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนโยบายต่างประเทศและกลาโหม

ศาสตราจารย์ มาเรีย อัคเรน จากมหาวิทยาลัยกรีนแลนด์ เชื่อว่า สาเหตุที่พรรคเดโมคราติตชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นเพราะหัวหน้าพรรคอย่างนายเนลเซนสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมุ่งเน้นทำให้การบริการตนเองของกรีนแลนด์ประสบความสำเร็จเสียก่อน

ขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่จะเป็นการแยกตัวเป็นอิสระ แต่พวกเขาก็ต้องการให้มีการปฏิรูปทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, สาธารณสุข และภาคส่วนอื่นๆ เสียก่อน

กรีนแลนด์ยังถูกมองว่าเป็นแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุที่ยังไม่ถูกแตะต้อง และเป็นที่จับตาของใครหลายๆ คนโดยเฉพาะ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยเขาพูดเรื่องการซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์กครั้งแรกในปี 2562 ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก และหลังจากรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เขาก็เน้นย้ำความต้องการครอบครองดินแดนแห่งนี้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลกรีนแลนด์และเดนมาร์กต่างปฏิเสธความต้องการของนายทรัมป์ โดยนายเนลเซน ผู้นำพรรคเดโมคราติตกล่าวว่า กรีนแลนด์ต้องรับมือสหรัฐฯ อย่างใจเย็น และชาวกรีนแลนด์ควรยืนอยู่เคียงข้างกันและพูดเป็นเสียงเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยุโรป-แคนาดาตอบโต้ทันที หลังทรัมป์เริ่มเก็บภาษีเหล็กกล้า-อลูมิเนียม 25%

ยุโรป-แคนาดาตอบโต้ทันที หลังทรัมป์เริ่มเก็บภาษีเหล็กกล้า-อลูมิเนียม 25%

12 มี.ค. 2568 22:57 น.

ยุโรป-แคนาดาตอบโต้ทันที หลังทรัมป์เริ่มเก็บภาษีเหล็กกล้า-อลูมิเนียม 25%

รัฐบาลสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเก็บภาษีเหล็กกล้าและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากทุกประเทศ ทำให้สหภาพยุโรปกับแคนาดา มีมาตรการภาษีตอบโต้ทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีเหล็กกล้า (steel) และอลูมิเนียม (aluminium) จากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% แล้ว ในวันพุธที่ 12 มี.ค. 2568 หลังจากลงนามคำสั่งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์ ที่อ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อแก้ไขการขาดดุลการค้าและช่วยเหลือผู้ผลิตในประเทศ แต่ก็มีความเสี่ยงทำให้ราคาสินค้ามากมายในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น และเสี่ยงทำให้เกิดสงครามการค้าไปทั่วโลก

ในวันพุธ สหราชอาณาจักรซึ่งโดนมาตรการภาษีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายทรัมป์กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 2.6 หมื่นล้านยูโร โดยจะยกเลิกระงับการเก็บภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันในวันที่ 1 เม.ย. และจะมีมาตรการเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนเมษายน

ขณะเดียวกันนายโดมินิก เลบลอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศแคนาดาบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 25% โดยจะเพิ่มผลิตภัณฑ์อย่าง อุปกรณ์กีฬา, คอมพิวเตอร์ และเหล็กหล่อเข้าไปด้วย

นายเลอบลองบอกด้วยว่า รัฐบาลอาจบังคับใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติม เพื่อตอบโต้หลังสหรัฐฯ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีเหล็กกล้าหรืออลูมิเนียมเป็นส่วนผสม ก็อาจถูกเก็บภาษีด้วย

ด้านเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า เขายังไม่มีแผนจะตอบโต้ในทันที และพยายามจะเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อน แต่เขาจะไม่ตัดความเป็นไปได้ใดๆ ออกไปเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc