‘ไพบูลย์’โวลั่น! ‘บิ๊กป้อม’นำซักฟอก ทำ พปชร.เข้มแข็งขึ้น

‘ไพบูลย์’โวลั่น! ‘บิ๊กป้อม’นำซักฟอก ทำ พปชร.เข้มแข็งขึ้น

‘ไพบูลย์’โวลั่น! ‘บิ๊กป้อม’นำซักฟอก ทำ พปชร.เข้มแข็งขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

“ไพบูลย์”เชื่อการนำอภิปราย”แพทองธาร”ของ”บิ๊กป้อม”ช่วยสยบข่าวลือ แถมยังทำให้ พปชร.เข้มแข็งมากขึ้น

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า พล.อ.ประวิตร มีความพอใจอย่างยิ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตัวท่านเอง และ สส.พรรค พปชร.อีก 4 คน ซึ่งตนในฐานะเลขาฯ พรรค มองว่าเรื่องนี้เป็นผลดีกับพรรคอย่างมหาศาล เพราะนอกจากจะสยบข่าวที่มีคนไปปล่อยข่าวว่าร้ายหัวหน้าพรรคและพรรคแล้ว วันนี้พิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริงทั้งหมด และการอภิปรายของ พล.อ.ประวิตร ในวันนั้น ยังได้สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับพรรคอย่างเต็มร้อย และอีกประการที่แสดงให้เห็นความเป็นเอกภาพของ สส.ของพรรค ทั้ง 19 คน ด้วยการที่ สส.ทุกคนร่วมกันลงมติเห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจนายกฯ ในสภาฯ อย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่เป็นดังที่มีผู้ปล่อยข่าวเท็จไว้ก่อนหน้านี้

อยากไปก็ลาออกเอง! ‘ไพบูลย์’ชี้ปม‘กาญจนา’ไม่ต้องสอบ-หลักฐานชัดอยู่แล้ว

อยากไปก็ลาออกเอง! ‘ไพบูลย์’ชี้ปม‘กาญจนา’ไม่ต้องสอบ-หลักฐานชัดอยู่แล้ว

อยากไปก็ลาออกเอง! ‘ไพบูลย์’ชี้ปม‘กาญจนา’ไม่ต้องสอบ-หลักฐานชัดอยู่แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

ไม่ต้องเสียเวลาสอบ! “ไพบูลย์”ชี้ปม”กาญจนา”หลักฐานชัดอยู่แล้ว เผยไม่ขับพ้นพรรค บอกอยากไปต้องลาออกเอง

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ ได้ลงมติไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้หรือไม่นั้น โดย นายไพบูลย์ กล่าวว่า คงไม่ต้องไปเสียเวลาทำเช่นนั้น เพราะหลักฐานทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว และก่อนหน้านี้ พรรคก็ได้ปลดให้พ้นจากตำแหน่งรองเลขาธิการแล้ว แต่ต่อจากนี้ก็อย่ามาทำให้พรรค พปชร.เสียชื่อเสียง เพราะหากทำอะไรให้พรรคเสียหาย พรรคก็มีมาตรการในการดำเนินการ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลว่ามีการทำให้พรรคเสียหายอย่างไรบ้างหรือไม่ ซึ่งพรรคจะไม่มีมติการดำเนินการขับออกจากสมาชิกพรรคอย่างแน่นอน เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะต้องไปทำเช่นนั้น แต่หาก น.ส.กาญจนา ต้องการที่จะออกจากสมาชิกพรรค ก็สามารถยื่นใบลาออกได้ทันที

‘ทักษิณ’นิมนต์‘หลวงปู่ศิลา สิริจันโท’ฉันเพลบ้านจันทร์ส่องหล้า

‘ทักษิณ’นิมนต์‘หลวงปู่ศิลา สิริจันโท’ฉันเพลบ้านจันทร์ส่องหล้า

‘ทักษิณ’นิมนต์‘หลวงปู่ศิลา สิริจันโท’ฉันเพลบ้านจันทร์ส่องหล้า

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.15 น.ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นิมนต์ พระราชวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์ พระเกจิดัง เพื่อถวายเพลที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อความเป็นสิริมงคลเสริมความสุข โดยนายทักษิณ พร้อมด้วย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาว ร่วมอยู่ด้วย

ขณะเดียวกันในเฟซบุ๊กของ นายสิทธิพันธ์ ปิยะวงค์ ลูกศิษย์หลวงปู่ศิลา ได้โพสต์ภาพและคลิประหว่างที่นายทักษิณลงมารับ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท พร้อมระบุข้อความว่า “วันนี้พฤหัสบดีที่ 27 มี.ค. เวลา 11.15 น. หลวงพ่อศิลา มาฉันเพลที่บ้านเสริมสุข ขอให้มีความสุข รับพรหลวงพ่อกันทุกๆ ท่านครับ สาธุๆๆๆ โชคดีๆ”

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่ศิลา สิริจันโท เดินทางมาด้วยรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Vellfire สีขาว ทะเบียน ฆ-3989 กรุงเทพมหานคร

