ตร.บราซิลเนียนแต่งชุดฮีโร่ในงานคาร์นิวัล บุกจับอาชญากรแบบไม่ทันตั้งตัว

ตร.บราซิลเนียนแต่งชุดฮีโร่ในงานคาร์นิวัล บุกจับอาชญากรแบบไม่ทันตั้งตัว

5 มี.ค. 2568 09:59 น.

ตร.บราซิลเนียนแต่งชุดฮีโร่ในงานคาร์นิวัล บุกจับอาชญากรแบบไม่ทันตั้งตัว

ตำรวจในเซาเปาโลของบราซิล ออกปฏิบัติการแบบไม่ธรรมดา โดยสวมชุดเป็นซูเปอร์ฮีโร่เนียนไปกับการจัดงานคาร์นิวัลที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล เพื่อลาดตระเวนและบุกจับอาชญากรแบบไม่ทันตั้งตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจในบราซิลออกปฏิบัติการพิเศษ แต่งตัวเป็นตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่อย่างพาวเวอร์เรนเจอร์ รวมทั้งตัวการ์ตูนอย่าง มาริโอและลุยจิ, รวมทั้งชุดแฟนซีแบบต่างๆ เพื่อให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศการจัดงานพาเหรดคาร์นิวัลที่ใหญ่ที่สุดของบราซิลในเวลานี้

โดยตำรวจสามารถบุกเข้ารวบตัวผู้ต้องสงสัยที่ก่ออาชญากรรมได้หลายราย ระหว่างการเฉลิมฉลองคาร์นิวัล ท่ามกลางฝูงชนที่ให้ความสนใจกับปฏิบัติการครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยนับจนถึงช่วงเช้าวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ทางการของเซาเปาโลระบุว่า มีผู้ถูกจับกุม 6 ราย และเจ้าหน้าที่ที่ปลอมตัวสามารถยึดโทรศัพท์มือถือที่ถูกขโมยคืนมาได้ 23 เครื่อง นับตั้งแต่เทศกาลคาร์นิวัลเริ่มขึ้นทั่วประเทศ

นครเซาเปาโลเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองที่มีการจัดงานเทศกาลคาร์นิวัลที่มีชีวิตชีวา พร้อมด้วยขบวนพาเหรดและงานเลี้ยงริมถนนมากมายที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายของเมือง โดยเทศกาลคาร์นิวัลเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันอังคาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ นครรีโอเดจาเนโร บราซิล จัดงานรีโอ คาร์นิวัล ซึ่งมีขบวนแห่จากโรงเรียนสอนเต้นแซมบาชั้นแนวหน้า จัดเต็มโชว์ความอลังการของขบวนพาเหรด จนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก.

ที่มา : เอพี

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ซุปเปอร์ฮีโร่

เดือดจัด ส.ส.เซอร์เบีย ยิงระเบิดควันในสภา เจ็บหามส่ง ร.พ. 3 ราย

เดือดจัด ส.ส.เซอร์เบีย ยิงระเบิดควันในสภา เจ็บหามส่ง ร.พ. 3 ราย

5 มี.ค. 2568 09:45 น.

เดือดจัด ส.ส.เซอร์เบีย ยิงระเบิดควันในสภา เจ็บหามส่ง ร.พ. 3 ราย

เกิดเหตุวุ่นวายระหว่างการประชุมสภาที่ประเทศเซอร์เบีย เมื่อ ส.ส. ฝ่ายค้านเกิดไม่พอใจรัฐบาล เอาระเบิดควันมายิงในห้องประชุมจนเกิดควันฟุ้งกระจาย จากนั้นก็ตีต่อยกันชุลมุน มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้ 1 รายอาการสาหัส

วันที่ 5 มีนาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศสุดเดือดระหว่างการประชุมสภาของเซอร์เบีย เมื่อ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านเกิดอาละวาดด้วยความไม่พอใจรัฐบาล มีการเป่านกหวีด ออกมาเดินชูป้ายข้อความ “เซอร์เบียลุกขึ้นสู้ เพื่อโค่นล้มระบอบนี้” และต่อมาเหตุการณ์ลุกลามเป็นความวุ่นวาย มีการขว้างปาไข่และขวดน้ำ รวมถึงยิงระเบิดควันจนเกิดควันฟุ้งกระจาย ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย 3 คนได้รับบาดเจ็บ โดย 1 รายอาการสาหัส

โดยชนวนเหตุความรุนแรงมาจากฝ่ายค้าน ซึ่งไม่พอใจที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าประชุมพิจารณากฎหมายใหม่ ทั้งที่ยังไม่ได้รับรองการลาออกของนายกรัฐมนตรี มิโลช วูเซวิช อย่างเป็นทางการ ซึ่งตามหลักการ เมื่อผู้นำรัฐบาลลาออก รัฐสภาต้องรับรองการลาออกนั้นก่อน เพื่อให้มีผลตามกฎหมาย แต่รัฐบาลยังคงดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายเพิ่มงบประมาณการศึกษา ทำให้ฝ่ายค้านมองว่าการประชุมครั้งนี้ผิดกฎหมาย และไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายใหม่

ด้านประธานรัฐสภาออกมากล่าวโจมตีฝ่ายค้านว่าเป็น “แก๊งก่อการร้าย” โดยเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงวิกฤตการเมืองที่รุนแรงขึ้นในเซอร์เบีย หลังจากที่รัฐบาลต้องเผชิญการประท้วงต่อต้านการทุจริตมาหลายเดือน ทำให้นายกรัฐมนตรี วูเซวิช ทนแรงกดดันไม่ไหวประกาศลาออกตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จนถึงตอนนี้สภาก็ยังไม่ได้รับรองการลาออกของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างเป็นทางการ.

“ปูติน-มิน อ่องหล่าย” จับมือกัน ลงนามข้อตกลงสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในเมียนมา

"ปูติน-มิน อ่องหล่าย" จับมือกัน ลงนามข้อตกลงสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในเมียนมา

5 มี.ค. 2568 09:35 น.

“ปูติน-มิน อ่องหล่าย” จับมือกัน ลงนามข้อตกลงสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในเมียนมา

ปูตินต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเผด็จการทหารเมียนมาเยือนทำเนียบเครมลิน หารือกันสุดชื่นมื่น สานต่อความสำเร็จ “การทูตช้าง” พร้อมลงนามในข้อตกลงที่รัสเซียจะไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในเมียนมา

วันที่ 5 มีนาคม 2568 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ต้อนรับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา และพบหารือกันที่ทำเนียบประธานาธิบดีเครมลิน ในกรุงมอสโก โดยสองผู้นำได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับ รวมไปถึงข้อตกลงที่รัสเซียจะไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในเมียนมา

ตามข้อตกลงนี้ บริษัท Rosatom บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซีย จะเป็นผู้ดำเนินการโครงการ ซึ่งจะทำให้เมียนมามีความสามารถในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ 100 เมกะวัตต์ และอาจมีการขยายกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กนี้จะได้รับความสนใจจากทั้งสองฝ่าย แต่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ที่จะตั้งโรงไฟฟ้ายังไม่ได้รับการเปิดเผย ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศที่อยู่ในภาวะความไม่สงบเช่นเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่มีการจับตามองจากนานาชาติ

ประธานาธิบดีปูติน กล่าวว่าปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 25 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเมียนมา พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ โดยเขากล่าวเสริมว่า การค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้น 40% ในปีที่ผ่านมา

ผู้นำรัสเซียยังกล่าวแสดงความขอบคุณที่ก่อนหน้านี้ เมียนมามอบช้าง 6 ตัวให้แก่รัสเซียเป็นของขวัญ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของ “การทูตช้าง” (elephant diplomacy) ซึ่งมีช้างเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความหมายพิเศษเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะที่รัสเซียเพิ่งเสร็จสิ้นการส่งมอบเครื่องบินรบ 6 ลำให้แก่เมียนมาเช่นกัน

การมอบช้างในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับความสัมพันธ์ที่ทั้งสองประเทศกำลังพยายามสร้างขึ้นท่ามกลางการคว่ำบาตรจากตะวันตกหลังจากการยึดอำนาจของทหารในเมียนมาในปี 2564

ขณะเดียวกัน การลงนามในข้อตกลงสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมียนมา เกิดขึ้นในขณะผู้นำเมียนมา เดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นครั้งที่ 4 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารและพลังงานท่ามกลางการเผชิญกับการคว่ำบาตรจากตะวันตกและการโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติ ขณะที่รัสเซียและจีน ถือเป็นผู้สนับสนุนหลักของเมียนมาในด้านการทหารและการค้า ขณะที่เครื่องบินรบของรัสเซียถูกใช้ในการโจมตีพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งหลายกลุ่มเป็นพันธมิตรกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร.

สหรัฐฯ หยุดส่งความช่วยเหลือทางทหาร กระทบยูเครนอย่างไร?

สหรัฐฯ หยุดส่งความช่วยเหลือทางทหาร กระทบยูเครนอย่างไร?

5 มี.ค. 2568 09:20 น.

สหรัฐฯ หยุดส่งความช่วยเหลือทางทหาร กระทบยูเครนอย่างไร?

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้รัฐบาลของเขาระงับความช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดที่จะมอบให้ยูเครนแล้ว เพื่อกดดันให้ผู้นำยูเครนยอมรับกระบวนการสันติภาพ
  • การหยุดส่งความช่วยเหลือของสหรัฐฯ อาจสร้างปัญหาทางยุทธศาสตร์รุนแรงแก่ฝ่ายยูเครน ซึ่งต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจจากชาติพันธมิตร เพื่อรับมือการโจมตีของรัสเซีย
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทันทีคือด้านการป้องกันทางอากาศ ในขณะที่ยูเครนจะค่อยๆ ขาดแคลนเครื่องกระสุนและอาวุธสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยุโรปไม่สามารถเข้ามาแทนที่สหรัฐฯ ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้รัฐบาลของเขาระงับความช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดที่จะมอบให้ยูเครนแล้ว หลังการเจรจาข้อตกลงแร่ธาตุหายากที่ทำเนียบขาวระหว่างนายทรัมป์กับโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน จบลงด้วยการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด

การหยุดส่งความช่วยเหลือของสหรัฐฯ อาจสร้างปัญหาทางยุทธศาสตร์รุนแรงแก่ฝ่ายยูเครน ซึ่งต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจจากชาติพันธมิตรฝั่งตะวันตกอย่างหนัก เพื่อตอบโต้การบุกโจมตีของรัสเซียที่ดำเนินมานานกว่า 3 ปีแล้ว

ถึงแม้ว่าในตอนนี้อาวุธส่วนใหญ่ที่ถูกส่งไปยังสนามรบจะเป็นของที่ยูเครนกับพันธมิตรยุโรปผลิต แต่ก็มีอาวุธบางอย่างของสหรัฐฯ ที่หาทดแทนไม่ได้ ทำให้คาดกันว่าแนวหน้าของยูเครนจะไม่ถึงกับพังทลายในทันที แต่ความเสียหายจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

สหรัฐฯ หยุดส่งความช่วยเหลือทางทหาร กระทบยูเครนอย่างไร?

ความสัมพันธ์ร้าวลึก

ในการโต้เถียงกันเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ก.พ. 2568 นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์เซเลนสกีกว่าไม่สำนึกบุญคุณสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนพวกเขาทำสงครามกับรัสเซีย โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านดอลลาร์ ส่งอาวุธมากมายไปให้ตั้งแต่รถถังยันจรวดมิสไซล์

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับสหรัฐฯ เริ่มมีรอยร้าวตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว เนื่องจากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ นายทรัมป์โทรศัพท์ติดต่อวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียก่อนเซเลนสกี รวมถึงส่งผู้แทนระดับสูงไปร่วมการประชุมกับรัสเซียที่ซาอุดีอาระเบีย และตกลงกันว่าจะมีการพูดคุยมากขึ้นเพื่อยุติสงคราม โดยที่ยูเครนไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมสนทนาในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยูเครนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ในวันอังคารที่ 4 มี.ค. เซเลนสกีจึงออกแถลงการณ์ ยอมรับว่าการโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเสียใจ และว่าเขากับทีมงานพร้อมจะทำงานภายใต้ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้ได้สันติภาพที่ยั่งยืน

เซเลนสกียังกล่าวขอบคุณสหรัฐฯ สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา “เราให้ความสำคัญจริงๆ กับสิ่งที่สหรัฐฯ ทำเพื่อช่วยให้ยูเครนรักษาอธิปไตยและเอกราชเอาไว้ได้” “และเราจะจดจำช่วงเวลาที่หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปตอนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ มอบ (มิสไซล์) จาเวลินให้เรา เราขอบคุณสำหรับเรื่องนี้”

แต่ปัญหาคือตอนนี้ยูเครนตกเป็นฝ่ายตั้งรับ โดยนายอเล็กเซย์ มูราวิเยฟ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาศึกษายุทธศาสตร์และความมั่นคงแห่งชาติจากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน เตือนว่า ยูเครนไม่มีความได้เปรียบในสนามรบ แม้จะพยายามต่อต้านอย่างหนัก แต่พวกเขาไม่ได้กำลังจะชนะ ซึ่งนั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่ดีเลยสำหรับยูเครนในแง่ของการเจรจา

สหรัฐฯ หยุดส่งความช่วยเหลือทางทหาร กระทบยูเครนอย่างไร?

ผลกระทบต่อยูเครน

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของยูเครนคนหนึ่ง บอกกับสำนักข่าวเอบีซี นิวส์ ว่า ผลกระทบจากการหยุดส่งความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ จะเริ่มรู้สึกได้ภายใน 2 สัปดาห์ และความยากลำบากที่สุดจะมาถึงในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม เมื่อปัญหาเครื่องกระสุนขาดแคลนเลวร้ายลง

ตอนนี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐฯ สัญญาจะมอบให้ยูเครนภายใต้ “อำนาจเบิกถอนของประธานาธิบดี” (PDA) ถูกส่งไปให้ยูเครนแล้วกว่า 90% นั่นรวมถึงเครื่องกระสุนและระบบต่อต้านยานเกราะ เช่น มิสไซล์จาเวลิน ส่วนที่ยังไม่ส่งไปส่วนใหญ่คือรถหุ้มเกราะที่ต้องใช้เวลาปรับปรุงนานกว่า โดยคาดว่าจะพร้อมส่งภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ยูเครนยังมีสัญญาซื้อกับบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ยูเครนมีอาวุธยุทโธปกรณ์ไหลเข้าประเทศเรื่อยๆ ปีหลายปี แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้คำสั่งฉุกเฉินเพื่อขัดขวางการส่งมอบดังกล่าว แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ จะทำเช่นนั้น

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอุปกรณ์อะไรที่จะถูกระงับการส่งให้ยูเครนบ้าง แต่ความช่วยเหลือภายใต้อำนาจเบิกถอนฯ 4 แพ็กเกจสุดท้ายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งประกาศในเดือนธันวาคม-มกราคม รวมถึงมิสไซล์และอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับเครื่องบิน F-16, จรวดสำหรับใช้กับระบบ “HIMARS”, กระสุนปืนใหญ่ และมิสไซล์ภาคพื้นสู่อากาศ

ผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนเลยคือด้านการป้องกันทางอากาศ กองทัพของยูเครนกับเมืองต่างๆ จะเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยโดรนกับมิสไซล์ของรัสเซียมากขึ้น นอกจากนั้นพวกเขาจะขาดมิสไซล์ HIMARS ในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียด้วย

หากสหรัฐฯ หยุดแบ่งปันข้อมูลและข่าวกรอง ยูเครนก็จะสูญเสียการรับรู้สถานการณ์ของสนามรบในระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากนั้น ยูเครนจะเริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนเครื่องกระสุนอย่างรุนแรงภายในช่วงกลางฤดูร้อน ซึ่งจะทำให้แนวป้องกันของพวกเขาอ่อนแอลงมาก เสี่ยงให้รัสเซียทะลวงผ่านและยึดดินแดนได้มากขึ้น

สหรัฐฯ หยุดส่งความช่วยเหลือทางทหาร กระทบยูเครนอย่างไร?

ยุโรปแทนที่สหรัฐฯ ไม่ได้

ในขณะที่ยูเครนกำลังมีปัญหากับสหรัฐฯ แต่ชาติยุโรปยังคงยืนยันจะให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครนต่อไป และสัญญาว่าจะช่วยมากขึ้นด้วย แต่พวกเขาต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้มีปัญหากับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศกร้าวว่าต้องการยุติสงครามโดยเร็วที่สุด

นายมัลคอล์ม ชาลเมอร์ส รองผู้อำนวยการสถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) ในสหราชอาณาจักร ระบุว่า ผลการประเมินล่าสุดพบว่าในบรรดายุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่ถูกส่งไปยังแนวหน้า มีอุปกรณ์ของสหรัฐฯ เพียง 20% ขณะที่ 25% มาจากยุโรป และ 55% เป็นของที่ผลิตภายในยูเครน แต่ 20% ที่ว่ากลับเป็นยุทโธปกรณ์ที่อานุภาพสูงและสำคัญที่สุด

นายเฟดีร์ เวนิสลาฟสกี สมาชิกคณะกรรมการกลาโหมแห่งรัฐสภายูเครน บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ตอนนี้เคียฟมียุทโธปกรณ์พอให้ใช้ต่อสู้ได้อีก 6 เดือนโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากสหรัฐฯ แต่การขาดความช่วยเหลือจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น และพวกเขาต้องเร่งหาอาวุธสำคัญจากแหล่งอื่น

ด้านนายมูราวิเยฟกล่าวว่า ตอนนี้เซเลนสกีกำลังฝากความหวังไว้ที่การสนับสนุนจากยุโรป โดยอาจไม่รู้ถึงข้อจำกัดว่ายุโรปสามารถมอบอะไรให้พวกเขาได้บ้าง และยุโรปไม่สามารถมาแทนที่การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้

“หากเซเลนสกีหรือทรัมป์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมโอนอ่อน เราจะได้เห็นการต่อสู้กันระหว่างอีโก้ และใช่ มันจะส่งผลเสียต่อยูเครนและทำให้รัสเซียได้เปรียบมากขึ้น”

ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cna , abcnews

1 พันล้านของรัฐบาลทรัมป์ กับการแก้ปัญหาไข่แพง

1 พันล้านของรัฐบาลทรัมป์ กับการแก้ปัญหาไข่แพง

5 มี.ค. 2568 08:00 น.

1 พันล้านของรัฐบาลทรัมป์ กับการแก้ปัญหาไข่แพง

  • ปัจจุบันราคาไข่ไก่ในสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เฉลี่ย 4.95 ดอลลาร์ต่อโหลหรือตกฟองละ 14 บาท จนกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยของคนบางกลุ่มไปแล้ว ทั้งๆ ที่ไข่ไก่น่าจะเป็นอาหารพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
  • ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาไข่ไก่พุ่ง คือการระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีกทั่วสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 ส่งผลให้ต้องกำจัดสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ จนเกิดภาวะขาดแคลนไข่
  • ในขณะที่รัฐบาลไบเดนใช้เงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก โดยใช้วิธีการกำจัดสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ รัฐบาลทรัมป์ก็ยังคงใช้แนวทางนี้เช่นกัน แต่ให้งบในการแก้ปัญหานี้ที่ 1 พันล้านดอลลาร์

ราคาไข่ในสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ปัจจุบัน ไข่หนึ่งโหลในสหรัฐฯ มีราคาเฉลี่ย 4.95 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 168 บาทต่อ 1 โหล หรือตกฟองละ 14 บาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในบางเมืองใหญ่อย่างชิคาโก นิวยอร์ก และซานฟรานซิสโก ราคาพุ่งไปถึง 8-10 ดอลลาร์ต่อโหล ทำให้ไข่ซึ่งเคยเป็นอาหารเช้าทั่วไป กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม ขณะที่ร้านอาหารหลายแห่งต้องปรับขึ้นราคาอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ

ทำไมราคาไข่ถึงสูงขึ้นขนาดนี้?

ต้นเหตุสำคัญคือการระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีกทั่วสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 ส่งผลให้ต้องกำจัดสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ และฟาร์มที่มีการตรวจพบเชื้อจะต้องกำจัดสัตว์ปีกทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ มีรายงานสัตว์ปีกถูกกำจัดมากกว่า 160 ล้านตัว เฉพาะในปีนี้มีสัตว์ปีกถูกฆ่าไปแล้ว 30 ล้านตัว ซึ่งทำให้ฟาร์มเชิงพาณิชย์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เกิดภาวะขาดแคลนไข่ และราคาพุ่งสูงขึ้น
โดยตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ พบว่านับตั้งแต่ต้นปีนี้ จำนวนแม่ไก่ไข่ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 304 ล้านตัว ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์จาก 5 ปีก่อน

1 พันล้านของรัฐบาลทรัมป์ กับการแก้ปัญหาไข่แพง

แผนของทรัมป์แตกต่างจากไบเดนอย่างไร?


รัฐบาลของไบเดนใช้เงินประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อ H5N1 หลังจากที่มันกลับมาระบาดอีกครั้งในปี 2022 โดยดำเนินตามนโยบายดั้งเดิมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มุ่งกำจัดประชากรสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบผ่านการทำลายทิ้ง 

การลดลงของจำนวนไก่ทำให้ราคาไข่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ไบเดนดำรงตำแหน่ง โดยราคาขยับจาก 1.60 ดอลลาร์ต่อโหลในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็น 4.10 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2024 และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึง 4.95 ดอลลาร์ในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ไบเดนยังจัดสรรเงินมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่สู่มนุษย์ ซึ่งรวมถึงการเฝ้าระวังโรค การเตรียมการรักษา และการวิจัยเกี่ยวกับวิธีการรักษา การวินิจฉัยโรค และนวัตกรรมวัคซีน
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐบาลของทรัมป์ตำหนิไบเดนว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาไข่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากนโยบายทำลายไก่ทิ้ง แต่ล่าสุดกระทรวงเกษตรสหรัฐฯระบุว่าจะยังคงดำเนินนโยบายเดิมต่อไป โดยแผนใหม่ของทรัมป์มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ดังนี้
• 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์ม เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ปีกติดเชื้อ H5N1 จากนกป่า
• 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อชดเชยให้เกษตรกรที่ต้องกำจัดฝูงสัตว์ปีก
• 100 ล้านดอลลาร์ สำหรับการพัฒนาวัคซีนและการรักษาโรคไข้หวัดนก
• การลดกฎระเบียบที่เป็นภาระต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีก
• การนำเข้าไข่เพิ่มเติมเพื่อลดปัญหาการขาดแคลน

1 พันล้านของรัฐบาลทรัมป์ กับการแก้ปัญหาไข่แพง

สหรัฐฯ จะนำเข้าไข่จากที่ใด?

แม้ว่าสหรัฐฯ จะผลิตไข่ได้เองเป็นส่วนใหญ่ แต่ขณะนี้รัฐบาลต้องมองหาช่องทางในการนำเข้าเพิ่มเติม โดย ตุรกี เป็นหนึ่งในประเทศที่คาดว่าจะส่งออกไข่ไปสหรัฐฯ ถึง 420 ล้านฟองในปีนี้ ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 6 เท่า อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังคงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความต้องการทั้งหมดของสหรัฐฯ ที่ผลิตไข่ได้ 109 พันล้านฟองต่อปี

โดยจนถึงตอนนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ระบุว่าจะมีการนำเข้าไข่เพิ่มเติมจากประเทศใดอีกบ้าง แต่ในอดีต สหรัฐฯ เคยนำเข้าไข่จากแคนาดา เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และจีน

ราคาไข่จะลดลงเร็วๆ นี้หรือไม่?

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดว่าราคาไข่จะเพิ่มขึ้นอีก 41% ในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลอีสเตอร์อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เชื่อว่าภายใน 1-2 ปี ราคาจะลดลงมาอยู่ที่ช่วง 1.30-2 ดอลลาร์ต่อโหล ซึ่งเป็นระดับเดียวกับทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ราคาไข่สูงขึ้นด้วย อย่างต้นทุนอาหารสัตว์ เชื้อเพลิง และค่าแรงที่สูงขึ้นเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อ ในขณะที่เกษตรกรยังต้องลงทุนเพิ่มเติมในมาตรการรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อปกป้องฝูงไก่จากโรคระบาด

นอกจากนี้ยังมีอุปสงค์ไข่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยผู้บริโภคซื้อไข่มากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของร้านอาหารที่ให้บริการอาหารเช้าตลอดทั้งวัน ก็ช่วยกระตุ้นความต้องการไข่เช่นกัน

ไบรอัน เออร์เนส นักวิเคราะห์จาก CoBank กล่าวว่า ราคาที่สูงในปัจจุบันอาจทำให้บางคนลดการซื้อ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านอุปสงค์ แต่ไม่น่าจะส่งผลชัดเจนต่อราคา นอกจากนี้ ผู้ผลิตไข่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถเติมเต็มช่องว่างของอุปทานได้ ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องใช้ไข่เป็นวัตถุดิบหลัก คงจะต้องตัดสินใจว่าจะขึ้นราคาสินค้าเท่าใด หรือจะลดกำลังการผลิตลงแทนเพื่อรับมือกับปัญหาในช่วง 1-2 ปีนี้ไปก่อน.

ผู้เขียน :อาจุมมาโอปอล

ที่มา : อัลจาซีรา , เอพี

คลิกอ่านข่าว รายงานพิเศษ

แคนาดาตั้งกำแพงภาษี 25% ตอบโต้สหรัฐฯ จวกทรัมป์ทำเรื่องโง่เขลา

แคนาดาตั้งกำแพงภาษี 25% ตอบโต้สหรัฐฯ จวกทรัมป์ทำเรื่องโง่เขลา

5 มี.ค. 2568 06:08 น.

แคนาดาตั้งกำแพงภาษี 25% ตอบโต้สหรัฐฯ จวกทรัมป์ทำเรื่องโง่เขลา

ผู้นำแคนาดาประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 25% ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า รัฐบาลของเขาอาจจะเพิ่มอัตราเก็บภาษีขึ้นไปอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศมาตรการเก็บภาษีศุลกากรอัตรา 25% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.55 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้มาตรการแบบเดียวกันกับแคนาดาและเม็กซิโก และเพิ่มอัตราภาษีที่บังคับใช้กับสินค้าจีนอีก 10%

ผู้นำแคนาดาระบุว่า รัฐบาลของเขาจะเริ่มจากการตั้งกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในทันที และวางแผนจะยื่นฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) โดยกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกัน

นายทรูโดกล่าวว่า สหรัฐฯ เลือกที่จะทำสงครามการค้า ซึ่งจะทำร้ายครอบครัวชาวอเมริกันก่อนเป็นอันดับแรก “พวกเขาเลือกที่จะบ่อนทำลายตัวเอง” “ไม่มีความชอบธรรมหรือความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องตั้งกำแพงภาษีในวันนี้” ก่อนจะกล่าวว่า การตั้งกำแพงภาษีเป็นการกระทำที่โง่เขลา

นายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวอีกว่า มาตรการของสหรัฐฯ บ่อนทำลายข้อตกลงที่เขากับประธานาธิบดีทรัมป์ตกลงร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาการผลิตเฟนทานิล และยืนยันว่าคำกล่าวอ้างของนายทรัมป์ที่ว่า แคนาดาไม่ตั้งใจที่จะต่อสู้กับยาเสพติดชนิดนี้นั้น ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

นายทรูโดกล่าวด้วยว่า นายทรัมป์ต้องการเห็นเศรษฐกิจของแคนาดาพังทลาย และย้ำว่าแคนาดาจะไม่มีวันเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ หลังจากที่ผู้นำแคนาดามีแถลงการณ์ไม่นาน นายทรัมป์ก็โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เตือนแคนาดาว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีขึ้นไปอีก และเรียกนายทรูโดว่า เป็นผู้ว่าการรัฐแคนาดา

“กรุณาบอกผู้ว่าฯ ทรูโดแห่งแคนาดาด้วยว่า เมื่อเขากำหนดภาษีตอบโต้สหรัฐฯ เราก็จะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ในอัตราที่เท่ากันในทันที” นายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาติอาหรับอนุมัติแผนฟื้นฟูกาซามูลค่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สู้แผนทรัมป์

ชาติอาหรับอนุมัติแผนฟื้นฟูกาซามูลค่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สู้แผนทรัมป์

5 มี.ค. 2568 05:07 น.

ชาติอาหรับอนุมัติแผนฟื้นฟูกาซามูลค่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สู้แผนทรัมป์

ชาติอาหรับอนุมัติแผนฟื้นฟูกาซามูลค่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้แผนการของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะให้สหรัฐฯ ยึดกาซา และให้ชาวปาเลสไตน์นับล้านย้ายออกไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำชาติอาหรับอนุมัติแผนการสร้างกาซาใหม่มูลค่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่การประชุมสุดยอดวาระฉุกเฉินที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ในวันอังคารที่ 4 มี.ค. 2568 เพื่อเป็นคู่แข่งของแผนการของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเข้ายึดครองกาซา และย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนออกไป

“ตอนนี้แผนของอียิปต์คือแผนของอาหรับแล้ว” นายอาเหม็ด อาบูล เกอิต เลขาธิการใหญ่กลุ่มสันนิบาตอาหรับ ประกาศหลังการประชุมฉุกเฉินซึ่งกินระยะเวลานานหลายชั่วโมงเสร็จสิ้น พร้อมเน้นย้ำว่า จุดยืนของอาหรับคือปฏิเสธการโยกย้ายถิ่นฐานใดๆ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือบังคับก็ตาม โดยที่ไม่พูดถึงแผนการของนายทรัมป์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ แผนการของอียิปต์ดังกล่าว มีรายละเอียดทั้งหมด 91 หน้า รวมถึงภาพพิมพ์เขียวของย่านต่างๆ และอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ ตอบโต้แผนการของนายทรัมป์ที่ระบุว่า จะเปลี่ยนกาซาให้กลายเป็น “ริเวียราแห่งตะวันออกกลาง” สร้างความตกตะลึงให้แก่ชาติอาหรับอย่างมาก

สิ่งที่ทำให้แผนการของชาติอาหรับแตกต่างจากของนายทรัมป์ คือไม่ใช่แต่การพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังชูธงเรื่องการเมืองและสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์

นายอับดุล ฟัตาห์ อัล-ซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ เรียกร้องให้มีแผนการคู่ขนานไปกับการสร้างใหม่ทางกายภาพ เพื่อก้าวไปสู่การแก้ปัญหาแบบ 2 รัฐ คือรัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กับอิสราเอล ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาติอาหรับกับอีกหลายประเทศมองว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่สุดของความขัดแย้งที่ดำเนินมานานนี้ แต่ฝ่ายอิสราเอลยืนกรานปฏิเสธ

แผนการใหม่ของชาติอาหรับเสนอว่า กาซาควรบริหารโดยคณะกรรมการบริหารกาซา ภายใต้ร่มเงาองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PA) เป็นการชั่วคราว โดยคณะกรรมการจะประกอบด้วยนักวิชาการที่มีคุณสมบัติครบตามกำหนด ขณะที่อ้างถึงกลุ่มติดอาวุธแบบกว้างๆ ว่าเป็นอุปสรรค และว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไข หากต้นเหตุความขัดแย้งกับอิสราเอลถูกนำออกไป

ชาติอาหรับหลายประเทศเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสสลายตัวอย่างสิ้นเชิง ขณะที่บางประเทศเชื่อว่าการตัดสินชะตาของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ควรขึ้นอยู่กับชาวปาเลสไตน์ ขณะที่ฮามาสระบุว่า พวกเขายอมรับได้หากไม่มีบทบาทในการบริหารฉนวนกาซา แต่แสดงความชัดเจนว่า เรื่องการสลายกลุ่มคือเส้นแดงที่ไม่อาจข้าม

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผู้เห็นพ้องกับแผนการของนายทรัมป์ ตัดความเป็นไปได้ที่ฮามาสจะมีบทบาทในกาซาในอนาคต และยอมรับองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ด้วย

ส่วนปัญหาอ่อนไหวอื่นๆ อย่างเรื่องความมั่นคงในกาซา ได้รับการแก้ไขแล้วด้วยการเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ส่งเจ้าหน้าที่รักษาความสงบจากนานาชาติเข้าไป นอกจากนั้นจะมีการจัดการประชุมระหว่างประเทศขนาดใหญ่ในเดือนหน้า เพื่อระดมทุนเงินก้อนโตที่จำเป็นสำหรับโครงการสร้างกาซาขึ้นมาใหม่

แผนการฟื้นฟูกาซาของชาติอาหรับจะแบ่งเป็น 3 เฟส โดยเฟสที่ 1 หรือเรียกว่าระยะฟื้นฟูเบื้องต้น จะมีระยะเวลา 6 เดือน โดยเริ่มจากการกำจัดซากปรักหักพังจำนวนมหาศาล และระเบิดที่ยังไม่ระเบิด ส่วนอีก 2 เฟสที่เหลือจะกินระยะเวลานานหลายปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการทรงตัว หลังการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการทรงตัว หลังการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

5 มี.ค. 2568 03:17 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการทรงตัว หลังการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

โป๊ปฟรานซิสยังคงมีอาการทรงตัวในวันอังคาร หลังเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลันเมื่อวันจันทร์ จนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อคืนวันอังคารที่ 4 มี.ค. 2568 ระบุว่า อาการประชวรของพระองค์ยังคงทรงตัว หลังเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยในวันอังคารไม่มีอาการหายใจล้มเหลว หรือหลอดลมหดเกร็งเกิดขึ้น

“พระองค์ยังทรงไม่มีไข้ ตื่นตัวตลอดเวลา ให้ความร่วมมือกับการรักษา และมีสติ” แถลงการณ์ของวาติกันระบุ

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสพระชนมายุ 88 พรรษา ประทับที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม ตั้งแต่ 14 ก.พ. แล้ว เพื่อรักษาอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง โดยในวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. วาติกันใช้คำว่าโป๊ปฟรานซิสอยู่ในอาการวิกฤติเป็นครั้งแรก แต่อาการของพระองค์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนออกจากภาวะวิกฤติได้เมื่อสัปดาห์ก่อน

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา โป๊ปประสบภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 2 ครั้ง (acute respiratory failure) อันเป็นผลจากการสะสมอย่างมีนัยสำคัญของเสมหะในหลอดลม จนทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จนแพทย์ต้องให้พระองค์ใช้หน้ากากออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจ

นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่เครื่องช่วยหายใจถูกใช้งาน โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ก.พ. ซึ่งโป๊ปฟรานซิสเกิดอาการหดเกร็งของหลอดลม (bronchospasm) ทำให้เกิดการอาเจียนและอาการทางเดินหายใจทรุดลงเฉียบพลัน ส่งผลให้พระองค์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลา 2 วัน

อย่างไรก็ตาม อัปเดตในวันอังคารระบุว่า โป๊ปฟรานซิสกลับไปรับการรักษาด้วยออกซิเจนการไหลสูง (high-flow oxygen therapy) อีกครั้งแล้ว และในช่วงกลางวัน พระองค์สวดมนต์ภาวนาสลับกับการพักผ่อน และรับศีลมหาสนิทในช่วงเช้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หลากประเด็นน่าจับตาใน “การประชุมสองสภา” ของจีน

หลากประเด็นน่าจับตาใน “การประชุมสองสภา” ของจีน

5 มี.ค. 2568 01:00 น.

หลากประเด็นน่าจับตาใน “การประชุมสองสภา” ของจีน

ส่องประเด็นน่าจับตาในการประชุมสองสภาของจีน ซึ่งจะกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ และกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก

สำนักข่าว ซินหัว รายงานในวันที่ 4 มี.ค. 2568 ว่า “การประชุมสองสภา” ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองระดับชาติที่สำคัญของจีนที่จะกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ มีกำหนดเริ่มจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งสัปดาห์นี้ ท่ามกลางฉากหลังของสภาพแวดล้อมอันสลับซับซ้อนและท้าทายในจีนและทั่วโลก

การประชุมประจำปีของคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน เริ่มขึ้นในวันอังคาร (4 มี.ค.) ส่วนการประชุมของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุด จะเริ่มขึ้นในวันพุธ (5 มี.ค.)

นายกรัฐมนตรีของจีน สมาชิกสภานิติบัญญัติระดับสูง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูง รวมถึงหัวหน้าศาลประชาชนสูงสุดและอัยการประชาชนสูงสุดจะนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติจะทบทวนงบประมาณประจำปีและแผนการพัฒนาของรัฐบาล พร้อมพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติและสภาผู้แทนประชาชนท้องถิ่น

เป้าหมายการเติบโตสำหรับปี 2025

ปกติแล้วเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนที่กำหนดไว้ในรายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยจีดีพีไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดเศรษฐกิจ แต่ยังถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง

เมื่อปี 2024 จีนบรรลุเป้าหมายการเติบโตราวร้อยละ 5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากชุดมาตรการมหภาคที่สำคัญที่มีการบังคับใช้เพื่อชดเชยแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจขาลง

นโยบายการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

จีนจะออกนโยบายแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบรรลุเป้าหมายการเติบโต ซึ่งคาดว่ารายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจะประกาศมาตรการนโยบายเพื่อรับรองการบรรลุเป้าหมาย

จีนได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจมหภาคไปแล้ว โดยในการประชุมงานด้านเศรษฐกิจส่วนกลางประจำปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะผู้กำหนดนโยบายได้ให้คำมั่นว่าจะออกนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเชิงรุกมากขึ้นในปี 2025 และตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปานกลาง ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากนโยบายการเงินแบบระมัดระวังในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา

การหารือระหว่างผู้นำ สมาชิกสภานิติบัญญัติ และที่ปรึกษา

ระหว่างการประชุมสองสภา กลุ่มผู้นำจีน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ จะหารือกับสมาชิกสภาฯ คนอื่นๆ ในการปรึกษาหารือเป็นกลุ่ม และหารือกับคณะที่ปรึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่มีความสำคัญที่สุดต่อการกำกับดูแลของรัฐ

การปรึกษาหารือเหล่านี้เปรียบเสมือนหน้าต่างสังเกตการณ์ว่าผู้นำส่วนกลางรับทราบสถานการณ์จริงในระดับรากหญ้าอย่างไร สิ่งนี้คือลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยของจีน หรือที่มักเรียกขานในวาทกรรมร่วมสมัยว่าประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ

นโยบายการต่างประเทศ

การประชุมสองสภายังช่วยไขกระจ่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของจีน เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมักแถลงข่าวนอกรอบการประชุม

เมื่อปีที่แล้ว หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ตอบคำถาม 21 ข้อระหว่างการแถลงข่าวนาน 90 นาทีที่มีผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกเข้าร่วม ซึ่งหวังได้กล่าวถึงประเด็นร้อนระดับภูมิภาคและนานาชาติ เช่น วิกฤตยูเครนและความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอล รวมถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่อรัสเซีย สหรัฐฯ ยุโรป และกลุ่มประเทศโลกใต้

สำหรับการประชุมประจำปีนี้ ข้อเสนอของจีนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะยิ่งน่าจับตาเป็นพิเศษในบริบทของภูมิทัศน์ระดับโลกที่ปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เอไอ นวัตกรรม

นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะเป็นอีกประเด็นสำคัญในการประชุมสองสภาของปีนี้ โดยอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ดีปซีก (DeepSeek) สตาร์ตอัปเทคโนโลยีของจีน ได้สร้างความตกตะลึงให้กับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และตลาดทุนทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวแชทบอตแบบโอเพ่นซอร์สยอดนิยม

บริษัทจีนแห่งอื่นๆ เช่น เทนเซ็นต์ (Tencent) ไป่ตู้ (Baidu) และบีวายดี (BYD) ได้เริ่มนำดีปซีกมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนแล้ว ขณะหน่วยงานท้องถิ่นบางส่วนได้ประกาศความร่วมมือกับโมเดลเอไอดีปซีกเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ หรือจัดการฝึกอบรมเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่และมืออาชีพทางธุรกิจเข้าใจการพัฒนาและการใช้งานดีปซีกและเทคโนโลยีเอไออื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การประชุมสองสภายังเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและที่ปรึกษาทางการเมืองในการเสนอแนะและส่งเสริมฉันทามติในวงกว้างเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่บางส่วนเป็นผู้บริหารองค์กรและนักวิจัยชั้นนำ ดังนั้นข้อเสนอแนะที่พวกเขาจะนำเสนอในด้านเอไอจึงจะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่น่าจับตา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

เซเลนสกียอมรับ เถียงกับทรัมป์ “น่าเสียใจ” – เสนอแผนยุติสงครามขั้นแรก

เซเลนสกียอมรับ เถียงกับทรัมป์ “น่าเสียใจ” - เสนอแผนยุติสงครามขั้นแรก

4 มี.ค. 2568 23:37 น.

เซเลนสกียอมรับ เถียงกับทรัมป์ “น่าเสียใจ” – เสนอแผนยุติสงครามขั้นแรก

เซเลนสกีเสียใจ โต้เถียงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนเสนอแผนขั้นแรกเพื่อยุติสงคราม และยืนยันว่ายูเครนพร้อมลงนามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์แร่ธาตุหายากกับสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 4 มี.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า การโต้เถียงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอน หลังสหรัฐฯ ประกาศระงับส่งความช่วยเหลือให้ยูเครน

“การพบปะของเราในวอชิงตัน ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ ไม่ไปในทิศทางที่มันควรจะเป็น” เซเลนสกีระบุ “มันน่าเสียใจที่มันเกิดขึ้นแบบนี้ แต่ถึงเวลาที่ต้องทำให้สิ่งต่างๆ ถูกต้องแล้ว”

เซเลนสกีบอกต่อว่า ยูเครนไม่ได้ต้องการสงครามไม่รู้จบ พวกเขาพร้อมร่วมโต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้สันติภาพที่ยั่งยืนขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น “ไม่มีใครต้องการสันติมากกว่าชาวยูเครน ผมกับทีมของผมพร้อมจะทำงานภายใต้ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้ได้สันติภาพที่ยั่งยืน”

“เราพร้อมทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อยุติสงคราม”

เซเลนสกียังเสนอแผนการขั้นแรกเพื่อนำไปสู่การยุติสงคราม โดยระบุว่าแผนดังกล่าวรวมถึง การปล่อยตัวเชลยศึกและหยุดยิงทางอากาศ แบนการใช้มิสไซล์และโดรนพิสัยไกล ห้ามทิ้งระเบิดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและพลเรือน และหยุดยิงทางทะเลในทันที หากรัสเซียปฏิบัติแบบเดียวกัน

“จากนั้นเราต้องการก้าวไปอย่างรวดเร็วผ่านขั้นตอนถัดไปทั้งหมด และเพื่อทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเห็นชอบร่วมกันในข้อตกลงสุดท้ายที่แข็งแรง”

เซเลนสกีทิ้งท้ายแถลงการณ์ของเขาด้วยการเน้นย้ำว่า ยูเครนขอบคุณความช่วยเหลือที่ผ่านมาของสหรัฐฯ “เราให้ความสำคัญจริงๆ กับสิ่งที่สหรัฐฯ ทำเพื่อช่วยให้ยูเครนรักษาอธิปไตยและเอกราชเอาไว้ได้” “และเราจะจดจำช่วงเวลาที่หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปตอนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ มอบ (มิสไซล์) จาเวลินให้เรา เราขอบคุณสำหรับเรื่องนี้”

ผู้นำยูเครนบอกด้วยว่า พวกเขาพร้อมลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายากที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสนอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc