จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหาร มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์

จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหาร มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์

4 มี.ค. 2568 22:31 น.

จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหาร มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์

จีนออกมาตรการตอบโต้กำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากสหรัฐฯ และขึ้นบัญชีดำบริษัทสหรัฐฯ อีกหลายสิบแห่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาแล้ว ในวันอังคารที่ 4 มี.ค. 2568 หลังจากเลื่อนมา 1 เดือน และเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% เพิ่มเติมจากกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 10% ที่พวกเขาเริ่มบังคับใช้เมื่อ 4 ก.พ. และจากการดำรงตำแหน่งสมัยที่แรกของโดนัลด์ ทรัมป์

แต่ไม่กี่นาทีหลังจากกำแพงภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ ทางการจีนก็ประกาศมาตรการตอบโต้ในทันที โดยจะขึ้นภาษีในอัตรา 15% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ประเภท ไก่, ข้าวสาลี, ข้าวโพด และฝ้าย ขณะที่ขึ้น 10% ต่อสินค้านำเข้าประเภท ถั่วเหลือง, ข้าวฟ่าง, เนื้อหมู, เนื้อวัว, ผลิตภัณฑ์จากปลา, ผัก, ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากนมวัว

มาตรการตอบโต้ของจีนจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. เป็นต้นไป โดยครอบคลุมสินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกให้แก่จีนถึง 15% มีมูลค่าการค้าขายอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้น จีนยังเพิ่มชื่อบริษัทอเมริกันอีก 15 แห่ง เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก ซึ่งห้ามบริษัทจีนส่งออกเทคโนโลยีที่สามารถใช้เพื่อจุดประสงค์หลายอย่างให้แก่บริษัทเหล่านี้ ขณะที่อีก 10 บริษัทถูกขึ้นบัญชีเป็นบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ ฐานขายอาวุธให้ไต้หวัน

ต่อมา รัฐบาลออกคำสั่งให้มีการสืบสวนบริษัทสหรัฐฯ ที่ผลิตสายใยแก้วนำแสง หรือ ไฟเบอร์ออปติก ตามมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด และระงับใบอนุญาตส่งออกของผู้ส่งออกสัญชาติอเมริกัน 3 แห่ง และระงับการขนส่งไม้จากสหรัฐฯ มายังประเทศจีนด้วย

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งตั้งกำแพงภาษีเม็กซิโก, แคนาดา และจีน ตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งเมื่อ 20 ม.ค. โดยกล่าวหาทั้ง 3 ประเทศว่ามีส่วนทำให้ยาเฟนทานิลหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ โดยเม็กซิโกกับแคนาดาเจรจากับสหรัฐฯ และให้คำมั่นว่าจะควบคุมชายแดนให้เข้มงวดขึ้น ทำให้การบังคับใช้กำแพงภาษีถูกเลื่อนออกไป 1 เดือน

ฝ่ายจีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า กำลังแบล็คเมลประเทศของพวกเขาด้วยกำแพงภาษี พร้อมยืนยันว่า พวกเขาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายต่อต้านยาเสพติดเข้มงวดที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การที่จีนเพิ่มการเก็บภาษีในอัตราไม่ถึง 20% หมายความว่าจีนอาจยังหวังที่จะเจรจาสงบศึกทางการค้ากับสหรัฐฯ อยู่ แต่หากสถานการณ์ลุกลามมากกว่านี้ โอกาสในการเจรจาก็จะยิ่งลดน้อยลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ส.ป.ก.จับมือมทร. พัฒนาโครงสร้าง ภาคเกษตรกรรม เน้นใช้เทคโนโลยี

ส.ป.ก.จับมือมทร.  พัฒนาโครงสร้าง  ภาคเกษตรกรรม  เน้นใช้เทคโนโลยี

ส.ป.ก.จับมือมทร. พัฒนาโครงสร้าง ภาคเกษตรกรรม เน้นใช้เทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิชาการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตปฏิรูปที่ดิน ระหว่าง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) รัตนโกสินทร์ โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ร่วมลงนาม ที่อาคารพระมิ่งขวัญ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

“ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และ ส.ป.ก.ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยการผนึกกำลังด้านวิชาการของผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ร่วมกับบุคคลากรของ ส.ป.ก.เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและใช้เทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมและต่อยอดพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้พี่น้องประชาชนได้รับการพัฒนาทั้งในด้านระบบสาธารณูปโภคและภาคการเกษตรอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ทั้ง 2 หน่วยงาน ยังเตรียมขับเคลื่อนภารกิจเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างสูงสุดต่อไป” นายอิทธิ กล่าว

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย  พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2568 (ปิดอ่าวไทย) โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ว่ากรมประมง เตรียมประกาศปิดอ่าวไทย ใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์–15 พฤษภาคม 2568 กำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี โดยเพิ่มเติมรายละเอียดการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมงบางชนิด และช่วงที่ 2 วันที่ 16 พฤษภาคม–14 มิถุนายน 2568 กำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งได้ออกประกาศกรมประมงเพิ่มเติม4 ฉบับ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ครอบคลุมรายละเอียดด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การทำประมง

นอกจากนี้ยังรวมถึงมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พ.ศ.2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568, 2.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568, 3.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568, 4.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000-30 ล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครอง

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับมาตรการ “ปิดอ่าวไทย” เป็นมาตรการสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในฝั่งทะเลอ่าวไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ซึ่งให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้จะช่วยคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ ให้ได้มีโอกาสผสมพันธุ์ วางไข่ และสร้างประชากรสัตว์น้ำรุ่นใหม่ขึ้นมาหมุนเวียนในระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” และผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ ส.ป.ก.52 จังหวัด ที่บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ว่าได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาหมอกควันสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียทำให้ดินเสื่อมโทรม และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

นายอิทธิ กล่าวอีกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ได้ประกาศเรื่องมาตรการบริหารการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ส.ป.ก.มีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่อง กำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผา ดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ด้วย

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

'นฤมล'สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

“นฤมล”สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน ย้ำ Lab ตรวจ BY2 เพียงพอให้บริการช่วงฤดูกาลผลิตทุเรียน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกลำไยสดไปฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ส่งออกของประเทศไทย ในกลุ่มสินค้าเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วย 1.ทุเรียน 2.ลำไย และ 3.มะม่วง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในสินค้าเกษตรส่งออก อาทิ มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันในกระบวนการผลิต มาตรการตรวจสอบสารเคมีตกค้างและศัตรูพืช ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ตลอดจนมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีในสินค้าทุเรียน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

“ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยใกล้จะออกผลผลิต และเตรียมจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมในการเจรจาเปิดตลาดใหม่เพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผลผลิตของเกษตร และลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าทุเรียน ปัจจุบันเรามีห้องปฏิบัติการทดสอบสาร BY2 แล้วจำนวน 13 ห้อง โดยจะสามารถทดสอบตัวอย่างได้วันละ 3,000 ตัวอย่าง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนที่จะต้องตรวจก่อนส่งออก ในส่วนของลำไย ได้มีการเจรจาเปิดตลาดการส่งออกผลลำไยสดไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้กำชับทุกภาคส่วนให้ทำตามมาตรการที่กำหนดเพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากภารกิจด้านการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้ความสำคัญทางด้านวิชาการในการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์พืชมูลค่าเกษตรสูง เพื่อให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์ที่มีความแข็งแรง ต้านทานโรค และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับสถานการณ์การผลิตและข้อมูลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง พบว่า มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของไม้ผล ในขณะที่สถานการณ์ประมาณการไม้ผลภาคเหนือ ปี 2568 พบว่า ผลผลิตลำไยภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณร้อยละ 38.63 และผลผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 60.80

– 006

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวลภิณโกฬร์ จาตะวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นางดรรชณี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการส่วน หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย RID UNITED ของอธิบดีกรมชลประทาน ภายใต้แนวคิด ร่วมกันสร้างความมั่งคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 8 นโยบาย 36 แนวทาง รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสายงานวิชาการ ของ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ ประกอบด้วย 6 นโยบาย 12 แนวทาง

ทั้งนี้ ผส.บก.ได้รับนโยบายของผู้บริหาร นำไปสู่แนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสำนักบริหารโครงการ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงาน ระยะเวลาที่กำหนด และบรรลุตามเป้าหมายในภารกิจที่สำนักบริหารโครงการรับผิดชอบ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และร่วมแสดงความยินดีกับ นายชนินทร์ ทรงชน ที่ได้รับแต่งตั้งให้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนโครงการเงินกู้และกิจการต่างประเทศ ณ ห้องประชุม กรม ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ zoom

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

'รมช.อัครา'เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” โดยมี นาย ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

นายอัครา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังได้แนวทางในการนำโรงเรียนร้างมาเข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อปรับปรุงเป็นลานตากชุมชน สามารถใช้พื้นที่เพื่อเสริมศักยภาพของเกษตรกรที่ขาดแคลนลานตาก หรือการปรับเปลี่ยนเป็นยุ้งฉางเพื่อเข้าโครงการชะลอการขายข้าวได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นในเรื่องของการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรให้สามารถแปรรูปสินค้าได้ต่อไปด้วย

สำหรับสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ดำเนินการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,138 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ จำนวน 18,094 ตัน รวมมูลค่า 162,850,500 บาท โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งผลให้สหกรณ์ สมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ได้รับเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก รวมจำนวน 27,141,000 บาท แบ่งเป็น สหกรณ์ 18,094,000 บาท สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป 9,047,000 บาท

‘กษ.’ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

'กษ.'ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

‘กษ.’ส่งตัวแทนรับหนังสื่อม็อบ จ่อดึงชาวนาร่วมถก ชี้อยากให้เงินชดเชยถึงมือชาวนาตัวจริง

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

ตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ รับหนังสือม็อบชาวนา ขณะที่ปลัดกษ. จ่อดึงตัวแทนชาวนาร่วมถกเงินชดเชยพื้นที่รับน้ำ อยากให้ถึงมือชาวนาตัวจริง 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกจำนวนกว่า 1,000 คน จากพื้นที่ 12 จังหวัด นัดรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เยียวยาผลกระทบจากปัญหาใช้พื้นที่เกษตรเป็นพื้นที่รับน้ำไร่ละ 300 บาท จำนวน 4 เดือน ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อปราศรัยเรียกร้องขอความช่วยเหลืออุดหนุนราคาข้าวเปลือกราคา 11,000 บาทต่อตัน และต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว!! จ่อบุกทำเนียบฯ ร้องรัฐอุ้มราคาข้าวเปลือกนาปรัง11,000ต่อตัน

ต่อมาเวลา 10:40 น. ได้มีตัวแทนของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษานางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เป็นตัวแทน รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เดินทางมารับหนังสือกับกลุ่มชาวนาภาคกลางที่หน้ากองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ถนนราชดำเนิน โดยกลุ่มชาวนาภาคกลางได้มีข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ จ่ายค่าชดเชยที่กลุ่มชาวนารับน้ำในฤดูฝนโดยต้องชดเชยให้ไร่ละ 300 บาทต่อไร่ เป็นเวลา4 เดือน เนื่องจากกลุ่มชาวนาพื้นที่ภาคกลางเป็นกลุ่มที่รับรับน้ำแทนคนกรุงเทพฯ โดยเบื้องต้นนายบุญสิงห์ รับปากที่จะนำหนังสือข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวนาภาคกลางเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมของกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มชาวนาภาคกลางต่อไป

ขณะที่นายประยูร  กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินการช่วยเหลือชาวนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเร่งรัดสูบน้ำออกจากพื้นที่นาที่รับน้ำเพื่อให้ชาวนาได้ดำเนินการปลูกข้าวให้ทันเวลามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี  

ส่วนข้อเรียกร้องของชาวนาในการที่จะขอจ่ายค่าชดเชยในพื้นที่รับน้ำ กระทรวงเกษตรฯ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมของกระทรวง โดยจะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด และขอให้มีการส่งตัวแทนชาวนามาให้ข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การจ่ายค่าชดเชยต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะหลายพื้นที่เป็นพื้นที่เอกชนที่มีนายทุนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ที่ของชาวนาจริง แต่ปล่อยให้เช่าทำนา และค่าชดเชยก็ไม่ถึงชาวนาจริง ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะช่วยชาวนาได้จริง ซึ่งกระทรวง และตัวแทนชาวนาอาจจะต้องมาร่วมหารือเพื่อที่จะมีการช่วยเหลือชาวนาที่เป็นชาวนาจริง โดยจะต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริงต่อไป

แนวหน้า Talk ครั้งที่ 2 รวมพลคนรักแนวหน้าเหนียวแน่น

แนวหน้า Talk ครั้งที่ 2 รวมพลคนรักแนวหน้าเหนียวแน่น

แนวหน้า Talk ครั้งที่ 2 รวมพลคนรักแนวหน้าเหนียวแน่น

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

ปิดฉากไปอย่างสวยงามสำหรับ “แนวหน้า TALK ครั้งที่ 2” ตอน “คมมีดโกนโบกสะบัด ปวงประชาจึงร่วมกันขจัดทุรชน” จัดโดย แนวหน้าออนไลน์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ขึ้นเวทีทอล์คพร้อมด้วย นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่คุ้นหน้าคุ้นตา ได้แก่ สนธิยา ชื่นฤทัยในธรรม, อาร์ต-อรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง, ฟ้าคราม-ชวิศร์ ชูประทุม, ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, บุญยอด สุขถิ่นไทย, สมชาย แสวงการ, นิติธร ล้ำเหลือ, จตุพร พรหมพันธุ์  รวมไปถึงคนดังทางเมืองก็มาร่วมฟังกันคับคั่ง นอกจากฟังทอล์คการเมืองแล้วผู้ร่วมงานยังได้เพลิดเพลินไปกับมินิคอนเสิร์ตจาก สุชาติ ชวางกูร งานนี้ผู้บริหารแนวหน้านำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, อัญชะลี ไพรีรัก ให้การต้อนรับแฟนคลับที่ซื้อบัตรร่วมงานเต็มความจุ 1,053 ที่นั่ง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ ห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์วัน เขตปทุมวัน

บรรยากาศภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้ามากมาย อาทิ ร้านวิสาหกิจแนวหน้าเพื่อสังคม นำผลิตภัณฑ์แบรนด์ “ลองนา” อาทิ น้ำหมักจุลินทรีย์ แชมพู-ครีมนวดผม พญาหม่องน้ำสำหรับแก้อาการปวดเมื่อย, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แบรนด์ Dr.Mallika, ร้านธรรมธุรกิจ นำผลิตภัณฑ์ผักสด ผลไม้ ไข่ไก่ ข้าวสาร ปลอดสารพิษมาจำหน่าย, น้ำพริกเฉลิมไทย เป็นต้น 

038

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมพิธีประกาศเจตนารมณ์ ‘โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม’

'เอส แอนด์ พี’ ร่วมพิธีประกาศเจตนารมณ์ 'โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม'

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมพิธีประกาศเจตนารมณ์ ‘โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม’

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

เอส แอนด์ พี’ ร่วมพิธีประกาศเจตนารมณ์ “โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ด้วยวิธี Science Based Target (ระยะที่ 2)”

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ร่วมพิธีประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ด้วยวิธี Science Based Target (ระยะที่ 2)” จัดโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (ECEE) ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย และแผนการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ในการควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่ง S&P เป็น 1 ใน 23 องค์กรที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการฯ นี้ โดยมี คุณณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ร่วมกับ คุณหาญพล พึ่งรัศมี หัวหน้าโครงการฯ ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (ECEE) ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น

เอส แอนด์ พี เชื่อว่าการยกระดับการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธี SBTi รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

-(016)