ทุบเปรี้ยง! ‘วิโรจน์’มั่นใจ‘นายกฯ’ออก‘ตั๋วPN’เลี่ยงภาษีทำนิติกรรมอำพราง บุกสรรพากรพรุ่งนี้

ทุบเปรี้ยง! ‘วิโรจน์’มั่นใจ‘นายกฯ’ออก‘ตั๋วPN’เลี่ยงภาษีทำนิติกรรมอำพราง บุกสรรพากรพรุ่งนี้

ทุบเปรี้ยง! ‘วิโรจน์’มั่นใจ‘นายกฯ’ออก‘ตั๋วPN’เลี่ยงภาษีทำนิติกรรมอำพราง บุกสรรพากรพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

‘วิโรจน์’โยนประชาชนตัดสินผลลัพธ์‘ศึกซักฟอก’ แจง 3 คอนเซ็ปต์มีครบทั้ง‘ข้อมูลลับ-จุดไต้ตำตอ-เรียบเรียงข้อเท็จจริง’ เตรียมบุก‘สรรพากร’ 28 มี.ค.68 ถามชัดๆ‘แพทองธารโมเดล’ โยงมาตรฐานปม‘หุ้น-ตั๋วPN’ ชี้‘ครม.’ไฟเขียวกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ต้องดู‘ประโยชน์-ผลกระทบ’ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน-เศรษฐกิจ

27 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาว่า เราทำได้ตามแผนตามที่เราคาดหวัง ส่วนจะดีหรือไม่ดีอย่างไร เราก็รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่จะเอาไปปรับปรุงการทำงานในสภาฯต่อไปอยู่แล้ว คนที่ประเมินที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นประชาชน ส่วนที่มีการเอาไปเปรียบเทียบกับการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตว่าสมัยนั้นมีข้อมูลลับออกมามากกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ มีอยู่ 3 กลุ่ม

กลุ่ม 1 คือเอาข้อมูลลับออกมา ซึ่งเราก็มี แต่เราถูกเบรกโดยนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่1 ในเรื่องไอโอกองทัพ ที่เราลงลึกถึงระดับปฏิบัติการ แม้แต่นายกรัฐมนตรี รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ยังไม่รู้ และตกเป็นเป้าหมายโจมตีด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสะท้อนว่ามีกลุ่มองค์กรไอ้โม่งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาจากหน่วยงานใดตามรัฐธรรมนูญก่อการ ถึงขั้นวางเป้าหมายเป็นนายกฯที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้อภิปรายในสภา

กลุ่ม 2 เป็นการเรียบเรียงข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น พอเราเรียบเรียงจะเห็นถึงข้อสังเกตของข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงกันของเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ที่มันอยู่ในเรื่องเดียวกัน และตั้งเป็นคำถามเป็นข้อสงสัย เช่น กรณีชั้น 14 ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน

กลุ่ม 3 เป็นเรื่องจุดไต้ตำตอ เช่น เรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ของนายกรัฐมนตรี เป็นข้อมูลจุดใต้ตำตอ ทุกคนสามารถเข้าไปดูบัญชีทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว แต่เราเอามาวิเคราะห์ เอามาพิจารณาในรายละเอียด เทียบกับข้อกฎหมายต่างๆ ที่นายกรัฐมนตรีพึงปฏิบัติ แต่เราเชื่อว่าไม่ปฏิบัติ

นายวิโรจน์ เปิดเผยด้วยว่า ในวันที่28มี.ค.นี้ เวลา08.30น. ตนจะเดินทางไปที่กรมสรรพากร เนื่องจากขณะนี้ เจ้าของกิจการหลายคนถามว่า ใช้แพทองธารโมเดลได้หรือไม่ ในกรณีหุ้น และตั๋วสัญญาใช้เงิน หรื ตั๋ว PN แต่คนที่จะงอน คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนแรก ตนคิดว่าน่าจะเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะนายเศรษฐา ก็เคยโอนหุ้นในลักษณะนี้ให้กับลูกสาว เช่นเดียวกัน ส่วนกรณีอธิบดีกรมสรรพากรที่ออกมาระบุว่าสามารถทำได้นั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ตรงประเด็น เนื่องจากพูดถึงกันคนละกรณี ซึ่งสิ่งที่ทุกคนสงสัย คือการมีพฤติกรรมแบบนี้ คือการติ๊งต่างทำเป็นซื้อหรือหรือไม่

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า เนื่องจากกรณีที่ตั๋วนี้ไม่มีการระบุว่า จะจ่ายวันไหน แต่เมื่อไปถามน.สแพทองธาร ก็บอกว่าจะจ่ายปีหน้า และการที่ดอกเบี้ยไม่มีนั้น ก็เหมือนเป็นการแลก และหากไม่มีตรงนี้ ก็คือการให้ที่ชัดเจน เพราะเป็นการเปลี่ยนมือจากคนอื่นมาอยู่ที่น.ส.แพทองธาร แต่น.ส.แพทองธารไม่ได้จ่ายสักบาท ซึ่งหากถือว่าเป็นการให้ ก็ต้องไปจ่ายภาษีการรับให้อีกอยู่ดี จึงทำให้สงสัยว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ซึ่งตนมองว่า นี่คือช่องว่างทางกฎหมาย หากจะบอกว่าเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายใครก็ทำกัน ตนก็ไม่เห็นว่ามีใครจะแสดงตัวในเรื่องนี้ มีแต่การทำแบบหลบๆ ซ่อนๆ กันทุกคน และยิ่งหากมีการทำกันเยอะ ก็จะส่งผลเสียต่อสาธารณะ

นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ว่า เราต้องดูประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน หากเกิดประโยชน์และมีความเป็นธรรมก็คงไม่มีใครคัดค้าน แต่หากมีผลกระทบต่อสังคมตามที่หลายฝ่ายกังวลแต่ไม่ได้มีข้อชี้แจง หรือแนวทางในการควบคุมจำกัดผลกระทบเชิงลบรัฐบาลก็ควรทบทวนและเร่งดำเนินการ

“ตราบใดที่เกิดประโยชน์กับประชาชน เศรษฐกิจ โดยที่เราสามารถควบคุมผลกระทบเชิงลบได้ ผมมองว่าทุกฝ่ายก็คงยอมรับได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าผลกระทบเชิงลบและความเป็นธรรมในการประมูล ในการให้สัมปทานโปร่งใสหรือไม่” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่ามองว่ารีบเกินไปหรือไม่เพราะเพิ่งผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงวันเดียว นายวิโรจน์ กล่าวว่า แล้วแต่การคาดการณ์ในเมื่อตกลงกันได้แล้วก็ไปต่อ เราอย่าคิดกังวลอะไรขนาดนั้น ชีวิตต้องทำงานต่อ ตนเป็นคนตำหนิติติงรัฐบาลด้วยเหตุด้วยผล วันนี้รัฐบาลทำงานต่อ ฝ่ายค้านก็ทำงานต่อ เรามองว่าเป็นการทำงานต่อเนื่องแล้วกัน

เชื่อแชทหลุดจริง! ‘วิโรจน์’ ขอเช็ครายละเอียดปม ‘สส.ลูกพรรค’ ปูด 20 ล้าน ซื้องูเห่า

เชื่อแชทหลุดจริง! ‘วิโรจน์’ ขอเช็ครายละเอียดปม ‘สส.ลูกพรรค’ ปูด 20 ล้าน ซื้องูเห่า

เชื่อแชทหลุดจริง! ‘วิโรจน์’ ขอเช็ครายละเอียดปม ‘สส.ลูกพรรค’ ปูด 20 ล้าน ซื้องูเห่า

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

เชื่อแชทหลุดจริง! ‘วิโรจน์’ ขอสืบเช็ครายละเอียดปม ‘สส.ลูกพรรค’ ปูดถูก ‘พรรคการเมืองหนึ่ง’ เสนอเงินหลายล้านแลกโหวตหนุนไว้วางใจ ‘นายกฯ’ ก่อน ชี้เรื่องละเอียดอ่อน

วันที่ 27 มีนาคม 2568 เวลา 13.45 น. ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ออกมาระบุ มีพรรคการเมืองหนึ่งเสนอให้เงินหลายล้านบาทแลกกับการลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องตรวจสอบที่มาที่ไปก่อน จะให้ปกป้องโดยทันทีก็ไม่ได้ และต่อให้ตนออกมาปกป้องเอง ประชาชนก็ไม่เชื่ออยู่ดี ตนมองว่า แชทที่เข้ามานั้น คงเป็นแชทที่เข้ามาจริง แต่วัตถุประสงค์ หรือข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีความประสงค์ที่จะดำเนินการอย่างนั้นหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบในรายละเอียด 

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นพรรคการเมืองใหญ่มาซื้อ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก่อนที่เราจะจินตนาการ ตนต้องขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน ว่าพรรคการเมืองพรรคนั้น มีการทำร่วมกับพรรคการเมืองใดบ้าง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการกล่าวหา และมีการโต้กันไปกันมา โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง 

เมื่อถามว่าหากเป็นเรื่องจริงจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนขอยังไม่กล่าวหาไปที่ใคร เพราะเหตุผลที่ยกมา ก็ต้องมานั่งพิจารณาด้วยว่า มีความจำเป็น หรือตกลงแล้วมีแรงจูงใจอะไร ต้องการสร้างกระแสเท่านั้นหรือไม่ ต้องการสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองหรือไม่ หรือมีแรงจูงใจที่ต้องการซื้อเสียงกันจริงๆ คงต้องมานั่งคุยกัน ก่อนที่จะไปกล่าวหาพรรคการเมืองนั้นนี้ ขออย่าเพิ่งไปเชื่อมโยงตามจินตนาการเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชนหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนยังไม่คิดอย่างนั้น ขอเอาข้อเท็จจริงเป็นหลักก่อน เพราะหากอยู่ๆ เกิดขึ้น โดยไม่มี สส.ของเราไปเกี่ยวยุ่ง ก็อาจจะรับสันนิษฐานไปในทางนั้น แต่ในข้อเท็จจริง ก็ปรากฎแชทของ สส.จริงๆ จึงต้องดูว่าวัตถุประสงค์ของคนที่แชทคุยกับ สส.ของพวกเราคืออะไร ขอเวลาให้พวกเราก่อน อย่าเพิ่งไปพาดพิงฝ่ายรัฐบาล ตนยังไม่อยากไปกล่าวหาใคร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เบรกแตก! ‘ส.ส.ปชน.’พลิกลิ้น แถสื่อสารผิดพลาดปมปูด 20 ล้าน ซื้องูเห่า

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน 4 พ.ค.นี้

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน 4 พ.ค.นี้

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน 4 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

ครม.เห็นชอบ ร่าง พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน 4 พ.ค.นี้ เผยรอ”นายกฯ”คุยพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนเคาะ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช แทนตำแหน่งที่ว่าง สืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณี นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.นครศรีธรรมราช ได้กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบ มาตรา 138 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ผลการเลือกตั้ง สส.เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนางมุกดาวรรณ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต.สส.5/2567 คดีหมายเลขแดงที่ ลต.สส.28/2568 ลว. 24 มี.ค.68 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางมุกดาวรรณ เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา (26 มี.ค.68) และให้มีการเลือกตั้ง สส.เขต 8 นครศรีธรรมราชใหม่ ทั้งนี้ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางมุกดาวรรณเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้สมาชิกภาพของ สส.ของนางมุกดาวรรณ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ม.101 (6) ประกอบมาตรา 98 (5)

นายจิรายุ กล่าวว่า ทั้งนี้ คาดว่า พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 เม.ย.โดยวันที่ 7 – 11 เม.ย.เปิดรับสมัคร สส.แทนตำแหน่งที่ว่าง และเลือกตั้งในวันที่ 4 พ.ค.นี้

เมื่อถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะมีการหารือ และให้สิทธิ์พรรคเดิมเจ้าของพื้นที่ลงสมัคร โดยไม่ส่งผู้สมัครแข่งหรือไม่ นายจิรายุ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ เพียงแค่รับทราบตาม พ.ร.ฎ. ตนขอพูดในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) ตอนนี้ยังมีการกำหนดว่าจะส่งใครเป็นผู้สมัครลงเลือกตั้งลงเลือกตั้งใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พูดคุยกับส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ว่าพื้นที่เดิมเป็นแบบไหนอย่างไร จะต้องส่งอย่างไร

‘วิโรจน์’แนะแบ่งขาย‘ที่ดินทหาร’ พร้อมป้อง‘นายทุน’จ้องฮุบ-ถูกเคลมรุกล้ำ

‘วิโรจน์’แนะแบ่งขาย‘ที่ดินทหาร’ พร้อมป้อง‘นายทุน’จ้องฮุบ-ถูกเคลมรุกล้ำ

‘วิโรจน์’แนะแบ่งขาย‘ที่ดินทหาร’ พร้อมป้อง‘นายทุน’จ้องฮุบ-ถูกเคลมรุกล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

เพื่อความเป็นธรรมของกองทัพ! “ปธ.กมธ.ทหาร”ชู”กาญจนบุรีโมเดล” แบ่งขาย”ที่ดินทหาร”ในครอบครอง นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน-เศรษฐกิจ แนะแก้ กม.ชัดเจน-รัดกุม ป้อง”นายทุน”จ้องฮุบ-ถูกเคลมรุกล้ำ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ฯ เพื่อพิจารณาแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ที่อยู่ในความครอบครองของทหาร กับประชาชนในพื้นที่บ้านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุม อาทิ ตัวแทนกองทัพบก กรมป่าไม้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อบต.ในพื้นที่ ว่า กองทัพมีที่ดินไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี หากกองทัพมีการครอบครองที่ดินเกินจำเป็น ก็ต้องแบ่งให้ชัดว่า ความจำเป็นอยู่ที่ตรงไหน และกองทัพก็ต้องขายที่ดินออกมา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน นำไปสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าอาจถูกนายทุนยึดไป นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็ต้องแก้ให้กฎหมายมีความรัดกุมเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่นำเหตุผลตรงนี้ มาหวงที่ดิน ขณะที่ชาวบ้าน วันดีคืนร้ายก็จะถูกบังคับใช้กฎหมาย หรือถูกไล่รื้อที่ดินอีก ซึ่งก็จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม หมายความว่า หากเราสร้างกาญจนบุรีโมเดลได้ ปัญหานี้ก็จะหายไปครึ่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากกองทัพครอบครองที่ดินไว้กว่า 4 ล้านไร่ เฉพาะส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี มีกว่า 2.5 ล้านไร่ และหลายพื้นที่ก็กลายเป็นเมืองไปแล้ว กองทัพจะมากล้าซ้อมยิงปืนใหญ่หรือ หากไม่มีกฎหมายมารองรับการทำกินของประชาชนในพื้นที่ ชีวิตก็ไม่มีความมั่นคงอยู่ดี และหากปล่อยให้ความไม่มั่นคงนั้นดำเนินต่อไป ก็จะเกิดการรุกล้ำไปเรื่อยๆ

“ยืนยันว่า เราไม่ได้สนับสนุนการบุกรุก แต่เราต้องการการขีดเส้น เพื่อจัดสรรที่ชัดเจน ไม่ให้เกิดการบุกรุก คิดว่าเป็นทางออกที่ดี ไม่มีใครต้องเสียอะไร เพื่อความเป็นธรรมของกองทัพและประชาชน หากโมเดลกาญจนบุรีสำเร็จ จังหวัดอื่นก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย” ประธาน กมธ.การทหาร กล่าว

ร่ายยาว! ‘จุลพันธ์’รับวงเงิน 50 ล้านบาทเข้า‘กาสิโน’สูงไป แจงสัญญา 30 ปีตามมาตรฐานโลก

ร่ายยาว! ‘จุลพันธ์’รับวงเงิน 50 ล้านบาทเข้า‘กาสิโน’สูงไป แจงสัญญา 30 ปีตามมาตรฐานโลก

ร่ายยาว! ‘จุลพันธ์’รับวงเงิน 50 ล้านบาทเข้า‘กาสิโน’สูงไป แจงสัญญา 30 ปีตามมาตรฐานโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘จุลพันธ์’หวัง‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’เข้าสภาก่อนปิดสมัยประชุม รับวงเงิน 50 ล้านบาทเข้ากาสิโนสูงไป ให้ถกต่อในสภา ชี้เป็นกลไกดึงคนเล่นพนันผิดกฎหมายเข้าระบบ แจงสัญญา 30 ปีตามมาตรฐานโลก ย้ำประเมินทุก 5 ปี

27 มีนาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง แถลงภายหลัง ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ว่า เนื้อหาในร่างเป็นไปตามที่กฤษฎีกาได้มีการแก้ไข ซึ่งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ก็ไม่ขัดข้องและเห็นชอบเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามร่างที่มีการแก้ไขจากกฤษฎีกา และมีการทำประชาพิจารณ์ ตั้งแต่ 1-15 มีนาคม และไปส่งที่คณะรัฐมนตรีสัปดาห์ที่แล้ว มีการเวียนความเห็นเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบวันนี้ ขั้นตอนต่อไปจะส่งเป็นเรื่องด่วนเข้าไปที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้บรรจุวาระและพิจารณารับหลักการในวาระแรก เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ตัว พ.ร.บ.นี้ มีการปรับแก้ไขที่มีประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะการกำกับควบคุม การกำหนดโทษโดยเฉพาะการพนัน ก็เหมือนที่นายกฯ บอกว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์มหาศาลกับประเทศ เม็ดเงินที่จะได้รับการลงทุนต่อจุดไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท และเงินที่รัฐจะได้รับในรูปแบบของภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ เม็ดเงินที่ประชาชนจะได้รับจากผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งการจ้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น โรงแรม การท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล ที่สำคัญไม่ใช่เรื่องของกาสิโน แต่เป็นการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร เป็น man made tourist destination, ที่มีขนาดใหญ่ และเป็นโมเดลทางธุรกิจที่ต่างประเทศ เริ่มทำอยู่และให้การยอมรับทั้งดูไบ ญี่ปุ่น วันนี้มองประเทศไทยในอนาคตและว่าฝันได้เลยว่า เราจะมีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นระดับโลกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารระดับโลก สวนสนุกขนาดใหญ่ระดับเดียวกับดิสนีย์ หรือยูนิเวอร์แซล เราจะเห็นลักษณะกีฬาอินดอร์สเตเดียมขนาดใหญ่

ทั้งนี้ นายกฯ ได้บอกว่าก่อนหน้าเราพยายามจะเอา Taylor Swift มา แต่สุดท้ายเราไม่มีพื้นที่จัดงานอินดอร์ในระดับ 40,000 ถึง 50,000 คน และเราเคยจัดกีฬา มีฟุตบอลมาจากอังกฤษพรีเมียร์ลีก สุดท้ายไม่ได้แข่ง เพราะเราจัดในสนามเปิดและมีฝนตก ก็ไม่ได้ทำการแข่ง เสียหายต่อธุรกิจและความกลัวของภาคธุรกิจ ปีนี้พยายามดึงดึง เลดี้ กาก้า

“แต่สุดท้ายก็โจทย์เดิมคือทำไม่ได้ จึงมองว่าการลงทุนในลักษณะแบบนี้ ถ้าเอกชนเป็นคนลงทุน โดยที่มาลงทุนแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เราจะมีจุดเด่นใหม่ๆในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้าขาย โอท็อป ซึ่งกำหนดมาในกฎหมาย ทั้งการทำกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย มันจะสร้างเม็ดเงินให้ประชาชน นี่คือจุดเปลี่ยนของประเทศไทย จึงมี พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หน้าที่ต่อไปก็เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งหากมีความเห็นหรือแก้ไขอย่างไร ก็คงจะแก้ไขในทางบวกและเป็นประโยชน์กับการที่เราจะมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต”

เมื่อถามว่า วาระแรกจะเข้าทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า เหลือ 2 สัปดาห์ที่มีการประชุมสภาฯ คือวันที่ 2-3 เมษายน และ 9-10 เมษา เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทางรัฐบาลอยากผลักดัน ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ไม่อยากทำแล้วไปคาราคาซัง หรือหมดสมัยของรัฐบาลแล้วก็ยังพิจารณาไม่เสร็จ สุดท้ายความฝันความหวังที่จะสร้างจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ มันก็ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นเราต้องการสร้างความมั่นใจ โดยเฉพาะการลงทุน ซึ่งเรามีคำขอเรื่องการลงทุนจากบีโอไอสูงสุดเป็นประวัติการณ์ วันนี้นักลงทุนต่างชาติมองเข้ามาในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ความจริงจังของรัฐ ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ซึ่งเราแสดงให้เห็นจากการที่ผลักดันนโยบายของรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อเราประกาศแล้วก็จะพยายามผลักดันให้เร็วที่สุด เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติ ไม่เฉพาะเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่นักลงทุนต่างชาติทุกส่วนจะได้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาล และส่งไปที่สภา โดยได้พูดคุยกับนางมนพร เจริญศรี ซึ่งเป็นวิป ครม. จะไปเจรจากับทางสภาและวิปรัฐบาล ว่าจะสามารถเลื่อนระเบียบวาระนี้ให้เข้าทันก่อนปิดสมัยประชุม เพื่อจะได้มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมา และใช้เวลาอีกหลายเดือนในการพิจารณา ก่อนจะส่งเข้ามาพิจารณาวาระ 2 ,3 อีกครั้ง

นานจุลพันธ์ ยืนยันว่ากระทรวงการคลังเป็นคนยกร่าง และส่งให้ ครม. พิจารณา และส่งไปที่กฤษฎีกา ปรับแก้สาระสำคัญหลายจุด ก็ต้องขอบคุณเพราะหลายจุดเป็นประโยชน์ บางจุดอาจยังมีข้อเห็นที่แตกต่างก็เป็นเรื่องปกติ แต่ขั้นตอนนี้เราคงต้องส่งมอบให้สภาฯ ต่อไป สุดท้ายเป็นเรื่องของผู้แทนประชาชนว่าจะเห็นชอบหรือไม่และจะมีการปรับแก้อย่างไร

ส่วนการกำหนดให้คนไทย ที่จะเข้าเล่นกาสิโนต้องมีเงินในบัญชีไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทนั้น นายจุลพันธ์ ยอมรับว่าขณะนี้รายละเอียดอยู่ที่ 50 ล้านบาท แต่ตนเคยพูดไปว่าขัดกับวัตถุประสงค์หนึ่ง ที่เราต้องการแก้ไขในเรื่องเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาการพนันนอกระบบที่กฎหมาย หากใบกำหนดเม็ดเงินที่สูงมากถึง 50 ล้านบาท คนไทยที่มีเงินจำนวนนี้ประมาณ 10,000 บัญชี แสดงว่าเรากำลังพยายามผลักคนอีกกว่า 60 ล้านคน ให้กลับไปอยู่ในการพนันที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นก็คงต้องไปถกกันในชั้นกรรมาธิการ ส่วนจะมีมติอย่างไรก็ว่ากัน

“นอกจากนี้ ในการทำประชาพิจารณ์ ก็มีความเห็นหลากหลาย และสอบถามว่าสามารถปรับลดวงเงินได้หรือไม่ แต่ทั้งหมดก็ส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎร ให้รับไปพิจารณาต่อ” รมช.คลัง กล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลอยากได้วงเงินเท่าไหร่ที่ทำให้คนไทยเล่นกาสิโนได้ นายจุลพันธ์ บอกว่า กฎหมายยังกำหนดอยู่ที่ 5,000 บาท แต่ตนไม่มีความเห็น เพราะตรงนี้มันเลยจุดมาแล้ว เป็นสิ่งที่สภาต้องไปพิจารณา

เมื่อถามว่า ข้อกังวลคนไทยจะติดการพนันเพิ่ม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราเป็นรัฐบาลที่อยู่กับความเป็นจริง คนไทยจำนวนมากมีการไปเล่นการพนันที่ประเทศเพื่อนบ้าน และบ่อนที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตามตรวจจับอย่างเข้มงวด แต่ก็ต้องยอมรับความจริง เพราะฉะนั้นกลไกนี้เป็นการดึงเขากลับมาในระบบ โดยเราสามารถติดตามกำกับช่วยเหลือดูแลคนในกลุ่มนี้ได้ จึงไม่ได้หมายความว่าเรามีหรือไม่มีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แล้ว การพนันผิดกฎหมาย ไม่มีเลย คนไทยจะไม่เล่นเลยก็ไม่ใช่ ส่วนเรื่องการเยียวยา มีกำหนดอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในรูปของกองทุน  เพราะการทำกองทุนติด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่ห้ามมีวัตถุประสงค์ซ้ำซ้อน ก็เป็นอีกเรื่องที่สภาต้องไปพูดคุยกัน ว่าจะปรับแก้ให้ผ่านด่านได้อย่างไร

สำหรับการลงทุน นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า ต้องเป็นการประมูลแน่นอน ต้องโปร่งใส และมีผู้ที่สนใจมานำเสนอ ความชัดเจนตรงนี้เมื่อกฎหมายผ่าน จะมีการตั้งสำนักงานขึ้นมาติดตาม กำกับดูแลและมีองค์คณะ 2 ส่วนคือ ฝั่งนโยบาย กับ ฝั่งบริหาร เริ่มต้นก็ต้องทำเรื่องความคุ้มค่าของพื้นที่ ว่าประเทศไทยควรมีกี่จุด จุดไหนควรมีอะไรที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ แล้วเราจะไปดำเนินการทีโออาร์ ซึ่งผู้ลงทุนก็ต้องไปจับเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะความถนัดไม่เหมือนกัน แล้วนำมาเสนอต่อคณะกรรมการ โดยต้องมีเกณฑ์ที่โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้ทุกคนนำเสนอได้ และคณะกรรมการก็จะมีการตรวจสอบผู้ถือหุ้นในบริษัทด้วยว่ามีประวัติเป็นทุนสีเทาหรือไม่ ซึ่งต้องดูรอบคอบรัดกุมที่สุด โดยผลคะแนนที่ออกมาจะต้องเป็นวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้

เมื่อถามว่า ใบอนุญาตของเอกชนอยู่ที่ 30 ปี ใช่หรือไม่ มองว่ายาวนานหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า เรื่องของใบอนุญาตก็ว่ากันในสภาต่อ แต่ 30 ปีต้องนึกสภาพว่าเขาลงทุนหลักแสนล้าน ก็ต้องมีเวลาเหมาะสม และต้องดูว่าเริ่มนับจากวันไหน ถ้าเริ่มนับจากวันที่ออกใบอนุญาต ก็มีระยะเวลาในการก่อสร้าง การลงทุน แต่ถ้านับจากวันที่ก่อสร้างเสร็จ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องก็ต้องไปแก้กัน

“30 ปี มาตรฐานในตลาดโลกก็ไม่ได้แตกต่าง และมีระยะเวลาของการทบทวนก็คือสำนักงานที่กำกับ ก็ต้องไปตรวจดูตลอดว่ากิจกรรมที่เขาทำเป็นไปตามที่กรอบกฎหมายกำหนดหรือไม่ ผลประโยชน์ที่ได้มาสมน้ำสมเนื้อหรือไม่ สร้างประโยชน์ให้กับประเทศหรือไม่ หากไม่เข้าเกณฑ์ หรือไม่เข้า KPI การทบทวนเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีอยู่แล้ว ตรงนี้มีกลไกกำกับดูแลให้เขาปรับเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินตามที่รัฐคาดหวัง เราไม่ปล่อยให้ทำระยะยาวแล้วไม่เจอหน้ากันอยู่แล้ว” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายกฯโพสต์ขายฝัน! เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โอกาสครั้งใหญ่ ยกระดับท่องเที่ยว-กระตุ้นศก.

นายกฯโพสต์ขายฝัน! เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โอกาสครั้งใหญ่ ยกระดับท่องเที่ยว-กระตุ้นศก.

นายกฯโพสต์ขายฝัน! เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โอกาสครั้งใหญ่ ยกระดับท่องเที่ยว-กระตุ้นศก.

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย ถึงโครงการเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์

ระบุว่า “โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โอกาสครั้งใหญ่เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

ร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรีในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในเชิงหลักการ ว่าทุกกระบวนการหลังจากนี้จะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยหลังจากนี้จะถูกส่งต่อไปสภาเพื่อพิจารณาต่อไป

และร่างที่ผ่านมติ ครม.วันนี้ เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านการทำกระบวนการทำประชาพิจารณ์ (public hearing) โดยมีผู้ให้ความเห็นกว่า 8 หมื่นราย และกว่า 80% ของผู้ทำประชาพิจารณ์ เห็นด้วยกับร่างดังกล่าว

ขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชาทำความเข้าใจโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โครงการขนาดใหญ่มูลค่ากว่าแสนล้านบาท เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ โดยผลของโครงการคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี และสร้างรายได้มากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ซักฟอกจบ…ตรวจสอบยังไม่จบ ‘อิ๊งค์’ต้องสู้ต่อ เรื่อง‘หลักจริยธรรมร้ายแรง’

ซักฟอกจบ...ตรวจสอบยังไม่จบ ‘อิ๊งค์’ต้องสู้ต่อ เรื่อง‘หลักจริยธรรมร้ายแรง’

ซักฟอกจบ…ตรวจสอบยังไม่จบ ‘อิ๊งค์’ต้องสู้ต่อ เรื่อง‘หลักจริยธรรมร้ายแรง’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ซักฟอกจบ…ตรวจสอบยังไม่จบ “อิ๊งค์”ต้องสู้ต่อ เรื่อง”หลักจริยธรรมร้ายแรง” ชี้โหวต 319 เสียง ไม่การันตีอยู่ครบเทอม

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”วิเคราะห์ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้”อิ๊งค์”จะตอบโต้รายประเด็นได้ อาจรอดพ้นการเอาผิดทาง กม. แต่ยังมีมิติของศีลธรรมจรรยาที่ต้องพิสูจน์ต่อ เผยคะแนนเสียง 319 สะท้อนความเป็นปึกแผ่นของรัฐบาลได้จริง แต่หากรัฐบาลทำไม่ได้อย่างที่พูดไว้ในสภา อาจอยู่ไม่ครบเทอม ระบุข้อมูลฝ่ายค้านไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นเรื่องไอโอ ทำให้สังคมสนใจวาทะ มากกว่าเนื้อหาการซักฟอก

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะสามารถตอบโต้หรือชี้แจงประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 24 – 25 มี.ค.ที่ผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ กรณีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงภาษีจากตั๋วสัญญาการใช้เงิน (P/N) จำนวนเงิน 4,400 ล้านบาท รวมถึงกรณีอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ น.ส.แพทองธาร รอดพ้นจากการถูกเอาผิดทางกฎหมายได้ แต่ทว่าในมิติของศีลธรรมจรรยาและความผิดต่อหลักจริยธรรมร้ายแรงในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นยังไม่จบ นายกรัฐมนตรียังต้องต่อสู้และพิสูจน์ในเรื่องนี้ต่อไปแม้ว่าจะได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจถึง 319 เสียงก็ตาม ส่วนตัวมองว่านอกจากฝ่ายค้านแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งประเด็นทางสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ฟังการอภิปรายแล้วรู้สึกว่ายังไม่ได้รับคำตอบหรือคำอธิบายที่กระจ่างเพียงพอจะเข้ามาร่วมผลักดันเรื่องนี้อีกแรงหนึ่ง

“แน่นอนว่าเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดกว่าประชาชน ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่นายกฯ จะต้องต่อสู้และต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไปหลังจบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า แม้ว่าผลการลงมติไว้วางใจ 319 เสียง จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากถามต่อว่าคะแนนดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพและจะสามารถอยู่ครบเทอมได้หรือไม่นั้น คงยังตอบไม่ได้ คะแนนนี้สะท้อนเพียงว่าปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีรอยร้าว แต่การอยู่ครบวาระหรือไม่นั้นดูเฉพาะท่าทีของพรรคร่วมไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยร่วม โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงสะท้อนจากประชาชน

“ในมุมของประชาชนที่รับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการสอบย่อย เชื่อว่าจะมีทั้งคงที่โหวตให้รัฐบาลสอบผ่านและสอบไม่ผ่าน ที่น่าสนใจคือถึงแม้ว่านายกฯ จะมีคำอธิบายต่อข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ เช่น ประเด็นเศรษฐกิจไม่ดี นายกฯ ก็ยอมรับว่า ใช่ ตอนนี้ยังไม่ดี แต่กำลังจะดีขึ้น ซึ่งจากคำพูดนี้ประชาชนก็จะจับตาต่อไปว่ามันจะดีขึ้นอย่างที่นายกฯ พูดจริงหรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะอยู่ไม่ครบเทอม ประชาชนเองประเมินรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา และนั่นทำให้รัฐบาลก็ต้องประเมินตนเองเช่นกัน” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ส่วนตัวมองว่าประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาอภิปรายส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่อยู่ในการรับรู้และความสนใจของประชาชนอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้เป็นเรื่องที่ขาดความน่าสนใจและไม่ได้มีอะไรใหม่ ยกเว้นเพียงเรื่องขบวนการไอโอที่สามารถสร้างความเซอร์ไพรส์แก่ผู้รับฟังได้ นั่นจึงทำให้ทางรัฐบาลเตรียมข้อมูลในการชี้แจงหรือตอบคำถามได้ ซึ่งผลพวงจากประเด็นที่ส่วนมากไม่ได้ใหม่นั้น ทำให้ประชาชนมุ่งสนใจที่วาทะและการตอบโต้กันไปมามากกว่าเนื้อหา เห็นได้จากการตัดต่อภาพหรือการทำมีมในสื่อสังคมออนไลน์ ตรงนี้ทำให้ความซีเรียสของเนื้อหาและความเข้มข้นของข้อมูลที่ควรจะเป็นสาระสำคัญอันดับต้นๆ ถูกฝังกลบและลดทอนลง

“ในส่วนของการวิพากษ์วิจารณ์วิธีการตอบคำถามของนายกฯ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าสะท้อนถึงวุฒิภาวะหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าก็คงเป็นอย่างที่นายกฯ บอกว่าตัวเองเป็นนายกฯ เจนวาย จึงมีสไตล์การตอบคำถามที่มีความเป็นตัวเองสูง ซึ่งอาจผิดไปจากขนบของนักการเมืองในอดีตที่เวลาตอบคำถามจะค่อนข้างระมัดระวัง แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการประเมินจากผู้ฟังซึ่งก็คือประชาชน และนายกฯ ย่อมจะได้รับผลจากการตอบเช่นนั้น” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว